เอาใจสายคลีน! อาดิดาส ส่ง ‘เพียวบูสท์ โก’ สีขาว พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ CITY RUN

อาดิดาส รันนิ่ง เผยโฉมรองเท้าวิ่ง ‘เพียวบูสท์ โก’ สีใหม่ล่าสุดในโทนสีขาวแบบเรียบง่ายที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับการแต่งกายที่หลากหลาย แถมยังโดดเด่นด้วยเทคโนโลยี ‘บูสท์’ เช่นเคยเพื่อให้ผู้สวมใส่สัมผัสถึงประสบการณ์การวิ่งในเมืองได้อย่างเต็มอรรถรส

จากกระแสความนิยมของ CITY RUN ที่แพร่หลายในเมืองต่างๆ จากทุกมุมโลกด้วยเหตุนี้ อาดิดาส จึงไม่รอช้าที่จะสานต่อความสำเร็จด้วยการวางจำหน่ายสีใหม่ นั่นก็คือ สีขาว ที่ง่ายต่อการเลือกจับคู่กับเสื้อผ้าทุกเฉดสี เหมาะสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน และออกไปวิ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ในทุกเส้นทางในเมือง

นอกเหนือจากเฉดสีที่เหมาะกับนักวิ่งทุกไลฟ์สไตล์แล้ว ตัวรองเท้าที่ทำมาจากวัสดุผ้าถักแบบ เซอร์คูล่านิต ก็มีคุณสมบัติด้านความบางเบา และความยืดหยุ่น ซึ่งมีส่วนช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างอิสระ การออกแบบโครงสร้างตัวรองเท้า และพื้นบูสท์บริเวณปลายเท้ามีความกว้างพิเศษ เพื่อให้เหมาะกับรูปเท้าทุกแบบ รวมถึงการวิ่งในเมืองที่จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ผู้สวมใส่สามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที

รองเท้าวิ่ง อาดิดาส เพียวบูสท์ โก สีขาว มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ และร้านค้าที่ร่วมจำหน่าย รวมทั้ง อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ shop.adidas.co.th ทั้งรุ่นสำหรับผู้ชายและผู้หญิงในราคา 4,500 บาท


‘ลัมโบร์กินี’ แต่งตั้ง ‘เรนาสโซ มอเตอร์’ เป็นตัวแทนจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรายเดียวในไทย

ลัมโบร์กินี ออโตโมบิลี เอเชียแปซิฟิก ประกาศแต่งตั้ง บริษัท เรนาสโซ มอเตอร์ จำกัด ในเครือชาริช โฮลดิ้ง เป็นตัวแทนจำหน่าย และให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ รายเดียวในประเทศไทย ซึ่ง ลัมโบร์กินี ออโตโมบิลี เอเชียแปซิฟิก มองว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของลัมโบร์กินีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยบริษัทได้แต่งตั้ง เรนาสโซ มอเตอร์ ให้เป็นตัวแทนจำหน่าย และให้บริการหลังการขายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการ เพียงรายเดียวในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2561

ถือเป็นหนึ่งในตัวแทนจำหน่าย 145 รายใน 49 ประเทศทั่วโลก ที่จะมาเสริมความแข็งแกร่งของลัมโบร์กินีที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลกตั้งแต่ปี 2553 อย่างต่อเนื่อง บริษัทมุ่งผลักดันยอดขายบนเส้นทางใหม่เคียงคู่กับเรนาสโซ มอเตอร์ พร้อมสะท้อนดีเอ็นเอความเป็นแบรนด์สุดยอดรถซูเปอร์คาร์หรูในใจผู้คนทั่วโลก และการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปได้

เหตุผลที่ลัมโบร์กินีเลือกเรนาสโซ มอเตอร์ มาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่

  1.  ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือ ของชาริช โฮลดิ้ง บริษัทที่เป็นตัวแทนของแบรนด์ชั้นนำของวงการยานยนต์จากทั่วโลก ที่มีความเข้าใจลูกค้า และตลาดรถนำเข้าเป็นอย่างดี ซึ่งเรนาสโซ มอเตอร์ เป็นบริษัทที่อยู่ภายใต้เครือชาริช โฮลดิ้ง
  2. ทีมผู้บริหารมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ และวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับดีเอ็นเอของลัมโบร์กินี
  3. คุณภาพระดับสูงในการให้บริการหลังการขาย ด้วยทีมที่มีความเชี่ยวชาญผ่านการอบรมตามมาตรฐานระดับโลก ที่จะสามารถสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับเจ้าของรถลัมโบร์กินีทุกราย

‘เรนาสโซ มอเตอร์’ 
เกิดจากการรวมตัวกันของคนที่หลงใหลรถสปอร์ต ซึ่งเป็นบริษัทที่อยู่ในเครือ ‘ชาริช โฮลดิ้ง’ ภายใต้การนำของคุณอภิชาติ ลีนุตพงษ์ ในฐานะผู้นำเข้ารถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่แบรนด์ดูคาติ และแบรนด์รอยัล เอนฟิลด์ รถจักรยานยนต์คลาสสิกที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานมากที่สุดในโลก นอกจากมอเตอรืไซส์แล้วยังมี หุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะ แบรนด์ไอโรบอท เครื่องล้างแปรงแต่งหน้าอัจฉริยะแบรนด์สไตล์โปร สมาร์ท อิเล็กทริก สกู๊ตเตอร์ อันดับหนึ่งของโลกแบรนด์นิว ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าและโรงงานผลิตแบตเตอรี่อันดับหนึ่งของโลกแบรนด์ บีวายดี โดยเรนาสโซ มอเตอร์ ทำการร่วมทุนกับคุณศักดิ์ นานา ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นที่สุดของวงการออโตโมทีฟ และมอเตอร์สปอร์ตทั้งในประเทศ และระดับนานาชาติ

คำว่า ‘เรนาสโซ’ มาจากชื่อเมืองเล็กๆ ในเขตชานเมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นบ้านเกิดของ
นายเฟอร์รุชโซ ลัมโบร์กินี บิดาผู้ก่อตั้งบริษัทลัมโบร์กินี ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและกล้าฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ 
ในวงการรถซูเปอร์คาร์ สามารถทำให้ลัมโบร์กินีเป็นแบรนด์รถซูเปอร์คาร์ที่สวยงามและมีสมรรถนะดีที่สุดในโลกมาจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ก่อตั้งบริษัทเรนาสโซ ที่ต้องการต่อยอดจุดแข็งของ
ลัมโบร์กินี ให้พัฒนาและเติบโตในประเทศไทย วิสัยทัศน์ของนายเฟอร์รุชโซที่ปรารถนาทำให้ลัมโบร์กินี เป็นมากกว่ารถสปอร์ตทั่วไป เป็นแรงผลักดันให้ เรนาสโซ มอเตอร์ ก้าวไปข้างหน้าและพร้อมเปลี่ยนอนาคตด้วยเช่นกัน”

กลยุทธ์หลัก 3 ด้านในการรุกตลาดของบริษัทฯ

  1. ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ลัมโบร์กินีให้แข็งแกร่ง ผ่านการดำเนินกิจกรรมการตลาดที่สร้างสรรค์และกิจกรรมเพื่อสังคม รวมทั้งสื่อสารและสร้าง การมีส่วนร่วมของกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมาย
  2. เน้นสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าด้วยมาตรฐานการให้บริการสูงสุด
  3. รองรับบริการหลังการขายอย่างครบวงจร ด้วยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญระดับโลก ซึ่งจะช่วยผลักดัน
ให้แบรนด์ลัมโบร์กินีเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งสมศักดิ์ศรีสุดยอดรถซูเปอร์คาร์สุดหรูในใจผู้คนทั่วโลก” 
ม.ล. ณัฐสิทธิ์ กล่าวเสริม

แผนการดำเนินงานของ เรนาสโซ มอเตอร์ ประกอบด้วย

การจัดตั้งโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” ด้วยบริการสุดพิเศษด้วยมาตรฐานสูงสุด มีพื้นที่ใช้สอย 5,000 ตารางเมตร จัดแสดงยนตรกรรมซูเปอร์คาร์ลัมโบร์กินีทุกรุ่น รวมทั้งเป็นศูนย์บริการหลังการขายครบวงจรขนาด 7 ช่องซ่อม เพียบพร้อมด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน สามารถรองรับรถเข้าซ่อมบำรุงได้มากกว่า 1,000 คันต่อปี โดยทีมบริหารที่มีความรู้และประสบการณ์ในการดูแลรถหรูมากว่า 20 ปี ที่จะดูแลการทำงานของทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรมอย่างเข้มข้น

พร้อมให้บริการตรวจเช็คสภาพและซ่อมบำรุงรถลัมโบร์กินีทุกรุ่นด้วยความใส่ใจในคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย เสริมสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจสูงสุดให้แก่เจ้าของรถทุกคัน โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2561การเปิดศูนย์บริการชั่วคราว เพื่อคงมาตรฐานสูงสุดในการให้บริการลูกค้าลัมโบร์กินี ในระหว่างการก่อสร้างโชว์รูมใหม่และศูนย์บริการครบวงจร เรนาสโซ มอเตอร์ จะเปิดศูนย์บริการชั่วคราวในวันที่ 1 กันยายน 2561 เพื่อรองรับลูกค้าต่อเนื่อง ดูแลและควบคุมคุณภาพโดยทีมงานลัมโบร์กินีประจำภูมิภาค พร้อมให้บริการซ่อมบำรุงและดูแลรักษาลัมโบร์กินีทุกรุ่น ด้วยอะไหล่แท้


MINI Expo 2018 ครั้งแรกกับการยกทัพมินิมาครบทั้งตระกูล พร้อมเปิดตัวมินิ คันทรีแมน รุ่นล่าสุดในสเปคใหม่

มินิ ประเทศไทย พร้อมสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์แบบอังกฤษพันธุ์แท้ ในงาน MINI Expo 2018 ซึ่งภายในงาน MINI Expo 2018 ทุกท่านจะได้พบกับยนตรกรรมระดับพรีเมียมจากมินิอย่างเต็มรูปแบบกว่า 17 รุ่น อาทิ มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน รุ่นล่าสุดพร้อมสเปคใหม่, มินิ แฮทช์, มินิ คอนเวิร์ตทิเบิล, 
มินิ คลับแมน และ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ รุ่นปรับโฉมใหม่ พร้อมด้วยกิจกรรมอีกมากมายที่คนรักมินิต้องไม่พลาด นอกจากนี้ มินิ ประเทศไทย ยังเตรียมเปิด ‘MINI THE BLACK MARKET’ รวมพลเจ้าของรถยนต์มินิจากทั่วประเทศไทย มาร่วมกันเปิดท้ายขายของ ในวันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคมนี้ 2561 นี้ 
เวลา 15.00 – 21.00 น. ณ ลานหน้าเซ็นทรัลเวิลด์

MINI Expo ในปีนี้ถือเป็นงานปีแรกสำหรับมินิ โดยนอกจากจะได้พบกับขบวนมินิแบบครบทุกรุ่นแล้ว ทุกท่านยังจะได้สัมผัสกับ
มินิ คันทรีแมน ที่มาพร้อมกับสเปคใหม่ล่าสุดอีกด้วย งาน MINI Expo ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำ
ความมุ่งมั่นในการสร้างนวัตกรรมยานยนต์สำหรับผู้ที่รักในเสน่ห์เฉพาะตัวของมินิ ไม่ว่าจะเป็น
ผู้ที่หลงใหลในความคลาสสิก เน้นขับขี่สนุก หรือผู้ที่ชอบความเร็ว เชื่อว่างานนี้จะตอบโจทย์คนรักมินิทุกเจเนอเรชั่นอย่างแน่นอน สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจับจอง มินิ ได้ในงานโดยจะมีรุ่นต่างๆ ดังนี้

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน

ราคาจำหน่าย 2,299,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ผสมผสานดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เข้ากับความคลาสสิกแบบมินิในทุกองค์ประกอบของตัวรถ อย่างเช่นไฟหน้าที่มาพร้อมกับ LED daytime driving light ให้แสงสว่างที่นวลตาอย่างทั่วถึงทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน พร้อม LED Fog light ทั้งไฟหน้า และไฟหลัง เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ และระบบ Parking Assistant ที่ทำให้การจอดรถเป็นเรื่องง่ายดาย

มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม

ราคาจำหน่าย 2,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน ไฮทริม ใหม่ ยังคงมีรูปลักษณ์ปราดเปรียว และคลาสสิกในสไตล์คันทรีแมน ภายนอก และภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วย Chrome Line ตัดขอบด้วยเส้นสายโครเมียมสีเงิน เพิ่มความหรูหรา ภายในรถมาพร้อมกล้องมองหลังและระบบ Parking Assistant ช่วยให้จอดรถได้ง่ายดาย และกระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติ

มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Yours Edition

ราคาจำหน่าย 2,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส คลับแมน Yours Edition ที่พิเศษกว่าใคร ด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นล้ออัลลอยลาย MINI Yours Masterpiece สีดำ
มันวาว ขนาด 18 นิ้ว หรือระบบ MINI Logo Projection ที่สร้างเอกลักษณ์สะดุดตาด้วยการฉายโลโก้มินิลงบนพื้นนอกตัวรถบริเวณฝั่งคนขับเมื่อเปิดหรือปิดประตูรถ รวมไปถึงการตกแต่งด้วยดีไซน์ธงยูเนียน แจ็ค สีดำ 3 จุดที่บริเวณกรอบไฟเลี้ยวด้านข้าง กระจกมองข้างและปุ่มล็อคประตูภายในรถยนต์

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่

ราคาจำหน่าย 3,468,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และแพ็คเกจ MSI Standard)
มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คอนเวิร์ตทิเบิล ใหม่ ผสานความแรงของเครื่องยนต์
อันทรงพลัง MINI TwinPower Turbo ที่ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ตเข้ากับระบบช่วงล่างที่ได้รับการออกแบบมาอย่างเทียบชั้นกับรถแข่ง เข้ากันอย่างลงตัว ดีไซน์สปอร์ตอันโดดเด่นสะกดทุกสายต สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ  เครื่องยนต์ 4 สูบขนาด 
2.0 ลิตร ให้พละกำลังที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 6.5 วินาที ที่ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ 3 ประตู รุ่นปรับโฉมใหม่

ราคาจำหน่าย: 3,418,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
สัมผัสสมรรถนะเร้าใจในสไตล์รถแข่งโกคาร์ทแบบฉบับของมินิ กับมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ ที่
สืบทอดประสิทธิภาพจากสนามแข่งของจอห์น คูเปอร์มาได้อย่างสมบูรณ์แบบ โลดแล่นด้วยเครื่องยนต์ทรงพลัง ระบบช่วงล่าง ชุดแต่ง จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ มินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ 3 ประตู ขุมพลังเบนซินขนาด 2.0 ลิตร ส่งพละกำลังสูงสุดที่ 170 กิโลวัตต์ / 231 แรงม้า จากเทคโนโลยี MINI TwinPower Turbo ทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะแบบสปอร์ต 
ส่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรภายใน 6.1 วินาที

มินิ แฮทช์ 3 ประตู และ 5 ประตู รุ่นปรับโฉมใหม่

มินิ แฮทช์ 3 ประตู
ราคาจำหน่ายเริ่มต้น: 2,180,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)มินิ แฮทช์ 5 ประตู
ราคาจำหน่ายเริ่มต้น: 2,220,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)

ด้วยคาแรคเตอร์ที่เด่นชัดและเสน่ห์ของรถยนต์สัญชาติอังกฤษ รถยนต์มินิ แฮทช์ 3 ประตู และมินิ แฮทช์ 5 ประตู มาพร้อมโฉมใหม่รอบคัน เด่นสะดุดตาไปกับโคมไฟหน้าแบบฮาโลเจนในรุ่นคูเปอร์ และคูเปอร์ 
ดี ที่เน้นรายละเอียดด้วยพาเนลสีดำด้านในโคมไฟ และการปรับโฉมไฟหน้าแบบวงแหวนเต็มวงในดีไซน์ใหม่ ในรุ่นคูเปอร์ เอส ที่ให้ความสว่างมากขึ้นทั้งในโหมดไฟต่ำและไฟสูงด้วยไฟหน้า LED พร้อมด้วย
ไฟ LED Daytime Running Light และฟังก์ชันไฟเลี้ยวภายในวงแหวนเดียวกัน โดยไฟจะเปลี่ยนสีจาก
สีขาวเป็นสีส้มขณะที่ทำการเปิดไฟเลี้ยว

ล้ออัลลอยทั้งหมด 3 แบบที่ต่างกันไปในแต่ละรุ่น คือ ลาย Victory Spoke Black ขนาด 16 นิ้ว ลาย Roulette Spoke 2-tone ขนาด 17 นิ้ว และลาย 
Rail Spoke 2-tone ขนาด 17 นิ้ว 

ไฟท้ายของรถใหม่ให้มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงและเส้นไฟ LED ลายธงยูเนียน แจ็คแห่งสหราชอาณาจักร ในรุ่นคูเปอร์ เอส และจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ แฮทช์ โดยไฟเบรกจะใช้เส้นแนวตั้ง ส่วนไฟเลี้ยวจะเป็น
เส้นแนวนอนกึ่งกลาง และไฟท้ายจะเปิดเป็นเส้นแนวทะแยง เมื่อไฟหน้าเปิดอยู่ ทำให้ภาพรวมของท้ายรถรุ่นปรับโฉมใหม่นี้มีความสวยงามโดดเด่น

มินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่นปรับโฉมใหม่

ราคาจำหน่าย: 3,030,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และโปรแกรมบำรุงรักษา MSI Standard)
เพื่อตอกย้ำความเป็นมินิในสไตล์อังกฤษ หลังคาของรถมินิ คูเปอร์ เอส คอนเวิร์ตทิเบิล รุ่นปรับโฉมใหม่ ประทับลายธงยูเนียนแจ็คในสไตล์ MINI Yours อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ขับขี่ มีการเพิ่มตัวเลือกของสีเบาะที่นั่งและห้องโดยสารทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ Leather Chester, Leather Malt Brown, Leather Cross Punch Carbon Black และล่าสุดกับ Leather Lounge Satellite Grey ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความไม่เหมือนใคร

ข้อเสนอพิเศษในงาน MINI Expo 2018

  • สำหรับทุกการจองในงาน MINI Expo 2018 ระหว่างวันที่ 16-19 สิงหาคม พ.ศ. 2561 ลูกค้ามินิจะได้รับหมอนลายกุญแจรถยนต์มินิสุดเอ็กซ์คลูซีฟเป็นของขวัญ
  • สำหรับลูกค้ามินิที่ทำการจองรถยนต์ภายในงาน และรับส่งมอบรถยนต์ภายในวันที่ 30 กันยายน 
พ.ศ. 2561 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ดังนี้การจองรถมินิทุกรุ่น
  • รับทันที ลำโพง MINI x Harman Kardon (จนกว่าสินค้าจะหมด)
  • รับสิทธิ์ชิงรางวัลพิเศษ* แพคเกจทัวร์เกาหลี รวม 5 รางวัล
  • ทุกการจอง ลูกค้าจะได้รับ 1 สิทธิ์เพื่อลุ้นรับรางวัลแพคเกจทัวร์เกาหลีใต้ 4 วัน 2 คืน สำหรับ 
2 ท่าน พร้อมร่วมสัมผัสกับประสบการณ์พิเศษจาก MINI Driving Centre ณ ประเทศเกาหลีใต้
  • พิเศษยิ่งขึ้นสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์ผ่านทาง มินิ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ผ่านโปรแกรม Freedom Choice จะได้รับสิทธิ์ชิงโชคถึง 3 สิทธิ์ด้วยกัน
    * รางวัลไม่สามารถโอนสิทธิ์หรือเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
    สำหรับรถยนต์มินิ คลับแมน ทุกรุ่น (ยกเว้นมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ คลับแมน)
    ได้สิทธิ์ผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ย 0% เป็นระยะเวลาถึง 5 ปี

ข้อเสนอเทรด-อินสำหรับรถยนต์มินิ คันทรีแมน

เจ้าของรถยนต์มินิ คันทรีแมน รุ่นแรก (R60) จะได้สิทธิ์นำรถมาแลกรับข้อเสนอพิเศษสำหรับรถยนต์ มินิ คันทรีแมน รุ่นใหม่ (F60) ตามเงื่อนไขที่กำหนด


ร่วมฉลอง 20 ปี สตาร์บัคส์ ประเทศไทย ด้วย ‘สตาร์บัคส์ เบญจรงค์ อยุธยา คอลเลคชั่น’

‘สตาร์บัคส์ เบญจรงค์ อยุธยา คอลเลคชั่น’ แก้วกาแฟที่ทำขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ประเทศไทย แก้วกาแฟสุดพิเศษชุดนี้ได้รับการรังสรรค์ร่วมกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ และทายาทของครูวิรัตน์ ปิ่นสุวรรณ (ครูศิลป์ของแผ่นดิน) รังสรรค์ชิ้นงานชุดพิเศษ ‘แก้วเบญจรงค์’ เป็นการผสมผสานลวดลายประจำของชาติไทยเพื่อสืบสานงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่รู้จักสู่สากล โดยผลงานชิ้นนี้มีจำหน่ายที่ร้านสตาร์บัคส์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปในราคาใบละ 1,900 บาท

ลายเบญจรงค์ ซึ่งเป็นศิลปะงานหัตถศิลป์ชั้นสูง เริ่มต้นเดิมทีผลิตขึ้นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อปลายศตวรรษที่ 20 ซึ่งตรงกับสมัยกรุงศรีอยุธยาของไทย โดยในอดีตถือเป็นของใช้สำหรับเชื้อพระวงศ์ และผู้มีฐานะเท่านั้น

โดยชื่อ ‘เบญจรงค์’ มาจากคำว่า ‘เบญจ’ ในภาษาบาลีแปลว่าห้า และ คำว่า ‘รงค์’ ในภาษาสันสกฤตแปลว่าสี ‘เบญจรงค์’ จึงมีความหมายว่า 5 สี ซึ่งประกอบไปด้วย สีแดง, สีเหลือง, สีเขียว, สีน้ำเงิน และสีขาว โดยหลายครั้งจะเพิ่มสีม่วงเข้มอมน้ำตาล และทองคำบริสุทธิ์เข้าไปด้วย

กระบวนการเขียนลายเบญจรงค์ต้องใช้ความเชี่ยวชาญ และความประณีตของช่างอย่างมาก เพราะในการวาดลายและลงสี ล้วนทำด้วยมือทั้งสิ้น ลายของเครื่องเบญจรงค์นั้นมีวิวัฒนาการมาจากความเชื่อ และค่านิยมที่แปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน


ฮุนได ‘เอช-วัน’ และ ‘แกรนด์ สตาร์เร็กซ์’ โฉมใหม่กับประสบการณ์ใหม่…ที่สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ ฮุนได เอช-วัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ที่พวกเราชาวไทยได้รู้จักกับรถตู้ฮุนไดเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2551 และในปี 2553 ฮุนไดเอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นตัวเลือกรถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจากกลุ่มลูกค้าชาวไทยที่ชื่นชอบความสะดวกสบาย และความคุ้มค่า

การปรับโฉมใหม่ของรถตู้ทั้ง 2 รุ่นในครั้งนี้มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และออฟชั่นที่ครบครัน ช่วยให้ผู้ขับ และผู้โดยสารได้รับประสบการณ์ในการใช้งานได้ดียิ่งขึ้น ฮุนได ‘เอช-วัน’ และ ‘ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์’ ใหม่ ยังคงคอนเซ็ปต์ความทันสมัย และเหนือระดับได้อย่างเคย

ภายนอกของฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ถูกออกแบบให้มีความทันสมัย และโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น กระจังหน้าโครเมียมใหม่แบบแนวนอนให้ความรู้สึกแข็งแกร่งทรงพลัง โคมไฟหน้าพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์เลนส์ และไฟตัดหมอกดีไซน์ใหม่ สอดรับกับกระจังหน้าอย่างลงตัว

กระโปรงหน้า และกันชนใหม่มีเอกลักษณ์ดูโดดเด่น พร้อมล้ออัลลอยขนาด 16 และ 17 นิ้ว ดีไซน์ใหม่ กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวถูกออกแบบใหม่ให้มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น ไฟท้าย LED ดีไซน์ใหม่ เพิ่มความหรูหรามีระดับ

ภายในห้องโดยสารของฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ใหม่ ได้รับการออกแบบเบาะหนังลายใหม่และลายไม้แบบใหม่ นอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่ ด้วยระบบระบายอากาศสำหรับที่นั่งผู้ขับขี่ สามารถปรับอุณหภูมิได้ตามต้องการ

พวงมาลัยปรับระดับได้ 4 ทิศทางตามสรีระผู้ขับขี่ พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง, ระบบควบคุมการเปิด -ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และระบบความปลอดภัยที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ถุงลมนิรภัยด้านข้าง และระบบช่วยควบคุมการทรงตัว (ESP) เป็นต้น

จำนวนที่นั่งภายในห้องโดยสารยังคงเดิมคือในรุ่น แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ สามารถรองรับผู้โดยสารได้ 7 ที่นั่ง ส่วนรุ่น เอช-วัน สามารถรองรับได้ 11 ที่นั่งเช่นเดิม

ฮุนได เอช-วัน และ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ใช้เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล 2.5 ลิตร 4สูบ 16 วาล์ว CRDI พร้อมเทอร์โบแปรผัน VGT อินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 175 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 441 นิวตัน-เมตร จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบ Sequential shift ที่ให้การตอบสนองได้อย่างทันใจ และประหยัดน้ำมัน

นอกจากนี้ ฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ ยังมีเทคโนโลยี และฟังค์ชั่นอื่นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งรวมถึงระบบกล้องมองรอบทิศทางอัจฉริยะ, ประตูเลื่อนแบบไฟฟ้า และรัศมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร

ผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินไปกับระบบความบันเทิงและการเชื่อมต่อที่ครบครัน ผู้ขับขี่ และผู้โดยสารด้านหน้าสามารถควบคุมระบบเครื่องเสียงผ่านหน้าจอความละเอียดสูงขนาด 8 นิ้ว พร้อมเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตผ่านระบบ Wifi

สำหรับห้องโดยสารตอนหลัง ติดตั้งจอ LCD แบบคมชัดขนาด 13.3 นิ้ว ติดเพดานแบบพับไฟฟ้า ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง

ฮุนได เอช-วันและ แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ เปิดตัวภายใต้แนวคอนเซ็ปต์ ‘New Experience’ หรือ ‘โฉมใหม่กับประสบการณ์ใหม่…ที่สมบูรณ์แบบ’ ที่สื่อถึงสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปลักษณ์ คุณสมบัติที่เพียบพร้อม และความสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ฮุนไดยังคงเลือกใช้คุณ ‘เปิ้ล’ นาคร ศิลาชัย และครอบครัว เป็นตัวแทนนำเสนอรถยนต์ ฮุนได เอช-วัน ใหม่ ต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ครอบครัว ‘ศิระชัย’ สามารถสื่อภาพลักษณ์ในแบบครอบครัวที่ทันสมัย และเป็นนักธุรกิจได้เป็นอย่างดี

ฮุนได เอช-วัน ใหม่ มีทั้งหมด 3 รุ่นคือ เดอลุกซ์, อีลิท และทัวริ่ง (มีสีตัวถังให้เลือก3สี Hyper Metallic, Timeless Black และ Tan Brown) ในส่วนของ ฮุนได แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ใหม่ มีทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นพรีเมี่ยม และ วีไอพี (มีสีตัวถังให้เลือก3สี ได้แก่ Arctic White, Hyper Metallic และ Timeless Black)

สำหรับใครที่สนใจสามารถไปดูได้ที่โชว์รูมฮุนไดทั้ง 27 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.hyundai.co.th


SANTA CRUZ X PUMA SUEDE CLASSIC 50TH ANNIVERSARY

เป็นอีกคู่จาก Puma ที่มีกระแสแรงทีเดียวเพราะงานนี้ได้ Santa Cruz แบรนด์สเก็ตบอร์ดเก่าแก่จากแคลิฟอร์เนียมาร่วมงานนคอลเลคชั่นฉลองครบรอบ 50 ปีของ ‘Puma Suede’ โดย Santa Cruz ได้นำลายสุดคลาสสิก ”Screaming Hand’ ที่วาดโดย Jim Phillips ศิลปินนักวาดภาพชื่อดังเมื่อปี 1985 มาออกแบบบน Puma Suede 

     Puma เคยร่วมงานกับ Santa Cruz นำลาย ‘Screaming Hand’ มาแล้วครั้งหนึ่งในนุ่น Puma First Round  เมื่อปี 2008 หรือ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นคู่ที่ประสบความสำเร็จมากๆ ซึ่งครั้งนี้ก็มาแรงไม่แพ้กัน โดยทำมาใน Puma Suede สูตรดั้งเดิมที่เติมความพิเศษลงไปด้วยการปักลาย Screaming Hand ที่ด้านข้างของรองเท้า มาพร้อมโลโก้ Puma Strips ที่ออกแบบเป็นลายสีแดงต่อเนื่องกัน วัสดุใช้เป็นหนังกลับแบบ Premium สีดำจับคู่ลงตัวกับพื้นยางดิบ และออกแบบพื้นที่ภายในด้วยสีแดง ที่ป้ายผ้าบนลิ้นรองเท้าจะนำโลโก้ของ Santa Cruz มาใส่ลงไป นอกจากนี้ออกแบบกล่องเท้าขึ้นเฉพาะมาในลาย ‘Screaming Hand’ สุดสวยอีกด้วย

Santa Cruz x Puma Suede Classic 50th Anniversary จะออกวางจำหน่ายที่ 24 Kilates BKK ในวันพฤหัสบดี ที่ 9 สิงหาคมนี้

http://www.24-kts-bkk.com/news/santa-cruz-x-puma-suede-classic-50th-anniversary/


อันเดอร์ อาร์เมอร์ ฉลองเปิด แบรนด์เฮ้าส์ สุดล้ำสมัย พร้อมเปิดตัวรองเท้าวิ่ง HOVR Series 2 ณ เซ็นทรัลเวิลด์

อันเดอร์ อาร์เมอร์ แบรนด์ชุดกีฬายอดฮิตระดับโลกฉลองเปิดตัว Brand House ที่ล้ำสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ เซ็นทรัลเวิลด์ พร้อมเปิดตัวรองเท้าวิ่งรุ่นล่าสุด HOVR Series 2 ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย นวัตกรรมล่าสุดของ อันเดอร์ อาร์เมอร์ ที่จะมาสะเทือนวงการรองเท้าวิ่ง กับระบบรองรับการกระแทกขั้นสุดที่เบา สบาย มีความเด้งกลับประดุจสภาวะไร้แรงโน้มถ่วง ที่ช่วยให้ประสิทธิภาพการวิ่งดีขึ้น วิ่งได้นานขึ้น และการถีบตัวสูงขึ้น

ด้วยโครงสร้าง Energy Web ประกอบกับ UA HOVR™ โฟม ส่วนประกอบสำคัญมีลักษณะเป็นเว็บตาข่ายคลุมบริเวณแกนกันกระแทก เพื่อช่วยรักษารูปทรงของพื้นรองเท้าส่วนกลาง ให้การตอบสนองที่ดี เปลี่ยนเป็นพลังส่งได้ในเวลาเดียวกัน พัฒนามาเป็นรองเท้าวิ่ง 2 รุ่นอันโดดเด่น ได้แก่ HOVR Sonic และ HOVR Phantom รวมถึงรองเท้าในคอลเลคชั่น SS19 ทั้งหมดก็จะใช้เทคโนโลยี HOVR ในการผลิตอีกด้วย

HOVR Phantom ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับนักวิ่งที่ให้ความสำคัญกับความสบายและดีไซน์ที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกๆโอกาส ขณะที่ HOVR Sonic ออกแบบมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพความเร็วและระยะทางไกลเหมาะสำหรับนักกีฬาและนักวิ่งที่ให้ความสำคัญการพัฒนาฝีเท้าขณะลงสนาม

HOVR ทั้งสองรุ่น ถูกดีไซน์มาอย่างสวยสะดุดตา HOVR Phantom ออกแบบมาสำหรับแนวสปอร์ตไลฟ์สไตล์ ดีไซน์แบบ mid-top ที่กำลังได้รับความนิยม ดีไซน์ตัดสูงโอบรัดข้อเท้าและการหุ้มส้นเท้าแบบภายนอกช่วยป้องกันการบาดเจ็บและให้ความมั่นคงขณะเคลื่อนไหว

HOVR Sonic ดีไซน์แบบ low top สุดคลาสสิค หน้าผ้าถักด้วยเนื้อผ้า Threadbone เทคโนโลยีเอกสิทธิ์ของ ‘อันเดอร์ อาร์เมอร์’ ที่ช่วยระบายอากาศ และทำให้กระชับพอดีกับเท้า น้ำหนักเบาแต่ให้ความแข็งแรง ช่วยให้สามารถควบคุมทิศทางในการเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น

แบรนด์เฮ้าส์สาขา 11 ที่เซ็นทรัลเวิลด์เรียกได้ว่าเป็นสาขาที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของอันเดอร์ อาร์เมอร์ ที่สามารถเปิดสาขาถึง 21 สาขา ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

นอกจากเสื้อผ้า และรองเท้ากีฬาแล้ว อันเดอร์ อาร์เมอร์ยังนำเสนอ ดิจิตอล แพลตฟอร์มผ่าน MapMyFitness และ MyFitnessPal ที่ช่วยให้ทุกคนที่อยากจะพัฒนาสุขภาพ และความฟิตของตนเองเห็นผลได้ดี และรวดเร็วมากขึ้น

https://www.youtube.com/watch?v=So-9QD-MMjs

‘MapMyFitness’ เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันการติดตามสุขภาพของตนเองที่น่าสนใจ ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนบนโลกออนไลน์สายสุขภาพ และฟิตเนส นักกีฬาสามารถติดตามการวิ่งของเราเองผ่านแอพพลิเคชั่นหลังจากการวิ่งทุกครั้ง ซึ่งเราจะได้รับข้อมูลที่สามารถนำไปพัฒนาการวิ่งของเราได้ นอกจากนี้ยังมีแอพ ‘MyFitnessPal’ ที่ผู้ใช้งานสามารถศึกษาหาข้อมูลโภชนาการ และแคลอรี่ในเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดในโลก กับข้อมูลอาหารมากกว่า 6 ล้านชนิด

สำหรับคนไหนที่สนใจผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ ‘อันเดอร์ อาร์เมอร์’ สามารถไปดูได้ที่แบรนด์เฮ้าส์ทั้ง 11 สาขา อย่าง สยามเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เมกาบางนา, Zpell@ฟิวเจอร์พาร์ค, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล เวสต์เกต, เซ็นทรัล เฟสติวัล พัทยา, จังซีลอน ภูเก็ต, เซ็นทรัลเวิลด์เอ้าท์เลท, เมืองทองธานี, พรีเมี่ยม เอ้าท์เลท ชะอำ และพัทยา รวมถึงสาขาใหม่ แบรนด์เฮ้าส์ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งเป็นสาขาที่มีนวัตกรรมล้ำสมัยที่สุด และสาขาไอคอน สยาม ที่จะเปิดให้บริการเร็วๆนี้ สามารถ รับชมข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ www.underarmour.co.th หรือ facebook.com/UnderArmourThailand และ Instagram UnderArmourThailand


ฮอนด้า เปิดบ้านใหม่ สำนักงานใหญ่ส่วนการขายและบริการ พร้อมเผยภาพรวมยอดขายครึ่งปี 2561

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดบ้านใหม่ ซึ่งเป็นสำนักงานใหญ่ส่วนการขาย และบริการ ณ อาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค ต้อนรับสื่อมวลชน ชูแนวคิดการทำงานยุคใหม่ เน้นสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต พร้อมเผยยอดขายสะสมครึ่งปี 2561 จำนวน 59,838 คัน ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 26.1% ตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 126,000 คัน พร้อมเดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ ยกระดับการบริการและดูแลลูกค้า อีกทั้งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทาง และการใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ปี 2030


คุณพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การย้ายสำนักงานใหญ่ส่วนการขาย และบริการของฮอนด้ามายังอาคารภิรัชทาวเวอร์ แอท ไบเทค นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของฮอนด้าในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ชูแนวคิดการทำงานยุคใหม่ เน้นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่มีความทันสมัย พร้อมฟังก์ชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์การทำงานที่ยืดหยุ่นและหลากหลายของพนักงานในองค์กร


‘Dream Space’ พื้นที่ส่วนกลางพร้อมวิวเมืองแบบพาโนรามา ที่เปิดโอกาสให้พนักงานต่างส่วนงานใช้พื้นที่เพื่อร่วมพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดและต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ในการทำงาน ซึ่งเอื้อต่อการเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรอย่างสูงสุด นอกจากนี้ ยังได้นำเอาระบบและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น การใช้ application หรือ tablet มาช่วยให้การทำงานสะดวกสบายและง่ายขึ้นด้วย”


ในส่วนของยอดขายฮอนด้าในช่วงครึ่งปีแรก เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมียอดขายสะสมตั้งแต่เดือนมกราคม – มิถุนายน 2561 จำนวน 59,838 คัน (นับรวมฮอนด้า บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี) ครองส่วนแบ่งทางการตลาด 26.1% อีกทั้งมียอดขายสะสมเป็นอันดับ 1 ใน 4 เซกเมนต์หลัก ได้แก่ ซับคอมแพคท์ (ซิตี้ และ แจ๊ซ) คอมแพคท์ 
(ซีวิค และซีวิค แฮทช์แบ็ก) แฟมิลี่ (แอคคอร์ด และแอคคอร์ด ไฮบริด) และเอสยูวี (บีอาร์-วี เอชอาร์-วี และซีอาร์-วี)


ล่าสุด เมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ได้เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตครอสโอเวอร์ระดับพรีเมียม  ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากลูกค้าโดยหลังจากมีการเปิดตัวไปในช่วงเกือบ 1 เดือน มียอดจองกว่า 4,000 คัน และฮอนด้าเองก็เชื่อมั่นว่าจะสามารถทำยอดขายในปีนี้รวมทุกรุ่นได้ตามเป้าที่ 126,000 คัน


สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคต ฮอนด้าจะมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการใช้ชีวิตของผู้คนทั้งในด้านการเดินทาง และการใช้ชีวิตตามวิสัยทัศน์ ปี 2030 โดยฮอนด้าจะเดินหน้าพัฒนายนตรกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกเซ็กเมนต์ และจะมุ่งเน้นพัฒนายนตรกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ระบบไฟฟ้าในหลากหลายรูปแบบ ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย จากการที่ฮอนด้าได้รับรางวัล TAQA – Thailand Automotive Quality Award 
ด้านภาพลักษณ์ดีเด่นประเภทยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ Trusted Brand 6 ปีติดต่อกัน (ตั้งแต่ปี 2555 – 2560) จากพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ฮอนด้าจะเน้นกลยุทธ์การสื่อสารทางการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพผ่านช่องทางดิจิทัล พร้อมไปกับการเดินหน้ายกระดับการบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริงทั้งด้านผลิตภัณฑ์และการบริการให้ดีที่สุด


ปลุกตำนาน ‘Flying Flea’ จากสงครามโลกครั้งที่ 2 สู่
 ‘Royal Enfield Classic 500 Pegasus’ 90 คันในไทยจาก 1,000 คันทั่วโลก

รอยัล เอนฟิลด์ มอเตอร์ไซค์คลาสสิกสัญชาติอังกฤษที่มีสายการผลิตต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก เปิดตัวรอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส 
(Royal Enfield Classic 500 Pegasus) รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น โดย ‘เพกาซัส’ ได้รับ แรงบันดาลใจจากตำนานรถมอเตอร์ไซค์รุ่น RE/WD Flying Flea 125 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘Flying Flea’ ที่ถูกสร้างขึ้นที่โรงงานของรอยัล เอนฟิลด์ ในเมืองเวสวู้ด สหราชอาณาจักร ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส สร้างขึ้นเพื่อสรรเสริญตำนานของฟลายอิ้ง ฟลี และประวัติศาสตร์ด้านการทหารของ ‘รอยัล เอนฟิลด์’ พร้อมให้ผู้ขับขี่ ชาวไทยมีโอกาสเป็นเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์แห่งประวัติศาสตร์นี้ในจำนวนจำกัดเพียง 90 คันจาก 1,000 คัน ทั่วโลกในราคา 199,000 บาท


รอยัล เอนฟิลด์มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ด้านการทหาร ตรงกับสโลแกนของแบรนด์ที่ว่า ‘Made Like a Gun Since 1901’ โดยรอยัล เอนฟิลด์ผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ และอุปกรณ์สำหรับปืนใหญ่ รวมทั้ง รถมอเตอร์ไซค์ระหว่างช่วงสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงผลิตรถมอเตอร์ไซค์ที่คลาสสิก เรียบง่าย และดั้งเดิมตั้งแต่สมัยนั้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน


การผลิตที่โด่งดังมากที่สุดในสงครามโลกคือรถมอเตอร์ไซต์ ‘ฟลายอิ้ง ฟลี’ รถมอเตอร์ไซค์ขนาดเล็กแบบ 2 สูบขนาด 125 ซีซี มีส่วนสำคัญสำหรับกองกำลังทางอากาศ และเป็นส่วนหนึ่งของการรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงวันดี-เดย์ และยุทธการที่อาร์เนม สำหรับ ฟลายอิ้ง ฟลี นั้นสร้างขึ้นมาให้มีความเรียบง่าย ทนทาน และคล่องตัว เพื่อใช้เป็นรถมอเตอร์ไซค์สำหรับการรบแนวหน้า รถคันนี้เป็นเครื่องมือที่ประเมินค่าไม่ได้สำหรับทหารพลร่มระหว่างการรบ

รถมอเตอร์ไซค์รุ่นฟลายอิ้ง ฟลี ถูกปล่อยลงพื้นด้วย ร่มชูชีพพร้อมกับกรงเหล็กครอบตัวรถเพื่อป้องกันความเสียหาย บางคันก็ถูกขนส่งมากับเครื่องร่อนฮอร์ซ่า (Horsa Assault Glider) เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ถูกส่งถึงภาคพื้นดินแล้ว ได้ถูกใช้งานเพื่อการลาดตระเวน ติดต่อสื่อสาร รวมถึงนำพลทหารเข้าสู่สนามรบ


และเพื่อเฉลิมฉลองตำนานอันเกรียงไกรของ ‘ฟลายอิ้ง ฟลี’ รอยัล เอนฟิลด์ได้ร่วมมือกับกรมพลร่มของสหราชอาณาจักรในการพัฒนา รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส ที่ทั้ง 1,000 คัน จะมีตราโลโก้เพกาซัสติดอยู่ ซึ่งเป็นตราเครื่องหมายทางการของกรมพลร่มของสหราชอาณาจักร ประดับอยู่ที่ถังน้ำมันด้านข้างพร้อมระบุเลขซีเรียลนัมเบอร์ 
โดยมีลวดลาย ‘Made Like a Gun’ ที่ฝากล่องแบตเตอรี่ ตราเครื่องหมาย และข้อความเหล่านี้ เป็นตราสัญลักษณ์ที่ใช้จริงบนตัวรถ ฟลายอิ้ง ฟลี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2


รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส มีจำหน่าย 2 เฉดสีที่เป็นสีเดียวกับรถมอเตอร์ไซค์ในช่วงสงครามโลก ได้แก่ สีน้ำตาลเซอร์วิส บราวน์ (Service Brown) และสีเขียวโอลีฟ แดรบ (Olive Drab Green)


รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส มาพร้อมกระเป๋าข้างสไตล์มิลิทารี่ทำจากผ้าแคนวาสและติดโลโก้
เพกาซัส รถทั้งคันตกแต่งตามสไตล์มิลิทารี่ ได้แก่ แฮนด์จับสีน้ำตาล สายรัดหนังพร้อมหัวทองเหลืองบน ตัวกรองอากาศ ท่อไอเสีย ล้อ คันสตาร์ท แป้นเหยียบ และครอบไฟหน้าทั้งหมดสีดำ

นอกจาก ‘รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส’ แล้วยังมีสินค้า และอุปกรณ์การขับขี่ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานมอเตอร์ไซค์ช่วงสงครามโลกมาจำหน่ายที่ ‘รอยัล เอนฟิลด์ เอ็กซ์คลูซีฟ สโตร์’ ทุกสาขา ทั้งเสื้อเชิ้ต 
เสื้อยืด หมวก พินติดเสื้อ กระเป๋า และหมวกกันน็อค โดยเครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับ คอลเลคชั่นนี้ผลิตขึ้นมาในจำนวนจำกัด และติดตราสัญลักษณ์เพกาซัสที่สินค้าทุกชิ้น

เครื่องยนต์

กระบอกสูบเดี่ยว 4 จังหวะ, หล่อเย็นด้วยอากาศ, 499 ซีซี, 27.2 แรงม้า ที่ 5250 รอบต่อนาที, 41.3 นิวตันเมตร (Nm) ที่ 4000 รอบต่อนาที, เกียร์ 5 ระดับ (5 Speed) หัวฉีดเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์

แซสซี

  • ชนิด: ซิงเกิลดาวน์ทูบ (Single Downtube) ใช้เครื่องยนต์สเตรสเมมเบอร์ (Stressed Member)
  • ระบบกันสะเทือนหน้า: เทเลสโกปิก (Telescopic), 41 มม., ระยะยุบตัว (Travel) 200 มม.
  • ระบบกันสะเทือนหลัง: โช้คอัพแบบใช้แก๊ส (Twin Gas Charged Shock Absorbers), ระยะยุบตัว 180 มม.

เบรกและยาง

  • ยางหน้า: 90 / 90 – 19″ – 52 P
  • ยางหลัง:120 / 80 – 18″ – 62 P
  • เบรกหน้า: จานเบรก 280 มม., ก้ามปูจานเบรกแบบลูกสูบคู่ (Double Piston Caliper)
  • เบรกหลัง: จานเบรก 240 มม., ก้ามปูจานเบรกแบบลูกสูบเดียว (Single Piston Caliper)

ขนาด

  • 2140 มม. (ยาว) * 1080 มม. (สูง) * 790 มม. (กว้าง)
  • ความจุถังน้ำมัน:13.5 ลิตร
  • น้ำหนักตัวรถ:194 กิโลกรัม
  • ระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance):135 มม.

สนใจเป็นเจ้าของ รอยัล เอนฟิลด์ คลาสสิก 500 เพกาซัส รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่มีเพียง 90 คันในไทยจาก 1,000 คัน ทั่วโลกในราคา 199,000 บาท สามารถไปจับจองได้ที่ royalenfield.com


TISSOT เปิดตัว ‘T-Race MotoGPTM Limited Edition 2018’ ต้อนรับ MotoGP ครั้งแรกในไทย

TISSOT (ทิสโซต์) ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมนาฬิกาจากสวิตเซอร์แลนด์มายาวนานกว่า 165 ปี ภายใต้ บริษัท เดอะ สวอท์ช กรุ๊ป เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) เปิดตัวนาฬิกาสุด เอ็กซ์คลูซีฟ รุ่น ‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ เพื่อฉลองการเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในการแข่งขัน ‘โมโตจีพี’ ที่จะเกิดขึ้น ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ช่วงวันที่ 5 – 7 ตุลาคม 2018 และเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือ อย่างยาวนานของ Tissot ในฐานะผู้รับผิดชอบระบบนาฬิกาจับเวลาของการแข่งขัน MotoGP™ ทั้งหมดตั้งแต่ปี 2001

‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ เครื่องหมายแห่งความเป็นสปอร์ตที่บ่งบอกถึงสไตล์ของผู้สวมใส่ เพื่อเป็นนาฬิกาคู่ใจสำหรับนักแข่ง หรือนักสะสมที่มอบทั้งความเที่ยงตรงแม่นยำในการจับเวลา รวมไปถึงความแข็งแกร่งทนทานเพื่อลุยกิจกรรมสปอร์ตต่างๆ

‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ สะท้อนเอกลักษณ์ความสปอร์ตด้วยการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจจากรถมอเตอร์ไซค์ และได้มีการนำสีแดงและดำ อันเป็นสีประจำของการแข่งขัน และสีของแบรนด์ทิสโซต์ พร้อมผสานด้วยสีทองอันเป็นสีที่เปรียบเสมือนชัยชนะมาประกอบในการออกแบบตัวเรือน ‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ มีให้เลือกสะสมทั้งในระบบควอทซ์ และระบบกลไกอัตโนมัติ

‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ออโตเมติก ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ นั้นมาพร้อมความแม่นยำเที่ยงตรงด้วยกลไกออโตเมติก C01.211 โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นโครโนกราฟ ขนาดหน้าปัด 45 มิลลิเมตร พื้นหน้าปัดสีดำ เคลือบซูเปอร์ลูมิโนวาช่วยให้มองเห็นชัดเจนในความมืด สายรัดแบบยางซิลิโคนสีดำลายยางรถอารมณ์สปอร์ต ปุ่มกดด้านข้างที่เลียนแบบเหล็กพักเท้า ฝาหลังเปลือย กันน้ำได้ลึก 100 เมตร บรรจุในกล่องรูปหมวกกันน็อคสุดเท่ห์ และที่สำคัญผลิตเพียง 3,333 เรือนทั่วโลกเท่านั้นราคา 46,900 บาท

‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ควอทซ์ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ ผลิตเพียง 8,888 เรือนทั่วโลก และยังมีรุ่น ‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี สเปเชียล เอดิชั่น 2018’ ทั้งสองรุ่นนี้มาในระบบควอทซ์ และประกอบด้วยตัวเรือน 316L สเตนเลสสตีลเคลือบพีวีดี พร้อมฟังก์ชั่นโครโนกราฟ สัญลักษณ์บอกเวลาเคลือบสารซูเปอร์ลูมิโนวาที่ช่วยให้มองเห็นชัดเจนในความมืด หน้าปัดมาในขนาด 43 มิลลิเมตร กันน้ำลึก 100 เมตร พิเศษด้วยสกรีนโลโก้การแข่งขันที่ฝาหลัง บรรจุในกล่องรูปหมวกกันน็อค แบบเรือน ลิมิเต็ด เอดิชั่น สีโรสโกลด์ ราคา 27,300 บาท

‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี สเปเชียล เอดิชั่น 2018’ สเปเชียล เอดิชั่น สีดำ ที่สายมีการเย็บให้ดูสปอร์ตขึ้นด้วยด้ายสีแดงมาในราคา 23,400 บาท

ในปีนี้ TISSOT ยังได้ร่วมมือกับ 2 แชมป์โลกชาวสเปน ‘มาร์ก มาร์เควซ’ แชมป์โลกมอเตอร์ไซค์ MotoGP™ ปี 2017 และ ‘ฆอร์เก้ ลอเรนโซ่’ แชมป์โลก 5 สมัย ในการออกแบบ และผลิตนาฬิการุ่นพิเศษในรุ่น ‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี มาร์ก มาร์เควซ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’

และอีกรุ่นคือ ‘ทิสโซต์ ทีเรซ มอเตอร์จีพี ฮอร์เก ลอเรนโซ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 2018’ โดยทั้งสองรุ่นนี้ผลิตมาจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 4,999 เรือนทั่วโลก รุ่นพิเศษที่ร่วมออกแบบกับสองแชมป์โลกมาในระบบควอทซ์นี้มีหน้าปัดขนาด 43 มิลลิเมตร ตัวเรือนผลิตด้วย 316L สเตนเลสสตีลเคลือบพีวีดี สะดุดตาด้วยฟังก์ชั่นโครโนกราฟ บนหน้าปัดมีการเคลือบซูเปอร์ลูมิโนวาที่ช่วยให้มองเห็นชัดเจนในความมืด กันน้ำลึก 100 เมตร บรรจุในกล่องรูปหมวกกันน็อค ด้านหลังตัวเรือนสลักลายสัญลักษณ์ประจำตัวของนักแข่งใครรู้ตัวว่าเป็นแฟนคลับของ ‘มาร์ก มาร์เควซ’ และ ‘ฆอร์เก้ ลอเรนโซ่’ ไม่ควรพลาดราคาเพียง 27,300 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ TISSOT ยังมีรุ่นอื่นๆที่มาทั้งในทรงสปอร์ตและหรูคลาสสิคให้ท่านที่สนใจสามารถร่วมจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่ลาน Fashion Gallery ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยามพารากอน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 9 สิงหาคมนี้ เท่านั้น


ความพิเศษยังไม่หมดเพียงเท่านี้ TISSOT ในฐานะแบรนด์คุณภาพจากสวิตเซอร์แลนด์ จะมีแคมเปญดีๆ ออกมาเอาใจแฟนคลับ TISSOT อีกในปลายปีนี้ ท่านสามารถติดตามข่าวสารต่างๆ จากแบรนด์ได้โดยตรงผ่าน Facebook.com/TissotTh หรือสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับรุ่นที่สนใจได้ที่ 02-610-0200 หรือคลิก www.tissotwatches.com


Privacy Preference Center