ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ เปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 พร้อมกลยุทธ์ราคาใหม่เพื่อนักขับขี่ในเมืองไทย

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน เปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 เพื่อตอบสนองความต้องการของนักขับขี่ในเมืองไทยที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมกลยุทธ์การปรับราคาใหม่ ซึ่งจะเริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป โดยมอเตอร์ไซค์ตระกูลสปอร์ตสเตอร์ (Sportster™) มีราคาเริ่มต้นที่ 479,000 บาท ส่วนตระกูลซอฟเทล (Softail™) ที่เพิ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ เริ่มต้นที่ 849,000 บาท

ตระกูล SPORTSTER
การแข่งรถ สถิติความเร็วทางเรียบ ทริปขับขี่สุดประทับใจ มอเตอร์ไซค์ที่ทำได้ทุกอย่าง และตอนนี้ยังทำได้ดีกว่าที่เคยเป็น

1200custom

forty-eight

Iron883

Roadster

Superlow

ตระกูล SOFTAIL
มรดกตกทอดของแท้ดั้งเดิมและจิตวิญญาณแห่งการคัสตอมผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัย เพื่อการขับขี่ที่แตกต่างไปจากมอเตอร์ไซค์ทุกคันที่คุณเคยสัมผัส

Breakout

Fatbob

fatboy

heritage Classic

Low Rider

Sport glide

Street bob

หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดงาน Harley-Davidson Battle of the Kings ซึ่งประกาศผลผู้ชนะเมื่อวันที่ 5 กันยายน ที่ผ่านมา ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ได้เปิดตัวรถรุ่นปี 2019 ใหม่เพื่อตอกย้ำสถานะผู้นำในตลาดมอเตอร์ไซค์ของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ โดยการประกวดคัสตอมรถ Harley-Davidson Battle of the Kings ได้ก่อให้เกิดความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมากในด้านการคัสตอมรถในหมู่คนรักมอเตอร์ไซค์ของเมืองไทย

“ความต้องการของลูกค้าที่มีต่อรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ในประเทศไทยยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน (ประเทศไทย) ขึ้นในประเทศเมื่อปี ค.ศ. 2015 เราได้เห็นถึงอัตราการเติบโตที่รวดเร็วและอันน่าทึ่งในเรื่องยอดขายและความสนใจของลูกค้าคนไทยที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของฮาร์ลีย์ของเรา” นายธนบดี กุลทล (มาร์ค) ผู้จัดการประจำประเทศ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ประเทศไทย กล่าว “รถรุ่นปี 2019 ที่เปิดตัวในประเทศไทย มีทั้งตระกูลคัสตอม วีฮิเคิ้ล โอเปอร์เรชั่นส์ : ซีวีโอ (Custom Vehicle Operations™ : CVO™), ทัวร์ริ่ง (Touring), ซอฟเทล (Softail™), และ สปอร์ตสเตอร์ (Sportster™) ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ การอัพเดทฟีเจอร์การทำงาน รูปลักษณ์ที่เท่ล้ำสะดุดตา สีและลวดลายกราฟฟิคแบบใหม่ และการติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งที่สวยงามกลมกลืน ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างมิติใหม่แห่งสมรรถนะให้กับมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นปี 2019 ทุกรุ่น”

นายธนบดี กล่าวเสริมว่า “เราเชื่อว่า เราสามารถตอบสนองความต้องการมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ในประเทศไทยได้อย่างดีเยี่ยม และพร้อมที่จะช่วยเติมเต็มความฝันของคนไทยจำนวนมากที่ต้องการครอบครองรถฮาร์ลีย์-เดวิดสัน สักคันในชีวิต ในระดับราคาที่เอื้อมถึงได้มากกว่าในอดีตที่ผ่านมา”

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน รุ่นปี 2019 : สายพันธุ์แห่งประวัติศาสตร์ ต้นฉบับขนานแท้ และอิสระเสรี สู่นิยามใหม่ผ่านมุมมองใหม่ที่ทันสมัยกว่าเดิม

มอเตอร์ไซค์เพาเวอร์ครูเซอร์ (Power Cruiser) ใหม่ที่ดุดัน รุ่นทัวร์ริ่ง (Touring) ที่ผ่านการปรับแต่งใหม่ และตระกูลคัสตอม วีฮิเคิ้ล โอเปอร์เรชั่นส์: ซีวีโอ (Custom Vehicle Operations™ : CVO™) ที่ผลิตจำนวนจำกัดแบบลิมิเต็ดอิดิชั่น ผสานกับระบบอินโฟเทนเมนท์ใหม่ทุกรายละเอียด ทำให้ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นใหม่ทุกรุ่นคือสุดยอดมอเตอร์ไซค์ที่ทุกคนปรารถนาจะได้ครอบครอง มอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่นีมาพร้อม เทคโนโลยีขั้นสูง อุปกรณ์ตกแต่ง และเครื่องแต่งกายที่ครบครัน ล้วนส่งเสริมประสิทธิภาพอันน่าตื่นใจในภาพรวมของมอเตอร์ไซค์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™  ในปี 2019 ได้เป็นอย่างดี

ตระกูล TOURING
มอเตอร์ไซค์ที่จะนำคุณออกไปสำรวจโลกกว้างด้วยวิถีทางแห่งตำนาน

Road King

Road Glide Ultra

Road Glide

Road King Special

Road King

Street Glide Special

Street Glide

Ultra limited low

Ultra Limited

  • ระบบอินโฟเทนเมนท์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ทุกรายละเอียดซึ่งทำงานได้อย่างรวดเร็วและเฉียบคมยิ่งขึ้น รวมถึงระบบ Apple CarPlay
  • รถตระกูล CVO™ มอบความเท่สะกดทุกสายตาด้วยสีใหม่และระบบเครื่องเสียงกระหึ่มระดับพรีเมียม
  • รายการชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ แท้ ได้รับการอัพเดตใหม่ เพื่อให้เหมาะกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เปิดตัว
  • เครื่องแต่งกายดีไซน์ใหม่สไตล์คนเมือง

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™  ผสานนวัตกรรมใหม่ในรถมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 ทุกรุ่น ทั้งนวัตกรรมงานออกแบบ นวัตกรรมเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านประสิทธิภาพการขับขี่ ทำให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ทุกรุ่นสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่แฟน ๆ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™  และนักขับขี่รุ่นใหม่ ให้มาสัมผัสประสบการณ์อันแสนเร้าใจในการแสวงหาอิสระเสรี และร่วมแบ่งปันเรื่องราวแห่งอิสระเสรีผ่านการเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจ

เทคโนโลยีใหม่ในปี 2019 เพื่อการขับขี่ท่องเที่ยว
ระบบอินโฟเทนเมนท์ Boom! Box™ GTS ใหม่สำหรับฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ รุ่นทัวร์ริ่ง มอบรูปลักษณ์ สัมผัส และการทำงานที่ร่วมสมัยและใช้ได้กับกับอุปกรณ์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตรุ่นใหม่ พร้อมความแข็งแรงทนทานและฟีเจอร์การทำงานที่ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษให้เหมาะสำหรับรถมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ ผสานการเชื่อมต่อด้วยระบบ Apple CarPlay (เมื่อใช้ไมโครโฟนคู่กับชุดหูฟังแท้จากฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™) พร้อมระบบการจดจำคำสั่งเสียงแบบแฮนด์ฟรี

ตระกูล CVO™ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น 2019: สไตล์และสมรรถนะระดับพรีเมียม

ตระกูล CVO™
มอเตอร์ไซค์ลิมิเต็ดเอดิชั่นที่สร้างมาชนิดจัดเต็มสำหรับผู้ต้องการทุกคุณสมบัติในมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งคัสตอม

CVO road glide

CVO Street Glide

CVO Ultra limited

มอเตอร์ไซค์รุ่นตกแต่งพิเศษที่ผลิตจำนวนจำกัดทั้ง 3 รุ่นของฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ ในปี 2019 นำเสนอการทำสีที่สวยงามอย่างเหลือเชื่อ พร้อมเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ส่วนประกอบที่ผลิตขึ้นโดยเฉพาะ และความใส่ใจในทุกรายละเอียดขั้นสูงสุด โดยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight™ 117 ประสิทธิภาพสูงถูกนำมาติดตั้งเฉพาะกับมอเตอร์ไซค์รุ่นตกแต่งพิเศษ รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนท์ Boom! Box™ GTS ใหม่ ยังติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้กับมอเตอร์ไซค์ตระกูล CVO™ ทุกรุ่น


“HUYA” เปิดตัวระบบให้บริการสตรีมมิ่งวีดีโอเกมส์ออนไลน์ “Nimo TV” พร้อมให้บริการทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Huya เปิดตัวแฟลตฟอร์มให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอเกมส์ออนไลน์ชั้นนำของโลกอย่าง “Nimo TV” ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเป็นทางการแล้ว เพื่อให้บรรดาเกมส์เมอร์หลายล้านคนทั่วโลกได้มีโอกาสเล่นเกมส์และถ่ายทอดสดออนไลน์ให้ผู้เล่นเกมส์กลุ่มอื่นในแถบเอเชียได้รับชมกันอย่างเพลิดเพลิน

โดยขณะนี้บริษัท “Nimo TV” ได้ให้บริการสตรีมมิ่งวิดีโอเกมส์ออนไลน์ในประเทศฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และเวียดนาม ทำให้บรรดาแฟนๆของเกมส์ออนไลน์ สามารถเข้าถึงและมีพื้นที่ในการโต้ตอบ พูดคุย แลกเปลี่ยนกับเหล่าสตรีมเมอร์ชั้นนำจากทั่วภูมิภาคเอชีย อย่างที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน อีกทั้งยังทำให้สายเกมส์ทั้งหลายได้เข้าถึงงานแข่งขันอีสปอร์ตสุดพิเศษอีกด้วย อาทิเช่น การแข่งขันอีสปอร์ตทัวร์นาเม้นท์สุดพิเศษล่าสุด อย่างการแข่งขัน “Hong Kong PlayerUnknown’s Battleground World Invitation” และการแข่งขัน “Dota 2’s The International 2018”

โดยเกมส์ออนไลน์สุดฮิตที่มีให้บริการสตรีมมิ่งออนไลน์บนแพลตฟอร์มของ “Nimo TV” มีตั้งแต่เกมส์ PUBG, Mobile Legends, และเกมส์ Dota 2 ซึ่งทาง “Nimo TV” ได้ย้ำชัดถึงวัตถุประสงค์ของการเปิดตัวบริการสตรีมมิ่งเกมส์ออนไลน์ว่า ต้องการสร้างแพลตฟอร์มที่จะเป็นเวทีเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มต่างๆ ตลอดจนเป็นช่องทางผลักดันและยกระดับตลาดการให้บริการสตรีมมิ่งเกมส์ออนไลน์ไปในตัว

ข้อมูลจากรายงานของนักวิจัยด้านการตลาด “NewZoo” เปิดเผยว่า มีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมอีสปอร์ต จะเติบโตรุดหน้าจนสามารถทำรายได้เหยียบ 1.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯภายในปี พ.ศ. 2562 โดยอีกหนึ่งจุดแข็งของการให้บริการสตรีมมิ่งเกมส์ออนไลน์ของ “Nimo TV” คือการให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าที่มีความหลากหลายทั้งในแง่ภาษาและวัฒนธรรม เพราะทาง “Nimo TV” ได้พัฒนาระบบให้เลือกใช้งานได้หลายภาษา อย่างภาษาบาฮาซาของอินโดนีเซีย ภาษามลายู และภาษาเวียดนาม ซึ่งผลพลอยได้จากการให้บริการภาษาที่หลากหลาย ยังทำให้เกิดการเชื่อมต่อกันระหว่างนักเล่นเกมส์ในระดับภูมิภาคสู่สนามการแข่งขันระดับโลก ด้านผู้นำบริษัท “Nimo TV” และรองประธานบริษัท “HUYA” เปิดเผยว่าจากจำนวนผู้เล่นเกม ตลอดจนผู้ชื่นชอบเกมส์อีสปอร์ตที่กำลังมองหาสนามแข่งขันใหม่ๆเพื่ออวดศักยภาพและลับคมทักษะฝีมือ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ทาง “Nimo TV” มีความเชื่อมั่นในการตอบแทนผู้เล่นจากความพยายามของพวกเขา ตลอดจนการคัดสรรนักเล่นเกมมือฉมังจากการแข่งขันเกมส์ออนไลน์ได้โชว์ทักษะและความสามารถในระดับภูมิภาค

ทางบริษัท “Nimo TV” จะเดินหน้าพัฒนาคอมมิวนิตี้เพื่อผู้เล่นเกม ผู้ผลิตเกม และแฟนๆเกมส์สตรีมมิ่งออนไลน์ ผ่านการใช้เทคโนโลยีโต้ตอบคุณภาพสูง ที่ทั้งผู้ชมสตรีมมิ่งเกมส์ออนไลน์และสตรีมเมอร์ได้ดื่มด่ำไปกับประสบการณ์สุดพิเศษอย่างฟีชเจอร์ล้ำๆสุดดึงดูดใจเช่น ระบบรางวัล ฟรีของขวัญ ตลอดจนการให้บริการสตรีมมิ่งการแข่งขันอีสปอร์ตนัดสำคัญที่เกิดขึ้นทั่วโลก อีกทั้งทาง “Nimo TV” ยังได้ร่วมมือกับสตรีมเมอร์ตัวท็อปจากทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง “EVOS” ของอินโดนีเซีย “Team Flash” ของสิงคโปร์ และ “TNC” ของฟิลิปปินส์ เพื่อเดินหน้าพัฒนาและเพิ่มผู้ชมสตรีมมิ่งเกมส์ออนไลน์ในภูมิภาคผ่านการให้บริการของ “Nimo TV”


เปิดตัวใหม่ “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์” กับความสำเร็จด้วยยอดจองทะลุเกิน 5,000 คัน

บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ สู่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 หรือ มหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ไม่เพียงบุกเซ็กเมนท์ใหม่ในประเทศไทย แต่รถยนต์รุ่นดังกล่าว ยังถือเป็นการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศไทย อีกทั้งยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ต้องการผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้า

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ได้รับการพัฒนาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าคนรุ่นใหม่ ผู้ที่กำลังสร้างครอบครัว ผู้ที่ต้องการรถครอสโอเวอร์ที่มีความกว้างขวางและความอเนกประสงค์ มีสมรรถนะการขับขี่ยอดเยี่ยมและรองรับทุกการใช้งาน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย นำเสนอ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ 2 รุ่น ได้แก่

  1. รุ่น GLS-LTD มีราคาจำหน่าย 779,000 บาท
  2. รุ่น GT มีราคาจำหน่าย 849,000 บาท

มร. โมริคาซุ ชกกิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย)จำกัด กล่าวภายในงานแถลงข่าวที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018 ว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ แสดงถึงความมุ่งมั่นของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่จะส่งมอบคุณค่าและความพึงพอใจที่เหนือกว่าความคาดหวังของลูกค้าด้วยการบุกเซ็กเมนท์ใหม่ในประเทศไทย ซึ่ง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับการถ่ายทอดเอกลักษณ์และความเชี่ยวชาญด้านรถอเนกประสงค์ของเรา เพียบพร้อมด้วยสมรรถนะและความแข็งแกร่งพร้อมผ่านทุกอุปสรรคในทุกเส้นทางแบบรถเอสยูวี ที่ผสานกันอย่างลงตัวกับความสะดวกสบาย เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นมากกว่าครอสโอเวอร์ทั่วไป”

มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับการตอบรับอย่างดีทั้งจากลูกค้าที่งาน บิ๊ก มอเตอร์ เซล 2018  และจากทั่วประเทศ โดยมียอดจองแล้วมากกว่า 5,000 คัน จนถึงปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

“ปรากฎการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ มีความเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและการเปิดเซ็กเมนท์ใหม่อย่างรถครอสโอเวอร์ในประเทศไทยอย่างแท้จริง ทั้งนี้การส่งมอบ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ใหม่ ให้กับลูกค้าได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่สำหรับลูกค้าใหม่ที่พึ่งตัดสินใจจอง มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ในช่วงนี้ อาจต้องรอการส่งมอบนานประมาณ 2-3 เดือน เนื่องจากปริมาณรถที่พร้อมส่งมอบในช่วงต้นนี้มีจำนวนจำกัด กอปรกับมีปริมาณความต้องสูงอย่างต่อเนื่องจากลูกค้า โดยเรามุ่งมั่นที่จะเร่งการส่งมอบและเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า” มร. ชกกิ กล่าวเสริม

 


สตีเฟ่น เคอร์รี่ จับมือ อันเดอร์ อาร์เมอร์ เดินหน้าพบปะแฟนๆในเอเชีย

อันเดอร์ อาร์เมอร์ จัด The 2018 Stephen Curry Asia Tour พาสตีเฟ่น เคอร์รี่ เยือนฟิลิปปินส์ จีนและญี่ปุ่น

สตีเฟ่น เคอร์รี่แสดงความยินดีและมอบถ้วยรางวัลให้แก่นักกีฬาทีมชาย จากการแข่งขัน UA x3 เยาวชนตัวแทนประเทศไทย ที่ได้คว้ารางวัลรองชนะเลิศจากการแข่งขัน ประเภทชาย

 สตีเฟ่น เคอร์รี่ ก้าวข้ามทุกคำแคลน ฉีกทุกกรอบคำนิยาม ก้าวข้ามคำสบประมาท และนิยามกฏกติกาการเล่นบาสเก็ตบอลขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง สตีเฟ่นฝ่าฟันทุกอุปสรรคและคว้าชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความมุ่งมั่นและการฝึกฝนอย่างหนัก จนสามารถผลักดันทีมจนประสบความสำเร็จ จนได้กลายมาเป็นตัวอย่างและแรงบันดาลใจให้กับทีม แฟนคลับ และผู้ชมทั่วโลก พร้อมแสดงให้เห็นว่าแม้ว่ารูปลักษณ์ของเราจะแตกต่างจากคนอื่น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ในวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา สตีเฟ่นจะเดินทางจากสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งต่อแนวคิด รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะทุกอุปสรรคสู่แฟนๆในเอเชีย

อันเดอร์ อาร์เมอร์ จัด The 2018 Stephen Curry Asia Tour พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนๆชาวต่างชาติในเอเชียได้พบปะสตีเฟ่น เคอร์รี่อย่างใกล้ชิด นอกจากรองเท้า Curry 5 สีใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดตัวเพื่อทัวร์ครั้งนี้โดยเฉพาะแล้ว แฟนๆ ยังได้พบกับพ่อของสตีเฟ่น เดลล์ เคอร์รี่ ในทัวร์เอเชีย ในวันที่ 7-12 กันยายนที่ผ่านมา ใน 3 เมือง อันได้แก่ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน และ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย

 นิยามการเล่นกีฬาบาสเก็ตบอลของสตีเฟ่น เคอร์รี่ที่ฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆของสตีเฟ่น เคอร์รี่ ทั้งฝีมือความแม่นยำในการชู๊ต 3 คะแนน และ การขโมยเกมอย่างแยบยล ทำให้สตีเฟ่น เคอร์รี่ เป็นที่รักของเหล่าแฟนกีฬาทั่วโลก ในฐานะนักกีฬาที่สร้างความแตกต่างให้การเกม แตกต่างกับนักกีฬาบาสเก็ตบอลอื่นๆที่ผ่านมา ชื่อเสียงของสตีเฟ่น เคอร์รี่ก้าวข้ามพรมแดน ภาษา และวัฒนธรรม อย่างเห็นได้ชัดในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ สถานที่แรกใน The 2018 Stephen Curry Asia Tour


สตีเฟ่น เคอร์รี่พบปะแฟนๆในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์

 สตีเฟ่น เคอร์รี่เริ่มต้นทัวร์วันแรกโดยการออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ส่วนตัว แบรนดอน เพย์น ทั้งการซ้อมชู้ต ไปจนถึงความเร็วเป็นเวลาสองชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมในการลงแข่งขันในฤดูกาลที่จะมาถึงนี้

สตีเฟ่น เคอร์รี่ออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ส่วนตัว แบรนดอน เพย์น

หลังจากสำรวจกรุงมะนิลาในตอนเช้า สตีเฟ่น พร้อมพ่อของเขา เดลล์ เคอร์รี่ ได้เดินทางไปยัง Mall of Asia เพื่อไปชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ Under Armour Southeast Asia 3×3 พร้อมประลองฝีมือการแข่งขันคู่พ่อลูก และ แม่ลูกอย่างดุเดือดบนสนาม แต่เดลล์ และสตีเฟ่น เคอร์รี่ก็สามารถคว้าชัยชนะเอาไว้ได้

 ขณะอยู่ในสนาม เดลล์ เคอร์รี่ ได้เผยเคล็ดลับในการเลี้ยงดูลูกชาย ให้กลายเป็นนักกีฬา NBA แถวหน้าของโลกว่า คุณจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะเส้นทางการก้าวสู่วงการ NBA นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องสอนให้เขารู้สึกกระหายอยู่ตลอดเวลา และสอนให้เขาเข้าใจว่าทุกๆอย่างที่เขาอยากได้ในชีวิตนั้น คุณจะต้องแลกมาด้วยความพยายามเสมอ

 ในการแข่งขัน Under Armour Southeast Asia 3×3 นักกีฬาทีมชาย จากประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งมาได้ เอาชนะทีมคู่แข่งอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย พร้อมรับถ้วยรางวัลจากสตีเฟ่น เคอร์รี่ และยกระดับวงการบาสเกตบอลของประเทศไทยก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างน่าภูมิใจ

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 2018 Stephen Curry Asia Tour อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้เปิดตัวรองเท้า Curry 5 สี Tan สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สตีเฟ่น เคอร์รี่สวมตลอดการแข่งขัน 2018 NBA Playoffs ที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก ในวันที่ 7 กันยายน โดยจะวางจำหน่ายในจำนวนจำกัดทั้ง 3 เมืองที่อยู่ในเอเชียทัวร์ ทั้ง กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน และ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย


นิปปอนเพนต์ ผลักดันนักออกแบบรุ่นใหม่ เปิดตัว Asia Young Designer Award ประจำปี 2561 อย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้หัวข้อ “FORWARD, Challenging Design Boundaries”

บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัวการประกวดออกแบบระดับเอเชีย “Asia Young Designer Award” ประจำปี 2561 อย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้าสยาม เซ็นเตอร์

มุ่งจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้นักศึกษาสาขาวิชาสถาปัตยกรรม (Architecture) และ การออกแบบภายใน (Interior Design) ในการสร้างสรรค์นวัตกรรม และผลงานการออกแบบใหม่ๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์แก่สังคม และชุมชนได้อย่างยั่งยืน ชิงของรางวัล MacBook Pro เงินรางวัลมูลค่ารวมสูงสุดถึง 100,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมกิจกรรม Asia Young Designer Summit ที่ประเทศสิงคโปร์ และได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สาขาการออกแบบ (Harvard University Graduate School of Design) จัดเต็มโปรแกรม AYDA / Harvard Design Discovery Summer Programme ให้ผู้ชนะระดับเอเชียได้เก็บเกี่ยวความรู้ด้านการออกแบบอย่างเข้มข้นเป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

การประกวด Asia Young Designer Award ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “FORWARD, Challenging Design Boundaries” มุ่งให้ความสำคัญกับสถานการณ์ที่ชุมชน และย่านวัฒนธรรมดั้งเดิมต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า การพัฒนา เกิดการเข้ามาแทนที่ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในชุมชน ทำให้ความเป็นย่านชุมชนดั้งเดิม ถูกแทนที่ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ และทำให้การใช้บริบทในการดำเนินชีวิตของผู้คนในชุมชนเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลง และโลกยุคใหม่ย่อมเป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ หัวข้อในปีนี้จึงต้องสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ ท้าทายไอเดียสุดบรรเจิดที่นำเสนอความคิดในการสร้างพื้นที่สำหรับชุมชน สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนา การมองเห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม และลักษณะเฉพาะความเป็นย่านชุมชน ซึ่งจะเป็นความสมดุลที่ช่วยให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

นายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) กล่าวว่า การประกวดออกแบบระดับเอเชีย Asia Young Designer Award เป็นหนึ่งในความตั้งใจของนิปปอนเพนต์ในการให้คุณค่าและความสำคัญแก่วงการการออกแบบผ่านการผลักดันและส่งเสริมนักออกแบบรุ่นใหม่ให้ได้เปิดโลกทัศน์ และก้าวสู่วงการการออกแบบระดับโลกได้อย่างมีคุณภาพ ไปพร้อมกับมุ่งสร้างเวทีให้เยาวชนได้แสดงออกทางด้านความสามารถอย่างไร้ขีดจำกัด สำหรับหัวข้อการประกวดในปีนี้ “FORWARD, Challenging Design Boundaries” ต้องการเน้นย้ำและสร้างความสมดุลระหว่างความสำคัญของวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้นในปีนี้เรายังทำให้การประกวดมีความพิเศษขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจับมือกับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการมอบโปรแกรมการเรียนออกแบบสุดเข้มข้น AYDA / Harvard Design Discovery Summer Programme ให้แก่ผู้ชนะในระดับเอเชีย ซึ่งนิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟ โคทติ้ง (ประเทศไทย) เชื่อว่านักศึกษาการออกแบบชาวไทยจะมีสิทธิ์คว้าโอกาสนี้ ได้รับประสบการณ์ที่ดี และสามารถนำไปปรับใช้กับการทำงานเพื่อสังคมและชุมชนได้ต่อไป

ด้านนางสาวศิรินทิพย์ หาญทวีวงศา ผู้ก่อตั้งบริษัท GreenDwel หนึ่งในกรรมการโครงการ Asia Young Designer Award ครั้งที่ 11 กล่าวเสริมถึงหัวข้อการประกวดในปีนี้ว่า ในฐานะที่ได้ร่วมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการสำหรับโครงการนี้มาโดยตลอด เป็นที่น่ายินดีสำหรับวงการการออกแบบในประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะได้เห็นผลงานของเหล่านักออกแบบรุ่นใหม่ที่มีวิวัฒนาการขึ้นอย่างชัดเจน ในแต่ละปีหัวข้อในการประกวดนั้นมีความแตกต่างกันออกไป แต่ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า การออกแบบสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่ชุมชนได้ หัวข้อการประกวดในปีนี้ “FORWARD, Challenging Design Boundaries” นั้นค่อนข้างท้าทาย เปิดกว้างให้เหล่านักออกแบบได้ใช้จินตนาการของพวกเขามองไปยังชุมชนรอบตัว พร้อมกับหาทางเปลี่ยนแปลง แก้ไข และสร้างสังคมรอบตัวพวกเขาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นผ่านการออกแบบอย่างไร้ขีดจำกัด ในฐานะกรรมการและรุ่นพี่ในวงการออกแบบ เชื่อมั่นว่าในปีนี้ผลงานของน้องนักออกแบบรุ่นใหม่จะเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่และสนุกสนาน แฝงไปด้วยตัวตนของผู้ออกแบบ สามารถช่วยเหลือ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนได้อย่างแน่นอน

นายวิภาส ประสพโชคชัย หรือ ดอม ผู้ชนะรุ่นพี่โครงการ Asia Young Designer Award ปี 2560 ผู้ชนะรางวัล Gold Award Winnerสาขาการออกแบบภายใน กล่าวเชิญชวนรุ่นน้องว่า การเข้าร่วมการประกวด Asia Young Designer Awardทำให้ได้มีโอกาสเจอเพื่อนๆ ในวงการออกแบบจากต่างประเทศ นักออกแบบชื่อดังระดับโลก แลกเปลี่ยนความคิดซึ่งกันและกัน ได้รับความรู้จากกรรมการเก่งๆ มากมายหลายท่าน อยากเชิญชวนให้น้องๆ เพื่อนๆ ที่สนใจ มาลองสมัครเพราะนอกจากประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างเข้าร่วมการประกวด และเปิดโลกทัศน์กับการทัศนศึกษาต่างประเทศแล้ว ในปีนี้น้องๆ และเพื่อนๆ ยังจะได้มีโอกาสในการเข้าร่วมโปรแกรม AYDA / Harvard Design Discovery Summer Programme ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สาขาการออกแบบ (Harvard GSD) ซึ่งถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าไปสัมผัสครั้งหนึ่งในชีวิตอีกด้วย

โดยผู้ที่สนใจ สามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนักออกแบบด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายในเพื่อสังคมและคว้าโอกาสเรียนโปรแกรมระยะสั้นที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2561  ผู้สนใจสามารถขอรับใบสมัครเข้าประกวดได้ที่อาจารย์ประจำภาควิชา หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์
www.asiayoungdesigneraward-th.com
และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.facebook.com/YoungDesignerThailand
หรือหมายเลขโทรศัพท์ 02-462-5299 ต่อ 167


นีเวีย เฟซแคร์ เปิดตัว นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ สุดยอดคลีนซิ่งที่ลบเมคอัพกันน้ำและซิลิโคนเกลี้ยง 100%

นีเวีย เฟซแคร์ เปิดตัว นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ สุดยอดคลีนซิ่งที่ลบเมคอัพกันน้ำและซิลิโคนเกลี้ยง 100% พร้อมแฟชั่นโชว์สุดอลังการ จากวิว – วรรณรท สนธิไชย และทัพเซเลบริตี้ชื่อดัง

เพราะการแต่งหน้าให้สวยโดดเด่นในทุกลุค มีพื้นฐานสำคัญจากผิวหน้าที่สะอาดหมดจด ไร้ปัญหาผิว การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางสูตรน้ำหรือคลีนซิ่ง วอเตอร์ ที่ให้พลังการลบเมคอัพได้อย่างสะอาดล้ำลึก จึงเป็นเรื่องที่สาวๆ ไม่ควรละเลยอีกต่อไป โดย  นีเวีย เฟซแคร์ ผู้เข้าใจในทุกความต้องการของผิวหน้าของสาวๆ อย่างแท้จริง ได้คิดค้น นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ ครั้งแรกของคลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอางสูตรพิเศษสำหรับเมคอัพติดทนและกันน้ำ แม้ซิลิโคนตกค้างได้เกลี้ยง 100% พร้อมเนรมิตลานกลางศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นแคทวอล์คสุดอลังการ ที่จะทำให้ทุกคนได้ตะลึงกับความจริงที่อยู่ภายใต้สิ่งที่ทุกคนอาจมองไม่เห็น นำโดย วิว – วรรณรท สนธิไชย และเหล่าบรรดาเซเลบริตี้อีกมากมาย

คุณวนัสภรณ์ ธนาสิดาพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว กลุ่มผิวหน้า บริษัท ไบเออร์  สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่ปฏิวัติวงการคลีนซิ่งแบบเดิมๆ ด้วยสูตรพิเศษสำหรับเมคอัพติดทนและกันน้ำ แม้ซิลิโคนตกค้างจากเครื่องสำอางที่อาจมองไม่เห็น โดยไม่ทิ้งความมันและสารตกค้างที่ก่อให้เกิดสารพัดปัญหาผิว พร้อมให้สาวๆ แต่งหน้าสวยต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องล้างหน้าซ้ำ ตั้งแต่ลุคสวยหวานในยามเช้าจนถึงลุคปาร์ตี้สุดแซ่บในคืนพิเศษ ทั้งยังมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยดูแลสภาพผิวหน้าให้สาวๆ ได้พร้อมแต่งเติมความสวยงามได้อย่างเต็มที่

 นีเวีย เฟซแคร์ พร้อมให้สาวๆ แต่งเติมความสวยงามบนใบหน้าได้อย่างมั่นใจกับ นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ คลีนซิ่งเช็ดเครื่องสำอางสุดฮอตจากลอนดอน ที่ไม่เพียงแต่ให้พลังลบเมคอัพติดทนและกันน้ำได้อย่างสะอาดหมดจด แม้ซิลิโคนตกค้างจากเครื่องสำอาง แต่ยังเหนือกว่าด้วย ไมเซลแอร์ คอมเพล็กซ์ กับคุณสมบัติช่วยดูดจับเครื่องสำอางกันน้ำที่ติดทนนานและมาสคาร่าที่ติดทนแน่นเสมือนแม่เหล็กโดยไม่ทิ้งสารตกค้าง ผสานกับสารสกัดแบล็คที ซึ่งช่วยลดการเกิดริ้วรอยจากแสงแดด เพิ่มความสดชื่นให้แก่ผิวพร้อมบำรุงผิวรอบดวงตา รวมถึงสารสกัดบิลเบอร์รี่ ให้ผิวหน้าดูกระจ่างใสมากขึ้น ทั้งยังผ่านการทดสอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและจักษุว่าไม่ระคายผิวรอบดวงตา นอกจากนี้ยังมี นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า ไวพส์ ที่จะช่วยเพิ่มความสะดวกให้สาวๆ สามารถลบเมคอัพติดทนและกันน้ำได้อย่างล้ำลึกมากยิ่งขึ้นในทุกที่ทุกเวลา

ด้าน วิว วรรณรท สนธิไชย พรีเซ็นเตอร์ของ นีเวีย เฟซแคร์ เผยว่า อาชีพนักแสดงกับการแต่งหน้าท่ามกลางอากาศร้อนในประเทศไทย บ่อยครั้งจึงจำเป็นต้องแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติให้ความติดทนน้ำและกันน้ำ

เพื่อให้คงความสวยของใบหน้าได้อย่างยาวนานตลอดวัน แต่ปัญหาที่ตามมาและเชื่อว่าสาวๆ หลายคนอาจพบเช่นเดียวกันคือการล้างเมคอัพที่จะทำได้ยากมากขึ้นหากใช้ผลิตภัณฑ์เช็ดเมคอัพที่ไม่เหมาะสมจนอาจก่อให้เกิดปัญหาผิว จึงค่อนข้างให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่ให้เมคอัพติดทนและกันน้ำได้อย่างสะอาดหมดอย่างแท้จริง เพื่อป้องกันปัญหาผิวต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการแต่งหน้าในครั้งต่อๆ ไป

 นอกจากนี้ภายในงานยังเนรมิตลานกลางศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์เป็นแคทวอล์คสุดอลังการด้วยแสงสี แบล็คไลท์ให้ทุกคนได้ตะลึงกับความจริงที่อยู่ภายใต้สิ่งที่ทุกคนอาจมองไม่เห็น ที่ตอกย้ำถึงความพิเศษของ          นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ ซึ่งพร้อมให้ทุกคนท้าพิสูจน์ นำโดย วิว – วรรณรท สนธิไชย และเหล่าบรรดาเซเลบริตี้อีกมากมาย พร้อมสนุกไปกับมินิคอนเสิร์ตจากแร็ปเปอร์หนุ่มเสียงดี ซีดี – กันต์ธีร์  ปิติธัญ อีกด้วย

พบกับสุดยอดคลีนซิ่งที่เหนือกว่าลบเมคอัพ แต่ให้พลังลบซิลิโคนตกค้างเกลี้ยง 100% ไม่ทิ้งคราบมันด้วย นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า วอเตอร์ ในราคา 129 บาท และ นีเวีย ไมเซลแอร์ เอ็กซ์เพิร์ท ไมเซล่า ไวพส์ ราคา 189 บาท ได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าสะดวกซื้อและร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ


Where do we go! คราฟบาร์น่าไปย่านลาดพร้าว-วังหิน

วันนี้วันศุกร์ วันสุดสัปดาห์แบบนี้อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องนอนหงอยเหงา บอกเลยต้องออกไปปลดปล่อย !!!

ทำงานเหนื่อยๆมาทั้งอาทิตย์แล้ว ให้รางวัลกับตัวเองด้วยการออกไปสังสรรค์เฮฮากับเหล่าเพื่อนฝูงสักหน่อย หรือจะไปคนเดียวก็ได้นะ ศุกร์นี้แล้วใครที่ยังไม่รู้จะไปส่องสาวที่ไหนดี พวกเราชาวเฮฟวี่ขอนำเสนอที่นี่ Where do we go !

Fb ร้าน : Where do we go
Time : เปิดทุกวัน 18.00 น. – 24.00 น.
เบอร์โทร : 094-548-2326
ที่อยู่ : ลาดพร้าว วังหิน โชคชัย4 ซอย 78 จุดสังเกตุหน้าปากซอยจะมี KFC วังหิน ให้เข้ามาในซอยประมาน 200 เมตร

Where do we go แวร์ดูวีโก ร้านเบียร์ย่านลาดพร้าว-วังหิน ย่านแห่งร้านนั่งดื่มที่ผุดขึ้นกันเป็นดอกเห็ด ถ้าถามว่าร้านนี้แตกต่างจากร้านอื่นยังไง อย่างแรกเลยคือร้านนี้ไม่ใช่ร้านเบียร์ทั่วไป แต่เป็นร้านเบียร์คราฟ เบียร์คราฟคืออะไร ตอบแบบเข้าใจง่ายก็คือเบียร์ทางเลือกนั่นแหละ คราฟเบียร์ก็ความหมายตรงตัว เบียร์ทำมือ ก็คือทำขึ้นเองนี่แหละแต่ก็ปลอดภัยนะ มันเจ๋งตรงที่ส่วนผสมที่หลากหลาย สามารถแต่งกลิ่นแต่งรสชาติแล้วแต่จินตนาการ


การเดินทางไม่ลำบาก ร้านหาง่าย อยู่แถวลาดพร้าว-วังหิน ปากซอยทางเข้ามี KFC 24 ชม. สะดวกเว่อร์แบบเมาเสร็จหิวเข้าไปกินเคเอฟซีต่อได้แต่เอาจริงๆอาหารที่ร้านอร่อยอยู่นะ ส่วนที่จอดรถไม่ค่อยเยอะ ให้ดีคือนั่งแท๊กซี่ไป-กลับจะแจ่มกว่า เมาได้สบายใจ

เริ่มต้นกำเนิดร้าน
จากที่ได้ไปนั่งหน้าบาร์คุยกับหนึ่งในเจ้าของร้าน หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในหุ้นส่วนทั้ง 4 คน เป็นตัวแทนเล่าเรื่องราวของร้านแบบกระชับให้ฟัง ก่อนเล่าพี่เขาตะโกนบอกมาก่อนเลย น้อง! ถ้าอยากฟังแบบละเอียดน้องต้องมาวันธรรมดาวันอื่นที่ไม่ใช่วันศุกร์นะ เพราะคนมันเยอะมาก 55555 ซึ่งคนก็เยอะมากจริงๆ ร้านนี้เริ่มต้นจากหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนกันทั้ง 4 คนรวมแรงกันทำร้านนี้ขึ้นมาด้วยตัวพวกเขาเองทั้งนั้น

โดยบรรยากาศของร้านนี่ถือว่าเป็นหนึ่งร้านที่ชอบมาก ร้านไม่เล็กและไม่ใหญ่ เอาเป็นว่าพอดีๆ โดยสไตล์การตกแต่งร้านได้คำตอบมาจากพี่เขาว่า พี่ก็ไม่มีสไตล์อะไรตายตัวหรอก (ขำ 5555) ส่วนมากเป็นการตกแต่งร้านด้วยกันเรื่อยๆ ใครชอบอะไรก็ใส่เข้าไป จนมาเป็นอย่างที่เห็นในทุกๆวันนี้

ร้านนี้อยากบอกว่าเป็นกันเองมากๆ ใครที่มาคนเดียวหรือไม่รู้ว่าตัวเองอยากกินคราฟเบียร์แบบไหนยังไง นี่เลย เดินดิ่งเข้ามาหน้าเคาเตอร์ได้เลยจ้า แล้วสามารถบอกความต้องการของเรากับพี่ๆหน้าบาร์ได้เลย ว่าชอบแบบไหนสไตล์ไหน เมามากเมาน้อย พี่ๆเขาพร้อมให้คำปรึกษาและหาคราฟเบียร์ตามที่เราต้องการให้ได้เลย ไม่ต้องงมเข็มว่าเราชอบแบบไหน เพราะมีคนรอแนะนำให้เราอยู่แล้ว สบ๊ายยยยย

ในร้านที่เราเป็นจะเป็นสไตล์ลอฟท์ๆแบบผนังปูนเปลือย ประดับด้วยไฟสีส้มนวลๆที่เหมาะแก่การกรึ๊บให้เมาแบบกรึ่มๆ ไม่มืดไม่สว่างจนเกินไป ภายในร้านไม่กว้างไม่แคบ บรรยาการที่นี่จากการนั่งดูแล้วรู้สึกว่าเป็นหนึ่งร้านที่ดูอบอุ่น เป็นกันเอง โดยเฉพาะพี่ๆเจ้าของร้านนี่แหละ ขายเอง และที่สำคัญเสริฟกันเองด้วย


ในส่วนหน้าบาร์ตรงที่เราเลือกเข้ามานั่ง จะเห็นว่าอยู่ไกล้ชิดกับTapกดเบียร์ มีการตกแต่งที่สวยงามดิบๆตามสไตล์ ส่วนคนในรูปไม่รู้ว่าใครแต่ไม่ใช่เรา 5555555


ความคึกคักในร้าน ซึ่งวันนี้บอกเลยคนเต็มร้าน บรรยากาศดูสนุกสนานเป็นกันเอง ไม่เสียงดังอึกทึกเกินไปอีกฝั่งของการตกแต่งร้าน ไม่น่าเชื่อตามใจสไตล์ฉันแต่ก็เข้ากันได้ดี ส่วนโต๊ะที่ว่างนั่นมีคนจองแล้ว

ส่วนอาหารร้านนี้จะไม่พูดถึงไม่ได้เลย ชอบมากกกกกกกกก โดยร้านนี้เน้นย้ำว่า เป็นอาหาร ไทย-อีสาน มีเมนูหลากหลายและอยากจะบอกว่า โคตรจะแซ่บบบบบบบบ อยากจะบอกว่าการดื่มคราฟเบียร์และกินกับแกล้มเป็นอาหารอีสานนี่อย่างเด็ด

เรามาดูเมนูของร้านที่อยากจะแนะนำว่าต้องลอง


เห่ยยยย ไส้ย่างงงงงงงง ย่างร้อนๆจากเตา เคล้ากับน้ำจิ้มแจ่วแจ่มๆซี๊ดๆ
คางกุ้งทอดกรอบ เคี้ยวทีนี่ดังกร๊อบในปาก ไม่ใช่เสียงคางกุ้งนะ เสียงฟันแตก 5555 ล้อเล่น คางกุ้งเขากรอบจริงงงงงงน้ำตกหมู อยากกินแซ่บแค่ไหนรีเควสไปเลยจ้า แซ่บมากบอกมาก แซ่บน้อยบอกน้อย ส่วนจานนี้ แซ่บมากกกกก

ย่างกันสดๆร้อนๆจากเตาเลยนี่แหละ ดูควันสิครับท่าน

บรรยากาศของวันศุกร์นี้เสียดายนิดหน่อยตรงที่สาวๆให้ส่องน้อย ด้วยเหตุที่ว่าเป็นศุกร์กลางเดือน ก็เข้าใจแหละว่าเป็นช่วงกินแกลบกัน 5555 แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีสาวนะ คืนนี้เรามีไม้เด็ดมาเปิดวาร์ป เป็นนักร้องสาวสวยประจำร้าน Where do we go! จะเป็นใครนั้นเราไปทำความรู้จักกับเธอเลยดีกว่า

ชื่อเล่น ออแกนแนน

อาชีพของเธอคือ สาวกราฟิกดีไซน์เนอร์
เพราะอะไรถึงทำงานทางด้านนี้ ?
– จบคณะนี้มาค่ะ แต่จริงๆ อยากเรียนเกี่ยวกับ ด้านดนตรี การร้องเพลง เราเป็นนักร้อง ชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กๆ เดินสายประกวด มาตั้งแต่ ประถม จนเริ่มโต ก็ได้มีโอกาส ไปร้อง feat. ให้ ศิลปิน หลายๆ ท่าน
(ตัวอย่างเพลงของสาวแนนที่เคยสร้างชื่อเสียงให้เธอ หนุ่มหลายๆคนอาจจะจำเธอได้จากเพลงนี้

https://www.youtube.com/watch?v=p4-FbBQKoIc

แนนมาร้านนี้บ่อยมั้ย ?
– มาบ่อยมากกกกค่ะ เป็นร้านรุ่นพี่ที่เคยทำงานด้วยกัน เลยได้มาร้องเพลงที่นี่ด้วย จะร้องทุกวันศุกร์ค่า ตามมาฟังกันได้
เวลาขึ้นร้องของสาวแนนจะอยู่ที่ 4 ทุ่มเป็นต้นไปนะจ๊ะหนุ่มๆ ใครจะมาฟังเธอร้องเพลงก็ตามนี้เลยจ้า

แนนลองแนะนำเบียร์คาร์ฟหรือเบียร์ที่ชอบกินมาให้สักอย่าง ?
-ไม่มีอันไหนชอบกินเป็นพิเศษค่ะ เพราะ กินได้หมดเลย แต่ส่วนตัวแนนจะชอบเลือกกินคราฟเบียร์ที่เปอร์เซ็นความมึนเมาเยอะๆ หน่อย ออกแนวเป็นสาวขี้เมาค่ะ 555

ส่วนตัวเราเป็นคนแบบไหน ?
– ถ้ามองจากภายนอก ทุกคนจะบอกว่า หน้าหยิ่งๆ นิ่งๆ ดูแรงๆ ค่ะ แต่ถ้าเริ่มสนิท หรือ รู้จักแล้ว ทุกคนก็จะตกใจ กันหมดเลย เพราะนิสัย ขัดกับสไตล์การแต่งตัวมากๆ ขี้อายนิดหน่อยนะ แต่ จะโก๊ะ เปิ่นๆ เดิ่งๆ มาก 55555

ถามตรงๆเลยดีกว่า “ตอนนี้มีแฟนมั้ย” ?
– ขอไม่ตอบละกันนะคะ 5555555 ตอบแบบดารา

แล้วสเปคผู้ชายที่แนนชอบเป็นแบบไหน ? 
– ถ้าเรื่องนิสัย ก็ต้องเข้ากับเราได้ เป็นตัวของตัวเอง ถึงไหนถึงกัน ไปกับเราได้ทุกที่ เพราะเป็นคนค่อนข้างเที่ยวเก่ง และถ้ามีแฟน จะติดแฟนมากๆ 555 กวนๆ ติดตลก ไม่แอคเท่ และชอบคนที่มีความสามารถพิเศษ อะไรก็ได้อย่างนึงค่ะ

เปิดว๊าบน้องแนนให้ สามารถไปติดตามผลงานของแนนกันได้ตามช่องทางนี้เลยนะจ๊ะหนุ่มๆทั้งหลาย

FB : facebook.com/OrganNan
IG : organ_nan


‘WELCOME TO THE HUSTLE’ คอลเลคชั่นอุปกรณ์กีฬาที่เหมาะสำหรับคนที่ทุ่มเทที่สุด

‘ดเวย์น จอห์นสัน’ น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักแต่อาจจะคุ้นกับชื่อ ‘THE ROCK’ ซะมากกว่า อดีตนักมวยปล้ำที่ผันตัวมาเป็นนักแสดงที่มีผลงานหนังระดับบล็อกบัสเตอร์อย่างน้อยปีละ 3 เรื่อง นอกจากผลงานที่หลากหลายแล้ว ดเวย์น จอห์นสันยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬานับล้านคนทั่วโลก ด้วยวินัยที่เป็นเลิศที่ทำให้เขาไม่เคยพลาดการออกกำลังกายแม้เพียงวันเดียว ดเวย์น จอห์นสัน เป็นนิยามของคำว่า ‘Hustle’ คำสแลงที่หมายถึงคนที่พยายามก้าวสู่ความสำเร็จในทุกๆ วิถีทาง ที่แท้จริง

ความพยายามของดเวย์น จอห์นสันเริ่มตั้งแต่วินาทีที่เขาเขาก้าวเท้าเข้ายิม ดังนั้น อุปกรณ์กีฬาที่มีประสิทธิภาพเหมาะสำหรับการออกกำลังกายอย่างหนักจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งเสื้อผ้า และรองเท้าที่สามารถรองรับน้ำหนัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด จึงได้กลายมาเป็น คอลเลคชั่น “All Day Hustle” และรองเท้า Project Rock 1 เฉดโมโนโทน

อันเดอร์ อาร์เมอร์ ทำงานร่วมกับ ดเวย์น จอห์นสัน อย่างใกล้ชิดในการออกแบบรองเท้าตามความต้องการของเขาโดยเฉพาะ รองเท้าที่นุ่มสบายจนอาจลืมไปได้ว่าใส่รองเท้าอยู่ แต่ยังคงความทนทานต่อตารางการออกกำลังกายสุดโหดของดเวย์น นอกจากนี้คอลเลคชั่นชุดออกกำลังกายนี้ยังเหมาะสำหรับการออกกำลังกายที่หลากหลายรองเท้า Project Rock 1 สามารถตอบโจทย์ทุกความต้องการของ ดเวย์น จอห์นสัน และ นักกีฬาแถวหน้าของวงการ

รองเท้า Project Rock 1 เปิดตัวพร้อม 2 สีเฉดโมโนโทน จากคอลเลคชั่น “All Day Hustle” โดยสีดำเป็นตัวแทนของคนทุ่มเทตอนกลางวัน และสีขาวเป็นตัวแทนของตอนกลางวัน เปรียบเสมือนความพยายามที่ไม่มีที่สิ้นสุดของ ดเวย์น จอห์นสัน ที่เป็นแรงบันดาลใจในทุกๆ วันให้ผู้คนนับล้านคนทั่วโลก รองเท้า Project Rock 1 ถูกออกแบบให้รองรับการออกกำลังกายที่หลากหลาย ตั้งแต่คาร์ดิโอระยะสั้นเพียง 30 นาที หรือ high-intensity interval-training 1 ชั่วโมง ตลอดจน การออกกำลังกายสุดโหดกว่า 90 นาที เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกาย

Project Rock 1 โดดเด่นด้วยการออกแบบจากความต้องการของ ‘THE ROCK’ อย่าง

  • The Knit Upper: ที่สุดของความสบายด้วยเนื้อผ้าที่ถ่ายเทอากาศชั้นเลิศ พร้อมสัมผัสผ้าทอส่วนบนของรองเท้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังสวมถุงเท้า เพื่อรองรับทุกฝีก้าวขณะออกกำลังกาย เหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวที่หลากหลาย เพิ่มความยืดหยุ่น ให้การออกกำลังกายหลากท่วงท่า ไม่ว่าจะเป็น Lunges, Box Jumps หรือ Push-Ups
  • The Micro™ G Cushioning: รองเท้า Project Rock 1 ผลิตโดยใช้เทคโนโนโลนี Micro G cushioning เฉพาะของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ที่ตอบสนองดีและทนทาน เปลี่ยนแรงกระแทกให้เป็นพลังสะท้อนกลับ และเพื่อความสบายในการออกกำลังคาร์ดิโอ

  • The TPU Heel Puck: แผ่นรองส้นที่ผลิตจากวัสดุที่แข็งที่ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำหนักพร้อมเปลี่ยนเป็นพลังส่ง และเพิ่มการทรงตัวขณะยกน้ำหนักโดยเฉพาะ
  • Knobbed Outsole: ปุ่มพื้นยางเพิ่มความเกาะ และความทนทานที่สามารถรองรับ และเพิ่มแรงส่งให้กับการเคลื่อนไหวพร้อมลดแรงกระแทกที่ข้อเท้า และเข่า
  • Wide Toe Box: รองเท้าที่หน้าเท้ากว้างกว่าปกติ เพิ่มการทรงตัวขณะยกน้ำหนัก
  • Durable Stitching: เพิ่มรอยตะเข็บแบบซิกแซ๊กตั้งแต่ส้นเท้าจนถึงพื้นยางเพื่อสร้างโครงสร้างตะข่ายเพื่อเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วนเหมาะกับการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ

นอกจากการเปิดตัวรองเท้า Project Rock 1 แล้ว อันเดอร์ อาร์เมอร์ยังได้เผยโฉมคอลเลคชั่น “All Day Hustle” ชุดออกกำลังกายที่แสดงให้เห็นถึงความมุมานะ ความอึด และความพยายามที่ไม่มีที่สิ้นสุดของดเวย์น จอห์นสันอีกด้วย


เสื้อผ้าทุกชิ้นผลิตขึ้นจากเทคโนโลยี HeatGear® จากอันเดอร์ อาร์เมอร์ ตั้งแต่ เสื้อยืด กางเกงวอร์ม กางเกงขาสั้น และสปอร์ตบราที่แห้งไว ขจัดเหงื่อ พร้อมการออกกำลังกายครั้งต่อไป รองเท้า Project Rock 1 และ คอลเลคชั่น “All Day Hustle”วางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 20 กันยายนที่แบรนด์ เฮาส์อันเดอร์ อาร์เมอร์ทุกสาขา และ UA.com


ฉลองความสำเร็จครบ 40 ปี รถกระบะมิตซูบิชิ

ในปี พ.ศ. 2521 เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในยุคนั้นอย่างอุตสาหกรรมวีดีโอเกมได้ถือกำเนิดขึ้น เครือข่ายโทรศัพท์มือถือกำลังถูกพัฒนาขึ้นในประเทศญี่ปุ่น และซุปเปอร์แมนเริ่มเป็นที่โด่งดังในโลกภาพยนตร์ ในช่วงเวลาเดียวกันรถกระบะมิตซูบิชิขนาดหนึ่งตันได้ถูกเผยโฉมขึ้นเป็นครั้งแรก และในอีกสี่ทศวรรษต่อมารถรุ่นดังกล่าวได้กลายเป็นยานพาหนะสำหรับผู้คนทั่วโลกมากกว่า 4.7 ล้านคน

รถกระบะมิตซูบิชิโดดเด่นด้วยความสามารถในการขับเคลื่อนบนทุกสภาพถนน และภูมิประเทศด้วยการพัฒนา และออกแบบเพื่อมุ่งตอบสนองทุกความปรารถนาของลูกค้าผู้ชื่นชอบรถกระบะ ทั้งในด้านความแข็งแกร่ง ทนทาน และการบรรทุกสัมภาระ รวมถึงความอเนกประสงค์ที่มาพร้อมความสะดวกสบายในการโดยสารที่ไม่ต่างไปจากรถยนต์นั่งแบบซีดาน

รถกระบะมิตซูบิชิรุ่นแรกเผยโฉมในนาม ฟอร์เต้ (FORTE) หรือ แอล200 (L200) ในบางประเทศก็ยังคงใช้งานจนถึงปัจจุบัน โดยรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ได้รับการพัฒนาให้แข็งแกร่ง ทนทานต่องานบรรทุกทั้งผู้โดยสาร และสัมภาระ รถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ ขนาดหนึ่งตัน ขับขี่ง่าย สมรรถนะแกร่ง ทนทานกับการใช้งานบรรทุกสัมภาระ จึงได้รับความนิยมไปทั่วโลกในเวลาไม่นาน ทั้งในประเทศที่มีสภาพภูมิอากาศแบบหนาวจัด และแบบทะเลทรายที่ร้อนระอุ กระนั้นมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ยังคงมุ่งมั่นพัฒนารถกระบะให้แก่ลูกค้าขาลุยด้วยการคิดค้นระบบขับเคลื่อนสี่ล้อมาใช้ในรถกระบะ มิตซูบิชิ ฟอร์เต้ รุ่นปี พ.ศ. 2523 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบของยนตรกรรมขับเคลื่อนสี่ล้อยุคใหม่อย่างมิตซูบิชิ ปาเจโร หรือ มอนเทโร และ มิตซูบิชิ เดลิกา

https://www.youtube.com/watch?v=DvjBG1kkW1I

ในเวลาต่อมา รถกระบะมิตซูบิชิถูกส่งไปจำหน่ายในอีกหลายประเทศภายใต้ชื่อ ไทรทัน ซึ่งประสบความสำเร็จ และได้กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนธุรกิจที่สำคัญของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส อีกด้วย ทั้งนี้แพลตฟอร์มของ มิตซูบิชิ ไทรทัน เจอเนอเรชั่นแรก และเจนเนอเรชั่นที่สอง ได้รับการพัฒนาขึ้นที่ศูนย์การผลิตยานยนต์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่เขตโอเอะ เมืองนาโกย่า และต่อมา มิตซูบิชิ ไทรทัน เจอเนอเรชั่นที่สามในปี พ.ศ. 2538 ซึ่งถูกผลิตขึ้น และส่งออกไปยังตลาดทั่วโลกจากศูนย์การผลิตยานยนต์ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส แหลมฉบัง ประเทศไทย และปัจจุบันยังเป็นศูนย์การผลิตยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ด้วยจำนวนการผลิตประมาณ 400,000 คัน เราจะมาร่วมรำลึกย้อนดูถึงการเดินทางของรถกระบะมิตซูบิชิจากรุ่นสู่รุ่น ตั้งแต่ ฟอร์เต้ สู่ 
ไทรทัน และ แอล200

เจนเนอเรชั่นที่ 1

กันยายน พ.ศ. 2521 FORTE รถกระบะขนาดหนึ่งตันเผยโฉมในประเทศญี่ปุ่น และส่งออกภายใต้ชื่อ MITSUBISHI TRUCK และ L200 โดยเริ่มทำการส่งออกไปยังอเมริกาเหนือในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2521 มีจำหน่ายเฉพาะรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ โดยมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และเครื่องยนต์ขนาด 2.6 ลิตร สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ ขณะที่เครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร พัฒนาขึ้นสำหรับตลาดประเทศญี่ปุ่น และภูมิภาคอื่นๆ ทั้งนี้ เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร ก็มีให้เลือกสำหรับตลาดส่งออกโดยทั่วไป และเปิดตัวพร้อมระบบ Part-time 4WD System ครั้งแรกในตุลาคม พ.ศ. 2523

เจนเนอเรชั่นที่ 2

มีนาคม พ.ศ. 2529 รถกระบะมิตซูบิชิได้รับการปรับโฉมใหม่ และครบครันด้วยรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ด้วยสไตล์ตัวถังทั้งแบบสั้น และแบบยาวในรุ่นซิงเกิ้ลแค็บ พร้อมระบบการขับเคลื่อนทั้งแบบสองล้อ และสี่ล้อ มีให้เลือกทั้งเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร และ 2.6 ลิตร รวมถึงเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร (เพิ่มเติมจากเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.3 ลิตร) และในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2534  STRADA ถือเป็นการเปิดตัวครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นโดยมีเฉพาะรุ่นดับเบิ้ลแค็บ

เจนเนอเรชั่นที่ 3

พฤศจิกายน พ.ศ. 2538 รถกระบะมิตซูบิชิรุ่น L200 STRADA เปิดตัวในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ผลิตและส่งออกจากศูนย์การผลิตยานยนต์แหลมฉบัง ประเทศไทย มีให้เลือกในรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ และคลับแค็บ ส่วนรุ่นดับเบิ้ลแค็บได้รับการผลิตขึ้นสำหรับการส่งออก ทั้งนี้ แอล200 สตราด้า ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร พร้อมนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเทคโนโลยี ‘Easy Select 4WD’

เจนเนอเรชั่นที่ 4

สิงหาคม พ.ศ. 2548 รถกระบะมิตซูบิชิ ‘TRITON’ เผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยครบครันทั้งรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรลที่พัฒนาขึ้นใหม่ขนาด 2.5 ลิตร และ3.2 ลิตร มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อแบบ ‘Easy Select 4WD’ และ ‘Super Select 4WD’

เจนเนอเรชั่นที่ 5

พฤศจิกายน พ.ศ. 2557 รถกระบะมิตซูบิชิเจนเนอเรชั่นที่ 5 เปิดตัวในประเทศไทยเป็นแห่งแรกก่อนจะตามมาด้วยการเปิดตัวในประเทศอื่นๆ จัดมาครบทั้งรุ่น ซิงเกิ้ลแค็บ คลับแค็บ และดับเบิ้ลแค็บ มาพร้อมนวัตกรรมเครื่องยนต์ MIVEC เทอร์โบดีเซลขนาด 2.4 ลิตร เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร และเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.4 ลิตร มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อนแบบสองล้อและสี่ล้อพร้อมเทคโนโลยี ‘Super Select 4WD-II’ ควบคุมการเปลี่ยนโหมดขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้า

และที่สำคัญในอีกไม่ช้านี้ยนตรกรรมกระบะรุ่นใหม่แห่งอนาคตจะมาเผยโฉมใหม่เร็วๆนี้


BMW Thailand ร่วมกับ โรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินี พาร์ค มอบประสบการณ์ระดับเวิลด์คลาสด้วย BMW Series5

ในภาพ (จากซ้ายไปขวา)

  1. คุณวิชัย กมลศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเรียนเต็ล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด
  2. คุณเกียรติ ไวโรจนานันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โอเรียนเต็ล อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์วิส จำกัด
  3. มร. ลาร์ส นีลเซ่น ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
  4. มร. สตีเว่น กรีนวูด ผู้จัดการทั่วไปและภาคพื้น โรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินี พาร์ค
  5. มร. ทีโบร์ โฮร์วาธ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร โรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินี พาร์ค
  6. มร. ยาสุฮิโร อิเอะมุระ ผู้อำนวยการฝ่ายขายต่างประเทศ โรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินี พาร์ค
  7. คุณทิพย์ธันวา เขมะศิริ ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับส่วนหน้า โรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินี พาร์ค


เมื่อเร็วๆ นี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และโรงแรมคราวน์พลาซ่า กรุงเทพฯ ลุมพินี พาร์ค  โรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาว ใจกลางกรุงเทพฯ ร่วมฉลองการส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport จำนวน 6 คัน เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ความสะดวกสบายระดับเวิลด์คลาสให้แก่ลูกค้าของโรงแรม
ตอกย้ำจุดยืนในฐานะผู้นำด้านธุรกิจโรงแรมระดับสากล

บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport สะท้อนให้เห็นความหรูหราในสไตล์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 ทั้งยังมาพร้อมกับขุมพลังดีเซลที่เปี่ยมพละกำลัง ผสมผสานเข้ากับบุคลิกสไตล์รถยนต์สปอร์ตได้อย่างลงตัวในทุกขณะของการขับขี่ ส่วนล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke และ BMW Individual high-gloss Shadow Line ก็แต่งเติมความโฉบเฉี่ยวและสง่างามให้กับตัวรถอย่างเต็มขั้น

ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้มาพร้อมกับห้องโดยสารที่ตกแต่งด้วยผิวหน้าลายไม้ในสี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุก ที่เข้าคู่อย่างสมบูรณ์แบบกับพวงมาลัยและเบาะหนัง พร้อมระบบ BMW Gesture Control และหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิงและฟังก์ชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดายและชาญฉลาด

บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport เปี่ยมสมรรถนะด้วยเครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที เร่งความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยทำงานจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด ส่วนอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ที่ 20 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราการปล่อย CO2 เพียง 132 กรัมต่อกิโลเมตร


Privacy Preference Center