เลอโนโว มอบโปรสุดคุ้ม จัดเต็มรับเปิดเทอม เสริมสร้างประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้
เลอโนโว ผู้นำยอดขายคอมพิวเตอร์อันดับ 1 ขอเอาใจนักเรียนนักศึกษาต้อนรับเปิดเทอมที่กำลังมาถึงนี้ ขนกองทัพผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลายรุ่นมาจัดโปรสุดคุ้มพร้อมของแถมแบบจัดเต็ม อาทิ USB ความจุ 16 GB, หูฟัง JBL, เม้าส์ไร้สาย, ลำโพงบลูทูธ Remax, Lotus Gift Card มูลค่า 800 บาท, True Money Card มูลค่า 500 บาท, เกมมิ่งเม้าส์, กระเป๋าคาดอก Legion และชุดหูฟังเกมมิ่ง ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2561 เท่านั้น
ผลิตภัณฑ์เลอโนโวรุ่นที่ร่วมรายการได้แก่ โน๊ตบุ๊ค 2-in-1 อย่าง Yoga 730, Yoga 720 และ Yoga 520 โน๊ตบุ๊คบางเบาเพื่อการทำงานเต็มประสิทธิภาพอย่าง IdeaPad 720S และ IdeaPad 330 เกมมิ่งโน๊ตบุ๊คเพื่อคอเกมตัวจริง Legion Y530 และ Legion T530ผลิตภัณฑ์ All-in-One รุ่น All-in-One 730S และ All-in-One 520 รวมทั้งแท็บเล็ตอัจฉริยะ Miix 520
ไฮไลท์โปรสุดคุ้ม
- เมื่อซื้อ Lenovo Yoga 530 โน๊ตบุ๊คขนาด 14 นิ้ว แบบ 2-in-1 ที่จัดเต็มด้านความบันเทิงและการสร้างสรรค์ ทั้งพลังประมวลผลจาก Intel® Core™ i5 Processing จอสัมผัสที่รองรับการปากกา Active Pen ระบบความปลอดภัยเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ รวมถึงการประมวลผลภาพและเสียงอันทรงพลัง ในราคาเพียง 29,990 บาท รับฟรีทันที! หูฟัง JBL T110
- เมื่อซื้อ Lenovo Ideapad 330S โน๊ตบุ๊คดีไซน์เรียบง่ายแต่ยังคงความหรูหราด้วยวัดสุอะลูมิเนียนมันวาว โดดเด่นด้วยโทนสีที่มีให้เลือกด้วยกัน 4 สี 4 สไตล์ แบตเตอรี่สามารถใช้ได้นานสุด 7 ชั่วโมงรองรับการทำงานได้ตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบปฎิบัติการ Windows 10 ทำให้คุณสามารถใช้งานโน๊ตบุ๊คได้ง่ายยิ่งขึ้น อีกทั้งตัวเลือกสื่อบันทึกข้อมูลที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น HDD แบบ SATA ความจุสูงสุด 1 TB ช่วยให้คุณสามารถเก็บภาพยนตร์ ภาพถ่าย และไฟล์ต่างๆ ได้ตามที่ต้องการ ในราคาเพียง 29,990 บาท รับฟรีทันที!Lenovo 300 Wireless Compact Mouse
รีบจับจองเป็นเจ้าได้แล้ววันนี้ที่ร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-104-0792 หรือ www.LenovoThailand.com
**ของแถมมีจำนวนจำกัด โปรพิเศษเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อกำหนดจากเลอโนโว
Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet สองสุดยอดยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูเหนือระดับ
เผยโฉมแล้วกับสองยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรู Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ที่รวมความเป็นที่สุดของสมรรถนะเหนือชั้นกับประสิทธิภาพในทุกๆ ด้านไว้อย่างครบครันที่จะมาเติมเต็มประสบการณ์แห่งการขับขี่ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยรถยนต์ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium มาในราคา 15.99 ล้านบาท และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาในราคา 16.72 ล้านบาท ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั้ง 32 แห่งทั่วประเทศ
S-Class เป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นับตั้งแต่มีการเปิดตัวครั้งแรกในปีพ.ศ. 2515 รถยนต์ตระกูลนี้ได้สร้างยอดขายให้กับเมอร์เซเดส-เบนซ์รวมแล้วกว่า 4,000,000 คัน ดังนั้นเพื่อเป็นการสานต่อเจตนารมณ์ในการมอบ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ให้แก่ลูกค้าพร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ ทั้งในด้านความหลงใหล และความสมบูรณ์แบบทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงได้นำเสนอสมาชิกใหม่ล่าสุดในตระกูล S-Class ในกลุ่ม Dream Car อย่าง Mercedes-Benz S-Class Coupé และ Mercedes-Benz S-Class Cabriolet ยนตรกรรมหรูเหนือระดับที่ได้ยกระดับมาตรฐานของรถยนต์ในกลุ่มลักชัวรี่คูเป้ และลักชัวรี่คาบริโอเลต์ ขึ้นไปอีกขั้น
นับตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกรกฎาคมของปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงครองตำแหน่งอันดับหนึ่งของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม ด้วยจำนวนยอดขายรถยนต์ทั่วโลกสูงถึง 1,356,350 คัน ในขณะที่ในประเทศไทยมียอดขายมากกว่า 8,600 คันโดยรถยนต์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น Compact Car, Contemporary Luxury, Dream Car, SUV, Mercedes-AMG, และ EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการเดินหน้ารุกตลาดกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงอย่างต่อเนื่อง
ทั้งการเปิดตัวผู้จำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี อย่างเป็นทางการทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ หรือการเปิดตัวรถยนต์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจีรุ่นประกอบในประเทศเป็นครั้งแรก รวมถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในรถยนต์ภายใต้แบรนด์ EQ – Electric intelligence by Mercedes-Benz ที่มีเพิ่มมากขึ้นผ่าน การลงทุนสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่แห่งที่ 6 ของโลกในประเทศไทย
Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ซึ่งเป็นรถยนต์สปอร์ต 2 ประตูที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกอันโดดเด่น และการตกแต่งด้วยวัสดุคุณภาพสูงที่สุด เพื่อยกระดับงานออกแบบให้ดูสปอร์ตและเน้นย้ำ งานวิศวกรรมอันล้ำหน้าไปอีกขั้น โดยรถยนต์ 2 รุ่นนี้มาพร้อมกับการผสมผสานสุดยอดดีไซน์ ความสะดวกสบาย และเทคโนโลยี เข้าไว้กับนวัตกรรมอันล้ำสมัยแบบเดียวกับรถยนต์ The S-Class รุ่นซาลูน และ ความอัจฉริยะของรถยนต์สไตล์สปอร์ตได้อย่างลงตัว
หน้าจอมีความกว้างแบบ Widescreen Cockpit พวงมาลัยรุ่นใหม่สำหรับการขับขี่ที่สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมถึงระบบ ENERGIZING Comfort Control เพื่อความผ่อนคลายในห้องโดยสาร พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์รุ่นล่าสุด และโดดเด่นด้วยไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี OLED (Organic Light Emitting Diode) ซึ่งเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสงขนาดบางจำนวน 33 ชิ้นต่อ 1 ข้างที่เคลือบใต้กระจกของไฟหลัง ทำหน้าที่ควบคุมตำแหน่งและความสว่างของแสงได้อย่างแม่นยำ
ดีไซน์ภายนอกของ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium รุ่นใหม่ เป็นรถยนต์สไตล์สปอร์ต 2 ประตู หรูหราแบบรถยนต์ตระกูล S-Class ด้วยไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ที่ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ (Swarovski crystals) จำนวนรวมทั้งสิ้น 47 ชิ้น
ซึ่งประกอบด้วยไฟ daytime running lamps ที่ส่องสว่างด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 17 ชิ้น ให้แสงที่สวยใสชัดเจน และไฟเลี้ยวที่ตกแต่งด้วยคริสตัลสวารอฟสกี้ 30 ชิ้น รวมถึงยังเป็นเพียงรถยนต์ 2 รุ่นในตระกูล S-Class ที่ติดตั้งไฟท้ายแบบ OLED อีกด้วย

อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยเส้นสายลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ กระจังหน้า Diamond grille สีเงิน พร้อมลายโครเมียม 1 แถบ และตราสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ฝากระโปรงหน้าที่ยาว เพิ่มความดุดันด้วยชุดแต่งสปอร์ตแบบ AMG พร้อม คิ้วโครเมียมตกแต่งบริเวณชายกันชนด้านหน้า
ปลายท่อไอเสียคู่, ดิสก์เบรกแบบมีช่องระบาย ความร้อน, สัญลักษณ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บนคาลิปเปอร์เบรก และล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 10-spoke ขนาด 20 นิ้ว ตกแต่งด้วยสี Titanium Grey

โดย Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาพาโนรามิคซันรูฟแบบ MAGIC SKY CONTROL ขนาดใหญ่ ที่สามารถปรับความเข้มของกระจกได้เพียงกดสวิตช์เพื่อกรองแสงที่เข้ามาได้ โดยพาโนรามิคซันรูฟนี้ มีความยาวถึง 2 ใน 3 ของความยาวหลังคา หรือมีพื้นที่ประมาณ 1.32 ตารางเมตร
ในขณะที่ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับหลังคาแบบ fabric soft-top ที่มีความหนาถึง 3 ชั้น ชั้นนอกสุดเคลือบสารบูทีล (butyl) ซึ่งทำให้รถยนต์มีระดับเสียงรบกวนภายในห้องโดยสารน้อยที่สุด โดยหลังคาสามารถ กางเปิดหรือพับปิดได้ในเวลาเพียง 19 วินาที ขณะที่รถวิ่งที่ความเร็วสูงสุด 50 กม./ชม. อีกทั้งยังมาพร้อมกับแผงบังคับทิศทางลม(AIRCAP) อีกด้วย
ดีไซน์ภายในสะดวกสบายเช่นเดียวกับ Mercedes-Maybach S 560 ด้วยระบบ ENERGIZING Comfort Control ที่ควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เช่น การปรับโทนสีของไฟภายในห้องโดยสาร Premium Ambient Light ระบบปรับอากาศ
ระบบเครื่องเสียง รวมถึงโปรแกรมนวดของเบาะที่นั่งด้านหน้า 4 แบบ เพื่อช่วยให้คุณผ่อนคลายตลอดการเดินทาง พร้อมการตกแต่งด้วยวัสดุที่ได้รับมาตรฐานจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วโลก ทั้งเบาะนั่งหุ้มหนัง Nappa แบบ Exclusive package ตัดเย็บลายเบาะแบบ diamond design, หน้าจอกว้างแบบ Widescreen Cockpit และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นแบบสปอร์ต
สำหรับเทคโนโลยีและระบบมัลติมีเดีย ภายในห้องโดยสารมาอย่างครบครัน ทั้งระบบ Night View Assist Plus ระบบที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่ เห็นคนเดินถนน หรือสัตว์ขนาดใหญ่ในที่มืดโดยการใช้แสงอินฟราเรด และกล้องอินฟราเรดระยะใกล้และไกล ในการมองเห็นเพื่อลดอุบัติเหตุในที่มืด, ระบบ Crosswind Assist ระบบที่จะช่วยประคองรถยนต์ให้ไม่หลุดออกนอกเส้นทางเมื่อมีลมแรง, ระบบ MAGIC VISION CONTROL ระบบปัดน้ำฝนอัตโนมัติที่ช่วยให้ผู้ขับขี่มี ทัศนวิสัยในการมองเห็นได้อย่างดีเยี่ยมขณะขับขี่ ด้วยระบบฉีดน้ำกระจกหน้าจากก้านปัดน้ำฝน ที่น้ำจะฉีดไปที่บริเวณด้านหน้าของใบปัดขณะทำการปัด
รวมถึงระบบแสดงผลข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up display), ระบบป้อนเข็มขัดนิรภัยอัตโนมัติสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร, ฟังก์ชั่นปรับสมดุลอากาศภายในห้องโดยสาร (AIR BALANCE package), ระบบ COMAND Online, ฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ Apple CarPlay™ & Android Auto
ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging), ระบบสำหรับเชื่อมต่อโทรศัพท์เคลื่อนที่ Bluetooth ระบบควบคุมและสั่งงานด้วย touchpad และระบบเสียง รอบทิศทาง Burmester® high end 3D surround sound system
นอกจากนี้ Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่และระบบ ความปลอดภัยสูงสุด ทั้งสำหรับผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ร่วมใช้ถนน ที่ไม่เคยมีในรถยนต์รุ่นนี้ มาก่อน รายละเอียดเพิ่มเติม
Mercedes-Benz S 560 Coupé AMG Premium และ Mercedes-Benz S 560 Cabriolet AMG Premium มาพร้อมกับระบบส่งกำลังแบบ 9G-TRONIC และเครื่องยนต์แบบ V8 เทอร์โบคู่ และระบบปรับรูปแบบขับขี่ DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกได้ทั้งหมด 5 แบบตามสไตล์การขับขี่ของตนเอง คือ ECO, Comfort, Sport, Sport+ และ Individual

เดอะมอลล์ ช้อปปิ้งเซ็นเตอร์ สัมผัสมนต์เสน่ห์ “ภูมิภาคโทโฮคุ” ที่สุดแห่งสีสันและวัฒนธรรมดั้งเดิม พร้อมลิ้มรสเมนูต้นตำรับญี่ปุ่นแท้ ในงาน “THE MALL SHOPPING CENTER JAPAN DISCOVERY 2018 : AUTHENTIC TOHOKU”
การจัดงานในครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรมากมาย ได้แก่ เจแปน ฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ, องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO Bangkok), การท่องเที่ยวภูมิภาคโทโฮคุ โดยได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชฑูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย
งาน “THE MALL SHOPPING CENTER JAPAN DISCOVERY 2018 : AUTHENTIC TOHOKU” งานที่รวบรวมสุดยอดจากภูมิภาคโทโฮคุ ดินแดนแห่งวิถีชีวิต วัฒนธรรมและประเพณีเก่าแก่ของประเทศญี่ปุ่น ภายในงานจะได้ตระการตาไปกับการจำลองบรรยากาศของ “เทศกาลเนบุตะ” เทศกาลชื่อดังติดอันดับ 1 ใน 3 ประจำภูมิภาคโทโฮคุ อีกทั้งยังเป็นเทศกาลโคมไฟสุดยิ่งใหญ่ที่มีมานานกว่า 800 ปี เอกลักษณ์ของ จ.อาโอโมริ ซึ่งชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าการจัดเทศกาลขบวนแห่โคมไฟนี้ จะทำให้ชีวิตสดชื่น สว่างไสว และช่วยขจัดสิ่งชั่วร้าย พร้อมจำลองบรรยากาศอาคารบ้านเรือนสมัยเอโดะ ของกินซัง ออนเซ็น จังหวัดยามากาตะ เมืองออนเซ็นที่ขึ้นชื่อว่าสวยที่สุด ซึ่งเป็นทั้งบ้านเกิดและเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดัง “โอชิน” และเป็นแรงบันดาลใจของฉากหนึ่งในภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดังญี่ปุ่น เรื่อง Spirits Away นอกจากนี้ ตื่นตาตื่นใจกับโชว์ซามูไรหญิงบินตรงจากเมืองซามูไรไอสึครั้งแรกในประเทศไทย (การแสดงระหว่างวันที่ 24 – 26 สิงหาคม 2561) เพื่อร่วมฉลองครบรอบ 150 ปี สงครามโบชิน (Boshin War) เมืองซามูไรไอสึ จังหวัดฟุกุชิมะ พร้อมโชว์วัฒนธรรมของภูมิภาคโทโฮคุ และพลาดไม่ได้กับสุดยอดเมนูต้นตำรับแท้ส่งตรงจากภูมิภาคโทโฮคุ อาทิ
- SENDAI GYUTAN (เซนได กิวทัง) เมนูลิ้นวัวย่างเซนได เป็นอาหารดั้งเดิมของเมืองเซนไดที่มีมากว่า 70 ปี โดยนำลิ้นมาสไลด์บางแล้วย่างให้สุก มีเครื่องเคียงเป็นผักดองต่างๆ และมักจะนิยมนำมาทำเป็นข้าวราดหน้าดงบูริ แกงกะหรี่ และสตูว์เนื้อ หรือสามารถนำมาทานคู่กับซุปหางวัว และข้าวขาวนึ่งก็ได้เช่นกัน อาหารชนิดนี้เริ่มแพร่หลายขึ้นในปี 1948 จากร้านอาหารในเมืองเซนไดที่ได้ทำธุรกิจลิ้นวัวจนได้รับความนิยมและแพร่หลายไปทั่วทั้งประเทศญี่ปุ่น
- KITAKATA RAMEN (คิตาคาตะ ราเม็ง) ราเม็งขึ้นชื่อของเมืองคิตาคาตะ ของดีจังหวัดฟุกุชิมะ ที่ติด 1 ใน 3 ราเม็งขึ้นชื่อของญี่ปุ่น ราเม็งหมูย่างรับประทานกับซุปซอสถั่วเหลืองสูตรเฉพาะ ใช้หมูเกรดดีการันตีคุณภาพ และยังโดดเด่นในเรื่องน้ำซุปโชยุ ซึ่งมีส่วนผสมของหอยตลับจากอ่าวยามาดะ ใช้เวลาเคี่ยวนานกว่า 2 ชั่วโมง เส้นราเม็งหยักเหนียวหนุ่ม ไม่มีไขมัน และยังมีส่วนผสมของคอลลาเจน ดีต่อสุขภาพและผิวพรรณ โดยจะนำเข้ามาจำหน่ายครั้งแรกในเมืองไทย ในรูปแบบสำเร็จรูป
- SEAFOOD SUSHI ข้าวปั้นพรีเมี่ยมซีฟู้ดที่ส่งตรงจากภูมิภาคโทโฮคุ ซึ่งเป็นภูมิภาคที่โอบล้อมไปด้วยมหาสมุทรถึง 3 ด้าน จึงทำให้มีอาหารทะเลสดๆ และปลาหลากหลายชนิดตามฤดูกาลให้ได้รับประทาน
- SANRIKU OYSTER (ซันริคุ ออยสเตอร์) หนึ่งในหอยนางรมที่ดีที่สุดในโลก เป็นหอยนางรมรสชาติชั้นเยี่ยมอันเลื่องชื่อจากจังหวัดมิยางิ อ่าวซันริคุ ซึ่งเป็นอ่าวชื่อดังที่เลี้ยงหอยนางรมได้ดีเยี่ยม เนื้อหอม มีความครีมมี่ รสชาติอร่อย และยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู
- เมนูขนมของฝากจากแอปเปิ้ลอาโอโมริ จังหวัดอาโอโมริคือแหล่งผลิตแอปเปิ้ลอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น โดยกว่าครึ่งของแอปเปิ้ลในญี่ปุ่นมาจากจังหวัดนี้นี่เอง โดยแอปเปิ้ลอาโอโมริ ขึ้นชื่อในเรื่องรสชาติหวานกรอบ มีกลิ่นหอม และผลใหญ่กลมสมบูรณ์แบบอย่างไร้ริ้วรอย สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแอปเปิ้ลอาโอโมริ ถือเป็นสินค้าโอท็อปของจังหวัด และมีสินค้าแปรรูปมากมาย อาทิ แอปเปิ้ลชีสเค้ก โอบันยากิแอปเปิ้ล และแอปเปิ้ลสติ๊กเป็นต้น
- ลูกพีชสีชมพูอ่อนฟุกุชิมะ จังหวัดฟุกุชิมะ เป็นจังหวัดที่ผลิตลูกพีช เป็นอันดับ 2 ของประเทศ ลูกพีชสดของฟุกุชิมะมีกลิ่นหอมหวาน โดยช่วงฤดูกาลของลูกพีชคือช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน
นอกจากนี้ ยังมีบูธแนะนำการท่องเที่ยวตลอดจนแพคเกจทัวร์ราคาพิเศษ โดย JTB Corp. บริษัทนำเที่ยวยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น และร้านค้าจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อจากภูมิภาคโทโฮคุและสินค้าขึ้นชื่อของประเทศญี่ปุ่นกว่า 50 บูธ และกิจกรรมระบายสีตุ๊กตาวัวแดง “AKABEKO อะกะเบะโกะ” ของที่ระลึกขึ้นชื่อจากจังหวัดฟุกุชิมะ สัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและสุขภาพที่แข็งแรง เพียงซื้อสินค้าภายในศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้าหรือซื้อสินค้าภายในงาน ที่ เดอะมอลล์ บางกะปิ ครบ 1,000 บาท รับสิทธิ์ร่วมกิจกรรมฟรี (จำกัดสิทธิ์ 1 คน 1 สิทธิ์ตลอดรายการ), วันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2561 เวลา 15.00 – 16.00 น. ร่วมพูดคุยแบบเจาะลึกมนต์เสน่ห์ของภูมิภาคโทโฮคุกับพิธีกรอารมณ์ดี ฮิโระ ซาโนะ จากรายการ สุโก้ยเจแปน, วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม 2561 เวลา 15.00 น. ชมโชว์พิเศษจากเกิร์ลไอดอลกรุ๊ป SWEAT16! ตลอดจนกิจกรรมอื่นๆ ให้ร่วมสนุกอีกมากมาย
ร่วมสัมผัสกับมนต์เสน่ห์ของสีสันและวัฒนธรรมดั้งเดิม ลิ้มรสสุดยอดเมนูต้นตำรับชื่อดังส่งตรงจากภูมิภาคโทโฮคุครั้งยิ่งใหญ่ พร้อมตื่นตาตื่นใจกับโชว์วัฒนธรรม ตลอดจนกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย ในงาน “THE MALL SHOPPING CENTER JAPAN DISCOVERY 2018 : AUTHENTIC TOHOKU” งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม – 2 กันยายน 2561 ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้นจี เดอะมอลล์ บางกะปิ และวันที่ 14 – 23 กันยายน 2561 ณ แกรนด์ฮอลล์ ชั้นจี เดอะมอลล์ โคราช
****************************
CASIO G-SHOCK เปิดตัวไลน์นาฬิกาสุดหรู เสน่ห์แห่งความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์ ณ งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018
เริ่มต้นความพิเศษในงานด้วยนาฬิกา GMW-B5000KL (Full Metal x kolor) นาฬิกาจาก G-SHOCK 5000 Series รุ่น Full Metal ใหม่ล่าสุด ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 35 ปีของ G-SHOCK ด้วยตัวเรือนที่ทำจากวัสดุแสตนเลสสตีล และหน้าปัดเหลี่ยมทรงคลาสสิคที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาต้นแบบรุ่น ORIGINS ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี 1983 พร้อมดีไซน์สไตล์สตรีท ลักซ์ชัวรี่ ที่เท่ห์แบบไร้กาลเวลา
นาฬิกา GMW-B5000KL (Full Metal x kolor) เป็นรุ่นพิเศษที่พัฒนาขึ้นร่วมกับ kolor แบรนด์แฟชั่นชั้นนำจากแดนญี่ปุ่น โดยผลิตเพียง 700 เรือนทั่วโลกเท่านั้น โดดเด่นด้วยด้วยตัวเรือนและองค์ประกอบสีทอง ที่ตัดกันอย่างลงตัวกับสายเรซิ่นสีดำ ให้อารมณ์ความหรูหราและสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ kolor ที่เป็นที่รู้จักในด้านการใช้วัสดุที่แตกต่างกันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ นาฬิกา GMW-B5000KL ยังมาพร้อมกับความพิเศษด้วยอักษรสลัก G-SHOCK 35th anniversary บนฝาหลังตัวเรือนและสลักโลโก้ kolor บนที่เก็บสายนาฬิกาอีกด้วย
ในแง่ของคุณสมบัติ GMW-B5000KL เสริมฟังก์ชั่น Connected Engine ที่เชื่อมต่อเวลาเซิร์ฟเวอร์กลางผ่านทางสมาร์ทโฟนและสัญญาณวิทยุเวลา โดยผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อนาฬิการุ่นนี้ผ่านแอพพลิเคชั่น G-SHOCK Connected บนสมาร์ทโฟน ให้สามารถใช้งานได้สะดวกและง่ายต่อการตั้งค่ายิ่งขึ้น เช่น การตั้งเวลามาตรฐานโลกและฟังก์ชั่นตั้งปลุก เป็นต้น ทั้งยังให้ความเที่ยงตรงเหมาะสำหรับทุกการใช้งานทั่วทุกมุมโลก

รุ่นไฮไลท์อีกรุ่นที่พลาดไม่ได้ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิของ G-SHOCK ได้แก่ MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA” ที่ส่งตรงจากงานนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก “บาเซิลเวิลด์ 2018” (Baselworld 2018) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ MRG-G2000HA เป็นส่วนหนึ่งของนาฬิกาตระกูลกันกระแทกอันโด่งดัง MR-G (Majesty Reality G-SHOCK) ด้วยแรงบันดาลใจและชื่อรุ่นจาก tetsu-tsuba (“การ์ดมือเหล็กซามูไร”) ที่สร้างขึ้นจากฝีมือและความปราณีตของช่างดาบญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยนาฬิกา G-SHOCK MRG-G2000HA Limited Edition ได้ถูกผลิตมาเพียง 350 เรือนทั่วโลก และประเทศไทยได้นำเข้ามาให้สาวก G-SHOCK ได้ครอบครองเพียง 5 เรือนเท่านั้น
MRG-G2000HA ใช้เทคนิคการลงสีแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ผสมผสานกับเทคนิคการเคลือบ AIP® (Arc Ion Plating) แบบใหม่ ที่ช่วยดึงความสวยงามของโลหะสีม่วงเข้ม ‘มูราซากิ–กาเนะ’ (Murasaki-gane) และวัสดุทองแดง ‘ซูอากะ‘ (Suaka) ที่ใช้ในงานหัตถกรรมญี่ปุ่น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างและสง่างาม ตัวนาฬิกาเสริมด้วยโมดูล Connected Engine 3-Way ซึ่งเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่ออัพเดตข้อมูลของนาฬิกาโดยอัตโนมัติ รวมถึงเวลา เวลาออมแสง (DST) และการเปลี่ยนแปลงโซนเวลา ซึ่ง MRG-G2000HA เป็นนาฬิกา MR-G ที่สามารถผสมผสานนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเข้ากับสุนทรียศาสตร์ญี่ปุ่นได้อย่างสวยงามและลงตัวอย่างไร้ที่ติ

นอกจาก MRG-G2000HA แล้ว ภายในงาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 G-SHOCK ยังได้นำอีกหนึ่งรุ่นจากซีรี่ยส์ MR-G มาจัดแสดง ได้แก่รุ่น MRG-G2000CB ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ‘คูโรโซเนะ’ (Kurozonae) หรือกองกำลังทหารพิเศษของญี่ปุ่นในสมัยโบราณ ซึ่งสวมใส่ ‘Black Guard’ หรือชุดเกราะสีดำ ถ่ายทอดออกมาเป็นนาฬิกา MRG-G2000HA ที่ทำด้วยโลหะสีดำล้วนทั้งเรือน สื่อถึงความแข็งแกร่งและอำนาจ พร้อมด้วยวัสดุ COBARION® อัลลอยโคบอลต์ที่พัฒนาในญี่ปุ่น แข็งแกร่งเป็นสองเท่าของสแตนเลสสตีล แต่ให้ประกายแวววาวเทียบเท่ากับแพลตทินัม และยังมีระบบ Bluetooth® และ GPS ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ที่ควบคุมโดยคลื่นวิทยุ โดยทาง เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป (CMG) ได้นำเข้ามาในประเทศไทยเพียง 10 เรือนเท่านั้น
อีกหนึ่งรุ่นไฮไลท์ที่ออกแบบมาเพื่อนักบินและผู้ที่หลงใหลในการเดินทางโดยเฉพาะได้แก่ GRAVITYMASTER GR-B100 จากซีรี่ยส์ GRAVITYMASTER ที่ยึดถือหลักการสำคัญสำหรับอาชีพนักบินเป็นหลัก นั่นก็คือความเชื่อมั่นและการตรงต่อเวลา ด้วยระบบ Bluetooth® เพื่อการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนแบบไร้สายสำหรับเวลาที่เที่ยงตรง ไม่ว่าจะเป็นการปรับเวลาออมแสง หรือการเปลี่ยนแปลงเวลาในเขตต่างๆ ของโลก ทั้งนี้ นาฬิกา GR-B100 รุ่นใหม่ล่าสุดยังได้เสริมฟังก์ชั่นการนับถอยหลังเวลา ซึ่งให้คุณสามารถนับถอยหลังไปถึงวันและเวลาที่ระบุได้แม่นยำถึงวินาทีที่แน่นอน พร้อมกำหนดป้ายกำกับเหตุการณ์นั้นๆด้วย นอกจากนี้ นาฬิกา GR-B100 ยังมีฟังก์ชั่นบันทึกเที่ยวบินสำหรับการบันทึกข้อมูล เวลา และสถานที่ ด้วยความสามารถในการแสดงจุดที่ตั้งและเส้นทางการบินจากบนแผนที่ภายในแอพพลิเคชั่นได้
ในส่วนของการดีไซน์ นาฬิกา GR-B100 ได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบหน้าปัดจากหน้าปัดของเกจ์ (Gauge) ต่างๆ ในค็อกพิทเครื่องบิน โดยเข็มชั่วโมง นาที และดัชนีได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็ว พร้อมปุ่มด้านข้างหกปุ่มสำหรับการเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ อย่างสะดวกสบาย เหมาะแก่การใช้งานในชั่วโมงเร่งด่วนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ หน้าปัดนาฬิกายังมีหน้าจอ LCD ความละเอียดสูงขนาดใหญ่ ซึ่งเอื้อต่อการอ่านข้อความและข้อมูลตัวเลข เช่น เวลาและป้ายกำกับเหตุการณ์ที่ป้อนจากภายในแอพพลิเคชัน
ทั้งนี้ GRAVITYMASTER GR-B100 มีให้เลือกถึง 3 รุ่น ได้แก่ GR-B100-1A2 สีฟ้า, GR-B100-1A3 สีเขียว และ GR-B100-1A4 สีส้ม

นาฬิกาไฮไลท์รุ่นสุดท้ายจากเครือผลิตนาฬิกาชั้นนำ CASIO ที่ CMG ได้นำมาเปิดตัวแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่แรกที่เดียว ณ งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ได้แก่ PRO TREK Smart WSD-F20A นาฬิกาอัจฉริยะสำหรับกิจกรรมเอ้าท์ดอร์อย่างแท้จริง ด้วยความทนทานที่รับรองโดยมาตรฐานทหาร (US Military Standard) และหน้าจอ Dual-Layer ที่ให้คุณเลือกตั้งค่าระหว่างจอสีและจอขาว-ดำได้ เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่ขณะผจญภัย นอกจากนี้ นาฬิกา PRO TREK Smart WSD-F20A รุ่นใหม่ยังใช้เทคโนโลยี GPS และแผนที่สีที่ใช้พลังงานต่ำ ซึ่งสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้ และถือเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมกลางแจ้งในพื้นที่ที่ไม่มีบริการโทรศัพท์มือถือ โดดเด่นด้วยสีคราม Indigo Blue

พิเศษสุด สำหรับงาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ลูกค้าที่ซื้อนาฬิกา MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA” จะได้รับบัตรกำนัลอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเซะ ฉบับต้นตำรับญี่ปุ่นแท้จำนวน 2 ท่าน จากร้าน GINZA SUSHI ICHI มูลค่า 11,770 บาท นอกจากนี้ ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ณ บูธ G-SHOCK จะมีกิจกรรมประเพณีชงชาญี่ปุ่นอันเก่าแก่ ‘ซะโด’ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านได้ลิ้มลองและร่วมสัมผัสอีกแง่มุมของ G-SHOCK ที่ผสมผสานความแม่นยำ เที่ยงตรง หล่อหลอมไปกับขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศญี่ปุ่นที่สวยงามและพิถีพิถันได้อย่างไม่มีที่ติ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ G-SHOCK รุ่น GMW-B5000KL (Full Metal x kolor), MRG-G2000HA “TETSU-TSUBA”, GRAVITYMASTER GR-B100 และ PRO TREK WSD-F20A รวมถึงนาฬิกา G-SHOCK รุ่นอื่นๆ สามารถเข้าชมได้ที่งาน เซ็นทรัล อินเตอร์เนชั่นแนล วอทช์ แฟร์ 2018 ณ เซ็นทรัลชิดลม ชั้น 3 บูธ CASIO G-SHOCK ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 17 กันยายน 2561 หรือผ่านทางเว็บไต์ www.casio-cmg.com และ Facebook: Casio Watches Thailand
ร่วมพิสูจน์ความแรงจากทัพ BMW กว่า 10 รุ่น พร้อมส่องอนาคตกับ BMW ConnectedDrive
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยกทัพ
ยนตรกรรมระดับหรูจากบีเอ็มดับเบิลยูหลากหลายซีรี่ส์มาให้สื่อมวลชนสัมผัสกันอย่างใกล้ชิด ในกิจกรรมทดสอบรถยนต์ ‘BMW Fleet Review 2018’ ที่สนามปทุมธานีสปีดเวย์ จังหวัดปทุมธานี โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสความปราดเปรียวโฉบเฉี่ยว หรูหรา ความคล่องตัวของ บีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 3 ซีรี่ส์ 4 ซีรี่ส์ 5 และ 6 ในส่วนของตระกูล X ก็ยังมีมาให้ลองกันถึง 2 รุ่นคือ X2 และ X3 ที่สำคัญไฮไลท์ของงานนี้มีการนำบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล M รหัสทรงพลังจากค่ายใบพัดสีฟ้ามาให้ได้ลองขยี้กันอีกด้วย นอกจากการทดสอบรถยนต์ในภาคสนามแล้วยังมีการนำเสนอนวัตกรรมการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดแห่งโลกอนาคตอย่างเทคโนโลยี BMW ConnectedDrive อีกด้วย
กิจกรรมครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มโดยกลุ่มแรกจะลงภาคสนามก่อน ส่วนอีกกลุ่มจะนั่งฟังบรรยายเรื่อง BMW ConnectedDrive เทคโนโลยีสุดล้ำในรถบีเอ็มดับเบิลยู ผมคือ 1 ใน 10 คนที่อยู่ในกลุ่มแรก ไม่พูดอะไรมาก อาจารย์เบี๊ยดก็ออกมาแนะนำสเตชั่นต่างๆ ที่เราจะได้ขับกัน สเตชั่นจะแบ่งออกเป็น 2 สเตชั่นหลัก คือเราจะขับรถไล่ไปทีละรุ่นโดยจะเริ่มจากรุ่นไหนก่อนก็ได้ตามสะดวกใจ และขับวนไปจนครบ 10 รุ่นเมื่อครบแล้วก็จะไปขับต่อในสเตชั่นที่ 2 คือการขับแบบสลาลอมในสเตชั่นนี้จะเป็นการจับเวลาเพื่อชิงรางวัลโดยในกลุ่มของเราจะเลือกขับ M2 กันเพราะดูทรงแล้วสนามแค่นี้ M4 น่าจะแหกกระจายเลยทีเดียว

เมื่อทุกคนพร้อมแล้ว…ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมเพราะเวลามีน้อย เริ่มจากปรับท่านั่งก่อนเลยปรับตำแหน่งนั่งโดยการเลื่อนที่นั่งไปหน้าหรือหลังโดยการเหยียบแป้นเบรคให้สุดแล้วขายังคงงอทำมุม 45 องศา ระยะความสูงของที่นั่งจะอยู่ประมาณหนึ่งกำปั้นระหว่างหัวกับเพดานรถ มือจับพวงมาลัยที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ระยะห่างวัดโดยการนั่งหลังพิงเบาะแล้วยกแบนขึ้นเอาข้อมือวางบนตำแหน่ง 12 นาฬิกาเป็นอันเสร็จพิธี อยากรู้ละเอียดกว่านี้ให้ลงสมัคร BMW Driving Experience กิจกรรมสอนขับรถที่คุณจะต้องทึ่งจากโปรแกรม The Ultimate JOY Experience แล้วคุณจะกลับมาขับรถสนุก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น พร้อมแล้วก็ลุย…รถที่เราได้ขยี้กันก็มีดังนี้
บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport
ราคาจำหน่าย: 2,459,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คแกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู 320d M Sport มากับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตัวเมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรได้ภายใน 7.2 วินาที ด้วยความเร็วสุงสุด 230 กิโลเมตร/ชั่วโมง
โฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง M Sport รอบคันและช่วงล่าง M Sport พร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 18 นิ้ว ลาย Star-spoke ขอบหน้าต่างภายนอกตกแต่งด้วย Black high-gloss พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M พร้อมระบบบันเทิงล้ำสมัย จอภาพขนาด 6.5 นิ้ว ปุ่มควบคุม iDrive และการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และช่อง USB
บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport
ราคาจำหน่าย: 2,759,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ความหรูหราและประหยัดน้ำมันอย่างเหนือชั้นด้วยเทคโนโลยี iPerformance ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร ขุมพลังเบนซิน 4 สูบ BMW TwinPower Turbo สามารถส่งกำลังสูงสุดที่ 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิด 290 นิวตันเมตร ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้ามอบกำลังเพิ่มเติมสูงสุดอีก 65 กิโลวัตต์ / 89 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทำงานประสานกับระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 8 จังหวะทำให้ขับขี่สนุก ทันใจ โดยสามารถเลือกขับขี่โดยใช้พลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ที่ความเร็วสูงสุด 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ส่วนในโหมดไฮบริด บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport เร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.1 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 55.6 กิโลเมตร/ลิตร และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมกับอัตราการปล่อย CO2 ที่ 42 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น
บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport ดูโฉบเฉี่ยวด้วยชุดแต่ง M Aerodynamic ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Double-Spoke และช่วงล่าง M Sport สำหรับรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งถูกปรับให้ต่ำกว่าเดิม 10 มิลลิเมตร พร้อมสปริงของช่วงล่าง M Sport นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 330e M Sport มาพร้อมกับกระจกซันรูฟ สั่งงานเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พวงมาลัยดีไซน์ M พร้อมก้านเปลี่ยนเกียร์ ที่พวงมาลัย เบาะนั่งแบบสปอร์ต
บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport
ราคาจำหน่าย: 4,259,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมมอบกำลังสูงสุด 185 กิโลวัตต์ / 252 แรงม้า พร้อมแรงบิด 350 นิวตันเมตร มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่ 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร สามารถเร่งความเร็วจาก
0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.3 วินาที
บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport โดดเด่นด้วยชุดแต่ง M Aerodynamics ล้ออัลลอย M
ขนาด 19 นิ้วแบบ double-spoke และขอบหน้าต่างสีดำเงาจากชุดแต่ง BMW Individual พร้อมด้วยระบบเสียงรอบทิศทางจาก Harman Kardon
บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport
ราคาจำหน่าย: 3,439,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport มาพร้อมล้ออัลลอยน้ำหนักเบาขนาด 18 นิ้วแบบ double-spoke ไฟหน้า follow-me-home และไฟ welcome lighting สุดเก๋ บีเอ็มดับเบิลยู 520d Sport แรงด้วยเครื่องยนต์ดีเซล BMW TwinPower Turbo
4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลา 7.5 วินาที ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 235 กิโลเมตร/ชั่วโมง การขับขี่นุ่มนวลด้วยเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 สปีด มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงที่
20 กิโลเมตร/ลิตร
ภายในของรถยนต์ซีดานรุ่นนี้ตกแต่งด้วย fine-wood trim สี poplar grain grey พร้อมด้วย highlight trim finisher สีโครเมียมมุกที่ดูเข้ากันกับพวงมาลัย และเบาะหนัง พร้อมระบบ BMW Gesture Control และหน้าจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด
10.25 นิ้ว ที่ช่วยให้การควบคุมระบบความบันเทิง และฟังกชั่นโทรศัพท์แบบมาตรฐานเป็นไปอย่างง่ายดาย
บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport
ราคาจำหน่าย: 3,939,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ให้กำลังสูงสุดถึง 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 290
นิวตันเมตร ในขณะที่มอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 83 กิโลวัตต์ / 133 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 250
นิวตันเมตร เมื่อเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำงานร่วมกันจะให้กำลังรวมสูงสุดถึง 185 กิโลวัตต์ /
252 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุดกว่า 420 นิวตันเมตร อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 55.6 กิโลเมตร/ลิตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.2 วินาที ปราดเปรียวด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้วลาย Double-Spoke ระบบจอภาพแสดงข้อมูลการขับขี่ หลังคากระจกเปิดปิดด้วยระบบไฟฟ้า
ขอบหน้าต่างภายนอกตกแต่งแบบ BMW Individual high-gloss พร้อมชุดตกแต่งภายนอก
M Aerodynamics
บีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport นอกจากโหมด SPORT, COMFORT และ ECO PRO ผู้ขับขี่สามารถใช้ eDrive เพื่อเปิดการใช้งานระบบ BMW eDrive ซึ่งช่วยให้ทุกการเดินทางแม่นยำมากขึ้นด้วยอีก 3 โหมดเพิ่มเติม คือ AUTO eDRIVE,
MAX eDRIVE และ BATTERY CONTROL และยังมาพร้อมระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด หน้าจอความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ซึ่งนอกจากจะควบคุมโดยปุ่ม iDrive Controller ยังสามารถสั่งการด้วยการกดปุ่มบนหน้าจอ หรือด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียง
อีกด้วย และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ
ที่สำคัญบีเอ็มดับเบิลยู 530e M Sport มาพร้อมระบบช่วยนำรถเข้าที่จอด (Parking Assistance) จะทำให้การจอดรถง่ายดายขึ้นด้วยระบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถในรูปแบบแนวขนานหรือการจอดแบบเข้าซอง ระบบอัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์ สามารถช่วยค้นหาพื้นที่จอดที่เหมาะสมได้ในขณะขับขี่ที่ความเร็ว 35 กม./ชั่วโมง โดยเมื่อพบจุดจอดแล้ว ระบบจะทำการจอดรถเองทั้งหมด และในกรณีที่พื้นที่จอดรถทำมุมกับถนน ระบบจะต้องการพื้นที่ว่างด้านข้างตัวรถเพียงข้างละ 40 เซนติเมตรเท่านั้นในการทำงานแบบอัตโนมัติ
บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport
ราคาจำหน่าย: 4,739,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport ได้รับการพัฒนาให้มีน้ำหนักลดลงจาก บีเอ็มดับเบิลยู
ซีรี่ส์ 5 GT รุ่นก่อนหน้าราว 150 กิโลกรัม ด้วยการออกแบบ และการเลือกใช้วัสดุอลูมิเนียม และเหล็กกล้าคุณภาพสูงในส่วนโครงสร้างตัวรถ และแชสซี ซึ่งเมื่อนำไปผสมผสานกับคุณสมบัติทางอากาศพลศาสตร์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จึงทำให้บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport มีสมรรถนะที่เปี่ยมพลังกว่าที่เคย ทั้งยังประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย
เครื่องยนต์ดีเซล 6 สูบที่เป็นหัวใจของบีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport เสริมกำลังด้วยเทคโนโลยี
BMW TwinPower Turbo ล้ำสมัย ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด Steptronic มอบพละกำลังสูงสุดที่ 195 กิโลวัตต์ / 265 แรงม้า พร้อมให้แรงบิดสูงสุดที่ 620 นิวตันเมตร จึงเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ใน 6.1 วินาที ขณะที่อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอยู่ที่ 17.7 กิโลเมตร/ลิตร
บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport สะดวกต่อการใช้งานด้วยประตูท้ายรถแบบบานเดี่ยวที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า เบาะที่นั่งปรับเอนได้แบบ 40:20:40 สามารถพับให้เป็นพื้นราบสำหรับเก็บสัมภาระได้ด้วยปุ่มกดบริเวณพื้นที่กระโปรงท้าย บีเอ็มดับเบิลยู 630d GT M Sport มาพร้อมระบบควบคุมรถยนต์ การนำทาง รวมถึงฟังก์ชั่นการสื่อสาร และระบบบันเทิงด้วยระบบ iDrive ที่เป็นแกนหลักของการสั่งงานรถยนต์รุ่นนี้ ทั้งยังเสริมประสิทธิภาพการใช้งานด้วยระบบสัมผัสบนหน้าจอแสดงผลความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานด้วยเสียง และระบบการสั่งงานด้วยการเคลื่อนไหวของมือ
บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20i M Sport X
ราคาจำหน่าย: 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู X2 ที่มาพร้อมรูปทรงโฉบเฉี่ยวดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ผสานรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ต
คูเป้เข้ากับความแข็งแกร่งทรงพลังในแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X โดยเป็นครั้งแรกที่กระจังหน้าไตคู่มีรูปทรงส่วนฐานด้านล่างกว้างกว่าด้านบน สร้างมิติให้รถดูกว้าง และโฉบเฉี่ยวตอกย้ำความสปอร์ตด้วยช่องดักอากาศลวดลายหกเหลี่ยม บีเอ็ม
ดับเบิลยู X2 ยังเป็นรุ่นแรกในตระกูล X ที่มีตราของบีเอ็มดับเบิลยูประดับอยู่บนเสา C-pillar ทั้งสองข้าง ในดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูระดับตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู 2000 CS และ
บีเอ็มดับเบิลยู 3.0 CSL
บีเอ็มดับเบิลยู X2 มาพร้อมชุดแต่งรอบคัน M Sport X สร้างความสะดุดตาด้วยสเกิร์ตและซุ้มล้อสี Frozen Grey ท่อไอเสียแบบคู่ยัง
สื่อถึงความทรงพลังของเครื่องยนต์ ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาลาย Y-spoke ในสไตล์ M ขนาด 19 นิ้ว บีเอ็มดับเบิลยู X2 sDrive20i M Sport X ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo 4 สูบ ให้กำลังสูงสุด 192 แรงม้า ที่ 5,000-6,000 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 280 นิวตัวเมตรที่ 1,350-4,600 รอบ/นาที เกียร์อัตโนมัติแบบ Steptronic คลัตช์คู่ 7 จังหวะ มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายใน 7.7 วินาที
อีกหนึ่งไฮไลท์อันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู X2 คือหลังคากระจกแบบ Panorama สองส่วน ส่วนหน้าสามารถเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า สร้างความรู้สึกโล่งโปร่ง หน้าจอ Control Display ขนาด 8.8 นิ้ว ปุ่มควบคุม iDrive พร้อมระบบสัมผัส ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ที่กระจกหน้าฝั่งคนขับ วิทยุพร้อมการเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth และช่อง USB การเชื่อมต่อโทรศัพท์ผ่าน Bluetooth ช่อง USB พื้นที่เก็บของที่มีความจุสูงสุด 470 ลิตร ช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู X2 สะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน
บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport
ราคาจำหน่าย: 3,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport ยังคงเอกลักษณ์ความแข็งแกร่งผสานลุคสปอร์ต
ปราดเปรียวไว้ได้อย่างลงตัว มาพร้อมกับล้ออัลลอย M ลาย Double-spoke ขนาด 19 นิ้ว เสริมความเท่ด้วยชุดแต่งรอบคันดีไซน์ M Aerodynamics และขอบหน้าต่างสีดำเงา ภายในรถตกแต่งด้วย Aluminium Rhombicle trim finishers ตัดกับ Pearl Chrome พร้อมพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแบบ M Sport พร้อมแป้นเปลี่ยนเกียร์ ช่วงล่างแบบ M Sport ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล
4 สูบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะแบบ Steptronic ให้กำลังสูงสุด 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ส่งความเร็วจาก
0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในเวลา 8 วินาที อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.6 กิโลเมตรต่อลิตร

บีเอ็มดับเบิลยู X3 xDrive20d M Sport มาพร้อมปุ่มควบคุม iDrive และสั่งงานด้วยระบบสัมผัส จอแสดงผลภาพความละเอียดสูงขนาด 10.25 นิ้ว ระบบการสั่งงานอัจฉริยะ BMW Gesture Control ที่สามารถควบคุมระบบนำทาง และระบบบันเทิงสื่อสาร ผ่านการเคลื่อนไหวของมือ และการสั่งงานด้วยเสียง นอกจากนี้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารยังสามารถเพลิดเพลินกับระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon สะดวกในการใช้งานยิ่งขึ้นด้วยระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดด้วยระบบอัลตร้าโซนิคเซ็นเซอร์ สามารถช่วยค้นหาพื้นที่จอดที่เหมาะสม
แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่หลังจากผมได้ทดลองขับรถบีเอ็มดับเบิลยูทั้ง 8 รุ่นแล้วการทดสอบหลังจากนี้จะเป็นไฮไลท์ของงานคือการเอา บีเอ็มดับเบิลยู M2 และ M4 มาให้ได้ลองขับกันด้วยซึ่งในสเตชั่นนี้ผมไม่ได้ลงไปขับด้วยเพราะเกิดเหตุขัดข้องของตัวผมนิดหน่อย…ทำให้ต้องไปโรงพยาบาล…ฮือออออ

บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe
ราคาจำหน่าย: 5,939,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe เป็นยานยนต์สำหรับคนที่ชอบการขับขี่แบบสปอร์ตโดยเฉพาะ มาพร้อม
ขุมกำลัง BMW M TwinPower Turbo 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 370 แรงม้าที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 465 นิวตัวเมตร ที่ 1,400 – 5,560 รอบ/นาที มีอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงที่ 4.3 วินาที ควบคุมด้วยเกียร์อัตโนมัติ M แบบคลัตช์คู่ 7 จังหวะ ตอบสนองการขับขี่แบบรถแข่งเลยทีเดียว
บีเอ็มดับเบิลยู M2 Coupe มาพร้อมดีไซน์โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ตทั้งภายนอก และภายใน ด้วยกันชนหน้าขนาดใหญ่ดูดุดัน พร้อมกระจังหน้าเอกลักษณ์ของรถยนต์ตระกูล M ล้อขนาดใหญ่ 19 นิ้ว
M Double Spoke โดดเด่นด้วยท่อไอเสียคู่แยกออก 2 ทาง มาพร้อมระบบ
ไฟหน้า LED อัจฉริยะปรับตามทิศทางหมุนของพวงมาลัย กระจกซันรูฟ กล้องและเซ็นเซอร์ด้านหลัง
ภายในห้องโดยสารหรูหราคมเข้มโทนดำ หลังคาภายในสี Anthracite พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มด้วยหนังสไตล์ M เบาะหนังประทับตราสัญลักษณ์อักษร M มอบความรู้สึกแบบรถสปอร์ตพันธุ์แท้ นอกจากนี้ยังมีระบบ BMW Apps ที่รองรับการเชื่อมต่อ และทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ เช่น M Laptimer ที่ช่วยบันทึก และวิเคราะห์การขับขี่ พร้อมแชร์ข้อมูลผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียหรือ GoPro สำหรับการควบคุมกล้องวิดีโอทั้งภายใน และภายนอกตัวรถ จะดุดันแค่ไหนแต่ก็ไม่ทิ้งความสุนทรีย์ด้วยระบบเสียงไฮไฟ Harman Kardon
บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe
ราคาจำหน่าย: 8,909,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์เบนซิน BMW M TwinPower Turbo 6 สูบในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ใช้ชุดอัดอากาศแบบเทอร์โบคู่ สามารถส่งกำลังสูงสุด
ได้ถึง 431 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตรที่ 1,850 – 5,500 รอบ/นาที ซึ่งมากกว่าแรงบิดสูงสุด
ของรถยนต์ที่ยอดเยี่ยมอย่างบีเอ็มดับเบิลยู M3 ประมาณ 40% แม้จะมาพร้อมสมรรถนะที่เพิ่มขึ้น แต่อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน และอัตราการปล่อย
มลพิษลดลงถึง 25% ที่เฉลี่ย 12.3 กิโลเมตร/ลิตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร
/ชั่วโมง ภายในเวลาเพียง 4.1 วินาที ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติแบบคลัชท์คู่ M 7 สปีด
ความทรงพลัง และประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมเกิดขึ้นจากการลดน้ำหนัก ของตัวรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ลดลงมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 80 กิโลกรัม ด้วยการออกแบบที่คำนึงถึงน้ำหนักที่เบานี้เองส่งผลให้รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe นี้สร้างมาตรฐานใหม่ของคอนเซ็ปต์โดยรวมด้วยการคัดเลือกใช้วัสดุที่มีน้ำหนักเบา
โดยใช้วัสดุเสริมใยคาร์บอน และอะลูมิเนียมมาเป็นส่วนประกอบของโครงแชสซี และตัวถัง หลังคาของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ยังสร้างจากวัสดุเสริมใยคาร์บอนทั้งหมดอีกด้วย
นอกจากนี้ภายใน
ของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู M4 Coupe ดีไซน์สปอร์ตสุดโฉบเฉี่ยวด้วยพวงมาลัย และเบาะที่นั่งแบบ M Sport
บุหนังแท้ Merino เสริมความหรูหราด้วยการตกแต่งอะลูมิเนียมลาย Blade พร้อมแถบโครเมียมสีดำ ม่านบังแดดกระจกหลังไฟฟ้า และสะดวกสบายด้วยการเชื่อมต่อเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่ Head-Up Display ระบบเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon และแอพพลิเคชั่นสำหรับสมาร์ทโฟน
แต่เมื่อกลับมาจากโรงพยาบาลสิ่งที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจคือเราอยากขับ M2 มากเพราะไม่ใช่รถที่จะยืมมาขับกันง่ายๆ และที่สำคัญการขับรถสมรรถนะสูงในสนามปิดมันก็น่าจะปลอดภัยกว่า เท่านั้นแหละผมเลยขออาจารย์เบี๊ยดลองขับดูหน่อย อาจารย์เบี๊ยดดูทรงบวกหน้าตาเว้าวอนของผมแล้วความเฮฮาจึงบังเกิด อาจารย์เบี๊ยดบอก “จัดไป” พี่พยาบาลก็ใจดีเข็นผมไปยัดไว้ใน M2 ทันทีน้ำตาจะไหล สเตชั่นสลาลอมแม้จะเป็นการขับรถสั้นๆ แต่ก็ทำให้รู้ว่า M2 มันสนุกสนานเดือดสมคำเล่าลือจริงๆ ผลมันก็เป็นตามคลิป ทำเวลาไป 24 วิแต่เบรคเลยจุดหยุดเลยไม่นับคะแนนจะอ้างว่าขาเจ็บก็เกรงใจเค้าให้ขับก็บุญแล้ว
ในวันนั้นนอกจากจะมีกิจกรรมภาคสนามแล้วก็ยังมีการพูดคุยให้ความรู้โดยคุณจอห์น กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป มาพูดคุยเกี่ยวกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง ‘BMW ConnectedDrive’ ซึ่งเทคโนโลยีตัวนี้จะเป็นระบบในการเชื่อมต่ออันไร้ขีดจำกัดระหว่างรถบีเอ็มดับเบิลยูกับเรา ฟังดูก็น่าสนใจดีมันจะเป็นยังไงเราลองไปดูกัน
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้เปิดตัว BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ไปเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยบริการ BMW ConnectedDrive สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance จะเปิดให้ผู้ใช้งานควบคุมระบบต่างๆ ของรถได้จากระยะไกล อีกทั้งยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับรถได้อย่างง่ายดาย ผ่านแอพพลิเคชั่น BMW Connected บน iPhone
นอกจากฟีเจอร์สำหรับการใช้งานกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iPerformance แล้ว BMW ConnectedDrive ยังมาพร้อมฟีเจอร์อีกมากมายเพื่อมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อไร้ขีดจำกัดแบบครบวงจร ระหว่างผู้ขับ ยานยนต์ และโลกภายนอก โดยมีบริการพื้นฐานได้แก่ BMW Teleservices บริการที่ช่วยจัดการนัดหมายอัตโนมัติ โดยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูจะสามารถรับรู้กำหนดของการบริการตามสภาพ (CBS) และทำการแชร์ข้อมูลของรถยนต์กับศูนย์บริการบีเอ็มดับเบิลยูที่คุณต้องการโดยอัตโนมัติ

หรือผู้ขับขี่สามารถทำการติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูด้วยตนเองผ่าน BMW Teleservice Call ในเมนู iDrive เพื่อนัดหมายการรับบริการล่วงหน้า พร้อมด้วย BMW Teleservice Battery Guard บริการที่คอยตรวจสอบระดับแบตเตอรี่ และแจ้งเตือนผู้ขับขี่ด้วยการส่งข้อความ SMS หรืออีเมล หากระดับพลังงานในแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่าระดับมาตรฐาน และหากระดับพลังงานในแบตเตอรี่ต่ำกว่าจุดที่วิกฤต ศูนย์บริการจะได้รับการแจ้งให้ทราบโดยอัตโนมัติ เพื่อดำเนินการนัดหมายกับลูกค้าเพื่อเข้ารับบริการ
และอีกหนึ่งบริการพื้นฐานของ BMW ConnectedDrive คือ Intelligent Emergency Call ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่ติดต่อกับศูนย์บริการฉุกเฉินของบีเอ็มดับเบิลยูทางโทรศัพท์เพียงแค่กดปุ่ม SOS ซึ่งสามารถรองรับการบริการได้ทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ หรือในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ ระบบเซ็นเซอร์การชนจะส่งสัญญาณแจ้งตำแหน่งพิกัดรถ หมายเลขตัวถัง ชนิดของการชน สถานะของถุงลมนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย ไปยังศูนย์บริการโดยอัตโนมัติเพื่อการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที
และเพื่อการเชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัดมากยิ่งขึ้นในทุกที่และทุกเวลา ผู้ใช้งานยังสามารถเชื่อมต่อบริการ
BMW ConnectedDrive เข้ากับแอพพลิเคชั่น BMW Connected เพื่อใช้งานเทคโนโลยีล้ำสมัยของ
บีเอ็มดับเบิลยูได้อย่างเต็มประสิทธิภาพผ่านทาง iPhone หรือ Apple Watch ซึ่ง BMW Connected
มาพร้อมบริการที่สามารถอำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้งาน ได้แก่
- BMW Connected Send To Car: ส่งข้อมูลเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งของจุดหมายปลายทางที่ค้นหาไว้ทางอินเตอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟน หรือข้อมูลนัดหมายการประชุมจากปฏิทิน ไปยังระบบนำทางในรถยนต์ได้อย่างสะดวกและง่ายดาย
- Time-To-Leave Notification: แอพพลิเคชั่น BMW Connected จะแจ้งเตือนเวลาที่ควรออกเดินทางผ่านทางสมาร์ทโฟน เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้งานจะเดินทางถึงที่หมายได้ทันเวลา โดยระบบจะคำนวณเวลาในการเดินทางจากตำแหน่งของรถและสภาพการจราจรในช่วงเวลานั้น
- BMW Connected Remote 3D View: แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถที่จอดอยู่ด้วยภาพสามมิติ โดยสามารถเลือกมุมมองต่าง ๆ ได้ผ่านทาง iPhone>

สุดยอดจริงๆ กิจกรรม ‘BMW Fleet Review 2018’ ครั้งนี้นอกจากจะได้ขับรถสมรรถนะสูงกว่า 10 คันที่ให้ความสนุกสนานเร้าใจแล้ว ยังได้ความรู้เรื่อง ‘BMW ConnectedDrive’ อีกด้วยถ้าวันนี้ตัวผมไม่ซุ่มซ่ามจนเจ็บตัวซะก่อนจะจะฟินสุดๆ ขอขอบคุณ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ทีมงานอาจารย์ผู้ฝึกสอน ทีมแพทย์สนาม และทีมงานทุกท่านที่ดูแลเป็นอย่างดี ส่วนใครที่สนใจอยากมีส่วนร่วมในกิจกรรมสุดมันส์ต่างๆ ของทาง บีเอ็มดับเบิลยูสามารถติดตามได้ทาง facebook.com/bmwultimatejoy และ www.bmwultimatejoy.com ส่วนคราวหน้าจะเป็นกิจกรรมมันส์ๆ ที่ไหนยังไงไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังนะครับ…บาย
ไรเซน เอนเนอร์จี พร้อมส่ง ‘EV Taxi VIP’ จำนวน 101 คันประจำการสนามบินสุวรรณภูมิ
ปัจจุบันทั่วโลกมียานยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 3,000,000 คัน โดยในปี 2560 การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าขยายตัวมากขึ้น
ในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทยคาดว่า
ยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนรถยนต์ส่วนบุคคล และรถยนต์เพื่อการขนส่งสาธารณะ
ตามนโยบายพลังงาน 4.0 ของภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้ได้ 1,200,000 คัน ภายในปี 2579 เพื่อเพิ่มทางเลือกการใช้พลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิง และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง
ลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 ตามแผนแม่บทการอนุรักษ์พลังงาน
กระทรวงคมนาคมมีแนวทางในการขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าให้สูงขึ้นตามนโยบายของรัฐบาล โดยที่ผ่านมากรมการขนส่ง
ทางบกได้ออกประกาศ เรื่อง กำหนดกำลังของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และแนวทางการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างปลอดภัย ซึ่งทำให้เกิดการขับเคลื่อนสนับสนุนการเติบโตของของยานยนต์ไฟฟ้า และกระทรวงคมนาคมยังได้เร่งผลักดันให้เกิดการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในระบบขนส่งสาธารณะ ทำให้การเปิดตัว EV Taxi VIP ภายใต้การยกระดับมาตรฐานแท็กซี่ไทยโครงการ Taxi VIP ของกรมการขนส่งทางบก จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างระบบการคมนาคมขนส่งที่มีคุณภาพ พร้อมทั้งดูแลสิ่งแวดล้อมโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ
จากการคมนาคมขนส่งเพิ่มเติม

EV Taxi VIP ยังช่วยลดการใช้น้ำมันลง เนื่องจากรถที่นำมาให้บริการเป็นรถที่ใช้พลังงานจากไฟฟ้า 100% ในการขับเคลื่อน Taxi VIP ซึ่งเป็นการให้บริการด้วยรถระดับพรีเมี่ยมที่มีมาตรฐานครอบคลุมในทุกด้านตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยมีสถานีอัดประจุไฟ Charging station ให้บริการทั้งหมด 30 แห่งทั่วกรุงเทพ เพียงพอกับความต้องการ
ใช้งานของรถ EV Taxi VIP นอกจากนี้ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้จัดพื้นที่จอดรถบริเวณชั้น 1 ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิให้กับรถ EV Taxi VIP ส่งเสริมความเป็น Smart Airport ให้กับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และสร้างเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อการท่องเที่ยวของประเทศ
กรมการขนส่งทางบกพร้อมให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการขนส่งในการใช้รถโดยสารสาธารณะพลังงานทางเลือกที่มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและการให้บริการ โดยเฉพาะ
การยกระดับมาตรฐานแท็กซี่ไทยให้มีคุณภาพความปลอดภัยและการให้บริการภายใต้โครงการ Taxi OK และ Taxi VIP โดยนำเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือบริหารสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนด้วยบริการด้วย
รถสาธารณะที่ดีมีคุณภาพ โดยเฉพาะ Taxi VIP ซึ่งเป็นรูปแบบการให้บริการเดินทางที่เป็นทางเลือกเพิ่มเติมสำหรับรองรับความต้องการกลุ่มผู้โดยสาร เช่น ลูกค้าองค์กรธุรกิจ, ธุรกิจโรงแรม, นักธุรกิจและนักท่องเที่ยว ที่ต้องการความหรูหราสะดวกสบายและการให้บริการในการเดินทางระดับพรีเมี่ยม ในส่วนของความร่วมมือของภาคเอกชนครั้งนี้ บริษัท อีวี โซไซตี้ จำกัด ร่วมกับ บริษัท ไรเซน เอนเนอร์จี จำกัด ได้นำรถยนต์ไฟฟ้า BYD e6 มาให้บริการเป็น Taxi VIP
‘อีวี แท็กซี่ วีไอพี’ จะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาสนามบินไปสู่การเป็น ‘สมาร์ทแอร์พอร์ต’ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ ณ จุดจอดรถบริเวณ ชั้น 1 สนามบินสุวรรณภูมิ จำนวน
5 ช่องจอด รวมทั้งลานจอดรถระยะไกล นอกจากนี้ ยังมีแผนการติดตั้งจุดชาร์จไฟในท่าอากาศยาน
สุวรรณภูมิ ที่อาคารจอดรถ 2 และ 3 รวมทั้งจุดจอดรถระยะยาว สามารถรองรับการชาร์จไฟของ ‘อีวี แท็กซี่ วีไอพี’ ทั้ง 101 คัน รวมทั้งรถยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นในอนาคต
‘อีวี แท็กซี่ วีไอพี’ จะพร้อมให้บริการตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนเป็นต้นไป โดยผู้สนใจสามารถเรียกใช้บริการผ่าน 3 ช่องทาง ทั้งบริเวณเคาน์เตอร์ศูนย์บริการ
ชั้น 1 สนามบินสุวรรณภูมิ หรือแอปพลิเคชั่น Taxi Ok ของกรมการขนส่งทางบก และคอลล์เซ็นเตอร์
โทร. 0 2039 8888 สำหรับอัตราค่าโดยสารเริ่มต้น 2 กิโลเมตรแรก 150 บาท กิโลเมตรถัดไป คิดอัตรากิโลเมตรละ 16 บาท โดยมีโปรโมชั่นส่วนลด 5% เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิต บัตรเดบิต อาลีเพย์ วีแชท
แรบบิทไลน์เพย์
พนักงานขับรถได้รับการฝึกอบรมโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการให้บริการรถโดยสารสาธารณะจากทั้งใน และต่างประเทศ พร้อมทั้งการทดสอบทั้งด้านมารยาทการให้บริการ ความเชี่ยวชาญในการขับขี่ และการดูแลรักษายานยนต์ไฟฟ้าเบื้องต้น รวมทั้งจับมือกับพันธมิตรคือ เจพี ประกันภัย ในการสนับสนุนเบี้ยประกันภัยอัตราพิเศษที่ครอบคลุมทั้งตัวรถ คนขับ และผู้โดยสาร ขณะที่ อีเอ พันธมิตรผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟและซัสโก้ สนับสนุนให้รถ ‘อีวี แท็กซี่ วีไอพี’ ทั้ง 101 คันชาร์จไฟฟรี ณ สถานบริการน้ำมันและชาร์จไฟซัสโก้ 7 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่ ซัสโก้สำนักงานใหญ่ ถนนราษฎร์บูรณะ, กาญจนาภิเษก, บางยอ, เอกชัย, เสนานิคม, ศรีนครินทร์ 1 และศรีนครินทร์ 3 จนถึงสิ้นปี 2561

เมื่อรถแข่งระดับตำนาน Porsche 919 Hybrid ตะลุย’เยาวราช’
Porsche 919 Hybrid รถแข่งที่บันทึกสถิติใหม่ให้แก่ประวัติศาสตร์กีฬาความเร็ว ถึงแม้รถคันนี้จะไม่ได้วิ่งอยู่บนสนามแข่งแล้วก็ตาม: นับเป็นครั้งแรกที่รถแข่งระดับตำนานคันดังกล่าวได้มาเยือนภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในโอกาสของทริปการเดินทางอำลาการแข่งขันทั่วโลก 919 Tribute Tour หลังจากการปรากฎตัว อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น
กรุงเทพมหานคร มีความหมายถึง ‘มหานครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร’ นับเป็นจุดหมายหนึ่งที่เหมาะสมในการมาเยือนของ Porsche 919 Hybrid ที่เป็นตำนานในรายการแข่งรถยนต์ทางเรียบ World Endurance Championships (WEC) ที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ ด้วยผลงาน 20 ตำแหน่งโพลบนเส้นสตาร์ท ชัยชนะที่คว้ามาครอบครองได้ถึง 17 สนาม แชมเปียนส์โลก 6 สมัย ชนะเลิศรุ่น over all ในรายการแข่งขัน Le Mans 3 สมัย ความยิ่งใหญ่ทั้งหมดเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 4 ฤดูกาลที่รถแข่งคันนี้โลดแล่นอยู่บนสนาม และถึงเวลาแล้วที่ตำนานเจ้าสนามจะกล่าวคำ “ขอบคุณ” ไปยังบรรดาผู้หลงใหลความเร็วใน 13 จุดหมายทั่วทุกมุมโลก และกรุงเทพมฯ คือจุดหมายลำดับที่3 ของทวีปเอเชีย
การปรากฎตัวของ Porsche 919 Hybrid ท่ามกลางบรรยากาศสุดคลาสสิกย่านเยาวราช ใจกลางกรุงเทพมหานคร นครหลวงที่เต็มไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหลของการผสมผสานที่สุดแสนลงตัว
ระหว่างวัฒนธรรม และความทันสมัย กรุงเทพมหานครคือศูนย์รวมของความหลากหลายคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ และแน่นอนว่าย่อมต้องเป็นสถานที่ที่เหมาะอย่างยิ่งในการถ่ายทำภาพยนตร์
นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลกที่นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกสารทิศปรารถนาจะได้มาเยือนสักครั้ง รวมทั้งเป็นเมืองที่มีจำนวนผู้ใช้งานแอปพลิเคชัน Facebook มากที่สุดในโลกอีกด้วย มนต์เสน่ห์ของวัฒนธรรมผสานนวัตกรรมล้ำยุคสไตล์เมืองใหญ่ของกรุงเทพฯ คือภาพสะท้อนที่แสดงออกอย่างชัดเจนในภาพยนตร์ชุดนี้ ที่มีตัวเอกเป็นรถแข่งระดับ LMP1 ขับเคลื่อนไปท่ามกลางฝูงชนบนท้องถนนที่เต็มไปด้วยแสงสีน่าตื่นตาตื่นใจของย่านเยาวราช
ในเมืองที่ไม่มีวันหลับใหลแห่งนี้ระยะเวลา 24 ชั่วโมงมันผ่านไปอย่างรวดเร็ว ช่วงเวลาระหว่างพระอาทิตย์ตกจนอรุณรุ่งของวันใหม่นั้นทำให้นึกถึงตำนานการแข่งขันอย่าง Le Mans โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวะที่รถแข่ง 919 Hybrid มีโอกาสได้กลับมาร่วมงานกับ Earl Bamber นักแข่งฝีมือดีสังกัดทีมโรงงานปอร์เช่ ความประทับใจดังกล่าวจะได้รับการบันทึกไว้อย่างไม่มีวันลบเลือน นักแข่งผู้นี้สามารถคว้าชัยชนะในฃแข่งขันรถยนต์ทางเรียบ WEC มามอบให้ปอร์เช่ได้หลายสนามซึ่งรวมทั้งตำแหน่งแชมป์ 3 สมัย ในรายการ Le Mans และนั่นคือการก้าวขึ้นสู่ตำนานอย่างแท้จริงของ Porsche 919 Hybrid ในฤดูกาล 2017
แม้ว่ารถแข่ง Porsche 919 Hybrid จะถูกปลดประจำการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เกียรติศักดิ์ของยนตรกรรมสายเลือดแชมป์ยังคงถูกถ่ายทอดไปยังโครงการรถสปอร์ตโปรโตไทป์
E-Performance รวมทั้งรถแข่งในรายการ Formula E และอีกไม่นานอนาคตใหม่ของยานยนต์สปอร์ตกำลังจะเกิดขึ้น ในประเทศไทย อันเป็นประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้สำหรับปอร์เช่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการมาถึง ของยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า
Porsche Panamera ที่จำหน่ายในประเทศไทยปีนี้เกือบทั้งหมดเป็นรุ่น E-Hybrid และมั่นใจได้ว่าความสำเร็จดังกล่าวจะสืบต่อไปยังยนตรกรรมสปอร์ต SUV Cayenne E-Hybrid รุ่นล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวตามมาในไม่ช้าอย่างแน่นอน รวมไปถึง ไทคานน์ Taycan รถสปอร์ตพลังงานไฟฟ้า สมบูรณ์แบบคันแรกของปอร์เช่ ทายาทสายตรงจากรถยนต์ต้นแบบ ‘Mission E’ ซึ่งกำลังจะเปิดสายผลิตในปี 2019 และอีกหนึ่งความยิ่งใหญ่ที่กำลังจะตามมาคือ Porsche Studio ที่จะตั้งอยู่ภายในศูนย์การค้า Icon Siam ซึ่งจะเป็นโชว์รูมลำดับที่ 4 ของปอร์เช่ในประเทศไทย ที่พรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีดิจิตัลล้ำสมัย โดยมีกำหนดเปิด ตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปีนี้
เอฟอีวี บริษัทผู้พัฒนาระบบยานยนต์รายใหญ่ของเยอรมัน สยายปีกรุกธุรกิจในเอเชีย
เอฟอีวี บริษัทผู้พัฒนาระบบยานยนต์รายใหญ่ของเยอรมัน ประกาศรุกธุรกิจในเอเชียด้วยการเปิดตัวบริษัทสาขาแห่งใหม่ในไทย โดยสถานที่ตั้งบริษัทอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ภายใต้ชื่อ เอฟอีวี (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเกิดจากการประสานความร่วมมือทั้งจากภาครัฐ และลูกค้าเพื่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจด้านการพัฒนาระบบยานยนต์ อย่างระบบส่งกำลังยานยนต์ ตลอดจนระบบพลังงานขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แบตเตอรี่ และเซลล์เชื้อเพลิง(fuel cell) ในเอเชีย โดยภายหลังพิธีเปิดบริษัทสาขาดังกล่าวได้มีการประชุมในหัวข้อ ‘ทางออกของพลังงานขับเคลื่อนยานยนต์ในอนาคต’ อีกด้วย
“ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว และเทคโนโลยีสำหรับระบบขับเคลื่อนในอนาคตเพื่ออากาศที่สะอาดไร้มลพิษ แหล่งพลังงานที่ปลอดภัย และยั่งยืนกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก รวมถึงระบบขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพสูงกำลังเป็นที่ต้องการจากทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ซึ่ง ‘เอฟอีวี’ เป็นบริษัทที่มีเป้าหมายในการพัฒนาสิ่งเหล่านี้ในการหาทางออกที่ดีที่สุดเพื่อระบบยานยนต์ในอนาคต” สเตฟาน พิชชินเกอร์ ประธานและซีอีโอ ของเอฟอีวีกรุ๊ป กล่าว
“กรุงเทพฯ เมืองหลวงที่มีประชากร และรถยนต์จำนวนมหาศาลสามารถลดมลพิษ และพัฒนาคุณภาพของอากาศได้ด้วยเทคโนโลยีจากระบบยานยนต์ของเอฟอีวี เช่น รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า รวมถึงการขับเคลื่อนของรถที่ใช้สองหรือสามล้อ สิ่งสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นคือ ต้องเข้าถึงความต้องการ และให้การสนับสนุนลูกค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศ” อันด์ ไชน์ด ซีอีโอ ของเอฟอีวี เอเชีย กล่าว
บริษัท เอฟอีวี กำลังจะเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่างๆ ของไทย โดยพัฒนาปรับปรุงระบบขับเคลื่อนแบบเดิมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการจัดส่งอุปกรณ์ทดสอบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยได้จัดส่ง อุปกรณ์ทดสอบเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ระบบตรวจสอบและควบคุมคุณภาพตลอดจนการจัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการพัฒนาของอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจของไทยในยุค 4.0
อันเดรย์ส พุงศ์ กรรมการผู้จัดการของบริษัท เอฟอีวี (ไทยแลนด์) จำกัด มีประสบการณ์ในการทำงานกับเอฟอีวีมายาวนานถึง 20ปี และมีความคุ้นเคยกับภูมิภาคในเอเชีย โดยก่อนหน้านี้เคยเป็น ซีอีโอของ บริษัทเอฟอีวี ประจำประเทศจีนรับผิดชอบงานด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หลังจากที่เคยดูแลปฏิบัติการทดลองระบบส่งกำลังยานยนต์ในประเทศอินเดียมาก่อน
นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ เอสยูวีอัจฉริยะแบบตัวถังบนแชสซีส์ในราคาเริ่มต้น 1,316,000 บาท

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย เปิดตัว นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์ และตอนนี้ใครที่สนใจสามารถไปดู และจอง เทอร์ร่า ใหม่ ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ในราคาเริ่มต้นที่ 1,316,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 V 2WD 7AT 1,349,000 บาทสำหรับรุ่น 2.3 VL 2WD 7AT และ 1,427,000 บาท สำหรับรุ่น 2.3 VL 4WD 7AT โดยมีให้เลือก 5 สี คือ สีน้ำตาล เอิร์ธ บราวน์, สีดำ แบล็คสตาร์, สีขาว ไวท์เพิร์ล, สีเงิน บริลเลียนท์ ซิลเสอร์ฃ และ สีเทา ทไวไลท์ เกรย์
เทอร์ร่า ใหม่ ผสมผสานสมรรถนะเครื่องยนต์ใหม่ที่ดีที่สุดในรถระดับเดียวกัน มีพื้นที่ภายในใช้สอยที่กว้างขวางแบบ 7 ที่นั่ง และเทคโนโลยี นิสสัน อินเทลลิเจนท์ โมบิลิตี ทำให้ลูกค้าเดินทางไปได้ทุกที่ด้วยความมั่นใจ

เทอร์ร่า ใหม่ ให้อิสระในการขับขี่ทุกสภาวะเส้นทาง และทุกสภาพอากาศ เช่นเดียวกับเอสยูวีของนิสสัน รุ่นต่างๆ โดย เทอร์ร่า ใหม่ สร้างขึ้นเพื่อพิชิตความท้าทายต่างๆ ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย และยกระดับความสะดวกสบาย เทอร์ร่า ใหม่ เป็นรถที่มีฐานการผลิตในประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการผลิตของนิสสัน สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เทอร์ร่า ใหม่ พัฒนาจากประสบการณ์กว่า 60 ปี ทั้งในรถยนต์เอนกประสงค์ และการทำธุรกิจในประเทศไทย มาพร้อมเครื่องยนต์ YS23DDTT ขนาด 2.3 ลิตร ทวินเทอร์โบ ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 7 สปีด ให้กำลังสูงสุดที่ 190 แรงม้า และมีแรงบิดมหาศาลที่ 450 นิวตัน-เมตร ให้อัตราเร่งที่ดี ให้พละกำลังต่อเนื่องพร้อมทุกการขับขี่เมื่อเทียบกับเอสยูวีในระดับเดียวกัน
รถยนต์อเนกประสงค์แบบตัวถังบนแชสซีส์อัจฉริยะนี้ มาพร้อมเทคโนโลยีล่าสุดจาก นิสสัน อินเทลลิเจนต์ โมบิลิตี เพื่อเสริมการขับขี่ให้ปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้น โดย เทอร์ร่า ใหม่ เป็นเอสยูวีรายแรก และรายเดียวที่มีเทคโนโลยีกระจกมองหลังอัจฉริยะ หรือ Intelligent Rear View Mirror (IRVM) ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถมองเห็นทัศนวิสัยด้านหลังขณะขับขี่
นอกจากนี้ยังติดตั้งเทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง หรือ Lane Departure Warning (LDW) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา Blind Spot Warning (BSW) และเทคโนโลยีกล้องอัจฉริยะมองภาพรอบทิศทาง Intelligent Around View Monitor (IAVM) ที่มาพร้อม เทคโนโลยีตรวจจับ และส่งสัญญาณเตือนวัตถุ และบุคคลที่เคลื่อนไหวจากกล้องรอบคัน หรือ Moving Object Detection (MOD)
นอกจากนี้ยังมีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อที่มาพร้อมเทคโนโลยีป้องกันการลื่นไถล Brake Limited Slip Differential (B-LSD) และระบบ Electronic Rear Differential-Lock รวมถึง เทคโนโลยีช่วยออกตัวบนทางลาดชัน Hill Start Assist (HSA) และเทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน Hill Descent Control (HDC) ที่ช่วยให้สามารถควบคุมความเร็วของรถได้ในสภาวะการขับขี่ที่สูงชัน
ด้วยระยะความสูงจากพื้นถนนถึงใต้ท้องรถ หรือ Ground Clearance ถึง 225 มิลลิเมตร ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายที่มาจากถนนที่ขรุขระ มีหลุมบ่อไม่ราบเรียบ หรือ การขับรถผ่านพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังได้อย่างมั่นใจ
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นิสสัน เทอร์ร่า ใหม่ สามารถเยี่ยมชมที่โชว์รูม นิสสัน ที่มีอยู่กว่า 200 แห่งใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ หรือติดต่อสอบถามที่ นิสสัน Call Center หมายเลข 02 401 9600 หรือที่เว็บไซต์ของนิสสัน www.nissan.co.th

‘Fearless Driving with the Master’ เปิดประสบการณ์การเดินทางสุดเร้าใจไปกับ ‘ยอดมนุษย์ลุง’ ไมค์ ฮอร์น
หลังจากที่หลายเดือนก่อนทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ชวนสื่อมวลชนเข้าร่วมพูดคุยกับ ‘มร.ไมค์ ฮอร์น’ กันแบบเอ็กซ์คลูซีฟในกิจกรรม ‘Driven to Explore Asia’ ซึ่งการพูดคุยในวันนั้นทำให้พวกเราทึ่งกับมนุษย์ลุงคนนี้เป็นอย่างมาก ลุงไมค์ ใช้ชีวิตที่ผ่านมากว่า 50 ปีได้คุ้มค่ามาก เพราะแกได้ออกเดินทางผจญภัยไปทั่วโลกด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ‘The G-Class’ ผมนั่งฟังเพลินจนแอบคิดในใจว่ามันจะจริงเหรอว้า ซึ่งสิ่งที่ผมนึกสงสัยผมจะได้คำตอบในวันนี้
จะโชคดีหรืออย่างไรไม่รู้ ผมได้มีโอกาสมาร่วมทริป ‘Fearless Driving with the Master’ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงการมาร่วมพูดคุยกับลุงไมค์เหมือนครั้งที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้จะเป็นการร่วมขับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ไปผจญภัยกับลุงไมค์กันเลย โดยทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้จัดรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สุดหรู 6 รุ่นใหญ่และอีก 9 รุ่นย่อย อย่าง The GLC, The GLC Coupé, The GLE, The GLE Coupé, The GLS และ The G-Class มาให้เอาไปลุยกันเพื่อพิสูจน์ว่ารถหรูๆ ก็สามารถเอาไปลุยได้ถ้าไปกับลุงไมค์…เหรอ
‘ไมค์ ฮอร์น’ นักผจญภัยมืออาชีพระดับพระกาฬ ยอดมนุษย์ลุงที่อายุอานามปาไป 51 ขวบแล้ว แต่มีกำลังวังชาและท่าทีขี้เล่นเหมือนวัยรุ่นอายุ 17 งานนี้เรากลับมาเจอลุงไมค์อีกครั้งหลังจากที่ได้เจอแกเมื่อหลายเดือนก่อน (ความเดิมตอนที่แล้ว) หลังจากการพบปะกันในวันนั้นที่ก่อนจบงานก็มีการทิ้งท้ายไว้ว่า ‘ลุงไมค์’ จะกลับมาเมืองไทยอีกครั้งโดยจะพาผู้โชคดีไปเที่ยวกับลุงด้วย…และวันนั้นก็มาถึงซึ่งผมก็ได้เป็น 1 ในผู้โชคดีที่ได้มาเที่ยวกับลุงไมค์
และแล้วเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงยอดมนุษย์ลุง ‘ไมค์ ฮอร์น’ ได้ปรากฎกายต่อหน้าพวกเราอีกครั้ง ซึ่งครั้งนี้เราจะได้ไปเที่ยวกับลุงไมค์โดยรถหรู เมอร์เซเดส-เบนซ์ หลากหลายรุ่นที่ทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จัดมาให้ได้ทดลองขับกันแต่จากสายตาผมรถบางคันมันจะไปลุยกับลุงไมค์ไหวเหรอ ท่าเป็นทางเรียบน่าจะพอได้ แต่ไปเที่ยวกับลุงไมค์ทางที่ไปไม่น่าจะธรรมดา หลังจากลุงไมค์กล่าวทักทายกันพอหอมปากหอมคอ ทุกคนก็ออกมาจับกุญแจรถวัดดวงกันว่าใครจะได้ขับคันไหนไป…และรถที่เราจับได้คือ GLS 350d เย้! สบายละงานนี้
ก่อนที่เราจะไปเข้ารกเข้าพงกันลึกกว่านี้ ลุงไมค์ก็มาแนะนำเทคนิคการขับรถบนเส้นทางออฟโรดว่าท่านั่งที่เหมาะสมคือควรปรับเบาะไม่ให้ห่างหรือใกล้จากพวงมาลัยเกินไปจะทำให้เรามองเห็นทัศนวิสัยด้านหน้าอย่างชัดเจน และการควบคุมพวงมาลัยจะคล่องตัวขึ้นด้วย ตำแหน่งการจับพวงมาลัยจะอยู่ที่ สิบ กับ สอง นาฬิกา และที่สำคัญในรถยนต์ที่มีแพดเดิ้ลชิพก็สามารถช่วยลดความเร็วในตอนลงเขาได้เป็นอย่างดี ไม่ควรใช้เบรคมากจนเกินไปตอนลงเขา ฟังรู้เรื่องมั้งไม่รู้เรื่องมั่ง เท่าที่ฟังรู้เรื่องก็ประมาณนี้ เมื่อพร้อมแล้วก็ขึ้นรถได้เลย

หลังจากลุงไมค์แนะนำการขับขี่เรียบร้อยทุกคนก็พร้อมจะลุยกันแล้ว เส้นทางที่ไปเป็นเส้นทางลูกรังแต่ต้องยอมรับว่าช่วงล่างของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำออกมาได้ดีมากๆ แม้ทางจะทุรกันดารเป็นหลุมเป็นบ่อเพียงใดก็ไม่สามารถส่งแรงสะเทือนขึ้นมายังห้องโดยสารได้ ในห้องโดยสารไม่รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนแต่อย่างใดยังคงขับชิลๆ ชมป่าเขาที่สวยงามของภูมิประเทศระหว่างเส้นทางเชียงใหม่ – เชียงราย
ขับรถชิลๆ ชมวิวมาได้ไม่นานขบวนก็ต้องหยุดลงเพราะลุงไมค์มีบทเรียนบทที่หนึ่งจะมาถ่ายทอดให้เราได้เรียนรู้กัน ในฐานที่หนึ่งนี้ลุงไมค์ได้จำลองสถานการณ์เมื่อรถติดหล่มบนเนิน ‘ติดล่มบนเนินมันเป็นยังไง?’ มันทันจะถามลุงแกก็วิ่งเอารถ G-Class G350 ของแกถลาขึ้นเนิ่นจนล้อหลังตะกุยดินจนติดหล่มไปจนได้

หลังจากนั้นแกก็สาธิตว่าปัญหานี้แกแก้ยังไง ซึ่งแกบอกว่าไม่ยากเพราะการเดินทางของลุงนั้นไปกับลูกๆ ของแกอยู่แล้วโดยลูกลุงจะขับ G-Class G350 อีกคัน เพราะฉนั้นปัญหานี้ก็เพียงแค่ชุดๆ ให้เห็นหมุดลากของที่อยู่กันชนหลังแล้วก็เอาสายลากจูงมาคล้องระหว่างรถทั้ง 2 คันแล้วให้รถคันที่ติดหล่มอยู่แค่นี้ก็ไปต่อได้ละ…ง่ายจัง (ยืนดูก็ว่าง่ายดีติดจริงคงกินข้าวลิง)
ขับชมวิวกันต่อเส้นทางที่ลุงไมค์เลือกเป็นเส้นทางคดเคี้ยวลาดชัน ลุงคงอยากให้เรารู้ถึงพลัง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เราขับอยู่ว่าไม่ใช่แค่หรูหรานะเว้ยมันลุยได้ด้วย แล้วเราก็มาหยุดกันต่อในฐานที่สอง ฐานนี้ไม่มีอะไรมาก ลุงไมค์ให้พวกเราได้ลองขับรถของแกดู รถของแกคือ G-Class G350 ที่ขับมาแล้วรอบโลก
ลุงไมค์ชี้ให้เราดูกระต๊อบบนเนินเขาแล้วก็พูดคำเดียวสั้นๆ “GO!” แค่นั้นแหละพวกเราก็สลับกันขับขึ้นลงเนินอย่างเมามัน เทคนิคเดียวที่ลุงไมค์บอกเราคือหัวใจสำคัญของการขึ้นลงทางลาดชันคือการเดินคันเร่งอย่างนิ่มนวล และจับพวงมาลัยให้กระชับ ที่เหลือรถจะพาคุณไปเองเนินที่เห็นว่าชันสุดๆ ก็กลายเป็นสนามเด็กเล่นไปเลยเมื่อได้รับคำแนะนำของลุงไมค์ บวกกับพลังของ G-Class G350 ที่แสนจะดุดัน หลังจากสนุกกับเนินเขากันพอหอมปากหอมคอเราก็มุ่งหน้าไปกันต่อ
ลุงไมค์บอกกับพวกเราว่า “เมื่อต้องเจอกับอุปสรรคที่ขวางอยู่ข้างหน้า เรามักจอดรถเพราะคิดว่าผ่านมันไปไม่ได้ แต่คุณต้องเชื่อมั่นในสมรรถนะของรถที่คุณขับ และต้องเชื่อมั่นในตัวเอง อย่าให้ความคิดว่าทำไม่ได้เป็นสิ่งที่ดึงคุณเอาไว้ และเมื่อความคิดของคุณเปิดกว้าง มันทำให้คุณไปได้ไกลมากกว่าที่คุณคิด” ครับลุง ลุงว่าไงผมว่างั้นครับ ผมมันติ่งลุงอยู่แล้ว
ขบวนหยุดลงอีกครั้งเมื่อมาถึงลำธาร คราวนี้ลุงไมค์สาธิตการผ่านทางแคบและลาดเอียง เป็นการโชว์สมรรถนะของรถ และสกิลการขับของลุงจริงๆ เพราะสามารถวิ่งผ่านไปแบบล้อติดพื้นเพียงแค่ 3 ล้อเท่านั้น
ลุงไมค์บอกว่าเทคนิคแบบนี้ใครๆ ก็ขับได้ แค่นั้นแหละ เราก็ได้อาสาสมัครใจกล้าอย่าง เรย์ แมคโดนัลด์ พิธีกรมาดกวนไอดอลของคนยุค90 ที่มาร่วมสนุกในทริปนี้ด้วย หลังจากที่ เรย์ ได้รับการปลุกเสกจากลุงไมค์แล้วก็สามารถขับผ่านไปได้เหมือนกัน…แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์ไปลองทำกันเองผมว่ารถได้หงายท้องแน่ๆ
ก่อนจะออกเดินทางกันต่อด้วยความกวนของลุงไมค์ ก็ไม่ปล่อยให้พวกเราผิดหวัง ลุงไมค์เหยียบคันเร่งเอาเจ้า G-Class G350 พุ่งข้ามลำธารจนน้ำแตกกระจาย พวกเราหลายคนที่ยืนอยู่แถวนั้นตัวเปียกไปตามๆ กัน…บอกได้เลยว่าโคตรฮา…ก๊ากกกกกก

เลยเวลามื้อเที่ยงกันมาหลายชั่วโมงเราก็มาถึงจุดพัก เรามาพักกินข้าวเที่ยงกันที่อุทยานแห่งชาติลำน้ำกก มื้อนี้หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารพื้นบ้านแล้วเราจะลุยกันไปยาวๆ ณ จุดชมวิวดอยบ่อ จังหวัดเชียงราย ก่อนจะออกเดินทางเราได้มีโอกาสได้เปลี่ยนรถเป็น GLA 200 จะไหวมั้ยเนี้ย

พอได้ลองขับบอกได้เลยว่า GLA 250 AMG เดิมๆ จากโรงงานสามารถพาเราไปได้ทุกที่เหมือนกัน แต่ถ้าเจอทางทุรกันดารมากๆ ก็มีแอบเสียวอยู่เหมือนกัน แต่พอคุ้นมือแล้วกลับรู้สึกสนุกกับ GLA 250 AMG จริงๆ กำลังเข้ากันได้ดีกับรถ เราก็มาถึงจุดหมายของเราวันนี้แล้ว จุดชมวิวดอยบ่อ เป็นจุดชมวิวที่ลุงไมค์ตั้งใจอยากให้พวกเรามาเห็นว่าเมืองไทยสวยงามเพียงใด ลุงนั่งอยู่บนหลังคารถอยู่นานก่อนที่จะชักชวนให้พวกเราขึ้นไปนั่งบนหลังคารถเป็นเพื่อนแก

ก่อนที่พวกเราจะกลับไปที่พักลุงไมค์ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “ผมหวังว่ากิจกรรมในครั้งนี้จะมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกๆ คน รวมถึงเปิดโอกาส และเปิดใจตนเองให้ลองทำสิ่งใหม่ๆ กล้าที่จะออกจากกรอบเดิมๆ ซึ่งผมหวังว่าทุกคนที่ได้มาร่วมเดินทางด้วยกันจะเก็บความประทับใจครั้งนี้ เพื่อนำไปต่อยอด และปลุกความเป็น ‘นักผจญภัย’ ในตัวออกมา” ลุงไมค์ที่ยืนอยู่บนหลังคารถ ที่ด้านหลังเป็นวิวขุนเขาของจังหวัดเชียงราย ผมบอกเลยลุง ‘ไมค์ ฮอร์น’ โคตรเทพเจ้า
“นักเดินทางหลายคนมักจะคิดถึงแต่จุดหมายที่ตัวเองอยากพิชิต แต่สำหรับทุกการเดินทาง ผมจะคิดเสมอว่าจุดหมายมันคือแค่ครึ่งหนึ่งของการเดินทาง เพราะยังเหลืออีกครึ่งที่ผมต้องรับผิดชอบการเดินทางให้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย” ลุงไมค์ ฮอร์น ได้กล่าวไว้

รอดมาแล้วก็ขอดื่มน้ำหวานฉลองกันหน่อยต้องบอกว่ายอดมนุษย์ลุง ‘ไมค์ ฮอร์น’ เป็นแบบอย่างของการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง เป็นคนมีเป้าหมายจริงจังกับสิ่งที่ทำ และสนุกไปกับมัน ขอขอบคุณเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ที่จัดทริป ‘Driven to Explore Asia’ และชวนผมไปสนุกกับทริปนี้นะครับ

