เปิด-ปรับ-เปลี่ยน 3 อาวุธทางความคิด สร้างความสำเร็จให้แก่กิจการเพื่อสังคม

ในยุคสมัยที่เทรนด์ต่าง ๆ ของโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรอบด้าน การทำธุรกิจในยุคใหม่ก็ถูกผลักดันให้เกิดวิวัฒนาการเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่มากกว่าการได้รับสินค้าและบริการ แต่รวมไปถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมของธุรกิจด้วย ทำให้การทำธุรกิจแนวใหม่อย่างกิจการเพื่อสังคมกลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงและกำลังเป็นที่จับตามองจากทุกภาคส่วน เพราะเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญกับการสร้างผลกำไรและสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน

ในประเทศไทย ภาครัฐได้สนับสนุนการขับเคลื่อนกิจการเพื่อสังคมให้ประสบความสำเร็จ ภายใต้นโยบายประเทศไทย 4.0 ที่มุ่งให้ความสำคัญด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ในขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็ร่วมสานพลังเดินหน้าจัดกิจกรรมส่งเสริมกิจการเพื่อสังคมในรูปแบบต่าง ๆ มากมาย หนึ่งในนั้นคือ โครงการ “พลังเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม” หรือ “Banpu Champions for Change (BC4C)” โดยความร่วมมือระหว่าง บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)ผู้นำธุรกิจด้านพลังงานแบบครบวงจรแห่งเอเชีย-แปซิฟิก และ สถาบัน ChangeFusion องค์กรไม่แสวงผลกำไรภายใต้มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา โครงการฯ ได้ดำเนินการบ่มเพาะและสนับสนุนเยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีพลังสร้างสรรค์และศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงสังคมในรูปแบบต่าง ๆ โดยกิจการเพื่อสังคมที่เข้าร่วมโครงการฯ นั้น บ้างก็อยู่ในระยะเริ่มต้นเป็นเพียงแค่ไอเดียตั้งต้น บ้างก็ดำเนินธุรกิจมาสักระยะพร้อมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและประโยชน์ให้แก่สังคมควบคู่กับสร้างรายได้ให้กับตัวเอง ซึ่งไม่ว่าธุรกิจของผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมจะอยู่ในระยะไหน เครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้พวกเขาก้าวต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมุ่งสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของกิจการในที่สุด คือ 3 อาวุธทางความคิด ‘เปิด ปรับ เปลี่ยน’

อาวุธทางความคิดแรกคือ การเปิด – เปิดใจ คนส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ที่เราคุ้นเคย รู้สึกปลอดภัย หรือที่เรียกว่า คอมฟอร์ตโซน ของตัวเอง และมักจะตัดสินใจเลือกทำอะไรที่อยู่ในขอบเขตนั้น ๆ แต่หากวันใดที่พวกเขาสามารถเริ่มต้นเปิดใจ มองสังคมและคนรอบข้างให้กว้างขึ้นกว่าคอมฟอร์ตโซนของตนแล้ว ก็อาจมองเห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน รวมถึงมองเห็นปัญหารอบ ๆ ที่มีอยู่ได้ ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะกิจการเพื่อสังคมจำเป็นต้องเริ่มจากการเปิดใจมองเห็นปัญหาก่อน เมื่อสามารถมองเห็นปัญหาได้ ก็จะสามารถคิดหาหนทางในการช่วยเหลือได้ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงแค่ไอเดียตั้งต้น ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม และสำหรับผู้ที่เป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมอยู่แล้ว ก็สามารถใช้อาวุธแห่งการเปิดใจได้เช่นกัน โดยการรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น โดยเฉพาะความเห็นในแง่มุมที่แตกต่างแล้วลองดูว่าจะสามารถนำมาต่อยอดกิจการจุดไหนได้อย่างไรบ้าง

อาวุธทางความคิดที่สองคือ การปรับ – ปรับตัว หลังจากที่เปิดใจมองปัญหารอบตัวและรับฟังความเห็นที่แตกต่างได้แล้ว สเต็ปถัดไปคือการปรับตัวหรือปรับธุรกิจให้ทันกับยุคสมัยและความท้าทายใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา พร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกองค์กร ผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมควรสร้างความกล้าให้กับจิตใจ กล้าที่จะปรับตัวเองและกิจการไปตามปัจจัยและสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้สามารถอยู่รอดในสนามแข่งขันทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ การหมั่นพัฒนาตนและกิจการอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่หยุดยั้งนี้ จะส่งเสริมให้ธุรกิจอยู่ได้อย่างยั่งยืน

อาวุธทางความคิดสุดท้ายคือ การเปลี่ยน – เปลี่ยนแปลงสังคม ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจการเพื่อสังคมสามารถติดอาวุธทางความคิดในการเปิดและปรับได้ จะช่วยหล่อหลอมให้กิจการนั้นพร้อมที่จะเดินหน้าติดอาวุธสำคัญ คือ การสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบเชิงบวกทางสังคมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนั่นถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสูงสุดของการทำกิจการเพื่อสังคม

หนึ่งในผู้ที่ได้ใช้อาวุธทางความคิด เปิด-ปรับ-เปลี่ยน คือ คุณปิง ศรวุฒิ ปิงคลาศัย ผู้ก่อตั้งกิจการเพื่อสังคม “Hand Up Volunteer Network”ซึ่งเป็นกิจการที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงและสร้างเครือข่ายอาสาสมัครจากภาคธุรกิจ ที่มีทักษะทางวิชาชีพ (Skill-Based Volunteer) มาช่วยเหลือองค์กรภาคสังคม กล่าวว่า “ผมเชื่อในเรื่องความแตกต่าง หรือ Diversity มาก ๆ และชอบทำงานกับคนที่แม้จะมีพื้นฐานทางชีวิตที่แตกต่าง แต่มีความสนใจที่จะทำกิจกรรมเพื่อสังคมคล้าย ๆ กัน ในการพูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนที่มาจากภาคธุรกิจที่แตกต่าง ทุก ๆ ครั้งจะทำให้ผมได้มุมมองและโซลูชันใหม่ ๆ ให้สังคม ในช่วงเริ่มต้น ผมใช้การเปิดใจ โดยการตระเวนหาไอเดียและโมเดลการทำธุรกิจอาสาสมัครจากหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกแล้วนำมาใช้กับกิจการ แต่พอดำเนินธุรกิจมาได้ระยะหนึ่งก็เริ่มได้บทเรียนว่า ตัวอย่างที่ดีจากต่างประเทศ อาจใช้ไม่ได้ดีเสมอไปในบริบทธุรกิจไทย จึงปรับโมเดลธุรกิจในหลาย ๆ จุดเพื่อให้สอดคล้องกับสังคมไทย” จนถึงตอนนี้ นับเป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ Hand Up Volunteer Network ยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความแข็งแกร่ง และเป็นหนึ่งในผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับเครือข่ายอาสาสมัครภาคธุรกิจที่ช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่สังคม

นอกเหนือจากการติดอาวุธทางความคิด 3 อย่างแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมต้องให้ความสำคัญก็คือการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง โดยการเรียนรู้นี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้ ซึ่งหนึ่งในช่องทางการเรียนรู้ของกิจการเพื่อสังคมก็คือ SE School (https://se.school/) แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์แห่งแรกในประเทศไทยสำหรับผู้ที่มีใจรักที่จะเป็นผู้ประกอบการไปพร้อมกับสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่สังคม บนแพลตฟอร์มดังกล่าวผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาบทเรียนจากกิจการเพื่อสังคมต่าง ๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสริมแรงให้อาวุธทางความคิดอย่าง เปิด-ปรับ-เปลี่ยน เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ SE School ยังเป็นคลังความรู้สำหรับกลุ่มคนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไปที่สนใจในกิจการเพื่อสังคม ในการนำองค์ความรู้เหล่านั้นไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ และก้าวผ่านความท้าทายสู่ความสำเร็จ โดยพวกเขาสามารถเข้ามารับความรู้จากแพลตฟอร์มดังกล่าวนี้ได้อย่างง่ายดาย ทุกที่ ทุกเวลา ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

เมื่อผู้ประกอบการกิจการเพื่อสังคมติดอาวุธทางความคิดที่ครบมือ รวมถึงได้เพิ่มพูนความรู้ทางด้านกิจการเพื่อสังคมจากแพลตฟอร์มการเรียนรู้อย่างครบถ้วนแล้ว สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้พวกเขาสามารถยืนหยัดในโลกแห่งกิจการเพื่อสังคมได้อย่างเต็มภาคภูมิ พร้อมรับมือกับความท้าทายด้านต่างๆ เดินหน้าสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบเชิงบวกให้แก่สังคมได้สำเร็จ และร่วมเป็นพลังสำคัญในการผลักดันประเทศไทยให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของกิจการเพื่อสังคมที่ยั่งยืนได้ในที่สุด

ใครที่สนใจอยากรู้จักกิจการเพื่อสังคมให้มากขึ้น หรือสนับสนุนสินค้าที่สร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม สามารถมาร่วมกิจกรรมดี ๆ ได้ในงาน Banpu Champions for Change Impact Day ในวันอาทิตย์ที่ 25 – จันทร์ที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ณ โซน Eden ชั้น1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: Banpu Champions for Change


9 แหล่งผลิตไวน์ชั้นเยี่ยม ที่คนรักไวน์ต้องไปเยือน

การลิ้มลองอาหารและเครื่องดื่มของแต่ละท้องถิ่น นับเป็นหนึ่งในวิธีการเรียนรู้และสัมผัสวัฒนธรรมของท้องถิ่นนั้นๆ ที่ดีที่สุด ซึ่งการดื่มไวน์ในไร่ที่เต็มไปด้วยเถาองุ่น ก็เปรียบเสมือนการได้ลิ้มรสวัฒนธรรมนั้นที่ต้นตออย่างแท้จริง ในสมัยก่อนการทัวร์ชิมไวน์ถือเป็นกิจกรรมเพื่อคนเฉพาะกลุ่ม เช่นคนร่ำรวย คนที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคผลิตไวน์มาแต่โบราณกาลอย่างทวีปยุโรป อย่างไรก็ตามในสมัยนี้ทัวร์ชิมไวน์เป็นที่นิยมมากขึ้นในเกือบทุกทวีป ทำให้ไม่ว่าจะนักท่องเที่ยวสายประหยัดหรือจ่ายไม่อั้น ต่างเลือกทัวร์ชิมไวน์ได้ง่ายขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ สมาคมผู้ประกอบการไวน์ไทยประสบความสำเร็จในการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของไวน์เขาใหญ่ กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา นับเป็นการเน้นให้เห็นถึงคุณภาพของไวน์ไทย ทั้งยังมีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้มาทัวร์ชิมไวน์ในประเทศมากขึ้น อโกด้า หนึ่งในผู้ให้บริการห้องพักออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก (OTA) จึงขอถือโอกาสนี้ เผยจุดหมายปลายทางระดับโลกสำหรับการไปทัวร์ชิมไวน์ชั้นเยี่ยม ที่คอไวน์ไม่ควรพลาด

ภูมิภาคผลิตไวน์แต่โบราณกาล

1.จิบไวน์อิตาลีแท้ที่แควันทัสคานี ประเทศอิตาลี

หากคุณชื่นชอบไวน์เคียนติ (Chianti) ก็ต้องไปเมืองเกรเว่ อิน เคียนติ (Greve in Chianti) ในแคว้นทัสคานี แหล่งผลิตไวน์เคียนติชั้นหนึ่งที่ยากจะหาที่ใดมาเปรียบ ในเมืองมีห้องที่เก็บรักษาไวน์เคียนติไว้หลากหลายชนิด ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถแวะชิมได้ตามความชอบ สำหรับผู้ที่สนใจเรียนรู้การผลิตไวน์ในภูมิภาคนี้ ต้องไปที่โรงกลั่น Montefioralle Winery ที่มีทั้งโปรแกมทัวร์และชิมไวน์ให้ได้เลือกสรรค์ตามความสะดวก
สำหรับที่พักที่ให้บรรยากาศชนบทอิตาลีสุดๆ บ้าน Borgo Di Pietrafitta Relais เป็นวิลลาที่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาจากโรงนา มีวิวอันสวยงามของภูเขาและหมู่ไม้ให้มองได้ไม่รู้เบื่อ

2.ลิ้มรสไวน์แดงระดับชนะรางวัลที่เมืองเนฟเชียร์ ประเทศตุรกี

ตุรกีอาจไม่ใช่ประเทศแรกในใจของคนส่วนมากเมื่อพูดถึงไวน์ แต่แท้จริงแล้วประวัติศาสตร์การทำไวน์ของตุรกีนั้น นับย้อนหลังไปได้มากกว่า 7,000 ปี ปัจจุบันไร่องุ่นบูติคของตุรกีขึ้นชื่อมากเรื่องการผลิตไวน์ขาวและไวน์แดงคุณภาพสูง ขณะที่บริเวณชายฝั่งทะเลอีเจียนมีอัตราการผลิตไวน์มากกว่าบริเวณอื่น โรงกลั่นไวน์ Kocabag ในเนฟเชียร์ (Nevşehir) เมืองซึ่งมี Fairy Chimneys of Göreme อันโด่งดัง ก็เป็นอีกจุดที่ควรค่าแก่การไปเยี่ยมชม เรียนรู้ประวัติความเป็นมาอันยาวนานของไวน์ตุรกี และลิ้มรสไวน์แดงหลายชนิดที่ได้รับรางวัลห่างออกไปจากเนฟเชียร์เพียง 10 นาที ใจกลางเมืองเกอเรเม คือโรงแรม Grand Cappadocia Hotel ด้านในมีระเบียงให้ยืนชมวิวของเมืองจากมุมบน และของพื้นบ้านดั้งเดิมของตุรกีที่นำมาใช้ตกแต่งภายในที่เป็นเอกลักษณ์

3.ร่วมฉลองวัฒนธรรมไวน์ที่แคว้นเบอร์กันดี ประเทศฝรั่งเศส

เพราะไวน์รสเลิศเป็นของคู่กับฝรั่งเศสมาช้านาน แทบทุกลิสต์ไวน์จึงมักมีไวน์ฝรั่งเศสอย่างน้อยหนึ่งชนิดให้เห็นอยู่เสมอ ในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปีๆ ที่เมืองชาบลี (Chablis) แคว้นเบอร์กันดี (Burgundy) จะมีการจัดเทศกาลไวน์ที่สำคัญที่สุดงานหนึ่งของประเทศ คอไวน์ตัวจริงและมือใหม่หัดชิมไวน์ต่างพากันไปร่วมชิมและสนุกกับกิจกรรมเกี่ยวกับไวน์ต่างๆ แต่ถ้าพลาดก็ไม่จำเป็นต้องรอถึงปีหน้า เพราะเมืองนี้มีไวน์ให้เลือกชิมได้ตลอดทั้งปีโรงแรม Hôtel Le Maxime อยู่ห่างจากเมืองชาบลีเพียง 20 นาที ไม่ว่าจะชมวิวของแม่น้ำอียอนจากในที่พัก หรือเดินไปแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ จุดช้อปปิ้ง และร้านอาหารมากมายใกล้ๆ ก็สะดวก

ภูมิภาคผลิตไวน์ยุคใหม่

4.จิบกาแบร์เน โซวีญงใต้แสงอาทิตย์ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศอเมริกา

เป็นที่รู้กันทั่วไปในหมู่คนรักไวน์ว่า หุบเขานาปาวัลเลย์ (Napa Valley) เป็นภูมิภาคที่เหมาะสำหรับการผลิตไวน์ กาแบร์เน โซวีญง มากที่สุด ด้วยสภาพอากาศที่อบอุ่นตลอดทั้งปีของแคลิฟอร์เนีย ฤดูการเพาะปลูกที่ยาวนาน บวกกับดินอีกกว่า 30 ชนิด ที่ล้วนมีส่วนช่วยในกระบวนการผลิต ในหุบเขายังมีโรงกลั่นไวน์อีกกว่า 400 แห่ง ให้ไปเยี่ยมชม นั่งจิบไวน์ชมแสงสีแดงของท้องฟ้ายามเย็นรีสอร์ต Silverado Resort and Spa ตั้งอยู่ห่างจากเส้นทางไวน์ของ Napa Valley เพียง 12 นาที รีสอร์ต แอนด์ สปาแห่งนี้ ให้บริการสปาเต็มรูปแบบเพื่อรอต้อนรับแขกที่ไปเที่ยวชิมไวน์มาทั้งวันให้รู้สึกผ่อนคลาย

5.ลิ้มรสไวน์ขาวของพื้นที่ปลูกไวน์เมืองมาร์กาเร็ตริเวอร์ ประเทศออสเตรเลีย

พื้นที่ปลูกไวน์บริเวณเมืองมาร์กาเร็ตริเวอร์ (Margaret River) ในภาคตะวันออกของออสเตรเลีย เป็นที่ตั้งของไร่องุ่นประมาณ 215แห่ง ซึ่งโด่งดังเรื่องการผลิตไวน์รีสลิ่ง (Riesling) และโซวินญอง บลอง (Sauvignon Blanc) วิวทิวทัศน์ของป่าไม้ ไร่องุ่น และชายหาดในพื้นที่ ผนวกรวมกันเป็นภาพที่งดงามให้ผู้คนได้ชื่นชมเมื่อแวะไปCape Lodge เป็นโรงแรมบ้านพักส่วนตัวบนไร่องุ่น ใจกลางพื้นที่ปลูกไวน์บริเวณเมืองมาร์กาเร็ตริเวอร์   บรรยากาศอันร่มรื่นยามเย็นช่วยให้การเดินชมธรรมชาติในไร่องุ่นหลังห้องเก็บไวน์ปิด เป็นที่น่าจดจำอย่างยิ่ง

6.ดื่มด่ำกับประวัติศาสตร์การผลิตไวน์ของแดนอาทิตย์อุทัยที่จังหวัดยามานาชิ ประเทศญี่ปุ่น

แม้ว่าในญี่ปุ่นจะมีการเพาะปลูกองุ่นกันมาช้านาน แต่ก็เพิ่งเริ่มผลิตไวน์เมื่อครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 นี้เอง โรงกลั่น Château Mercian ณ ใจกลางภูมิภาคผลิตไวน์แห่งยามานาชิ นับเป็นหนึ่งในโรงกลั่นไวน์ของญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในระดับนานาชาติ แถมภายในโรงกลั่นยังมีพิพิธภัณฑ์แสดงประวัติศาสตร์การผลิตไวน์ ให้ผู้คนเข้าชมได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วยหากเดินทางต่อไปอีกประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก็จะพบกับภูเขาไฟฟูจิ หนึ่งในสามภูเขาไฟศักดิ์สิทธิ์ของญี่ปุ่น หรือเปลี่ยนไปนั่งชมวิวของภูเขาไฟสบายๆ จากที่พักอย่าง โรงแรม Fuji Kawaguchiko Onsen Hotel New Century ก็ดีต่อใจไม่แพ้กัน

ภูมิภาคผลิตไวน์น้องใหม่

7.ลองชิมไวน์น้องใหม่ที่เขตปกครองหนิงเซี่ย ประเทศจีน

การผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากองุ่นในจีนมีมาตั้งแต่สมัยยุคหินใหม่ แต่กว่าประเทศจีนจะเข้าสู่วงการไวน์ระดับนานาชาติ ก็ล่วงไปถึงช่วงยุค 1970 หนิงเซี่ย (Ningxia) หนึ่งในภูมิภาคผลิตไวน์ที่เกิดขึ้นใหม่ของในจีน มีไร่องุ่นถึง 100 แห่ง ซึ่งหลายแห่งได้รับรางวัลระดับโลกจากการจัดแสดงไวน์นานาชาติ ทั้งยังเปิดให้บริการทัวร์และชิมไวน์ด้วยโรงแรม Yinchuan Xifujing Hotel ตั้งอยู่ใจกลาง หยินชวน (Yinchuan) เมืองหลวงของหนิงเซี่ย จึงสะดวกต่อการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ในเมือง และไร่องุ่นบริเวณใกล้เคียง

8.ขับรถชมทิวทัศน์อันน่าประทับใจที่เขาใหญ่ ประเทศไทย

เพียง 2 ชั่วโมงจากกรุงเทพฯ อากาศเย็นสบายที่ระดับ 350 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล และดินหลากหลายชนิด ส่งผลให้เขาใหญ่เหมาะสำหรับการผลิตไวน์ชีราซ รสชาติเบา ที่มาพร้อมกลิ่นอายผลไม้ โรงกลั่นไวน์ GranMonte Asoke Valley Winery เป็นหนึ่งในแหล่งผลิตไวน์ยอดนิยมในภูมิภาคนี้ที่ผู้คนต่างเลือกแวะเยี่ยมชม นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 4 ปีติดต่อกันอีกด้วยไม่กี่ก้าวจากไร่องุ่น Asoke Valley คือ Town Square Suites by Toscana Valley วิลลาสไตล์อิตาเลียนที่ล้อมรอบไปด้วยวิวภูเขา ให้บรรยากาศอันเงียบสงบผ่อนคลาย

9.จิบไวน์โรเซ่ที่ดี่สุดของบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย

แม้การผลิตไวน์จะยังไม่เป็นที่นิยมมากนักในอินโดนีเซีย แต่ไร่องุ่น Hatten Wines ในบาหลี คือหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้การผลิตไวน์ในอินโดนีเซียเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ครอบครัวท้องถิ่นชาวบาหลีเจ้าของไร่ร่วมมือกันผลิตไวน์โรเซ่ (Rosé) ระดับรางวัล ผู้ที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชม Welcome Center ของไร่องุ่น เพื่อเรียนรู้ขั้นตอนต่างๆ ได้ ตั้งแต่การปลูกองุ่นไปจนถึงการเทใส่แก้วไม่ไกลจากไร่องุ่นมีเบดแอนด์เบรคฟาสต์ Eat Sleep Skate ที่มีกระท่อมไม้ให้เลือกพักถึง 4 แบบ แถมยังมีลานสเก็ตให้เล่นอีกด้วย


จับตาเทรนด์ “ฟิวชั่น” ผสานสิ่งดีดีที่ลงตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ในโลกปัจจุบันที่การแลกเปลี่ยนของข้อมูล ข่าวสาร และเทรนด์ต่างๆ สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายดายและรวดเร็วเพียงปลายนิ้วสัมผัส โลกที่ผู้คนสามารถเข้าถึงกัน และเชื่อมต่อกันได้ข้ามไทม์โซนและเส้นแบ่งประเทศผ่านเทคโนโลยีที่ยังเดินหน้าอย่างรวดเร็ว ให้เราได้เห็นเทรนด์แปลกใหม่ที่น่าสนใจเกิดขึ้นมามากมาย และหนึ่งในนั้นคือเทรนด์ ฟิวชั่น (fusion) หรือการผสมผสานของวัฒนธรรม ส่วนประกอบ หรือไลฟ์สไตล์แบบไร้ขีดจำกัด เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าสนใจและน่าติดตามในโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งเทรนด์ ฟิวชั่น” นี้นอกจากจะมีคอนเซ็ปต์น่าสนใจแล้ว ยังเป็นต้นกำเนิดของการผสมผสานอย่างลงตัว ที่ต่อยอดมาสู่สิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย และนี่คือ เทรนด์ ฟิวชั่น” ที่น่าจับตามอง ให้ตามเก็บจนครบ

ฟิต ฟิวชั่น” ออกกำลังกายแนวใหม่
แน่นอนว่าการออกกำลังกายเป็นประจำทำให้คนเรามีสุขภาพและร่างกายที่แข็งแรง นอกจากนี้ รูปร่างที่ดูดีจากการออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มพลังบวก เสริมความมั่นใจและมอบความรู้สึกดีดีในการใช้ชีวิตประจำวันอีกด้วย ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมการออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบันก็คือ Fighting Aerobic ผสมผสานกันระหว่างวัฒนธรรมการต่อสู้ของศิลปะป้องกันตัวเช่น มวยไทย เข้ากับจังหวะของเพลงบีทมันส์ๆ เป็นการออกกำลังกาย ที่ตื่นเต้นเร้าใจ และยังมี Thai Fit เทรนด์การออกกำลังกายที่ผสมผสานการรำไทยและจริตของนาฏศิลป์ไทยเข้ากับการออกกำลังกายได้อย่างสร้างสรรค์ และทันสมัยสร้างความแปลกใหม่และความสนุกสนานให้กับการออกกำลังกายในทุกๆ วัน

แฟชั่น ฟิวชั่น ความนิยมด้านการแต่งกายที่ไร้พรมแดน
สายแฟชั่นคงเคยเห็นผ่านตามามาก กับการที่แบรนด์แฟชั่นชื่อดังนำเอาอัตลักษณ์ที่แตกต่างของเครื่องแต่งกายจากแต่ละประเทศมาผสมผสานกัน เกิดเป็นไอเท็มแฟชั่นสุดฮิตมากมาย ไปจนถึงการดัดแปลงชุดประจำชาติของตนเข้ากับการตัดเย็บสมัยใหม่ จนปัจจุบันกับกระแสละครย้อนยุคที่ทำให้ผ้าไทยกลับมาฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง สู่ชุดไทยสีลูกกวาดที่สร้างกระแส “สยาม โลลิต้า” เป็นหัวข้อสนทนายอดฮิตในอินเทอร์เน็ต ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการเปิดรับแฟชั่นที่ไร้พรมแดน คือการผสมผสานผ้าไทย หรือความอ่อนช้อยของตัวอักษรในภาษาไทย เข้ากับการออกแบบเครื่องแต่งกายสมันนิยมแบบสากลอย่างลงตัว

 ฟู้ด ฟิวชั่น” อาหารจานเก๋ จากส่วนผสมที่แตกต่างอย่างลงตัว
เมื่อพูดถึงคำว่า “ฟิวชั่น” แน่นอนว่าหลายคนต้องเผลอต่อบทในใจว่า “ฟู้ด” อาหารฟิวชั่น กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของการรวมตัวทางวัฒนธรรมที่เห็นชัด และจับต้องได้มากที่สุด โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับการผสมผสานของวัฒนธรรมและประสบการณ์ในการรับประทานอาหารใหม่ๆ มากขึ้น นอกจากจะต้องอร่อยแล้ว เสน่ห์ของอาหารฟิวชั่น คือความลงตัวของวัตถุดิบ หรือเครื่องปรุงที่หลากหลาย มีแหล่งที่มาต่างกัน ที่ถูกปากคนไทยมักเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของอาหารต่างชาติและอาหารไทย อย่างสปาเก็ตตี้ต้มยำกุ้ง หรือเบอร์เกอร์ลาบหมู สเต็กจิ้มแจ่ว ซึ่งอาหารสไตล์ฟิวชั่นเหล่านี้นอกจากรสชาติดีแล้ว ยังเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจอีกด้วย

นอกจากทั้งสามเทรนด์ที่น่าจับตามองข้างต้นแล้ว อย่าลืมมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่ใกล้ตัว เพื่อเปิดประสบการณ์ “ฟิวชั่น” อย่างเช่นสองผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์น้ำผลไม้พร้อมดื่มอันดับหนึ่งของโลกอย่างมินิทเมดคือ น้ำมะเขือเทศผสมเนื้อส้ม และน้ำรสเสาวรสผสมน้ำผึ้งและมะนาว ที่เป็นการรวมตัวของรสชาติเปรี้ยวอมหวานในแบบที่คนไทยชอบ เข้ากับคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพอย่างลงตัว และยังเป็นความร่วมมือครั้งแรกของโคคา-โคลา แบรนด์ระดับโลก กับแบรนด์ท้องถิ่นอย่างดอยคำ อันเป็นที่รักและอยู่คู่คนไทยมานาน กับการผสมผสานระหว่างน้ำส้มมินิทเมดจากฟลอริดา และผลผลิตโดยเกษตรกรไทย คือมะเขือเทศคุณภาพดี ปลอดสารเคมีจากเกษตรกรส่งเสริมดอยคำ เกิดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเครื่องดื่มที่ทั้งรสชาติอร่อยอย่างลงตัว มีประโยชน์ และยังมีส่วนช่วยทำให้ผิวพรรณแลแดูสดใส ด้วยไลโคปีนที่ได้จากผลมะเขือเทศ สามารถลิ้มลองการผสานสองสิ่งดีๆ ที่ลงตัว ของน้ำผลไม้พร้อมดื่มมินิทเมดทั้งสองรสชาติใหม่ได้แล้ววันนี้ ทั่วประเทศ

 


เชลล์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ระดับพรีเมี่ยม เปิดตัว เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-20 สูตรใหม่

บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ตอกย้ำความแข็งแกร่งในการเป็นผู้นำเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ระดับพรีเมี่ยมที่เข้าใจความต้องการของผู้ใช้รถแต่ละกลุ่มเป็นอย่างดี เดินหน้าเปิดตัว เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-20 สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน สูตรใหม่ที่ได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีเพียวพลัส (PurePlus Technology) นวัตกรรมสิทธิ์เฉพาะของเชลล์ ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองต่ออัตราเร่งได้รวดเร็ว ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลภาวะ สามารถใช้ได้กับรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์รุ่นใหม่จากยี่ห้อชั้นนำหลากรุ่น เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-2สูตรใหม่ยังมาพร้อมกับ แพคเกจจิ้งใหม่ที่มอบความรู้สึกพรีเมี่ยมขึ้นด้วยสีโรสโกลด์ ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถสัมผัสกับประสบการณ์ที่สุดแห่งสมรรถนะเครื่องยนต์ ได้แล้ววันนี้ทั่วประเทศ

นางสาววีธรา ตระกูลบุญ กรรมการบริหาร ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า“เป็นที่รู้กันดีว่าในปัจจุบันภาวะโลกร้อนเป็นภาวะที่กำลังส่งผลกระทบรุนแรงต่อทุกคนในโลก รวมถึงพฤติกรรมและความต้องการที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค และการที่เครื่องยนต์มีแนวโน้มที่จะมีขนาด เล็กลง เพื่อลดมลภาวะ เชลล์ ในฐานะผู้นำเทคโนโลยีน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ระดับพรีเมี่ยม จึงได้พัฒนานวัตกรรมในกลุ่มผลิตภัณฑ์เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W ที่ช่วยต้านทานการเสื่อมสภาพของน้ำมันได้ดีขึ้นถึง 32% ลดอัตราการระเหยของน้ำมันเครื่องได้สูงถึง 50% ทำให้ลดการเกิดปัญหาน้ำมันเครื่องพร่องและการต้องเติมน้ำมันเครื่องเพิ่มระหว่างระยะเปลี่ยนถ่าย น้ำมันเครื่องสามารถไหลได้เร็วกว่าถึง 3 เท่า เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องมาตรฐาน API SN ทั่วไป ทำให้ปกป้องได้เร็วกว่าในช่วงที่เครื่องยนต์สตาร์ท และปกป้องเครื่องยนต์จากคราบตะกอนยางเหนียวได้ดีขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับน้ำมันเครื่องน้ำมันเครื่องมาตรฐาน ILSAC GF-5 ทั่วไป  เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคและแนวโน้มของตลาด รวมถึงสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเชลล์ที่จะ ‘เติมสุขให้ทุกชีวิต’ หรือ ‘Making Life’s Journey Better’ ผ่านหลายแนวทาง โดยเฉพาะการส่งมอบ พลังงานสะอาด เพิ่มประสิทธิภาพ และดีต่อสิ่งแวดล้อม ให้กับประเทศไทย”

“สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด น้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-20 สูตรใหม่สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีเพียวพลัส เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องที่มีการนำเทคโนโลยี Gas-To-Liquids (GTL)สิทธิ์เฉพาะของเชลล์ที่เปลี่ยนก๊าซธรรมชาติให้เป็นน้ำมันพื้นฐานที่มีความบริสุทธ์สูง มีคุณสมบัติความหนืดต่ำ ทำให้หล่อลื่นและปกป้องเครื่องยนต์ได้เต็มที่แม้เย็นจัดหรือร้อนจัด ช่วยให้เครื่องตอบสนองต่อการเร่งได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันการสึกหรอแม้เครื่องทำงานหนัก รถสตาร์ทติดง่าย ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นตามมาตรฐาน ILSAC GF-5 อีกทั้งยังมาพร้อมกับประสิทธิภาพการปกป้องเครื่องยนต์ได้อย่างเต็มที่ แม้ในขณะที่เครื่องยนต์ทำงานหนักและเกิดความร้อนสูง เช่นสภาวะอากาศที่ร้อนระอุ รถติดในตัวเมือง การขึ้นทางลาดชัน หรือการขับทางไกล เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเครื่องยนต์ในปัจจุบัน

พร้อมกันนี้ ด้วยความมั่นใจในคุณภาพ
เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-20 สูตรใหม่ และเพื่อตอกย้ำแบรนด์แคมเปญไดร์ฟ ออน ที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและคืนความหลงใหลในการขับขี่ให้แก่ผู้ใช้รถทั่วประเทศ เชลล์ยังได้เร่งเครื่องกิจกรรมพิเศษมากมายเพื่อรองรับการเปิดตัว เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-20 สูตรใหม่ เต็มกำลัง ไม่ว่าจะเป็นภาพยนต์โฆษณาดิจิตัล เรื่องที่จะจำลองสถานการณ์บนท้องถนนที่ผู้ขับขี่ต้องประสบทุกวัน รวมถึงกิจกรรม เชลล์ เฮลิกส์ คาราวาน กับ กวาง – ศิริศิลป์ โชติวิจิตร นักร้องนำวงร็อค AB Normal และนักแข่งรถชื่อดัง ในฐานะผู้หลงใหลในการขับและลูกค้าตัวจริงที่ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำมันเครื่องเชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า มาโดยตลอด ปิดท้ายด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษที่จะสร้างความแปลกใหม่ในตลาดน้ำมันเครื่องให้แก่ลูกค้าตลอดทั้งปีอีกด้วย

“เชลล์เชื่อมั่นว่าการเปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่อย่าง เชลล์ เฮลิกส์ อัลตร้า 0W-20 และกิจกรรมสำหรับผู้รักในการขับครั้งนี้ ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจที่เชลล์ให้ความสำคัญ 3 ประการ คือ การมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่พัฒนาจากนวัตกรรมล้ำหน้า การร่วมมือทำงานกับพันธมิตรในภาคส่วนต่างๆ เพื่อเติบโตและก้าวหน้าไปด้วยกัน และการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้บริโภค สอดคล้องกับแนวทางของเชลล์ที่จะเติมสุขให้ทุกชีวิต” นางสาววีธรา กล่าวสรุป


เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เปิดตัว “โรงภาพยนตร์ Esports แห่งแรกในโลก”

เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ในยุคเทคโนโลยีและดิจิตอลซึ่งเป็นปัจจัยที่ 5 ต่อยอดธุรกิจโรงภาพยนตร์ให้เป็นมากกว่าโรงภาพยนตร์ เปิดตัวโรงภาพยนตร์Esports แห่งแรกในโลก โดยได้ผู้สนับสนุนหลักอย่าง เดลล์ คอร์ปอเรชั่น ผู้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลกสำหรับชาวเกมเมอร์ เป็นเนมมิ่งสปอนเซอร์ ภายใต้ชื่อ “Dell Gaming Esports Cinema”นอกจากนี้ ยังได้บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีไอทีและคอมพิวเตอร์อย่าง อินเทล, นีโอ ลูชั่น และ ทรูออนไลน์ ร่วมให้การสนับสนุนด้วยมั่นใจการบรรจุอีสปอร์ตเป็นกีฬาจะช่วยผลักดันให้ผู้ที่รักในเกมส์ใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมและแข่งขันสู่เวทีระดับชาติต่อไป

นรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ในฐานะผู้นำธุรกิจไลฟ์สไตล์เอ็นเตอร์เทนเมนท์มุ่งมั่นในการพัฒนานำเอาเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่ ๆ มาสู่โรงภาพยนตร์ให้บริการลูกค้าคนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงก่อนใครมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคเทคโนโลยีและดิจิตอล ล่าสุดได้ร่วมกับ เดลล์ เกมมิ่ง ผู้นำอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลกสำหรับชาวเกมเมอร์ เปิดให้บริการโรงภาพยนตร์Esports แห่งแรก ในโลก ณ โรงภาพยนตร์ที่ 4 เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ รัชดา ภายใต้ชื่อ “Dell Gaming Esports Cinema”

ทั้งนี้ การเปิดโรงภาพยนตร์อีสปอร์ต ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจโรงภาพยนตร์ให้เป็นมากกว่าโรงภาพยนตร์และสามารถขยายตัวเพิ่มมากขึ้น เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ได้ต่อยอดธุรกิจโรงภาพยนตร์สู่ธุรกิจเกมส์ครั้งแรก โดยร่วมกับIMAX ผู้นำด้านเทคโนโลยีการฉายภาพยนตร์ระดับโลก เปิดให้บริการ IMAX VR แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เป็นครั้งแรกที่คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์Virtual Reality ในโลกเสมือนจริง ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 200-300 คนต่อวัน

โรงภาพยนตร์อีสปอร์ต เป็นอีกหนึ่งเอ็นเตอร์เทนเมนท์ทางเลือกที่เป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำไลฟ์สไตล์เอ็นเตอร์เทนเมนท์ของเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป เป็นโรงภาพยนตร์ไอเดียใหม่แห่งแรกในโลก ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบรับกระแสของการแข่งขันอีสปอร์ตที่มีมูลค่าตลาดในประเทศไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาทและเติบโตกว่า 12% ในประเทศไทย ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐที่ได้ขึ้นทะเบียนอีสปอร์ตให้เป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ และได้ถูกบรรจุเป็นกีฬาชนิดใหม่ในการแข่งขันเอเชียนเกมส์และโอลิมปิคเกมส์ในอนาคต เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป พร้อมตอบทุกโจทย์ดิจิตอลไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ เพื่อตอบสนองให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางตลาดอีสปอร์ตในระดับอาเซียน

โรงภาพยนตร์ เดลล์ เกมมิ่ง อีสปอร์ต ซีนีม่า เป็นโรงภาพยนตร์แบบผสมผสาน Mixed-use ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทั้งการจัดฉายภาพยนตร์และจัดกิจกรรมด้านอีสปอร์ต ด้วยศักยภาพของเครื่องฉายระดับ 4K หน้าจอขนาดใหญ่ 14.6 x 6.1 เมตร เทียบได้กับจอทีวีขนาด 622 นิ้ว ระบบเสียงดอลบี้ 7.1 และที่นั่งแบบ   สเตเดียม สามารถรอบรับผู้เข้าแข่งขันได้สูงสุดครั้งละ 60 คน และรองรับผู้เข้าชมอีกกว่า 200คน ทำให้การแข่งขันอีสปอร์ตในโรงภาพยนตร์มีความแตกต่างจากการแข่งขันในสถานที่ทั่วไป เพราะได้ทั้งภาพและเสียง   ที่มีคุณภาพคมชัด

สำหรับค่าบริการของโรงภาพยนตร์อีสปอร์ต มี 2 ประเภทราคา คือ ราคาเหมาทั้งวัน200,000 บาท และราคาเหมาครึ่งวัน 100,000 บาท แบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาให้เลือก คือ ช่วงเวลา 10.00-15.00 น. และ ช่วงเวลา 17.00–22.00 น. ซึ่งค่าบริการจะรวมอุปกรณ์ทุกอย่างและอินเตอร์เน็ตเรียบร้อยแล้ว

อโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าวว่า เดลล์ เกมมิ่งและ  เอเลี่ยนแวร์ รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป ในการเปิดตัว Dell Gaming Esports Cinema ศูนย์รวมสิ่งอำนวยความสะดวกที่โดดเด่นด้านอีสปอร์ต เพื่อรองรับทั้งคอเกมหรือผู้ให้ความสนใจในเกมคอมพิวเตอร์ได้มีส่วนร่วม และได้สนุกไปกับกิจกรรม การแข่งขัน และความท้าทายต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่ สำหรับเดลล์แล้ว ด้วยประสบการณ์ที่เรามีมากว่า 20 ปีในด้านนวัตกรรมและการออกแบบพีซี  เกมมิ่ง เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ส่งระบบที่มีประสิทธิภาพสูงที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้เล่นเกมสามารถดึงศักยภาพเพื่อใช้ในการแข่งขันได้ดีที่สุด

ทั้งนี้ ภายใน Dell Gaming Esports Cinema ยังมีเครื่องรุ่นอื่น ๆ จากทั้ง Dell Gaming และAlienware เพื่อให้คอเกมได้สัมผัสประสบการณ์ตื่นตาตื่นใจ พร้อมอรรถรสในการเล่นเกมอย่างเต็มที่ อาทิ เครื่องแล็ปท็อป Dell G7 Gaming เดสก์ท็อปสายพันธ์ใหม่ล่าสุดจากเดลล์  Alienware Aurora (R7) สุดยอดเดสก์ท็อปเกมมิ่งจากเอเลี่ยนแวร์ จอมอนิเตอร์ Dell 24 Gaming monitors (S2417DG) จอมอนิเตอร์คุณภาพสูงเพื่อการเล่นเกมขนาด 24 นิ้ว ความแรง165Hz 60 ตัว ที่มาพร้อมหน้าจอแบบ Borderless เพื่อรองรับการเล่นเกมแบบต่อหลายหน้าจอเพื่ออรรถรสที่เต็มอิ่มของผู้เล่นเกม และอื่น ๆ

สนธิยา หนูจีนเส้ง ผู้อำนวยการฝ่ายจัดจำหน่าย CCG Platform ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคและญี่ปุ่น Intel Technology Asia Pte Ltd. กล่าวว่า อินเทลเล็งเห็นศักยภาพในตลาด eSports และเกมในประเทศไทย จึงวางแผนสนับสนุนด้านการลงทุนเพื่อจัดการแข่งขันเกมในลีกต่าง ๆ ในประเทศ วางแผนการสร้างระบบนิเวศคู่ค้า (ecosystem partnerships) เพื่อสร้างความร่วมมือกับบริษัทพาร์ทเนอร์ และเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องเพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมที่ล้ำหน้าขึ้นไปอีกระดับให้แก่เกมเมอร์Dell Esports Gaming Cinemaเป็นตัวอย่างที่ดีของอินเทลที่ทำงานร่วมกับคู่ค้าและระบบนิเวศเพื่อนำเทคโนโลยีที่ยอดเยี่ยมมาสู่ผู้เล่นในรูปแบบของมินิพีซี หรือNUC รุ่น Hades Canyon ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กที่สุดของอินเทลในขณะนี้

เสถียร บุญมานันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท นีโอลูชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่าด้วยศักยภาพทั้งหมดที่กล่าวมาEsports Cinema มีความพร้อมที่จะรองรับการแข่งขันTournament แบบ Offline ทุกรูปแบบ การคัดเลือกนักกีฬาชาวไทยไปแข่งระดับโลก รวมถึงการแข่งขันระดับประเทศ พร้อมทั้งสามารถถ่ายทอดสดสัญญาณการแข่งขันระดับโลกมาให้แฟน ๆeSports ได้เชียร์กันอย่างสุดมันส์ การจัดงานคอมมูนิตี้ของเกมจากOfficial Thailand Fanclub จากเกมส์ต่าง ๆ อาทิเช่น เกม DoTA, Overwatch, PubG, FIFA ฯลฯ การจัดงานเปิดตัวสินค้า Gamingหรือ เปิดตัวเกมส์ใหม่ ก็สามารถให้แฟนได้มา Demo เกมกันได้อย่างสด ๆ พร้อมกันทั้งโรงภาพยนตร์ทีเดียว Esports Cinema แห่งนี้ถือว่าตอบโจทย์การจัดงาน eSports ตั้งแต่ระดับเล็กถึงกลางที่ดีที่สุดเลยทีเดียว

ธนภูมิ ภาคย์วิศาล ผู้อำนวยการและหัวหน้าสายงานการพาณิชย์ทรูออนไลน์ ทรูวิชั่นส์ และคอนเวอร์เจนซ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทรูออนไลน์ ในฐานะผู้นำบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตอันดับ 1 ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุดในไทย รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเป็นผู้สนับสนุนไฟเบอร์อินเทอร์เน็ตในeSport Cinema ระดับ Gigabitแห่งแรกในไทย ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันกระแสกีฬาอีสปอร์ตทั่วโลกกำลังอยู่ในความสนใจจากผู้คนทั่วโลกและประเทศไทยเป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการจัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์อีสปอร์ตระดับโลกในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสิ่งสำคัญที่ผู้จัดงานจะต้องคำนึงถึงเป็นลำดับต้น ๆ คือ บรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตที่ใช้ในการแข่งขันออนไลน์ที่ต้องได้มาตรฐานเพื่อรองรับการแข่งขันอีสปอร์ตที่กำลังเป็นกระแสอย่างต่อเนื่อง เช่นที่ผ่านมาทรูออนไลน์ได้รับการไว้วางใจจาก Game Publishers รายใหญ่ทั่วโลกที่จัดการแข่งขันเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็นOverWatch, PUB G และอื่น ๆ รวมถึงสมาคม eSports แห่งประเทศไทย (ไทยลีค) ให้เป็นผู้สนับสนุนไฟเบอร์อินเทอร์เน็ตในการแข่งขันมาโดยตลอด ทั้งนี้เพื่อช่วยผลักดันและพัฒนาให้เด็ก ๆ ที่มีพรสวรรค์ ได้แสดงความสามารถในทางที่ถูกต้อง พร้อมร่วมส่งเสริมให้เป็นนักกีฬาeSports ตัวแทนของประเทศ เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในระดับนานาชาติต่อไป นอกจากนี้ ทรูออนไลน์ยังเป็นรายเดียวที่ออกแบบแพ็กเกจพิเศษ “True Fiber Gamer Pro Pack”  สำหรับเหล่า อี-สปอร์ต และเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นแพ็กเกจโดนใจด้วยขีดสุดของเทคโนโลยีระดับสูงถึง 1Gbps ที่สุดสำหรับเกมเมอร์และนักกีฬา eSports เพื่อตอบสนองการฝึกซ้อมและแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถโชว์ศักยภาพการแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ และสุดท้าย eSports Cinema แห่งนี้ จะเป็น eSports Cinema รองรับระดับ 1Gbps (กิ๊กกะบิท) ทั้งโรงเพื่อรองรับการแข่งขันกีฬา eSports  ระดับประเทศ และระดับสากลต่อไป


ANYTIME FITNESS ขยายสาขาในประเทศไทย เดินทางสู่การมีสุขภาพดีได้ง่ายกว่าที่เคย

Anytime Fitness กำลังเติบโตและขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศไทย จากจุดเริ่มต้นในกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้มีสาขาที่เปิดให้บริการทั้งหมด 4 สาขาและกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาในเร็วๆ นี้ ด้วยความตั้งใจของAnytime Fitness ที่พร้อมจะทลายทุกข้อจำกัดเพื่อนำทุกคนไปสู่การมีสุขภาพที่ดี

ด้วยภารกิจแน่วแน่ที่จะพลิกโฉมอุตสาหกรรมการออกกำลังกายในประเทศไทยด้วยรูปแบบธุรกิจฟิตเนสที่ทันสมัย มีความสะดวกสบาย และเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดอุปสรรคหลักของคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย และด้วยเป้าหมายในการสร้างฟิตเนสที่พร้อมให้บริการในทุกๆ แห่ง ทำให้ปัจจุบัน Anytime Fitness มีข้อได้เปรียบจากการเข้าถึงในทุกพื้นที่ชุมชนของกรุงเทพมหานคร รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศไทยเร็วๆ นี้

4 คลับในปัจจุบัน และกำลังเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ด้วยจำนวนคลับที่เปิดให้บริการในขณะนี้ ทั้งหมด 4 สาขาได้แก่ ลุมพินี (Lumphini), เควิลเลจ (K Village), ปากเกร็ด (Pakkred) และ นางลิ้นจี่ (Nanglinchee Market Place Mall) และเร็วๆ นี้จะเปิดให้บริการเพิ่มที่ อัมรินทร์พลาซ่า (Amarin Plaza) นอกจากนี้ Anytime Fitness ยังช่วยเหลือและสนับสนุนอย่างเต็มที่ในการนำทุกคนไปสู่การมีสุขภาพที่ดี ซึ่งแตกต่างกับยิมทั่วไป Anytime Fitness ให้ประสบการณ์ที่คุ้มค่าและเรียบง่ายแก่สมาชิกทุกคน โดยในแต่ละยิมจะมีอุปกรณ์ที่จำเป็นทั้งหมดพร้อมกับการให้ความช่วยเหลือโดยที่ลูกค้าไม่ต้องเผชิญความกดดันในการถูกขายคอร์สหรืออัพเกรดราคาสมาชิกเพิ่มเติมเพื่อใช้บริการพิเศษต่างๆ รวมไปถึงการออกกำลังกายแบบคลาสเป็นกลุ่มที่สมาชิกทุกคนสามารถเข้ามาใช้บริการได้ฟรีอีกด้วย

Anytime Fitness เป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกด้านโดยมุ่งเน้นการสนับสนุนให้คนไทยบรรลุเป้าหมายในด้านการออกกำลังกายของแต่ละคน ด้วยอุปกรณ์ที่มีคุณภาพระดับโลก ประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของบุคลากร และการต้อนรับด้วยบรรยากาศที่แสนอบอุ่นแบบไทยๆ ในราคาย่อมเยาสบายกระเป๋า

พร้อมกันนี้ทั้ง 4 สโมสรมีพนักงานที่เป็นมิตรคอยให้การช่วยเหลือและคำแนะนำแก่เหล่าสมาชิกทุกคน ทำให้พวกเขารู้สึกดีกับสังคมหรือชุมชนที่เกิดขึ้นภายในยิม ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะสามารถสัมผัสประสบการณ์ที่ดีและความเป็นหนึ่งเดียวได้ตั้งแต่เริ่มก้าวเท้าเข้ามาที่ประตูของ Anytime Fitness

ทำเลที่ตั้งของคลับ

Anytime Fitness เป็นสถานที่ออกกำลังกายของแหล่งชุมชน ด้วยทำเลที่ตั้งของสถานที่ นายบิลลี่ เพชช์ กรรมการผู้จัดการในเครือ Anytime Fitness กล่าวว่า “เราต้องการเข้าถึงทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา และด้วยอุตสาหกรรมการออกกำลังกายในประเทศไทยมีการปรับตัวในลักษณะที่แบรนด์ฟิตเนสทุกยี่ห้อพยายามมองหาและนำเสนอในสิ่งเดียวกัน แต่ Anytime Fitness จะนำเสนอสิ่งที่แตกต่างออกไปด้วยประสบการณ์ออกกำลังกายอันน่าทึ่งและความเป็นมิตรของบุคลากรเรา”

ในขณะที่กรุงเทพมหานครมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การขยายธุรกิจไปยังเขตปริมณฑลและนอกเมืองย่อมที่จะเป็นไปได้ในอนาคต เช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านภายใต้การดูแลของ Anytime Fitness Asia (เอเชีย) เป้าหมายของเราคือการขยายธุรกิจไปทั่วประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่คาดไม่ถึง

อนาคตของ ANYTIME FITNESS

เว็บไซต์ชื่อดังอย่าง Inc.com ได้ยกย่องให้ Anytime Fitness เป็น “แฟรนไชส์ฟิตเนสที่เติบโตเร็วที่สุด” ซึ่งหลังการก่อตั้งในปี 2002 ที่ผ่านมา Anytime Fitness ใช้เวลาเพียง 16 ปี สู่การมีโรงยิมมากถึง 4,000 แห่งทั่วโลก มีบริษัทอื่นเพียงแห่งเดียวที่สามารถมีจำนวนหน่วยแฟรนไชส์ได้ถึง 4,000 หน่วยโดยใช้เวลาที่เร็วกว่า แต่ก็น้อยกว่าสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ (.005%) ของแฟรนไชส์ทั้งหมดมี 4,000 หน่วย นอกจากนี้ตามข้อมูลของบริษัทวิจัยอิสระ (FRANData) Anytime Fitness เป็น 1 ใน 15 แฟรนไชส์ที่มีสาขาตั้งอยู่มากกว่า 30 ประเทศ

Anytime Fitness สาขาแรกของประเทศไทยเปิดตัวขึ้นที่กรุงเทพมหานครในปีที่ผ่านมาด้วยมุมมองการขยายตัวในเอเชีย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมามีโรงยิมกว่า 500 แห่งที่เปิดให้บริการทั่วทั้งภูมิภาค ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในปี 2020

ด้วยการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากทั่วโลก คลับที่มีการออกแบบใหม่ล่าสุดกำลังจะเปิดตัวขึ้นที่สาขา อัมรินทร์พลาซ่า(Amarin Plaza) โดย Anytime Fitness มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความมั่นคงให้กับแบรนด์และมีชื่อเสียงทั่วโลกโลกในอุตสาหกรรมฟิตเนสและเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับสมาชิก

คลับที่จะเปิดขึ้นต่อไปในอนาคตทั้งหมดในประเทศไทยจะใช้การออกแบบรูปแบบใหม่ ซึ่งถือเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ของ Anytime Fitness

สมัครที่บาเซโลน่า แต่มาออกกำลังที่กรุงเทพฯ

หนึ่งในประโยชน์ของสมาชิก Anytime Fitness และผู้สนับสนุนที่ทำให้บริษัทเติบโตอย่างรวดเร็ว คือนโยบาย “เข้าใช้ที่ไหนก็ได้ (Anywhere Access)” ของแฟรนไชส์ ซึ่งสมาชิกสามารถเข้าใช้บริการห้องออกกำลังกาย Anytime Fitness โดยการสมัครสมาชิกเพียงครั้งเดียว แต่คุณสามารถใช้บริการได้ทุกสาขาทั่วโลกมากกว่า 4,000 สาขาโดยไม่ต้องเพิ่มราคา ซึ่งทำให้สมาชิกมีทางเลือกในการออกกำลังกายไม่เพียงแต่เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาเลือก (Anytime Fitness เปิดให้บริการทุกวัน/ตลอด 24 ชั่วโมง) แต่เป็นที่ใดก็ได้ที่พวกเขารู้สึกอยากออกกำลัง และด้วยสาขากว่า 50 รัฐในสหรัฐอเมริกาและกว่า 30 ประเทศทั่วโลก นโยบาย “เข้าใช้ที่ไหนก็ได้ (Anywhere Access)” นี้จึงเหมาะเป็นอย่างยิ่งในการลดต้นทุนและประหยัดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่เดินทางบ่อยๆ หรือเดินทางอยู่เป็นประจำ


ยิปซัมตราช้าง” แนะเคล็ดลับรีโนเวทบ้านสร้างความสุขให้กับผู้สูงอายุ

ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ  โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ในปี 2564 โดยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปในสัดส่วนสูงถึง 20%  ทำให้สัดส่วนของผู้สูงอายุต่อประชากรวัยทำงานสูงถึง 1 ต่อ 4 คน (ข้อมูลอ้างอิงจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สศช.)) ซึ่งจะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการอยู่อาศัยและที่อยู่อาศัยที่ต้องสามารถตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุให้มีความเหมาะสม สะดวกสบาย และปลอดภัยมากขึ้น  “ยิปซัมตราช้าง”  ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงขอนำเสนอเคล็ดลับ “การรีโนเวทบ้านเพื่อผู้สูงอายุ” เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่มาพร้อมกับมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

สำหรับพื้นที่ใช้งานของผู้สูงอายุที่มีการใช้งานในชีวิตประจำวันบ่อยครั้ง  เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ  และพื้นที่ใช้สอยส่วนกลาง ควรจัดให้อยู่บริเวณชั้นล่าง เพื่อความสะดวกและปลอดภัยไม่ต้องเดินขึ้นลงบันได  เริ่มที่ ห้องนอนขนาดพื้นที่ห้องนอนควรกว้างขวางพอสำหรับพักผ่อนและทำงานอดิเรก ควรอยู่ใกล้ห้องน้ำหรือมีห้องน้ำในตัว มีหน้าต่างในขนาดและระดับที่เหมาะสมให้มองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกชัดเจนและรับแสงธรรมชาติได้ เพิ่มความปลอดภัยด้วยการติดตั้งไฟอัตโนมัติพร้อมเซ็นเซอร์บริเวณเตียงและตามทางเดิน เพื่อช่วยนำทางให้ผู้สูงอายุลุกเดินไปห้องน้ำในเวลากลางคืนได้สะดวกยิ่งขึ้น

ห้องน้ำ ไม่ควรมีพื้นต่างระดับเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุกับผู้สูงอายุหากเกิดอาการกล้ามเนื้อหรือแขนขาอ่อนแรง พื้นผิวกระเบื้องต้องไม่ลื่นและมีค่าความฝืดที่เหมาะสม ควรติดตั้งราวจับทรงตัวบริเวณที่นั่งอาบน้ำเพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัย

นอกจากนี้ควรติดตั้งเครื่องส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือด้วย หากเกิดการล้มและเหตุฉุกเฉินเพื่อคนในบ้านจะสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที

พื้นที่ทั่วไปภายในบ้าน ควรติดตั้งราวจับทรงตัวไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อช่วยพยุงตัวระหว่างเดิน และลดความเสี่ยงในการหกล้ม

วัสดุปูพื้นควรเลือกใช้ที่พื้นผิวเรียบแต่ไม่ลื่น มีความนุ่มแต่ไม่ยวบจะช่วยลดแรงกระแทกได้ และยังช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถทรงตัวได้ดีขณะเดิน ประตูควรเป็นประตูบานเลื่อนระบบรางแขวนด้านบน เพื่อไม่ให้มีธรณีประตูหรือรางกีดขวางด้านล่าง ช่วยลดโอกาสการสะดุดหกล้มและควรมีความกว้างที่มากพอหากต้องรองรับการใช้งานของรถเข็นมือจับประตูต้องมีขนาดที่เหมาะสม ใช้แรงน้อยในการเปิดปิด ไม่ลื่นมือ และไม่มีเหลี่ยมมุมที่อาจทำให้เกิดอันตรายจากการล้มกระแทกหรือเกี่ยวเสื้อผ้า

พื้นที่ภายนอก สามารถจัดสรรพื้นที่ทำสวน เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลายและกระตุ้นให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีชีวิตชีวาได้ด้วยการทำกิจกรรมเบาๆ อย่างเช่น รดน้ำต้นไม้ พื้นทางเดินภายนอกควรเป็นพื้นระดับเดียวและมีความเรียบสม่ำเสมอกันทั้งผืน ควรเลือกใช้วัสดุพื้นที่ไม่ลื่นและช่วยลดแรงกระแทก หากเกิดการล้มก็จะช่วยบรรเทาความรุนแรงได้ นอกจากนี้ยังควรติดตั้งราวจับทรงตัวและเตรียมพื้นที่สำหรับนั่งพักด้วย

สำหรับการปรับปรุงและขยายห้องกรณีที่ภายในบ้านมีผู้สูงอายุที่ต้องนั่งวีลแชร์ ทำให้ห้องเดิมกลายเป็นห้องที่เล็กเกินไปจะขยับไปทางไหนก็ติดและกลับตัวไม่สะดวก ในกรณีแบบนี้เราสามารถติดตั้งผนังยิปซัมเพื่อช่วยขยายพื้นที่ได้ ด้วยการรื้อผนังเดิมและขยับแนวผนังเพื่อขยายห้อง โดยควรเลือกใช้ผนังยิปซัมที่มีความหนา12มม. เพราะจะสามารถทนทานต่อแรงกระแทกได้ดี

นอกจากเคล็ดลับด้านบนแล้ว“ยิปซัมตราช้าง” ขอนำเสนอนวัตกรรมระบบปิดผิวผนังอีซี่ฟินิช ตราช้าง (EASYFINISH™ System) “นวัตกรรมเพื่อผิวผนังที่สมบูรณ์แบบ” ช่วยให้ผนังสวยเรียบเนียน ปราศจากรอยร้าว ทำให้ผนังได้ระนาบช่วยให้การติดตั้งเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินเรียบเนียนสวยงาม ทำงานได้งานเร็วขึ้น ช่วยลดมลภาวะจากฝุ่นละออง เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้อยู่อาศัยและต้องการรีโนเวทบ้านให้รองรับกับการใช้งานของผู้สูงอายุได้อย่างครบถ้วน


จะผอมไปทำไม ในเมื่อในโลกมันมีของอร่อยเยอะขนาดนี้ บุกคั่วไก่แฮปปี้แลนด์ ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ตัวเด็ดแห่งย่านบางกะปิ

เย็นนี้กินอะไรดีอ่ะ ?? คำถามโลกแตกในแต่ละวัน บางคนคิดเมนูเอาไว้ในใจตั้งแต่เช้าแล้ว แต่บางคนนี่ก็คิดไม่ออกถึงขั้นต้องเปิดอินเตอร์เน็ตดูเลยแหละว่าเย็นนี้จะกินอะไรดี ส่วนเราหรอ มีเมนูแล้วสำหรับวันนี้ คือออออออออ ! ร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ แฮปปี้แลนด์

ด้วยความที่บ้านเราอยู่แถวนวมินทร์ เส้นทางไกล้ๆก็จะเป็น ถนนนวมินทร์ บางกะปิ ลาดพร้าว ที่ตอนนี้ขึ้นชื่อว่า โคตรของโคตรความรถติดแห่งชาติ ไม่ต้องวันศุกร์รถก็ติดแม่งทุกวัน เลยเกิดอาการขี้เกียจที่จะออกไปหาของกินไกลๆ แต่ก็ดันเรื่องมากเพราะอยากกินเมนูอะไรก็ได้ที่เด็ดๆแต่ไม่ไกลบ้าน เพราะขี้เกียจเจอรถติด สุดท้ายมาจบที่ร้าน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ แฮปปี้แลนด์ร้านนี่เอง รอช้าทำไมล่ะ ไปกินสิวะ หิวแล้ว

ร้านนี้ถือได้ว่าเป็นร้านคั่วไก่ตัวเด็ดแห่งย่านบางกะปิเลยก็ว่าได้นะ ถ้าใครที่เป็นแฟนอีทตัวจริงร้านนี้จะต้องเคยกินทั้งสาขาเก่าและสาขาใหม่ สาขาเก่านี่ย้ายมาจากตลาดแฮปปี้แลนด์ที่เพิ่งปิดตัวลงไปได้ไม่นานนี้เอง เนื่องจากตลาดหมดสัญญา ร้านคั่วไก่เลยย้ายมาอยู่ที่ซอยข้างๆ 55555 ไม่ได้ย้ายไปไหนไกลเลยจ้า ถึงจะเปลี่ยนที่อยู่ร้านใหม่แล้วแต่สิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนเลยคือ คนยังเต็มร้านเหมือนเดิม !!! บางวันไม่มีที่นั่งก็ต้องยืนรอคิวสวยๆไปจ้า

พิกัดร้าน
Facebook : ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ แฮปปี้แลนด์
ที่ตั้ง : แฮปปี้แลนด์ สาย 2
การเดินทาง : ถ้ามาจากฝั่งถนนนวมินทร์ เข้าซอยแฮปปี้แลนด์ประมาน 300 เมตร จะเจอซอยแฮปปี้แลนด์สาย2 อยู่ฝั่งซ้ายมือ เข้าไปอีกประมาน 200 เมตรจะเจอร้านคั่วไก่อยู่ขวามือของเรา ร้านจะอยู่ตรงข้ามกับแฟมิลี่มาร์ท ส่วนถ้าใครมาจากทางฝั่งถนนบางกะปิ ขับเข้ามาในซอยตลาดแฮปปี้แลนด์ประมาน 500 เมตร แล้วซอยแฮปปี้แลนด์สาย 2 จะอยู่ทางขวามือนะจ๊ะ 

เวลาเปิด-ปิด : เปิดทุกวันอังคาร – อาทิตย์ 17:00 – 02:00น. (ร้านหยุดทุกวันจันทร์)

โฉมหน้าร้านใหม่ ก๋วยเตี๋ยวดี ก๋วยเตี๋ยวเด็ดต้อง ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่แฮปปี้แลนด์จ้าาาา ซ้ายมือคือจ๊อบซัง มือวางอันดับหนึ่งในด้านการปิ้งลูกชิ้นของร้านคั่วไก่ ขวามือคือราฟ นักเสริฟมือฉมัง รับคิวเสริฟคิวไม่เคยพลาด ส่วนขวาล่าง เก้า มาสคอตของร้านหน้าที่คือวิ่งรอบๆร้าน


เซนตร มุสิกา หนุ่มเฟี้ยวเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่แฮปปี้แลนด์ เปิดเอง ขายเอง ผัดเอง นักเลงพอ ไปร้านไม่ต้องกลัววันไหนไม่เจอ สามารถเจอพี่เซนตรได้ทุกวันแถวๆหน้าเตาผัดคั่วไก่

มาดูในส่วนของเมนูอาหาร โดยในเมนูซิกเนเจอร์ของร้านคือคั่วไก่ทะเล ส่วนเมนูแนะนำนี่บอกเลยอย่าพลาดที่จะลอง คั่วไก่เส้นทาโร่ จะให้ดีก็ต้องมีทอปปิ้งตามมาคือ ไข่ลวกและปาท่องโก๋กรอบ


ได้เมนูแล้วก็สั่งสิ อย่ารอช้า คนรอคิวโคตรเยอะ ลืมบอกไปว่าคั่วไก่ที่นี่ผัดด้วยเตาถ่านนะจ๊ะ ไม่ใช่จากเตาแก๊ส ก็จะให้ฟีลลิ่งอาหารโบราณ พี่เซนตรบอกว่า ผัดจากเตาถ่านจะได้รสชาติดีกว่าการผัดจากเตาแก๊ส อันนี้น่าจะเป็นความชอบส่วนตัวของแต่ละคนนะ ส่วนเรายังไงก็ได้แต่ขอให้อร่อยเป็นพอล่ะวะ


ลูกค้าเยอะขนาดนี้จะให้ผัดทีละเตาได้ยังไงล่ะ ต้องสองเตาทีเดียวไปเลย แต่ข้อเสียของการผัดเตาถ่านนี่ ใช้เวลานานนิดนึง ใครที่หิวๆมาอาจจะมีอารมณ์เสียกันบ้าง 55555 แต่ไม่ต้องกลัวนะ ที่ร้านมีเมนูของว่างเอาไว้รองรับลูกค้าที่โมโหหิวด้วย ลูกชิ้นปิ้งเอย น้ำปั่นเอย สั่งมานั่งกินรอคั่วไก่ไปพลางๆเลยจ้า


ในที่สุดก็มาแล้วโว้ยยยยย คั่วไก่ที่รอมานาน หน้าตาน่ากินกว่าที่คิดแฮะ หิวมาก สั่งพิเศษมาเลยจ้า เมนูที่เราสั่งคือ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ธรรมดา


ส่วนนี่ก็คือหน้าตาของซิกเนเจอร์ของร้านเลย ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ทะเล กุ้งเอย ปลาหมึกเอย ของสดนะจ๊ะ ไม่ต้องกลัวเลยจ้า แถมตัวใหญ่ด้วย


ส่วนนี่ก็คือออออ เมนูสเปเชี่ยลของร้านที่พี่เซนตรแกแนะนำเรามา ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เส้นทาโร่ เสริมทัพด้วยทอปปิ้งอย่างไข่ลวกสักฟอง อื้อหือออออ แกเอ้ยยยยย อร่อยเว่อร์


ส่วนนี่คือเมนูที่โคตรจะชอบ ทอปปิ้งของร้าน ปาท่องโก๋กรอบ กรอบแบบ กรอบจริ๊ง กรอบเสียงสูง ใครมีปัญหาเรื่องฟันอาจจะต้องเลี่ยง 55555555


เพิ่มความอร่อยด้วยการปรุงรสด้วยซอสพริก เด็ด อย่าบอกใคร


ปรุงเสร็จแล้ว ก็กินต่อไม่รอแล้วน๊าาาาาา บ๊ายบายยย รอบหน้าจะพาไปบุกร้านไหนอย่าลืมติดตามกันด้วยนะจ๊ะ
ส่วนวันนี้เราอิ่มพุงแตกแล้ว สบายใจแล้วจ้า กลับบ้านนอนอย่างมีความสุข


GUAVAPASS ฉลองครบรอบ 3 ปี แห่งความสำเร็จ

กิจกรรมฟิตเนสชาเลนจ์ให้สมาชิกปัจจุบันได้สนุกต่อเนื่องยาวนาน 6 สัปดาห์ พร้อมรับของรางวัลมากมายจาก Chope, Shopee, PurelyB และ GuavaPass

GuavaPass ผู้นำด้านการให้บริการคลาสฟิตเนสระดับพรีเมี่ยม ที่มีฐานลูกค้าอยู่ใน 12 เมืองใหญ่ทั่วโลก กำลังก้าวสู่ปีที่ 3 การให้บริการในกรุงเทพมหานคร ด้วยอัตราการเติบโตแบบไร้คู่แข่งกว่า 62%และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จดังกล่าว GuavaPass ได้จัดการแข่งขัน ‘Be Like Tuck’ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นให้แก่สมาชิกปัจจุบัน พร้อมส่วนลดสุดพิเศษฉลองเดือนเกิดสำหรับลูกค้าใหม่ด้วยเช่นกัน

กิจกรรมฟิตเนสชาเลนจ์ให้สมาชิกปัจจุบันได้สนุกต่อเนื่องยาวนาน 6 สัปดาห์ พร้อมรับของรางวัลมากมายจาก Chope, Shopee, PurelyB และ GuavaPass

GuavaPass ผู้นำด้านการให้บริการคลาสฟิตเนสระดับพรีเมี่ยม ที่มีฐานลูกค้าอยู่ใน 12 เมืองใหญ่ทั่วโลก กำลังก้าวสู่ปีที่ 3 การให้บริการในกรุงเทพมหานคร ด้วยอัตราการเติบโตแบบไร้คู่แข่งกว่า 62%และเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จดังกล่าว GuavaPass ได้จัดการแข่งขัน ‘Be Like Tuck’ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ เพื่อมอบประสบการณ์ที่น่าตื่นให้แก่สมาชิกปัจจุบัน พร้อมส่วนลดสุดพิเศษฉลองเดือนเกิดสำหรับลูกค้าใหม่ด้วยเช่นกัน

ปัจจุบัน GuavaPass คือคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนรักสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและตะวันออกกลาง ให้บริการคลาสออกกำลังกายผ่านระบบการสมัครสมาชิกที่มีความยืดหยุ่น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,390 บาท ก็สามารถเลือกสนุกกับคลาสออกกำลังกายระดับพรีเมี่ยมกว่า 100,000 คลาส ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็น HIIT,มวยไทย, พิลาทิส, โยคะ และอีกมากมาย จากฟิตเนสสตูดิโอกว่า 100 สาขาทั่วกรุงเทพฯ

คุณเบญญาภา เอื้อเฟื้อ ผู้จัดการทั่วไป GuavaPass กล่าวว่า“ตลอดการให้บริการในกรุงเทพฯ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นการเดินทางที่แสนยอดเยี่ยม ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พวกเราเห็นความเติบโตรวดเร็วกว่า 62% และในปีนี้อัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบเดือนต่อเดือนอยู่ที่ 25% นับว่าน่าภูมิใจอย่างยิ่งที่เห็นธุรกิจเติบโตจากศูนย์และทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในตลาดที่เทรนด์ฟิตยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้ชัดว่า GuavaPass คือผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการพื้นที่ฟิตเนสและสุขภาพ และมีความเข้าใจในไลฟสไตล์การออกกำลังกายของสมาชิกอย่างแท้จริง ลูกค้าชาวไทยจะชื่นชอบการออกกำลังกายรูปแบบโยคะ พิลาทิส และ HIIT และวันอังคารในช่วงเวลา 18.00 น. เป็นวันออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูงสุด”

เพื่อฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 GuavaPass เน้นถึงสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด นั่นคือ “สมาชิก” ‘Be Like Tuck’ คือชาเลนจ์ที่โดดเด่นและไม่เคยมีใครจัดมาก่อน มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบความพิเศษกลับคืนสู่กลุ่มลูกค้าผู้ใช้บริการสูงสุด เป็นกิจกรรมสำหรับคนธรรมดา สร้างขึ้นจากลูกค้าตัวจริง มีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของพวกเขา แทนการจัดกิจกรรมกับอินฟลูเอ็นเซอร์ เซเลบริตี้ หรือนักกีฬาชื่อดัง คุณตั๊ก ธันย์ชนก อนุรักษ์ปราการ ตั้งแต่เริ่มเป็นสมาชิก GuavaPass นานกว่า 3 ปี เธอได้ออกกำลังกายมาแล้วกว่า 710 คลาส และเธอจะมาเป็นตัวแทนผู้นำชาเลนจ์การเปลี่ยนแปลงรูปร่างตลอด 6 สัปดาห์นี้

GuavaPass ขอเชิญสมาชิก เข้าร่วมกิจกรรม Be Like Tuck ที่จะนำคุณเป็นส่วนหนึ่งบนเส้นทางแห่งความฟิตตลอด 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ถึง 26 พฤศจิกายน 2561 เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นทุกระดับ เพียงแค่เป็นสมาชิกของ GuavaPass ด้วยกติกาแสนง่าย เพียงทำการจองและใช้บริการให้ครบ 3 คลาส ต่อ 1 สัปดาห์ ในฟิตเนสสตูดิโอที่ไม่ซ้ำกัน เท่านี้ก็จะได้รับรางวัลที่สุดพิเศษจากพันธมิตรที่ร่วมโครงการเช่น Chope, Shopee และPurelyB รวมถึงสิทธิพิเศษจาก GuavaPass ทุกสัปดาห์ และลูกค้ากลุ่มที่ใช้บริการมากที่สุดจากแต่ละแห่งทั่วโลกจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัลใหญ่ อาทิ GuavaPass เครดิต มูลค่า 50 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,619 บาท) พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

คุณเบญญาภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่ารอจนถึงปีหน้าที่จะเริ่มออกกำลังกายและมีสุขภาพที่ดี เพียงลงทะเบียนร่วมกิจกรรม ‘Be Like Tuck’ ภายในวันที่ 16 ตุลาคมและร่วมกิจกรรมไปกับเรา ซึ่งนอกจากรางวัลพิเศษต่างๆที่น่าจูงใจแล้ว คุณยังจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจไว้อีกด้วย” ยิ่งไปกว่านั้น GuavaPass พร้อมจัดเต็มส่วนลดสุดพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ในโอกาสฉลองครบรอบเดือนเกิด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ด้วยส่วนลด 30% ในเดือนแรก สำหรับสมาชิกที่สมัครใช้บริการไม่จำกัดจำนวนคลาสแบบ 3 เดือน ส่วนลด 50% ในเดือนแรก สำหรับสมาชิกที่สมัครใช้บริการไม่จำกัดจำนวนคลาสแบบ 6เดือน ส่วนลด 30% สำหรับแพ็กเกจ 15 คลาส และส่วนลด 20%สำหรับแพ็กเกจ 10 คลาส

GuavaPass ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดย เจฟฟรีย์ หลิว และ โรเบิร์ต แพคเตอร์ ได้ปฏิวัติวงการฟิตเนสและสุขภาพในภูมิภาค และเติบโตขึ้นจนเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ด้วยการนำเสนอการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบจากคลาสฟิตเนสที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ด้วยแพลตฟอร์มที่มีการคัดสรรแต่ละคลาสออกกำลังกายและสตูดิโอเป็นอย่างดี รวมถึงการทดสอบอย่างสม่ำเสมอจากทีมงาน ทำให้แน่ใจได้ว่าสมาชิก GuavaPass จะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้

GuavaPass มีพาร์ทเนอร์สตูดิโอที่เป็นที่นิยมต่างๆ ได้แก่ Divine Yoga, NewMoves, F45, The 1De

ปัจจุบัน GuavaPass คือคอมมูนิตี้ของกลุ่มคนรักสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียและตะวันออกกลาง ให้บริการคลาสออกกำลังกายผ่านระบบการสมัครสมาชิกที่มีความยืดหยุ่น ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 1,390 บาท ก็สามารถเลือกสนุกกับคลาสออกกำลังกายระดับพรีเมี่ยมกว่า 100,000 คลาส ตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็น HIIT,มวยไทย, พิลาทิส, โยคะ และอีกมากมาย จากฟิตเนสสตูดิโอกว่า 100 สาขาทั่วกรุงเทพฯ

คุณเบญญาภา เอื้อเฟื้อ ผู้จัดการทั่วไป GuavaPass กล่าวว่า“ตลอดการให้บริการในกรุงเทพฯ 3 ปีที่ผ่านมา เป็นการเดินทางที่แสนยอดเยี่ยม ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา พวกเราเห็นความเติบโตรวดเร็วกว่า 62% และในปีนี้อัตราการเติบโตเฉลี่ยแบบเดือนต่อเดือนอยู่ที่ 25% นับว่าน่าภูมิใจอย่างยิ่งที่เห็นธุรกิจเติบโตจากศูนย์และทะยานขึ้นอย่างแข็งแกร่งในตลาดที่เทรนด์ฟิตยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้น เห็นได้ชัดว่า GuavaPass คือผู้นำในกลุ่มผู้ให้บริการพื้นที่ฟิตเนสและสุขภาพ และมีความเข้าใจในไลฟสไตล์การออกกำลังกายของสมาชิกอย่างแท้จริง ลูกค้าชาวไทยจะชื่นชอบการออกกำลังกายรูปแบบโยคะ พิลาทิส และ HIIT และวันอังคารในช่วงเวลา 18.00 น. เป็นวันออกกำลังกายที่ได้รับความนิยมสูงสุด”

เพื่อฉลองการก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 GuavaPass เน้นถึงสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุด นั่นคือ “สมาชิก” ‘Be Like Tuck’ คือชาเลนจ์ที่โดดเด่นและไม่เคยมีใครจัดมาก่อน มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบความพิเศษกลับคืนสู่กลุ่มลูกค้าผู้ใช้บริการสูงสุด เป็นกิจกรรมสำหรับคนธรรมดา สร้างขึ้นจากลูกค้าตัวจริง มีแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของพวกเขา แทนการจัดกิจกรรมกับอินฟลูเอ็นเซอร์ เซเลบริตี้ หรือนักกีฬาชื่อดัง คุณตั๊ก ธันย์ชนก อนุรักษ์ปราการ ตั้งแต่เริ่มเป็นสมาชิก GuavaPass นานกว่า 3 ปี เธอได้ออกกำลังกายมาแล้วกว่า 710 คลาส และเธอจะมาเป็นตัวแทนผู้นำชาเลนจ์การเปลี่ยนแปลงรูปร่างตลอด 6 สัปดาห์นี้

GauavaPass ขอเชิญสมาชิก เข้าร่วมกิจกรรม Be Like Tuck ที่จะนำคุณเป็นส่วนหนึ่งบนเส้นทางแห่งความฟิตตลอด 6 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม ถึง 26 พฤศจิกายน 2561 เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นทุกระดับ เพียงแค่เป็นสมาชิกของ GuavaPass ด้วยกติกาแสนง่าย เพียงทำการจองและใช้บริการให้ครบ 3 คลาส ต่อ 1 สัปดาห์ ในฟิตเนสสตูดิโอที่ไม่ซ้ำกัน เท่านี้ก็จะได้รับรางวัลที่สุดพิเศษจากพันธมิตรที่ร่วมโครงการเช่น Chope, Shopee และPurelyB รวมถึงสิทธิพิเศษจาก GuavaPass ทุกสัปดาห์ และลูกค้ากลุ่มที่ใช้บริการมากที่สุดจากแต่ละแห่งทั่วโลกจะมีโอกาสลุ้นรับรางวัลใหญ่ อาทิ GuavaPass เครดิต มูลค่า 50 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,619 บาท) พร้อมสิทธิพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

คุณเบญญาภา กล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่ารอจนถึงปีหน้าที่จะเริ่มออกกำลังกายและมีสุขภาพที่ดี เพียงลงทะเบียนร่วมกิจกรรม ‘Be Like Tuck’ ภายในวันที่ 16 ตุลาคมและร่วมกิจกรรมไปกับเรา ซึ่งนอกจากรางวัลพิเศษต่างๆที่น่าจูงใจแล้ว คุณยังจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงและสามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามที่ตั้งใจไว้อีกด้วย” ยิ่งไปกว่านั้น GuavaPass พร้อมจัดเต็มส่วนลดสุดพิเศษสำหรับลูกค้าใหม่ในโอกาสฉลองครบรอบเดือนเกิด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ด้วยส่วนลด 30% ในเดือนแรก สำหรับสมาชิกที่สมัครใช้บริการไม่จำกัดจำนวนคลาสแบบ 3 เดือน ส่วนลด 50% ในเดือนแรก สำหรับสมาชิกที่สมัครใช้บริการไม่จำกัดจำนวนคลาสแบบ 6เดือน ส่วนลด 30% สำหรับแพ็กเกจ 15 คลาส และส่วนลด 20%สำหรับแพ็กเกจ 10 คลาส

GuavaPass ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2558 ที่ประเทศสิงคโปร์ โดย เจฟฟรีย์ หลิว และ โรเบิร์ต แพคเตอร์ ได้ปฏิวัติวงการฟิตเนสและสุขภาพในภูมิภาค และเติบโตขึ้นจนเป็นคอมมูนิตี้ของคนรักสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกกลาง ด้วยการนำเสนอการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบจากคลาสฟิตเนสที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นอย่างดี ด้วยแพลตฟอร์มที่มีการคัดสรรแต่ละคลาสออกกำลังกายและสตูดิโอเป็นอย่างดี รวมถึงการทดสอบอย่างสม่ำเสมอจากทีมงาน ทำให้แน่ใจได้ว่าสมาชิก GuavaPass จะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดที่ไม่มีใครสามารถเทียบได้

GuavaPass มีพาร์ทเนอร์สตูดิโอที่เป็นที่นิยมต่างๆ ได้แก่ Divine Yoga, NewMoves, F45, The 1De


ฟอร์ด เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง ครั้งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในมาดใหม่แรงแต่ประหยัด

ฟอร์ด ประเทศไทย เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีวางจำหน่ายสองรุ่น คือ รุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack และ รุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack มาพร้อมดีไซน์ที่ปราดเปรียวกว่าเดิม เครื่องยนต์อันทรงพลังและระบบกันสะเทือนที่เหนือกว่า ทั้งยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะและออปชั่นเสริมมากมาย สำหรับผู้ขับขี่ชาวไทยที่หลงใหลในเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของรถแห่งตำนานรุ่นนี้

ฟอร์ด มัสแตง ทั้ง 2 รุ่นมาในแบบหลังลาดที่มีรูปทรงภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์และเครื่องยนต์อันทรงพลังแล้ว ฟอร์ด มัสแตง ยังมาพร้อมดีไซน์ที่เน้นหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีไฟ LED ที่เหนือชั้น เครื่องยนต์ของฟอร์ด มัสแตง คือ เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ที่พร้อมมอบขุมพลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ใหม่จากฟอร์ด จะสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาทีเท่านั้น

ด้วยการปรับแต่งเครื่องให้เข้ากับการขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ ฟอร์ด มัสแตง มอบความสนุกสนานในการขับขี่ด้วยโหมดการขับขี่มากมาย รวมถึงโหมดใหม่ My Mode ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ได้ตามต้องการ นอกจากนี้ ชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ยังช่วยลดเสียงของเครื่องยนต์ ระหว่างขับขี่ในโหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านซึ่งเหมาะสำหรับการขับขี่ตอนเช้าตรู่และยามดึก

เทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะในฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) และระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ซึ่งช่วยมอบความเพลิดเพลินให้กับการขับขี่ยิ่งขึ้น ภายในตัวห้องโดยสารตกแต่งอย่างหรูหราทันสมัยด้วยวัสดุที่ให้สัมผัสนุ่มสบายมือ พร้อมแผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอลขนาด 12 นิ้ว เพื่อประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้นและความสะดวกสบายสูงสุดของผู้โดยสาร

“ฟอร์ดมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว ฟอร์ด มัสแตง รถแห่งตำนาน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อให้แฟนๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของ” นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “มีรถเพียงไม่กี่รุ่นบนท้องถนน ที่มีตำนานอันยาวนาน และมีสไตล์และสมรรถนะ ที่โดดเด่นให้กับผู้บริโภคในวงกว้างได้เท่ากับฟอร์ด มัสแตง”

https://www.youtube.com/watch?v=x3EQ1w3EKLA

รูปลักษณ์ภายนอกของฟอร์ด มัสแตง นั้นปราดเปรียวและโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่าเดิม โดยยังคงเอกลักษณ์ที่เป็นที่จดจำตลอด 50 ปีที่ผ่านมาไว้อย่างครบถ้วน ฝากระโปรงหน้าได้รับการปรับให้แบนราบลงพร้อมช่องระบายอากาศในตัวและดีไซน์กระจังหน้าที่ต่ำลง ส่งผลให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ ดูดุดัน โฉบเฉี่ยว และยังเหมาะกับการขับขี่ตามหลักอากาศพลศาสตร์มากยิ่งขึ้น

วิศวกรของฟอร์ดยังปรับลดความสูงของช่วงหน้าและเพิ่มขนาดของสปลิตเตอร์หรือลิ้นหน้า เพื่อเพิ่มแรงกด ในช่วงหน้าของตัวรถให้สามารถยึดเกาะถนนได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น แผงกันชนด้านหลังล้อหน้ายังช่วยให้อากาศไหลผ่านใต้ตัวรถได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 3 เปอร์เซ็นต์

กันชนหลังและดิฟฟิวเซอร์แบบใหม่ช่วยเพิ่มความโฉบเฉี่ยวให้กับด้านท้ายของฟอร์ด มัสแตง ในขณะที่ท่อไอเสีย 4 ท่อพร้อมรองรับความแรงของเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร และมีสปอยเลอร์เป็นมาตรฐานในรุ่น GT

ไฟหน้าเดย์ไลท์ ไฟเลี้ยวและไฟท้าย 3 แถวอันเป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด มัสแตง ทุกคัน จะมาพร้อมเทคโนโลยีไฟ LED ในขณะที่ฝาไฟหน้าได้รับการออกแบบใหม่เพื่อสอดรับกับทรงสี่เหลี่ยมคางหมูของกระจังหน้าชิ้นบน

ฟอร์ด มัสแตง รุ่น GT และ EcoBoost มาพร้อมชุดแต่ง Performance Pack ที่ให้เฟืองท้ายแบบ Limited-Slip ให้การขับขี่ในโค้งสนุกสนานขึ้น ล้ออัลลอยสีดำขนาด 19 นิ้วในทั้งสองรุ่น รวมถึงระบบเบรค Brembo ในรุ่น GT และฟีเจอร์เสริมอีกมากมายที่เข้ากับเอกลักษณ์ในการขับขี่ที่สนุกสนาน และยังคงตำนานอันโดดเด่นกว่า 50 ปี ในแบบฉบับของฟอร์ด มัสแตง ได้เป็นอย่างดี

ภายในห้องโดยสารของฟอร์ด มัสแตง ได้รับการออกแบบให้มีความหรูหราสะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยวัสดุตกแต่งผิวสัมผัสนุ่มตลอดแนวประตู พร้อมมือจับประตูอะลูมิเนี่ยม

เมื่อปลดล็อคประตู ปุ่มสตาร์ทรถจะกระพริบไฟสีแดงทันทีจนกว่าจะสตาร์ทรถ โดยจะกระพริบด้วยความเร็ว 30 ครั้งต่อนาที เท่ากับอัตราการเต้นของหัวใจของม้าป่ามัสแตงขณะพัก

สมรรถนะที่น่าตื่นตาและประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานเร้าใจ คือ ดีเอ็นเอของฟอร์ด มัสแตง ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยที่เปิดตัวมัสแตงรุ่นแรกในปี 2507 ทั้งขุมพลังใหม่ แชสซีและเทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เพลิดเพลินที่สุดเท่าที่เคยมีมา

https://www.youtube.com/watch?v=hPKW2aysTB4

เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร ของฟอร์ด ได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อมอบพลังที่มากกว่าและรอบเครื่อง red line ที่สูงกว่าที่เคยมีมา ด้วยระบบหัวฉีดสองระบบ (Dual-Fuel) ที่ผสานระบบไดเร็คอินเจคชั่นแรงดันสูง (High-Pressure Direct Injection) และระบบฉีดเชื้อเพลิงที่ท่อแบบแรงดันต่ำ (Low-Pressure Port Fuel Injection) จึงมอบพลังสูงสุดถึง 460 แรงม้า และแรงบิด 556 นิวตันเมตร อีกทั้งยังเพิ่มแรงบิดในช่วงรอบเครื่องต่ำ เมื่อผสานกับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดของฟอร์ด ยังสามารถมอบประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันได้สูงถึง7.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 297 กรัม/กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องยนต์อีโค่บูสต์ขนาด 2.3 ลิตร ซึ่งเมื่อใช้งานคู่กับเกียร์ อัตโนมัติ 10 สปีด จะมอบขุมพลัง 300 แรงม้า และแรงบิด 440 นิวตันเมตร ประหยัดน้ำมันได้ 10.8 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ที่ 217 กรัม/กิโลเมตร นอกจากนี้ ฟังก์ชั่น Overboost ยังช่วยเพิ่มแรงดันอากาศจากเทอร์โบทุกครั้งที่ เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ได้สนุกสนานกับเครื่องยนต์ที่ตอบสนองได้รวดเร็วดั่งใจในทุกการเร่งเครื่อง

ระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ที่ผ่านการทดสอบมากกว่า 6 ล้านกิโลเมตร สามารถมอบประสิทธิภาพการใช้น้ำมันที่เหนือกว่าด้วยแรงเสียดทานต่ำ ผู้ขับขี่ยังสามารถสนุกสนานกับการเร่งเครื่องที่รวดเร็วกว่าเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

ระบบควบคุมอิเล็คทรอนิคของเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ช่วยให้สามารถปรับแต่งเครื่องตามโหมดการขับขี่ต่างๆ ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์แบบเรียลไทม์ช่วยให้สามารถปรับเกียร์ตามสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขับชมวิวริมทะเล หรือการขับรถในสนามแข่ง และมีแป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัยแพดเดิ้ลชิฟท์ช่วยให้ผู้ขับขี่ควมคุมรถได้ทุกจังหวะ

ระบบ Electronic Line Lock ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเบิร์นยางคู่หลังได้อย่างง่ายดาย และพร้อมกับการแข่งทางตรง (drag strip) ซึ่งระบบนี้ติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้งในรุ่น 2.3L EcoBoost Coupe Performance Pack และรุ่น 5.0L V8 GT Coupe Performance Pack

https://www.youtube.com/watch?v=4_ZPoFovaHw

วิศวกรของฟอร์ดได้ทำการพัฒนาสมรรถนะการขับขี่ของฟอร์ด มัสแตง ไปอีกขั้นเพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจที่สุดเท่าที่เคยมีมา โช้คอัพที่ได้รับการปรับแต่งใหม่ช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างมั่นคง ในขณะที่ช่วงล่างได้รับการออกแบบให้แข็งแกร่งขึ้นด้วยข้อต่อแบบ Cross-Axis ช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็นในการเข้าโค้งที่สามารถนำไปสู่การบิดของตัวถังได้ เหล็กกันโคลงที่หนาขึ้นยังช่วยลดอาการโคลง (body-roll) และช่วยให้ควบคุมรถได้เฉียบคมยิ่งขึ้น

ฟอร์ด มัสแตง มาพร้อมโหมดการขับขี่ใหม่ 2 โหมด เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ปรับการควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว การตอบสนองของคันเร่ง รูปแบบการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ พวงมาลัยและการทำงานโหมดปรับระดับความดังของชุดท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ให้เหมาะกับการขับขี่แบบต่างๆ โดยมี 2 โหมดใหม่ นอกจากโหมดปกติ (Normal) โหมดสปอร์ต (Sport) โหมดแทร็ค (Track) และโหมดหิมะ/พื้นเปียก (Snow/Wet) โหมดแข่งทางตรง (Drag Strip) เพื่อประสิทธิภาพอัตราเร่งสูงสุด และการแข่งขันแบบควอเตอร์ไมล์ในสนามแข่ง, โหมด My Mode ให้ผู้ขับขี่ได้เลือกตั้งค่าสมรรถนะการขับขี่และเสียงท่อไอเสียได้ตามต้องการ

เทคโนโลยีปรับระดับความดังท่อไอเสีย Active Valve Performance Exhaust ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับความดังเสียงของท่อไอเสียได้ตามความต้องการเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ ยังมี Quiet Mode โหมดที่เป็นมิตรต่อเพื่อนบ้านสามารถตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบได้ในแต่ละช่วงเวลา เพื่อลดการรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน โดยเฉพาะตอนที่สตาร์ทเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร อันทรงพลังในตอนเช้าตรู่

ระบบเตือนการชน (Pre-Collision Assist) ที่ผสานระบบช่วยเบรกฉุกเฉิน อัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) และระบบตรวจจับยานพาหนะ (Vehicle Detection) ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อลดความรุนแรง และในบางกรณียังสามารถลดอัตราการชนยานพาหนะหรือคนเดินถนนจากด้านหน้ารถได้

ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) และระบบแจ้งเตือนระยะห่าง (Distance Alert) เป็นครั้งแรก ช่วยรักษาระยะห่างที่เหมาะสมจากรถคันหน้า นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อีกมากมาย เช่น ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง และแจ้งเตือนเมื่อออกนอกช่องทาง ซึ่งทำการเตือนเมื่อรถเบี่ยงออกนอกเส้นทางโดยไม่ตั้งใจ และช่วยหักพวงมาลัยเล็กน้อยเพื่อนำรถกลับเข้าสู่ช่องทาง (Lane Keeping System)

แผงหน้าปัดแสดงผลดิจิตอล LCD ขนาด 12 นิ้ว จะแสดงข้อมูลที่เหมาะสมกับโหมดขับขี่แต่ละโหมด คล้ายกับที่มีในรถซุปเปอร์คาร์ อย่างรถฟอร์ด จีที เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในทุกการขับขี่ โดยการแสดงผลจะเปลี่ยนตามโหมดขับขี่โดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ เมื่อใช้งานฟีเจอร์ Electronic Line Lock ผู้ขับขี่ยังจะเห็นแอนนิเมชั่นแบบวิดีโอเกมเป็นครั้งแรกบนหน้าจอ 12 นิ้วอีกด้วย

ฟอร์ด มัสแตง ใหม่ มาพร้อมระบบสื่อสารและความบันเทิงภายใน SYNC 3 ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อและควบคุมสมาร์ทโฟน ระบบเสียง ระบบนำทางและระบบปรับอากาศด้วยการสั่งงานด้วยเสียงและการสั่งงานด้วยการสัมผัสบนหน้าจอทัชสกรีนกลางขนาด 8 นิ้ว โดยระบบ SYNC 3 รองรับทั้ง Apple CarPlay และ Android Auto™

ฟอร์ด มัสแตงพร้อมให้ลูกค้าจองแล้ว ณ ผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ 19 แห่ง ทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด

นอกจากนี้ ลูกค้าฟอร์ด มัสแตง ใหม่ จะได้รับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยแพ็กเก็จ ฟอร์ด พรีเมี่ยม แคร์ ที่มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถนานสูงสุดถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการฟรีค่าแรงและค่าอะไหล่ในการตรวจเช็คตามระยะ 5 ครั้ง ยาวนานถึง 60 เดือน หรือ 75,000 กิโลเมตร อีกทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 5 ปี

สามารถตรวจสอบรายชื่อผู้จำหน่ายฟอร์ด มัสแตง อย่างเป็นทางการ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่เบอร์ ฟอร์ด คอลเซ็นเตอร์ โทร 0-2686-5899 (กรุงเทพฯ) และต่างจังหวัดโทรฟรีที่ 1-800-225-449 หรือบนเว็บไซต์ www.ford.co.th


Privacy Preference Center