รองเท้าสปอร์ตสไตล์ ให้ความรู้สึกประดุจไร้แรงโน้มถ่วง ! อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดตัวรองเท้าใหม่ HOVR SLK
Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้นำด้านนวัตกรรมชุดกีฬาไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ เปิดตัว HOVR SLKรองเท้าสปอร์ตสไตล์ที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพของรองเท้ากีฬาชั้นเยี่ยม ผสมผสานการออกแบบที่เรียบง่ายและทันสมัย พร้อมคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความรู้สึกประดุจสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ช่วยรองรับแรงกระแทกได้ระดับสูงสุดในทุกย่างก้าว

นอกจากน้ำหนักที่เบา พร้อมกับความนุ่มและสวมใส่ได้อย่างสบายเหมือนเดินบนอากาศแล้ว HOVR SLK ยังสามารถเลือกใส่ได้ในทุกๆโอกาส ไม่ว่าจะใส่ในชีวิตประจำวัน ใส่ออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมเบาๆ ที่ยิมก็ได้เช่นกัน
รองเท้าทุกรุ่นในกลุ่ม HOVR นั้น ได้นำเอาเทคโนโลยีการผลิตระบบรองรับแรงกระแทกที่ทันสมัย สร้างคุณสมบัติพิเศษที่ให้ความรู้สึกไร้แรงโน้มถ่วงอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมด้วยโครงสร้างโฟมนุ่มพิเศษที่ถูกห่อด้วยผ้าตาข่าย ที่จะมอบทั้งความนุ่ม ความมั่นคง และเสริมแรงส่งได้ตลอดทั้งวัน

HOVR SLK เป็นรองเท้าสปอร์ตสไตล์รุ่นแรกที่ใช้นวัตกรรม HOVR โฟม ตอบโจทย์ความสบายซึ่งเป็นกุญแจสำคัญหลักของรองเท้ารุ่นนี้ บริเวณลิ้นรองเท้าทำด้วยวัสดุผ้ายืดเพื่อให้ขยายและรองรับการสวมใส่ได้อย่างง่ายดาย หน้าผ้าของรองเท้าด้านในบุนวมบางๆ ให้ความรู้สึกนุ่มเท้า พื้นยางมีความทนทานเหมือนกับรองเท้าวิ่งพร้อมสมรรถภาพการยึดเกาะและกันลื่นได้อย่างดี แผ่นรองสามารถถอดเปลี่ยนได้ และยังเป็นรองเท้าสปอร์ตสไตล์ที่ทำเกราะหุ้มส้นด้วย TPU ซึ่งโดยปกติไม่มีในรองเท้าลำลองทั่วไป

“รองเท้าอันเดอร์ อาร์เมอร์ รุ่น HOVR SLK ของเรานั้น เน้นความเบาสบายพร้อมรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายและทันสมัย จัดว่าเป็นรองเท้ารุ่นที่ปรับใช้ได้หลากหลายตามความต้องการที่สุดในคอลเลคชั่น สามารถเลือกสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะใส่ไปออกกำลังกายหรือใส่ในชีวิตประจำวัน กลุ่มรองเท้า HOVR โดดเด่นด้วยนวัตกรรมHOVR โฟม ที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกความเบาสบาย และยังช่วยรองรับแรงกระแทก เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานได้สูงสุด” มร.ไมเคิล บิงเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท ทริปเปิ้ล ผู้ได้รับสิทธิการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แต่เพียงผู้เดียว
ชาร์ป ไทยจับมือหน่วยงานภาครัฐ เปิดมิติใหม่การศึกษาระดับวิชาชีพด้วยนวัตกรรมอัจฉริยะ สร้างเสริมการเรียนรู้ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

ชาร์ป ไทย สร้างมิติใหม่การศึกษาระดับวิชาชีพ ลงนามความร่วมมือด้านเทคนิค อาชีวศึกษา และการฝึกอบรมวิชาชีพ จำนวน 2 ฉบับ ฉบับแรกร่วมกับฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ฉบับ 2 ชาร์ป ไทย ลงนามร่วมกับโรงเรียนช่างฝีมือทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมุ่งเสริมจุดแข็ง แก้ไขจุดอ่อนในเชิงเทคโนโลยี พัฒนาความสามารถพิเศษสู่ความเป็นมืออาชีพ เพื่อพัฒนาภาคแรงงานไทยให้ตอบรับความเปลี่ยนแปลงของโลกอันรวดเร็ว และสนองความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมร่วมจัดนิทรรศการโชว์นวัตกรรมอัจฉริยะครั้งยิ่งใหญ่ของชาร์ป เพื่อเน้นประสบการณ์ที่จับต้องได้ สนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยและประชาสัมพันธ์โครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ณ โรงแรมเดอะ เบอร์เคลีย์ ประตูน้ำ
นายฮาชิโมโตะ โยชิฮิโร ประธานกรรมการและผู้บริหารระดับสูง ชาร์ป คอปอร์เรชั่น ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “ชาร์ปรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมแสดงผลงานนวัตกรรมในนิทรรศการเพื่อการศึกษา “Thailand Smart Education Exhibition” และเซ็นสัญญาความร่วมมือ 3 ฝ่าย ระหว่างชาร์ปไทย ฟ็อกซ์คอนน์ กรุ๊ป และสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการพัฒนานวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อุปกรณ์สำนักงาน และโซลูชั่นด้านการศึกษาในระบบเครือข่าย จอแสดงผล LCD ระดับมืออาชีพ หุ่นยนต์ และอื่นๆ เนื่องจากที่ผ่านมาชาร์ปได้กำหนดทิศทางการเติบโตทางธุรกิจ 4 หัวข้อ คือ Smart Home, Smart Business Solutions, Advance Display Solution และ IoT Electronic Devices ทำให้ชาร์ปได้เปิดตัวโครงการเมืองอัจฉริยะในหลายโครงการทั่วโลกร่วมกับบริษัทระดับโลกหลายแห่ง และเชื่อว่าเทคโนโลยีระดับสูงที่ชาร์ปมีอยู่จะสามารถประยุกต์ใช้เพื่อปฏิรูปการศึกษาของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อร่วมกันก้าวสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ (Smart City) ด้วยประเทศไทยเป็นจุดกำเนิดธุรกิจในต่างประเทศแห่งแรกและดำเนินการมายาวนานที่สุดของชาร์ป เราจึงมุ่งหวังที่จะมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศไทย”
นอกจากนี้ในส่วนงาน Sharp SMART Business solution และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการความร่วมมือระหว่างกองบัญชาการกองทัพไทย และบริษัท ชาร์ป ไทยจำกัดในช่วงบ่าย นายโรเบิร์ต อู กรรมการผู้จัดการ ได้เผยว่า “นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยจะเป็นก้าวสำคัญของการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อสร้างความก้าวหน้า ความปลอดภัย และการเติบโตอย่างยั่งยืน การนำเสนอนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ด้านธุรกิจของชาร์ปครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยครั้งนี้ เกิดขึ้นเพื่อมุ่งหวังให้เกิดการปฏิรูปด้านการศึกษาไปสู่ระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น เรียนรู้ที่จะนำเทคโนโลยีขั้นสูงของชาร์ปทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์มาทำประโยชน์ในเชิงธุรกิจ ช่วยพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยและชาญฉลาด ซึ่งชาร์ปสามารถให้บริการนวัตกรรมอัจฉริยะครอบคลุมทุกด้าน อาทิ การเรียนรู้ผ่านระบบเครือข่ายแบบเรียลไทม์ การบริการเรื่อง Big Data ฯลฯ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนที่สะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลการพัฒนาความสามารถของนักเรียน โดยหวังว่าจะปลูกฝังพลังนี้ให้เป็นกลไกแห่งการเติบโตของประเทศไทยต่อไป”
นิทรรศการดังกล่าวของชาร์ป ได้รับความสนใจจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา โรงเรียนช่างฝีมือทหารกองทัพไทย กลุ่มธนาคาร และกลุ่มตัวแทนการค้าของชาร์ป เข้าร่วมงานกว่า 600 คน นิทรรศการแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ (1)การศึกษาอัจฉริยะ (2)ออฟฟิศอัจฉริยะ (3)ระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ และ (4)ป้ายสัญญาณอัจฉริยะ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์ในการใช้ และเข้าใจในเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาเพื่อตอบรับโครงการเมืองอัจฉริยะ และเปิดโอกาสทางธุรกิจอื่น ๆ ที่เป็นไปได้


ชาร์ปจะครบรอบ 106 ปีของการดำเนินธุรกิจในปีนี้ ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าว ชาร์ปได้มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อนำพาความสุขและความสะดวกสบายให้กับผู้คนบนโลก อีกทั้งยังเป็นผู้ให้กำเนิดนวัตกรรมต่าง ๆ มากมาย ไม่แต่เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในครัวเรือน แต่ยังรวมถึงภาคธุรกิจ เช่น นวัตกรรมจอภาพอัจฉริยะที่เป็นได้ทั้งกระดานไวท์บอร์ดและจอภาพ LCD ซึ่งความล้ำสมัยนี้จะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและสร้างมุมมองใหม่แก่ผู้ใช้งานทั่วโลก รวมทั้งความสามารถในการเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เพื่อขยายขีดความสามารถให้ส่งต่อถึงกันได้ง่ายและรวดเร็วมากขึ้น ทั้งในด้านการแพทย์ ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบควบคุมคุณภาพในภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น
The 2018 Stephen Curry Asia Tour ‘อันเดอร์ อาร์เมอร์’ ชวน ‘สตีเฟ่น เคอร์รี่’ พบปะแฟนๆ 3 ประเทศ ฟิลิปปินส์ จีนและญี่ปุ่น
ในวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา สตีเฟ่นได้เดินทางจากสหรัฐอเมริกาเพื่อส่งต่อแนวคิด รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะทุกอุปสรรคสู่แฟนๆในเอเชีย
อันเดอร์ อาร์เมอร์ จัด The 2018 Stephen Curry Asia Tour พร้อมเปิดโอกาสให้แฟนๆชาวต่างชาติในเอเชียได้พบปะสตีเฟ่น เคอร์รี่อย่างใกล้ชิด นอกจากรองเท้า Curry 5 สีใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เปิดตัวเพื่อทัวร์ครั้งนี้โดยเฉพาะแล้ว แฟนๆ ยังได้พบกับพ่อของสตีเฟ่น เดลล์ เคอร์รี่ ในทัวร์เอเชีย ในวันที่ 7-12 กันยายนที่ผ่านมา ใน 3 เมือง อันได้แก่ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน และ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อีกด้วย
นิยามการเล่นกีฬาบาสเก็ตบอลของ สตีเฟ่น เคอร์รี่ ที่ฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ ของสตีเฟ่น เคอร์รี่ ทั้งฝีมือความแม่นยำในการชู๊ต 3 คะแนน และการขโมยเกมอย่างแยบยล ทำให้ สตีเฟ่น เคอร์รี่ เป็นที่รักของเหล่าแฟนกีฬาทั่วโลก ในฐานะนักกีฬาที่สร้างความแตกต่างให้การเกม แตกต่างกับนักกีฬาบาสเก็ตบอลอื่นๆ ที่ผ่านมา ชื่อเสียงของ สตีเฟ่น เคอร์รี่ ก้าวข้ามพรมแดน ภาษา และวัฒนธรรม อย่างเห็นได้ชัดใน The 2018 Stephen Curry Asia Tour ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นสถานที่แรกที่ สตีเฟ่น เคอร์รี่ จะไปพบปะแฟนๆ ของเค้า
สตีเฟ่น เคอร์รี่ เริ่มต้นทัวร์วันแรกโดยการออกกำลังกายกับเทรนเนอร์ส่วนตัว แบรนดอน เพย์น ทั้งการซ้อมชู้ต ไปจนถึงความเร็วเป็นเวลาสองชั่วโมง เพื่อเตรียมความพร้อมในการลงแข่งขันในฤดูกาลที่จะมาถึงนี้ หลังจากสำรวจกรุงมะนิลาในตอนเช้า สตีเฟ่น พร้อมพ่อของเขา เดลล์ เคอร์รี่ ได้เดินทางไปยัง Mall of Asia เพื่อไปชมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศของ Under Armour Southeast Asia 3×3 พร้อมประลองฝีมือการแข่งขันคู่พ่อลูก และแม่ลูกอย่างดุเดือดบนสนาม แต่เดลล์ และสตีเฟ่น เคอร์รี่ก็สามารถคว้าชัยชนะเอาไว้ได้
ขณะอยู่ในสนาม เดลล์ เคอร์รี่ ได้เผยเคล็ดลับในการเลี้ยงดูลูกชาย ให้กลายเป็นนักกีฬา NBA แถวหน้าของโลกว่า “คุณจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะเส้นทางการก้าวสู่วงการ NBA นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย คุณจะต้องสอนให้เขารู้สึกกระหายอยู่ตลอดเวลา และสอนให้เขาเข้าใจว่าทุกๆ อย่างที่เขาอยากได้ในชีวิตนั้น คุณจะต้องแลกมาด้วยความพยายามเสมอ”
ในการแข่งขัน Under Armour Southeast Asia 3×3 นักกีฬาทีมชาย จากประเทศไทย สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่งมาได้ เอาชนะทีมคู่แข่งอย่าง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย พร้อมรับถ้วยรางวัลจากสตีเฟ่น เคอร์รี่ และยกระดับวงการบาสเกตบอลของประเทศไทยก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างน่าภูมิใจ
เพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง 2018 Stephen Curry Asia Tour อันเดอร์ อาร์เมอร์ ได้เปิดตัวรองเท้า Curry 5 สี Tan สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สตีเฟ่น เคอร์รี่สวมตลอดการแข่งขัน 2018 NBA Playoffs ที่ผ่านมา พร้อมเปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก โดยวางจำหน่ายในจำนวนจำกัดทั้ง 3 เมืองที่อยู่ในเอเชียทัวร์ ทั้ง กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมืองอู๋ฮั่น ประเทศจีน และ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
ติดตาม @StephenCurry30 และ @UABasketball ในอินสตาแกรมเพื่อติดตามทัวร์ออนไลน์
นิสสัน ประกาศเข้าซื้อหุ้น อี.แดมซ์เสริมความแกร่งในการแข่งขันฟอมูล่า อี พร้อมลุยเดือนธันวาคมนี้!

นิสสันเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นรายแรกที่เข้าร่วมการแข่งขันฟอร์มูล่า อี และเป็นผู้นำนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าด้วยยอดจำหน่ายนิสสัน ลีฟกว่า 350,000 คัน นิสสันพร้อมแสดงมิติใหม่ด้าน “สมรรถนะ” ภายใต้แนวคิดนิสสัน อินเทลลิเจ้นท์ โมบิลิตี้ ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทฯที่จะเปลี่ยนแปลงยานยนต์ในอนาคตทั้งด้านพลังงาน และระบบขับเคลื่อนสมรรถนะการขับขี่ และการผสานเทคโนโลยียานยนต์กับสังคม
นายเฌอ ปอล ดรีโอ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าทีม อี.แดมซ์ ทีมผู้สร้างฟอร์มูล่าคาร์ เมืองเลอมังส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าร่วมทุนกับแดมซ์ (DAMS) ทีมผู้สร้างฟอร์มูล่าคาร์ที่มีประวัติศาสตร์ชัยชนะในการแข่งขันฟอร์มูล่าคาร์อันยาวนานกว่า 30 ปี ก่อนหน้านี้ทีม อี.แดมซ์ ร่วมมือกับ เรโนลต์ กลุ่มอัลลายแอนซ์ของนิสสัน คว้าขัยชนะการแข่งขันฟอร์มูล่า อี ประเภททีมแชมเปี้ยนชิพ ในฤดูการแข่งขันแรก ทำให้ทีม อี.แดมซ์ มีสถิติชนะการแข่งขันสูงสุด และเป็นทีมผู้นำในการแข่งขันฟอร์มูล่า อี

นายโรเอล เดอ วรี รองประธานกรรมการบริหารองค์กร และหัวหน้าฝ่ายการตลาด และกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลก กล่าวว่า “นิสสันเข้าร่วมแข่งขันฟอร์มูล่า อี เป็นครั้งแรกจึงร่วมมือกับ อี.แดมซ์ ทีมผู้สร้างฟอร์มูล่าคาร์ที่มีศักยภาพและประสบการณ์ในการนำทีมคว้าชัยชนะจากการแข่งขันมาแล้วมากมาย”

“ในฤดูการที่ 5 ของการแข่งขันฟอร์มูล่า อี จะยิ่งเข้มข้นกว่าเดิมด้วยกฎในการแข่งขัน ด้วยรถแข่งรุ่นใหม่ และระบบขับเคลื่อนใหม่ นิสสันให้พันธะสัญญาร่วมมือกับ อี.แดมซ์ และตื่นเต้นที่จะได้ทำงานร่วมกับนายเฌอ ปอล ดรีโอ และทีมอี.แดมซ์ จึงได้เข้าถือหุ้นมีสิทธิในความเป็นเจ้าของทีม” นายดรีโอ กล่าวว่า “เราตื่นเต้นมากที่จะได้เผชิญความท้าทายใหม่เคียงคู่กับนิสสัน พวกเราภาคภูมิใจในเกียรติประวัติผู้สร้างรถแข่งฟอร์มูล่า อี ที่คว้าชัยชนะมากมาย และพร้อมที่จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการแข่งรถร่วมกับหุ้นส่วนของเรา และรถแข่งคันใหม่” นิสสัน และ อี.แดมซ์ จะเริ่มทดสอบรถแข่งใหม่ล่าสุด รุ่นที่ 2 สำหรับการแข่งขันฟอร์มูล่า อี ที่มาพร้อมด้วยพละกำลังที่มากกว่าเดิม และวิ่งได้ไกลกว่าเดิม และทำให้ทีมไม่ต้องเปลี่ยนรถคันที่ 2 ในการแข่งขันอย่างใน 4 ฤดูการแรก
อาวดี้ ประเทศไทย ทุ่มทุนกว่าพันล้านเปิดสำนักงานใหญ่สุดล้ำสมัย พร้อมเซอร์ไพรส์เปิดตัว Audi Q8 เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อาวดี้ ประเทศไทย ลงทุนกว่าพันล้านบาท เปิดสำนักงานใหญ่ ที่เป็นทั้งโชว์รูม และศูนย์บริการหรือ Audi Centre Thailand ที่ครบวงจรทันสมัยสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาคารดีไซน์แบบเทอร์มินัลคอนเซปท์ ตั้งอยู่ย่านเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา มุ่งเป็นแลนด์มาร์ค และเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของอาวดี้ในไทยเพื่อเสริมความมั่นใจให้ลูกค้าด้วยศักยภาพ และความพร้อมในทุกๆ ด้าน
พร้อมฉลองเปิดสำนักงานใหญ่ ด้วยการชิงเปิดตัวยนตรกรรม SUV เรือธง ขนาดฟูลไซซ์รุ่นล่าสุด ‘Audi Q8’ และเป็นการเปิดตัวประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ชี้เป็นผลมาจากบริษัทแม่ฯ ชูประเทศไทยเป็นตลาดศักยภาพสูงที่เป็นหนึ่งในตลาดของอาวดี้ที่กำลังมาแรง และมีการเติบโตสูงสุด
นายกฤษฎา ล่ำซำ ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร อาวดี้ประเทศไทย กล่าวว่า “ตามพันธสัญญา ในการให้ความสำคัญ และสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าสูงสุด ภายใต้แผนกลยุทธ์ธุรกิจเชิงรุกเพื่อสร้างแบรนด์อาวดี้ในประเทศไทย ส่งผลให้อาวดี้มีการยกระดับการทำงานทุกส่วน ทั้งการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องการขยายโชว์รูม และศูนย์บริการทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัด และการยกระดับคุณภาพการบริการหลังการขาย ล่าสุดบริษัทฯ ได้เปิด สำนักงานใหญ่-โชว์รูม และศูนย์บริการ หรือ Audi Centre Thailand ขนาด 6 ชั้น 2 อาคาร ซึ่งมีพื้นที่ 3 ไร่ ตามมาตรฐานของแบรนด์อาวดี้
จุดเด่น คือความครบวงจร ทั้งโชว์รูม ศูนย์บริการ และศุนย์ซ่อมสี-ตัวถังที่ทันสมัย ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่บริเวณถนนเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา โดยใช้เงินลงทุนในที่ดิน ก่อสร้าง ตกแต่ง ติดตั้งเครื่องมือและเทคโนโลยีทันสมัย รวมทั้งสิ้นกว่า 1,000 ล้านบาท นับเป็นข้อพิสูจน์ความจริงจังของการปักหมุดสร้างแบรนด์ ยนตรกรรมอาวดี้ในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของ Audi AG ในฐานะที่ประเทศไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพและมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพื่อเอาใจลูกค้าที่รอคอยการมาของ SUV ระดับโลกรุ่นล่าสุดแห่งตระกูล Q Family ที่เพิ่งเปิดตัวในยุโรปไปไม่นาน และในโอกาสฉลองเปิดสำนักงานใหญ่-โชว์รูมและศูนย์บริการแห่งใหม่ Audi Centre Thailand และภายใต้การสนับสนุนของ Audi AG ที่เห็นศักยภาพของประเทศไทย อาวดี้ ประเทศไทย ยังได้จัดบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้ตลาด ด้วยการชิงเปิดตัว Audi Q8 เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
Audi Q8 นับเป็นสุดยอดยนตรกรรม SUV ที่ฉีกกฎเกณฑ์และนิยามเดิมๆ ของ SUV สู่ความมีเอกลักษณ์ดีไซน์หรูหรา เฉียบคม และดุดัน สวยงามสะกดตาด้วยเส้นสายที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตตามสไตล์อาวดี้ ภายในกว้างขวางมากๆ ให้ความสะดวกสบายด้วยระบบเชื่อมต่อที่ได้รับการออกแบบให้มีความพิเศษเหนือระดับและใช้งานง่าย เรียกว่ามาพร้อมเทคโนโลยีทันสมัยครบครัน และมีสมรรถนะสูง เกาะถนนเป็นเยี่ยมด้วยระบบขับเคลื่อน quattro 4 ล้อ ทรงประสิทธิภาพ
สำนักงานใหญ่ของอาวดี้ ซึ่งเป็นโชว์รูม และศูนย์บริการที่มีความทันสมัยครบวงจรเป็นอาคาร 6 ชั้น แบ่งเป็น 2 โซน คือ ส่วนโชว์รูม สำนักงาน และส่วนบริการหลังการขาย ภายในกว้างขวาง สะดวกสบาย ทุกชั้นมีลิฟท์ขนาดใหญ่ รองรับการจัดแสดงยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมพิเศษให้ลูกค้า อันจะทำให้ที่นี่เป็นมากกว่าสำนักงานใหญ่ หรือโชว์รูม และศูนย์บริการ แต่เป็นพื้นที่พิเศษของคนที่รักและหลงใหลในแบรนด์อาวดี้
อาคารด้านหน้า Audi Centre Thailand ถูกออกแบบให้มีความทันสมัย โดยชั้นหนึ่ง จะเป็นส่วนต้อนรับลูกค้าที่เรียกว่า Grand Reception มีการโชว์ยนตรกรรมรุ่นใหม่ๆ พร้อมแอสเซสซอรี่ อีกทั้งเป็นจุดรับรองลูกค้าและส่งมอบรถ
ชั้นสองเป็นพื้นที่จัดแสดงรถเพิ่มเติม และเป็นพื้นที่ของส่วนงานขาย ส่วนชั้นสาม ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง ใช้สำหรับการจัดแสดงรถรุ่นต่างๆ ของอาวดี้ และทั้งสามชั้นแรกนี้เชื่อมต่อในแต่ละชั้นด้วยบันไดเลื่อน เพื่อช่วยให้ลูกค้าได้เข้าชมรถทุกรุ่นอย่างสะดวกสบาย ชั้นสี่ จะเป็นพื้นที่สำหรับ Audi Approved Plus ชั้นห้า เป็นส่วน สำนักงานของ Audi Thailand สำนักงานใหญ่ และชั้นบนสุด เป็นส่วนพื้นที่ roof top ซึ่งใช้ในการจัดกิจกรรม
อาคารด้านหลังของ Audi Centre Thailand ได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนบริการลูกค้า และการบริการหลังการขายครบวงจร โดยชั้นหนึ่งเป็น Service Reception และ Direct Reception พร้อมเครื่องทดสอบระบบเบรค และเครื่องทดสอบระบบช่วงล่าง ช่องซ่อมสำหรับการบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และการบริการเร่งด่วน Quick Service ห้องอะไหล่หมุนเวียนเร็ว และห้องเก็บรักษาแบตเตอรี่ ติดระบบปรับอากาศตลอด 24 ชั่วโมง โดยเตรียมพื้นที่พร้อมขยายการบริการให้คลอบคลุมการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ เปลี่ยนยาง ในอนาคต
ชั้นสอง ถูกออกแบบให้เป็นส่วนรองรับงานซ่อมทั่วไป มีจำนวน 7 ช่องซ่อม พร้อมช่องพิเศษรองรับงานซ่อมรถยนต์พลังงานไฟฟ้า และห้องอะไหล่หลัก ชั้นสามจะเป็นส่วน Body& Paint ที่ได้รับการติดตั้งเครื่องมือที่ได้มาตรฐานรองรับงานซ่อมสีขนาดเล็ก-กลาง รวมถึงห้องซ่อมเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ห้องเก็บรักษาเครื่องมือพิเศษ สำหรับเก็บเครื่องมือพิเศษ ที่มีมูลค่านับสิบล้านบาท ขณะที่ชั้นสี่ และห้าจะเป็นที่พื้นที่จอดรถระหว่างซ่อม และรถใหม่ ส่วนชั้นหกได้รับการออกแบบให้เป็นส่วนของห้องฝึกอบรมเพื่อ ใช้อบรมพนักงานขาย อบรมช่างเทคนิค และทีมงานทุกระดับ รวมถึงยังมี สำนักงาน ห้องคอมพิวเตอร์ และห้องอาหารสำหรับพนักงาน
นอกจากนี้ เราจะเริ่มทยอยเปิดโชว์รูม และศูนย์บริการทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าทั้งด้านการขาย และการบริการหลังการขาย มั่นใจว่าความก้าวหน้าของเราในปีนี้จะเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์อาวดี้มากขึ้น พร้อมเลือกอาวดี้เป็นแบรนด์แรก และคันต่อๆ ไปในอนาคต
สำนักงานใหญ่ Audi Centre Thailand ในส่วนของฝ่ายขายเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 08:00 – 20:00 น. ในส่วนศูนย์บริการจะพร้อมเปิดให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน และพร้อมให้บริการซ่อม ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2561 เป็นต้นไป ตั้งแต่เวลา 08:00 – 17:00 น. วันจันทร์ถึงวันเสาร์
ลูกค้าที่ต้องการมาใช้บริการหลังการขายที่สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ สามารถสอบถามและนัดหมาย ได้ที่ โชว์รูม Audi Centre Thailand 02 765 8888 หรือเข้ารับบริการได้ที่ Audi New Petchburi 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) และที่พัทยาติดต่อที่โชว์รูม Audi Pattaya 038 197 888 ซึ่งเปิดต้อนรับลูกค้าทุกวัน

Audi Q8 55 TFSI quattro S line สืบทอดตำนาน Audi quattro แชมป์ WRC ยุค80
Audi เริ่มต้นนำระบบระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้ามาใช้กับรถยนต์ที่เป็นโปรดักชั่น คาร์ เป็นครั้งแรกเมื่อปี 1980 ในชื่อว่า Ur quattro (อูร์-ควอตโทร) หรือ Audi quattro ความโดดเด่นของระบบนี้ทำให้ Audi ประสบความสำเร็จจากการแข่งขัน WRC (World Rally Championship) โดยสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในปี 1982 และ 1984
แรงบันดาลใจจาก Ur quattro ยังคงส่งผลต่อเนื่องมายังผลิตภัณฑ์ของ Audi รวมถึง Audi Q8 ที่เผยโฉมสู่สายตาชาวโลกด้วยบรรทัดฐานใหม่ของยนตรกรรมที่ผสมผสานคุณลักษณะที่โดดเด่นของรถเอสยูวีขนาดใหญ่ และรถยนต์ 4 ประตู คูเป้ ที่มีดีไซน์หรูหรา เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว เป็นบทพิสูจน์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อันเลื่องชื่อของ Audi ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
Audi Q8 เป็นรถที่ผ่านการออกแบบโดยสะท้อนแนวคิดใหม่ของ Audi (design language) ซึ่งเริ่มใช้เป็นครั้งแรกในรุ่น A8 โดยออกแบบให้รถมีรูปทรงที่ดูแข็งแกร่งตามแบบฉบับของ เอสยูวี กระจังหน้าขนาดใหญ่ รูปทรง 8 เหลี่ยม ส่งให้รถดูมีพลัง เสริมความหรูหราด้วยเส้นขอบโครเมียมแนวตั้ง 6 เส้น ตัดด้วยเส้นแนวนอนสีเทาเข้ม รับกับกันชนหน้าที่มีช่องรับอากาศขนาดใหญ่ เพิ่มความดุดันน่าเกรงขาม
ความโดดเด่นสะดุดตาของ Audi Q8 คือมีไฟหน้าแบบ HD Matrix LED พร้อมไฟ daytime running ดูโฉบเฉี่ยว และมีเอกลักษณ์จากการออกแบบในลักษณะเส้นแนวตั้ง เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนนยามค่ำคืน และลดการรบกวนเพื่อนรวมทางจากระบบ Matrix ที่ไฟ LED แต่ละดวงทำงานเป็นอิสระลดการส่องแสงรบกวนรถคันอื่น แต่ยังให้ความสว่างในพื้นที่รอบๆ ช่วยให้มองเห็นทางได้กว้าง และไกลเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง
Audi Q8 ยังมาพร้อมกับไฟเลี้ยวแบบไดนามิกทั้งด้านหน้า และด้านหลัง นอกจากนี้เมื่อมีการล็อกหรือปลดล็อกรถไฟทั้งด้านหน้า และด้านหลังจะติดสว่างในรูปแบบไฟแอนนิเมชัน หรือเรียกว่า Light staging นวัตกรรมแห่งการออกแบบอัลกอริทึม (algorithm) การควบคุมการส่องสว่างรูปแบบใหม่
เส้นสายเหลี่ยมมุมต่างๆ ออกแบบได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเส้นแนวหลังคาที่ลาดลงตามแบบฉบับของรถคูเป้ ให้อารมณ์สปอร์ต และเส้นสายรอบตัวรถที่เป็นไปตามหลักการอากาศพลศาสตร์ ให้ความรู็สึกเหมือนพร้อมที่จะพุ่งทะยานไปข้างหน้า เติมเต็มด้วยหลังคาพาโนรามิคที่เปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า ขณะที่ตัวถังด้านข้าง นอกจากรูปทรงที่โดดเด่นสวยงาม ยังเพิ่มเติมสิ่งที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด ด้วยการดึงอารมณ์ของรถคูเป้มาใช้กับกระจกหน้าต่างแบบไร้ขอบ ให้ความรู้สึกหรูหราและสปอร์ตยิ่งขึ้น
Audi Q8 โดดเด่นท้าทายทุกสายตาด้วยซุ้มล้อขนาดใหญ่ที่มาพร้อมล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว หนึ่งในอัตลักษณ์ของ quattro DNA จาก Audi ที่จะทำให้ทุกการเดินทางเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของรถยนต์ เอสยูวี ขนาดใหญ่ได้อย่างแท้จริง ด้านท้ายสวยงามลงตัว กับการออกแบบไฟท้ายแบบแนวนอน พร้อมไฟ LED ที่เชื่อมต่อกันต่อเนื่องระหว่างด้านซ้าย และด้านขวา ทำให้ท้ายรถดูแตกต่างมีเอกลักษณ์ที่สามารถมองเห็นได้ในระยะไกล นอกจากนี้แถบสีดำเชื่อมต่อไฟท้ายซ้าย-ขวา ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Audi Ur quattro
การออกแบบตัวถังไม่เพียงแต่เน้นให้มีความสวยงาม หรูหราเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญในด้านวิศวกรรมด้วยการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมในรูปแบบของ multi-material construction โดยอลูมิเนียมและเหล็กชนิดต่างๆ จะถูกเลือกใช้ในชิ้นส่วนและตำแหน่งที่แตกต่างกันตามความเหมาะสมของการใช้งาน
Audi Q8 ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานทั้งนอกเมือง และในเมือง หนึ่งในเป้าหมายคือความนุ่มนวลซึ่ง Q8 ใช้ช่วงล่างระบบถุงลมแบบสปอร์ต สามารถปรับระดับความสูงของตัวถังได้สูงสุดถึง 90 มิลลิเมตร สามารถใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์ ทำให้ทุกการเดินทางเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวลที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์สปอร์ต

ภายในห้องโดยสาร Audi Q8 ถูกออกแบบให้มีความสะดวกสบาย แต่มีความสปอร์ต ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยว เมื่อเปิดประตู Audi Q8 เราจะรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายความเป็นสปอร์ต เอสยูวี กับเบาะนั่งคู่หน้าแบบ S Sports หุ้มหนัง Valcona คุณภาพสูง ตัดเย็บ และตกแต่งแบบไดมอนด์คัท พร้อมสัญลักษณ์ S line หนึ่งเดียวในเซ็กเมนต์ที่เหนือกว่า
ภายในของ Audi Q8 เป็นการออกแบบตามแบบแนวคิดใหม่ (design language) จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit ให้ความรู้สึกเสมือนอยู่ภายในห้องควบคุมของนักบิน
การออกแบบคอนโซลกลางแบบหรูหรา ทันสมัย โดยลดปุ่มสวิทช์ควบคุมให้น้อยที่สุด แทนที่ด้วยเทคโนโลยีหน้าจอแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 2 จอ
ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ ควบคุมอุณหภูมิแยกอิสระ 4 โซน พร้อมม่านบังแดดด้านข้างประตูสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า Audi Q8 ยังเพิ่มความสุนทรีย์ในการเดินทางด้วยเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ ประกอบด้วยลำโพงคุณภาพสูง 17 ตำแหน่ง ให้กำลังขับรวม 730 วัตต์ สร้างความประทับใจในทุกมิติเสมือนนั่งอยู่ในคอนเสิร์ต ฮอลล์
ถึงแม้ว่า Q8 จะมีแนวเส้นหลังคาที่ลาดลงตามแบบฉบับของรถยนต์แบบคูเป้ แต่ยังคงมีพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ โดยมีพื้นที่มากถึง 605 ลิตร พร้อมแผ่นปิดสัมภาระแบบไฟฟ้า และยังสามารถขยายพื้นที่ได้เพิ่มเติมอีกเมื่อพับเบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่สอง ซึ่งจะทำให้พื้นที่ขยายเพิ่มขึ้นเป็น 1,755 ลิตร รองรับสำหรับทุกกิจกรรมที่ท้าทาย
Audi Q8 ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดสมรรถนะสูง ทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 340 แรงม้า ผสานเทคโนโลยี ไมล์ด ไฮบริด ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ระบบกระแสไฟฟ้าขนาด 48 โวลต์ เทคโนโลยีไมล์ด ไฮบริด ยังทำให้รถยนต์ขับเคลื่อนในลักษณะลอยตัว (coasting phase) ได้ยาวนานมากขึ้น และยังช่วยเสริมการทำงานของระบบ start-stop ให้มีความราบรื่นยิ่งขึ้นจนผู้ขับขี่แทบไม่รู้สึกถึงการติด-ดับของเครื่องยนต์
และแน่นอนยังเพิ่มความมั่นใจในทุกสถานการณ์การขับขี่ ด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ quattro ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกมาเป็นระยะเวลากว่า 38 ปี โดยระบบขับเคลื่อนของ Audi Q8 จะกระจายแรงบิดไปยังล้อหน้าและหลังในรูปแบบ 40:60 แต่สามารถปรับการกระจายแรงบิดไปยังล้อหน้า-หลังได้อย่างอิสระสอดคล้องกับสภาพการขับขี่ในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้ผู้ขับขี่มั่นใจในการควบคุมรถยนต์ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเส้นทางโค้ง หรือการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น เสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตามปรัชญาที่ตั้งไว้ว่า ‘พละกำลังจะไร้ค่าโดยสิ้นเชิงหากขาดการควบคุม’
ในโอกาสฉลองเปิดสำนักงานใหญ่-โชว์รูม และศูนย์บริการแห่งใหม่ Audi Centre Thailand และภายใต้การสนับสนุนของ Audi AG ที่เห็นศักยภาพของประเทศไทย อาวดี้ประเทศไทยได้จัดบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้ตลาด ด้วยการชิงเปิดตัว Audi Q8 เป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรุ่นที่นำเข้ามาคือ Audi Q8 55 TFSI quattro S line โดยมีราคาจำหน่าย 6,799,000 บาท

เพราะเรื่องของดีไซน์เป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ไกลตัวเรา แสนสิริจับมือฮาบิแททเปิดคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้แนวคิด ‘A REFLECTION OF LIVING IN STYLE’

แสนสิริจับมือฮาบิแทท ชวนเซเลบดังอัพเดทเทรนด์การออกแบบ และแนะนำการตกแต่งบ้านสะท้อนตัวตน
พร้อมเปิดคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้แนวคิด
‘A REFLECTION OF LIVING IN STYLE’
เพราะเรื่องของดีไซน์เป็นสิ่งที่ไม่เคยอยู่ไกลตัวเรา ทุกสิ่งประดิษฐ์ที่เราใช้ในชีวิตประจำวันล้วนเป็นผลผลิต มาจากการออกแบบทั้งสิ้น ดีไซน์ที่ดี นอกจากจะตอบโจทย์ในเรื่องความสะดวกสบาย และเติมเต็มการใช้ ชีวิต ยังเป็นสิ่งที่สะท้อนตัวตนของเราอีกด้วย
“ความซับซ้อนของสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทำให้ผู้คนแสวงหาความเรียบง่าย ที่จะทำให้ รู้สึกปลอดโปร่ง ปราศจากความวุ่นวาย กระแสมินิมอล (Minimal) เรียบแต่โก้ จึงเป็นที่นิยม ในกลุ่มคน รุ่นใหม่ และถูกนำมาใช้ในวงการออกแบบ ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานออกแบบตกแต่งภายใน และงาน ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ สไตล์ออกแบบบ้านที่สะท้อนการใช้ชีวิตของคนยุคปัจจุบันจึงออกมา ในรูปทรง โมเดิร์นที่ลดทอนรายละเอียดลงไป เน้นการใช้รูปทรงเรขาคณิตทรงเหลี่ยมเพื่อให้ได้พื้นที่ใช้สอย และใช้ โทนสีที่เรียบง่ายสบายตา” คุณชัยจักร วทัญญู ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) อธิบาย

ด้วยเหตุนี้ แสนสิริจึงร่วมกับ “ฮาบิแทท ดีไซน์” สตูดิโอระดับโลก เปิดคอลเลคชั่นเฟอร์นิเจอร์
สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่มาพร้อมกับแนวคิด “A REFLECTION OF LIVING IN STYLE” ผลงานออกแบบ ที่ยึดถือความงามอันเรียบง่าย ละทิ้งการตกแต่งประดับประดาที่มากเกินไป เพื่อให้เกิดเป็นความกลมกลืน กับสภาพแวดล้อม สะท้อนแนวคิดการใช้ชีวิตและตัวตนของคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของโลกที่ แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกอย่างฮาบิแททร่วมมือกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในการพัฒนา เฟอร์นิเจอร์ออกมาให้กับลูกบ้านของแสนสิริ
เมื่อพูดถึงเฟอร์นิเจอร์สไตล์มินิมอล หลายคนมักนึกถึงแบรนด์ฮาบิแทท งานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ที่มีดีไซน์เรียบหรู โดดเด่นด้วยวัสดุ และประโยชน์การใช้งานโดยครั้งนี้ แสนสิริและฮาบิแททเลือกที่จะ นำเสนอผลงานใน 3 คอลเลคชั่น ที่ถ่ายทอดความหมายของ Simple yet Extraordinary มาเป็นงาน ดีไซน์เฟอร์นิเจอร์แบบครบองค์ประกอบของการอยู่อาศัย ตั้งแต่มุมโซฟาที่จัดเจนในด้านฟังก์ชั่นใช้สอย และความประณีต หรือ Dining set ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเส้นสายความอ่อนช้อยตามธรรมชาติของ อาร์ต นูโว ไปจนถึงชุดโต๊ะ ตู้ เตียง เฟอร์นิเจอร์ที่แฟนพันธุ์แท้มินิมอลลิส รักความเป็นธรรมชาติ ต้องสรรหามาใส่ในบ้านและห้องนอน

มร.วินเซนต์ เดตาเยอร์ CEO ของฮาบิแทท กล่าวว่า ฮาบิแททคือ ความลงตัวของ Minimal กับ Space โดยงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ทั้ง 3 คอลเลคชั่นนี้เป็นงานออกแบบที่แสดงชัดถึงการลดทอน เส้นสาย สิ่งไม่จำเป็นต่างๆ ออกคงเหลือแต่ความเรียบเท่ ให้ความสุนทรีย์และความปลอดโปร่ง นอกจากนี้ยังมาพร้อมด้วยฟังก์ชั่งก์โดยใช้การออกแบบเพื่อซ่อนการจัดเก็บสิ่งของอย่างมีดีไซน์ เป็นงานดีไซน์ที่อยู่เหนือกาลเวลา (Timeless Design) สิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกับฮาบิแททคือ สีโทนอ่อนของเนื้อไม้ธรรมชาติแบบเอิร์ธโทน เทรนด์ปีนี้ของเรา ยังคงเป็นการใช้วัสดุเนื้อไม้ธรรมชาติ แต่สีจะเข้มขึ้น เช่นสีน้ำเงินเข้มหรือดาร์กบลูกำลังจะมา

เซเลบดังอย่าง แพร-พิมพิศา จิราธิวัฒน์ พิธีกรรายการทีวี และเจ้าของ ธุรกิจเสื้อผ้าออกกำลังกายที่เธอ ออกแบบเอง ให้ความเห็นเรื่องการออกแบบว่า ดีไซน์ที่สวยคือดีไซน์ที่คำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย เป็น อันดับหนึ่ง (Form Follows Function) ในงานออกแบบตกแต่งภายในก็เช่นกัน เพราะต่อให้บ้านจะสวย ขนาดไหน ถ้าประโยชน์ใช้สอยไม่ดี ไม่ตอบโจทย์ของเจ้าของบ้าน สุดท้ายแล้วเจ้าของบ้านก็ไม่มีความสุข
“แพรเป็นคนให้คุณค่าที่แท้จริงของชีวิตที่เรียบง่ายและต้องมีความสุข แพรชอบดีไซน์ที่เรียบๆ สไตล์ Minimal เพราะอยู่ได้นาน ไม่เบื่อแต่แพรจะมีปัญหาเรื่องการเก็บของ เพราะเป็นคนสมบัติเยอะมาก และแพรใช้ห้องนอนเป็นสตูดิโอทำงานด้วย ดังนั้น ในเรื่องฟังก์ชั่น การจัดเก็บ แพรขอแบบ Maximum เฟอร์นิเจอร์ที่สวยสำหรับแพรจึงต้องมีดีไซน์ที่เรียบง่าย เก็บของ ได้เยอะ แต่ในความเรียบง่ายต้อง ไม่ธรรมดา แพรจะมีลูกเล่น เช่น โคมไฟหรือของตกแต่งที่มีดีเทล เพื่อให้ห้องไม่น่าเบื่อ และสะท้อนตัวตน ของแพรคือ Basic But Not So Basic”

ขณะที่ ต้น-บดินทร์ พลางกูล อินทิเรียร์ดีไซน์เนอร์รุ่นใหม่และเจ้าของบริษัทออกแบบ กล่าวว่า เขาเอง ก็เป็นคนที่ชื่นชอบบ้านสไตล์มินิมอล เพราะนั่นหมายถึงวิธีการใช้งานของบ้านในแบบที่ Form Follows Function ซึ่งสำหรับอาชีพอย่างเขาที่มักต้องใช้ความคิดและจิตนาการอยู่ตลอดเวลา สไตล์บ้านที่ดู เรียบง่ายจะช่วยให้เขาได้พักผ่อนทางความคิด ทั้งนี้คุณต้นให้คำแนะนำในการตกแต่งบ้านว่า “ในการดีไซน์บ้าน ให้เริ่มจากหาตัวเองให้ชัดเจนก่อน ถามตัวเองก่อนว่าเราชอบอะไร ชอบกิจกรรมอะไร อะไรที่จะเสริมความสุขให้เรา ฯลฯ แล้วเอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นโจทย์ในการออกแบบ เพราะดีไซน์ที่ดี ต้อง ตอบโจทย์การใช้งานและสะท้อนตัวตนของเรา งานออกแบบและตกแต่งภายในต้องให้มีเอกลักษณ์ เฉพาะ และสัมพันธ์กับพื้นที่ ไม่เฉพาะเพื่อความสวยงามเท่านั้นแต่มาด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ลงตัวกับ สภาพแวดล้อม”
คุณชัยจักรทิ้งท้ายว่า จะเห็นว่าสไตล์มินิมอลที่เน้นความเรียบง่าย Less Is More ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็น ออกไป ไม่เพียงเป็นแนวทางในงานดีไซน์ แต่ยังเหมาะที่จะเป็นแนวทางในการใช้ชีวิตของใครหลายคน เพราะหลายครั้งที่คนเราจำเป็นต้อง “ตัดใจ” ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อจะได้เลือกสิ่งใหม่ที่ดีกว่า เข้ามาทำให้ชีวิตดีขึ้น
สำหรับผู้สนใจเยี่ยมชมบ้านตัวอย่างและพบกับคอลเลคชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟจากฮาบิแทท สามารถเข้าชมได้ใน 6 โครงการนำร่อง ได้แก่ บุราสิริ วงแหวน-อ่อนนุช บุราสิริ ราชพฤกษ์ 345 เศรษฐสิริ พหล-วัชรพล เศรษฐสิริ กรุงเทพกรีฑา เศรษฐสิริ ปิ่นเกล้า-กาญจนา และ เศรษฐสิริ วงแหวน ลำลูกกา พร้อมเงื่อนไขพิเศษ แพคเกจ เฟอร์นิเจอร์ราคาเริ่มต้น 650,000 บาท หรือสามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่ มเติมได้ที่ www.sansiri.com
ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุดเผยโฉมอย่างเป็นทางการ ครั้งแรกในประเทศไทยในงาน Gaysorn Menllennial
ภายในงาน Gaysorn Menllennial เต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อเหล่าชายหนุ่มที่มีไลฟ์สไตล์สุดฮิป โดยปอร์เช่ ประเทศไทยได้ขนยนตรกรรมอี-ไฮบริดที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองไปร่วมจัดแสดง ซึ่งไฮไลท์ของงานคือการเปิดตัวรถยนต์ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด รุ่นใหม่ล่าสุด อย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย
ผู้ร่วมงานสามารถสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของ The new Porsche Cayenne
E-Hybrid ที่ติดตั้งขุมพลัง E-performance พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใหม่ล่าสุด ผสมผสานการบังคับควบคุมสไตล์สปอร์ต ให้เป็นหนึ่งเดียวกับประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด เครื่องยนต์ V6 ขนาดความจุกระบอกสูบ 3.0 ลิตร (340 แรงม้า/250 กิโลวัตต์)
เสริมพลังด้วยระบบขับเคลื่อนมอเตอร์ไฟฟ้า (136 แรงม้า/100 กิโลวัตต์) ให้พละกำลังสูงสุดรวมกว่า 462 แรงม้า แรงบิดสูงสุดถึง 700 นิวตันเมตร ด้วยแนวคิดในการพัฒนาแบบเดียวกับปอร์เช่ 918 สไปเดอร์ (Porsche 918 Spyder)

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4 – 31.2 กิโลเมตรต่อลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78 – 72 กรัมต่อกิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 – 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร สนนราคาที่ 7.5 ล้านบาท
ในงานนี้ เอเอเอสฯ นำรถยนต์ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ (Panamera 4 E-Hybrid Sport Turismo) ที่สุดแห่งการออกแบบสุดหรูหราและล้ำสมัยด้วยรูปแบบที่นั่ง 4+1 พรั่งพร้อมด้วยความอเนกประสงค์
โดดเด่นด้วย ฝากระโปรงท้ายขนาดใหญ่ปริมาตรความจุ 520 ลิตร และพนักพิงหลังบริเวณห้องโดยสารตอนท้าย สามารถพับเก็บและ เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระได้ถึง 1,390 ลิตร พานาเมร่า 4 อี-ไฮบริด สปอร์ต ทัวริสโม่ คันนี้ให้พลังงานการขับเคลื่อนสูงสุดถึง 462 แรงม้า

อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 40 กิโลเมตรต่อ ลิตรและอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 56 กรัมต่อกิโลเมตร สนนราคาเริ่มต้น 9.5 ล้านบาทมาร่วม
อวดโฉมด้วย


แอลจีเปิด ‘LG Information Display Solutions Center’ แห่งแรกในไทย เสริมแกร่งผู้นำตลาดจอดิจิตอลเชิงพาณิชย์

แอลจีเปิด ‘LG Information Display Solutions Center’ แห่งแรกในไทย เสริมแกร่งผู้นำตลาดจอดิจิตอลเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับตลาดทีวีสำหรับโรงแรมด้วย OLED 4K Hotel TV เป็นครั้งแรก
บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย มิสเตอร์ จีเจ จาง หัวหน้าบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์อินฟอร์เมชั่น ดิสเพลย์ (ที่ 2 จากซ้าย) และนายณัฐการ ปทุมวรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายโครงการ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Hotel TV, Digital Signage (ที่ 3 จากซ้าย) เปิดตัว ‘LG Information Display Solutions Center’ โชว์รูมดิสเพลย์โซลูชั่นส์แห่งแรก สำหรับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำของแอลจีในตลาดจอดิจิตอลเชิงพาณิชย์ พร้อมรุกตลาดทีวีเชิงพาณิชย์ ส่ง 4K Hotel TV เสริมทัพผลิตภัณฑ์ ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม
(ในภาพจากซ้าย) นายวิญญู กล่อมเกล้า ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์อินฟอร์เมชั่น ดิสเพลย์, มิสเตอร์ จีเจ จาง, นายณัฐการ ปทุมวรเศรษฐ์ และนางสาวนุสรา พรหมเจียม ผู้จัดการฝ่ายขายแผนกบีทูบี

VDO Wall OLED Signage
บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์(ประเทศไทย) จำกัด เปิด ‘LG Information Display Solutions Center’ โชว์รูมดิสเพลย์ โซลูชั่นส์แห่งแรกสำหรับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย ตอกย้ำ ความเป็นผู้นำนวัตกรรมในตลาดจอดิจิตอลเชิงพาณิชย์ เผยกลยุทธ์รุกตลาดทีวีเชิงพาณิชย์ นำโดย 4K Hotel TVเสริมทัพผลิตภัณฑ์หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม

In-glass Wallpaper OLED Signage
นายณัฐการ ปทุมวรเศรษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายโครงการ กลุ่มผลิตภัณฑ์ Hotel TV, Digital Signage บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า “ตลาดบีทูบีในประเทศไทยมี การเติบโตอย่างต่อเนื่อง เสริมความแข็งแกร่งด้านโอกาสทางการตลาดของแอลจี ซึ่งเราเป็นผู้นำ ตลาดผลิตภัณฑ์จอดิจิตอลเชิงพาณิชย์ในปัจจุบัน ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย และได้รับ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเปิดโชว์รูมดิสเพลย์ โซลูชั่นส์แห่งแรกของแอลจีนี้ นอกจากจะแสดง ผลิตภัณฑ์ของแอลจีในกลุ่มอินฟอร์เมชั่น ดิสเพลย์อย่างครบครัน รวมถึงจอดิจิตอลเชิงพาณิชย์ที่ก้าวล้ำที่สุดของวงการแล้ว ยังช่วยให้กลุ่มลูกค้าองค์กรได้สัมผัสประสบการณ์ในการใช้งานผลิตภัณฑ์ของเรา ได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น”

LG OLED 4K Hotel TV
LG Information Display Solutions Center ตั้งอยู่ ณ ชั้น 5 ของอาคารอรรถกระวี 2 ซอยสุขุมวิท 26 ด้วยงบประมาณการลงทุนกว่า 10 ล้านบาท จัดแสดงผลิตภัณฑ์จอดิจิตอลเชิงพาณิชย์อย่างครบครัน โดยมี ไฮไลต์ที่นำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรก คือ High Brightness VDO Wall จอวิดีโอ วอลล์ที่ให้ความสว่างสูง โดดเด่นด้วย Intelligent Sensor ปรับความสว่างหน้าจออัตโนมัติตามระดับความสว่างของแสงโดยรอบ มาพร้อมหน้าจอ 55 นิ้ว ซึ่งสามารถนำมาต่อกันได้ตามขนาดที่ต้องการ โดยมีความบางของขอบจอที่ต่อกัน เพียง 3.5 มิลลิเมตรเท่านั้น In-glass Wallpaper OLED Signage นวัตกรรมแห่งจอดิจิตอลที่สามารถ แสดงภาพได้ทั้งสองด้าน ติดตั้งได้ทั้งแบบแขวนและแบบตั้ง เพิ่มความน่าสนใจให้แก่คอนเทนต์ที่นำเสนอ ดีไซน์สุดล้ำ ด้วยจอบางเฉียบ 13 มิลลิเมตร และ VDO Wall OLED Signage ที่ให้ภาพคมชัดสีสัน เสมือนจริงบนมิติ ความดำสนิท และสามารถนำจอมาต่อกันได้โดยยังคงแสดงภาพในแนวนอนได้อย่าง สมบูรณ์แบบ
นายวิญญู กล่อมเกล้า ผู้จัดการอาวุโสกลุ่มผลิตภัณฑ์อินฟอร์เมชั่น ดิสเพลย์ กล่าวว่า “แอลจีไม่หยุดนิ่ง ที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์จอดิจิทัลเชิงพาณิชย์พร้อมนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมประสิทธิภาพในการแสดง ผลภาพที่คมชัดสมจริง พร้อมนำเสนอโมเดลที่แตกต่างกัน สามารถนำไปใช้ได้ในหลากหลายธุรกิจ และยังคงความโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี OLED ที่ให้ภาพสีสันตระการตาคมชัดทุกองศา เพื่อให้ ผู้ประกอบการนำเสนอคอนเทนต์และสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าในวงกว้างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดนี้ สะท้อนแนวคิดหลักของ แอลจีที่ว่า “นวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า” หรือ “Innovation for a Better Life” นั่นเอง”
ภายใน LG Information Display Solutions Center ยังจัดแสดงกลุ่มผลิตภัณฑ์ทีวีสำหรับโรงแรมและ ธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว โดยแอลจีเตรียมปฏิวัติวงการทีวีสำหรับโรงแรมด้วยการนำเสนอ LG 4K Hotel TV ให้แก่กลุ่มโรงแรมในระดับหรูครอบคลุมตั้งแต่ห้าดาวขึ้นไป พร้อมเสริมความแข็งแกร่งด้วยการร่วมมือกับ พันธมิตรทางธุรกิจทั้งระดับโลกและชั้นนำของประเทศ นำเสนอโซลูชั่นครบวงจรสำหรับโรงแรม เพื่อมอบประสบการณ์ในการรับชมความบันเทิงที่เหนือกว่า
“นับเป็นครั้งแรกของวงการทีวีสำหรับโรงแรมในการนำเสนอความบันเทิงให้แก่ผู้เข้าพักผ่านหน้าจอทีวีที่มา พร้อมเทคโนโลยี OLED และการแสดงผลของภาพแบบ4K ซึ่งนอกจากจะช่วยยกระดับการให้บริการ ของโรงแรมแล้ว ยังช่วยให้การนำเสนอคอนเทนต์ต่าง ๆ สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยแอลจีได้ร่วมกับโรงแรม ไฮแอท
รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ในการนำเสนอ LG 4K Hotel TV เป็นรายแรกในช่วงปลายปี 2018 นี้ และในปี 2019 แอลจีเตรียมปูพรมติดตั้ง LG 4K Hotel TV ให้แก่โรงแรมต่าง ๆ ในระดับห้าดาว เสริม การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของแอลจีในธุรกิจกลุ่มอินฟอร์เมชั่น ดิสเพลย์” นายณัฐการกล่าว
“ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์อินฟอร์เมชั่น ดิสเพลย์ ที่ครอบคลุมในทุกกลุ่มธุรกิจ เราเชื่อมั่นว่าแอลจีจะยังคง ครองความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งของตลาดจอดิจิตอลเชิงพาณิชย์ ด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ 40 เปอร์เซ็นต์ และ 30 เปอร์เซ็นต์สำหรับตลาดกลุ่มทีวีสำหรับโรงแรม ภายในปี 2018 นี้” นายณัฐการกล่าวสรุป
ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับแอลจีได้ที่ www.LGnewsroom.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอลจี ประเทศไทย ได้ที่www.lg.com/th
22 กันยายนนี้ ห้ามพลาด! ศึก ONE: CONQUEST OF HEROES ที่จะมาระเบิดความมันส์กันแบบจุใจ นำทัพโดยนักสู้ดาวรุ่งแนวหน้าจากทั้งเอเชีย ณ จาการ์ต้าร์ อินโดนีเซีย
ONE Championship (วัน แชมเปี้ยนชิพ) รายการกีฬาศิลปะป้องกันตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเ
คู่ที่น่าสนใจในศึก ONE: CONQUEST OF HEROES



คู่ที่น่าสนใจในศึก ONE: CONQUEST OF HEROES
โยชิตากะ นาอิโตะ vs โจชัว พาซิโอ (Yoshitaka Naito vs Joshua Pacio)
สำหรับ Yoshitaka “Nobita” Naito ถือเป็นหนึ่งในนักกีฬาศิลปะป้อง
ด้าน Joshua “The Passion” Pacio จากเมืองบาเกียว ประเทศฟิลิปปินส์ เขาได้แรงบันดาลใจจากศิลปะป้องกั
สเตเฟอร์ ราฮาร์เดียน vs เผิง ซู่ เหวิน (Stefer Rahardian vs Peng Xue Wen)

Stefer Rahardian เจ้าของแชมป์ทัวร์นาเมนต์ ONE รุ่นฟลายเวตของประเทศอินโดนีเซี
Peng Xue Wen ดีกรีรองแชมป์การแข่งขันมวยปล้ำ
เซอร์จิโอ วีลเซ่น vs รถถัง จิตรเมืองนนท์ (Sergio Wielzen vs รถถัง จิตรเมืองนนท์)

Sergio “Little One” Wielzen ดีกรีแชมป์มวยไทยรายการ Lion Fight รุ่นไลต์เวต และแชมป์รายการ W5 สองสมัย เขาเป็นชาวซูรินัมแต่พักอาศัยรว
รถถัง จิตรเมืองนนท์ คือหนึ่งในดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุด
ยูยะ วาคะมัตซึ vs แดนนี่ คิงแอด (Yuya Wakamatsu vs Danny Kingad)

Yuya “Little Piranha” วัย 23 ปี เป็นนักศิลปะป้องกันตัวแบบผสมผส
Danny “King” Kingad คือยอดฝีมือในรุ่นฟลายเวตจากค่า
ไครัต อัคเมตอฟ vs หม่า เฮ่า บิน (Kairat Akhmetov vs Ma Hao Bin)

อดีตแชมป์ ONE รุ่นฟลายเวต Kairat “The Kazakh” Akhmetov ผู้ได้แรงบันดาลใจจากพ่อของเขาซึ่
“The Southern Eagle” Ma Hao Bin ดีกรีแชมป์มวยปล้ำฟรีสไตล์ของจี
พริสซิลล่า เฮอร์ตาติ ลัมบัน กาโอล vs โจมารี ตอร์เรส (Priscilla Hertati Lumban Gaol vs Jomary Torres)

Priscilla Hertati Lumban Gaol เริ่มฝึกวูซูตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนได้โอกาสเข้าร่วมทีมชาติอิน
Jomary Torres สาวไร้พ่ายจากซินดันกัน เมืองแซมโบอันก้า ประเทศฟิลิปปินส์ ผู้มีสถิติชนะรวด 4 ไฟต์ โดยตอนนี้เธอกำลังพัฒนาทักษะตัว
ฟาบรีส แฟร์เท็กซ์ เดแลนนอน vs ยอดพนมรุ้ง จิตรเมืองนนท์ (Fabrice Fairtex Delannon vs ยอดพนมรุ้ง จิตรเมืองนนท์)

“Funky Drummer” Fabrice Fairtex Delannon ถือเป็นหนึ่งในนักมวยไทยระดับแน
ยอดพนมรุ้ง จิตรเมืองนนท์ วัย 24 ปี ถูกยอมรับจากบรรดากูรูให้เป็นหนึ่
วิคตอริโอ เซนดุ๊ก vs ซูโนโต้ (Victorio Senduk vs Sunoto)

Victorio Senduk ดีกรีแชมป์รุ่นเฟเธอร์เวตของราย
“The Terminator” Sunoto แชมป์รายการ WKF ของอินโดนีเซีย ผู้มีพื้นเพมาจากแถบชวาตะวันออก ก่อนย้ายมาจาการ์ต้าตั้งแต่ปี 2012 เพื่อตามความฝันของตัวเองในอาชี


