The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี
The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด ‘Designed to Break the Norms’ สู่ผู้บริโภคเมืองไทย ที่โดดเด่นทั้งดีไซน์ และการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย พร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน The New Volvo XC40 นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 Petrol ในราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท

ส่วนหน้าดีไซน์ใหม่สไตล์สวีดิชแบบ Shark Nose และ Clamshell Hood XC40 มอบความเป็นเลิศในการออกแบบเป็นเหตุผลที่ทำให้คว้ารางวัล Car of the Year 2018 จาก What Car? รวมถึงรางวัล Autocar Car of the Year 2018 และ Autocar Game Changer of the Year
The New Volvo XC40 โดดเด่นด้วยไฟหน้าที่มีรูปทรงจำลองมาจากค้อนเทพเจ้าธอร์ และฝากระโปรงทรงเปลือกหอย พร้อมเคลือบพื้นผิวอย่างสวยงามที่สอดรับกับกรอบตะแกรงทรงโค้งอย่างลงตัว รูปแบบการดีไซน์ที่มีความโค้งเว้านี้ยังถูกนำไปใช้กับส่วนล่างของประตูหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตัวรถด้านข้างได้เป็นอย่างดี
The New Volvo XC40 มอบอัตลักษณ์ใหม่ของยานยนต์เอสยูวีด้วยระยะใต้ท้องรถเพียง 21 ซม. อีกทั้งยังมีการใช้ระบบจัดเก็บสัมภาระรุ่นใหม่ Ingenious Storage Solutions ทั่วทั้งห้องโดยสารไปจนถึงส่วนประตูท้าย นับเป็นการสร้างระบบจัดเก็บที่ชาญฉลาด สร้างสรรค์ และสวยงาม อย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง!
เราสามารถสนุกไปกับการตอบสนองที่ฉับไว และทรงพลังตลอดเวลาที่จับพวงมาลัย พร้อมประสิทธิภาพการขับขี่ที่เปี่ยมพลัง แต่ประหยัดน้ำมันจากเครื่องยนต์ขั้นสูงซึ่งมีทั้งรุ่น T4 190 แรงม้า หรือ T5 AWD 252 แรงม้า โดยเครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นล้วนมอบอัตราเร่งที่แรงเร้าใจในทุกสภาวะ พร้อมช่วยประหยัดน้ำมันขั้นสุดที่ปล่อยไอเสียในอัตราต่ำ
The New Volvo XC40 ในรุ่นเครื่องยนต์ T4 เบนซิน เน้นการขับขี่แบบสปอร์ต และสมรรถนะที่แรงสุดขั้วจากเครื่องยนต์ 1969cc เมื่อทำงานร่วมกับเกียร์อัจฉริยะที่มีระบบส่งกำลังอัตโนมัติ 8 สปีดแบบ Geartronic จึงมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 8.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 210 กม./ชม. และกำลังรอบสูงสุด 4,700 รอบ/นาที โดยมีอัตรากินน้ำมัน 7.4 ลิตร/100 กม. (13.5 กม./ลิตร)
สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ T5 มาพร้อมระบบขับเคลื่อน AWD แรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,800 – 4,800 รอบต่อนาที โดยลักษณะการบิดจะเป็นแบบ Flat torque curve ที่มีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.4 วินาที ทำความเร็วสูงสุดที่ 230 กม./ชม. นอกจากนี้ ยังประหยัดน้ำมันเป็นเลิศที่ 12.5 กม./ลิตร
การตกแต่งห้องโดยสารได้รับการติดตั้งระบบแสงสว่างรุ่นใหม่ เพื่อสร้างบรรยากาศภายในรถให้รู้สึกอบอุ่น และสวยงามแบบร่วมสมัย โดยใช้ไฟแอลอีดี ตกแต่งด้วยอลูมิเนียมให้โดดเด่นยิ่งขึ้นการผสมผสานที่ลงตัวนี้ช่วยสร้างความรู้สึกตื่นตัว สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยชีวิตชีวา
รถยนต์วอลโว่ได้รับการยกย่องมาช้านานในเรื่องความสบายของเบาะที่นั่งที่สอดรับกับสรีระ และการขับขี่ระยะไกลซึ่ง The New Volvo XC40 ก็มอบสิ่งนี้ให้เช่นกัน ด้วยการตกแต่งแบบ R-Design ในรุ่น XC40 R-Design ที่โดดเด่นด้วยการบุหนัง Charcoal Nappa Leather และผ้าทอ Nubuck เสริมด้วยแนวตะเข็บ และเดินแนวด้ายสีบรอนด์สวยงามสะดุดตาเบาะของนักขับ และผู้โดยสารเบาะหน้าจะมีตำแหน่งที่สูงกว่า เพื่อมอบทัศนวิสัยที่ชัดเจนในการควบคุมที่ดีเยี่ยมตลอดเวลา

ใน The New Volvo XC40 หน้าจอทัชสกรีนส่วนกลางเพียงแค่แตะก็สามารถใช้งานระบบนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่น และแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้อย่างง่ายดายเหมือนเรากำลังใช้แท็บเล็ต นอกจากนี้ฟังก์ชั่นการสั่งงานด้วยเสียงยังทำให้เราสามารถควบคุมการทำงานของรถได้ง่ายดาย พร้อมระบบ Apple CarPlay และ Android Auto เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของเราได้อย่างราบรื่น สำหรับจอแสดงผลของนักขับก็มีความชัดเจน และดูข้อมูลได้ง่ายโดยนักขับยังสามารถควบคุมระบบเสียง และการทำงานของเครื่องยนต์ได้จากจอนี้เพื่อการควบคุมที่ง่ายดาย
The New Volvo XC40 มีช่องเก็บสัมภาระที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสิ่งของต่างๆ โดยด้านล่างที่พักแขนมีช่องเก็บของขนาดใหญ่ซึ่งมีที่รองรับขยะ และสามารถถอดออกได้ ซึ่งจะช่วยขจัดความสกปรกรกให้หมดไปจากรถ
พื้นที่ใต้เบาะนั่งยังมีช่องเก็บของสำหรับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ อีกทั้งยังมีพื้นที่วางสมาร์ทโฟนในขณะที่คุณกำลังชาร์จ แบตเตอรี่ ตะขอแขวนถุงอาหารที่ซื้อกลับบ้านหรือถุงช็อปปิ้งใบเล็ก ๆ และยังมี มีที่วางแก้ว และที่ชาร์จไฟแบบ USB อีกหลายจุด
พื้นที่ส่วนล่างภายในห้องโดยสารถูกจัดสรรเป็นช่องเก็บของทั้งหมด ซึ่งทำให้ XC40 ตอบโจทย์ชีวิตคนเมืองได้ดีที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน โดยสามารถเก็บได้ทั้งขวดเครื่องดื่มขนาดใหญ่ เครื่องแล็บท็อป หรือแม้แต่กระเป๋าเดินทางใบเล็ก ๆ
The New Volvo XC40 ถือเป็นรถยนต์ที่มีความปลอดภัยสูงสุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยที่ยกมาจากยานยนต์รุ่นพี่อย่างซีรี่ย์ XC90 และ XC60 ซึ่งหลายระบบที่ติดตั้งใน The New Volvo XC40 ถือเป็นการติดตั้งครั้งแรกในรถเอสยูวีเกรดพรีเมียมขนาดเล็ก XC40 จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดความตึงเครียด และความยุ่งยากด้านข้อมูลสำหรับผู้ขับขี่ ด้วยระบบความปลอดภัย และระบบช่วยเหลือในการขับขี่ที่สามารถระบุ และหลีกเลี่ยงการชนปะทะที่อาจเกิดขึ้นทำให้การขับขี่มีความผ่อนคลาย
ส่วนฟีเจอร์ที่ได้รับการยกระดับเพื่อการขับขี่ในเมืองได้แก่ การปรับระดับเบาะนั่งด้านหน้าให้สูงขึ้นเพื่อวิสัยทัศน์บนท้องถนนที่ชัดเจน, ระบบป้องกันการชนขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำรุ่นล่าสุด (City Safety) ระบบแจ้งเตือนเมื่อมีรถวิ่งเข้ามาทางด้านข้างขณะถอยหลังออกจากที่จอด (Cross Traffic Alert with Break Support) พร้อมระบบช่วยเบรก, ระบบการบังคับพวงมาลัยเพื่อหลบรถวิ่งสวน (Oncoming Lane Mitigation) และระบบช่วยเลี้ยว (Steer Assist) และระบบช่วยขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) สำหรับรุ่น R-Design เพื่อการขับขี่ประจำวัน

เทคโนโลยี Air-Woofer เป็นครั้งแรกใน The New Volvo XC40 ที่มีเป็นมาตรฐานทุกรุ่น โดยเฉพาะ รุ่น R-Design ที่มาพร้อมระบบ Harman Kardon Premium Sound เพื่อมอบประสบการณ์ทางดนตรีที่เต็มอารมณ์และทรงพลัง พร้อมรายละเอียดเสียงที่ครบถ้วน
โดยเฉพาะเสียงเบสรอบทิศทางที่ได้รับการปรับแต่งมาอย่างดีเยี่ยม รวมถึงการติดตั้งระบบเครื่องเสียงที่แยกออกจากบนแผงประตู ทำให้เพิ่มบริเวณช่องเก็บของบานประตูของ The New Volvo XC40 ได้กว้างยิ่งขึ้น
แพลตฟอร์ม Volvo CMA ตอบรับอนาคตแห่งนวัตกรรม การปรับแต่งขนาดยานยนต์ และโอกาสในการสร้างสรรค์รถยนต์เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างแท้จริง เพราะทุกสิ่งที่ทำเริ่มต้นจากผู้คน และผลลัพธ์ที่ได้คือ The New Volvo XC40 ที่คว้ารางวัลอันทรงเกียรติมาแล้วมากมาย
อาดิดาส จัดกิจกรรมวิ่ง “ON-THE-GO City Hunt” ระดมพลนักวิ่งสายสตรีทตะลุยกรุง 3 เส้นทางสุดมันส์
เปิดประสบการณ์การวิ่งในเมื

กิจกรรมเริ่มต้นขึ้นด้วยการแบ่

พบกับรองเท้า Pureboost Go ตัวช่วยที่จะทำให้การวิ่งซิตี้

ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด SUV รุ่นใหม่ล่าสุดจาก PORSCHE ความมันส์ในรูปแบบ ปลั๊ก-อิน ไฮบริด
ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่สามารถเดินทางได้ 441 กิโลเมตร และทำความเร็วได้ถึง 135 กิโลเมตร/ชั่วโมง เมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว อัตราการบริโภคน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเมื่อวัดตาม มาตรฐาน New European Drive Cycle (NEDC) โดยขึ้นอยู่กับขนาดของยางรถยนต์ที่ติดตั้งอยู่ที่ 29.4 – 31.2 กิโลเมตร ต่อลิตร หรือ 3.4 – 3.2 ลิตรต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 – 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร นอกจากนี้ปอร์เช่ยังได้เพิ่มเติม อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และระบบช่วยเหลือการขับขี่หลากหลายรายการให้แก่คาเยนน์ทุกรุ่น อาทิ หน้าจอ แสดงข้อมูล head-up display แบบใหม่ เบาะนวดไฟฟ้า และล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 22 นิ้ว
เพื่อให้มั่นใจว่ามอเตอร์ไฟฟ้าจะทำงาน ได้อย่างเต็มศักยภาพเมื่ออยู่ภายใต้โปรแกรมการขับขี่ทุกรูปแบบของชุดแต่งสปอร์ตโครโน (Sport Chrono Package) ซึ่งติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นั่นหมายความว่าแรงบิดสูงสุดจะพร้อมตอบสนองต่อการบังคับควบคุมทุกครั้งที่สัมผัสคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถสนุกสนานกับอัตราเร่ง และแรงบิดมหาศาลในทุกรอบความเร็วกำลังสำรองที่ล้นเหลือจากมอเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเก็บสะสมเอาไว้ผ่านการชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างการเดินทางโดยขึ้นอยู่กับโปรแกรมการ
ขับขี่ที่เลือกใช้งานขณะนั้น
https://www.youtube.com/watch?v=JyMb6oPagnQ
โหมด Sport และ Sport Plus เน้นการดึงสมรรถนะตัวรถออกมาจนถึงขีดสุด พลังงานจากแบตเตอรี่ทั้งหมดจะได้รับการนำมาใช้เพื่อสร้างอัตราเร่ง สำหรับโหมด Sport การชาร์จแบตเตอรี่จะเกิด ขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการเสริมพละกำลัง ในส่วนของโหมด Sport Plus แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จอย่างรวดเร็ว ที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ โหมดการขับขี่อื่นๆ นั้นเหมาะสมกับลักษณะการขับขี่ที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพในการประหยัดน้ำมัน เชื้อเพลิงสูงสุด
แบตเตอรี่ที่ติดตั้งในปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด (Porsche Cayenne E-Hybrid) ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อเพิ่ม ความจุในการเก็บสะสมพลังงาน เสริมขีดความสามารถทั้งในแง่ของพิสัยระยะการเดินทางและพละกำลังสำรองยามที่
ต้องการอัตราเร่ง: เมื่อเปรียบเทียบกับ คาเยนน์ (Cayenne) รุ่นก่อนหน้า พบว่าความจุแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นจาก 10.8 เป็น 14.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ แบตเตอรี่ดังกล่าวผ่านการระบายความร้อนด้วยระบบ fluid-cooled ติดตั้งลงบริเวณพื้นตัวถังด้านท้ายของรถอย่างหนาแน่น
ประกอบด้วยโมดูลพลังงาน 8 ชุด ภายใน แต่ละโมดูล คือเซลล์ prismatic lithium ion จำนวน 13 เซลล์ สามารถชาร์จแบตเตอรี่จนเต็มความจุภายในระยะเวลา 7.8 ชั่วโมง ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 10 แอมป์ ในกรณีที่ใช้อุปกรณ์พิเศษ on-board charger 7.2 กิโลวัตต์ ด้วยไฟฟ้าแรงดัน 230 โวลต์ ผ่านสายต่อขนาดกระแส 32 แอมป์ แทนที่ระบบชาร์จมาตรฐานแบบ 3.6 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่จะได้รับการชาร์จพลังงานจนเต็มความจุภายในระยะเวลาเพียง 2.3 ชั่วโมงเท่านั้น
การชาร์จพลังงานสามารถควบคุม และตรวจสอบสถานะการทำงานผ่านระบบติดต่อสื่อสาร Porsche Communication Management (PCM) พร้อมสั่งการระบบปรับอากาศผ่าน Porsche Connect app ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มหรือลดอุณหภูมิในขณะปิดสวิทช์กุญแจ นอกจากนี้ระบบ Porsche Connect ยังรองรับการค้นหา และคัดกรองสถานีชาร์จพลังงาน รวมทั้งบันทึกตำแหน่งที่ตั้งของสถานีลงในจุดหมายของระบบนำทางผ่านดาวเทียม ระบบเครือข่ายการให้บริการ Porsche Charging Service ใหม่ล่าสุด เปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่เข้าถึงสถานีบริการชาร์จพลังงาน สาธารณะได้โดยอิสระ ค่าใช้จ่ายในการใช้บริการจะถูกส่งตรงมายังผู้ใช้งานผ่าน Porsche ID account โดยไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนใช้งานเพิ่มเติมกับผู้ให้บริการรายอื่นแต่อย่างใด
ปอร์เช่ สร้างสรรค์ระบบขับเคลื่อน และระบบส่งกำลังของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ใหม่ทั้งหมด ชุดขับเคลื่อนไฮบริดประกอบด้วยเซลล์พลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงพร้อมชุดคลัทช์อิสระ electromechanical แตกต่างจากระบบ electro-hydraulic และอุปกรณ์ spindle actuator ในรุ่นก่อนหน้าให้อัตราการตอบสนองที่รวดเร็วฉับไวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ระบบส่งกำลังโดยเกียร์อัตโนมัติอัจฉริยะ 8 จังหวะ Tiptronic S ที่ได้รับการปรับแต่งใหม่สำหรับปอร์เช่ คาเยนน์ โดยเฉพาะ เกียร์อัตโนมัติชุดนี้ไม่เพียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล แต่ยังสามารถปรับเปลี่ยนอัตราทดได้อย่างรวดเร็ว ลดอาการกระตุกที่เกิดขึ้น ขณะเปลี่ยนจังหวะ
ด้วยการทำงานของระบบ Porsche Traction Management (PTM) ส่งผลให้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ all-wheel drive ของ คาเยนน์ อี-ไฮบริด ได้รับการควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านอุปกรณ์ map-controlled multiplate clutch โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระจายแรงบิดไปยังล้อขับเคลื่อนอย่างเหมาะสม การทำงานของระบบดังกล่าวช่วยให้ผู้ขับขี่ สามารถบังคับควบคุมรถยนต์ได้ทุกรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่สไตล์สปอร์ตความเร็วสูง หรือแม้แต่ในยามบุกตะลุยไปบนเส้นทางทุรกันดารสไตล์ offroad ต้องยกประโยชน์ให้ระบบช่วงล่างของ คาเยนน์ ไฮบริดที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ารถสปอร์ตพันธุ์แท้ เฉกเช่นกับที่เคยเป็นมาใน ปอร์เช่ คาเยนน์ ทุกเจเนอเรชั่น ระบบควบคุมการทรงตัว Porsche Active Suspension Management (PASM) ได้รับการติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้สามารถเลือกสั่งติดตั้งอุปกรณ์พิเศษอีกหลากหลายรายการ อาทิ ระบบ Porsche Dynamic Chassis Control (PDCC) ระบบ roll stabilisation และระบบลากจูงรถต่อพ่วงที่สามารถ รับน้ำหนักได้สูงสุดถึง 3.5 ตัน
ปอร์เช่ได้เพิ่มเติมระบบช่วยเหลือ การขับขี่ และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกล้ำยุคมากมายหลายรายการ สำหรับ คาเยนน์ ทุกรุ่น นับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่สำหรับการติดตั้งหน้าจอแสดงผลแบบใหม่ head-up display ทำงานด้วยการฉายภาพข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับระบบต่างๆ ของตัวรถไปยังระดับสายตาของผู้ขับขี่โดยตรงในลักษณะของหน้าจอสี
ในส่วนของอุปกรณ์ พิเศษอื่นๆ ที่ได้รับการเพิ่มเติมลงใน คาเยนน์ เป็นครั้งแรก ได้แก่ ระบบดิจิทัลช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะ Porsche InnoDrive พร้อมระบบควบคุมความเร็วแปรผันอัตโนมัติ adaptive cruise control เบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบนวดไฟฟ้า massage seats ระบบไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้า heated windscreen ระบบทำความร้อนภายในห้องโดยสารแยกตำแหน่ง อิสระควบคุมด้วยรีโมท และล้ออัลลอยน้ำหนักเบา ขนาด 22 นิ้ว
ปอร์เช่ คาเยนน์ อี-ไฮบริด : อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 29.4 – 31.2 กิโลเมตร/ลิตร อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 78 – 72 กรัม/กิโลเมตร อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ 20.9 – 20.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง/ระยะทาง 100 กิโลเมตร
- ระยะทางขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุดอยู่ระหว่าง 42 และ 44 กิโลเมตร โดยขึ้นอยู่กับยางรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้ง
- อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง และอัตราการปล่อยก๊าซคาร์ยอนไดออกไซด์ ขึ้นอยู่กับยางรถยนต์ที่ได้รับการติดตั้ง
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จับมือ 3 เครือโรงแรมชั้นนำขยายจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเสริมแกร่งแบรนด์ EQ
บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมขับเคลื่อนตลาดรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำอันดับหนึ่งด้านยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz ยกระดับการให้บริการด้านรถยนต์ไฟฟ้าโดยการขยายเครือข่าย Charging Station ในเฟสแรกกว่า 63 จุดทั่วประเทศ ใน 3 เครือโรงแรมชั้นนำของเมืองไทย ได้แก่ Marriott International, Minor Hotels และ Hilton มุ่งให้บริการตั้งแต่รถลิมูซีนไปจนถึงลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการที่โรงแรม พร้อมเดินหน้าเตรียมเพิ่มสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอีกหลายแห่งในอนาคต
‘EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz’ แบรนด์ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว และการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปูทางไปสู่การขับขี่แบบปลอดการปล่อยไอเสีย โดยภายในปี 2565 บริษัทเมอร์เซเดส-เบนซ์มีแผนจะผสานระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าเข้ากับรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างทั่วถึง เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าอย่างน้อย 1 รุ่นในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่รถยนต์จากแบรนด์สมาร์ทไปจนถึงรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ รวมถึงบริษัทฯ กำลังวางแผนจะนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 50 รุ่นย่อย
ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยผู้บริโภคมีความเข้าใจในผลิตภัณฑ์มากขึ้น และเล็งเห็นข้อดีของการเลือกใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า โดย 3 ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเติบโตได้เร็วคือ นโยบายการสนับสนุนด้านรถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ ทั้งในด้านการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต หรือนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่างๆ ให้แก่ผู้ผลิตรถยนต์ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ของค่ายรถต่างๆ ที่เหมาะสมกับตลาดในประเทศไทย และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค รวมถึงการมีสายการผลิตรถยนต์ที่มีคุณภาพ และสุดท้ายคือการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกท่านว่าจะได้รับความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาครัฐเสมอมา จึงพร้อมตอบรับต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทยผ่านการลงทุนเปิดสายการผลิตรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่น และการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ในประเทศไทย พร้อมนำความรู้ความเชี่ยวชาญจากบริษัทแม่มาพัฒนาบุคลากรชาวไทยเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า รวมถึงการสร้างสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าทั่วประเทศ ดังนั้นการขยายจุดติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากับ 3 เครือโรงแรมชั้นนำอย่าง Marriott International, Minor Hotels และ Hilton นั้นจึงทำให้มั่นใจได้ว่าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะสามารถยกระดับการให้บริการด้านรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมตอบสนองความต้องการลูกค้าได้อย่างครอบคลุม
ในปี พ.ศ.2559 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เริ่มต้นแนะนำรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz เป็นครั้งแรก และเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ภายใต้แบรนด์นี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยในปัจจุบันมีรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจำนวนทั้งสิ้น 8 รุ่น ได้แก่ C 350 e Avantgarde, C 350 e Exclusive, C 350 e AMG Dynamic, E 350 e Avantgarde, E 350 e Exclusive, E 350 e AMG Dynamic, GLE 500 e 4MATIC Exclusive และ GLE 500 e 4MATIC AMG Dynamic
การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าใน 3 เครือโรงแรมชั้นนำในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้เพื่อมอบบริการที่เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า เพราะปัจจุบันโรงแรมเป็นเสมือนอีกหนึ่งไลฟ์สไตล์พ้อยท์ที่ลูกค้าเข้าไปใช้บริการมากขึ้นนอกจากการเข้าพัก ไม่ว่าจะเป็น การจัดงานประชุม สัมมนา ฟิตเนส คาเฟ่ หรือห้องอาหาร เป็นต้น อีกทั้งจะส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ารวมทั้งสิ้นกว่า 200 จุด ครอบคลุมทั้งผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ โรงแรมชั้นนำ และศูนย์การค้าชั้นนำอีกด้วย

CASIO G-SHOCK เผยโฉม G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition แรงบันดาลใจจากดาบซามูไรญี่ปุ่นสู่นาฬิกาสุดหรูทรงคุณค่า
บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ผู้นำเข้านาฬิกา CASIO G-SHOCK อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เปิดตัวนาฬิกา G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกาตระกูลกันกระแทกอันโด่งดัง MR-G (Majesty Reality G-SHOCK) ด้วยแรงบันดาลใจและชื่อรุ่นจาก ‘เททสึ ซูบะ’ (tetsu-tsuba) หรือการ์ดบังมือเหล็กซามูไร ที่สร้างสรรโดยช่างฝีมือดาบญี่ปุ่นแบบต้นตำหรับ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างสุนทรียศาสตร์ ความปราณีตและแข็งแกร่งของงานฝีมือญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ถ่ายทอดผ่านจิตวิญญาณ เพื่อสร้างเอกลักษณ์ของนาฬิกาเรือนนี้ ทั้งนี้ นาฬิกา G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition ได้ถูกผลิตมาเพียง350 เรือนทั่วโลก และจะนำมาวางจำหน่ายครั้งแรกในประเทศไทยเพียง 5 เรือน ณ งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ที่เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่17 กันยายน 2561 เท่านั้น

MRG-G2000HA-1A
MRG-G2000HA ได้รับแรงบันดาลใจมาจากความแข็งแกร่ง ปราณีต และสวยงามของดาบญี่ปุ่น ซึ่งสอดคล้องกับเอกลักษณ์ของนาฬิกา G-SHOCK MR-G ซึ่งเป็นซีรี่ย์ที่ให้ความรู้สึกหรูหราและทรงพลัง ‘ซูบะ’ tsuba หรือการ์ดบังมือ ถือเป็นส่วนสำคัญของดาบญี่ปุ่น ซึ่งใช้ในการปกป้องมือผู้จับจากมีดคมของดาบและให้ความสวยงาม ส่งให้ MRG-G2000HA โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยการตอกเหล็กเป็นรูปทรงโดยช่างฝีมือ ขอบด้านนอกและแถบกลางของสายนาฬิกา MRG-G2000HA ได้รับการออกแบบเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสคล้ายหิน ดั่งเช่น tetsu-tsuba โดยใช้ค้อนและสิ่วแบบพิเศษเพื่อสร้างลาย ‘อาราชิ-ซือชิเมะ’ Arashi-Tsuchime สร้างความแตกต่างและสื่อถึงกล้าหาญของแบรนด์ MR-G ได้เป็นอย่างดี

ดีไซน์อันทรงแข็งแกร่งและปราณีตของ MRG-G2000HA-1A
นาฬิกา MRG-G2000HA ใช้สีแบบดั้งเดิมที่ได้แรงบันดาลใจจากความสวยงามของโลหะสีม่วงเข้ม ‘มูราซากิ–กาเนะ’ (Murasaki-gane) และวัสดุทองแดง ‘ซูอากะ’ (Suaka) ที่ใช้ในงานหัตถกรรมญี่ปุ่น มูราซากิ–กาเนะเป็นโลหะผสมที่มีส่วนประกอบของทองคำ รวมถึงให้สีม่วงเข้มเป็นเอกลักษณ์อีกด้วย ทั้งนี้ สีที่ได้ในกรอบและสายของนาฬิกา ช่วยเสริมลุ๊คให้ MRG-G2000HA มีความแตกต่างและสง่างาม เสริมด้วยเทคนิคการเคลือบแบบใหม่ AIP® (arc ion plating) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการเคลือบผิวชั้นนำที่ใช้ในการรักษาพื้นผิวเครื่องจักรที่มีความยืดหยุ่นสูง เช่น เครื่องยนต์เจ็ท และปิดท้ายการเคลือบผิวด้วยเทคนิคขั้นสูง เพื่อให้ได้นาฬิกาที่มีความแวววาว แข็งแกร่ง และสง่างาม ทนแทนต่อรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี
เทคนิค arashi-tsuchime
ทั้งนี้ ขั้นตอนผลิตนาฬิกา MRG-G2000HA ทุกเรือน อยู่ใต้การดูแลของ นาย อาซานะ บิโฮ (Mr. Asano Biho) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ‘ซุยกิ’ (tsuiki) รุ่นที่ 3 ของญี่ปุ่น ซึ่งฝากผลงานไว้กับการอนุรักษณ์ฟื้นฟูสถานที่ทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นที่สำคัญต่างๆ และเป็นผู้ใช้เทคนิคที่เรียกว่า arashi-tsuchime สำหรับนาฬิกาทุกๆ เรือนอีกด้วย
ทางด้านของคุณสมบัติ MRG-G2000HA มีโมดูล Connected Engine 3-Way ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่ออัพเดตข้อมูลภายในของนาฬิกาโดยอัตโนมัติ เสริมด้วยฟังก์ชั่นMultiband 6 ซึ่งควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ Bluetooth® ใช้ในการปรับเทียบมาตรฐานเวลา เพื่อความแม่นยำในทุกสถานการณ์ นอกจากนี้ MRG-G2000HA ยังมาพร้อมกับระบบ GPS Hybrid Wave Ceptor ควบคุมด้วยคลื่นวิทยุและขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ผสมผสานกับระบบพลังงาน ทัฟ โซลาร์ (Tough Solar) ซึ่งสามารถชาร์จไฟด้วยแสงอาทิตย์ ไฟฟลูออเรสเซนต์และแหล่งพลังงานแสงอื่นๆ
MRG-G2000HA-1A จากมุมข้าง
ทั้งนี้ เพื่อความแข็งแกร่งและสวยงามของ MRG-G2000HA ยังมาพร้อมกับกระจกแซฟไฟร์เคลือบด้วยสารกันแสงสะท้อน และไฟ LED Super Illuminator ให้แสงสว่าง ผสานกับความสามารถในการกันน้ำได้ลึก 200 เมตร และสายไทเทเนียมให้ความแข็งแกร่งเป็นเลิศ นอกจากนี้ ยังมีน้ำหนักรวมนาฬิกาเพียง 152 กรัม ซึ่งนับเป็นนาฬิกาที่สามารถผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างสวยงามและลงตัวอย่างไร้ที่ติ
นอกจาก MRG-G2000HA แล้ว ภายในงาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 G-SHOCK ยังได้นำอีกหนึ่งรุ่นจากซีรี่ยส์ MR-G มาจัดแสดง ได้แก่รุ่น MRG-G2000CB ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘คูโรโซเนะ’ (Kurozonae) หรือกองกำลังทหารพิเศษของญี่ปุ่นในสมัยโบราณ ซึ่งสวมใส่ ‘Black Guard’ หรือชุดเกราะสีดำ ถ่ายทอดออกมาเป็นนาฬิกาMRG-G2000HA ที่ทำด้วยโลหะสีดำล้วนทั้งเรือน สื่อถึงความแข็งแกร่งและพลังอำนาจ พร้อมด้วยวัสดุ COBARION® อัลลอยโคบอลต์ที่พัฒนาในญี่ปุ่น แข็งแกร่งเป็นสองเท่าของสแตนเลสสตีล แต่ให้ประกายแวววาวเทียบเท่ากับแพลตทินัม และยังมีระบบ Bluetooth® และ GPS ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ควบคุมโดยคลื่นวิทยุ โดยทาง CMG ได้นำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 10 เรือนเท่านั้น

MRG-G2000CB-1A
อีกหนึ่งรุ่นในกลุ่มพรีเมี่ยมที่น่าจับตามองคือ รุ่น MTG-B1000 จากซีรี่ส์ MTG (Metal Twisted G-Shock) ด้วยวัสดุผสมผสานระหว่างโลหะและเรซิน ที่มีขนาดตัวเรือนกระชับข้อมือ เสริมด้วยโครงสร้าง TRIPLE G RESIST ซึ่งทนทานต่อแรงกระแทก แรงเหวี่ยง และแรงสั่นสะเทือน พร้อมกระจกแซฟไฟร์เคลือบสารกันแสงสะท้อน ระบบไฟ LED ความสว่างสูง แสดงเวลาโลก นาฬิกาจับเวลา และมีระบบการชาร์จด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ทัฟ โซลาร์ แบบทนทานดั้งเดิมของ CASIO

MTG-B1000-1A
ทั้งนี้ MTG-B1000 ยังมาพร้อมกับ Connected Engine ใหม่ เพื่อความแม่นยำของเวลาที่มากยิ่งขึ้น พร้อมฟังก์ชันการสื่อสารด้วย Bluetooth® ทำให้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนที่ใช้แอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงฟังก์ชั่น Multiband 6 ซึ่งควบคุมด้วยคลื่นวิทยุ เพื่อปรับเทียบมาตรฐานเวลา ให้ความแม่นยำในทุกสถานการณ์
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-SHOCK รุ่น MRG-G2000HA Limited Edition, MRG-G2000CB, MTG-B1000 และนาฬิกา G-SHOCK รุ่นอื่นๆ สามารถเข้าไปดูได้ที่ เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ณ เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 หรือออนไลน์ผ่านทาง www.casio-cmg.com และ Facebook: Casio Watches Thailand
#CENTRALInternationalWatchFair2018 #CentralWatchFair #CasioCMG #CASIOFamilyTH
เผยโฉม The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวี รุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้าน
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว The New Volvo XC40 สุดยอดคอมแพกต์เอสยูวีรุ่นแรกจากแบรนด์วอลโว่ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิด “Designed to Break the Norms” สู่ผู้บริโภคเมืองไทย มอบความโดดเด่นทั้งการดีไซน์ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และเทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการขับขี่ที่ครบครัน นำเสนอทั้งในรุ่นเครื่องยนต์ T5 AWD และ T4 Petrol ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 2.09 ล้านบาท
หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการเปิดตัวรุ่น XC60 ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของแบรนด์วอลโว่ในตลาดเมืองไทย วันนี้ วอลโว่พร้อมแล้วที่จะนำเสนอเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดด้วยภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดน โดย XC40 พร้อมรุกตลาดเอสยูวีระดับพรีเมียมอย่างเต็มตัว ที่นำเสนอความเป็นเลิศทั้งในด้านความปลอดภัย ระบบขับเคลื่อน และเทคโนโลยีอินโฟเทนเมนท์ ซึ่งนำมาจากยานยนต์ขนาดใหญ่ (SPA) นำมาติดตั้งในระบบยานยนต์ขนาดเล็ก (Compact Modular Architecture : CMA) รุ่นใหม่ล่าสุดนี้
มร.คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “แพลตฟอร์มพื้นฐานการพัฒนายานยนต์รุ่น XC40 ของเราคือ CMA หรือ Compact Modular Architecture ซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาอย่างมากเมื่อพิจารณาในแง่นวัตกรรม ประการแรก สถาปัตยกรรมนี้มอบ ความยืดหยุ่น ในการผลิตรถยนต์ ทำให้เราสามารถนำเสนอสุดยอดยานยนต์ได้ในหลากหลายขนาด

The New Volvo XC40 คือการทำให้แนวคิด ’90 สู่ 60 สู่ 40′ เป็นจริงขึ้นมา โดยเราสามารถปรับขนาดแพลตฟอร์มเทคโนโลยีจากระดับ SPA มาเป็น CMA และ C segment ได้ โดยเฉพาะการปรับในส่วนของระบบความปลอดภัยขั้นสูง และระบบสนับสนุนการขับขี่ รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้งานโดยรวม ซึ่งก็คือความรื่นรมย์ที่ทั้งนักขับ และผู้โดยสารจะสามารถสัมผัสได้จากการควบคุมและการโดยสารในเอสยูวีขนาดเล็กของเรารุ่นนี้”
สำหรับรุ่น XC40 วอลโว่ได้นำเสนอประสบการณ์ผู้ใช้งานที่ดีเยี่ยมที่สุดในรถยนต์ระดับเดียวกัน ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ บริการอันชาญฉลาด และเทคนิคการเก็บสัมภาระขั้นสุดยอดที่มอบโซลูชั่นการเก็บสิ่งของในห้องโดยสารแนวใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน สมรรถนะการควบคุมที่ฉับไวที่มาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่รุ่นใหม่

แสดงให้เห็นถึงแนวทางใหม่ของวอลโว่ ในการสร้างสรรค์รถเอสยูวีขนาดเล็กเพื่อการขับขี่ในตัวเมืองที่ดีเยี่ยมภายใต้รูปลักษณ์ที่ทั้งสวยงามและเด่นชัดในอัตลักษณ์ของผู้ขับขี่ โดย XC40 ยังถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มยานยนต์ระดับลักชัวรี่ของวอลโว่ให้ครบสมบูรณ์ต่อจากรุ่นพี่อย่าง XC90 และ XC60 ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วทั่วโลก
แม้ XC40 จะเป็นยานยนต์รุ่นเล็ก หากยังคงความเป็นเยี่ยมตามแบบฉบับวอลโว่ เพราะ XC40 มิใช่รถยนต์ที่ถูกย่อส่วนมาจากรุ่นใหญ่ แต่เป็นการสร้างตัวตนใหม่และอัตลักษณ์อันโดดเด่นในแบบเฉพาะตัว
การเปิดตัว The New Volvo XC40 ถือเป็นก้าวย่างที่สำคัญยิ่งของวอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เนื่องจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยของเรากำลังมองหารถยนต์ดีไซน์ใหม่ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว โดยต้องเป็นรถยนต์ที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาง่ายขึ้นด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอย และส่วนเก็บสัมภาระอย่างชาญฉลาด และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ”
The New Volvo XC40 มอบทุกสิ่งที่กล่าวมาให้คุณได้! หากคุณเลือกรุ่นท็อป คุณยังจะได้แพ็คเกจ R-Design เต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงระบบการเก็บสัมภาระที่น่าทึ่ง และพื้นที่เก็บของที่ใหญ่กว่า พร้อมประตูท้ายระบบไฟฟ้าที่สามารถเปิดได้โดยไม่ต้องใช้มือจับและเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกมากมาย อาทิ แท่นชาร์จอุปกรณ์แบบไร้สาย เป็นต้น
ซึ่งแสดงถึงภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในสไตล์รถสวีเดนขนานแท้ สำหรับวอลโว่ เราเน้นย้ำเสมอว่าทุกสิ่งที่เราทำล้วนเริ่มต้นจากผู้คน และเราใช้แนวคิดนี้ในการเปิดตัว XC40 ซึ่งทุกคนจะได้รับการต้อนรับเพื่อมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน และสัมผัสประสบการณ์แรกกับ The New Volvo XC40 ของเรา วันนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ประกาศว่า จะมีผู้คนมากกว่า 2,000 คน มาร่วมงานเปิดตัวตลอด 3 วันของเราในครั้งนี้”
นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 50 วอลโว่ได้รวบรวมผู้คนจากทั่วโลกเพื่อมาร่วมพัฒนา และสร้างสรรค์รถยนต์ของเราความหลากหลายนี้ได้ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ และผลักดันนวัตกรรมขึ้นมากมาย ซึ่งช่วยให้เราสามารถผลิตรถยนต์ที่ปลอดภัยและชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเกิดจากการออกแบบเพื่อตอบสนองวิถีชีวิตประจำวันของผู้คนนั่นเอง

นิสสันชวนสาวๆ เรียนรู้เรื่องการขับขี่ปลอดภัยผ่านแนวคิด นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี
บริษัท เอิร์นสท์ แอนด์ ยัง หรือ อีวาย หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำ คาดการณ์ว่าภายในปี พ.ศ. 2561 รายได้ของผู้หญิงทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นมากถึง 18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 576 ล้านล้านบาทไทย ดังนั้นผู้หญิงจึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ หรือเป็นผู้ชี้นำมากถึงร้อยละ 70 ถึง 80 ผู้ชี้นำในที่นี้หมายถึงบ่อยครั้งที่ผู้หญิงมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าของคนในครอบครัวหรือคนรอบๆ ตัว
กิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีของนิสสันที่จะเน้นย้ำถึงความโดดเด่นของฟีเจอร์ Nissan Intelligent Mobility อย่างเช่นกล้องอัจฉริยะมองรอบทิศทาง (Intelligent Around View Monitor หรือ AVM) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มองเห็นภาพแบบเรียลไทม์รอบตัวรถ 360 องศา อีกทั้งฟีเจอร์ที่เพิ่มความปลอดภัยอื่นๆ ที่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับผู้ใช้งานมากเท่าไร แต่เมื่อคุ้นเคยกับระบบพวกนี้แล้วจะมีประโยชน์เป็นอย่างมากในการใช้งานโดยเฉพาะกับผู้หญิงที่เป็นคนใช้รถนิสสันเอง
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อื่นๆ เช่นระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent Trace Control) จะมอบสมรรถนะในการควบคุมที่มากกว่า ทำให้รถยนต์ตอบสนองได้เร็วขึ้น ทั้งยังทำให้การขับขี่ดีขึ้นอีกด้วย โดยนิสสันได้พัฒนาระบบช่วยควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้งอัจฉริยะนี้ เพื่อทำหน้าที่เสมือนกับผู้ช่วยในการขับขี่ขณะเข้าโค้งที่อันตรายหรือฉับพลับ จึงทำให้มั่นใจได้ตลอดการขับขี่
ระบบช่วยปรับความนุ่มนวลในห้องโดยสารอัจฉริยะ (Intelligent Ride Control) จะช่วยทำให้การขับขี่บนเส้นทางที่ขรุขระนั้นราบรื่นและนุ่มนวลมากยิ่งขึ้น ในขณะที่รถยนต์อยู่บนท้องถนน ผู้โดยสารอาจจะรู้สึกถึงการกระทบกระเทือนขณะการเคลื่อนที่ของตัวรถยนต์ ดังนั้นระบบช่วยปรับความนุ่มนวลในห้องโดยสารอัจฉริยะนั้นจะเข้ามาช่วยในการควบคุมเครื่องยนต์ เบรก ซึ่งจะมอบประสบการณ์ในการขับขี่อย่างนุ่มนวลขึ้น
ที่นิสสันลูกค้าคือหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจ บริษัทได้ลงทุนในการวิจัย และค้นคว้าสำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย เมื่อปี พ.ศ. 2558 นิสสันได้ทำการลงทุนมากกว่าหนึ่งพันล้าน ในการสร้างห้องทดสอบยานยนต์ในศูนย์วิจัยและค้นคว้าแห่งนี้ เพื่อเครื่องตอกย้ำว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญของนิสสันในภูมิภาคนี้ ด้วยบุคคลากรมากกว่า 250 คนที่ประจำการอยู่ ณ ศูนย์ฯ ดังกล่าว
วิศวกรชาวไทยที่ได้ผ่านการฝึกอบรมเพื่อการปฎิบัติงานแบบมืออาชีพขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อมาควบคุมห้องทดสอบสัญญาณรบกวนทางคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Anechoic chamber) ห้องทดสอบคุณภาพเสียง (Acoustic chamber) และห้องทดสอบประสิทธิภาพความทนทานของชิ้นส่วนรถยนต์ และสมรรถนะของระบบส่งกำลังในห้องควบคุมอุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม (Vibration simulator with Environment Chamber) ให้ได้คุณภาพเสมอ

ศูนย์ฯ ดังกล่าวตั้งอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นศูนย์วิจัย และค้นคว้าหลักของภูมิภาค ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในตลาดของภูมิภาคนี้ได้อย่างดี หน้าที่ของศูนย์นี้มีตั้งแต่การประกันคุณภาพผลิตภัณฑ์ใหม่จนไปถึงขั้นตอนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นขั้นตอนเบื้องต้นของการทดสอบ และการประเมินผลของการทดลอง โดยศูนย์นี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วิจัย และพัฒนาให้แก่ตลาดของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น แต่ยังทดสอบผลิตภัณท์ให้มากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกอีกด้วย
ศูนย์วิจัย และค้นคว้าในประเทศไทย เป็นหนึ่งในสามศูนย์ที่ตั้งอยู่นอกประเทศญี่ปุ่น ที่มีสนามในการทดสอบขับที่มีเอกลักษณ์ด้วยรูปแบบถนนที่แตกต่างกันถึง 5 แบบ เสมือนถนนจริงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็น ถนนขรุขระ ถนนเพื่อความเร็วสูง ถนนลูกคลื่น ถนนโค้ง และสะพาน
ความพิเศษของศูนย์แห่งนี้คือ การที่ได้รวบรวมการทดสอบที่โดดเด่นไว้ด้วยกัน อาทิ การทดสอบประสิทธิภาพความทนทานของชิ้นส่วนรถยนต์ การทดสอบคุณภาพเสียง การทดสอบระบบโซล่าซิสเต็มส์ ซึ่งการทดสอบทั้งสามองค์ประกอบดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะเดียวกันจึงทำให้ศูนย์นี้มีความโดดเด่นเป็นอย่างมาก

เจาะลึกเทรนด์สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ สร้างสมดุลให้ชาว Gen Z
มาแรงและเติบโตอย่างต่อเนื่

ในปัจจุบัน ผู้คนใช้ชีวิตอยู่ภายในตึกหรืออาคารที่พักอาศัยโดยเฉลี่ยแล้ว มากกว่าร้อยละ 90[1] ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานหรือสุขภาพโดยรวมเมื่อใช้ชีวิตอยู่ในอาคารมากไป โดยมีผลการศึกษาว่าชาวกรุงเทพฯ มีชั่วโมงการทำงานโดยเฉลี่ยต่อคน ยาวนานถึง 42.13 ชั่วโมงต่อสัปดาห์[2] ติดอันดับที่ 5 ของโลก สถิติเหล่านี้จึงเป็น
ส่วนหนึ่งที่ร่วมจุดกระแสใหม่ในวงการสถาปัตยกรรมของไทย โดยเฉพาะโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่ใส่ใจธรรมชาติและผู้คนที่เป็นตัวชูโรงแห่งวิวัฒนาการสำคัญของวงการ
“เรากำลังพัฒนาและยกระดับคุณภาพของอาคารสำหรับอนาคต ยิ่งปัจจุบันกลุ่มคนทำงานอยู่ในเจน Y และ Z มากยิ่งขึ้น ผลสำรวจต่างๆ ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขาให้ความสำคัญกับการมีพื้นที่ทำงานล้ำสมัย และพื้นที่ทำงานร่วมกันที่ผสมผสานธรรมชาติและการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในสังคมเมืองอย่างลงตัว” คุณแอนโทนี่ อรันเดลล์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายบริหารสาธารณูปโภคโครงการ บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นถึงเทรนด์ใหม่ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

เหตุใดการออกแบบอาคารจึงควรให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตอย่างสมดุลของผู้อยู่อาศัย
ผลการศึกษาจาก CBRE บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ เผยว่าอาคารสำนักงานหลายแห่งทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังทุ่มเม็ดเงินมหาศาลให้กับระบบสาธารณูปโภคในอาคาร รวมไปถึงโปรแกรมหรือเวิร์คช็อปต่างๆ ที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพของพนักงาน โดยเน้นสององค์ประกอบหลักอันเป็นหัวใจของสภาพแวดล้อมอาคารอย่างคุณภาพอากาศและอุณหภูมิภายในอาคาร ซึ่งตอกย้ำ็ว่าเหตุใดเราจึงควรให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้

นอกจากนี้ ผลการศึกษาของนายเจสัน แมคเลนแนน (Jason McLennan) ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ International Living Future ยังระบุว่า โดยเฉลี่ยแล้ว พนักงานที่ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จะทำงานได้มีประสิทธิผลมากขึ้นถึงร้อยละ 20 ซึ่งสภาพแวดล้อมการทำงานที่ล้ำสมัยนั้นไม่เพียงแค่ส่งผลดีต่อการทำงาน แต่ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อพนักงาน
1 คนในทางอ้อม เพราะจำนวนวันลาป่วยที่ลดลงนั่นเอง
มาตรฐาน LEED และ WELL เป็นการผนวกรวมเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าด้วยกันและใช้ประโยชน์ทางทรัพยากรที่มีอยู่ รวมถึงทรัพยากรทดแทนได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ยังเป็นมาตรฐานสำคัญที่ช่วยให้การใช้พลังงานน้อยลง รวมถึงช่วยยืดอายุการใช้งานของอาคาร

สำหรับอาคารที่ได้รับการรั

“แรงบันดาลใจของเราคือการได้เห็นสิ่งที่อาคารสำนักงานในอนาคตควรจะเป็น คือความสมดุลของการออกแบบพื้นที่ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยเข้ากับสุนทรียศาสตร์ ซึ่งกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เชื่อว่าถ้าผู้คนรักสถานที่ที่พวกเขาทำงาน พวกเขาก็จะมีความสุขมากขึ้น และอยู่กับบริษัทนั้น ๆ ได้นานขึ้น” นายแอนโทนี่กล่าว
สิ่งที่ส่งเสริมแนวคิดดังกล่าวคือโอกาสทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์อาคารสีเขียวยุคใหม่ที่ฮิตไปทั่วโลก การได้รับรองมาตรฐานอาคารจากทั้ง LEED และ WELL ครั้งแรกในประเทศไทยจะนับเป็นต้นแบบหนึ่งในวงการอสังหาริมทรัพย์ ที่แสดงถึงศักยภาพประเทศไทยในการพัฒนาอาคารสำนักงานที่ล้ำสมัย ให้ประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้อาคาร บริษัทและภาคอุตสาหกรรม ในภาพรวม ขณะนี้กรุงเทพฯ มีพื้นที่ประมาณ 750,000 ตร.ม. ที่กำลังทำการก่อสร้างพื้นที่สำนักงาน ส่วนในภูมิภาคเอเชียนั้น มีตึกและอาคารสำนักงานใหม่ๆ ผุดขึ้น มากถึงร้อยละ 50 ต่อปี[3] ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าเมืองแห่งอนาคตจะยึด “สุขภาพ” เป็นหัวใจสำคัญของ “ความมั่งคั่ง” ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
Hotels.com สานฝันคุณให้เป็นจริง พาคุณสู่การออกกำลังกายแบบเงือกน้อย
หมดเวลาของยูนิคอร์น เพราะยุคของเมอร์เมดมาถึงแล้ว เพราะคนที่อยากจะกลายร่างเป็นเงือกมีมากกว่าคนที่อยากเป็นพ่อมดหรือแม่มดและที่น่าประหลาดใจก็คือ มากกว่าครึ่งของคนไทยเชื่อว่าเงือกมีอยู่จริง เพื่อเอาใจผู้ที่ชื่นชอบโลกใต้ท้องทะเล Hotels.com® เปิดตัวคลาสออกกำลังกายแบบเงือกน้อยสุดเอ็กซ์คลูซีฟเอาใจสาวกเงือกโดยเฉพาะ ณ โรงแรมที่ถูกคัดเลือกในสเปน ญี่ปุ่น และเม็กซิโก

คลาสออกกำลังกายด้วยครีบสุดมหัศจรรย์จะจัดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ ในโรงแรมที่ Hotels.com ทดลองจัดโปรแกรมนี้ขึ้นมาเฉพาะให้เป็นประสบการณ์ที่น้อยคนจะได้สัมผัส และยังตรงกับความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยกว่าครึ่ง ที่ต้องการทำกิจกรรมที่น่าสนใจและแปลกใหม่ไม่เหมือนใครในช่วงวันหยุด เช่น การออกกำลังกายแบบเมอร์เมด และยังถือเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมที่จะปลุกอินเนอร์ความเป็นแอเรียลจากภาพยนตร์เรื่อง ลิตเติ้ล เมอร์เมด นางเงือกน้อย ซึ่งเป็นไอคอนที่อยู่ในใจหลายๆ คนมาตลอดกาล (เมื่อกล่าวถึงเงือกจะนึกถึงแอเรียล) ซึ่งนำโด่งมาเหนือเงือกสาวจาก Pirates of the Caribbean และ เงือกที่แผดเสียงดังและเป็นเอกลักษณ์ ในแฮร์รี่ พอตเตอร์ตอนถ้วยอัคนี

คุณอาจจะต้องทึ่ง เพราะผู้ที่มาเข้าร่วมคลาสจะได้พบกับเงือกมืออาชีพที่จะเป็นผู้สอนแบบตัวต่อตัว อีกทั้งคุณจะได้สวมหางเหมือนเงือกจริงๆ และดำดิ่งลงสู่โลกใต้น้ำ เพื่อแหวกว่ายไปอย่างอิสระกับคอร์สการออกกำลังกายสุดท้าทาย รับประกันได้เลยว่า คลาสออกกำลังกายแบบเมอร์เมดจะเป็นโมเม้นที่คุณสามารถถ่ายรูปแชร์ลงบนอินสตาแกรมได้อย่างเพอร์เฟกต์แน่นอน

โยฮัน สแวนสตรอม ประธานแบรนด์ Hotels.com กล่าวว่า “นักท่องเที่ยวยุคปัจจุบัน ไม่ต้องการเพียงแค่เช็กอินในโลเคชั่นเก๋ๆ อย่างสระว่ายน้ำแบบไร้ขอบหรือเตียงขนาดคิงไซส์ แต่พวกเขาต้องการสัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ไม่เหมือนใครเพื่อนำไปโพสแชร์บนโลกออนไลน์ได้ เราตระหนักดีว่าเหล่านักเดินทางต้องการช่วงเวลาในวันหยุดที่น่าจดจำและคลาสออกกำลังกายแบบเมอร์เมดนี้ คือคำตอบที่ใช่ที่สุด จะมีสักกี่ครั้งในชีวิตที่คุณจะสามารถสะบัดครีบและว่ายน้ำได้เหมือนกับเอเรียล คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะเข้าร่วมคลาสเรียนอันแสนวิเศษซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบความสนุกและได้ลองทำกิจกรรมที่แปลกใหม่ไปจากเดิม #Mermazing”
ท่านสามารถชมตัวอย่างวีดีโอคลาสเรียนได้จาก Hotels.com โดยมี Merman Chris เงือกชายที่มาพร้อมครีบสีทองผู้โด่งดังในอินสตาแกรมจากทะเลทางตอนเหนือซึ่งเมอแมนคริสได้กล่าวว่า “นี่คือฝันที่เป็นจริงที่จะได้ดำดิ่งลงสู่ใต้พื้นน้ำ ด้วยความร่วมมือล่าสุดกับ Hotels.com เพื่อแบ่งปันความลับของโลกใต้ท้องทะเลไปด้วยกัน การเป็นเมอร์แมน (เงือกชาย) นั้นเป็นชีวิตที่น่ามหัศจรรย์ก็จริงแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราต้องคอยดูแลรักษารูปร่างให้พร้อมอยู่ตลอดทุกเมื่อ เพื่อที่จะได้มีแรงในการดำดิ่งใต้ผืนน้ำและสามารถโพสท่าให้ดูสง่างามบนโขดหินในทุกๆ เวลา ด้วยการออกกำลังกายแบบเงือกที่เหมาะสมนั่นเอง คลาสเรียนนี้ได้ออกแบบครีบให้ทุกท่านได้สวมใส่ซึ่งได้รับการรับรองโดยตัวผมเอง และทำให้ผมรู้สึกเหมือนเป็นปลาตัวน้อยที่มีความสุขที่สุดเมื่อได้รับรู้ว่าผู้คนจากทั่วโลกมีโอกาสที่จะได้สวมใส่ครีบและมาแหวกกว่ายผืนน้ำร่วมกันไปกับพวกเรา”
เมื่อพูดถึงเรื่องการวางแผนไปเที่ยวในช่วงวันหยุด นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มองหาสถานที่ใหม่ที่ใดสักที่หนึ่งที่พวกเขายังไม่เคยไปเยือน นอกจากนี้ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ได้ตอบแบบสอบถาม ต้องการที่จะลองทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่คาดไม่ถึง เช่น การออกกำลังกายแบบเงือกน้อย (Mermaid Workout) อิทธิพลจากกระแสวัฒนธรรมสมัยนิยมยังมีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยว เช่น ภาพยนตร์และเรื่องราวในแวดวงบันเทิงและมากกว่า 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยว อยากไปเที่ยวที่ใดสักที่หนึ่ง ซึ่งพวกเขาคิดว่าอาจจะได้พบกับเงือกจริงๆ

สิ่งที่่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยเชื่อว่า หากเงือกมีอยู่จริง เงือกเหล่านั้นน่าจะอยู่ในประเทศไทยนี่เอง! นอกจากนี้ 1 ใน 4 ของนักท่องเที่ยวผู้หญิงต้องการถ่ายรูปตัวเองเป็นนางเงือกแล้วโพสบนโซเชียลมีเดีย และทั้งชายและหญิง คิดว่าการออกกำลังกายแบบเมอร์เมดจะเป็นเทรนด์ออกกำลังกายยอดฮิตต่อไปในอนาคต
คลาสออกกำลังกายเมอร์เมดสุดพิเศษ**จาก Hotels.com จะเริ่มขึ้นในเดือนกันยายนนี้ที่โรงแรมในสเปน ญี่ปุ่นและเม็กซิโก ณ โรงแรม Zafiro Palace Palmanova ในเกาะมายอร์ก้า ระหว่างวันที่ 20 – 22 กันยายน โรงแรมคานูฉะ เบย์ โฮเทลส์ แอนด์ วิลลาส์ (Kanucha Bay Hotels & Villas) ในโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 17 – 21 กันยายน และโรงแรม Camino Real Polanco Mexico ในเม็กซิโกซิตี ตั้งแต่วันที่ 1, 8 ,15 และ 22 กันยายน
นักท่องเที่ยวที่หลงรักโลกใต้ท้องทะเลพร้อมแล้วหรือยังที่จะแหวกว่ายไปพร้อมกับเรา เพียงเข้าไปที่ Hotels.com
Porsche Cayman GT4 Clubsport รถแข่งต้นแบบสำหรับทางวิบากจาก ‘ปอร์เช่’
โครงการพัฒนายอดรถยนต์สายพันธ์โหดในครั้งนี้ ปอร์เช่ต้องการใช้รถต้นแบบคันนี้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์รถแข่งระดับ FIA R-GT ซึ่งมีพื้นฐานใกล้เคียงกับรถสปอร์ตทางเรียบรุ่น GT จากสายการผลิตปกติให้ได้มากที่สุด รถแข่งต้นแบบคันนี้จะถูกทดสอบภายใต้สภาพแวดล้อมเหมือนเส้นทางการแข่งขันจริง ทั้งนี้โครงการดังกล่าวมีโอกาสที่จะได้รับการพิจารณาเพื่อพัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งกลายเป็นรถแข่งแรลลี่สำหรับรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้รักการขับขี่สไตล์วิบากหรือแม้แต่นำไปแข่งขันในรายการแรลลี่ต่างๆ
นักแข่งรถยนต์สังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ ผู้รับบทบาทหน้าที่ในการขับรถทดสอบ คือ Romain Dumas (ชาวฝรั่งเศส) หนึ่งในนักแข่งที่ได้รับการยอมรับว่ามีทักษะการขับขี่ยอดเยี่ยมและครบเครื่องที่สุดในโลกของกีฬาความเร็วระดับสากล
ตลอดระยะเวลากว่า 12 ปีในชีวิตนักแข่งเจ้าของตำแหน่งชนะเลิศรายการ Le Mans เขาลงแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั่วทุกมุม โลกด้วยทีมแข่งของตนเอง นอกจากนี้ Dumas ยังเคยได้รับชัยชนะในรายการแข่งรถขับขึ้นเขาระดับตำนาน Pikes Peak ถึง 4 สมัย และเป็นเจ้าของสถิติเวลาเร็วที่สุดอีกด้วย

นอกจาก Romain Dumas งานนี้ยังมี 2 สุดยอดนักขับอย่าง Richard Lietz (ชาวออสเตรีย) และ Timo Bernhard (ชาวเยอรมัน) ซึ่งเป็นนักแข่งสังกัดโรงงานปอร์เช่ และมีประสบการณ์ในการแข่งขันแรลลี่มาแล้วทั้งคู่ ที่จะมาร่วมเป็นนักขับในโครงการพัฒนารถแข่งต้นแบบ เคย์แมน จีที4 คลับสปอร์ตอีกด้วย

Porsche Cayman GT4 Clubsport ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อลงสนามแข่งขันในรายการระดับ clubsport หลากหลายรายการทั่วโลก เริ่มต้นตั้งแต่ฤดูกาล 2016 รถคันนี้ได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์ 6 สูบนอนวางกลาง ขนาดความจุ 3.8 ลิตร ให้แรงม้าสูงสุดถึง 385 แรงม้า พร้อมถ่ายทอดพละกำลังขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติคลัทช์คู่ PDK สามารถเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle shift ที่พวงมาลัย และเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหลัง เหมาะสำหรับการแข่งขันแรลลี่ทางวิบาก

รถคันนี้ได้รับการติดตั้งแผ่นโลหะปิดใต้ท้อง รวมทั้งเสริมวัสดุโฟมสังเคราะห์ดูดซับแรงกระแทกเพื่อป้องกันความเสียหายภายในแผงประตูลักษณะเดียวกัน กับรถแข่งรายการแรลลี่ WRC

“เรากำลังรอคอยอย่างใจจดใจจ่อถึงกระแสการตอบรับของ วงการแรลลี่โลกที่มีต่อรถแข่ง FIA R-GT คันต้นแบบของเรา และอยากจะเชิญชวนนักแข่งทุกท่านและเจ้าของทีมแข่งทุกทีมที่มีความสนใจในโครงการครั้งนี้ เข้ามาเยี่ยมชม service park พร้อมสัมผัสรถแข่งแรลลี่ต้นแบบคันนี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งทุกความคิดเห็นจะมีความหมายต่อการพัฒนาในอนาคต และทุกๆ เสียงจะถูกนำไปพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อประกอบการตัดสินใจลงมือเดินหน้าพัฒนาโครงการรถแข่งแรลลี่ระดับมาตรฐานโดยสร้างขึ้นจากยนตกรรม
ปอร์เช่รุ่นอื่นที่กำลังจะตามมาในอนาคต”Dr. Frank-Steffen Walliser รองประธานกรรมการผู้รับผิดชอบส่วนงานมอเตอร์ สปอร์ตและรถยนต์รุ่น GT ของปอร์เช่




