‘ฮอนด้า’ จัดอบรมขับขี่ปลอดภัยให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร (ที่ 8 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ (ที่ 7 จากขวา) ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล 3 และ พ.ต.อ.อรรถชาย อรรถตราสิงห์ (ที่ 6 จากขวา) ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 3 จัดการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์ ภารกิจถวายความปลอดภัย ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจพลขับรถยนต์กองกำกับการ 6 กองการบังคับการตำรวจสันติบาล 3

โครงการนี้ได้จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านกฏหมายจราจร รวมถึงอบรมทักษะเชิงเทคนิคในการควบคุมรถยนต์ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในการปฏิบัติงาน ภารกิจถวายความปลอดภัยบุคคลสำคัญ และภารกิจอื่นๆตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ (ถนนรามคำแหง)


อสูรสีชมพู! ชุดเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาล 2018/2019 จากอาดิดาส #สีชมพูจะเยียวยาเจ้าเอง

อาดิดาส ฟุตบอล เปิดตัวชุดเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สำหรับใช้ทำการแข่งขันในฤดูกาล 2018/2019 นับเป็นครั้งแรกที่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะลงแข่งขันแมตช์เยือนในชุดสีชมพูที่ถูกออกแบบให้เหมาะกับการสวมใส่ในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นในสนามแข่งขันหรือชีวิตประจำวัน สำหรับการใช้สีชมพูในชุดแข่งขันเยือนรุ่นนี้มีที่มาจากคอลัมน์ ‘ฟุตบอล พิงค์’ ในหนังสือพิมพ์แมนเชสเตอร์ อีฟนิ่ง นิวส์ ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่แฟนบอลยูไนเต็ดให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ โดยระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม จะมีการวางจำหน่ายเสื้อเยือนตัวใหม่ให้แฟนบอลบางส่วนได้เป็นเจ้าของก่อนใครในจำนวนจำกัดที่ร้านอาดิดาส สาขาแมนเชสเตอร์ มาร์เก็ต สตรีท ก่อนที่จะมีการวางจำหน่ายอีกครั้งในวันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายนนี้

นอกจากนี้ เสื้อเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังมีการออกแบบโครงสร้างใหม่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการใช้งานในการแข่งขัน ผสมผสานกับเฉดสีที่เป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสรนี้มาอย่างยาวนาน โดยมีการปรับโทนสีให้อ่อนลงจนได้ออกมาเป็นสีพาสเทลเพื่อให้ทุกคนสามารถสวมใส่ได้ในหลายๆ โอกาส
เสื้อแข่งขันเยือนของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประจำฤดูกาล 2018/2019 จะวางจำหน่ายที่ร้าน อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ทุกสาขา ร้านอาริฟุตบอล คอนเซปต์ สโตร์ และอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2561 ในราคา 2,800 บาท


BMW Xpo 2018 ยกทัพยนตรกรรมใหม่ล่าสุดจาก BMW อวดโฉมให้เหล่า ‘บีมเมอร์’ ใจเต้นรัว 6-9 กันยายนนี้

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เตรียมยกทัพบีเอ็มดับเบิลยูรุ่นใหม่ล่าสุดมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับแฟนๆ ชาวไทยอีกครั้งในงาน BMW Xpo 2018 ระหว่างวันที่ 6-9 กันยายนนี้ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยไฮไลท์ของรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดจากบีเอ็มดับเบิลยู ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ บีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster ใหม่ และบีเอ็มดับเบิลยู M2 Edition Black Shadow ใหม่นอกจากไฮไลท์รถยนต์ใหม่ทั้งสามรุ่น และทัพยนตรกรรมหลากซีรี่ส์ที่นำมาจัดแสดงในงาน BMW Xpo 2018 แล้ว บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังนำรถยนต์ต้นแบบสุดล้ำ บีเอ็มดับเบิลยู Concept X7 iPerformance มาให้ชาวไทยได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรก โดยบีเอ็มดับเบิลยู Concept X7 iPerformance ถือเป็นความสำเร็จครั้งใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยูสำหรับรถยนต์ 6 ที่นั่งสุดหรู พร้อมระบบความบันเทิง และการสื่อสารล้ำยุค และที่สำคัญยังเป็นอีกขั้นของการพัฒนารถยนต์ในตระกูล iPerformance ให้โดดเด่นด้วยการผสานนวัตกรรมการขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า eDrive ที่ลดมลภาวะ และการขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน BMW TwinPower Turbo เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวและมีประสิทธิภาพที่สุดไม่ว่าจะขับขี่บนสภาพท้องถนน
แบบใด

https://www.youtube.com/watch?v=Rx64nNrTUFI

 “รถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุดที่เรากำลังจะนำมาให้ชาวไทยได้สัมผัส เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ที่สามารถนำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัย ดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และสมรรถนะแรงเต็มพิกัด ให้แก่ลูกค้า ซึ่งงาน BMW Xpo เปรียบเสมือนการเฉลิมฉลองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมประสิทธิภาพเหนือชั้น และเรามีความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความภาคภูมิใจเหล่านี้ ด้วยการนำเสนอนวัตกรรมแห่งยนตรกรรมสุดหรูและเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ก้าวหน้าที่สุดในอุตสาหกรรมให้แก่ลูกค้าชาวไทย” คุณคริสเตียน วิดมานน์ ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว

นอกจากทัพรถยนต์รุ่นใหม่จากบีเอ็มดับเบิลยูที่นำมาให้ผู้ที่ชื่นชอบได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังจะได้พบกับการรวมตัวครั้งสำคัญของเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่จะนำรถมาจัดแสดงในงาน BMW Xpo 2018 กว่า 15 คัน พร้อมร่วมแบ่งปัน #BMWStories ประสบการณ์สร้าง
แรงบันดาลใจให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน อย่างคุณเปาะ กีรเกียรติ เย็นมะโนช

‘อาเปาะ’ เจ้าของตำนานบีเอ็มดับเบิลยู
สีเขียว ‘สังกะสีตรา 3 มงกุฎ’ คันเดียวในประเทศไทย คุณมงคล ทศไกร นักฟุตบอลทีมชาติไทย และ
คุณศราวุธ พอจิต นักบินผู้หลงใหลในบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมกันนี้เรายังได้เตรียมอาหารและกิจกรรมที่สนุกสนานมากมาย รวมถึงมินิคอนเสิร์ตจากป๊อด โมเดิร์นด็อก ให้ทุกคนได้เพลิดเพลินกันในวันเสาร์ที่ 
8 กันยายน เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์ ส่วนรถบีเอ็มดับเบิลยูไฮไลท์ที่จะเอามาให้ได้สัมผัสในงาน BMW Xpo 2018 จะมีดังนี้

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่

ราคา : 3,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู X4 xDrive20d M Sport ใหม่ โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่มีความเฉพาะตัว ปราดเปรียวและนวัตกรรมล้ำสมัยใหม่ล่าสุด ในขณะที่ยังคงประกาศเอกลักษณ์ในฐานะ Sports Activity Coupe คันแรกของรถยนต์ขนาดกลาง สมาชิกของบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X ที่ผสานดีไซน์แบบคูเป้สุดคลาสสิกไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

https://www.youtube.com/watch?v=AQNFVO8W1qI

บีเอ็มดับเบิลยู X4 ใหม่ดีไซน์สปอร์ตที่เด่นชัดมากขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า ซึ่งตัวรถมีขนาดยาวขึ้น 81 มิลลิเมตร กว้างขึ้น 37 มิลลิเมตร และฐานล้อกว้างขึ้น 54 มิลลิเมตร ดีไซน์ภายนอกเสริมด้วยเส้นสายที่โฉบเฉี่ยวและชุดแต่ง M Sport พร้อมด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบที่มาพร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้พละกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 400 นิวตันเมตร 
ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8 วินาที พวงมาลัยไฟฟ้าอัจฉริยะแบบสปอร์ต ระบบ Driving Assistant และช่วงล่างแบบ M Sport

บีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster ใหม่

ราคา : 12,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู i8 รถยนต์สปอร์ตแห่งอนาคตกลับมาสร้างความเร้าใจอีกครั้งในสไตล์โรดสเตอร์กับ บีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster ใหม่ ขับเคลื่อนในระบบปลั๊กอิน ไฮบริดมาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนแรงดันสูงที่เพิ่มความจุจาก 20 แอมป์เป็น 34 แอมป์ หรือเพิ่มความจุแบตเตอรี่โดยรวมจาก 7.1 เป็น 11.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง ส่งพลังด้วยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 105 กิโลวัตต์ / 143 แรงม้า เพิ่มขึ้นจากเดิม 9 กิโลวัตต์ / 12 แรงม้า สามารถเร่งความเร็วสูงสุดได้ 105 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัฒนาจากมอเตอร์ไฟฟ้าของรุ่นก่อนหน้าที่เร่งความเร็วได้สูงสุด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเมื่อขับขี่ด้วยโหมด eDrive โดยไม่มีการปล่อยไอเสียเลย จะสามารถส่งบีเอ็มดับเบิลยู i8 Roadster ใหม่ด้วยความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และสามารถขับขี่ในตัวเมืองได้โดยไม่ปล่อยมลภาวะออกจากท่อไอเสียเป็นระยะทางสูงสุด 53 กิโลเมตร (EU test cycle)

https://www.youtube.com/watch?v=PvMSiR38JY8

บีเอ็มดับเบิลยู M2 Edition Black Shadow ใหม่

ราคา : 6,009,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู M2 หนึ่งในรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเซกเมนต์พรีเมียมคอมแพค ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู M2 Edition Black Shadow ใหม่ ดีไซน์สีดำล้วน Sapphire Black metallic มาพร้อมล้ออัลลอยสีดำด้านขนาด 19 นิ้ว ลาย 
Y-spoke เครื่องยนต์เบนซิน BMW M TwinPower Turbo 6 สูบแถวเรียง ทำงานผสานกับเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัตช์คู่ 7 จังหวะ พร้อม Drivelogic ให้กำลังสูงสุด 272 กิโลวัตต์ / 370 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 465 นิวตันเมตร ที่ 1,400-5,560 รอบต่อนาที ตอบสนองการขับขี่ได้ในทุกจังหวะด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ 4.3 วินาที

บีเอ็มดับเบิลยู Concept X7 iPerformance

หลังจากเผยโฉมเป็นครั้งแรกในงาน Auto China 2018 ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน 
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ได้สร้างนิยามใหม่แห่งความหรูหราด้วยบีเอ็มดับเบิลยู Concept X7 iPerformance รถยนต์ต้นแบบสุดหรูที่มาในรูปลักษณ์แปลกใหม่ สะกดทุกสายตา สะท้อนถึงแนวคิดใหม่ในการสร้างสรรค์ยนตรกรรมระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยู

https://www.youtube.com/watch?v=GpfJYXKLZMk

ส่วนหน้ารถของบีเอ็มดับเบิลยู Concept X7 iPerformance ถือเป็นไฮไลท์ที่ดึงดูดสายตาของผู้พบเห็นได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยมิติที่สูงเด่นของตัวรถ ประกอบกับรูปลักษณ์ในหลายส่วนที่นำเอกลักษณ์ด้านการออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยูมาตีความในแนวคิดใหม่ จนเกิดเป็นรูปลักษณ์ด้านหน้ารถในโฉมใหม่ที่ประกาศถึงความทรงพลัง โดดเด่นเหนือใครด้วยด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ในดีไซน์แนวตั้ง แตกต่างจากรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นอื่น ๆ

ข้อเสนอพิเศษในงาน BMW Xpo 2018

ลูกค้าที่จองรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นที่เข้าร่วมรายการ* พร้อมด้วยแพ็คเกจบริการ BSI Ultimateมอบระยะเวลาการบำรุงรักษาฟรี 5 ปีหรือ 100,000 กิโลเมตร และการรับประกัน 5 ปีโดย
ไม่จำกัดระยะทาง โดยมีกำหนดส่งมอบรถไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2561 จะได้รับการขยายระยะเวลาโปรแกรม BSI ครอบคลุมการบำรุงรักษาฟรี 6 ปี / 120,000 กิโลเมตร พร้อมรับประกัน 6 ปีแบบไม่จำกัดระยะทาง

*ข้อเสนอการขยายเวลาในโครงการ BSI และการรับประกันนี้ ไม่ครอบคลุมรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล i และบีเอ็มดับเบิลยู X4 (F26)


อาดิดาส เปิดตัวชุดเยือนของยูเวนตุส ประจำฤดูกาล 2018/2019 ดีไซน์คลาสสิกสีพาสเทลแซนด์ สะกดทุกสายตาทั้งในและนอกสนาม


อาดิดาส ฟุตบอล เปิดตัวชุดเยือนของยูเวนตุส สำหรับใช้ลงแข่งขันในฤดูกาล 2018/2019 ซึ่งผ่านกระบวนการออกแบบอย่างปราณีตจนได้ชุดแข่งขันที่มีความหรูหราพร้อมสะกดทุกสายตาทั้งในและนอกสนาม


ชุดแข่งใหม่ของยูเวนตุส ถูกออกแบบมาในโทน Pastel Sand เหมาะสำหรับสวมใส่ในหลายๆ โอกาส โดยมีการปรับโครงสร้างใหม่เพื่อเสริมประสิทธิภาพในการใช้งานไปพร้อมๆ กับความรู้สึกสบายในขณะสวมใส่ ปกคอแบบติดกระดุม ขอบ
แขนเสื้อแถบสีขาว-ดำสไตล์ ‘เบียงโคเนรี่’ ที่อัดแน่นไปด้วยกลิ่นอายแห่งความคลาสสิก เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ของสโมสรได้อย่างสมบูรณ์แบบ


การออกแบบที่มีเอกลักษณ์ผสานรูปแบบทีทันสมัย ทำมาเพื่อแฟนบอลยูเวนตุสทุกคนสามารถสวมใส่ได้ในชีวิตประจำวันเช่นเดียวกับนักฟุตบอลที่ใส่ชุดนี้ลงแข่งขันในสนาม สำหรับชุดเยือนสีใหม่นี้ผสมผสานดีไซน์ที่มีความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยจนได้ออกมาเป็นชุดแข่งขันตัวใหม่ที่ดูสะดุดตา


เสื้อแข่งขันเยือนของยูเวนตุส ประจำฤดูกาล 2018/2019 จะวางจำหน่ายที่ร้าน อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ทุกสาขา ร้านอาริฟุตบอล คอนเซปต์ สโตร์ และอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2561 ในราคา 2,800 บาท


ชาวเอเชียนิยมท่องเที่ยวกับครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง

อโกด้าเผยผลสำรวจเทรนด์การท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ประจำปี 2018 ของนักท่องเที่ยวทั่วโลก 

ชาวเอเชียนิยมท่องเที่ยวกับครอบครัวเป็นอันดับหนึ่ง

ถึงแม้ว่าตอนนี้เด็กๆทั้งหลายกำลังอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการท่องเที่ยวแบบครอบครัวจะต้องหยุดลงไปด้วย ผลสำรวจล่าสุดจาก อโกด้า หนึ่งในผู้ให้บริการจองห้องพักออนไลน์ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก เผยว่า 7 ใน 10 ของครอบครัวทั่วโลก เดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี และชาวเอเชียนิยมเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากกว่าชาวยุโรปถึง 2 เท่า (โดยเฉลี่ยชาวเอเชียเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว 5 ทริปต่อปี และชาวยุโรป 2 ทริปต่อปี)
ผลสำรวจ Family Travel Trends 2018 หรือ เทรนด์การท่องเที่ยวเป็นครอบครัวในปี 2018 ของอโกด้า ซึ่งจัดทำโดย YouGov เผยว่า ในปีที่ผ่านมานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางไปท่องเที่ยวเป็นครอบครัว 1 ครั้ง มีเพียง 18% เท่านั้น ขณะที่นักท่องเที่ยวกว่า 34% เดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากกว่า 5 ครั้งต่อปี และชาวเอเชียเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวในแต่ละปีบ่อยที่สุด โดยนักท่องเที่ยวชาวไทย 77% และชาวฟิลิปปินส์ 62% เดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากกว่า 5 ครั้งต่อปี ตรงข้ามกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่มีเพียง 7% เท่านั้นที่ท่องเที่ยวเป็นครอบครัวมากกว่า 5 ครั้งต่อปี และมากกว่า 34% ท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเพียง 1 ครั้งต่อปี

 

เน้นเที่ยวในระยะเวลาสั้นลงแต่บ่อยขึ้น                                                                                  แม้ว่าแนวโน้มการท่องเที่ยวเป็นครอบครัวจะขยายตัวทั่วโลก แต่การท่องเที่ยวกับสมาชิกคนใดในครอบครัวและใช้เวลานานเท่าไรมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ จากผลสำรวจพบว่า ทริปกับครอบครัวนาน 4-7 คืน เป็นระยะเวลาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ในความเหมือนก็ยังมีความต่าง คือ ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษมากถึง 41% ท่องเที่ยวกับครอบครัวนาน 4-7 คืน ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่ท่องเที่ยวในระยะเวลาเดียวกันมีเพียง 20% อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวชาวไทย 1 ใน 3 ใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวกับครอบครัวมากกว่า 14 คืนต่อทริป ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียใช้ระยะเวลาเดียวกันเพียง 11% ในส่วนของนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม มาเลเซีย และจีน จะเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเพียง 1-3 คืนต่อทริป

คนเอเชียเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกจากหลายเจเนอเรชั่นมากขึ้น                อโกด้ายังสำรวจด้วยว่าทริปครอบครัวเหล่านี้มีใครรวมอยู่บ้าง โดยผลสำรวจพบว่า 35% ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกพาผู้ใหญ่ในครอบครัวอย่างปู่ย่า ตา ยายไปท่องเที่ยวพักผ่อนด้วยกัน อย่างไรก็ตาม นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษและออสเตรเลียดูจะเป็นชาติที่พาผู้ใหญ่ในครอบครัวไปท่องเที่ยวด้วยน้อยกว่า เพียง 13% และ 20% ตามลำดับ ส่วนนักท่องเที่ยวชาวไทย 66% และชาวอินโดนีเซีย 54% มักพาปู่ย่าตายายไปท่องเที่ยวพักผ่อนพร้อมหน้า ซึ่งเทรนด์นี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมแบบครอบครัวใหญ่ของชาวไทยและอินโดนีเซียที่เวลาไปเที่ยวมักจะมีพี่น้อง ลุง ป้า น้า อา ไปด้วย

 

ไม่ใช่เพียงสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น เพื่อนก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และจีน เลือกที่จะไม่เดินทางท่องเที่ยวด้วย ผลสำรวจพบว่า ในปีที่ผ่านมา มีชาวอเมริกัน 22% ชาวอังกฤษ 23% ชาวออสเตรเลีย 26% และชาวจีน 27% ที่ไปเที่ยวกับเพื่อน ในขณะที่นักท่องเที่ยวชาวฟิลิปปินส์เกือบครึ่งหรือราว 48% นิยมไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน เช่นเดียวกับชาวเวียดนามและชาวมาเลเซีย คิดเป็น 43% และ 40% ตามลำดับ

 

โรงแรมยังคงเป็นที่พักยอดนิยมสำหรับการท่องเที่ยวเป็นครอบครัว                                         ผลการสำรวจแสดงให้เห็นว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวส่วนมากนิยมใช้บริการจองห้องพักออนไลน์ในการจัดทริปเที่ยว โดยโรงแรมยังคงเป็นที่พักที่ได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อท่องเที่ยวกับครอบครัว ตามมาด้วยบ้านพักทั้งหลัง เบดแอนด์เบรคฟาสต์ และรีสอร์ตที่มีบริการครบวงจร นอกจากนี้ ปัจจัยที่นักท่องเที่ยวคำนึงถึงเมื่อท่องเที่ยวแบบครอบครัวคือ ค่าใช้จ่าย ความปลอดภัย และกิจกรรมที่สามารถทำได้เป็นหลัก ซึ่งต่างจากการวางแผนท่องเที่ยวกับเพื่อนหรือการเดินทางคนเดียว

มร. จอห์น บราวน์ ประธานกรรมการบริหารอโกด้า กล่าวว่า “การท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเติบโตรวดเร็วมาก และนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ก็มีความต้องการที่หลากหลายและเฉพาะตน เราจึงมุ่งมั่นนำเสนอที่พักหลากหลายรูปแบบ ในราคาที่เหมาะกับงบประมาณของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม บ้านพักตากอากาศ หรือแม้แต่ที่พักที่ดัดแปลงจากปราสาท นอกจากนี้เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นในการเลือกที่พัก เรายังมีตัวช่วยคัดกรองที่พักที่เหมาะกับครอบครัว เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถค้นหาที่พักที่มีบริการพี่เลี้ยงเด็ก คิดส์คลับ หรือสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น ห้องครัว พร้อมทั้งขอรับบริการห้องที่เชื่อมถึงกันได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อสร้างประสบการณ์การจองที่พักและการเดินทางกับครอบครัวให้น่าประทับใจยิ่งขึ้น”

 

การได้ใช้เวลาด้วยกันคือแรงจูงใจสำคัญของการท่องเที่ยวเป็นครอบครัว                               ในยุคปัจจุบันที่สมาชิกครอบครัวใช้เวลาด้วยกันน้อยลง เนื่องจากต้องทำงานมากขึ้น และมีภารกิจส่วนตัวมากมาย จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า สิ่งที่นักเดินทางทั่วโลกคาดหวังในการไปเที่ยวกับครอบครัวคือการได้ใช้เวลาร่วมกัน (68%) การพักผ่อน (66%) และการได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ (46%)

 

จากการสำรวจพบว่า เมื่อเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ชาวอังกฤษและชาวสิงคโปร์เป็นชาติที่ชอบออกไปผจญภัยมากที่สุด โดยครอบครัวจากสองชาตินี้ชอบออกไปสำรวจและเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ มากที่สุด คิดเป็น 48% และ 46% ตามลำดับ ในทางกลับกัน นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวไทยสนใจเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆน้อยกว่า โดยคิดเป็น 29% เท่านั้น

 

สิ่งที่นักท่องเที่ยวกังวลใจที่สุด                                                                                                 เมื่อสอบถามถึงความกังวลในการเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ผลสำรวจพบว่า นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องอาการเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นระหว่างทริป (36%) คุณภาพที่พัก (21%) และการทะเลาะกันของสมาชิกในครอบครัว (16%) ซึ่งทั้งสามข้อถือเป็นเรื่องน่ากังวลที่สุดของนักท่องเที่ยวทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษจะมีความกังวลน้อยที่สุดเมื่อไปเที่ยวกับครอบครัว โดยเกือบ 1 ใน 3 หรือราว 27% ตอบว่าไม่กังวลกับเรื่องใดๆเลย

 

เทรนด์การท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ประจำปี 2018 ของนักท่องเที่ยวชาวไทย

  • ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวเดี่ยว (พ่อแม่-ลูก) 86% เดินทางกับปู่ย่าตายาย และ/หรือ หลานๆ 68% และเดินทางเป็นครอบครัวใหญ่ 33%
  • ในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวโดยเฉลี่ยประมาณ 8 ครั้งต่อปี
  • 14 คืนขึ้นไป คือระยะเวลาการเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัวที่นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมมากที่สุด ความคาดหวัง 3 อันดับแรกเมื่อนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเที่ยวกับครอบครัว คือ คาดหวังว่าจะได้ใช้เวลาร่วมกับครอบครัว 66% คาดหวังว่าจะได้พักผ่อน 63% และคาดหวังว่าจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ 36%
  • ความกังวล 3 เรื่องหลักเมื่อชาวไทยเดินทางท่องเที่ยวเป็นครอบครัว คือการเจ็บไข้ได้ป่วย 31% คุณภาพที่พัก 24% และการสูญเสียความเป็นส่วนตัว 13%

 

 

ข้อมูลเกี่ยวกับการสำรวจ:

อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่: https://www.agoda.com/press/family-travel-trends-2018

เกี่ยวกับการสํารวจ:  การสำรวจของอโกด้าเกี่ยวกับเทรนด์การท่องเที่ยวเป็นครอบครัวในปี 2018 จัดทำขึ้นโดยบริษัทวิจัยตลาดอิสระ YouGov ระหว่างวันที่ 19-25 มิถุนายน 2018 ผ่านการสัมภาษณ์ออนไลน์จากผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด 10,784 ราย ประกอบด้วยผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศอังกฤษ (1,503 ราย) สหรัฐอเมริกา (642 ราย) ออสเตรเลีย (883 ราย) สิงคโปร์ (947 ราย) มาเลเซีย (1,030 ราย) ฟิลิปปินส์ (1,031 ราย) อินโดนีเซีย (1,082 ราย) เวียดนาม (1,032 ราย) ไทย (1,078 ราย) และจีน (1,556 ราย) โดยผู้ตอบแบบสอบถามเดินทางท่องเที่ยวอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีที่ผ่านมา

 

ชาวเอเชีย ในที่นี้หมายถึง ประเทศจีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย เวียดนาม

ชาวยุโรป ในที่นี้หมายถึง ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย


Nixon ‘THE TIME TRACKER’

คอลเลกชั่นใหม่ ‘The Time Tracker’ ล่าสุดจากแบรนด์ ‘Nixon’ ที่รู้จักกันในแวดวงชาวสตรีทเป็นอย่างดี กลับมาคราวนี้ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายแต่ยังคงความเท่อยู่ในสไตล์แบบ ‘Future Retro’ ที่ดูเรียบง่ายสามารถใส่ได้ในทุกวัน โดยรุ่นนี้มาพร้อมหน้าปัดแบบสี่เหลี่ยมขนาด 37 มม. ตัวเรือน Stainless Steel มีให้เลือกถึง 4 สี All Gold, All Black, Black, Black/White

สำหรับใครที่สนใจสามารถไปจับจอง Nixon รุ่น The Time Tracker ได้แล้ววันนี้ที่ Nixon Shop ทุกสาขา และช่องทางออนไลน์ที่ Line @WatchElseShop หรือ Facebook : NixonThailand


‘การไฟฟ้านครหลวง’ ร่วมลงนามความร่วมมือ ‘นิสสัน’ ดำเนินการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าในที่พักอาศัย

การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้ร่วมลงนามข้อตกลงเพื่อดำเนินการติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัย  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ นิสสัน ลีฟ ซึ่งจะเปิดตัวในประเทศไทยในปีงบประมาณนี้ ข้อตกลงนี้ได้มีการลงนามที่ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ เพลินจิต กรุงเทพฯ

ข้อตกลงดังกล่าวเน้นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ผู้ขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จที่บ้าน ที่ทำงาน และบนท้องถนนเพื่อสร้างทางเลือกใหม่ในการเดินทางโดย กฟน. และนิสสัน จะทำงานร่วมกันในด้านการให้บริการรูปแบบใหม่ๆ คู่มือการใช้ และบริการสำหรับระบบชาร์จ การฝึกอบรมทักษะทางเทคนิค การพัฒนาอุปกรณ์ชาร์จ รวมไปถึงระบบการชำระค่าไฟฟ้า นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน

ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า เนื่องในโอกาสที่ครบวาระ 60 ปี กฟน. ในปีนี้ กฟน. จึงมุ่งเป็นผู้นำเทคโนโลยีสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าที่ทันสมัย ได้เตรียมความพร้อมรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทดแทนรถยนต์น้ำมันในอนาคต เนื่องจากเป็นพลังงานที่สะอาดและประหยัด โดย กฟน. ได้ร่วมสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการลงนามบันทึกความเข้าใจกับผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่องหลายราย ซึ่งการลงนามกับ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการรุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าในประเทศไทยให้มีเพิ่มมากขึ้น

โดย กฟน. จะเป็นผู้ดำเนินการให้บริการด้านระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการอัดประจุไฟฟ้า เพื่อสร้างความมั่นใจและสร้างความปลอดภัยในระบบไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าของนิสสัน และเป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่บุคลากรของบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งความร่วมมือดังกล่าว ยังเป็นการตอบสนองต่อแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP 2015) ซึ่งมีเป้าหมายในการส่งเสริมเพื่อให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าประเภทไฮบริดปลั๊กอิน (Plug-in hybrid electric vehicle : PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าประเภทแบตเตอรี่ (Battery electric vehicle : BEV) รวมทั้งสิ้น 1.2 ล้านคัน ภายในปี .. 2579 ถือเป็นความร่วมมือกับองค์กรภาคธุรกิจในการขับเคลื่อนการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ

นอกจากนี้ กฟน. ยังได้มีการจัดทำ ‘MEA EV Application’ ที่สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายบนสมาร์ทโฟน เวอร์ชันล่าสุด 2.0 รองรับการใช้งานทั้งระบบ IOS และ Android สำหรับการค้นหาสถานีอัดประจุไฟฟ้าการจองหัวชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ มีระบบนำทางไปยังสถานีชาร์จพร้อมควบคุมการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าผ่านระบบรีโมทด้วยแอปพลิเคชันทันที การแจ้งข้อมูลประวัติการชาร์จ การคำนวณอัตราการประหยัดพลังงาน รวมถึงฟังก์ชันอื่น ที่จะจัดทำเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในอนาคต

คุณ อันตวน บาร์เตส ประธาน นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย  กล่าวว่านิสสัน ลีฟ ใหม่ เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทันสมัยและขายดีที่สุดในโลก รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของเราได้รับการพัฒนา ผลิตและ จำหน่ายมาเป็นระยะเวลานานกว่ารายอื่นๆ นอกจากนั้น ลีฟ ใหม่ ยังเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี (Nissan Intelligent Mobility: NIM) ซึ่งออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์การขับขี่อย่างชาญฉลาด และปลอดภัยยิ่งขึ้น

https://www.youtube.com/watch?v=j7VaRWZFz7c

นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี เป็นวิสัยทัศน์ที่อยู่เบื้องหลังรถยนต์ นิสสัน ทุกคันโดยเฉพาะรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและไฮบริด และเป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อขับเคลื่อนผู้คนทั่วโลกสู่อนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้นโดยการลงทุนอย่างมากในการวิจัยและพัฒนาตามความต้องการของลูกค้าและความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์

บันทึกความเข้าใจนี้เป็นก้าวหนึ่งซึ่งนิสสันเป็นผู้นำโลกในการนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่ประเทศไทย นี่เป็นข้อตกลงที่สำคัญระหว่างกฟน. และนิสสัน ในการทำงานร่วมกันเพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีสถานีชาร์จประจำบ้าน สำหรับลูกค้า ลีฟ ของเรา ก่อนการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้านี้สู่ประเทศไทยในปีงบประมาณนี้

แนวโน้มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นิสสัน ได้มอบมายให้ ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน ศึกษาถึงอนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากในรถยนต์พลังงานโดยร้อยละ 44 ของผู้ตอบแบบสอบถามชาวไทยกล่าวว่าพวกเขาพิจารณาซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นยานพาหนะต่อไปของพวกเขาอย่างแน่นอน นิสสัน เชื่อว่ารถยนต์เป็นมากกว่ารถยนต์ และ นิสสันเป็นบริษัทผู้บุกเบิกโซลูชั่นที่ทันสมัยเพื่อการพัฒนาเมืองในอนาคต บันทึกความเข้าใจนี้ทำให้ก้าวสู่เป้าหมายใกล้ขึ้นอีกขั้น เพราะเชื่อว่าอนาคตคือไฟฟ้า การเชื่อมต่อ และการขับขี่อัตโนมัติ


ขับ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลุย ‘โกเบนซ์’ ข้าวต้มแห้งในตำนานของภูเก็ต แวะงาน‘Mercedes-Benz StarFest 2018’ นิดหน่อย

ภูเก็ตไปมาก็หลายครั้ง แต่การไปครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งเพราะเราจะขับรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลงไปงาน ‘Mercedes-Benz StarFest 2018’ ที่จัดขึ้นที่ เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ในช่วง 24-29 สิงหาคม จริงๆ แล้วจุดประสงค์หลักของเราอยู่ที่การไปกิน ‘โกเบนซ์’ ข้าวต้มแห้งในตำนานของจังหวัดภูเก็ต ซึ่งบอกตามตรงว่าผมไม่เคยกิน แต่ได้ยินกิตติศัพท์มานานละว่าถ้าไปภูเก็ตแล้วไม่ได้ไปกิน ‘โกเบนซ์’ ถือว่ามาไม่ถึง

ในช่วงแรกของการเดินทางไปผมได้ขับ CLA 250 AMG Dynamic ที่ดีไซน์ภายนอกออกแนวสปอร์ต ดูปราดเปรียว กระจังหน้า diamond grille สีเงิน ล้ออัลลอยด์ แบบสปอร์ตจาก AMG ขนาด 18 นิ้ว กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างเป็นชุดแต่ง AMG bodystyling CLA 250

CLA 250 AMG Dynamic เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ เทอร์โบ ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี 211 แรงม้า เป็นรถที่หน้าตาไม่ซิ่งมากควบคุมง่าย แถมยังสามารถปรับแต่งส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ พวงมาลัย หรือช่วงล่างให้เหมาะกับการขับขี่ของเรามากที่สุด เป็นรถที่เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน แต่พอได้ขับทางไกลก็รู้สึกว่ามันสนุกเร้าใจดีเหมือนกัน

การไปภูเก็ตครั้งนี้เรามีสมาชิกที่จะไปกิน ‘โกเบนซ์’ กันทั้งหมด 10 คน และจะมีรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมขบวนไปด้วยกัน 5 รุ่นประกอบด้วย CLA 250 AMG Dynamic, E 300 Cabriolet AMG Dynamic, GLC 250 d 4MATIC OFF-ROAD, E 350 e AMG Dynamic และ S 350 d AMG Premium ซึ่งแน่นอนเราเหนื่อยสุด เพราะฉนั้นเราจะไปกันแบบเรื่อยๆ 110 -120 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะต้องบอกเลยว่าเส้นลงใต้ด่านเยอะมากกกกก

พอมาถึงจุดแวะพักเข้าห้องน้ำ ผมเลยเสนอไอเดียว่าเราควรทำตามประเพณีที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำสืบทอดต่อกันมาคือการเอากุญแจรถมาร่วมกันเพื่อจับฉลากสลับรถ และผลที่ออกมาคือผมได้เปลี่ยนรถจาก CLA 250 AMG Dynamic มาเป็น E 300 Cabriolet AMG Dynamic โอ้วเยส…โคตรฟิน

E 300 Cabriolet AMG Dynamic เป็นรถเปิดประทุน 4 ที่นั่ง ที่ดูเซ็กซี่เร้าอารมณ์มาก ภายนอกนั้นประกอบด้วยกระจังหน้าแบบ diamond radiator grille หลังคา soft top แบบคลาสสิก ที่สามารถกางเปิดหรือพับเก็บได้ภายในเวลา 20 วินาทีเพราะฉนั้นผมก็เปิดรับลมขับรถให้หัวเถิกกันไปเลย แต่มีเสียงทักว่าภาคใต้ฝนมันจะตกๆ หยุดๆ ซึ่งผมไม่สนใจเพราะแค่ลดความเร็วลงไม่เกิน 50 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็สามารถปิดหลังคาได้แล้ว

ที่เด็ดสุดคือใน E 300 Cabriolet AMG Dynamic จะเป็นระบบเครื่องเสียงระดับไฮเอนท์ Burmerter® surround sound system ที่ให้เสียงสุดไพเราะทำให้การขับรถเปิดประทุนที่ชิลอยู่แล้วชิลขึ้นไปอี๊ก…

E 300 Cabriolet AMG Dynamic เครื่องยนต์เบนซิน ที่มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC ความจุกระบอกสูบ 1,991 ซีซี กำลังแรงม้าสูงสุดที่ 245 แรงม้า และระบบ DYNAMIC SELECT ที่ทำให้ผมสามารถปรับรูปแบบการขับ E 300 Cabriolet AMG Dynamic ได้ตามใจต้องการและสนุกมากยิ่งขึ้น ขับกันเพลินๆ วิ่งตามกฏหมายกำหนด 110-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเราก็มาถึงภูเก็ตกันแล้ว จริงๆ การขับรถไกลๆ แวะพักกินข้าว ซื้อของ กินกาแฟบ้าง มันก็เพลินๆ ดีเหมือนกัน และเส้นทางลงใต้ก็เป็นเส้นทางที่ขับง่ายร่มรื่นสวยงาม จะมีต้องระวังหน่อยก็เรื่องของฝนตกเนี้ยแหละ หนักเบาตลอดทาง

มาถึงภูเก็ตก็เย็นพอดี เรามุ่งหน้าเข้าไปตัวเมืองภูเก็ตเพื่อไปลุยร้าน ‘โกเบนซ์’ ข้าวต้มแห้งภูเก็ตในตำนาน ซึ่งร้าน’โกเบนซ์’ ตั้งอยู่ในตัวเมืองภูเก็ตหาไม่ยากเพราะอยู่ตรงหัวมุมสี่แยกระหว่างถนนกระบี่ กับถนนปฏิพัทธ์ ร้านเปิด 1 ทุ่มยาวไปถึงตี 2 และหยุดทุกวันพระ ผมเคยแต่ได้ยินว่ามาถึงภูเก็ตแล้วต้องโดนข้าวต้มแห้ง ซึ่งวันนี้แหละที่ผมจะได้โดน พอมาถึงแถวคิวยาวววววสมคำเล่าลือแต่ก็ไม่ได้รอนานจนทนไม่ได้ ยืนรออยู่สักครู่ก็ได้เข้าไปนั่งในร้านละ

ร้านโกเบนซ์มีการจัดการที่ดีเพราะระหว่างยืนรอก็มีคนเอาเมนูมาให้ดูแล้วให้เราสั่งไว้เลย

หลังจากนั่งได้ไม่นานอาหารที่สั่งไว้ก็ยกมาวางเต็มโต๊ะ ของที่เราสั่งมาก็จะเป็นเมนูเด็ดเมนูแนะนำโดยชามแรกจะเป็น ข้าวต้มแห้งไฮไลท์ของทางร้านรสชาติกลมกล่อมหอมกลิ่นกระเทียมเจียวมาแต่ไกล ในชามก็มีทั้งหมูสับก้อนโตๆ หมูกรอบที่กรอบจริงๆ แถมมันน้อย ใครที่ชอบเครื่องในหมูขอบอกเลยว่าดีงามมากไม่เหม็นคาวแถมนิ่มๆ ไม่เหนียวอีกด้วย เสริ์ฟพร้อมน้ำซุปกระดูกหมูทำให้การกินข้าวต้มแห้งลื่นคอขึ้นอีก

สูตรเด็ดจริงๆ ผมว่าน่าจะอยู่ที่กระเทียมเจียวกากหมูที่โรยลงไปกับอะไรก็อร่อย

ต่อมาคนพื้นที่บอกต้องกินคือหมูกรอบ อันนี้ผมว่าเด็ดกว่าข้าวต้มแห้งอีกนะ เพราะหมูกรอบเค้าทำออกมาได้หนานุ่มกำลังดี มันน้อยทำให้กินแล้วไม่เลี่ยน แถมหนังหมูกรอบแบบบางๆ แต่กรอบจริงๆ เอามาจิ้มกับซีอิ๊วหวานนิดหน่อยโคตรฟิน

สุดท้ายซุปกระดูกสันหลัง อันนี้เอามาซดเล่นๆ เพลินๆ เมนูนี้เมื่อก่อนอาจจะแปลกแต่ปัจจุบันหากินได้ทั่วไป จริงๆ ที่ร้านมีอีกหลายเมนูแต่ผมกินได้เท่านี้แหละเพราะแต่ละอย่างเค้ามาใหญ่จริงๆ สรุปคือมาแล้วต้องลองที่ห้ามพลาดคือ ข้าวต้มแห้ง กับหมูกรอบ

หลังจากเมื่อคืนเราไปปฏิบัติภาระกิจลุย ‘โกเบนซ์’ ข้าวต้มแห้งภูเก็ตสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เช้าวันนี้เราก็จะมาทำงานใช้หนี้กัน โดยเราจะเคลื่อนขบวนรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เราขับมาจากกรุงเทพฯ ทั้งหมดเข้าไปร่วมงาน ‘Mercedes-Benz StarFest 2018’ ที่ห้างเซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-29 สิงหาคมนี้

ในงาน ‘Mercedes-Benz StarFest 2018’ ลูกค้าในภาคใต้ทุกท่านจะได้พบกับ 2 ยนตรกรรมรุ่นล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปหมาดๆ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมาอย่าง Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet

รวมถึงการขนทัพรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อื่นๆ อีกกว่า 7 รุ่น ครบครันในทุกเซ็กเมนต์ ทั้ง Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car, SUV และ Mercedes-AMG ไปให้ลูกค้าดาวสามแฉกได้ชมกันอย่างใกล้ชิด และสามารถทดลองขับได้

จบทริปขับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลุย โกเบนซ์ เที่ยวงาน Mercedes-Benz StarFest 2018 ไปอย่างสวยงาม ขอขอบคุณ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยที่ชวนผมไปกินข้าวต้มแห้งในครั้งนี้…บาย


CASIO G-SHOCK Flagship Store แห่งแรกในไทยที่รวม G-Shock ครบทุกรุ่นไว้ในที่เดียว


เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ผู้นำเข้านาฬิกา CASIO G-SHOCK อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ประกาศเปิด G-SHOCK CASIO Flagship Store แห่งแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ โดย G-SHOCK CASIO Flagship Store จะเป็นที่เดียวที่รวบรวมเทคโนโลยีล้ำสมัย และนาฬิกาทุกรุ่นให้เหล่าสาวกได้ตามหารุ่นที่ชื่นชอบ และอัพเดตเทรนด์ใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน ถือเป็นการเปิดประสบการณ์การช้อปปิ้งนาฬิกาในรูปแบบใหม่

งานฉลองเปิด G-SHOCK CASIO Flagship Store เปิดตัวด้วยการโยน นาฬิการุ่นแรกของ G-SHOCK รุ่น DW-5600 ลงมาจากชั้น 3 ของ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงมายังกลางลาน Beacon 3 เป็นการพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของโครงสร้างนาฬิกาอันเป็นเอกลักษณ์ของ G-SHOCK ที่แม้จะตกลงมาสามชั้น แต่ยังคง ‘Still Working!’ โคตรอึด

ในงานยังมีแฟชั่นโชว์ที่ได้เหล่าเซเล็บสายสตรีทแฟชั่นของเมืองไทยที่มีดีเอ็นเอเป็นเอกลักษณ์เดียวกับ G-SHOCK มาร่วมเดินแบบสร้างสรรความเป็นตัวตนไม่ใช่การออกมาเดินแบบธรรมดายังมีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินฮิปฮอปสุดฮอต โต้ง Twopee Southside มาร่วมสร้างสีสัน และความบันเทิงอย่างเต็มที่

G-SHOCK CASIO Flagship Store ณ เซ็นทรัลเวิลด์ เป็นสโตร์รูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองผู้บริโภคในยุคดิจิตอล ซึ่งในร้านจะจำหน่าย G-SHOCK ตั้งแต่รุ่นพรีเมี่ยมสุดหายาก หรือจะเป็นคอลเล็กชั่นใหม่ล่าสุดที่จะนำมาอัพเดตให้กับทุกคนตลอดเวลา โดยมีไฮไลท์คือโซนอินเตอร์แอคทีฟต่างๆ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์เลือกซื้อนาฬิกาที่มีความสนุกสนาน และสัมผัสได้จริงซึ่งเราจะได้เห็นที่G-SHOCK CASIO Flagship Store ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

G-SHOCK CASIO Flagship Store ถูกออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Absolute Toughness ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่แสดงออกถึงความแข็งแกร่งของ G-SHOCK ในฐานะแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาที่แข็งแรงที่สุดในโลก พร้อมด้วยโซนอินเตอร์แอคทีฟที่จะมอบประสบการณ์ช้อปปิ้งที่แปลกใหม่ และเข้าถึงความเป็น G-SHOCK อย่างถึงแก่น

Tough Test Zone โซนที่เปิดโอกาสให้คุณได้ทดสอบความแข็งแกร่งของนาฬิกา G-SHOCK ด้วยการโยนนาฬิกา G-SHOCK ใส่ผนังทดสอบความแข็งแกร่ง ท้าพิสูจน์ความแข็งแรงของนาฬิกา G-SHOCK ด้วยตัวคุณเอง

#RareItems! โซนที่รวบรวมเอานาฬิการุ่นหายากที่หลายคนกำลังตามหา และรุ่นลิมิเต็ดที่มีทั้งหมด ไว้ที่เดียวในเมืองไทย ค้นหารุ่นที่คุณชื่นชอบได้แล้ววันนี้เพียงมาที่ G-SHOCK CASIO Flagship Store ณ เซ็นทรัลเวิลด์ ที่แรกและที่เดียวเท่านั้น!

3Ds hyper-visual movies โซนจัดแสดงความแข็งแรงของนาฬิกา G-SHOCK แบบสามมิติรูปแบบใหม่ที่คุณไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ที่ให้คุณได้เห็นบททดสอบความแข็งแรงของ G-SHOCK แต่ละรุ่นที่ยืดหยัดต่อทุกสภาพแวดล้อม และยังคงเดินตามเวลาได้อย่างแม่นยำ

G-SHOCK BAR ด้วยรูปแบบสโตร์ใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อให้ลูกค้าสามารถสัมผัสและลองนาฬิกาทุกรุ่นของ G-SHOCK เรือนที่ชอบอย่างเต็มที่ด้วยตัวคุณเอง โดยไม่มีกระจกกั้น ด้วยประสบการณ์ Touch & Try ที่เหนือกว่า และแตกต่าง

Fast View! ค้นหานาฬิการุ่นที่ชอบผ่านแคตตาล็อกดิจิตอลบนหน้าจอทัชสกรีนที่สะดวกสบายด้วยฟีเจอร์ที่สามารถเลือกการค้นหาเฉพาะรุ่น สี และแสดงผลภาพของนาฬิกาที่ค้นหาได้อย่างรวดเร็วทันใจ

พบกับประสบการณ์การเลือกซื้อนาฬิกาสุดแปลกใหม่ที่ G-SHOCK CASIO Flagship Store ที่แรกที่เดียวในประเทศไทย ซึ่งเปิดให้บริการแล้ว ณ ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ หรือดูผ่านทางออนไลน์ www.casio-cmg.com และ Facebook: Casio Watches Thailand


สวารอฟสกี้ เผยโฉมคอลเล็กชั่น FALL/WINTER 2018 ในคอนเซ็ปต์ ‘CRYSTAL TALES’

ในทุกๆ ฤดูกาล ประกายเจิดจรัสของสวารอฟสกี้จะรับบทบาทที่โดดเด่น พร้อมเชิญชวนผู้หญิงให้ออกมาสำรวจและเปิดเผยแง่มุมที่หลากหลายของตัวเอง สำหรับฤดูใบไม่ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2018 นี้ แบรนด์สวารอฟสกี้ยกระดับเครื่องประดับและแอคเซสซอรี่ให้หวานชวนฝันขึ้นไปอีกขั้น กับคอลเล็กชั่นที่ใช้ชื่อว่า ‘Crystal Tales’ อันเจิดจรัส

นาตาลี โคลิน (Natalie Colin) ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ของสวารอฟสกี้ ได้กล่าวว่า “ทุกวันนี้ ชีวิตประจำวันของเราได้รับผลกระทบจากข้อมูลและมลภาวะทางสายตาจำนวนมาก สภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ ชวนให้เราสับสน และทำให้เราจำเป็นต้องตื่นตัวอยู่เสมอ แต่โลกของเวทมนตร์คาถา และเทพนิยาย ได้มอบที่พักใจให้เราได้หลีกหนีชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวาย โลกที่สัตว์ป่ามีจิตวิญญาณ และเรากลายเป็นผู้วิเศษในยุคสมัยใหม่ที่เข้าใจภาษาของพวกมัน ซึ่งโลกอันน่าหลงใหลนี้ คือแรงบันดาลใจของคอลเล็กชั่น Crystal Tales ในฤดูกาลนี้ ฉันอยากนำเสนอโลกที่อบอุ่นและเปล่งประกายให้ผู้หญิงได้เข้ามาพักใจ ซึ่งพวกเธอสามารถได้แรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าและนิทาน มีพลังและชีวิตชีวาด้วยงานดีไซน์อันประณีต และรู้สึกเปล่งประกายเจิดจรัสขึ้นมาอีกครั้ง”

สีสันอันเจิดจ้าของอัญมณี ทั้งโทนสีทอง ม่วงเข้ม น้ำเงินแซฟไฟร์ แดงเบอร์กันดี และเขียวมรกต เพิ่มความเย้ายวนน่าหลงใหลให้กับทุกลุค ไม่ว่าจะสวมใส่ตอนกลางวันหรือตอนกลางคืน สวารอฟสกี้เติมเต็มความเฟมินีนด้วยรูปทรงสวยงามสะกดตา ไม่ว่าจะเป็นจี้สร้อยคอแบบยาว และจี้ชาร์มที่เหลื่อมซ้อนกันหลายชั้น แหวนค็อกเทลวงใหญ่ดีไซน์เก๋ และต่างหูงามประณีตที่ดูอ่อนหวานบอบบาง

 

ในฤดูใบไม่ร่วงปีนี้ คุณจะสามารถสร้างสรรค์วิธีเปล่งประกายได้ไม่รู้จบด้วย Swarovski Remix Collection ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ถ่ายทอดความเป็นตัวตนผ่านสไตล์ของตัวเองได้มากขึ้น โดยเพิ่มชิ้นงานใหม่เข้ามาในคอลเล็กชั่น ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรฝังคริสตัลแบบพาเว่ระยิบระยับ และอัญมณีประจำวันเกิดสีสันสดใส

เนื่องจากแรงบันดาลใจหลักของคอลเล็กชั่นนี้มาจากเทพนิยาย เรื่องราวเกี่ยวกับป่าจึงผสมผสานอยู่ในคอลเล็กชั่นนี้เป็นส่วนใหญ่ ขุมทรัพย์ล้ำค่าและเสน่ห์เย้ายวนแบบวินเทจชวนให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น รวมทั้งทำให้นึกถึงสัตว์และพืชพรรณของป่าลึกลับ คอลเล็กชั่น Magnetic ตีความลวดลายของแมลงในรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น ต่างหูแบบไม่สมมาตร เข็มกลัด สร้อยคอแบบเหลื่อมซ้อนกันหลายชั้น แหวนตรา และแหวนค็อกเทล ต่างเปล่งประกายเจิดจรัสด้วยเทคนิค Pointiage® ของสวารอฟสกี้ ความใส่ใจในรายละเอียด และการผสมผสานโทนสีเมทัลที่หลากหลาย ส่วน คอลเล็กชั่น March สะท้อนเสน่ห์น่าหลงใหลอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยชิ้นงานสุดน่ารักที่ผู้หญิงควรมีไว้ในครอบครอง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบเหล่าสัตว์ป่าในเทพนิยาย เช่น สุนัขจิ้งจอก นกฮูก และกระรอก จะต้องใจละลายกับการผสมผสานโลหะโทนสีทองเข้ากับคริสตัลของสวารอฟสกี้ ซึ่งสร้างลุคสวยเก๋แต่หรูหราได้ในเวลาเดียวกัน

 

ฤดูกาลนี้ปิดท้ายอย่างงดงามด้วยคอลเล็กชั่นสำหรับช่วงวันหยุดคริสต์มาส ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเทพนิยาย ประกายเจิดจรัสอันเป็นเอกลักษณ์ของสวารอฟสกี้ สะท้อนช่วงเวลาอันน่ารื่นรมย์ คอลเลคชั่น Louison ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากใบไม้ในหน้าหนาวที่กลายเป็นน้ำแข็ง มารังสรรค์จนกลายเป็นเครื่องประดับที่เหมาะทั้งสำหรับสวมใส่ในทุกวันหรือมอบเป็นของขวัญแก่คนพิเศษ

 

สวารอฟสกี้เชื่อในการมอบพลังให้แก่ผู้หญิงและการทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนเองงดงาม เปล่งประกายเจิดจรัส เปรียบดั่ง     คอลเล็กชั่นคริสตัลที่สวารอฟสกี้รังสรรค์ขึ้นในแต่ละฤดูกาล ตลอดระยะเวลากว่า 120 ปี สวารอฟสกี้พยายามฉีกกรอบจํากัดในการออกแบบอย่างต่อเนื่อง โดย Swarovski Remix Collection เปรียบดั่งสิ่งที่บ่งบอกถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมของแบรนด์ โดยคอลเล็กชั่นนี้พลิกโฉมรูปแบบและสร้างกฎเกณฑ์ใหม่ ๆ ให้กับเครื่องประดับ ทั้งยังได้รับรางวัล Professional Jeweller’s Collection of the Year 2017 อีกด้วย กับนวัตกรรมที่ปิดล็อคแม่เหล็กบนสายสร้อยทอประกายระยิบระยับ ช่วยให้ปรับแต่งสไตล์ได้ตามใจชอบ เปิดโอกาสให้ผู้หญิงทุกคนสามารถดีไซน์และสร้างสร้อยข้อมือ สร้อยคอ หรือสร้อยคอแบบยาวได้หลากหลายรูปแบบ ตามอารมณ์ เครื่องแต่งกายและโอกาสต่างๆได้อย่างง่ายดาย

 

เครื่องประดับแต่ละชิ้นมักจะเป็นตัวบ่งบอกสไตล์ของผู้หญิงแต่ละคน ในบางครั้งก็อาจจะบอกเล่าเป็นเรื่องราวได้เลยก็ว่าได้ ในคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ สวารอฟสกี้ได้เพิ่มชิ้นงานไลน์ใหม่เข้ามาผสมผสานกับกลุ่มผลิตภัณฑ์จี้ชาร์ม Swarovski Remix Collection ที่สามารถติดกับเครื่องประดับได้ง่ายดาย โดยมีทั้งตัวอักษรประดับคริสตัลสวารอฟสกี้แบบพาเว่ อัญมณีสีประจําเดือนเกิด และสัญลักษณ์ทอประกายงดงามจับตา

 

นาตาลี โคลิน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “เครื่องประดับเป็นสิ่งที่สะท้อนบุคลิกเฉพาะตัว สไตล์ และรสนิยมของคนเรา มันเป็นเรื่องเฉพาะตัวมากๆ จึงสามารถสร้างอัตลักษณ์ที่ชัดเจนให้กับทุกลุคได้ สวารอฟสกี้เชื่อในการมอบพลังให้ผู้หญิงสามารถแสดงตัวตนออกมาผ่านเครื่องประดับ พร้อมเปล่งประกายอย่างสดใส และสร้างความเจิดจรัสงดงามให้กับโลกในทุกๆวันด้วย Swarovski Remix Collection ผู้หญิงทุกคนจะสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องประดับตามอารมณ์ในแต่ละวัน และสร้างสรรค์เครื่องประดับที่สะท้อนตัวตนของพวกเธอได้ดีที่สุด นี่คือประกายเจิดจรัสที่เดินทางมาบรรจบกับความสามารถในการสวมใส่ได้หลายแบบ ผ่านตัวอักษรที่ทอประกายระยิบระยับ อัญมณีประจําเดือนเกิด และจี้ชาร์ม สัญลักษณ์ มอบโอกาสมากมายให้ผู้หญิงได้สร้างสรรค์สไตล์โดดเด่นเฉพาะตัวและเสนอทางเลือกไม่รู้จบให้พวกเธอเปล่งประกายได้ตลอดทั้งวัน และทุกๆ วัน”

 

สร้างเรื่องราวอันงดงามเปล่งประกายด้วยจี้ชาร์ม Swarovski Remix Collection –  ตัวอักษรที่เหมาะสําหรับคนที่ชอบแต่งตัวสไตล์มินิมอล แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายลึกลํ้า ในฤดูกาลนี้ ทุกคนสามารถเรียงร้อยเรื่องราวที่มีรายละเอียดที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกว่าเดิม จี้ชาร์ม Swarovski Remix Collection – อัญมณีประจําเดือนเกิด ในแต่ละเดือนที่ได้นําเสนอด้วยอัญมณีเม็ดสวย เหมาะสำหรับเป็นของขวัญที่แสดงถึงความใส่ ใจและจะอยู่คู่กับผู้รับไปอีกนานแสนนาน นอกจากนี้ เครื่องประดับที่สื่อความเป็นตัวตนและเปี่ยมไปด้วยความหมายจะกลายเป็นดาวเด่นด้วยจี้ชาร์ม Swarovski Remix Collection – สัญลักษณ์ ซึ่งเคลือบผิวแวววาวงดงามทั้งสองด้าน ไม่ว่าจะเป็นดวงตาปีศาจ มือฮัมซา หงส์  พระจันทร์ และดวงดาว

 

ชิ้นงานใหม่ ๆ ของ Swarovski Remix Collection จะทอประกายงดงามตรึงใจ และช่วยให้ผู้หญิงเปลี่ยนลุคจากกลางวันเป็นกลางคืน และสร้างสรรค์เครื่องประดับที่สะท้อนบุคลิก เรื่องราว และสไตล์ของพวกเธอได้อย่างง่ายดาย

 

เครื่องประดับ ‘Crystal Tales’ คอลเล็กชั่น ฤดูใบไม่ร่วง/ฤดูหนาว ปี 2018  ที่โดดเด่นเจิดจรัสนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามอันเป็นเอกลักษณ์ และสื่อถึงปรัชญาของแบรนด์ที่ต้องการ “มอบความเจิดจรัสให้กับทุกคน” (Brilliance for All) เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนได้เปล่งประกายในสไตล์ของตัวเอง กับดีไซน์ที่ทันสมัย โมเดิร์น และตอบโจทย์ในทุกโอกาส

 

###

 

สวารอฟสกี้                                  

สวารอฟสกี้นำเสนอสินค้าหลากหลายประเภทที่เป็นหนึ่งในด้านคุณภาพ ฝีมือการประดิษฐ์ และความคิดสร้างสรรค์

หลังจากก่อตั้งขึ้นในออสเตรียเมื่อปี 1895 ปัจจุบัน สวารอฟสกี้ได้ออกแบบ ผลิต และจัดจำหน่ายคริสตัลคุณภาพสูง อัญมณีแท้และอัญมณีสังเคราะห์ รวมถึงผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น เครื่องประดับ แอคเซสเซอรี่ และไฟส่องสว่าง ปัจจุบันบริหารงานโดยสมาชิกรุ่นที่ห้าของตระกูล โดยมีร้านค้าประมาณ 3,000 สาขาอยู่ใน 170 ประเทศทั่วโลก มีพนักงานกว่า 27,000 คน และสร้างได้รายได้ประมาณ 2,700 ล้านยูโรในปี 2017

Swarovski Crystal Business จัดตั้ง Swarovski Group ขึ้นร่วมกับบริษัทในเครือ ซึ่งได้แก่ Swarovski Optik (ทัศนอุปกรณ์) และ Tyrolit (เครื่องมือเจีย ตัด ขัด เจาะ) ในปี 2017 Swarovski Group สร้างรายได้ 3,500 ล้านยูโร และมีการจ้างงานกว่า 32,000 ตำแหน่ง

การสร้างความสัมพันธ์กับผู้คนและโลกใบนี้อย่างมีความรับผิดชอบเป็นมรดกตกทอดส่วนหนึ่งของสวารอฟสกี้เสมอมาและปัจจุบันยังคงปลูกฝังอยู่ในโครงการส่งเสริมความยั่งยืนที่แข็งแกร่งของบริษัท นอกจากนี้แล้ว โครงการ Swarovski Waterschool ยังมอบความรู้แก่ประชาชนทั่วโลกและเข้าถึงเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในบริเวณแม่น้ำสายสำคัญที่สุดโลกมาแล้ว 500,000 คน ส่วน Swarovski Foundation ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2013 ได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ ส่งเสริมสิทธิและความเป็นอยู่ของผู้หญิงและเด็ก อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม

www.swarovskigroup.com


Privacy Preference Center