เอเอเอสฯ ร่วมฉลองเทศกาลสงกรานต์ด้วยบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Songkran Hot Season Check 2018

บริการ Songkran Hot Season Check 2018 ประกอบไปด้วย
- การตรวจสอบระบบการทำงานของเครื่องปรับอากาศพร้อมบริการเติมน้ำยาแอร์, ระบบระบายอากาศ ระดับน้ำมันและการรั่วไหล รวมทั้งบริการทำความสะอาดแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ
- การตรวจสอบรถ 24 จุด อาทิ เครื่องยนต์, ระบบช่วงล่าง, ระบบไฟและความสว่าง รวมทั้งการตรวจเช็คทั้งภายในและภายนอก
- อัพเดทโปรแกรมการทำงานของเครื่องยนต์
- การตรวจสอบยาง พร้อมรับส่วนลดเพิ่มเติม 5% เมื่อซื้อยางใหม่ในช่วงแคมเปญนี้
บริการพิเศษนี้มอบให้แก่ผู้ขับขี่รถยนต์ปอร์เช่ จากบริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส ในราคาพิเศษเพียง 1,999 บาท (จากราคา 5,700 บาท) โดยสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับบริการได้ที่ ศูนย์บริการดอนเมือง (Porsche Centre Bangkok) และ ศูนย์บริการพัฒนาการ (Porsche Centre Pattanakarn) นอกจากนี้สำหรับผู้ขับขี่รถปอร์เช่ คาเยนน์ สามารถเป็นเจ้าของกล่องทำความเย็น Tequipment Cayenne Cool Box ขนาดความจุ 12 ลิตร สำหรับเก็บอาหารและเครื่องดื่มเพื่อการเดินทางและสังสรรนอกสถานที่ในราคาพิเศษเพียง 7,565 บาท (จากราคา 12,607 บาท)
คุณ เอียน รัซเซิล ผู้อำนวยการฝ่ายบริการหลังการขาย กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปอร์เช่ ประเทศไทย ตระหนักถึงความปลอดภัยในการขับขี่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์และในช่วงหน้าร้อนเป็นพิเศษ ซึ่งการตรวจเช็คและดูแลรักษาสมรรถนะของรถให้ดีอยู่เสมอ นับเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น
ในฐานะผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ปอร์เช่อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เรามีศูนย์บริการ และช่างผู้ชำนาญการที่ได้รับรองมาตรฐานจากโรงงานปอร์เช่ ประเทศเยอรมนี และมีประสบการณ์ในการดูแล และบำรุงรักษารถยนต์ปอร์เช่ทุกรุ่น พร้อมให้บริการ และให้คำแนะนำเพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ปอร์เช่ของท่านจะได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมและสามารถเดินทางถึงจุดหมายได้โดยสวัสดิภาพ”
นีเวีย เมน ดีพ เพื่อนคู่ใจหนุ่มสุดคูล กับที่สุดแห่งพลังปกป้องจากแบล็คชาร์โคล ให้ระเบิดความหอมลึกติดทนนานตลอดวัน
ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนชื้นอย่างบ้านเรา อาบน้ำทาแป้งได้ไม่นานเหงื่อและกลิ่นกายก็กลับมาได้อย่างรวดเร็ว ตัวช่วยอย่าง นีเวีย เมน ดีพ สามารถปกป้องผิวใต้วงแขนให้หนุ่มๆ รู้สึกแห้งหอมโดยไม่เปลี่ยนกลิ่นยาวนาน 48 ชม. พร้อมปรับลุคเป็นหนุ่มสุดคูล ที่พกทุกความมั่นใจไปในทุกสถาณการณ์ โดยมีสองรูปแบบมาให้หนุ่มๆ ได้เลือกสรร คือ นีเวีย เมน ดีพ โรลออน และ นีเวีย เมน ดีพ สเปรย์ ที่ติดทนนานกว่าสเปร์ยน้ำหอมทั่วไป
ให้คุณระเบิดความหอมลึกติดทนนานตลอดวัน แบบหนุ่มสุดคูลได้แล้ววันนี้ด้วย นีเวีย เมน ดีพ โรลออน ขนาด 25 มล. ราคา 49 บาท ขนาด 50 มล. ราคา 95 บาท และ นีเวีย เมน ดีพ สเปรย์ ขนาด 50 มล. ราคา 100 บาท ขนาด 150 มล. ราคา 159 บาท ที่ร้านค้าสะดวกซื้อ และห้างสรรพสินค้าใกล้บ้านคุณ หรือซื้อออนไลน์ผ่านเว็บไซด์ลาซาด้า ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมนีเวีย เมน ดีพ ได้ที่ www.niveamen.co.th
“ทัพยามาฮ่า” บุกออสเตรเลียตั้งเป้าคว้าแชมป์เอเชียฝากแฟนๆ ชาวไทย
ทัพนักบิด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม เดินทางถึงประเทศออสเตรเลีย เพื่อลงทำศึกการแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์เอเชีย รายการ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2018 สนาม 2 ในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-22 เมษายนนี้ ที่สนาม เดอะ เบนด์ มอเตอร์สปอร์ต พาร์ค ซึ่งเป็นสังเวียนมอเตอร์สปอร์ตใหม่ถอดด้าม ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศออสเตรเลีย
โดยล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 เมษายน ที่ผ่านมา ทัพนักบิดไทยจาก ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม นำโดย เดชา ไกรศาสตร์ และ รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ ในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี
รวมถึง อนุภาพ ซามูล, พีระพงษ์ บุญเลิศ และคณาทัต ใจมั่น สามประสานในรุ่น เอเชีย โปดักชั่น 250 ซีซี พร้อมทีมงานชาวไทยได้ออกเดินทางเดินทางจากเมืองไทยเพื่อไล่ล่าความสำเร็จกลับสู่ประเทศ
สำหรับสถานการณ์หลังจบการแข่งขันสนามแรกที่จัดขึ้นในเมืองไทย เดชา ไกรศาสตร์ รั้งอันดับ 4 บนตารางแชมเปี้ยนชิพรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี มี 20 คะแนน จากการขึ้นโพเดี้ยมอันดับ 2 ในเรซ 2 ส่วน รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ รั้งอยู่ในอันดับ 12 มี 12 คะแนน ขณะที่ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม รั้งอันดับ 3 บนตารางแชมเปี้ยนชิพประเภททีมมี 30 คะแนน
ส่วนในรุ่น เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี อนุภาพ ซามูล ที่คว้าแชมป์เรซแรก และอันดับ 5 เรซที่ 2 รั้งตำแหน่งจ่าฝูงมี 36 คะแนน พีระพงษ์ บุญเลิศ รั้งอันดับ 4 มี 26 คะแนน และ คณาทัต ใจมั่น รั้งอันดับ 6 มี 23 คะแนน และจากผลงานยอดเยี่ยมของนักบิดทั้ง 3 คน ช่วยให้ ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ครองจ่าฝูงประเภททีมมี 41 คะแนน
ทั้งนี้ ศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2018 สนาม 2 จะดวลความเร็วในเมนคอร์สของ เดอะ เบนด์ มอเตอร์สปอร์ต พาร์ค ซึ่งมีระยะทางต่อรอบ 4.949 กิโลเมตร มีทั้งสิ้น 18 โค้ง โดยจะเข้าสู่โปรแกรมการซ้อมครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายนนี้
ก่อนจะแข่งขันชิงชัยเรซที่ 1 และ 2 ในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 21-22 เมษายนนี้ โดยแฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถร่วมส่งกำลังใจและติดตามผลงานทัพนักบิด ยามาฮ่า ไทยแลนด์ เรซซิ่งทีม ได้ผ่านทาง Facebook : Yamaha Thailand Racing Team และ Yamaha Society Thailand
Ducati 1199 Superleggera ซูเปอร์ไบค์สมรรถนะสูงงงง ราคาเพียง 4.09 ล้านบาท

มร.โวล์ฟกัง คือแบร์ล หนุ่มออสเตรียผู้หลงใหลความเร็วและความแรงขั้นสุด ด้วยการงานที่ตอกย้ำตัวตนกับการเป็นชํานาญการในการจูนเครื่องยนต์รถฟอร์มูล่าวัน เพื่อชิงชัยชนะจากคู่แข่งในทุกๆ สนาม ความชื่นชอบทำให้เค้ามีไลฟ์สไตล์คือการบินมาประเทศไทยเพื่อขี่รถซูเปอร์ไบค์สมรรถนะสูงที่ขึ้นชื่อว่าเบาที่สุดและเร็วที่สุดในโลก อย่าง ดูคาติ 1199 ซูเปอร์เลกเจลร่า

ดูคาติ 1199 ซูเปอร์เลกเจลร่า ได้ชื่อว่าเป็นซูเปอร์ไบค์ที่เบาและเร็วที่สุดในโลก และผลิตขึ้นเพียง 500 คันทั่วโลก สำหรับในประเทศไทยนั้นมีเพียง 10 คันสนนราคาอยู่ที่ 4,099,000 บาท โดยเป็นรถที่ มร.โวล์ฟกัง ใช้งานยามพักผ่อนขี่เล่นไปทั่วทุกภูมิภาคของเมืองไทย วึ่งเค้าใช้งานไปรวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 100,000 กม. จากการส่งมอบในช่วงเดือนสิงหาคม 2558
มร.โวล์ฟกัง เล่าว่าประเทศไทยเป็นที่ๆ เหมาะกับการขี่รถท่องเที่ยว เนื่องจากเส้นทางตามจังหวัดต่างๆ ในประเทศไทย มีโค้งหลายโค้ง วิวทิวทัศน์สวยงาม ทัศนวิสัยค่อนข้างชัดเจนถ้าเทียบกับการขี่รถในประเทศอื่นๆ ผู้คนน่ารัก เค้าจึงซื้อ ดูคาติ ซูเปอร์เลกเจลร่า ไว้ 2 คันเพื่อใช้งานในเมืองไทย
https://www.facebook.com/DucatiThailand/videos/1648863871848197/?hc_ref=ARQ9gLYV69ADpyO_Dq_GR6HFDOYDKS1wKpDMFXzGz2Vavn5-pgI_TLr1G9FySO7vAJ4
ซึ่งเมื่อเค้ามีเวลาว่างจากการทำงาน เค้ามักจะเดินทางมาประเทศไทย และขี่รถเที่ยวไปในจังหวัดต่างๆ ทุกๆ วัน บางวันขี่จากอีสานลงใต้ บางวันขี่จากอิสานขึ้นเหนือ ซึ่งเค้าจะชื่นชอบการขี่รถเส้นทางภาคเหนือแถวเขาค้อมากเป็นพิเศษ เพราะมีโค้งสวยๆ หลายต่อหลายโค้งที่มีความท้าทาย และให้ความสนุกในการขับขี่ทำให้ได้ใช้สมรรถนะของรถอย่างเต็มที่
ปัจจุบัน มร.โวล์ฟกัง คือแบร์ล ครอบครองรถ ดูคาติ ซูเปอร์เลกเจลร่า ทั้งหมด 4 คัน โดยจำนวน 2 คันประจำการอยู่ในออสเตรีย และอีก 2 คันคือรถที่ไว้ใช้งานยามพักผ่อนตอนอยู่เมืองไทย ซึ่งนอกจาก 1199 ซูเปอร์เลกเจลร่า แล้ว มร.โวล์ฟกัง ยังครอบครอง 1299 ซูเปอร์เลกเจลร่า ที่ได้มีการส่งมอบในเมืองไทยไปเรียบร้อยแล้วเมื่อปลายปี 2560

สำหรับ ดูคาติ 1199 ซูเปอร์เลกเจลร่า ใช้วัสดุที่เป็นส่วนประกอบของรถเช่นเดียวกันกับวัสดุที่ใช้ในหลักการวิศกรรมอากาศยานระดับโลก อาทิเช่น แฟริ่งทั้งหมดและซับเฟรมทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ ล้อหน้า-หลังและเฟรมโมโนคอคทำจากแมกนีเซียม ส่วนท่อไอเสียและสปริงโช้คทำจากไทเทเนียม ทำให้มีน้ำหนักเบาที่สุดเพียง 155 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับพละกำลังมหาศาลกว่า 200 แรงม้า และทำเวลาได้ดีที่สุดในสนามแข่ง Misano
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวนเปิดประสบการณ์การเดินทางตะลุยเอเชีย กับ “ไมค์ ฮอร์น” นักผจญภัยสุดเก๋า

ความเจ๋งมันมาพีคตรงลุงแกเที่ยวแบบโคตรลุยไปกับรถยนต์ Mercedes-Benz G Class อ่านมาถึงตรงนี้พวกแกคงคิดว่านี้จะเป็นบทความโฆษณากันหล่ะสิ เปล่าเลยผมเขียนเพราะผมชอบ G Class ..ถ้าเป็นบทความโฆษณาผมต้องได้ตังค์ แต่นี่ผมยังไม่ได้ตังค์ 555..
ใน 2 ปีก่อนผมรู้แค่ว่าลุงแกชื่อ ไมค์ ฮอร์น นักผจญภัยที่ขับ Mercedes-Benz G Class แค่นั้นแหละ
เหมือนเป็นความโชคดีที่ในวันนี้ทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ชวน “มร.ไมค์ ฮอร์น” มาร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนกันแบบเอ็กซ์คลูซีฟในกิจกรรม “Driven to Explore Asia” ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสิ้นเดือนเมษายน และผมในฐานะตัวแทนของ HEAVY69 ก็ได้รับคำชวนให้มาร่วมพูดคุยกับลุงไมค์ ฮอร์น ตัวเป็นๆ ในครั้งนี้ด้วย น้ำตาจะไหลเพราะลุงไมค์ไม่พูดไทย ซึ่งลุงไมค์ตัวจริงกับที่ผมตามดูใน instagram.com/mikehornexplorer ไม่ได้ต่างกันเลยเป็นลุงที่มีพลังเปล่งประกายออกมาอยู่ตลอดเวลา แถมแรงลุงโคตรดีจับมือทักทายทีกระดูกแทบแตก
ลุงไมค์ ฮอร์น ปัจจุบันรับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งลุงแกเป็นนักสำรวจและนักผจญภัยระดับตำนาน ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย ภายใต้แคมเปญ “Driven to Explore Asia” และในวันนี้ลุงแกจะมาบอกเล่าพูดคุยถึงประสบการณ์การเดินทางของแกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น และประทับใจในการเดินทางไปในที่ต่างๆ ทั่วโลก
บรรยากาศในวันนั้นเป็นไปอย่างกันเองไม่ได้มีพิธีการอะไร โดยคุณฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาดบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เล่าให้เราฟังว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้นมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมระดับโลกหลายรายการ
พร้อมทั้งแต่งตั้งแบรนด์แอมบาสเดอร์จากคนหลากหลายสาขา ที่มีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นในด้านกีฬา วัฒนธรรม และการศึกษา ซึ่งคนที่ได้รับเลือกจะมีเอกลักษณ์ที่ตอบโจทย์ และเข้ากับคุณค่าของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ว่าความสมบูรณ์แบบ ( Perfection) ความงดงามน่าหลงใหล (Fascination) และ ความรับผิดชอบ (Responsibility)
ซึ่งหนึ่งในคนที่ได้รับเลือกเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ นั้นจะเป็นใครอื่นเสียไม่ได้ นั่นก็คือลุงไมค์ ฮอร์น นักสำรวจ และนักผจญภัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกนั่นเอง โดยในคืนนี้ ลุงไมค์ ฮอร์น ผู้ออกเที่ยวจนได้เป็นถึงแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์การเดินทางมาอย่างยาวนาน
ทำให้ลุงเค้าค้นพบว่าเมื่อเราออกเดินทางโดยเครื่องบิน มันทำให้เราพลาดโอกาสในการค้นพบความสวยงามของธรรมชาติ ภูมิประเทศ และผู้คนตลอดเส้นทาง ที่เราสามารถพบได้ แต่หากเราเดินทางด้วยรถยนต์หรือเดินเท้า มันทำให้เราพบเห็นและมีประสบการณ์ในการเดินทางมากกว่า ซึ่งเป็นที่มาของกิจกรรม Driven to Explore ที่ได้เริ่มต้นครั้งแรกในทวีปแอฟริกา
และการเดินทางในทวีปเอเชียจะเป็นการเดินทางไกลแห่งที่สอง ซึ่งตามแผนที่ลุงไมค์ได้วางไว้ จะเป็นการออกเดินทางไปยังพื้นที่อันห่างไกลของแต่ละประเทศ ทั้ง 9 ประเทศ เริ่มตั้งแต่มาเลเซีย-ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม-ลาว-เมียนมาร์-อินเดีย-เนปาล และปากีสถาน เพื่อถ่ายทอดมุมมองความสวยงามที่แท้จริงของธรรมชาติในแง่มุมที่ยังไม่มีใครเคยเห็น
ในการเดินทางจะเป็นการแบ่งปัน และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับผู้คนในแต่ละท้องที่ รวมถึงการทำหน้าที่สมาชิกของ Laureus Award Academy ด้วยการให้ความรู้และกำลังใจกับเด็กที่ขาดแคลนโอกาส ภายใต้โครงการของมูลนิธิ Laureus Sport for Good Foundation”
ลุงไมค์ปิดท้ายด้วยการอวย “The G-Class” ที่พาลุงเดินทางไปได้ในทุกพื้นที่ ทุกสภาพถนนได้ตามที่ลุงแกต้องการ ซึ่งลุงไมค์ ฮอร์น ได้พิสูจน์มาแล้วด้วยตนเองจากการเดินทางในหลากหลายทริปกับรถยนต์รุ่นนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเพราะฉนั้นไม่ใช่การอวยกันเล่นๆ แน่นอน
และเร็วๆนี้ลุงแกจะมีโอกาสได้ขับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ตระกูล SUV บนถนนที่มีทัศนียภาพอันสวยงามในประเทศไทย ซึ่งลุงไมค์มีท่าทีตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งเพราะแกว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เพราะมีภูมิประเทศที่มีความหลากหลายทั้งเส้นทางภูเขา ทะเล รวมถึงวัฒนธรรม และภาษาที่เป็นเอกลักษณ์
คืนนี้นอกจากจะได้พูดคุยกับลุงไมค์ ฮอร์น แล้วทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังได้เตรียมแผนที่จะจัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์กลุ่ม SUV โดยการทดสอบรถยนต์ครั้งนี้จะมันส์กว่าครั้งไหนๆ เพราะจะเป็นการเดินทางไปกับลุงไมค์ ฮอร์น อย่างใกล้ชิดบนเส้นทางอันท้าทายสไตล์นักผจญภัย ไม่รู้งานนี้ใครจะเสี่ยงมากกว่ากันระหว่างลุงไมค์ ฮอร์น กับสื่อมวลชน

Wonderframe ศิลปินไทยคนแรกบนเพลย์ลิสต์ Early Noise 2018 ของ Spotify
Spotify ตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้ Wonderframe มาร่วมงานในฐานะศิลปินไทยคนแรกในเพลย์ลิสต์ Early Noise 2018 ซึ่งเธอพร้อมที่จะสร้างความแตกต่าง และเปลี่ยนแปลงวงการเพลงไทยผ่านการทดลองทางดนตรีของเธอ ที่ผสมผสานแนวเพลงฮิปฮอป และเพลงป๊อปแบบไทย ที่นับเป็นอีกหนึ่งแนวทางดนตรีที่คนรุ่นใหม่หันมาให้ความสนใจ ซึ่งจากข้อมูลที่ Spotify มีนั้น แสดงให้เห็นชัดว่าผู้ฟังให้การตอบรับกับแนวเพลงที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของ Wonderframe
ตั้งแต่เปิดตัว Wonderframe ได้สร้างความน่าตื่นเต้นให้แก่วงการเพลงมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการก้าวเข้าสู่อันดับที่ 3 ของ Spotify Thailand Top 50 Chart ด้วยซิงเกิลเปิดตัวอย่าง อยู่ดีๆก็… รวมไปถึงซิงเกิลใหม่ของเธออย่าง 555 (ToT) ก็สามารถทะยานเข้าสู่ท็อป 10 ในชาร์ตเดียวกัน
Spotify ขอเชิญชวนคนรักเสียงดนตรีและแฟนๆ ที่ชอบเพลงสไตล์ Wonderframe มาร่วมฟังเพลย์ลิสต์ Early Noise 2018 ร่วมกันได้แล้ว ซึ่งนอกจากจะได้รู้จัก Wonderframe อย่างลึกซึ้งขึ้นผ่านเพลงฮิตแล้ว เหล่าแฟนเพลงจะยังมีโอกาสได้ฟังเพลงโปรดอื่นๆ ของเธออีกด้วย นอกจากนั้นแล้วคุณจะยังได้รับฟังเสียงตอบรับรวมไปถึงคำถามต่างๆ ในประเด็นที่หลายคนสนใจในตัวศิลปินสาวคนนี้ อย่างเช่น เพลงอะไรที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตเธอ ศิลปินที่เธออยากร่วมงานด้วยคือใคร และอะไรเป็นแรงบันดาลใจเบื้องหลังซิงเกิลล่าสุดอย่าง 555 (ToT)

แม้ว่า Spotify จะเป็นแบรนด์ระดับโลก แต่เราก็มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมวงการเพลงท้องถิ่นของแต่ละประเทศเช่นกัน โดย Spotify จะรวบรวมศิลปินท้องถิ่นจากทุกแนวเพลง ทุกภูมิภาค และทุกยุคทุกสมัย ไปพร้อม ๆ กับเพลงจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองนับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เราเป็นที่นิยมในประเทศไทย Spotify มีความตั้งใจที่จะฉลองอัตลักษณ์ความเป็นไทยและหวังที่จะสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจที่เราทำมาโดยตลอด
เพลย์ลิสต์ศิลปิน Early Noise นั้นได้ถูกรวบรวมโดยใช้ทีมผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีจาก Spotify โดยพวกเขาจะนำข้อมูลการสตรีมเพลงนับล้านเพลงมาวิเคราะห์ จนทำให้ Spotify สามารถระบุศิลปินที่มีพรสวรรค์ได้อย่างแม่นยำ สำหรับเกณฑ์ในการคัดเลือกประกอบไปด้วย
- ศิลปินที่มีเพลงปรากฏบน Viral Charts ของ Spotify ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดว่าเพลงนั้นๆ ได้รับความนิยมและถูกแชร์ระหว่างเพื่อนๆ
- ศิลปินที่เพลงเริ่มปรากฏบน Fresh Finds รวมไปถึง Release Radar ของ Spotify โดยเพลย์ลิสต์ทั้งสองนั้นมีการอัพเดทรายสัปดาห์ซึ่งช่วยในการระบุศิลปินหน้าใหม่ที่สร้างกระแสออนไลน์ได้อย่างน่าสนใจ
- จำนวนของคนฟังที่ค้นพบศิลปิน ผ่านเพลย์ลิสต์ส่วนตัวหรือผ่านคอนเทนต์ที่ Spotify ทำ
และเพื่อตอบรับความทุ่มเทและเฉลิมฉลองการเข้าไปถึงประเทศนั้นๆ Spotify จึงได้เลือก Wonderframe เป็นศิลปินท้องถิ่นคนแรกที่จะได้อยู่บนเพลย์ลิสต์ Early Noise 2018
ยกระดับการเทรนนิ่งกับ “The UA Perpetual Series” เสื้อผ้าเทรนนิ่งระดับพรีเมี่ยม ยืดขยายรับทุกการเคลื่อนไหว
วันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561 – Under Armour (อันเดอร์ อาร์เมอร์) ผู้นำด้านนวัตกรรมชุดกีฬาไฮเพอร์ฟอร์มานซ์ เปิดตัวชุดกีฬากลุ่มเทรนนิ่งระดับพรีเมี่ยม The UA Perpetual Series ที่กลั่นกรองจากความเชี่ยวชาญในการผลิตเสื้อผ้ากีฬาสำหรับการเทรนนิ่งที่มีนวัตกรรมสุดล้ำมากว่า 20 ปี ภายใต้ความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตั้งแต่เส้นใยผ้าที่พัฒนาขึ้นพิเศษเพื่อความสบายสูงสุด รองรับความยืดหยุ่นได้ทุกระดับ ไปจนถึงการดีไซน์ที่ล้ำสมัย ช่วยยกระดับประสิทธิภาพเทรนนิ่งไปอีกขั้น
คอลเลคชั่น The UA Perpetual Series ไม่ว่าจะดีไซน์แบบ Loose แบบ Fitted พอดีตัว หรือเสื้อผ้ารัดกล้ามเนื้อ Compression ผลิตขึ้นเพื่อให้ความสบายสูงสุดช่วยเพิ่มศักยภาพการเทรนนิ่งของผู้สวมใส่ เนื้อผ้าสินค้าคอลเลคชั่นนี้มีคุณสมบัติระบายอากาศดีที่สุดของ Under Amour ให้ความรู้สึกเบาสบายแต่ทนทาน นอกจากนี้เนื้อผ้ายังซึมซับเหงื่อได้ดีและแห้งไวสวมใส่สบายได้ตลอดทั้งวัน
The UA Perpetual Series ผลิตจากเส้นใยผ้าพิเศษผ้าที่ยืดรับกับสรีระของผู้สวมใส่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายช่วยให้สามารถขยับร่างกายได้มากและนานมากยิ่งขึ้น ถูกออกแบบมาให้มีความสามารถยืดได้ถึง 4 ทิศ รองรับการเคลื่อนไหวรอบทิศทาง เพิ่มขีดความสามารถในการออกกำลังกายของคุณ

ไม่มองข้ามแม้รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ สำหรับคอลเลคชั่น The UA Perpetual Series เพราะทุกองค์ประกอบถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกาย เช่น การเจาะรูสำหรับสอดนิ้วโป้งที่ปลายแขนเสื้อเพื่อยึดแขนเสื้อให้อยู่กับที่ หรือแถบตาข่ายและการเจาะรูโดยใช้เลเซอร์ที่ช่วยเพิ่มการระบายอากาศเพิ่มความสบายในทุกท่วงท่า โดยคอลเลคชั่นนี้ผสมผสานดีไซน์ที่ล้ำสมัย เช่นเพิ่มดีเทลล์ผ่าด้านข้าง การจัดชายผ้าที่ไม่เท่ากัน และคัตเอ้าท์ด้านหลัง เพิ่มประสิทธิภาพการออกกำลังกายและสไตล์ที่ดูดีในขณะเดียวกัน
คอลเลคชั่น The UA Perpetual Series วางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ Under Armour สาขาสยามเซ็นเตอร์ เท่านั้น ในราคาเริ่มต้นที่ 1,990 ถึง 4,690 บาท ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2561 เป็นต้นไป
อัพเดตข้อมูลสินค้าและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.underarmour.co.th หรือ Facebook/UnderArmourThailand หรือ อินสตาแกรม @UnderArmourTH
ยืนยันปี 2019 ปอร์เช่เข้าร่วมการแข่งขัน Formula E พร้อมเปิดตัวรถสปอร์ต Mission E รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่
สหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ Fédération Internationale de l’Automobile (FIA) ให้การรับรองและยืนยันสถานะการเข้าร่วมการแข่งขัน Formula E ของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ปอร์เช่เป็นที่เรียบร้อย นั่นหมายความว่าทีมแข่งจากโรงงาน Weissach จะสามารถดำเนินการวิจัยและพัฒนาระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ของตนได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผ่านข้อกำหนดในปี 2019 ที่กำลังจะมาถึง ดังที่ได้เคยแถลงข่าวไปในช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2017 ปอร์เช่ได้จัดเตรียมแผนงานสำหรับเข้าร่วมในรายการแข่งขันรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทางเรียบนับตั้งแต่ฤดู กาลที่ 6 ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2019 เป็นต้นไป
“ด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมานั้น เห็นได้ชัดว่า FIA และ Alejandro Agag ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยม” ข้างต้นคือคำกล่าวของ Fritz Enzinger รองประธานกรรมการของปอร์เช่ ผู้ได้รับมอบหมายให้ควบคุมโครงการ Formula E “ในระหว่างการพัฒนา เรายังได้รับโอกาสอันดีที่จะนำรถของเราเข้าร่วมการแข่งขันบนสนามเพื่อวัดสมรรถนะกับบรรดา รถยนต์จากผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกมากมายหลายแห่ง”
ผลสืบเนื่องจากความสำเร็จของโครงการรถแข่ง Le Mans Prototype 919 Hybrid ทำให้ Andreas Seidl ยังคงได้รับความ ไว้วางใจให้ดูแลรับผิดชอบการพัฒนาด้านเทคนิคและการดำเนินโครงการ Formula E “ทุกความเป็นไปได้และประสิทธิ ภาพที่เกิดขึ้นจากยานพาหนะพลังงานไฟฟ้ากำลังเป็นหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงอยู่เสมอที่ปอร์เช่ในขณะนี้” Seidl ชี้แจงต่อไปว่า “บรรดาวิศวกรของเราได้เริ่มเจาะลึกลงไปในทุกรายละเอียด สิ่งที่จะตามมาในไม่ช้าคือผลลัพธ์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจเราแทบ ทนรอไม่ไหวที่จะได้พบกับรถแข่งคันแรกของเราและทดสอบระบบขับเคลื่อนที่เราทำการติดตั้งก่อนปี 2019 จะมาถึง ในส่วน ของนักแข่งรุ่นใหม่นั้น พวกเขาจะปรากฏตัวขึ้นในระหว่างการแข่งขัน Formula E ที่เจนีวา ช่วงก่อนเดือนมีนาคม แน่นอน ว่ามันจะเป็นงานเปิดตัวที่ยอดเยี่ยมอย่างยิ่ง”
ในการแข่งขัน Formula E สิ่งที่ถูกกำหนดมาจากผู้จัดคือโครงสร้างตัวถังและช่วงล่างรวมถึงแบตเตอรี่ สำหรับ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ในระบบขับเคลื่อนทั้งหมด แต่ละโรงงานจะเป็นผู้ผลิตและพัฒนาขึ้นด้วยตนเองนับเป็นโอกาสอันดีของ ปอร์เช่ในการค้นคว้าทดลองเพื่อวิเคราะห์หาคำตอบของเทคโนโลยีอันเป็นหัวใจสำคัญ อาทิ มอเตอร์ไฟฟ้า ชุดอินเวอร์เตอร์ ระบบเบรกแบบไร้สายหรือ brake-by-wire ระบบเกียร์ เฟืองท้าย เพลาขับ ตัวถังโมโนค็อก
ชิ้นส่วนของระบบ ช่วงล่างซึ่งได้รับการติดตั้งเข้ากับเพลาหลัง รวมทั้งระบบระบายความร้อนและกล่องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ECU ประสิทธิภาพในการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าของระบบขับเคลื่อนนั้น ไม่ได้มีบทบาทสำคัญต่อผลการแข่งขันที่เหล่าบรรดา ทีมโรงงานผู้ผลิตรถยนต์ระดับชั้นนำของโลกต่างพากันทุ่มเทคิดค้นขึ้นเท่านั้น แต่มันยังมีความหมายอย่างยิ่งต่อทิศทางใน การพัฒนายานพาหนะพลังงานไฟฟ้าที่ใช้บนถนนสาธารณะเช่นเดียวกัน
การเข้าร่วมการแข่งขันรายการ Formula E ของปอร์เช่ในปี 2019 ประจวบเหมาะเป็นช่วงเวลาเดียวกับการ ปรากฏโฉมเพื่อวางจำหน่ายครั้งแรกในเวอร์ชั่นผลิตจริงของรถยนต์ต้นแบบ มิชชั่น อี (Mission E) ซึ่งนับเป็นรถยนต์ พลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบคันแรกของปอร์เช่ รถสปอร์ตคันดังกล่าวจะได้รับการติดตั้งนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำอนาคต มากมาย จนแทบจะเรียกได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในรถระดับเดียวกัน นอกจากนี้ปอร์เช่ยังได้ลงทุนวิจัยในโครงการยานพาหนะ พลังงานไฟฟ้าด้วยเม็ดเงินมากกว่า 6,000 ล้านยูโรตั้งแต่ปัจจุบันจนกระทั่งสิ้นปี 2022
เชฟโรเลตนำเสนอจุดตรวจเช็ครถเคลื่อนที่ เพิ่มความสะดวก และความอุ่นใจแก่ลูกค้า จากผู้ชำนาญด้านเทคนิคโปรแกรมเชฟโรเลต คอมพลีท แคร์
“รู้สึกดีและอบอุ่นใจที่เชฟโรเลตใส่ใจลูกค้า อยากให้โปรแกรมดีๆ แบบนี้มีต่อไป ปกติมีไปเปลี่ยนน้ำมันเครื่องที่ศูนย์และนำรถไปเช็คบ้าง แต่ไม่ได้เข้าบ่อย ถ้าช่วงเทศกาลมีกิจกรรมที่ดีแบบนี้น่าจะทำให้ลูกค้าสนใจมากขึ้น” นายคำพัน จันแดง เจ้าของรถเชฟโรเลต โคโลราโด กล่าว
โปรแกรมตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนเดินทาง โดยศูนย์บริการเคลื่อนที่ของเชฟโรเลตนี้ คือส่วนหนึ่งของโปรแกรมเชฟโรเลต คอมพลีท แคร์ซึ่งประกอบด้วยบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง การรับประกัน 3 ปี หรือ 100,000 กม. ศูนย์บริการเคลื่อนที่เชฟวี่ โมบาย เซอร์วิส ศูนย์บริการโทร. 1734 และเชฟวี่ พลัสนอกจากนี้ลูกค้าที่นำรถเข้ามารับบริการ ยังได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ จากเชฟวี่พลัสระหว่างนำรถเข้ารับการตรวจเช็ค ได้แก่ อาหารว่าง เครื่องดื่มและของที่ระลึกฟรี
เชฟโรเลต แนะนำให้ลูกค้าทำการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ก่อนใช้งานอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องเดินทางในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นระยะทางไกล อีกทั้งสภาพการจราจรที่ติดขัด สภาพอากาศร้อนบนท้องถนน และสภาพถนนที่ไม่แน่นอน อาจเป็นสาเหตุให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก
นายทศพล จรัสสิทธิผล เจ้าของรถเชฟโรเลต โซนิค กล่าวว่า “ผมรู้สึกดีใจมากที่มีโปรแกรมนี้ ปกติผมนำรถเข้าตรวจเช็คสภาพที่ศูนย์เป็นประจำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่มีเทศกาลหรือไม่มีเทศกาลก็ตาม ยิ่งเชฟโรเลตจัดกิจกรรมแบบนี้ยิ่งโอเคมาก ผมอยากจะให้จัดตามเส้นทางหลักและเส้นทางรองด้วย เผื่อลูกค้าเข้าไปเส้นทางเลี่ยงแล้วรถเสีย ถ้ามาบริการตรงนั้นลูกค้าจะรู้สึกดีมาก เป็นกิจกรรมที่ดีมากครับ”
นางสาวอุณา ตัน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและประสบการณ์ลูกค้า เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทยกล่าวว่า “โครงการเช็คความพร้อมก่อนเดินทาง วางใจเชฟโรเลตประจำปี 2561 (Summer Drive 2018) ที่ทางเชฟโรเลตจัดบริการทั้งที่จุดบริการเคลื่อนที่เชฟโรเลต โมบาย เซอร์วิส และที่ศูนย์บริการเชฟโรเลตทั่วประเทศนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโปรแกรมเชฟโรเลต คอมพลีท แคร์ ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าและแสดงให้เห็นว่าเราใส่ใจอย่างแท้จริง เพราะความปลอดภัยและความพึงพอใจของลูกค้ามีความสำคัญสำหรับเรามากที่สุด”
ฮอนด้า ชวนลูกค้าเอชอาร์-วี ร่วมเวิร์กช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ในกิจกรรม “GET Away Out by Honda HR-V” #FREE

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้
โดยส่งภาพถ่ายของคุณกับฮอนด้า เอชอาร์-วี พร้อมบอกเล่าความเป็นเอชอาร์-วีในแบบที่คุณเป็น
มาที่ www.honda.co.th/getawayoutbyhondahrv ตั้งแต่วันนี้ – 23 เมษายน 2561
รับจำนวนจำกัดเพียง 10 คันเท่านั้น (1 คัน รับสิทธิ 2 ท่าน ต่อ 1 ห้องพัก) โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีในวันที่
25 เมษายน 2561 ผ่านทาง www.honda.co.th ติดตามเงื่อนไขและรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ www.honda.co.th/getawayoutbyhondahrv


