ทำความรู้จัก “Jack Wey” บิดาแห่ง GWM WEY

GWM (Thailand) ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลกภายใต้การนำของ แจ็ค เวย์ (Jack Wey) ประธานและผู้ก่อตั้ง GWM ผู้ผลักดันให้แบรนด์จีนก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลกอย่างแข็งแกร่งและมั่นคง

จากชายหนุ่มชาวเป่าติ้ง สู่ผู้นำวงการยานยนต์จีน

  • แจ็ค เวย์ เกิดเมื่อปี 1964 ที่เมืองเป่าติ้ง มณฑลเหอเป่ย์ ประเทศจีน เติบโตในครอบครัวที่มีพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม ก่อนเริ่มต้นเส้นทางชีวิตจากการทำงานในโรงงานพรม และโรงงานปั๊มน้ำ ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เขาเข้าใจระบบการผลิตอย่างลึกซึ้ง
  • แจ็ค เวย์ ได้รับรถคันแรกในชีวิตจากบิดา ในวันเกิดครบรอบ 20 ปีของเขาในปี 1984 ซึ่งเป็นรถลาดามือสองที่นำเข้าจากสหภาพโซเวียต ตั้งแต่เด็ก เขาใฝ่ฝันที่จะเป็นนักแข่งรถ ด้วยรถลาดาคันนั้น เขาได้เรียนรู้เทคนิคการดริฟท์และเริ่มแสดงความสามารถให้ประจักษ์ในบ้านเกิดของเขาที่เมืองเป่าติ้ง ทักษะการขับขี่ของเขาทำให้ได้รับฉายาว่า “The Car God of Baoding” หรือ “เทพแห่งรถ เมืองเป่าติ้ง”
  • ในปี 1990 ขณะมีอายุเพียง 26 ปี เขาเข้ามาบริหารกิจการ Great Wall Automobile Industry Company ซึ่งในขณะนั้นมีพนักงานเพียง 60 คน และบริษัทกำลังเผชิญภาวะขาดทุน แต่ด้วยความมุ่งมั่นรวมถึงวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง เขาได้พลิกฟื้นองค์กรให้กลับมาทำกำไรได้ภายในเวลาไม่กี่ปี
  • ในปี 1996 เริ่มผลิตรถกระบะรุ่น Deer เข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นทางการ ก่อนจะก่อตั้ง Great Wall Group Co., Ltd. ในปี 1998 พร้อมประกาศปรัชญาองค์กรที่กลายเป็นหัวใจของ GWM ว่า “Improving little by little every day.” (พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ อย่างมั่นคงในทุก ๆ วัน)

จุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นราวปี 1995 เมื่อ แจ็ค เวย์ เดินทางมาประเทศไทย และได้เห็นว่ารถกระบะคือหัวใจของวิถีชีวิตคนไทย รถหนึ่งคันสามารถใช้ได้ทั้งบรรทุกสินค้า ทำธุรกิจ หรือเป็นพาหนะของครอบครัว ภาพนั้นได้จุดประกายความคิดให้เขากลับไปพัฒนารถกระบะที่ “แข็งแรง สมบุกสมบัน และใช้งานได้จริง” สำหรับคนจีน แรงบันดาลใจจากประเทศไทยจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของ Great Wall Deer รถกระบะรุ่นแรกของ GWM ที่เปิดตัวในปี 1998 และประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กลายเป็นรถกระบะยอดนิยมในประเทศจีน และเป็นหมุดหมายสำคัญที่ทำให้ชื่อของ GWM เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ

การเติบโตสู่เวทีโลก

  • หลังจากความสำเร็จของ Deer, แจ็ค เวย์ ได้ต่อยอดด้วยการเปิดตัวแบรนด์ HAVAL SUV ในปี 2002 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมและได้รับรางวัลด้านความปลอดภัยจาก Euro NCAP ระดับ 4 ดาว ปี 2003 GWM เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (H-share) ตามด้วยตลาดหุ้นจีน (A-share) ในปี 2011
  • ในปี 2011 บริษัทได้เปิดตัวรถ SUV รุ่นเรือธงคือ HAVAL H6 ซึ่งมีดีไซน์สวยงามและสมรรถนะสูง สามารถครองใจตลาดจีนได้ทันที จนกลายเป็นรถ SUV ขายดีอันดับหนึ่งของจีนติดต่อกันถึง 108 เดือน จากความสำเร็จนี้ แบรนด์ HAVAL ได้แยกตัวออกมาเป็นอิสระอย่างเต็มรูปแบบในปี 2013 และยังคงขยายการเติบโตในตลาดโลกอย่างต่อเนื่องด้วยรุ่น H7 และ F Series รวมถึงการสร้างพันธมิตรทางเทคโนโลยีเชิงกลยุทธ์กับ BMW Group
  • ภายในปี 2019 GWM มียอดขายสะสมทั่วโลกกว่า 5 ล้านคัน และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถ SUV และกระบะที่ใหญ่ที่สุดของจีน ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 70,000 คน โรงงานผลิตครบวงจร 13 แห่ง และศูนย์วิจัยและพัฒนาในกว่า 10 เมือง 7 ประเทศ
  • ณ เดือนมกราคม 2025 GWM ขยายเครือข่ายครอบคลุมกว่า 170 ประเทศ​ 400 เมือง และ 700 โชว์รูมทั่วโลก พร้อมยอดขายสะสมของแบรนด์ WEY กว่า 600,000 คันทั่วโลก ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2025 GWM WEY ทำยอดขายได้ถึง 12,699 คัน โดยเฉพาะในกลุ่มรถ MPV ที่ทำยอดขายได้มากกว่า 10,000 คัน จนกลายเป็นแบรนด์อันดับหนึ่งในกลุ่มรถ MPV ของประเทศจีน

WEY – แบรนด์ลักชัวรี่ที่สะท้อนชื่อผู้ก่อตั้ง

แบรนด์ WEY (เวย์) ถือกำเนิดขึ้นในปี 2018 และตั้งชื่อตามนามสกุลของผู้ก่อตั้ง “Wey” ซึ่งทำให้ WEY กลายเป็น แบรนด์ยานยนต์จีนระดับหรูแบรนด์แรก และเป็นแบรนดแรกที่ใช้ชื่อของผู้ก่อตั้งเป็นชื่อแบรนด์ สะท้อนถึง “เกียรติยศ ความรับผิดชอบ และความเชื่อมั่น” ของ แจ็ค เวย์ ที่มีต่อคุณภาพและนวัตกรรมของยานยนต์จีน ตั้งแต่เริ่มต้น WEY ยึดพันธกิจ “Making Luxury Accessible” หรือ “ทำให้ความหรูหราเข้าถึงได้” โดย GWM ได้รวบรวมทีมวิจัยและพัฒนากว่า 1,600 คนทั่วโลก ใช้เวลาถึง 4 ปีเต็ม เพื่อสร้างแบรนด์นี้ขึ้นอย่างพิถีพิถัน มุ่งสู่ตลาดรถยนต์พรีเมียมระดับกลางถึงสูง และเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการ “ท้าทายการผูกขาดของแบรนด์ต่างชาติในตลาด SUV หรู” แจ็ค เวย์ เคยกล่าวอย่างภาคภูมิว่า “This is brand I’ve staked my surname on.” (นี่คือแบรนด์ที่ผมเดิมพันด้วยนามสกุลของผมเอง) และอีกประโยคที่เป็นตำนานของเขา “I will defend the brand’s honor like I defend that of my family.” (ผมจะปกป้องเกียรติของแบรนด์ เหมือนที่ผมปกป้องเกียรติของครอบครัว)

แรงบันดาลใจของโลโก้

โลโก้ของ GWM WEY ได้แรงบันดาลใจจาก “เสาธง” หน้าคฤหาสน์ผู้ว่าราชการมณฑลจื้อหลี่ (Zhili Governor’s Mansion) ในเมืองเป่าติ้ง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์กว่า 300 ปี สื่อถึงความมั่นคง ความเป็นผู้นำ และรากฐานที่แข็งแรงของแบรนด์ คำว่า “POATING” ใต้สัญลักษณ์ คือชื่อภาษาอังกฤษของเมืองเป่าติ้ง อันเป็นบ้านเกิดของ แจ็ค เวย์ และสำนักงานใหญ่ของ GWM ดีไซน์ของโลโก้มีความเรียบหรู ทันสมัย และสื่อถึงความจริงใจของแบรนด์ เป็นการผสมผสานระหว่างความสง่างามแบบสากล และความภาคภูมิใจในรากเหง้าของจีน

#GWM #GWMGLOBAL #GWMThailand #JackWey #GWMWEY


“Good Cat Good Will” การันตีโปร Motor Expo 2025 ทั่วประเทศ!

GWM (Thailand) ตอกย้ำกลยุทธ์ระยะยาวในการยืนหยัดดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเปิดตัวแคมเปญ Good Cat Good Will” สำหรับ GWM ORA Good Cat ชูจุดยืน “ปกป้องลูกค้า รักษาแบรนด์” สร้างความเชื่อมั่นให้ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ ด้วยการประกาศชัดไม่ลดราคา แคมเปญ Good Cat Good Will เป็นข้อเสนอสุดพิเศษกับโอกาสสุดท้ายในการเป็นเจ้าของ GWM ORA Good Cat ภายใต้มาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าหรือ EV 3.0 สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2568 โดย GWM จะการันตีข้อเสนอเดียวกับงาน Motor Expo กับสิทธิประโยชน์สูงสุดในช่วงเวลาดังกล่าวโดยไม่ต้องรอถึงงาน Motor Expo 2025 และหากในงาน Motor Expo 2025 มีการมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติม GWM จะขยายสิทธิประโยชน์นั้นให้กับลูกค้าที่ซื้อก่อนหน้านั้นโดยอัตโนมัติ แคมเปญ Good Cat Good Will กับ 3 สิทธิประโยชน์**

  • ช่วยผ่อน 1 ปีเต็ม: GWM สนับสนุนภาระการผ่อนรายเดือน จำนวนเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน รวมมูลค่า 60,000 บาท (สำหรับรุ่น PRO และ ULTRA) และจำนวน 7,500 บาท เป็นเวลา 12 เดือน (สำหรับรุ่น GT) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของเจ้าเหมียวไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นในช่วงปีแรกของการใช้งาน โดยเฉพาะในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายผู้บริโภค
  • ช่วยคุ้มครอง 2 ปีเต็ม: มอบฟรี! ประกันภัยชั้นหนึ่ง 2 ปีเต็ม ทั้งปีแรกและปีที่สอง เพื่อให้ลูกค้าขับขี่ได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เช่น อุบัติเหตุหนักหรือเกิดความเสียหายของแบตเตอรี่แรงดันสูงในปีแรก ที่ทำให้ยากต่อการหาบริษัทประกันในปีที่ 2 สิทธิประโยชน์นี้ จะช่วยให้ลูกค้ามั่นใจได้ว่าลูกค้าไม่ได้อยู่เพียงลำพังและจะมี GWM อยู่เคียงข้างเสมอ
  • ช่วยดูแล 5 ปีเต็ม: แพ็กเกจบำรุงรักษาตามระยะทาง (GPSI) ระยะเวลา 5 ปี ครอบคลุมค่าแรงและค่าอะไหล่ จำนวนสูงสุด 5 ครั้ง หรือ 75,000 กิโลเมตร โดยทีมช่างผู้เชี่ยวชาญและมาตรฐานบริการของ GWM ช่วยลดทั้งค่าใช้จ่ายและความกังวลเรื่องการซ่อมบำรุงในระยะยาว โดยลูกค้าไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายตามรอบเช็กระยะ และมั่นใจได้ว่ารถได้รับการดูแลด้วยอะไหล่แท้และกระบวนการที่ได้มาตรฐานเดียวกันทั่ว GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั้งประเทศ

GWM ORA Good Cat มีด้วยกัน 3 รุ่น

  • GWM ORA Good Cat รุ่น PRO ราคาเพียง 599,000 บาท*
  • GWM ORA Good Cat รุ่น ULTRA ราคาเพียง 699,000 บาท*
  • GWM ORA Good Cat รุ่น GT ราคาเพียง 829,000 บาท*

โดยรุ่น PRO และ ULTRA มีสีให้เลือก 5 สีได้แก่ สีเขียว Pistachio Green สีเบจหลังคาสีน้ำตาล และสีเขียวหลังคาสีขาว และสีใหม่ 2 เฉดสี ได้แก่ สีใหม่ สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package และสีฟ้า So Blue สำหรับรุ่น GT มาในสีเทา และสีดำ พร้อมชุดแต่งสปอร์ตสีเหลือง

*ราคาหลังหักส่วนลด 200,000 บาท ในรุ่น PRO และ ULTRA และราคาหลังหักส่วนลด 270,000 บาทในรุ่น GT
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดเพิ่มเติมของ GWM ORA GOOD CAT ได้ที่ gwm.co.th

#GWM #GWMThailand #ORA #GWMORAGoodCat #ORAGoodCat 


Millennium Motorsport x Magik Proshop โชว์ฟอร์มเก๋า!

มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ ภายใต้บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ผู้จำหน่ายรถยนต์ มินิ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดงานแถลงข่าวผลงานของทีมแข่ง ‘Millennium Motorsport x Magik Proshop’ ประจำปี 2568 ที่มี ‘มงคล คำสูง’ นักแข่งมืออาชีพที่มาพร้อมรถคู่ใจ ‘MINI Cooper F56 Challenge EVO’ วาดลวดลายสร้างผลงานน่าประทับใจในรายการ PT MAXNITRON RACING SERIES 2025 รวม 7 สนาม พร้อมเปิดตัว มินิ รุ่นลิมิเต็ด ‘MINI Black Edition E-Challenge’ จำนวนจำกัด ณ โชว์รูม พร้อมศูนย์บริการครบวงจร มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาเอกมัย

MINI CHALLENGE ต้นฉบับความเร้าใจสไตล์มินิ สู่มอเตอร์สปอร์ตไฟฟ้า

‘MINI Challenge’ คือรายการแข่งรถยนต์แบบ ‘วัน-เมค-เรซ’ (One-Make Race) ที่ใช้รถรุ่นเดียวกันทั้งหมด เปิดโอกาสให้นักขับทั้งมืออาชีพและสมัครเล่น ได้ลงสนามจริงอย่างเท่าเทียม เริ่มต้นครั้งแรกที่สหราชอาณาจักรช่วงปีพ.ศ. 2545 และได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์ของการแข่งที่สนุก เข้มข้น และสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ MINI ได้อย่างชัดเจน — ขับสนุก คล่องตัว และเต็มไปด้วยพลังแห่งความท้าทาย (Challenge DNA)

ปีนี้ ความเร้าใจของ MINI Challenge ได้ก้าวสู่ยุคใหม่อีกขั้น เมื่อ Formula E ได้ประกาศเปิดตัว ‘NXT Gen Cup’ รายการ Junior Touring Car โดยใช้รถไฟฟ้า 100% เปิดโอกาสให้นักขับอายุ 15–25 ปีลงแข่ง เพื่อเฟ้นหาดาวรุ่งดวงใหม่ในวงการมอเตอร์สปอร์ตโลก โดยฤดูกาลแรก วางแผนจัดหลายสนามทั่วยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมนีและอังกฤษ ตอกย้ำพันธกิจ ของ Formula E และ MINI ในการขับเคลื่อนมอเตอร์สปอร์ตสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมสานต่อจิตวิญญาณแห่ง ‘MINI Challenge’ สู่ยุคไฟฟ้าอย่างเต็มพลัง

‘MINI Black Edition E-Challenge’ เวอร์ชั่นพิเศษเฉพาะ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้

‘MINI Black Edition E-Challenge’ ยนตรกรรมไฟฟ้าสุดชิค รุ่นพิเศษ ผลิตจำกัด และมีจำหน่ายที่โชว์ มินิ มิลเลนเนียม ออโต้ เท่านั้น รูปลักษณ์สปอร์ตเข้มดูดุดัน ด้วยตัวถังสีดำ ตัดกับล้อ JCW Rallye Spoke ขนาด 18 นิ้ว สีทอง พร้อมสติ๊กเกอร์ลายพิเศษ ‘Black Edition’ สีเดียวกัน ขณะที่อัตราเร่งก็จี๊ดจ๊าดสะใจสไตล์รถยนต์ไฟฟ้า 100% โดยมาพร้อมสิทธิพิเศษที่ผู้ครอบครองจะได้รับ คือ การเข้าร่วมกิจกรรม ‘MINI Challenge’ ที่จะจัดขึ้นในอนาคต


กกท. ยืนยัน ไทยพร้อมเป็น ‘ประตูบานแรก’ สู่ MotoGP ฤดูกาล 2026!

การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เตรียมจัดงานแถลงข่าวใหญ่การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก ‘พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์ 2026’ หรือ MotoGP สนามประเทศไทย ในวันที่ 11 พ.ย. 2568 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 25 การกีฬาแห่งประเทศไทย (หัวหมาก) กรุงเทพ โดยมี Dorna Sports เจ้าของลิขสิทธิ์การแข่งขันร่วมงานด้วย พร้อมเปิดขายบัตรชมการแข่งขันอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป โดย ดร.ก้องศักด ยอดมณี ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เผยว่า ไทยได้ใช้ความพิเศษในการเป็นเจ้าภาพสนามเปิดฤดูกาล 2 ปีซ้อน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ ‘ศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ตเอเชีย’ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘More Than A Race’ สานต่อความสำเร็จ ThaiGP ที่เป็นมากกว่าแค่การแข่งขัน

ด้านความเคลื่อนไหวของการจัดการแข่งขันชิงแชมป์โลก “โมโตจีพี” สนามประเทศไทย ภายใต้ชื่อรายการ “PT Grand Prix of Thailand 2026” (พีที กรังด์ปรีซ์ ออฟ ไทยแลนด์) ล่าสุด รัฐบาลไทย นำโดย “กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” ร่วมกับ “การกีฬาแห่งประเทศไทย” หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน เตรียมจัดงานแถลงข่าว พร้อมเปิดจำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ วันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 โดยการแข่งขันรายการนี้จะระเบิดศึกในประเทศไทย เป็นสนามที่ 1 เปิดฤดูกาล ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.2569 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์

สำหรับ ThaiGP 2026 เรายังคงมุ่งมั่นที่จะทำให้สนามประเทศไทยไม่ใช่เพียงแค่สถานที่จัดการแข่งขันเท่านั้น แต่เป็นเวทีที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่ครองใจผู้คน เราจะใช้ Soft Power ของไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่การแสดงออกทางศิลปะ วัฒนธรรม อาหารไทย ไปจนถึงกิจกรรมเสริมอย่างมวยไทย คอนเสิร์ต และกิจกรรมท้องถิ่น รวมทั้งชัตเติ้ลแต๋นที่เป็นภาพจำ ทำให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสเสน่ห์แบบไทยอย่างแท้จริง เพราะเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่นำเสนอภาพจำที่ดีของประเทศไทยไปสู่แฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก และยังเป็นสิ่งที่สร้างเอกลักษณ์ให้ ThaiGP แตกต่างจากสนามอื่นๆ ในโลก ตามคอนเซ็ปต์ของงานปีนี้ที่ว่า More Than A Race คือเป็นมากกว่าเพียงแค่การแข่งขัน แต่มีความหลากหลายในทุกมิติ

ผู้ว่าการ กกท. เปิดเผยถึงแผนงานการเปิดจำหน่ายบัตรว่า จะมีการจัดงานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 พ.ย. 2568 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 25 การกีฬาแห่งประเทศไทย (หัวหมาก) กรุงเทพ มีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธาน พร้อมตัวแทนจาก Dorna Sports ร่วมงาน พร้อมเปิดขายบัตรอย่างเป็นทางการ โดยมีนโยบายที่สร้างความฮือฮาในตลาดโลก พร้อมมอบประสบการณ์ ‘Global Exclusive’ ที่ ‘ไม่มีสนามไหนในโลกทำได้’ เพราะจะเป็นสนามเดียวของโลกของฤดูกาล 2026 ที่จะเป็นบัตร ‘3-in-1’ ที่มอบสิทธิ์ให้เข้าชมได้ครบทั้ง การทดสอบรถ (Pre-Season Test) ในวันที่ 21-22 ก.พ. 2569, การแข่งขันจริง (Main Race) 27 ก.พ. -1 มี.ค. 2569 และใช้เป็นบัตรแอดมิชชั่นเข้ากิจกรรมบันเทิงภายนอกสนาม ทั้งคอนเสิร์ต มวย ร่วมสนุกฟรีในลานกิจกรรม บูธสินค้ามอเตอร์สปอร์ตชั้นนำ อาหารของดีของดัง ฯลฯ ตลอด 3 วันเต็ม

ทั้งนี้ ดอร์น่า สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์ “โมโตจีพี” ยังมีแผนที่จะจัดงานเปิดตัว MotoGP ฤดูกาล2026 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 6-7 ก.พ. จากนั้นต่อด้วย Pre-Season Test หรือการทดสอบก่อนเปิดสนาม ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศไทย ในวันที่ 21-22 ก.พ. และวันที่ 27 ก.พ. – 1 มี.ค. 2569 เป็นวันแข่งขัน สนามประเทศไทย

สำหรับช่องทางการเปิดจำหน่ายบัตรโมโตจีพี 2026 ได้แก่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ allticket.com เริ่มจำหน่ายตั้งแต่ วันอังคารที่ 11 พ.ย. 2568 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แฟนเพจ Chang Circuit Buriram


Volvo ES90 รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นใหม่ล่าสุดวิ่งไกลกว่า 755 กิโลเมตร

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว Volvo ES90 รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นใหม่ล่าสุดครั้งแรกในเอเชียที่มาพร้อมกับนิยามใหม่แห่งความอเนกประสงค์ และนวัตกรรมการขับขี่อันล้ำสมัยไว้อย่างลงตัว ผ่านรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งเกิดจากการนำเอาจุดเด่นในแง่ของความเรียบหรู สง่างามของรถซีดาน ความเอนกประสงค์ของรถที่มีหลังคาลาดเทต่อเนื่องไปจนถึงท้ายรถ (fastback) พื้นที่ภายในกว้างขวางพร้อมความสูงใต้ท้องรถที่ยกสูงขึ้นแบบรถ SUV ทำให้ Volvo ES90 เป็นรถที่ออกแบบมาเพื่อมอบความลงตัวให้ทุกการเดินทางบนท้องถนนไม่ว่าจะเดินทางคนเดียว หรือกับครอบครัว ในทุก ๆ ช่วงเวลาของชีวิต

Volvo ES90 Ultra Single Motor Extended Range 2,990,000 บาท Volvo ES90 คาดว่าจะพร้อมส่งมอบให้แก่ลูกค้าในประเทศภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ หรือ ต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2569

Volvo ES90 โดดเด่นด้วยไฟหน้าดีไซน์ Thor’s Hammer คงเอกลักษณ์ของวอลโว่ ไฟท้าย LED จัดวางเรียงตามทรงลาดท้ายของหลังคาเชื่อมกับไฟท้ายรูปทรงตัว C ที่เสริมความโดดเด่นให้ท้ายของตัวรถ พร้อมแพทเทรินการแสดงไฟสัญลักษณ์เพื่อต้อนรับและอำลาตามแบบฉบับของวอลโว่ ตัวรถมาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี รวมถึงสีใหม่อย่าง สีเงิน Aurora Silver

ท้ายรถที่มีขนาดใหญ่ และลาดลงในสไตล์ fastback ให้ความโดดเด่นสะดุดตา และยังให้พื้นที่ในการจัดเก็บสัมภาระที่กว้างสำหรับทุกกิจกรรมของครองครัว โดยพื้นที่จัดเก็บสัมภาระด้านหลังสามารถจัดเก็บได้ถึง 446 ลิตร และขยายกว้างได้ถึง 904 ลิตร หากพับเบาะผู้โดยสารแถวสองลง อีกทั้งเบาะผู้โดยสารแถวสองของรถยังสามารถพับลงแบบแยกจากกันได้อย่างอิสระ (40/20/40) นอกจากนี้ยังมีที่จัดเก็บสัมภาระด้านหน้ารถหรือ FRUNK ขนาด 27 ลิตร เหมาะอย่างยิ่งสำหรับจัดเก็บสายชาร์จรถ

ภายในของห้องโดยสารสะท้อนความพรีเมี่ยม ด้วยวัสดุไม้จริงที่ใช้ตกแต่งแดชบอร์ด ประตู และด้านหลังที่นั่ง พร้อมการออกแบบที่คำนึกถึงถึงการใช้งานจริงเป็นสำคัญตามแนวคิดการออกแบบสไตล์สแกนดิเนเวียนของวอลโว่ ฐานล้อขนาด 3.1 เมตร ให้พื้นที่โดยสารแถวสองที่กว้าง จึงให้การโดยสารที่สบายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ธีมไฟบรรยากาศภายในรถสามารถเลือกปรับได้ถึง 6 ธีมสีตามความต้องการผู้ใช้รถ พร้อมเบาะที่นั่งที่เลือกได้ทั้งในแบบหนัง Nappa สีดำ Charcoal และขาว Dawn

หลังคาพาโนรามิกแบบอิเล็กโทรโครมิกที่สามารถปรับความโปร่งแสงได้เพื่อผู้ใช้งานจะสามารถปรับความเข้มของแสงที่สะท้อนเข้าถึงตัวรถ รวมถึงความเป็นส่วนตัว ได้เพียงแค่การกดปุ่มปรับตั้งค่า ตัวหลังคายังมาพร้อมคุณสมบัติในการกรองแสงยูวีได้มากถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ ระบบปรับอากาศในห้องโดยสามารถควบคุมได้อย่างอิสระทั้งสี่ที่นั่ง พร้อมระบบฟอกอากาศที่มีคุณสมบัติในการกรองฝุ่นละอองระดับ PM2.5 ได้มากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ และกรองละอองขนาดเล็ก ละอองเกสรดอกไม้ รวมถึงสารก่อภูมิแพ้ ได้มากถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์

Volvo ES90 มาพร้อมเครื่องเสียงระดับพรี่เมียม Bowers & Wilkins คุณภาพเสียงระดับ Hi-Fi 25 ตัว รวมถึงบนหลังคา และบริเวณพนักพิงศรีษะที่ตำแหน่งเบาะโดยสารแถวหน้า ให้กำลังขับสูงถึง 1,610 วัตต์ เพื่ออรรถรสการฟังทั่วห้องโดยสารรอบทิศทางกับระบบเสียง Dolby Atmos® และพิเศษกับโหมดเสียงที่ได้รับแรงบรรดาลใจมาจากห้องอัดเสียงจากลอนดอนระดับตำนานอย่าง Abbey Road Studios

ระบบอินโฟเทนเมนต์ใน Volvo ES90 รองรับการใช้งาน Google built-in เพื่อการใช้บริการ Google Maps เพื่อการนำทาง, Google Assistant ผู้ช่วยส่วนตัวที่ใช้เสียงในการสั่งงาน หรือใช้บริการแอปอื่น ๆ ที่ดาวน์โหลดผ่านทาง Google Play ตัวรถยังรองรับการใช้งานสัญญาณเครือข่ายระดับ 5G ผ่านแพลตฟอร์มประมวลผล Snapdragon® Cockpit Platform จากบริษัทผู้ผลิตชิปชั้นนำอย่าง Qualcomm Technologies ให้การใช้งานหน้าจอที่ลื่นไหลตอบสนองแม่นยำ ทำให้ข้อมูลสำคัญต่าง ๆ ที่จำเป็นสำหรับผู้ขับแสดงผลผ่านจอขนาด 9 นิ้ว ด้านหน้าของผู้ขับได้อย่างทันท่วงที รวมถึงการแสดงผลบริเวณ head-up display ที่กระจกหน้า

จอแสดงผลส่วนกลางขนาด 14.5 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับและผู้โดยสารสามารถเข้าถึงฟังก์ชัน เช่น ระบบนำทาง ระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์, ฟังก์ชันควบคุมอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ฟังก์ชันการโทรและรับสาย และอื่น ๆ และเพื่อช่วยให้การจอดรถเป็นเรื่องที่ง่ายยิ่งขึ้น Volvo ES90 ยังมาพร้อมกล้องรอบคันแบบ 360 องศา ที่รองรับการแสดงผลแบบ 3 มิติใหม่ล่าสุด เพื่อมอบความอุ่นใจ และความสะดวกสบายให้แก่ผู้ขับในทุกครั้งที่ต้องจอดในที่แคบ

Volvo ES90 ผลิตขึ้นบนแพลตฟอร์ม SPA2 ที่มีเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของวอลโว่ Superset tech stack ที่รวมการทำงานระหว่างฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์โมดูล เข้าไว้ด้วยกันเพื่อรองรับการพัฒนาต่อยอดรถไฟฟ้าของวอลโว่ในอนาคต โดยเทคโนโลยีดังกล่าวนี้จะทำให้ วอลโว่ คาร์ สามารถพัฒนา และปรับปรุงคุณภาพ ประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ของรถวอลโว่ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยี Superset ได้ตลอดอายุการใช้งานรถผ่านการอัพเดทในแบบ over-the-air

นอกจากนี้ ES90 ยังเป็นรถไฟฟ้าคันแรกของวอลโว่ที่มาพร้อมชิปประมวลผล NVIDIA DRIVE AGX Orin แบบคู่ ทำให้รถมีพลังในการประมวลผลด้วย คอร์ คอมพิ้วติ้ง มากกว่าที่เคยมีมา ซึ่งประสิทธิภาพในการประมวลผลขั้นสูงนี้ช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย และประสิทธิภาพของตัวรถให้เพิ่มขึ้นจากการผสานการทำงานระหว่างข้อมูล ซอฟต์แวร์ และ AI

ในแง่ของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ Volvo ES90 มาพร้อมระบบการขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้า และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ ใหม่ล่าสุด ช่วยเพิ่มความเร็วให้การชาร์จ และระยะทางในการขับขี่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม และระยะทางรวมสูงสุดถึง 755 กิโลเมตร* เมื่อชาร์จเต็มตามมาตรฐาน NEDC พลังขับเคลื่อนของเทคโนโลยีแบตเตอรี่ 800 โวลต์ ถูกควบคุมด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มีน้ำหนักเบาจึงช่วยลดน้ำหนัก และเพิ่มประสิทธิของตัวรถโดยรวมซึ่งรวมถึง อัตราเร่ง, ระยะทางการขับ และค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd) ที่เพียง 0.25 ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะเวลาเพียง 6.6 วินาที

นอกเหนือจากเทคโนโลยีแบตเตอรี่ อีกหนึ่งจุดเด่นของ Volvo ES90 คือความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมสร้างความยั่งยืนของวอลโว่ ผ่านวัสดุที่เลือกใช้ซึ่งไม่เพียงเป็นวัสดุที่มาจากธรรมชาติ แต่ยังเป็นวัสดุรีไซเคิลเพื่อลดปริมาณก๊าซ Co2 ในการผลิต และในส่วนของตัวรถก็มีการนำวัสดุรีไซเคิลอย่าง อะลูมินั่มราว 29% และเหล็กราว 18% โพลีเมอร์ราว 16% มาใช้ รวมถึงการใช้งานวัสดุชีวภาพ และวัสดุธรรมชาติอย่างไม้จริงที่มาจากแหล่งที่ได้รับการรับรองโดย FSC

Volvo ES90 มีโครงสร้างตัวถังนิรภัยที่แข็งแกร่ง ระบบป้องกันการชนขั้นสูง รวมถึงมีพื้นที่ในการซับแรงกระแทกที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยในการขับขี่ แบบแอคทีฟผ่านการใช้งานเซนเซอร์ล้ำสมัยรวมถึงเรดาห์ 5 ตัว, กล้อง 7 ตัว, เซนเซอร์อัลตราโซนิก 12 ตัว และ lidar จาก Luminar Technologies โดยระบบเซนเซอร์เหล่านี้ให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นที่ไกลกว่าสายตาของคนจึงให้ประสิทธิภาพในการตรวจจับวัตถุเพื่อหลีกเลี่ยงการชน และอันตรายบนท้องถนนทำได้อย่างดีเยี่ยม Volvo ES90 ยังมาพร้อมระบบ driver understanding system ที่สามารถตรวจจับได้เมื่อผู้ขับขี่สูญเสียสมาธิจากถนน และเข้ามาช่วยสนับสนุนได้ทันที Safe Space Technology ใน Volvo ES90 มอบการปกป้องไม่เพียงแค่ระหว่างการขับขี่ แต่ยังรวมถึงขณะจอดรถด้วยระบบแจ้งเตือนการเปิดประตู (door opening alert) ช่วยป้องกันอุบัติเหตุกับนักปั่นจักรยานและคนเดินถนนที่สัญจรผ่านขณะเปิดประตู


CHANGAN เดินหน้ากลยุทธ์ ‘In Thailand, For Thailand’ สริมแกร่งเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

CHANGAN Automobile (ฉางอาน) ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เดินหน้ากลยุทธ์ ‘In Thailand, For Thailand’ ประกาศแผนการดำเนินธุรกิจที่ครอบคลุมรอบด้าน ชูความสำเร็จในตลาดควบคู่กับความมุ่งมั่นระยะยาวต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทยและการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมล่าสุด DEEPAL NEW S07 และ DEEPAL HUNTER K50 REEV Max AWD ตอกย้ำความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าพรีเมียมของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พร้อมส่งมอบทั้งนวัตกรรมล้ำสมัย ดีไซน์อัจฉริยะ และประสบการณ์เหนือระดับให้แก่ผู้ใช้รถ

CHANGAN ตั้งเป้าภายใน 5 ปี (2573) เดินหน้ากลยุทธ์อย่างรอบด้าน ประกอบด้วย

  • นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ : วางแผนที่จะสนับสนุนการ Transform ประเทศไทยจากสังคมที่ใช้รถเครื่องยนต์สันดาป (ICE) สู่ไลฟ์สไตล์การใช้รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และพร้อมทั้งสร้างอีโคซิสเต็มในประเทศที่ครอบคลุมด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน และการตลาด โดยตั้งเป้าสู่การเป็น Top 3 บริษัทรถยนต์ที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย ภายในปี 2573
  • การพัฒนาผีมือแรงงานไทย : ต่อยอดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (สถาบันพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์: AHRDA) ในการฝึกอบรมทักษะด้านงานซ่อมบำรุงและบริการรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้ช่างไทยมีความรู้ความเชี่ยวชาญ รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
  • การขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง : ขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเป็น 200 แห่ง ครอบคลุมทุกจังหวัดและหัวเมืองสำคัญทั่วประเทศไทย
  • บริการหลังการขายที่เป็นเลิศ : สร้างเครือข่ายการให้บริการแบบครบวงจรทั่วประเทศและพัฒนาระบบจัดหาชิ้นส่วนที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้สามารถบริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วตั้งเป้าให้ได้ภายในหนึ่งชั่วโมง

ที่ผ่านมา CHANGAN มุ่งมั่นผลักดันประเทศไทยให้เป็นตลาดสำคัญ สะท้อนผ่านการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าล้ำสมัยอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เข้ามาทำตลาด โดยได้ทยอยเปิดตัวและขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์หลัก ได้แก่ DEEPAL S07, DEEPAL L07, DEEPAL E07, DEEPAL S05, DEEPAL HUNTER K50, LUMIN และ AVATR 11 โดยในอีก ปีข้างหน้า CHANGAN มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานใหม่อีก 7 โมเดลในประเทศไทย ซึ่งในครั้งนี้ได้นำร่องเปิดตัวยนตรกรรมไฟฟ้าพรีเมียมอิดิชันรวม 3 รุ่น ประกอบด้วย

DEEPAL NEW S07

ยนตรกรรมที่มาพร้อมแบตเตอรี่ LFP ขั้นสูง รองรับการชาร์จเร็วจาก 30% เป็น 80% ในเวลาเพียง 15 นาที มอบประสิทธิภาพที่เหนือกว่าและความทนทานในระยะยาว มีระบบกันสะเทือนสไตล์ยุโรปช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่และความแม่นยำในการควบคุมรถ เสริมด้วยดีไซน์ล้อใหม่และความละเอียดอ่อนในการปรับรูปลักษณ์ภายนอกที่สะท้อนถึงวิวัฒนาการการออกแบบที่สดใหม่ โดย CHANGAN เปิดตัว DEEPAL NEW S07 ในราคาคาดการณ์ 1,219,000 บาท พร้อมข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวในราคา 1,099,000 บาท สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.changan.co.th/th/promotion/

DEEPAL HUNTER K50 REEV Max AWD

โดดเด่นด้วยการออกแบบภายนอกและฟังก์ชันการใช้งานที่ปรับแต่งมาให้ตอบโจทย์การผจญภัยและการใช้งาน มาพร้อมการอัปเกรดดีไซน์ขององค์ประกอบต่าง ๆ อาทิ ราวหลังคา ไฟสปอร์ตบนหลังคา ประตูท้ายอเนกประสงค์ สปอร์ตบาร์ กันชนเหล็กด้านล่าง และระบบล็อกเฟืองท้ายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ลงตัวทั้งสมรรถนะทรงพลังและสไตล์ที่ปราณีต ตกแต่งภายในด้วยเพดานสีดำและโทนสีดำ-ส้มเฉดใหม่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและพรีเมียม พร้อมยกระดับความสะดวกสบายด้วย USB Type-C 2 พอร์ตและ Type-A 1 พอร์ต ส่วนระบบ V2L ใหม่สามารถรองรับเอาต์พุต DC 22 กิโลวัตต์ เพื่อความคล่องตัวที่มากขึ้นสำหรับการจ่ายพลังงานขณะเดินทาง โดย DEEPAL HUNTER K50 REEV Max AWD เปิดตัวในตลาดประเทศไทยด้วยราคาคาดการณ์ 1,249,000 บาท สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.changan.co.th/th/promotion/

AVATR 11 Royal Edition

AVATR 11 Royal Edition มอบนิยามใหม่ของความหรูหราระดับแนวหน้าด้วยปรัชญาการออกแบบที่เหนือกว่าและสมรรถนะล้ำสมัย โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบมอเตอร์คู่ ช่วงล่างใช้เทคโนโลยี Magnetorheological Dampers แบบเดียวกับซูเปอร์คาร์ ช่วยปรับการหน่วงในเสี้ยววินาทีเพื่อการควบคุมที่แม่นยำและความสบายสูงสุด ตัวถังสองโทนสีเทาและดำตกแต่งด้วย เส้นขอบสีเงินสตาร์ไลน์สุดหรู เสริมด้วยล้อแม็กที่หล่อเป็นรูปดาว 7 แฉกขนาด 22 นิ้วช่วยเพิ่มพลวัตเสมือนงานประติมากรรม ภายในห้องโดยสารที่ออกแบบมาสำหรับผู้บริหารระดับสูงห้อมล้อมด้วยหนังแท้แบบกึ่งอนิลิน (Semi-aniline leather) สี Rose-White พร้อมที่นั่ง VIP 4 ที่นั่ง รวมถึงพื้นที่พักผ่อนด้านหลังซึ่งมาพร้อมที่วางแขนแบบลอยตัว ฟังก์ชันนวด 8 จุด และระบบชาร์จไร้สาย 50 วัตต์ พร้อมการควบคุมด้วยระบบสัมผัส เรียกได้ว่ารังสรรค์ทุกรายละเอียดมาเพื่อยกระดับการเดินทางสู่ประสบการณ์ทรงพลังที่ทั้งปราณีตและสง่างาม เตรียมเปิดตัวภายในพฤศจิกายน 2568 นี้

CHANGAN Automobile ประเทศไทย อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทแม่ China Changan Automobile Group มีสินทรัพย์รวม 3.087 แสนล้านหยวน มีบริษัทฯ ในเครือรวม 143 บริษัททั่วโลก และมีพนักงานรวมทั่วโลก 145,000 คน โดยภายในปี 2573 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายทั่วโลกรวม 4 ล้านคัน ซึ่ง 60% จะเป็นรถพลังงานใหม่ และ 30% มาจากตลาดต่างประเทศ อีกทั้งยังวางแผนลงทุนเพิ่มเติมสำหรับการผลิตในประเทศไทยอีกด้วย


สยามมิชลิน จับมือ เมกาพาร์ท ร่วมสร้างสังคมการขับขี่ปลอดภัยอย่างยั่งยืน!

บริษัท สยามมิชลิน จำกัด ผู้นำด้านนวัตกรรมยางรถยนต์และจักรยานยนต์จากประเทศฝรั่งเศส ตอกย้ำพันธกิจ “ขับขี่ปลอดภัย และใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ล่าสุดร่วมกับพันธมิตรสำคัญ บริษัท เมกาพาร์ท จำกัด ผู้จัดจำหน่ายและศูนย์บริการชั้นนำของมิชลินในประเทศไทย ส่งมอบอุปกรณ์สนับสนุนการฝึกขับขี่ปลอดภัยให้กับ ชมรมฝึกขับขี่ปลอดภัย RC Club ที่ทุ่มเทเพื่อการสร้างทักษะการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างมีความรับผิดชอบในสังคมไทย

RC Club ชมรมที่ไม่แสวงหากำไรถือกำเนิดขึ้นจากกลุ่มอาสาสมัครผู้เชื่อมั่นว่า “ความรู้และทักษะที่ถูกต้องสามารถลดอุบัติเหตุได้จริง” โดยเริ่มต้นจากกลุ่มเล็กๆ ที่ใช้พื้นที่ว่างใต้ทางด่วนย่านลาดพร้าว 88 เขตวังทองหลาง เป็นสนามฝึกซ้อมตลอดหลายปีที่ผ่านมา RC Club ได้จัดสถานที่ฝึกซ้อมให้กับผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทุกกลุ่ม นักศึกษา, บุคคลทั่วไป, พนักงานบริษัท, พนักงานส่งสินค้า ไปจนถึงผู้ที่ใช้รถจักรยานยนต์ในเชิงอาชีพโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย”

และเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงยางคุณภาพได้ง่ายขึ้น สยามมิชลินยังได้ขยายช่องทางการจำหน่ายสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่าน Michelin Official Store บนแพลตฟอร์ม Lazada เพื่อเพิ่มความ “สะดวก” ให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงยางคุณภาพของมิชลินได้ง่ายขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้ขับขี่ในยุคดิจิทัลที่ให้ความสำคัญกับความรวดเร็ว โปร่งใส และมั่นใจในคุณภาพสินค้าอย่างแท้จริง

สรพงษ์ จันทร์นฤกุล ผู้อำนวยการ ยางรถยนต์และยางรถจักรยานยนต์ บริษัท สยามมิชลิน จำกัด กล่าวว่า สยามมิชลินมีความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนกิจกรรมของ RC Club ซึ่งเป็นชมรมที่ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับทักษะการขับขี่ของผู้ใช้รถจักรยานยนต์ทุกกลุ่ม ทุกยี่ห้อ โดยไม่จำกัดความแตกต่างใด ๆ เป็นที่ทราบกันดีว่า อุบัติเหตุที่เกิดจากการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากต่อปี จากสถิติประเทศไทยมีผู้เสียชีวิต 1 คนทุกๆ 37 นาทีจากการใช้จักรยานยต์เป็นยานพาหนะ และไทยยังเกิดอุบัติเหตุต่อจำนวนรถจักรยานยนต์ จดทะเบียนสูงสุดในโลกที่ 6.3 คนต่อรถ 10,000 คัน ดังนั้นเรื่องความปลอดภัยจากการขับขี่รถจักรยานยนต์จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อลดสถิติเหล่านี้ลงให้มากและเร็วที่สุด ซึ่งกิจกรรมฝึกขับขี่ปลอดภัยของ RC Club ไม่เพียงช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่ยังช่วยสร้าง “สังคมแห่งความรับผิดชอบและการเคารพซึ่งกันและกัน” ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมิชลินอย่างแท้จริง

พิศิษฏ์ ลีละพัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมกาพาร์ท จำกัด กล่าวเสริมว่า “เมกาพาร์ทเป็นทั้งผู้จัดจำหน่ายและศูนย์บริการของมิชลินที่มุ่งเน้นคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ขับขี่ เราเปรียบเสมือน ‘โซ่ข้อกลาง’ ที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตยางคุณภาพระดับโลกอย่างมิชลิน กับผู้ขับขี่บนท้องถนน ผ่านบริการด้านอะไหล่และการซ่อมบำรุงที่ครบวงจร เราเชื่อว่าการมีทั้งยางที่ดีและการดูแลรักษารถอย่างถูกวิธี คือรากฐานสำคัญของความปลอดภัยในทุกการเดินทาง”

“ที่ผ่านมา เมกาพาร์ทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ให้กับร้านช่างและคู่ค้าในเครือข่าย เราจัดอบรม ถ่ายทอดเทคนิคใหม่ ๆ เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ ช่วยให้ผู้ขับขี่ได้รับการดูแลที่รอบคอบ ปลอดภัย และลดภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมระยะยาว เมกาพาร์ทเชื่อว่าความปลอดภัยของผู้ขับขี่เริ่มต้นได้ตั้งแต่ ‘ร้านซ่อมข้างบ้าน’ ที่มีความรู้และใส่ใจจริง ๆ”

คุ้มเกล้า จุฬาวังฤทธิ์ ผู้ประสานงาน RC Club กล่าวสุดท้ายว่า “เรารู้สึกซาบซึ้งและขอขอบคุณ สยามมิชลิน และ เมกาพาร์ท ที่ให้การสนับสนุนรวมถึงขอขอบคุณสำนักงานเขตวังทองหลาง ที่เอื้อเฟื้อและอนุเคราะห์สถานที่ ซึ่งจะช่วยให้การฝึกขับขี่ปลอดภัยของ RC Club มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นี่ไม่ใช่เพียงการช่วยเหลือชมรมฯ แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการสร้าง สังคมเพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจและยั่งยืน”


The new Kia Carnival HEV 7-seater MPV ราคาเริ่มต้น 2.499 ล้าน

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัว The new Kia Carnival HEV 7-seater เอ็มพีวีรุ่นเรือธงโฉมใหม่ในประเทศไทยภายใต้คอนเซปต์ “Built for Every Move of Life” ที่มาพร้อมเครื่องยนต์เทอร์โบขนาด 1.6 ลิตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 54kW และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 367 นิวตันเมตร ทันสมัยยิ่งขึ้นด้วย ดีไซน์ภายนอก และการออกแบบภายในที่ให้ความสปอร์ตแบบพรีเมียม The new Kia Carnival HEV 7-seater มีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ได้แก่ The new Kia Carnival HEV 7-seat Luxury ราคา 2,699,000 บาท และ The new Kia Carnival HEV 7-seat Premium ราคา 2,499,000 บาท มาพร้อมการรับประกันคุณภาพนาน 7 ปี รับประกันแบตเตอรีรถยนต์ (High-Voltage Battery) นาน 8 ปี และข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัวอีกเพียบ โดย เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) พร้อมส่งมอบรถ และเปิดให้ทดลองขับ ณ โชว์รูมเกียทุกสาขาทั่วประเทศ ได้ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

ดีไซน์ภายนอกและภายใน

The new Kia Carnival HEV 7-seater โดดเด่นด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่แบบ ‘Tiger nose’ โคมไฟหน้าพร้อมไฟส่องสว่างแบบ LED ทรงลูกบาศก์ ชุดไฟหน้าและไฟท้ายแบบ Star Map Lighting ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว The new Kia Carnival HEV 7-seater มาพร้อมแร็คหลังคาที่รองรับน้ำหนักสูงสุดได้ถึง 100  กิโลกรัมไม่เพียงช่วยเสริมลุคความแข็งแกร่งแบบ SUV แต่ยังเป็นการเพิ่มความอเนกประสงค์ให้กับการใช้งานจริง The new Kia Carnival HEV 7-seater มาพร้อมประตูสไลด์ไฟฟ้า (Smart Power Sliding Door) และฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Power Tailgate) ที่ให้ความสะดวกสบายในการใช้งาน ด้วยระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติเมื่อเข้าใกล้ตัวรถโดยที่มีกุญแจ Smart Key อยู่ด้วย สำหรับในรุ่น The new Kia Carnival HEV 7-seat Luxury จะมี Dual Sunroof ที่ให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาช่วยเพิ่มความรู้สึกโปร่งสบายให้กับห้องโดยสาร สำหรับตัวเลือกสีภายนอกของ The new Kia Carnival HEV 7-seater มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว Snowflake White Pearl สีเทา Meteor Grey สีดำ Jet Black และสีน้ำเงิน Astra Blue

ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบให้กว้างขวางและร่วมสมัยที่ประกอบด้วยจอโค้งแบบพาโนรามิกที่ผสานรวมจอแสดงผลแบบคลัสเตอร์ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟเทนเมนท์แบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว เข้าไว้ด้วยกันแบบไร้รอยต่อ มีระบบเชื่อมต่อ Android Auto™ และ Apple CarPlay® แบบไร้สายและฟังก์ชันสั่งงานด้วยเสียง มีระบบปรับอากาศด้านหน้าแบบอัตโนมัติที่สามารถปรับอุณหภูมิได้แบบแยกอิสระทั้งโซนด้านหน้าฝั่งซ้าย-ขวา และโซนด้านหลัง นอกจากนี้ยังมีสวิตช์สำหรับสลับการควบคุมระบบอินโฟเทนเมนต์และระบบปรับอากาศที่ผสานการควบคุมทั้งระบบไว้บนอินเตอร์เฟซเดียวกัน เพียงแค่สัมผัสหนึ่งครั้งก็สามารถสลับการควบคุมไปมาระหว่างระบบอินโฟเทนเมนต์กับระบบปรับอากาศ ช่วยลดความซับซ้อนของเลย์เอาต์ในขณะที่ยังคงความสะดวกในการใช้งาน และภายในห้องโดยสารยังได้ติดตั้งพอร์ต USB-C มาตรฐาน รวม 6 พอร์ตกระจายทั้งสามแถวที่นั่ง ช่วยให้ผู้โดยสารสามารถชาร์จอุปกรณ์ของตนได้อย่างสะดวกไม่ว่าจะนั่งอยู่ตำแหน่งใดของตัวรถ

ในรุ่น The new Kia Carnival HEV 7-seat Luxury

ยังได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ ด้วยการติดตั้งลำโพง BOSE รอบคัน 12 จุด เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่รื่นรมย์ให้แก่ผู้โดยสารทุกคน ไฟเรืองแสง Ambient Light สามารถแต่งสีไฟให้เข้ากับทุกบรรยากาศพร้อมสีให้เลือกถึง 64 เฉดสีครอบคลุมบริเวณคอนโซลและประตู ช่วยเพิ่มบรรยากาศภายในรถให้ดูหรูหรามากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์อัจฉริยะครบครันเพื่อมอบความสะดวกสบายและความปลอดภัย เช่น ระบบแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า (Head-up Display) ขนาด 11 นิ้ว ฉายข้อมูลการขับขี่ที่สำคัญขึ้นบนหน้าจอกระจกหน้าในระดับสายของผู้ขับ และกระจกมองหลังแบบดิจิทัล ช่วยให้มองเห็นถนนด้านหลังได้อย่างชัดเจน แม้ว่ารถจะเต็มไปด้วยผู้โดยสารหรือสัมภาระขนาดใหญ่

สำหรับเบาะที่นั่งของคนขับในรุ่น The new Kia Carnival HEV 7-seat Luxury ยังได้ติดตั้งระบบจดจำตำแหน่งเบาะนั่งและระบบ Welcome Seat สำหรับผู้ขับ เบาะนั่งคู่หน้าและเบาะนั่งแถวที่สองมาพร้อมระบบระบายอากาศและระบบอุ่นเบาะ สำหรับเบาะผู้โดยสารแถวสองเป็นแบบ Relaxation Seat ที่เปลี่ยนทุกการเดินทางให้เป็นความสะดวกสบายระดับเฟิร์สคลาสด้วยฟังก์ชันปรับเอนนอนที่สามารถปรับระดับได้เต็มรูปแบบ พร้อมเบาะรองขาแบบปรับไฟฟ้า มีโหมด One-touch Relaxation ที่สั่งงานด้วยการกดเพียงครั้งเดียวมอบความสบายให้กับผู้นั่งได้อย่างง่ายดาย

สำหรับรุ่น The new Kia Carnival HEV 7-seat Premium

เบาะนั่งแถวสองเป็นเบาะแบบ Captain Seats ที่สามารถถอดออกได้เพื่อเพิ่มความอเนกประสงค์ในการใช้งาน และยังสามารถปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้เป็นแบบนั่งหันหน้าเข้าหากันได้ ให้สมาชิกในครอบครัวได้มีปฏิสัมพันธ์กันได้ตลอดทริป พร้อมกันนี้ The new Kia Carnival HEV 7-seater ทั้งสองรุ่นได้รับการปรับให้มีพื้นที่ทางเดิน (Walkthrough access) ที่เอื้อต่อการเข้า-ออกเบาะหลังได้สะดวกยิ่งขึ้นสำหรับสมาชิกครอบครัวทุกคน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ด้วยจุดยึดสําหรับติดตั้งเบาะนั่งสําหรับเด็ก (ISOFIX) ที่มีให้ในตำแหน่งที่นั่ง 4 ตำแหน่งเป็นมาตรฐาน (2 จุดบนเบาะนั่งแถวสอง และอีก 2 จุดบนเบาะแถวสาม) ซึ่งช่วยให้สามารถติดตั้งเบาะนั่งสำหรับเด็กในตำแหน่งต่าง ๆ ได้อย่างยืดหยุ่น เสริมความปลอดภัยและความสะดวกเพื่อตอบสนองความต้องการของครอบครัวได้ดีที่สุด

The new Kia Carnival HEV 7-seater ยังคงโดดเด่นในเรื่องความกว้างขวางสำหรับทั้งผู้โดยสารและสัมภาระ รวมถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดเรียงที่นั่งผู้โดยสารที่มีความยืดหยุ่น โดยถือเป็นรถ MPV ที่รองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 7 ที่นั่ง พร้อมด้วยสัมภาระของทุกคนได้อย่างสะดวกสบายด้วยรถคันเดียว เบาะนั่งแถวสามมาพร้อมฟังก์ชันพับราบ ที่เป็นการสร้างพื้นที่บรรทุกแบบเรียบที่รวดเร็วและไม่ต้องใช้แรง ปรับเปลี่ยนได้ทันทีระหว่างความต้องการในการขนย้ายคนและขนส่งสินค้า

สมรรถนะและเทคโนโลยีการขับขี่

The new Kia Carnival HEV 7-seater ขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดที่ผสานการทำงานของเครื่องยนต์เทอร์โบ 1.6 ลิตรเข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 54kW และเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ให้กำลังสูงสุด 245 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 367 นิวตันเมตร ซึ่งไม่เพียงแต่ให้สมรรถนะที่ตอบสนองได้ดีและประหยัดน้ำมัน แต่ยังให้ประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและเงียบเป็นพิเศษ พร้อมความสามารถของโหมด EV Drive และสามารถใช้งานระบบปรับอากาศแม้เครื่องยนต์หยุดทำงาน The new Kia Carnival HEV 7-seater มาพร้อมเทคโนโลยีไฮบริดเฉพาะรุ่นที่มุ่งยกระดับสมรรถนะและความประหยัดน้ำมัน ควบคู่กับการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลและสบายยิ่งขึ้น ในโหมด Eco/Smart ผู้ขับสามารถใช้ Paddle Shift เพื่อปรับระดับการชะลอความเร็วของระบบ Regenerative Braking ได้ถึง 3 ระดับ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งคืนพลังงาน และการประหยัดเชื้อเพลิงในทุกการเดินทาง นอกจากนี้ ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์เฉพาะของ The new Kia Carnival HEV 7-seater อาทิ

  • E-Handling ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมการตอบสนองของรถเมื่อเข้าและออกจากโค้ง
  • E-Ride ช่วยลดแรงสะเทือน และมอบความนุ่มนวลในการขับขี่เมื่อต้องผ่านพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบ 
  • E-Evasive Handling Assist ออกแบบมาเพื่อช่วยควบคุมการเคลื่อนไหวของรถในสถานการณ์ที่ต้องหักหลบกะทันหัน 

และเมื่อผู้ขับต้องการการตอบสนองที่เฉียบคมและการขับขี่ที่เร้าใจกว่าเดิม โหมด Sport มอบอิสระในการควบคุมผ่าน Paddle Shift ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ด้วยความสูงจากพื้น 172 มิลลิเมตร ทำให้ The new Kia Carnival HEV 7-seater มีทัศนวิสัยในการขับขี่ที่เหนือระดับพร้อมศักยภาพการขับขี่ในแบบรถ SUV ในการรับมือกับถนนขรุขระ ลูกระนาด หรือพื้นผิวที่ไม่เรียบได้อย่างมั่นใจ อีกทั้งยังมีความคล่องตัวและง่ายต่อการควบคุมไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง ทำให้ The new Kia Carnival HEV 7-seater เป็นรถ MPV ระดับพรีเมียมที่ผสานความนุ่มสบายเข้ากับความมั่นใจในสไตล์ SUV ได้อย่างลงตัว

การจอดรถกับ The new Kia Carnival HEV 7-seater เป็นเรื่องง่ายและไร้กังวล

ด้วยเทคโนโลยี Parking Aid Assist ที่ช่วยเพิ่มความมั่นใจตลอดการใช้งานด้วยกล้องมองรอบทิศทาง (Surround View Monitor) ที่ให้มุมมองเสมือนมองจากมุมสูง ทำให้ผู้ขับเห็นทุกมุมอย่างชัดเจนเมื่อต้องเข้าจอดในพื้นที่แคบ ขณะที่เซนเซอร์รอบคันด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง ช่วยให้ประเมินระยะห่างได้อย่างแม่นยำและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางรอบตัวรถได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ยังมีระบบป้องกันการชนด้านหลังขณะถอยจอด (Rear Parking Collision-Avoidance Assist) ที่จะส่งสัญญาณเตือนและสั่งเบรกอัตโนมัติทันทีหากตรวจพบสิ่งกีดขวางด้านหลังขณะถอยหลัง คุณสมบัติเหล่านี้ช่วยให้การจอดรถไร้ความกังวล และเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้กลายเป็นที่จอดที่ลงตัว นอกจากนี้ The new Kia Carnival HEV 7-seater ยังมาพร้อมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง (ADAS – Advanced Driver-Assistance Systems) ที่ช่วยยกระดับความมั่นใจและความปลอดภัยในทุกการเดินทาง อาทิ:

  • Smart Cruise Control with Stop & Go  
  • High Beam Assist
  • Forward Collision Avoidance Assist
  • Blind Spot Collision Avoidance Assist (BCA)
  • Blind-Spot View Monitor (BVM)
  • Rear Cross Traffic Collision Avoidance Assist (RCCA)
  • Lane Following Assist and Lane Keeping Assist
  • Safe Exit Assist

พร้อมกันนี้ The new Kia Carnival HEV 7-seater ยังได้ติดตั้งถุงลมนิรภัยมาตรฐาน 8 ตำแหน่ง ครอบคลุมทุกด้าน ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้าง ถุงลมม่านด้านข้าง ถุงลมนิรภัยปกป้องเข่าผู้ขับ และถุงลมนิรภัยกลางระหว่างเบาะผู้ขับ และผู้โดยสารด้านหน้า (Front Center Airbag) ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บของผู้โดยสารทุกตำแหน่ง พร้อมทั้งเพิ่มความสบายใจให้กับทุกคนในครอบครัว เพื่อความมั่นใจกับผู้โดยสารในทุกเส้นทาง

สำหรับผู้ที่สนใจ The new Kia Carnival HEV 7-seater สามารถทดลองขับ และสอบถามข้อเสนอพิเศษได้ที่โชว์รูมเกียใกล้บ้านท่านหรือเยี่ยมชม www.kia.com

โปรโมชันพิเศษช่วงเปิดตัวสำหรับ The new Kia Carnival HEV 7-seater ตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2568

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.77% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน [1]
  • ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. เป็นระยะเวลา 1 ปี [2]
  • ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร [3]
  • พิเศษ! สำหรับเจ้าของรถยนต์ Kia และครอบครัว (Kia Loyalty) ฟรี ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรงและค่าอะไหล่) เพิ่มเติม 2 ปี หรือ 20,000 กิโลเมตร (รวมเป็น 5 ปี หรือ 50,000 กิโลเมตร) [4]
  • ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี ไม่จำกัดระยะทาง [5]
  • การรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร [6]
  • การรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร [7]

หมายเหตุ:

[1] อัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ต้นงวด) 1.77% พร้อมดาวน์ 25% สำหรับระยะเวลาผ่อนชำระ 48 เดือน เฉพาะการจัดเช่าซื้อกับธนาคารที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่ บริษัท กสิกรลีสซิ่ง จํากัด, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, ธนาคารเกียรตินาคินภัทร และธนาคารทหารไทยธนชาต

[2] ประกันภัยชั้น 1 และ ประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจำกัดเฉพาะ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) 

[3] เงื่อนไข ค่าบำรุงรักษาตามระยะ (ค่าแรง และค่าอะไหล่) ตลอด 3 ปี หรือ 30,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[4] โดยชื่อเจ้าของรถคันเดิมและชื่อเจ้าของรถคันใหม่จะต้องเป็นชื่อเดียวกัน สามารถให้สิทธิ์แคมเปญกับบุคคลในครอบครัวเดียวกันได้ (บิดา มารดา พี่น้อง สามี ภรรยา และบุตร) ใช้สิทธิ์เพียงแสดงเอกสารยืนยันได้แก่ สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาเล่มทะเบียนรถ หรือแสดงเอกสารยืนยันความสัมพันธ์ (กรณีชื่อเจ้าของรถคันเดิมและคันใหม่ไม่ตรงกัน) ประกอบการใช้สิทธิ์ที่โชว์รูมเกียทั่วประเทศ 

[5] เงื่อนไขการบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ฟรี 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 7 ปี (ตามเงื่อนไขของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[6] เงื่อนไขการรับประกันคุณภาพตัวรถ 7 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[7] เงื่อนไขการรับประกันแบตเตอรี่รถยนต์ (High-Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร ระยะใดระยะหนึ่งถึงก่อน (ตามเงื่อนไขการรับประกันของฝ่ายบริการหลังการขาย)

[8] สิทธิประโยชน์ข้อ [2], [3] และ [5] มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 85,000 บาท ทั้งนี้สิทธิประโยชน์ดังกล่าวไม่สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้

  • ข้อกำหนดและเงื่อนไขอาจมีการเปลี่ยนแปลงทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของบริษัทฯ
  • สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 3 ตุลาคม 2568 ถึง 31 ตุลาคม 2568
  • โปรโมชันสำหรับการซื้อผ่านผู้จำหน่าย Kia อย่างเป็นทางการทั่วประเทศไทย
  • ไม่รวมรถแท็กซี่, รถเช่า, รถที่ขายภายใต้เงื่อนไขพิเศษ, และลูกค้ารถเช่า
  • ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงจะทำการแจ้งผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ของบริษัทฯ

บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse บินตรงสู่ไทย!

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย พร้อมก้าวสู่ยุคใหม่ของโลกยานยนต์ด้วยวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่พร้อมให้ชาวไทยได้สัมผัสถึงกรุงเทพฯ กับการเผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ยนตรกรรมต้นแบบสุดล้ำที่สะท้อนแนวคิดของนวัตกรรมการขับขี่ที่ชาญฉลาดและยั่งยืน โดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง  สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมสัมผัสก้าวแรกสู่ยุคใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยูได้ใน งาน  BMW Road to Neue Klasse : The Neue New ที่จัดขึ้น ณ เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ในวันที่ 8-12 ตุลาคม 2568 นี้ BMW Vision Neue Klasse เป็นรถยนต์ที่สรรสร้างด้วยมุมมองใหม่ พลิกแนวคิดด้านการเดินทางในทุกมิติพร้อมนำพาสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่เป็นหัวใจหลักของบีเอ็มดับเบิลยูให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วยรูปลักษณ์ที่สะดุดตาของ BMW Vision Neue Klasse นับเป็นการเปิดตัวแนวทางการออกแบบใหม่ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยงานออกแบบที่สื่อถึงความสปอร์ตและปราดเปรียว ควบคู่ไปกับความนุ่มนวลที่สง่างาม บรรยากาศที่โปร่งสบายของตัวรถถูกขับเน้นขึ้นไปอีกด้วยสีตัวถัง Joyous Bright ซึ่งเป็นสีขาวสว่าง แต่งประกายโทนเหลืองอ่อนๆ ตัดกับโทนสีเข้มของชิ้นส่วนตกแต่งที่ทำจากวัสดุผสมลายหินอ่อน (Composite Marble) ด้านข้างตัวรถ มีเส้นสายทอดตามแนวยาวเพียงเส้นเดียว ช่วยดึงสายตาให้สังเกตเห็นจุดศูนย์ถ่วงของตัวรถที่อยู่ในระดับต่ำ เสริมความปราดเปรียวในการขับขี่ไปอีกขั้น ขณะที่ซุ้มล้อกว้างช่วยเสริมความโดดเด่นบนท้องถนน และสื่อถึงพละกำลังเต็มพิกัดจากระบบการขับขี่พลังงานไฟฟ้าแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

ด้านหน้าของ Vision Neue Klasse สดใหม่ด้วยการนำเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยูอย่างกระจังหน้าทรงไตคู่ มาตีความด้วยมุมมองที่แตกต่าง โดยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่ถูกหลอมรวมเป็นชิ้นเดียวกับไฟหน้า ซึ่งประกอบไปด้วยไฟดวงเล็กจำนวนมาก โดยแต่ละดวงสามารถตั้งค่าการส่องสว่างได้แยกจากกัน ติดตั้งอยู่ใต้ผิวหน้าที่เป็นกระจกให้เกิดเป็นดีไซน์ที่จับทุกสายตาด้วยความลึกจากชิ้นส่วนที่เล่นระดับ ส่วนไฟส่องสว่างในเวลากลางวัน (Daytime Running Lights) มาในรูปแถบไฟเฉียงบริเวณด้านข้าง ทำมุมตัดกับชุดไฟหน้าหลัก แนวคิดการออกแบบชุดไฟหน้านี้ยังถูกนำไปปรับใช้กับไฟท้าย ซึ่งประกอบขึ้นจากชิ้นส่วนที่ผลิตจากการพิมพ์แบบสามมิติ เพื่อสร้างรูปลักษณ์ที่มีมิติและความลึกในลักษณะเดียวกัน

ห้องโดยสารของ BMW Vision Neue Klasse ให้บรรยากาศที่เปิดกว้าง สว่าง พร้อมต้อนรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคน ด้วยพื้นผิวที่สะอาดตาในทุกองค์ประกอบ ปราศจากการตกแต่งด้วยโครเมียมหรือหนัง ทั้งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างรูปโฉมที่ล้ำสมัยเหนือกาลเวลาไปพร้อมกัน แผงคอนโซลหน้ามาในโทนสีสว่างเข้ากันกับพวงมาลัยทรงตัดขอบบน-ล่างและจอแสดงผล Central Display แบบ OLED ที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางได้เป็นอย่างดี ทั้งยังกลมกลืนไปกับดีไซน์ของคันเกียร์และจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย หัวใจสำคัญของห้องโดยสารโฉมใหม่นี้คือ เทคโนโลยี BMW Panoramic Vision ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุม BMW iDrive รุ่นใหม่ โดยเทคโนโลยีนี้สามารถฉายข้อมูลสำคัญไปยังระดับสายตาของผู้ขับขี่ ด้วยพื้นที่การแสดงผลที่ทอดยาวไปตลอดความกว้างของกระจกหน้ารถ ทั้งยังเปิดให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารเบาะหน้าสามารถโต้ตอบกับข้อมูลที่แสดงผลอยู่ จึงเกิดเป็นประสบการณ์การใช้งานร่วมกันที่ไม่เหมือนใคร โดยสามารถถ่ายโอนเนื้อหาจากจอแสดงผลกลางไปยัง BMW Panoramic Vision ได้อย่างอิสระ

ในด้านการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse ถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญด้านนวัตกรรม ด้วยเทคโนโลยี BMW eDrive เจนเนอเรชันที่ 6 ซึ่งประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงในรูปแบบการขับเคลื่อนสี่ล้อ เซลล์แบตเตอรี่แบบกลมที่พัฒนาขึ้นใหม่ จัดเก็บพลังงานได้หนาแน่นกว่าแบตเตอรี่รุ่นปัจจุบันถึง 20% โดยรวมแล้ว ระบบส่งกำลังของรถยนต์ต้นแบบรุ่นนี้สามารถเพิ่มระยะการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุด 30% ชาร์จแบตเตอรี่ได้เร็วขึ้นสูงสุด 30% และเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงานของตัวรถในภาพรวมให้สูงขึ้น 25%

นอกจากระบบส่งกำลังแล้ว BMW Vision Neue Klasse ยังขับเคลื่อนด้วยชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์สมรรถนะสูงจำนวน 4 ชุดที่ทำหน้าที่ควบคุมฟังก์ชันสำคัญต่างๆ ของตัวรถ โดยเมื่อนับรวมกันแล้ว ชุดควบคุมทั้ง 4 มีสมรรถนะในการคิดคำนวณที่สูงกว่าระบบในรถยนต์รุ่นปัจจุบันถึง 20 เท่าตัว ทั้งนี้ หนึ่งใน 4 ชุดควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ใน Vision Neue Klasse มีชื่อว่า “Heart of Joy” และเป็นชุดควบคุมที่ทำหน้าที่ควบคุมการส่งกำลังและการควบคุมตัวรถ นับตั้งแต่มอเตอร์ไฟฟ้า เบรก การหมุนเวียนพลังงาน และฟังก์ชันบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับพวงมาลัย โดย “Heart of Joy” จะทำการคำนวณและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่จากทุกระบบ ทุกฟังก์ชัน และช่วยยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้ยิ่งเหนือชั้น ด้วยการประมวลผลข้อมูลที่รวดเร็วกว่าที่เคย และสามารถตอบสนองต่อผู้ขับขี่ได้โดยตรงยิ่งขึ้น

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของนวัตกรรมดิจิทัลใน BMW Vision Neue Klasse คือระบบการเดินสายไฟเชื่อมโยงชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวรถ ซึ่งผ่านการออกแบบและพัฒนามาให้ลดความซับซ้อนลงในทุกมิติ ออกมาเป็นสถาปัตยกรรมการเดินสายไฟแบบแบ่งโซน (Zonal Wiring Harness Architecture) ซึ่งช่วยลดความยาวของสายไฟ ลง 600 เมตร และลดน้ำหนักสายไฟลงไปอีก 30% เมื่อเทียบกับรถยนต์รุ่นก่อนๆ ชุดสายไฟต่างๆ ในระบบนี้จะถูกแบ่งออกเป็นโซนตามตำแหน่งภายในตัวรถ ทั้งด้านหน้ารถ กลางตัวรถ ท้ายรถ และบริเวณหลังคา โดยชุดควบคุมอิเล็คทรอนิกส์สมรรถนะสูงทั้ง 4 จะใช้การเชื่อมต่อข้อมูลแบบความเร็วสูงบริหารจัดการและรวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในโซนนั้นๆ จึงทำให้การเดินสายไฟเชื่อมโยงอุปกรณ์ทั้งหมดแบ่งออกตามโซนได้อย่างชัดเจน สามารถลดทั้งความยาว ความหนา และน้ำหนักของสายไฟที่นำมาใช้ได้

เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เผยว่า “บีเอ็มดับเบิลยู Vision Neue Klasse เป็นมากกว่าแค่รถยนต์ต้นแบบที่มีนวัตกรรมแปลกใหม่ แต่เป็นภาพสะท้อนถึงแก่นแท้ของความเป็นบีเอ็มดับเบิลยู สืบทอดจิตวิญญาณของรถยนต์ Neue Klasse รุ่นดั้งเดิมจากช่วงทศวรรษ 1960 และต่อยอดมาสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตในยุคของการขับขี่อย่างยั่งยืนด้วยพลังงานไฟฟ้า วิสัยทัศน์ของเราสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ  ที่กำลังจะมาถึง ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงกระบวนการออกแบบและผลิตรถยนต์ทุกรุ่น ทุกคัน ทุกรายละเอียด ที่ล้วนมุ่งขับเคลื่อนพันธกิจหลักของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปให้เป็นจริง ด้วยยานยนต์ที่ตอบโจทย์ของผู้ใช้งานจริงได้มากกว่า ชาญฉลาดกว่า และสานต่อความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมได้มากกว่าที่เคย”

“การนำยนตรกรรมต้นแบบรุ่นสำคัญนี้มาจัดแสดงในกรุงเทพฯ นับเป็นการเปลี่ยนวิสัยทัศน์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ให้กลายเป็นคำมั่นสัญญาที่มั่นคงยิ่งขึ้น ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงและสัมผัสได้ด้วยตนเอง นวัตกรรมล่าสุดที่อยู่ใน BMW Vision Neue Klasse จะเป็นส่วนหนึ่งของรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่จะเข้าสู่สายการผลิตและเปิดตัวออกสู่ตลาดทั่วโลกในอีกไม่นาน” มร. แกร์ฮาร์ด กล่าวเสริม

ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสยานยนต์ต้นแบบแห่งอนาคต BMW Vision Neue Klasse ด้วยตัวเองที่โซน “Road to Neue Klasse” ณ ชั้น G เซ็นทรัล เอ็มบาสซี ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 12 ตุลาคมนี้ โดยสามารถลงทะเบียนเพื่อเข้าชมและเลือกวัน-เวลาที่ต้องการได้ ที่นี่ นอกจากนี้ ผู้สนใจยังสามารถเพลิดเพลินไปกับงานออกแบบสุดพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของบีเอ็มดับเบิลยู โดยไม่ต้องลงทะเบียนล่วงหน้า


ฟอร์ดชวนลุย! ฝึกขับออฟโรด 10 สถานีสุดมันกลางสนาม TRRC กาญจนบุรี

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม Ford 4×4 Driving Skills Training ฝึกขับขี่ออฟโรดทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้ลูกค้าและผู้ชื่นชอบมอเตอร์สปอร์ตได้เรียนรู้การใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ และดึงสมรรถนะรถฟอร์ดออกมาได้เต็มที่ พร้อมเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัย

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างการแข่งขัน Thailand Rally Raid Championship (TRRC) สนามที่ 3 ณ สนามกรังด์ปรีซ์ มอเตอร์ ปาร์ค จ.กาญจนบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 70 คน ร่วมฝึกฝนทักษะบนเส้นทางออฟโรดจำลองกว่า 10 สถานีสุดท้าทาย

นอกจากนี้ผู้ร่วมงานยังได้ชมพิธีเปิดการแข่งขัน TRRC และร่วมเชียร์ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ หมายเลข 5 ที่ลงสนามพิสูจน์ความแกร่งในสไตล์ “Built Ford Tough

กิจกรรมนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่มั่นใจ สนุก และเข้าถึงดีเอ็นเอแห่งความแกร่งให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและการรับสมัครร่วมกิจกรรมได้ทางเฟซบุ๊ก ฟอร์ด


Privacy Preference Center