Honda จัดแคมเปญ “ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า”บริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี เพื่อสร้างความมั่นใจในการขับขี่ตลอดหน้าฝน

ฮอนด้า จัดแคมเปญ ฝนนี้ ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า
บริการตรวจเช็คสภาพรถฟรี เพื่อสร้างความมั่นใจในการขับขี่ตลอดหน้าฝน

 

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด  จัดแคมเปญ ฝนนี้    ขับขี่มั่นใจ ปลอดภัยกับฮอนด้า” 

โปรโมชั่นสุดพิเศษ

เพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความมั่นใจในทุก การเดินทางตลอดช่วงหน้าฝน โดยเชิญชวนลูกค้าเข้ารับการบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ฟรี 25 รายการ  พร้อมข้อเสนอแคมเปญผ่อนชำระค่าใช้จ่ายงานบริการ ส่วนลดอะไหล่ และโปรแกรมฮอนด้า อัลติเมท แคร์  โดยลูกค้าสามารถนำรถยนต์เข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพ

ที่ศูนย์บริการฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคม 2561


‘Water Go Clean’ อนุรักษ์ และมอบน้ำสะอาดให้ชุมชนกิจกรรมจิตอาสาจาก ‘ฟอร์ด’

ฟอร์ด ประเทศไทย นำอาสาสมัครฟอร์ด พร้อมคณะสื่อมวลชน ร่วมกิจกรรมเพื่อสังคมในเดือนของอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลก (Ford Global Caring Month) ด้วยการร่วมอนุรักษ์น้ำ และมอบน้ำสะอาดให้ชุมชน ในโครงการ ‘Water Go Clean’ ณ โรงเรียนบ้านสองพี่น้อง ตำบลสองสลึง อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นชุมชนที่ยังขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการอุปโภค และบริโภค โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินโครงการจากกองทุน Ford Motor Company Fund

ฟอร์ด ประเทศไทย นำทีมอาสาสมัคร จากสำนักงานฟอร์ด ประเทศไทย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง และ ผู้จำหน่ายฟอร์ด เอก กรุ๊ป จังหวัดระยอง ลงพื้นที่ร่วมกับครู นักเรียน และคนในชุมชน ในโครงการน้ำสะอาดเพื่อชุมชน Water Go Clean ด้วยการติดตั้งระบบกรองน้ำดื่ม เพื่อมอบแหล่งน้ำสะอาดให้แก่ชุมชน พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่จากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้ความรู้แก่นักเรียนและชุมชนเกี่ยวกับแนวทางการอนุรักษ์น้ำ และขั้นตอนการผลิตน้ำสะอาด เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญในการช่วยกันรักษาแหล่งน้ำ พร้อมอบรมเทคนิคการตรวจวัดน้ำอย่างง่ายๆ อาทิ ตรวจวัดความกระด้างของน้ำ คลอรีนที่ปนเปื้อนกับน้ำ ค่า pH หรือความเป็นกรดด่างของน้ำ เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในน้ำ โดยใช้สารละลาย และกระดาษเทียบความแตกต่างของสีกระดาษ

นอกจากนี้ อาสาสมัครฟอร์ด ยังได้แสดงพลังจิตอาสา ด้วยการร่วมกันทำกิจกรรมทำความสะอาดร่องน้ำ ขุดลอกทำความสะอาดร่องน้ำธรรมชาติที่มีการสะสมของดิน และขยะทำให้เกิดมลภาวะ และยังช่วยกันบำบัดแหล่งน้ำในชุมชน ด้วยการติดตั้งเครื่องตีน้ำเติมอากาศพลังแสงอาทิตย์เพื่อเติมก๊าซออกซิเจนลงไปในน้ำ  และบำบัดปรับคุณภาพของน้ำให้ดีขึ้น โดยการนำน้ำหมักจุลินทรีย์อีเอ็มชนิดน้ำ และจุลินทรีย์อีเอ็มบอลใส่ลงในบ่อน้ำ เพื่อปรับสภาพน้ำก่อนที่น้ำจะไหลลงสู่แหล่งน้ำของชุมชน พร้อมปลูกต้นไม้บริเวณสองฝั่งถนนที่ตั้งของฝายกักเก็บน้ำ เพื่อช่วยลดการพังทลายของตลิ่งนางสาวบุสรา วงชารี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านสองพี่น้อง กล่าวว่า “โรงเรียนขอขอบคุณ ฟอร์ด ที่เล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรน้ำ โครงการ Water Go Clean เป็นประโยชน์กับโรงเรียนของเรามาก เพราะโรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังขาดแคลนน้ำสะอาดสำหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภค อุปกรณ์ที่ช่วยเรื่องการจัดการน้ำสะอาดที่ฟอร์ดนำมามอบให้กับโรงเรียนและชุมชนของเราเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางจิตใจและเป็นประโยชน์กับพวกเรามาก เราสัญญาว่าจะดูแลรักษาสิ่งที่เราได้รับน้ำใจจากฟอร์ดในวันนี้อย่างดี และนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”

สำหรับในประเทศไทย ฟอร์ด เล็งเห็นถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภค และเกษตรกรรม จึงได้ดำเนินโครงการเพื่อสังคมเกี่ยวกับน้ำ รวม 3 กิจกรรม คือ โครงการ Water Go Green, Water Go Clean และ Water Go Life เพื่อขยายขอบเขตกิจกรรมเพื่อสังคมเกี่ยวกับน้ำในรูปแบบต่างๆ ที่ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ ตลอดเดือนกันยายนในปีนี้ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณการดำเนินโครงการ Ford Global Caring Month ในประเทศไทย จากกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ฟันด์ (Ford Motor Company Fund)

ฟอร์ดมีเจตนารมณ์หลักในการมุ่งเดินหน้าเปลี่ยนวิถีการขับเคลื่อนสังคม ด้วยการทำกิจกรรมที่คืนสิ่งดีๆ สู่สังคม ด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนที่ฟอร์ดเข้าไปดำเนินธุรกิจ พร้อมช่วยเหลือ อนุรักษ์ และปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชมอย่างยั่งยืนตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน

กิจกรรมภายใต้โครงการ Ford Global Caring Month ของอาสามัครฟอร์ดทั่วโลก มีมาตั้งแต่ปี 2005 ซึ่งอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลก ได้ใช้เวลาในการทำกิจกรรมเพื่อสังคมไปกว่า 1.5 ล้านชั่วโมงใน 50 ประเทศทั่วโลก


แกร็บ จับมือ สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ร่วมยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน

แกร็บ จับมือ สมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย ร่วมยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน 

แกร็บ ประเทศไทย นำโดย นายธรินทร์ ธนียวัน (ซ้าย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ และสมาคมคนหูหนวกแห่งประเทศไทย นำโดยนายวิทยุต บุนนาค (ขวา)  นายกสมาคมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือสนับสนุนการยกระดับรายได้ของผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินเพื่อสานต่อพันธกิจในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคม รวมถึงผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินให้มีโอกาสและทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น  พร้อมสร้างรายได้เพื่อดูแลตนเองและครอบครัวอย่างมีความสุข โดยภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว สมาคมจะทำการเชิญชวนผู้บกพร่องทางการได้ยินที่มีใบอนุญาตขับขี่ ใช้เครื่องช่วยฟัง   และสามารถอ่านเขียนภาษาไทยได้ ที่สนใจสมัครเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่แกร็บ มาเข้ารับการอบรม เพื่อให้บริการขับขี่ พร้อมรับสวัสดิการ รวมถึงสิทธิประโยชน์พิเศษต่างๆ จากแกร็บ

 

ผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินที่สนใจสมัครเป็นพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ แกร็บ สามารถเข้าร่วมงานรับสมัครและอบรมพาร์ทเนอร์ผู้ขับขี่ ซึ่งจัดขึ้นเป็นพิเศษสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน ณ สำนักงานแกร็บ ประเทศไทย ชั้น 8 อาคารธนภูมิ ถนนเพชรบุรี ระหว่างวันที่ 29-30 ตุลาคม 2561 สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์ และวันที่ 31ตุลาคม2561 สำหรับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยการอบรมจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป

 ทั้งนี้ ผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถแจ้งความจำนงค์ในการสมัครและดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/2OcIEOu หรือติดต่อที่สำนักงานแกร็บ ประเทศไทย ชั้น30 อาคารธนภูมิ


อิเกีย เปิดแรงบันดาลใจแต่งบ้านผ่าน 4 ธีมหลัก ตอบโจทย์ครอบครัวคนไทย

จากรูปมร. โทมัส ไฟรเบิร์ก (กลาง) ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ พร้อมด้วยนางสาววรันธร เตชะคุณากร รองผู้จัดการแผนกสื่อสารและตกแต่งภายใน อิเกีย บางใหญ่ และนายธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล (แก็ป) นักแสดงและสถาปนิก ร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัว 4 ธีมหลักในการแต่งบ้าน จัดสรรพื้นที่แห่งความสุขให้กับครอบครัวไทย และเปิดตัว “แคตตาล็อกอิเกีย 2019”

“มุ่งมั่นสรรค์สร้างชีวิตที่ดีกว่าให้กับผู้คนทั่วไปในทุกๆ วัน” คือคำมั่นสัญญาและวิสัยทัศน์ที่อิเกียยึดมั่นมาโดยตลอด 75 ปีที่ดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ อิเกียได้ศึกษารูปแบบการใช้ชีวิต ความต้องการและปัญหาต่างๆ ของคนไทยแบบเจาะลึก เพื่อนำเสนอแรงบันดาลใจในการแต่งบ้านที่ตอบโจทย์ครอบครัวคนไทย ผ่าน 4 ธีมหลัก* ได้แก่ จัดสรรพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัว (Organize your living) จัดสรรพื้นที่สำหรับบ้านที่มีเด็ก (Living with children) จัดสรรพื้นที่สำหรับบ้านพื้นที่จำกัด (Small space living) และจัดสรรพื้นที่สำหรับความยั่งยืน (Sustainability)

มร. โทมัส ไฟรเบิร์ก ผู้จัดการสโตร์ อิเกีย บางใหญ่ กล่าวว่า “อิเกียให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจถึงความต้องการ ความจำเป็นในการอยู่อาศัย และปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจแต่งบ้านหรือเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ของผู้คนทั่วโลก จึงได้เริ่มทำการสำรวจและจัดทำรายงานที่เรียกว่า Life At Home ตั้งแต่ปี 2557 สำหรับประเทศไทยนั้น เราดำเนินการสำรวจผ่านการพูดคุย และออกไปเยี่ยมบ้านลูกค้า โดยพบว่า วัฒนธรรมไทยให้ความสำคัญกับครอบครัว และมีสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้นมาก “บ้าน” สำหรับคนไทยเป็นที่ที่พิเศษ มีความหมายมาก แต่ในขณะเดียวกัน บริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ก็มีผลต่อรูปแบบของครอบครัวไทย และมีความท้าทายใหม่ๆ ที่ต้องเผชิญ อิเกียจึงได้นำเสนอแรงบันดาลใจในการจัดสรรพื้นที่ในบ้าน เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของคนไทย ผ่าน 4 ธีมหลัก โดยธีมแรกที่เราจะเปิดตัวในช่วงเดือนกันยายน–พฤศจิกายนนี้ คือ จัดสรรพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัว

อิเกียนำเสนอแนวคิด จัดสรรพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัว” โดยจัดห้องตัวอย่างเพื่อถ่ายทอดแนวทางการจัดสรรพื้นที่ตอบโจทย์ครอบครัวไทยทั้ง 4 รูปแบบ** ได้แก่ คนโสดหรือครอบครัวคู่แต่งงานใหม่ ครอบครัวรุ่นใหม่ ครอบครัวที่มีสมาชิกหลายช่วงวัย และครอบครัวแบบดั้งเดิม โดยจะเน้นที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นพื้นที่รวมของทุกคนในบ้าน ที่สามารถจัดแบ่งพื้นที่และสร้างมุมโปรดไว้เพื่อผ่อนคลายได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นการจัดเก็บ และจัดสรรพื้นที่โดยคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของทุกคนในครอบครัว

นอกจากนี้ ภายในงานแถลงข่าว ยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านการแต่งบ้าน ได้แก่ นางสาววรันธร เตชะคุณากร รองผู้จัดการแผนกสื่อสารและตกแต่งภายใน อิเกีย บางใหญ่ และ แก็ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล นักแสดง พิธีกร และสถาปนิกไฟแรง ร่วมพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมให้คำแนะนำดีๆ ในการจัดสรรพื้นที่ให้กับทุกคน

นางสาววรันธร เตชะคุณากร รองผู้จัดการแผนกสื่อสารและตกแต่งภายใน ให้คำแนะนำในการจัดสรรพื้นที่ว่า “การที่พนักงานอิเกียได้พูดคุยกับลูกค้า รวมถึงการสำรวจและออกไปเยี่ยมบ้านลูกค้า ทำให้เรารู้ความต้องการ และเข้าใจปัญหาในบ้านของลูกค้ามากขึ้น ซึ่งสามารถนำกลับมาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้สโตร์ของเราใกล้ชิดกับลูกค้ามากยิ่งขึ้น ปัญหาที่พบส่วนใหญ่ในครัวเรือนไทย คือ ปัญหาการจัดเก็บ สำหรับใครที่คิดไม่ออกว่าจะจัดการการจัดเก็บในบ้านอย่างไร อยากให้กลับมาคิดว่า กิจกรรมที่เราทำเป็นประจำคืออะไร ไม่ว่าเราจะอยู่ในครอบครัวแบบใด ครอบครัวเล็ก ครอบครัวใหญ่ มีสมาชิกเยอะ หรือมีสมาชิกต่างวัยกัน สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรกคือ กิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้าน เช่น ถ้าเราอยู่บ้านนี้คนเดียว เราทำอะไรบ้างในห้องนั่งเล่น เราต้องการอะไรบ้าง หรือเราอยู่กับญาติผู้ใหญ่ เราจะแบ่งพื้นที่กันอย่างไร เราใช้หรือทำกิจกรรมอะไรร่วมกัน ถ้าเราเริ่มต้นจากตรงนี้ จะช่วยให้เราจัดบ้านได้ตามความต้องการ ช่วยให้เราแก้ปัญหาได้ถูกจุด นอกจากนี้ กิจกรรมต่างๆ ที่เราชอบทำในห้องนั้นๆ จะสร้างบรรยากาศความเป็นตัวของตัวเอง เราจะรู้สึกว่าพื้นที่นี้เป็นของเราและรู้สึกผ่อนคลายโดยอัตโนมัติ”

ด้าน แก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล กล่าวว่า “ตอนวัยรุ่นที่ผมอยู่ในครอบครัวใหญ่ ปัญหาที่พบ คือ จำนวนคนในบ้านมีมาก ในขณะที่พื้นที่มีน้อย ยิ่งพอเราโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งต้องการพื้นที่ส่วนตัวมากขึ้น ของก็เยอะมากขึ้นตามวัย หรือแม้แต่ตอนที่ผมย้ายไปอยู่กับภรรยา ครอบครัวขนาดเล็กลง มีพื้นที่มากขึ้น แต่ปัญหาเรื่องพื้นที่ก็ยังมีอยู่ ไม่ว่าคุณจะอยู่ในบ้านที่เป็นลักษณะไหนก็ตาม เรายังจำเป็นต้องจัดสรรพื้นที่ในบ้านอยู่เสมอ ผมมองว่าการจัดการหรือการจัดระเบียบเป็นหัวใจสำคัญของการใช้ชีวิตในบ้าน เพราะหากเราจัดการกับของพวกนี้ได้ เราจะมีพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาหาของ และเมื่อทุกอย่างจัดเป็นที่เป็นทางอย่างลงตัวแล้ว จะส่งผลเราใช้ชีวิตประจำวันได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น”

นอกจากนี้ อิเกียยังได้เปิดตัว “แคตตาล็อกอิเกีย 2019” ซึ่งอัดแน่นด้วยแรงบันดาลใจ ไอเดียการแต่งบ้าน สินค้าคอลเล็คชั่นใหม่ๆ รวมถึงเคล็ดลับที่เหมาะกับรูปแบบครอบครัวและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน พร้อมฉลองโอกาสพิเศษ ครบรอบ 75 ปีอิเกีย แบรนด์ที่เริ่มต้นจากก้าวเล็กๆ สู่การเป็นผู้นำระดับโลกด้านเฟอร์นิเจอร์และสินค้าตกแต่งบ้าน

*แรงบันดาลใจในการแต่งบ้าน 4 ธีมหลักประจำปี 2019 จากอิเกีย

การตกแต่งห้องในธีมที่ 1 จัดสรรพื้นที่สำหรับทุกคนในครอบครัว โดยเน้นที่ห้องนั่งเล่นของครอบครัวซึ่งสามารถทำให้เป็นระเบียบด้วยการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่มีฟังก์ชั่นการจัดเก็บ อย่างชั้นวางของ KALLAX/คอลแล็กซ์ เฟอร์นิเจอร์ชาญฉลาดที่พร้อมสำหรับการขยับขยายและปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการจัดเก็บ ด้วยความที่เราอยากให้ห้องนั่งเล่นเป็นพื้นที่เพื่อการผ่อนคลายของทุกคนในครอบครัว จึงเลือกใช้โทนสีที่นุ่มนวล สบายตา ซึ่งให้ความรู้สึกสงบ สบาย และผ่อนคลายเป็นหลัก

ตัวอย่างการจัดแต่งในธีมที่ 2 3 และ 4 ได้แก่ จัดสรรพื้นที่สำหรับบ้านที่มีเด็ก จัดสรรพื้นที่สำหรับบ้านพื้นที่จำกัด และจัดสรรพื้นที่สำหรับความยั่งยืน


แฟชั่นไอส์แลนด์ มอเตอร์ โชว์ 2018 ‘เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส’ จัดโปรแรงข้อเสนอเดียวกับ BMW Xpo 2018

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ขนทัพรถยนต์รุ่นใหม่เข้าร่วมงาน FASHION ISLAND MOTOR SHOW 2018 ระหว่างวันที่ 21-30 กันยายน ณ ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ รามอินทรา

โดยภายในงานได้นำรถยนต์รุ่นใหม่มาจัดแสดงโชว์หลากหลายรุ่น อาทิ บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport , 520d M Sport , X1 sDrive 18d xLine และ X5 xDrive 40e M Sport และสำหรับผู้ที่จองรถภายในงานจะได้รับข้อเสนอเดียวกันกับงาน BMW Xpo 2018 พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ผ่อนสบายด้วยดอกเบี้ย 0% นาน 5 ปี* พร้อมรับขัอเสนอพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ

• รับฟรีปีที่ 6* BMW Maintenance (BSI) / 120,000 กิโลเมตร • BMW Warranty ฟรี 6 ปี ไม่จำกัดระยะทาง* • BMW Mobility Service ฟรี 6 ปี • สำหรับ BMW eDrive รับประกัน BMW High Voltage Battery นาน 10 ปี

หากลูกค้ามีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ โชว์รูม เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส สาขา รามอินทรา โทร. 0-2900-5700 และสาขาจรัญสนิทวงศ์ โทร.0-2880-0999

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
*สำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นที่เข้าร่วมรายการ* พร้อมด้วยแพ็คเกจบริการ BSI Ultimate มอบระยะเวลาการบำรุงรักษาฟรี 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง โดยมีกำหนดส่งมอบรถไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2561 จะได้รับการขยายระยะเวลาโปรแกรม BSI ครอบคลุมการบำรุงรักษาฟรี 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร พร้อมรับประกัน 6 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง

*** ข้อเสนอการขยายเวลาในโครงการ BSI และการรับประกันนี้ ไม่ครอบคลุมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล i และบีเอ็มดับเบิลยู X4 (F26) ***


‘4F’ แบรนด์ไลฟ์สไตล์กีฬาส่งตรงจาก ‘โปแลนด์’ เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย

‘4F’ (โฟร์เอฟ) แบรนด์ไลฟ์สไตล์กีฬาจากประเทศโปแลนด์ เปิดตัวร้านในรูปแบบโมโนแบรนด์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ณ ชั้น 1 ห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี ห้างสรรพสินค้าชั้นนำของประเทศไทย ผู้ผสมผสานเทคโนโลยีแบบ Interactive เพื่อสร้างประสบการณ์ Retail แบบใหม่ใจกลางกรุงเทพฯ

‘4F’ ได้ก่อตั้งขึ้นมาในปี 2007 โดย Mr.Igor Klaja ด้วยความหลงไหลในกีฬา เขาจึงตัดสินใจที่จะสร้างแบรนด์ไลฟ์สไตล์กีฬาเป็นของตัวเอง โดยเขาต้องการที่จะสร้างสรรค์ชุดกีฬาคุณภาพดีที่ทุกคนสามารถสวมใส่ได้ ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาอาชีพหรือเล่นกีฬาเป็นงานอดิเรกก็ตาม ก่อนหน้าที่ Klaja จะเริ่มแบรนด์เป็นของตัวเอง เขาได้มีประสบการณ์ทำงานเป็นพนักงานขายที่ร้านอุปกรณ์กีฬาแห่งหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในไอเท็มที่ขายดีมากที่สุดของทางร้านคือ แจ็คเก็ตผ้าฟลีซ เขามองเห็นศักยภาพของสินค้าชิ้นนี้ เขาจึงเริ่มเดินทางไปทั่วประเทศโปแลนด์เพื่อขายสินค้าชนิดนี้จากรถของเขา หลังจากที่ได้รับการตอบรับสักระยะหนึ่ง เขาจึงเริ่มเพิ่มชนิดของสินค้าให้มีมากขึ้น และเปิดตัวในชื่อแบรนด์ 4FUN ในปี 2003 และเปลี่ยนชื่อเป็น ‘4F’ ในปัจุบัน

ในปัจจุบัน ‘4F’ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง และมีเอกลักษณ์งานดีไซน์ที่สามารถใช้ได้จริง ‘4F’ เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์กีฬาชั้นนำระดับโลกที่มีร้านมากกว่า 200 แห่งใน 35 ประเทศทั่วโลก และยังเป็นที่ไว้วางใจของนักกีฬามืออาชีพและสโมสรกีฬาในหลายๆ แห่ง ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคฤดูหนาวครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นที่พย็องชัง ประเทศเกาหลีใต้ นักกีฬาทีมชาติของประเทศโปแลนด์และอีก 5 ปรเทศ ยังได้สวมใส่แบรนด์ ‘4F’ อีกด้วย


นักกีฬามืออาชีพที่สวมใส่แบรนด์ยังมีอีกหลายคนเช่นนักกีฬาสกีกระโดดไกล Maciej Kot และ Kamil Stoch รวมไปถึง Daniels Laizans นักกีฬา สตรีท เวิร์คเอาท์ (Street Workout) ชาวลัตเวีย ผู้ชนะการแข่งขัน Street Workout Champion 2017


เทรนด์ของการดูแลสุขภาพ และการออกกำลังกายกำลังมาแรงในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่พบเห็นได้บ่อยขึ้น การเข้าฟิตเนส หรือแม้แต่การแต่งตัวที่ดูมีความทะมัดทะแมง คล้ายชุดกีฬา คนไทยหันมาตามเทรนด์โลกอย่าง Athleisure มากขึ้น และชอบการผสมผสานเสื้อผ้าที่ใช้ในการออกกำลังกายให้เข้ากับเสื้อผ้าแบบอื่นๆในชีวิตประจำวัน


ถือเป็นโอกาสอันดีในการแนะนำแบรนด์ 4F ให้ชาวไทยได้รู้จัก และห้างสรรพสินค้า สยามดิสคัฟเวอรี ก็เป็นที่ๆ เหมาะสมในการเปิดร้านแห่งแรกในเมืองไทยเพราะเป็นแหล่งรวมแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำระดับโลก

 ‘4F’ ยังมีแผนที่จะขยายสาขาเพิ่มอีก 3 – 4 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑลภายในปี 2019 เพื่อขยายฐานลูกค้าชาวไทย ‘4F’ ยังมีแผนที่จะเป็นสปอนเซอร์การแข่งขันกีฬาต่างๆ และจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงต้นปีหน้า 2562 อีกด้วย

สามารถพบกับเครื่องแต่งกายและสินค้าไลฟ์สไตล์จากแบรนด์ 4F ได้แล้ววันนี้ ที่ชั้น 1 ของห้างสรรพสินค้า สยามดิสคัฟเวอรี และที่ www.4fthailand.com, facebook.com/4FThailand และทาง Instagram:@4f_thailand #4FTHAILAND #MOVE4FUN


24 KILATES X ASICSTIGER GEL-LYTE III “EXPRESS”

24 KILATES (ทเว้นตี้โฟล์ กิลาเต้) ร้านสนีกเกอร์ระดับโลก และ ASICSTIGER (เอสิกส์ไทเกอร์) แบรนด์สนีกเกอร์ระดับตำนาน เดินทางกลับ มาร่วมงานกันอีกครั้งในรองเท้ารุ่น Limited Edition รุ่นใหม่ โดยจะพาคุณเดินทางไปบนขบวนรถไฟสุดหรู “24 KILATES x ASICSTIGER GEL-LYTE III EXPRESS” อันได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “Eastern & Oriental Express” (อีสเทิร์น แอนด์ โอเรียนทอล เอ็กซ์เพรส) ขบวน รถไฟไทยเส้นทางกรุงเทพ – สิงคโปร์ที่ขึ้นชื่อในเรื่องความหรูหราติดอันดับโลก

Eastern & Oriental Express จัดได้ว่าเป็นหนึ่งในการเดินทางที่หรูหราและน่าประจับใจที่สุดเส้นทางหนึ่งในโลก เปิดให้บริการครั้งแรกในปี1995 ซึ่งก็ครบรอบ 25 ปีในปีนี้ โดยจุดเด่นของขบวนรถไฟสายนี้คือการเดินทางบนขบวนรถที่ได้รับการการตกแต่งอย่างอลังการ เดินทางไป บนเส้นทางที่สวยที่สุดของประเทศไทย ผ่านจุดชมวิวที่ได้ดื่มด่ำกับทัศนียภาพอันสวยงามของสองข้างทางและตามจุดชมวิวต่างๆ ได้สัมผัสทั้ง วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนท้องถิ่นไปพร้อมการบริการอันหรูหราในระดับเดียวกับโรงแรม 5 ดาว เส้นทางนี้จึงเป็นหนึ่งในจุดหมายของนักท่อง เที่ยวทั่วโลก และเมื่อได้สัมฟัสก็จะกลายเป็นประสบการณ์สำคัญไปตลอดชีวิต

สำหรับการร่วมงานครั้งนี้ 24 KILATES ได้หยิบโมเดลสุดคลาสสิกอย่าง “ASICS GEL-LYTE III” จากปี 1990 มาออกแบบ โดยรุ่นนี้มี เอกลักษณ์ที่ลิ้นรองเท้าแบบแยกออกจากกันหรือ “split-tongue” ซึ่งโอบกระชับหน้าเท้าจากด้านข้างทำให้ใส่สบายและให้ความมั่นคงสูง เป็นจุด เด่นที่ใครเห็นก็ต้องสะดุดตา กลายเป็นสนีกเกอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมาจนถึงปัจจุบัน

ในรุ่นนี้ 24 KILATES ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากขบวนรถไฟ Eastern & Oriental Express สู่ GEL-LYTE III ด้วยคู่สี “เขียว/ทอง” ของ ตู้รถไฟ และผลิตในวัสดุระดับ Premium เพื่อให้ได้สัมผัสการสวมใส่ที่หรูหราเช่นเดียวกับบรรยากาศภายในขบวนรถไฟ ตัวรองเท้าจะใช้หนัง กลับสีเขียวบริเวณปลายเท้าและข้อเท้าด้านหลัง ประกอบด้านข้างด้วยหนังแท้และหนังกลับสีแทนอมส้ม ให้ความโดดเด่นด้วยสีทองที่บริเวณแถบ ด้านข้างไปจนถึงช่วงพื้นกลาง และใช้สีทองในรายละเอียดต่างๆ ที่ลิ้นรองเท้าจะออกแบบป้ายโลโก้ 24 KILATES ในสไตล์เดียวกับสัญลักษณ์ของ ขบวนรถไฟสายนี้

ทุกคู่จะมาพร้อมเชือกรองเท้าในคู่สีรวม 3 ชุด หุ้มปลายเชือกรองเท้าด้วยโลหะสีทอง บรรจุมาในกล่องสุดหรูที่ผลิตขึ้นเป็น Special Package แบบ Excusive วางจำหน่ายเฉพาะที่ร้าน 24 KILATES สาขากรุงเทพมหานครเท่านั้น มีกำหนดวางจำหน่าย ในวันที่ 29 กันยายน 2561 และวาง จำหน่ายในร้านรองเท้าตัวแทน ASICSTIGER ชั้นนำทั่วโลกในวันที่ 6 ตุลาคม 2561

http://www.24-kts-bkk.com/


แล้วชีวิตหลังเกษียณ จะไม่เป็นเรื่องที่น่าเบื่ออีกต่อไป ! เทคโนโลยีขับขี่สุดล้ำช่วย “ซิลเวอร์เอจ” เจนใหม่วัยเกษียณ ใช้ชีวิตแอคทีฟ ไปไหนได้ตามใจ

เคยลองวาดภาพตัวเองในวัยเกษียณไว้บ้างไหม? เราจะยังคงท่องเที่ยว เดินทาง ผจญภัย ออกกำลังกาย พบปะเพื่อนฝูง ดูแลครอบครัว หรือทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เราชอบเหมือนอย่างที่เราเคยทำหรือไม่?

 ด้วยการเอาใจใส่ดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่ รวมไปถึงการสาธารณสุขและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ส่งผลให้ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าเดิม ในวัยก่อนเกษียณและหลังเกษียณ เราจึงเห็นคนในวัย “ซิลเวอร์เอจ” (Silver Age) ยังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง คล่องแคล่ว กระปรี้กระเปร่า แทบไม่ต่างจากคนวัยทำงาน เพราะฉะนั้น คงไม่ต้องกังวลเลยว่าอายุที่เพิ่มขึ้นจะเป็นอุปสรรคกับการใช้ชีวิตแอคทีฟเดิมๆ ของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาอำนวยความสะดวกและเพิ่มความปลอดภัยให้ทุกกิจกรรมกลายเป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล

ซิลเวอร์เอจ วัยแห่งความสุข

เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) คนที่มีอายุประมาณ 55-70 ปี หรือวัยก่อนเกษียณ ไปจนถึงช่วง 10 ปีหลังเกษียณ เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อเรียกประจำเจเนอเรชั่นว่า ซิลเวอร์เอจ แม้จะถูกตั้งชื่อตามผมสีขาวหรือผมสีเงินที่มักเกิดขึ้นในวัยนี้ แต่ซิลเวอร์เอจ หรือวัยเกษียณในปัจจุบัน กลับเป็นเจเนอเรชั่นที่ใครๆ แอบอิจฉา เพราะปลอดจากภาระ มีอิสระ มีกำลังซื้อ มีโอกาสได้ทำกิจกรรมต่างๆ ได้เต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เวลากับครอบครัว การออกกำลังกายได้สม่ำเสมอ การทำตามความฝันหรือบรรลุเป้าหมายส่วนตัว รวมไปถึงการเดินทางท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ หรือผจญภัยไปในที่ต่างๆ เพื่อให้รางวัลตัวเองอย่างมีความสุข และยังมีซิลเวอร์เอจอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังทำงานต่อ หรือทำกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อนำประสบการณ์ ทักษะ ความรู้ และศักยภาพที่สั่งสมไว้ ไปใช้ให้เกิดเป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม

ไลฟ์สไตล์แอคทีฟ เคล็ดไม่ลับอายุยืน

งานวิจัยในระดับนานาชาติต่างเห็นพ้องต้องกันว่า กลุ่มซิลเวอร์เอจที่ยังแข็งแรง ใช้ชีวิตแอคทีฟ ดูแลสุขภาพ ทำกิจกรรมและงานอดิเรกเป็นประจำ มีมุมมองในเชิงบวก ใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีความหมาย มีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนขึ้น

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมหรือเคลื่อนไหวออกแรงในชีวิตประจำวันสม่ำเสมอ คือ เคล็ดลับอันดับหนึ่งที่ทำให้อายุยืน มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยแนะนำให้วัยเกษียณเคลื่อนไหว ออกแรง หรือออกกำลังระดับปานกลางที่ทำให้หายใจแรงขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นหายใจหอบ สะสมให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน อาจเป็นการออกกำลังกายรวดเดียว 30 นาที หรือแบ่งเป็นช่วง ช่วงละ 10-15 นาที ตรงกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกว่ากิจกรรมเคลื่อนไหวที่ออกแรงเทียบเท่าการเดินเร็ว 150 นาที ต่อสัปดาห์ ช่วยให้อายุยืน เช่น การทำงานบ้าน เดินไปธุระ ทำสวน ทำให้ร่างกายได้เคลื่อนไหว เน้นเสริมสร้างการทำงานของร่างกายแต่ละส่วน ก็มีผลดีต่ออารมณ์ ช่วยลดความเครียดและโอกาสเป็นโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้

นอกจากการฟิตร่างกายแล้ว การบริหารสมองให้แอคทีฟทุกวันก็ยังสำคัญไม่แพ้กัน เพราะกิจกรรมกระตุ้นสมรรถภาพสมองทั้งทางตรงและทางอ้อม ช่วยชะลอการเกิดโรคสมองเสื่อม กิจกรรมง่ายๆ อย่างการเขียนอ่าน เล่นเกมอักษรไขว้ เล่นหมากรุก ไพ่นกกระจอก หรือเกมส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา มีผลดีต่อทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจ และระบบความจำในวัยนี้

 

อีกหนึ่งกิจกรรมที่มีผลดีต่อสุขภาพกายและใจของกลุ่มซิลเวอร์เอจที่ยังมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและทักษะด้านการรับรู้และความคิดความเข้าใจสมบูรณ์ คือ การขับรถ งานวิจัยในต่างประเทศพบว่า การหยุดขับรถทำให้วัยเกษียณมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 2 เท่าตัวและมีสุขภาพกายถดถอยมากกว่า เมื่อเทียบกับคนเพศและวัยเดียวกันที่ยังขับรถอยู่ ทั้งนี้เนื่องจากการขับรถเป็นการมอบอิสรภาพในการเดินทาง แสดงถึงการพึ่งพาตนเองได้ การขับรถไปทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อการเดินทางไปพักผ่อน ทำให้วัยเกษียณยังมีส่วนร่วมทางสังคม คงความคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง มีความภูมิใจในตัวเอง มีส่วนช่วยยกระดับชีวิตและคุณค่าของวัยนี้ อีกทั้งช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยวความกังวลว่าจะถูกทอดทิ้ง และไม่เป็นภาระแก่ผู้อื่น สอดคล้องกับ ผลการวิจัยในไทย AWUSO Society 4.0 แก่แต่วัย หัวใจยังเก๋า โดยวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า วัยเกษียณครึ่งหนึ่งชอบเดินทางท่องเที่ยวด้วยรถยนต์ส่วนตัว เพราะเดินทางได้อย่างเป็นอิสระ สามารถชมวิวทิวทัศน์สองข้างทาง และสะดวกในการแวะเข้าห้องน้ำได้ตลอด

 

เทคโนโลยีขับขี่ล้ำสมัย ตัวช่วยชีวิตแอคทีฟ

เพราะวัยเกษียณในปัจจุบันยังคงความแอคทีฟด้วยด้วยการทำกิจกรรมมากมายเช่นเดียวกับวัยอื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการในการใช้ชีวิต ช่วยให้วัยซิลเวอร์เอจมีอิสระในการเดินทาง ทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันอย่างแอคทีฟและมีความสุข ซึ่งมีส่วนสำคัญในการยืดอายุให้ยืนยาวยิ่งขึ้น และสามารถพึ่งพาตนเองได้ยาวนานยิ่งขึ้น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์บางรายได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมอบความมั่นใจและความสะดวกสบายให้กับผู้ขับทุกกลุ่ม ทุกวัย ตัวอย่างเช่น ฟอร์ด ที่ติดตั้งเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อัจฉริยะ (Advanced Driving Assist Technology) ที่รวบรวมฟังก์ชั่นมากมายเพื่อมอบความคล่องตัวในการขับขี่

รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลาง อย่างฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ที่ได้รับรางวัลมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก ศูนย์ทดสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านยานยนต์แห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN New Car Assessment Program) และรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมประจำปี 2558 (Thailand Car of the Year 2015) โดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์ไทย (สรยท.) มาพร้อมระบบควบคุมความเร็วแบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control) เมื่อกดปุ่ม ระบบจะควบคุมความเร็วตามที่กำหนด และรักษาระยะห่างจากรถคันหน้าให้อัตโนมัติ ระบบจะช่วยเบรกและเร่งความเร็วให้ตามระยะห่างจากรถคันหน้า ทำให้ผู้ขับไม่ต้องคอยเหยียบเบรกและคันเร่ง หรือปิด-เปิดระบบควบคุมความเร็วใหม่ ช่วยให้การขับรถระยะไกลเป็นเรื่องง่าย สะดวกสบาย และปลอดภัย ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน ซึ่งผสานระบบเบรกแบบ Autonomous Emergency Braking (AEB) เข้ากับระบบตรวจจับคนเดินถนนและระบบตรวจจับยานพาหนะบริเวณรอบตัวรถ เพื่อหยุดรถและช่วยลดอัตราการชนท้ายและการชนคนเดินถนน ระบบตรวจจับลมยาง (Tire Pressure Monitoring System) ซึ่งคอยตรวจวัดความดันลมในยางล้อทั้ง 4 ล้อ และเตือนผู้ใช้งานเมื่อความดันลมเปลี่ยนแปลง ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและยืดอายุการใช้งานของยาง รวมไปถึงระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ใช้กล้องที่ติดตั้งไว้ด้านหลังของกระจกมองหลัง คอยตรวจจับเส้นแบ่งเลนถนนและการไถลออกนอกเลนโดยไม่ได้ตั้งใจ หากกล้องตรวจจับได้ว่ารถกำลังเคลื่อนตัวออกนอกเลนอย่างไม่ได้ตั้งใจ ระบบจะเตือนด้วยสัญลักษณ์บนแผงหน้าปัด พร้อมการสั่นบนพวงมาลัย เพื่อให้ผู้ขับขี่รักษาตำแหน่งรถยนต์ให้อยู่ในเลน ทั้งยังช่วยระวังผู้ใช้จักรยาน หรือพาหนะอื่นๆ ที่อยู่ในเลนอื่นให้อีกด้วย

นอกจากนี้ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ๆ ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายและปลอดภัยรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบตรวจจับรถขณะออกจากซองจอด (Cross Traffic Alert) ระบบช่วยจอดอัจฉริยะ (Active Park Assist) ระบบตรวจจับรถในจุดบอด (BLIS – Blind Spot Information System) ที่มาพร้อมกล้องมองหลังขณะถอยจอดและสัญญาณเตือนระยะจอดด้านหน้า รวมถึงการเชื่อมต่ออัจฉริยะอย่างระบบซิงค์ 3 (SYNC 3) ระบบสั่งงานด้วยเสียงที่รองรับภาษาไทย เพื่อการโทรเข้า รับสาย ส่งข้อความ รวมถึงสามารถใช้งานร่วมกับแอพพลิเคชั่นอื่นๆ ของสมาร์ทโฟน รองรับทั้ง iOS และแอนดรอยด์ ระบบดังกล่าวมาพร้อมจอทัชสกรีนขนาด 8นิ้ว เมนูใช้งานง่าย ตัวอักษรใหญ่ มองเห็นชัดเจน ช่วยให้การขับรถทั้งในระยะใกล้และระยะไกลเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย และยังสามารถเชื่อมต่อกับระบบช่วยโทรฉุกเฉิน (Emergency Assistance) ซึ่งจะทำงานผ่านโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อผ่านบลูทูธภายในรถ เพื่อต่อสายไปที่เบอร์ 1669 เมื่อเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉิน

แม้จะสูงวัย แต่หัวใจยังแอคทีฟ “ซิลเวอร์เอจ” จึงเป็นวัยที่ยังสามารถใช้ชีวิตได้เต็มที่ไม่ต่างจากคนรุ่นอื่นๆ ยิ่งถ้ามีพาหนะคู่ใจที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับขี่ช่วยอำนวยความสะดวกในทุกด้าน ทำให้การเดินทาง ท่องเที่ยว หรือทำกิจกรรมต่างๆ  ในชีวิตประจำวัน เป็นเรื่องง่าย ปลอดภัย และไร้กังวล ช่วยส่งเสริมให้วัยเกษียณได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีความหมายในทุกๆ วัน


สัมผัสแรกก่อนใครในไทยกับ Gopro HERO7 Black

จะเรียกว่าตื่นเต้นก็ไม่ใช่ จะงั้นๆ ก็ไม่เชิงเพราะผมรู้จักกับกล้อง GoPro ในฐานะ Action Cam อยู่แล้ว แถมยังเป็นคนที่ไม่ค่อยได้ใช้อุปกรณ์พวกนี้ด้วยตัวเองสักเท่าไร แต่หลังจากได้อยู่กับเจ้า HERO7 Black มาทั้งวันกับกิจกรรมอะไรสักอย่างที่ทาง GoPro Thailand ร่วมกับ BMW Thailand จัดกิจกรรมนี้ขึ้นทำให้ผมมองเจ้า HERO7 Black เปลี่ยนไปทันที

HERO7 ทำอะไรได้บางแล้วจะรู้ว่าทำไมต้องตัวท็อปเพราะฟีเจอร์ทั้งหมดอยู่ใน Black เท่านั้น

  • ลดการสั่นไหวของวิดีโอด้วย HyperSmooth – โดยไม่ต้องใช้กิมบอล
  • สตรีมมิ่งไลฟ์ – แชร์เรื่องราวในขณะที่คุณกำลังทำอยู่ด้วยสตรีมมิ่งวิดีโอ พร้อมทั้งบันทึกวิดีโอที่สตรีมลงในการ์ด SD ในความละเอียดสูงได้
  • วิดีโอ TimeWarp – บันทึกวิดีโอไทม์แล็ปส์ที่ไร้การสั่นไหวในขณะที่เราเคลื่อนไหวในฉาก เพิ่มความเร็วได้สูงสุด 30x
  • SuperPhoto – ถ่ายภาพที่ดีที่สุด โดยอัตโนมัติ ด้วยระบบ HDR, Local Tone Mapping และการลดเสียงรบกวน (MultiFrame Noise Reduction) เพื่อปรับแต่งการถ่ายภาพของคุณ
  • ถ่ายภาพแนวตั้ง บันทึกภาพถ่ายและวิดีโอในแนวตั้ง ซึ่งเหมาะสำหรับแชร์ลง Snapchat และ Instagram Stories
  • ระบบเสียงที่ดีขึ้น – ปรับแต่งระบบเสียงเพื่อรองรับการจับรูปแบบเสียงได้กว้างขึ้น พร้อมทั้งวัสดุไมโครโฟนรูปแบบใหม่ที่ช่วยลดเสียงสั่นสะเทือนหากบันทึกวิดีโอในสถานการณ์ที่มีการเคลื่อนไหวค่อนข้างแรงอย่างนั่งบนหลังม้า หรือขับรถบนเส้นทางขรุขระ
  • หน้าจอแบบสัมผัส  หน้าจอขนาด 2 นิ้ว ที่ใช้งานได้ง่ายขึ้น และสามารถใช้ถ่ายภาพแนวตั้งได้
  • การตรวจจับใบหน้า รอยยิ้ม และฉาก – HERO7 Black สามารถจดจำใบหน้า การแสดงสีหน้า และลักษณะของฉากได้ เพื่อช่วยให้สามารถตัดต่อวิดีโอผ่าน QuikStory บนแอพ GoPro ได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • คลิปสั้น – บันทึกคลิปวิดีโอได้สูงสุด 15 30 วินาที เพื่อส่งเข้าโทรศัพท์มือถือ ตัดต่อ และแชร์วิดีโอได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ใช้มือใหม่ หรือเด็กๆ
  • ตั้งเวลาภาพถ่าย นับเวลาถอยหลังได้ เพื่อการถ่ายรูปเซลฟี่ หรือภาพหมู่
  • ความละเอียดภาพระดับสูง – วิดีโอ 4K60 และภาพถ่าย 12MP
  • วิดีโอที่ช้าลงมากกว่าเดิม – วิดีโอ 8x slow motion ความละเอียด1080p240
  • ทนทานและกันน้ำ – HERO7 Black ทนทานและกันน้ำโดยไม่ต้องใส่ กรอบใด ๆ ลึกถึง 10 เมตร
  • การควบคุมด้วยเสียง – ควบคุมแบบแฮนด์ฟรีด้วยคำสั่งเสียงได้มากถึง 14 ภาษา
  • โอนย้ายไปยังโทรศัพท์อัตโนมัติ – ภาพถ่าย และวิดีโอของเราจะย้ายไปยังโทรศัพท์มือถือได้โดยตรงเมื่อเชื่อมต่อแอพ GoPro
  • สติ๊กเกอร์สมรรถนะ GPS – ติดตามความเร็ว ระยะทาง และความสูง แล้วแปะสติ๊กเกอร์ในวิดีโอด้วยแอพ GoPro เพื่อแสดงความเร็ว ระยะทาง และความสูงในขณะที่เคลื่อนไหว
  • การซูมแบบสัมผัส – จัดเฟรมภาพถ่ายและวิดีโออย่างลงตัวเพียงแค่แตะหน้าจอ

และแน่นอนผมอยากจะแนะนำให้คุณเสียเงินไปกับรุ่นท็อปไปเลยอย่าง HERO7 Black เพราะนอกจากเราจะได้ 4 ฟีเจอร์เด็ดอย่าง HyperSmooth, TimeWarp, SuperPhoto และ Live Stream แถมกล้องยังมีความละเอียดถึง 12MP สามารถถ่ายวิดีโอ bandwidth สูงสุด 78Mbps ที่มีความคมชัดระดับ 4K/60fps

4 ฟีเจอร์ที่เพิ่มขึ้นมา และมีเฉพาะใน HERO7 Black เท่านั้นคือ

  • HyperSmooth ที่ทำให้ถ่ายวิดีโอได้แบบเนียนๆ โดยไม่ง้อ Gimbal อันนี้ผมชอบมากเพราะทำให้คลิปที่ถ่ายออกมาดูโปรและเนียนตาขึ้นมาก แต่สุดท้ายใครอยากได้มุมสวย ที่แตกต่างไม้กันสั่นหรืออุปกรณ์ต่างๆ ก็ยังเป็นตัวช่วยที่เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี

  • TimeWarp ภาพพระอาทิตย์ตกแบบ Timelapse จะดูธรรมดาไปเลยเมื่อเจอกับฟีเจอร์ใหม่ TimeWarp ที่จะทำให้เราได้ภาพแบบเร่งสปีดเก๋ๆ ได้อย่างง่ายๆ โดยการถือ HERO7 Black เดินไปได้เลย ภาพที่ออกมาจะดูสนุกแปลกตาขึ้นกว่าเดิม

  • SuperPhoto ระบบการจัดการภาพที่แสนจะชาญฉลาดโดย HERO7 Black จะจัดการทำ HDR, Local Tone Mapping และ Multi-Frame Noise Reduction ทำให้ภาพขนาด 12 ล้านพิกเซลของเราออกมาเหมือนภาพถ่ายจากมืออาชีพ
  • ถูกอกถูกใจเหล่าบล็อกเกอร์แน่นอนด้วยการทำ Live Stream ผ่าน HERO7 Black ไปขึ้นโซเชียลมีเดียยอดฮิตอย่าง Facebook, YouTube, Twitch รับรองว่าวงการไลฟ์สดจะต้องคึกคักขึ้นอย่างแน่นอน

ทั้งหมดนี้จะมีใน GoPro รุ่นท็อป Hero7 Black เท่านั้นและที่สำคัญยังสามารถต่อไมค์เสริม และ เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้อีกด้วย นี้ขนาดลองเล่นแบบงงๆ แค่วันเดียวยังทำให้หลงรักขนาดนี้ถ้าได้มาใช้งานจนคล่องจะสนุกขนาดไหน ใครที่คันทนอีกนิดวันที่ 27 กันยายนนี้ไปทำให้หายคันกันเพราะจะวางขายเป็นวันแรก


พม.จัดงานวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ภูมิธรรม ภูมิไทย เยาวชนรุ่นใหม่ภูมิใจแผ่นดินเกิด”

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุก องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันเยาวชนแห่งชาติประจำปี 2561 พร้อมมอบโล่เกียรติยศ และเกียรติบัตรแก่เด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ประจำปี 2561 รวมจำนวนทั้งสิ้น 137 คน โดยมี พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบหนังสือวันเยาวชนแห่งชาติ เด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน พ.ศ. 2561 แด่ผู้แทนพระองค์ พร้อมด้วย นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงาน

พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติ (UNITED NATIONS) ได้ประกาศให้ปี 2528 เป็นปีเยาวชนสากลและขอให้ประเทศสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากล ภายใต้คำขวัญ “ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนาใฝ่หาสันติ” (Participation, Development and Peace) เพื่อที่จะมุ่งเน้นให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความสำคัญของตนเองที่จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติในอนาคตและสามารถช่วยสร้างเสริมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อีกทั้ง เนื่องจากเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์สองพระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ซึ่งทั้งสองพระองค์ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในขณะที่ยังทรงพระเยาว์

คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้วันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ ทั้งนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้เยาวชนได้มีพื้นที่ในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ เจริญเติบโตสมวัยทั้งร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา มีความเข้าใจในการดำรงชีวิตตามกฎระเบียบของสังคม โดยได้จัดงานวันเยาวชนแห่งชาติมาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์ให้เยาวชนมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาตนเองมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักถึงความสำคัญของเยาวชน และมีส่วนร่วมส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาเยาวชน

การจัดงานวันเยาวชนแห่งชาติในปี 2561 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด ”ภูมิธรรม ภูมิไทย เยาวชนรุ่นใหม่ภูมิใจแผ่นดินเกิด” ซึ่งมีการจัดกิจกรรมแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้

1. การดำเนินงานในส่วนกลาง ประกอบด้วย 1.การสรรหาและเชิดชูเด็กและเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และ ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน เพื่อยกย่องให้เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม 2.จัดค่ายเสริมสร้างและพัฒนาเด็กและเยาวชน “รวมพล คนทำดี ปีที่ 3” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ และเป็นผู้แทนเด็กและเยาวชนในการทำกิจกรรม โดยเน้นเอกลักษณ์ที่ดีของเยาวชน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 – 9 มิ.ย.2561 ณ จ.สมุทรสงคราม

2. การดำเนินงานในส่วนภูมิภาค ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมของสภาเด็กและเยาวชน 76 จังหวัดเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมพัฒนาตนเอง มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักในความสำคัญของเด็กและเยาวชน ภายใต้หัวข้อ “ภูมิธรรม ภูมิไทย เยาวชนรุ่นใหม่ภูมิใจแผ่นดินเกิด”

สำหรับการคัดเลือกเด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน เนื่องในวันเยาวชนแห่งชาติ ประจำปี 2561 เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเด็ก เยาวชน บุคคล องค์กรที่ทำงานด้านการพัฒนาสังคมดีเด่น และสนับสนุนสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ทำคุณงามความดี มีความสามารถเป็นแบบอย่าง มีสภาวะเป็นผู้นำที่เข้มแข็งมากขึ้น สามารถช่วยเหลือสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพ เผยแพร่ต่อสาธารณชน รวมทั้งเพื่อผลักดันให้เกิดการส่งเสริมเยาวชนและบุคคลที่เป็นแบบอย่างเป็นระบบต่อเนื่อง โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นคณะกรรมการสรรหา และเชิดชูเด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ และผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน 11 สาขา ซึ่งในปีนี้ มีผู้ส่งผลงานเข้ารับการพิจารณารวมทั้งสิ้น 796 ราย และมีผู้ผ่านการพิจารณาได้รับรางวัลฯ จำนวนทั้งสิ้น 148 คน แบ่งเป็น เด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 104 คน กลุ่มเด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ 18 กลุ่ม บุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน 17 คน และองค์กรที่ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน 9 องค์กร

โดยผู้ที่ได้รับคัดเลือกในปีนี้ อาทิ ประเภทบุคคลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อเด็ก และเยาวชน เช่น นายอาทิวราห์ คงมาลัย (ตูน บอดี้สแลม) ศิลปินนักร้องที่มีความสามารถด้านกีฬา ได้ริเริ่มโครงการ “ก้าวคนละก้าว” เพื่อ 11 โรงพยาบาล ทั่วประเทศ” ได้รับรางวัลสาขากีฬา และนันทนาการ น.ส.อรุโณชา ภาณุพันธุ์ (หน่อง) ผู้ผลิตละคร ได้รับรางวัลสาขาสื่อมวลชนเพื่อเด็ก และเยาวชนที่ป้องกันปัญหาสังคม และประเภทเด็ก และเยาวชนดีเด่นแห่งชาติ เช่น น.ส.โมรียา จุฑานุกาล (โปรโม) มีความสามารถ ด้านกีฬากอล์ฟ ปัจจุบันเป็นมือวางอันดับ 9 ของโลก ได้รับรางวัลสาขากีฬา และนันทนาการ และน.ส.ระดับดาว ศรีระวงศ์ (มาตัง เดอะสตาร์) นักร้อง นักแสดง สาขาสื่อมวลชนเพื่อเด็ก และเยาวชน ที่ป้องกันปัญหาสังคม เป็นต้น พล.อ.อนันตพร กล่าว

เรียบเรียงจาก : newtv.co.th


Privacy Preference Center