เที่ยงนี้กินไรดี Sushi Cat กันมั้ยละ!













All New Volvo XC60 D4 AWD! ขับเคลื่อนเพื่อตอบทุกสภาพความรู้สึก!
รถหลากหลายรุ่นอาจมุ่งตอบคำถามเรื่องความสะดวกสบาย รถหลากหลายรุ่นต่างมุ่งเน้นประสิทธิภาพการขับขี่ และรถอีกจำนวนไม่น้อยเน้นให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัย แต่ไม่มีรถยี่ห้อไหนใส่ส่วนผสมทั้งหมดได้อย่างกลมกลืนและลงตัว รวมถึงให้ความรู้สึกมั่นใจในการขับขี่เท่ากับรถสัญชาติสวีเดนในนามวอลโว่ ที่ยังคงเส้นคงวาในเรื่องคุณสมบัติดังกล่าวตั้งแต่ค.ศ.1927 และสืบต่อมาถึงปัจจุบัน
เช่นเดียวกับยานยนต์อเนกประสงค์ขนาดกลางระดับพรีเมียม วอลโว XC60 D4 AWD รุ่นล่าสุด ที่ถูกออกแบบใหม่ในทุกรายละเอียด ด้วยดีไซน์อันหรูหราและสง่างาม รวมถึงจะกลายเป็นนิยามแห่งความเร้าใจในการขับขี่แห่งอนาคต โดยในความโค้งมนและกลมกลืนจากหัวจรดท้าย ถูกใส่ใจในรายละเอียดด้วยไฟคู่หน้า ที่เพียบพร้อมด้วยไฟสูง ไฟต่ำ และส่องสว่างเวลากลางวันทรงค้อนธอร์ ลากปลายด้ามทั้งสองไปติดกระจังหน้าอันโดดเด่น สอดรับกับไฟท้ายคู่หลังแนวตั้งเอกลักษณ์ของวอลโว่
ส่วนภายในเรียบหรูสอดรับกับการออกแบบภายนอกสไตล์สแกนดิเนเวียน เฉดเทา-ดำถูกนำมาใช้ไล่เรียงไปตามส่วนต่างๆ ภายในห้องโดยสาร ก่อนจะตกแต่งเส้นขอบ เส้นกรอบ หรือตกแต่งเส้นสายต่างๆ ด้วยวัสดุโลหะมันวาว
มีการติดตั้งเทคโนโลยี Sensus Connect เพื่อเชื่อมต่อการทำงานของ Apple CarPlay และอุปกรณ์ที่ทำงานบนระบบปฎิบัติการ iOS เข้ากับซอฟต์แวร์ของรถยนต์ พร้อมรองรับฟังก์ชันการควบคุมด้วยเสียง
นอกจากสามารถสั่งการทำงานของรถยนต์ผ่านพวงมาลัยสามก้านแบบมัลติฟังก์ชั่นแล้ว จอทัชสกรีนบนคอนโซลกลางขนาด 9 นิ้ว คือศูนย์รวมการบังคับและควบคุมระบบต่างๆ ส่วนใหญ่ มีการตอบสนองการสัมผัสอย่างฉับไวและมีหน้าจอคล้ายคลึงกันกับไอแพด ส่งผลให้สามารถใช้งานได้ง่ายและลดปุ่มบังคับและควบคุมบนคอนโซลออกไปได้มาก ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง ระบบเครื่องเสียง และระบบปรับอากาศ เป็นต้น

คุณอาจต้องปรับความเคยชินเล็กน้อยกับปุ่มสตาร์ทและหยุดเครื่องยนต์ ที่เป็นปุ่มทรงกลมใต้คันเกียร์ขนาดกระทัดรัด แบบใช้สองนิ้วจับและบิดหมุนไปทางขวาแล้วปล่อย เพื่อเริ่มต้นการทำงาน ส่วนเมื่อจะดับเครื่องยนต์ก็ให้บิดหมุนซ้ำไปทางขวาเช่นกัน รวมถึงปุ่มปรับเปลี่ยนโหมดในการขับขี่ให้เหมาะสมตามความต้องการ ซึ่งเป็นลูกกลิ้งให้เลื่อนขึ้น-ลงเพื่อเลือกรูปแบบการขับขี่อย่างง่ายดาย
All New Volvo XC60 D4 AWD มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบ พร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที ให้กำลังแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที โดยมอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 8.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อย CO2 เพียง 146 กรัมต่อกิโลเมตร

ยิ่งไปกว่านั้น รถอเนกประสงค์ขนาดกลางระดับพรีเมียมคันนี้ ยังเพียบพร้อมด้วยระบบความปลอดภัยใหม่ นอกเหนือจากระบบมาตรฐานที่มีมา ทั้ง City Safty System ที่เพิ่มระบบควบคุมการเลี้ยว (Steering Support) ช่วยหลีกเลี่ยงการปะทะสิ่งกีดขวางตรงหน้า ระบบ Oncoming Lane Mitigation ที่จะเตือนหากนำรถออกนอกช่องทาง ก่อนจะนำรถกลับสู่ช่องทางตามปกติ เพื่อออกจากช่องทางรถสวน และเพิ่ม Steer Assist ในระบบการแจ้งเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Information System) เพื่อหักเลี้ยวรถออกจากการปะทะ หากมีรถคันอื่นพุ่งขึ้นมาจากทางด้านหลัง (อยู่ในจุดบอด)
ด้วยคุณสมบัติเบื้องต้นทั้งหมด ซึ่งมาพร้อมกับค่าตัวราคาเดียวคือ 3.09 ล้านบาทไม่ขาดไม่เกิน บอกได้เลยว่า ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้แรงหรือหนักหนาใดๆ เลยสักนิด เมื่อพิจารณาถึงโฉมหน้าและภายในรถยนต์แบบใหม่หมดจดถอดด้าม สมรรถนะและประสิทธิภาพการขับขี่ที่ดีเกินคาด รวมถึงระบบความปลอดภัยเต็มพิกัดและก้าวล้ำหน้าเกินกว่ายานยนต์บนท้องถนนใดๆ จะสามารถทำได้
เรื่องโดย : สิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย จับมือกับ “อเล็กซ์ เฟส” ศิลปินกราฟิตี้แถวหน้าของเมืองไทย สร้างสรรค์ “GLA Millennials’Voices’Edition”
วันนี้เป็นอีกวันที่เราได้มีโอกาสได้มานั่งพูดคุยกับ Alex Face ศิลปินกราฟิตี้แถวหน้าของเมืองไทยกันแบบใกล้ชิดจากคำชวนจากทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ด้วยเล็งเห็นว่าผมนั้นเป็นติ่ง Alex Face เรารับคำทันทีแบบไม่รอช้า หลายๆ คนคงจะพอทราบกันอย่แล้วว่าที่มาของเจ้า “เด็กสามตาในชุดขนสัตว์” ที่เราเห็นกันจนคุ้นตาทั่วบ้านทั่วเมืองเป็นผลงานของ Alex Face ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากลูกสาวเมื่อครั้งยังเล็ก โดยมีการวาดใบหน้าให้สะท้อนความรู้สึกเศร้า กังวล และไม่ปลอดภัย

ส่วนตาดวงที่สามนั้นมักจะออกแบบให้หันมองไปอีกทางเพื่อต้องการให้รู้สึกถึงการคุ้มครองให้พ้นจากอันตราย ซึ่งเป็นการนำความเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็นมาสื่อความหมาย
ล่าสุด Alex Face ได้นำคาแร็คเตอร์นี้มาสร้างสรรค์ผลงานกราฟิตี้บนรถยนต์ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ได้สร้างสรรค์ผลงานลงบนรถยนต์ ที่สวยงามล้ำสมัย และความน่าสนใจและท้าทายของแคมเปญ #GrowupLikeThis คือโจทย์ที่ต้องการให้ออกแบบลายเพ้นท์ที่สื่อถึงตัวตนและความคิดของคนรุ่นใหม่
Alex Face ได้เอาโจทย์ที่ได้มาตีความโดยออกตระเวนสำรวจผลงานสตรีทอาร์ทและกราฟิตี้ทั่วกรุงเทพฯ เพราะเป็นสังคมที่ตัวเองคุ้นเคยที่สุด เพื่อดูว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะที่จริงแล้วคนยุคนี้กำลังพยายามสื่อสารอะไรกับสังคม จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานบนรถคันนี้จนเป็น “GLA Millennials’Voices’Edition” ซึ่งเป็นเสมือนกระบอกเสียงของ คนรุ่นใหม่ (Voice of the Generation)
Alex Face เล่าให้เราฟังถึงเรื่องดวงตาหลากสีที่อยู่รอบคันรถ เค้าสื่อถึงความหลากหลายของเชื้อชาติ และการยอมรับที่จะอยู่ร่วมกัน รับฟังกัน และพร้อมที่จะช่วยกันขับเคลื่อนสังคมไปด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนแนวคิดเรื่องความเท่าเทียม การให้เกียรติในการแสดงออกทางความคิด การเคารพในความคิดหรือความเห็นที่แตกต่างกัน การเข้าใจและมองรอบด้านของกระบวนความคิดมนุษย์
รวมไปถึงความเท่าเทียมกันในการแสดงออกทางความคิด สรุปคือต้องการสื่อถึงเรื่องความแตกต่าง ทั้งนั้นเรื่อง ชนชาติ และแนวความคิด แม้จะมีความแตกต่างแต่ไม่อยากให้แตกแยก และให้เกียรติซึ่งกันและกัน
นอกจากการจัดงาน “#GrowupLikeThis” แล้ว เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังได้วางแผนจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อโปรโมทแคมเปญฯ อาทิ การจัดทำวิดีโอคอนเท้นท์ บอกเล่าเรื่องราวแรงบันดาลใจของอเล็กซ์ เฟสในการสร้างสรรค์ผลงาน GLA Millennials’Voices’Edition เผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย
รวมทั้งการจัดแสดงรถยนต์ “GLA Millennials’Voices’Edition” และผลงานภาพถ่ายของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 39 โดยสามารถติดตามข่าวสารของแคมเปญฯ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ทั้งช่องทาง FB : MercedesBenzThailand และ IG : mercedesbenzthailand


“Grow up.” คนรุ่นใหม่ไร้ขีดจำกัดไปกับ “เมอร์เซเดส-เบนซ์”
ในปี 2018 เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทำการสื่อสารผ่านแคมเปญ “Grow up.” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้และการมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับกลุ่มคนมิลเลนเนียล ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างแคมเปญเพื่อนำเสนอรถยนต์กลุ่ม Compact Car กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ในรูปแบบที่แตกต่าง จากการสื่อสารในรูปแบบเดิมๆ
“Grow up.” ถือเป็นแคมเปญที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ใช้เพื่อ สร้างอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ในสายตาผู้บริโภคทั้งด้านความทันสมัย ด้านภาพลักษณ์ที่ก้าวล้ำ และด้านการพัฒนาอย่างไร้ขีดจำกัด สำหรับประเทศไทยได้นำแนวคิด “Define Your Own Ways” มาสื่อสารและใช้ชื่อแคมเปญว่า “#GrowupLikeThis” โดยใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายผ่านสื่อสังคมออนไลน์
โปรเจ็คท์ #GrowupLikeThis นั้นเกิดจากการนำอินไซท์ของกลุ่มคนมิลเลนเนียลที่มีความเชื่อมั่นในศักยภาพตนเองสูงโดยเฉพาะใน “ความเป็นผู้ใหญ่” ที่ชอบแสดงความคิดและทัศนคติในแบบของตัวเองแต่ในบางครั้งสิ่งเหล่านี้มักถูกคนในสังคมมองข้ามไป ด้วยเหตุนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงต้องการออกมาสนับสนุนให้กลุ่มคนเหล่านี้กล้าที่จะลุกขึ้นมาบอกสิ่งที่ตัวเองคิด แสดงตัวตนในแบบของตัวเอง ไม่ตีกรอบให้ชีวิตและพร้อมจะเติบโตในทางที่ตัวเองเลือก
โดยได้สร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมาสองกิจกรรมด้วยกันคือ “GLA Car Paint x Alex Face” และ “Grow up. Define Your Own Ways Photoshoot” โดยทางบริษัทฯ ได้เลือกรถยนต์ในกลุ่ม The GLA คอมแพ็คคาร์ที่เป็นเสมือนตัวแทนของ คนรุ่นใหม่ (Car of the Generation) ซึ่งรถยนต์รุ่นดังกล่าวมี ความโดดเด่นด้านดีไซน์สไตล์คอมแพ็ค ที่สะท้อนความโฉบเฉี่ยว ล้ำสมัยและสนุกสนาน ของไลฟ์สไตล์คนยุคมิลเลนเนียลได้เป็นอย่างดี
“GLA Car Paint x Alex Face” คือโปรเจ็คท์ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือกับ “อเล็กซ์ เฟส” (Alex Face) หรือ “พัชรพล แตงรื่น” ศิลปินกราฟิตี้ชื่อดังของเมืองไทยสร้างสรรค์ผลงาน “GLA Millennials’Voices’Edition” ด้วยการเพ้นท์ลายกราฟิตี้ลงบน Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic เพื่อเป็นเหมือนกระบอกเสียงให้กับคนยุคมิลเลนเนียลในการแสดงออก ทางความคิดและมุมมองการใช้ชีวิตของพวกเขา โดยถ่ายทอดแรงบันดาลใจผ่านคาแรคเตอร์ “เด็กน้อยสามตาหน้าบึ้ง” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวของ Alex Face
นอกจาก “GLA Car Paint x Alex Face” ยังมีกิจกรรมประกวดผลงานภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียภายใต้ชื่อ Grow up. Define Your Own Way Photoshoot Contest โดยมี 5 ช่างภาพหนุ่มรุ่นใหม่ที่หลงใหลในการถ่ายภาพและมีสไตล์การเล่าเรื่องผ่านเลนส์ได้อย่างน่าสนใจ ซึ่งโจทย์ที่แต่ละคนได้รับคือ ถ่ายภาพรถยนต์ Mercedes-Benz GLA โดยสะท้อนมุมมองที่สื่อถึงความทันสมัย มีเอกลักษณ์ และความเป็นตัวของตัวเอง สอดคล้องกับภาพลักษณ์รถยนต์กลุ่ม Compact Car ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมทั้งโพสต์ผลงานภาพถ่ายบนช่องทางอินสตาแกรมของตัวเอง ทั้งนี้ ผลงานของผู้ชนะจะได้รับการเผยแพร่บนช่องทางโซเชียลมีเดียของเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย)

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ยังได้เตรียมการจัดแสดงรถยนต์ “GLA Millennials’Voices’Edition” และผลงานภาพถ่ายของผู้เข้าแข่งขันทั้ง 5 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ โชว์ ครั้งที่ 39 โดยสามารถติดตามข่าวสารของแคมเปญฯผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้ทั้งช่องทาง FB : MercedesBenzThailand และ IG : mercedesbenzthailand

จักรินทร์ มูลมานัส ผู้มีผลงานเข้าตากรรมการที่สุดจากกิจกรรม Grow up. Define Your Own Ways
จักรินทร์ มูลมานัส (@jkrnn) ช่างภาพหนุ่มไฟแรง ผู้ชนะการประกวดถ่ายภาพ “Grow up. Define Your Own Ways” ติม ชายหนุ่มผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม อาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในเมืองโดย “ติม” เลือกที่จะถ่ายในช่วงเวลากลางคืน ด้วยเหตุผลที่ว่าแม้ในเวลากลางคืนจะเงียบสงบแต่กรุงเทพฯ นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งแสงสี ทำให้ในความเงียบสงบนั้นมีความสวยงามซ้อนอยู่ ด้วยเหตุนี้ภาพที่”ติม” ถ่ายทอดออกมาจึงมีเรื่องราวและความสวยงามของสถานที่ต่างๆ ในมุมมองที่คนทั่วไปไม่เคยเห็นหรือเป็นมุมมองที่แปลกตาออกไป ต่างกับช่วงเวลากลางวันที่เราคุ้นเคย

“ติม” เติบโตมาในยุคของอินสตาแกรม หรือที่หลายคนเรียนจนคุ้นปากว่า IG “ติม”เริ่มต้นการถ่ายภาพจากมือถือ และอัพโหลดลงบนโซเชียลมีเดียส่วนตัวเหมือนหลายๆ คน แต่เมื่อได้มีโอกาสในการถ่ายภาพอย่างจริงจังเมื่อตอนที่ศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำให้ “ติม” ตกหลุมรักเสน่ห์ของการเก็บความรู้สึก และความทรงจำผ่านภาพถ่าย ก่อนที่จะค้นพบว่า ตนเองชื่นชอบการถ่ายภาพบ้านเมือง และสถาปัตยกรรม เพราะทำให้ได้ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ
ล่าสุด “ติม” ได้รับการตัดสินให้เป็นผู้ชนะในกิจกรรมการประกวดภาพถ่ายบนโซเชียลมีเดียโครงการ “Grow up. Define Your Own Ways” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จัดขึ้นในโปรเจ็คท์ #GrowupLikeThis ภายใต้แคมเปญระดับโลก “Grow up.”

ซึ่งการประกวดครั้งนี้เป็นการประชันฝีมือการถ่ายภาพของ 5 ช่างภาพหนุ่มรุ่นใหม่ที่หลงใหลในการถ่ายภาพและมีสไตล์ของตนเองในการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายได้อย่างน่าสนใจ โดยมีโจทย์ในการแข่งขันคือ ถ่ายภาพรถยนต์ Mercedes-Benz GLA โดยสะท้อนมุมมองที่สื่อถึง ความทันสมัย มีเอกลักษณ์ และความเป็น ตัวของตัวเอง สอดคล้องกับภาพลักษณ์รถยนต์กลุ่ม Compact Car ของเมอร์เซเดส-เบนซ์

ผลงานของผู้ชนะจะได้รับการเผยแพร่บนช่องทางโซเชียลมีเดียของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ส่วนผลงานทั้งหมดของผู้ร่วมประกวดสามารถติดตามชมได้ทางอินสตาแกรมของผู้ร่วมประกวดเอง ซึ่งมีความน่าสนใจไม่แพ้กัน

Yamaha Thailand Racing Team กดเวลายืนหัวแถวช่วง Pre-Season Test ก่อนศึกชิงแชมป์เอเชีย 2018
ขุนพลนักบิด Yamaha Thailand Racing Team โชว์ความพร้อมแบบเต็มพิกัด ด้วยการกดเวลาในช่วงโปรแกรม Pre-Season Test ของศึกชิงแชมป์เอเชีย รายการ FIM Asia Road Racing Championship 2018 ยืนในกลุ่มหัวแถว
โดยในรุ่น Asia Production 250 cc ตี – อนุภาพ ซามูล #500 ทำเวลาต่อรอบดีที่สุดอยู่ที่ 1’52.938 นาที รั้งตำแหน่งผู้นำเวลาได้สำเร็จ
ส่วนเพื่อนร่วมทีมอย่าง ฟอง – คณาฑัต ใจมั่น #90 ทำเวลาต่อรอบดีที่สุด อยู่ที่ 1’53.957 นาที
ต๋ง – พีรพงศ์ บุญเลิศ #45 ทำเวลาต่อรอบดีที่สุดอยู่ที่ 1’54.128 นาที
ในรุ่น SuperSports 600 cc ตั้น – เดชา ไกรศาสตร์ #24 ทำเวลาต่อรอบดีที่สุดอยู่ที่ 1’38.839 นาที รั้งอยู่อันดับ 2

และ โฟลท – รัฐพงษ์ วิไลโรจน์ #56 ทำเวลาต่อรอบดีที่สุดอยู่ที่ 1’39.303 นาที ซึ่งถือเป็นเวลาที่ดีที่สุดที่เคยทำในการขี่ที่สนาม ช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต
โดยโปรแกรม Pre-Season Test จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ก่อนที่จะระเบิดศึกชิงแชมป์เอเชีย รายการ FIM Asia Road Racing Championship 2018 สนามที่ 1 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 มีนาคม 2561 ณ สนามช้าง อินเตอร์ เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ประเทศไทย
แฟนมอเตอร์สปอร์ตชาวไทยสามารถติดตามผลงาน และร่วมส่งกำลังใจให้ทัพนักบิด Yamaha Thailand Racing Team ในการคว้าบัลลังก์ “แชมป์เอเชีย” ในปีนี้ได้ผ่านทาง Facebook : Yamaha Thailand Racing Team และ Yamaha Society Thailand
อาดิดาส เพิ่มพลังการวิ่งอย่างไร้ขีดจำกัดกับ “อัลตร้าบูสท์ เอ็กซ์” และ “อัลตร้าบูสท์” ที่มีการถักทอไพร์มนิตแบบใหม่ล่าสุด
สำหรับรองเท้าวิ่ง UltraBOOST X ได้รับกระแสความนิยมอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้หญิงยุคใหม่มาในสีใหม่ล่าสุด สีเทาผสมสีฟ้าอ่อน ตัวรองเท้าได้ถูกดีไซน์ไม่มี Cage เพื่อให้ใส่สบายมากยิ่งขึ้นซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่น UltraBOOST Uncaged และ adizero Sub2 พร้อมส่วน Adaptive Arch ที่ใช้เทคโนโลยีผ้าทอไพร์มนิตเพื่อห่อหุ้มและกระชับรูปเท้า นอกจากนี้ตัวพื้นรองเท้ายังใช้วัสดุ BOOST™ ที่ให้คุณสมบัติในการรองรับแรงการกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม พร้อม Sculpted Heel Counter ในแบบ 3D ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อล็อกในส่วนของส้นรองเท้าให้มั่นคงกระชับในทุกๆ ก้าวของการวิ่ง
ส่วน อัลตร้าบูสท์ มาใน 2 สีใหม่ สีแดงและสีดำเทา ซึ่งตัวรองเท้าได้รับการดีไชน์ใหม่โดย เพิ่มรูระบายอากาศให้อยู่เหนือส่วนที่เหงื่อออกมากที่สุดนั่นก็คือ เท้าส่วนหน้าและด้านข้าง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากอัลตร้าบูสท์รุ่นก่อนหน้านี้ พร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของ PrimeKnit เพื่อปรับรูปทรงรองเท้าให้กระชับมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ตัวโครงสร้างยังมาในรูปแบบ Fit Counter เพื่อซัพพอร์ทส่วนเอ็นร้อยหวายเพื่อให้สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัวมากขึ้น ตัวพื้นรองเท้ายังคงเสริมด้วยเทคโนโลยี BOOST™ เพื่อช่วยลดแรงกระแทกและเสริมพลังงานโดยเฉพาะส่วนกลางของฝ่าเท้าในทุกก้าวที่วิ่ง
รองเท้าวิ่ง อัลตร้าบูสท์ เอ็กซ์ (UltraBOOST X) และ อัลตร้าบูสท์ (ULTRABOOST) วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ ในราคา 7,300 บาท และวางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ และอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอแมนซ์ทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้
เผยโฉม All-New BMW M5 ของแรงตัวล่าสุด ก่อนเจอตัวจริงในบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยกระดับสมรรถนะรถยนต์ซีดานหรูไปอีกขั้นสำหรับแฟนๆ ชาวไทย ด้วยการเผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อจากเทคโนโลยี M xDrive เป็นครั้งแรก ในงาน exclusive preview ก่อนเปิดตัวสู่สาธารณชนอย่างเป็นทางการในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 39 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม –
8 เมษายนนี้ ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี
บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ผสานสุดยอดประสิทธิภาพแห่งการขับขี่และเทคโนโลยีล้ำสมัย ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซกเมนต์เดียวกัน โดยบีเอ็มดับเบิลยู M5 เจนเนอเรชั่นที่ 6 นี้ ถือเป็นหนึ่งในรถซีดานสมรรถนะสูงที่ประสบความสำเร็จมากทีสุด ด้วยนวัตกรรมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive ซึ่งจะมาสร้างความเร้าใจในการขับขี่สำหรับแฟนๆ ที่ชอบความเร็ว แรงในการขับขี่
บีเอ็มดับเบิลยู M5 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อน M xDrive มอบ
ประสิทธิภาพความคล่องตัวสูงสุดด้วยการเน้นส่งกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลัง ควบคู่กับการเพิ่มกำลังส่งจากล้อหน้าในกรณีที่พละกำลังขับเคลื่อนจากล้อหลังไม่เพียงพอและต้องการแรงฉุดลากที่เพิ่มขึ้น แม้ในสภาวะการขับขี่ด้วยความเร็วสูง ระบบขับเคลื่อน M xDrive ก็ทำให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ ได้อย่างแม่นยำและง่ายดายยิ่งขึ้น สร้างความพึงพอใจในการขับขี่ตามแบบฉบับ M ได้อย่างเหนือระดับ
นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกตั้งค่าลักษณะการขับได้อย่างหลากหลายตามความต้องการถึง 5 โหมดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับขี่ด้วยระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (หรือ DSC ที่สามารถเลือกเปิดหรือปิดระบบ DSC หรือเลือกการขับขี่ด้วยโหมด M Dynamic) และยังสามารถเลือกการขับขี่ด้วยระบบ M xDrive ซึ่งแบ่งเป็นโหมด 4WD, 4WD Sport และ 2WD รวมทั้งระบบเฟืองท้าย Active M ที่มอบเสถียรภาพการกระจายกำลังอย่างเต็มสมรรถนะ ป้องกันการลื่นไถลเมื่อเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง โดยช่วยลดความแตกต่างของความเร็วรอบระหว่างล้อหลัง

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ความสปอร์ตอันโดดเด่นของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ คือปุ่ม M1 และ M2 สีแดงสองปุ่ม ซึ่งอยู่ติดกับระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับเปลี่ยน
การตั้งค่าระบบต่าง ๆ ตามที่ต้องการได้ถึง 2 แบบเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าระบบ
M xDrive ระบบควบคุมเสถียรภาพแบบไดนามิก (DSC) ระบบเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ ระบบระบายอากาศ ระบบการควบคุมพวงมาลัยไฟฟ้า หรือแม้กระทั่งการตั้งค่ารูปแบบของการแสดงผลบน Head-Up Display
บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์ M TwinPower Turbo แบบ V8 ความจุ 4.4 ลิตร ให้พละกำลังสูงสุด 441 กิโลวัตต์ / 600 แรงม้า ที่ 5,600 – 6,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 750 นิวตันเมตร ที่ 1,800 – 5,600 รอบต่อนาที สามารถเร่งความเร็วจาก 0 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 3.4 วินาที และ 0 – 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 11.1 วินาที โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
เครื่องยนต์อันทรงพลังมาคู่กับเกียร์อัตโนมัติ M Steptronic 8 จังหวะ พร้อมระบบ Drivelogic เพื่อความแม่นยำและรวดเร็วยิ่งขึ้นในการเปลี่ยนเกียร์ อีกทั้งยังให้ตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติในเวลาอันสั้น
บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ เป็นการผสานกันอย่างลงตัวของความสง่างามตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยูซีรี่ส์ 5 และลุคสปอร์ตปราดเปรียวของรถยนต์ในตระกูล M ช่องอากาศด้านหน้าได้รับการออกแบบให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเสริมประสิทธิภาพระบบระบายความร้อนและระบบเบรก ระบบท่อไอเสีย 4 ท่อ ช่วยเสริมความดุดันด้านหลัง และตอกย้ำถึงขุมพลังเครื่องยนต์ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ พร้อมให้เสียงทรงพลังที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ผ่านกลไกวาล์วไอเสียรวม ซึ่งผู้ขับขี่สามารถปรับเสียงให้นุ่มนวลหรือดุดันขึ้นได้ผ่านทางปุ่มควบคุมเสียง
บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ มาพร้อมชุดเบรกในสไตล์ M เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยด้านหน้าเป็นเบรกคาลิเปอร์ M สีน้ำเงิน แบบ 6 ลูกสูบ และด้านหลังเป็นคาลิเปอร์แบบ 1 ลูกสูบลอย ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าเบรกเหล็กหล่อแบบเดิม และยังโดดเด่นด้วยการช่วยลดน้ำหนักใต้สปริง ที่แม้จะมาพร้อมระบบ M xDrive แต่บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่นี้ ก็ยังคงมีน้ำหนักเบากว่าบีเอ็มดับเบิลยู M5 เจนเนอเรชั่นก่อนๆ
ฝากระโปรงหน้าอะลูมิเนียมดีไซน์ M สร้างเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นเฉพาะตัวที่ลากยาวไปตามแนวหลังคาผลิตจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ (CFRP) ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ให้น้ำหนักที่เบาเป็นพิเศษกว่ารุ่นก่อนหน้า แม้จะรวมกับองค์ประกอบอื่น ๆ เช่น ระบบไอเสีย และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ M xDrive แสดงให้เห็นถึงการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันตามหลักอากาศพลศาสตร์
นอกจากนี้ ห้องโดยสารยังได้รับการออกแบบมาโดยคำนึงถึงผู้ขับขี่เป็นสำคัญ ด้วยแผงหน้าปัดที่มีตำแหน่งต่ำลง Control Display แบบลอยตัว และ Head-Up Display ทีมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 70 เปอร์เซ็นต์
อุปกรณ์พื้นฐานอื่น ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ ยังมีล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้ว ลาย Double-spoke เบาะนั่งปรับไฟฟ้าบุด้วยหนังแท้ Merino และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นในสไตล์ M รวมทั้งระบบการบันเทิงและสื่อสารใหม่ล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นฟังก์ชั่นสั่งงานระบบ iDrive ด้วยการเคลื่อนไหวมือ (BMW gesture control) และการเชื่อมต่อและชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย
บีเอ็มดับเบิลยู M5 ใหม่ จะเริ่มเปิดรับจองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2018 ในราคาจำหน่าย 13,339,000 บาท พร้อมแพคเกจ BSI Standard ประกอบด้วยการบริการบำรุงรักษา 3 ปี หรือ 60,000 กม. และการรับประกัน 3 ปีไม่จำกัดระยะทาง
หน้าร้อนนี้เตรียมเท่ไปกับ CORK และ Leather collection ล่าสุดจาก Onitsuka Tiger ที่มากกว่าความสบาย
รองเท้าผ้าใบรุ่น ‘ไทเกอร์ เอมเฮชเอส’ (Tiger MHS) ถูกดัดแปลงมาจากโมเดลคลาสสิคยอดฮิต MEXICO 66 โดยการนำดีไซน์ heel flap ที่ทุกๆคนชื่นชอบจากรุ่น MAXICO 66 มาผสานกับสันรองเท้าที่ทำจากไม้คอร์ก รอยฝีเข็มเย็บมือบนตัวรองเท้าให้เอกลักษณ์ของงานฝีมืออันปราณีต ผสมความขี้เล่นไปในตัว ส้นรองเท้าลายฟันปลาสีทูโทนสลับชั้นแม้ว่าจะดูหนาขึ้นแต่ก็ยังให้ความสบายกับฝ่าเท้า รองเท้า Onitsuka Tiger รุ่น ‘Tiger MHS’ มีวางจำหน่ายสามสีคือสี Cream, Black และสีMarzipan ซึ่งสี Marzipan ถูกออกแบบให้ใช้ได้ในทุกโอกาส
Onisuka Tiger รุ่น ‘จีเอ็สเอ็ม’ (GSM) ซึ่งย่อมาจาก Game Set และ Match โดยได้แรงบันดาลใจในการออกแบบจากรองเท้าเทนนิสสุดวินเทจในสมัยก่อน และเพิ่มความรู้สึกลำลองด้วยแผงหุ้มข้อเท้าลายไม้คอร์ก หนังนูบัคให้สัมผัสที่นุ่มสบาย แถมหนังนูบัคนั้นใส่ยิ่งนานมันจะยิ่งนิ่มสบาย และมีความเก๋ามากขึ้นด้วย การตัดเย็บที่ประณีตและลูกเล่นในดีไซน์ทำให้ Onisuka Tiger รุ่น GSM เป็นรองเท้าที่ดูมีเอกลักษณ์ Onisuka Tiger รุ่น GSM พร้อมวางจำหน่ายสองสี ได้แก่สี ขาว และดำ
รองเท้าอีกรุ่นที่นำมาเปิดตัวกันในคอลเลคชั่นนี้ได้แก่ Onitsuka Tiger รุ่น ‘แอพเพียน’ (APPIAN) รองเท้าที่เกิดมาสำหรับสายมินิมอลลิสต์โดยเฉพาะ เพราะมีดีไซน์เรียบแต่เท่ห์ของรุ่น LAWNSHIP มีดีไซน์เก๋ๆ ด้วยแผงหุ้มข้อเท้าลายไม้คอร์ก รอยฝีเย็บสุดประณีตช่วยทำให้วัสดุที่ต่างขั้วอย่างหนังและไม้คอร์กเข้ากันได้อย่างดี แม้จะดูเรียบง่ายแต่ก็แฝงความสปอร์ตตี้ไว้ในตัว Onitsuka Tiger รุ่น APPIAN วางจำหน่ายสองสีด้วยกันคือ ดำ และ Marzipan
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : www.onitsukatiger.com หรือ www.onitsukatigermagazine.com
หนีฝุ่นพิษ PM2.5 จากกรุงเทพฯ ไปตะลุยดาวอังคารกับ BMW X3 xDrive20d xLine
หลังจากที่ได้เห็นรถยนต์ BMW X3 xDrive20d xLine ตัวจริง เมื่อช่วงปี 2016 ที่ผ่านมา วันนี้ก็มีโอกาสอันดีที่จะได้ไปขับ BMW X3 xDrive20d xLine ในเส้นทางที่แสนท้าทายในโปรเจ็คต์ Mission to Mars ตะลุย X3 บนดาวอังคาร แค่ชื่อก็สร้างความเร้าใจขนาดนี้ ถ้าไปถึงจริงๆ จะตื่นเต้นเร้าใจขนาดไหน
ในช่วงแรกของการเดินทางจะเป็นการเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่อยุธยาเส้นทางในช่วงต้น ผมมีเพื่อนขับไปด้วยทำให้ได้นั่งชิลๆ เล่นนั่นเล่นนี่ใน BMW X3 xDrive20d xLine และสิ่งที่ผมรู้สึกสนุกกับมันมากที่สุดคือระบบ BMW Gesture Control หรือระบบควบคุมผ่านการขยับมือ เราสามารถควบคุมวิทยุ หรือระบบอื่นๆ ได้ด้วยการกวัดแกว่งมือของเราเองดั่งใช้เวทย์มนต์ อันนี้แนะนำว่าถ้าใช้งานจนคล่องจะรู้สึกว่าโคตรดี
หลังจากเดินทางจากกรุงเทพฯ ได้ไม่นานเราก็มาถึงจุดนัดแรก ร้านอาหารริมน้ำ แกรนด์เจ้าพระญา อยุธยา เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าบนดาวอังคารที่เราจะมุ่งหน้าไปมันจะมีอะไรกินอีกมั๊ย
หลังจากนั้นก็เป็นการแนะนำ BMW X3 xDrive20d xLine ในเรื่องของดีไซน์ และสมรรถนะโดยคุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และสุดท้ายก่อนออกเดินทางคุณเบี๊ยด วุฒินันท์ สภาวสุ หัวหน้าทีม BMW instructor ได้มาแนะนำถึงเส้นทาง และด่านทดสอบต่างๆ ที่เราจะต้องเจอกันในวันนี้
บนเส้นทางที่มุ่งหน้าจากร้านอาหารริมน้ำ แกรนด์เจ้าพระญา อยุธยา มุ่งสู่เหมืองหิน จังหวัดสระบุรี ระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตร บนถนนหลวงเราทดลองขับทั้งในโหมด ECO, COMFORT และสุดท้ายมาจบลงที่โหมด SPORT ในโหมดนี้นอกจากความเร้าใจในเรื่องของสีสันหน้าจอที่เปลี่ยนเป็นสีแดงดุดันแล้ว เราจะได้รับรู้ถึงพลังของเครื่อง BMW TwinPower Turbo เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ที่ทำงานประสานเข้ากับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ Steptronic เครื่องยนต์ตัวนี้ให้กำลังสูงสุดที่ 140 กิโลวัตต์ / 190 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 400 นิวตันเมตร ซึ่งจะพาเราพุ่งทะยานไปที่ความเร็วสูงสุด 213 กิโลเมตร/ชั่วโมงได้ไม่ยาก
แต่ในชีวิตจริงแค่เร่งแซงรถบรรทุกพ่วงจากความเร็ว 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง ไปที่ความเร็ว 120 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาแค่ไม่กี่วินาทีก็เพียงพอแล้ว ช่วงล่างของ BMW X3 xDrive20d xLine ด้านหน้าใช้แบบ Double-joint spring strut axle วัสดุอลูมิเนียม ส่วนด้านหลังเป็นแบบอิสระ Five-link ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเพราะยึดเกาะแน่นหนึบ ทำให้เราเข้าโค้งได้อย่างเฉียบคม
กำลังเพลิดเพลินกับเส้นทางบนถนนหลวงได้ไม่นานเราก็มาถึง “ทางเข้าดาวอังคาร” เสียงจากพี่เบี๊ยดดังผ่านวิทยุสื่อสารที่อยู่ในรถ ทางเข้าดาวอังคารนั้นสำหรับผมมันช่างดูกะโหลกกะลาเสียเหลือเกิน
แต่พอขับผ่านไปได้สักพัก ถึงกับต้องร้องว๊าวววววว ตาตั้ง เพราะมันสวยงามแปลกตาเหลือเกินจริงๆ มันคือเหมืองหินแต่มันแปลกตาจนจะเรียกที่นี่ว่าดางอังคารก็ไม่แปลกอะไร กำลังตะลึงอยู่สักพัก เสียงพี่เบี๊ยดก็ดังผ่านวิทยุสื่อสารอีกครั้ง “ในรถมีที่ปิดปากอนามัย เพื่อสุขภาพที่ดีของท่านกรุณาเอามาปิดปากปิดจมูกด้วย” งานนี้เหมือนหนีฝุ่นกรุงเทพฯ มาเจอฝุ่นจากการระเบิดหิน หนีเสือปะจระเข้แท้ๆ

ภารกิจแรกบนดาวอังคารคือการที่ทุกคนจะต้องลงมาถ่ายภาพหมู่กันอย่างพร้อมเพรียง และต้องรวดเร็วด้วยเพราะอากาศบนดาวอังคารนั้นบางเบาเสียเหลือเกิน
ถ้าพูดถึงเรื่องภาพของงาน บีเอ็มดับเบิลยู ต่างๆ ในประเทศไทยที่ออกมาสวยงามทรงพลังอย่างที่เราเห็นโดยมากก็จะเกิดจากช่างภาพคนนี้ แต่ด้วยจรรยาบรรณพี่ช่างภาพจึงไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าได้
BMW X3 รุ่นที่ 3 สืบทอดเจตนารมย์ของรถยนต์รุ่นก่อนหน้าด้วยการผสานรูปลักษณ์แข็งแกร่งแบบออฟโรดเข้ากับความสปอร์ต สัดส่วนอันคุ้นตาของตัวรถ ทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้รับการออกแบบเพื่อรองรับ การกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 ระหว่างเพลาหน้าและหลังอย่างสมบูรณ์แบบ BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ ถูกเสริมให้ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าไตคู่แบบหนา และไฟตัดหมอกแบบหกเหลี่ยมที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูตระกูล X
BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ มาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วลาย Y-spoke
วันนี้เราจะได้ทำการทดลองขับ BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ ในด่านทดสอบ 2 สถานี โดยจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มเพื่อไม่เป็นการเสียเวลา กลุ่มของเราได้มุ่งหน้าสู่สถานีแรกสถานีนี้จะเป็นการขับรถแบบสลาลอม คือขับไปตามจุดที่กำหนดไว้โดยจะมีกรวยสีส้มเป็นจุดสังเกตุ เพื่อความตื่นเต้นเร้าใจในสถานีจึงมีการจับเวลาแข่งขันกันพอหอมปากหอมคอ ใครที่ได้เวลาน้อยที่สุด 3 อันดับแรกจะได้รับรางวัลไป “บอกเลยงานนี้มีเดิมพัน”
เมื่อวิทยุสื่อสารในรถบอก “ไป!” เราก็กระทืบคันเร่งพุ่งทะยานออกไปได้เลย โดยที่ใครถนัดขับโหมดไหน จะเปิดปิดตัวช่วยอะไรก็สุดแล้วแต่ เมื่อพุ่งออกไปแล้วเราจะต้องเข้าโค้งเพื่อวกกลับมาวนรอบกรวย 1 รอบก่อนที่จะไปหยุดในจุดที่กำหนด
ในรอบแรกผมได้เปิดระบบแทร็คชั่น คอนโทรล และขับในโหมด COMFORT ผมสามารถควบคุมรถได้อย่างนุ่มนวลพริ้วไหว แม้จะวิ่งอยู่บนพื้นผิวขรุขระ ที่เต็มไปด้วยกรวดหิน แต่รถก็ไม่มีอาการหลุดโค้งแต่อย่างไร เพียงแต่เราต้องเลี้ยงจังหวะเติมคันเร่งอย่างเหมาะสมเท่านั้น
ในรอบที่ 2 ผมยังคงเปิดระบบแทร็คชั่น คอนโทรล แต่เปิดเพียง 50 เปอร์เซ็น และขับในโหมด COMFORT รถก็ยังควบคุมได้ดีอยู่แต่จะสนุกยิ่งขึ้นเพราะจะมีอาการท้ายปัดให้รู้สึกได้นิดๆ ทำให้มือใหม่อย่างผมตื่นเต้นได้ไม่น้อย
ในรอบสุดท้ายคงไม่ต้องหวังเรื่องจะชนะกันแล้วในเมื่อมีโอกาสได้มาขยี้ BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ ทั้งทีขอจัดเต็มกันหน่อย ผมอาจหาญปิดระบบแทร็คชั่น คอนโทรล ทิ้งและเข้าสู่โหมด SPORT หลังจากได้ยินเสียง “ไป!” เท่านั้นแหละคุณเอ๊ยยยย ฝุ่นกระจายยย เข้าโค้งแรกด้วยความเร็ว รถศูนย์เสียการควบคุม แต่ด้วยระบบความปลอดภัยขั้นเทพของ BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ ก็ยังช่วยในการจัดระเบียบการหมุนของล้อในแต่ละด้านให้เหมาะสม และทำการลดกำลังเครื่องยนต์ให้เราสามารถเข้าโค้งได้อย่างปลอดภัย ทำให้รอบสุดท้ายของผมสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ และฝุ่นตลบ โค้งบานนน จนไม่ต้องคุยกันเรื่องของเวลาที่ทำได้
หลังจากเสร็จจากสถานีแรกเราก็ไปต่อกันที่สถานี 2 ในสถานีนี้จะแบ่งเป็นฐานย่อยๆ อีก 3 สถานี โดยทุกคนจะได้ขับเข้าฐานต่างๆ ตามๆ กันไป
ฐานแรกจะเป็นการขับรถผ่านเนินสลับซ้าย-ขวา โดยเราจะวิ่งเป็นทางตรงไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เพื่อให้รู้ถึงระบบส่งถ่ายกำลังของล้อที่ช่วยกันทำงาน โดยเมื่อล้อข้างไหนยกตัวลอยจากพื้น ล้อด้านที่อยู่กับพื้นก็จะเพิ่มกำลังหมุนชดเชยเข้าไปทำให้เราวิ่งผ่านเนินสลับไปได้อย่างง่าย เพียงเลี้ยงคันเร่ง และเลียเบรคในบางจังหวะอย่างนุ่มนวลเท่านั้น
พ้นจากฐานเนินสลับก็มาลองระบบ Auto Hold โดยการวิ่งขึ้นเนินสูงความชันระดับ 30 องศา สูงประมาณตึก 3 ชั้น ตอนมองไกลๆ ก็ไม่รู้สึกว่าสูงเท่าไร แต่พอขับขึ้นไปมองไปข้างหน้าเห็นแต่ท้องฟ้า แอบเสียวอยู่เหมือนกัน พอวิ่งขึ้นไปบนเนิน ครูฝึกก็บอกให้ถอนคันเร่งออกเพื่อให้ดูว่าระบบ Auto Hold จะช่วยให้รถหยุดนิ่งแม้เราจะไม่ได้เหยียบเบรคหรือดึงเบรคมือ พอจะไปต่อก็แค่เหยียบคันเร่งเบาๆ ระบบนี้ทำให้หมดกังวลยามที่ขับรถในเมืองต้องเจอรถติดอยู่บนสะพาน
ขาขึ้นว่าหวาดเสียวแล้วขาลงช่างเสียวกว่า เพราะตอนขาลง ครูฝึกจะให้เราปิดระบบ Auto Hold แล้วให้เปิดระบบ Hill Descent Control เพื่อที่ตอนขาลงเราไม่ต้องคุมคันเร่ง และเบรคเลยระบบจะช่วยรักษาความเร็วให้เราอย่างอัตโนมัติ แถมยังป้องกันการลื่นไถลบนทางขรุขระอีกด้วย

ผ่านไปแล้ว 2 ฐานอย่างสิวๆ มาถึงฐานสุดท้าย จะเป็นการขับรถไต่ผ่านทางลาดเอียงระดับ 23 องศา แม้จะดูหวาดเสียวไปสักหน่อย เพรามันเอียงแบบที่ถ้าไม่มีระบบอะไรช่วยอาจจะหงายท้องอยู่กลางทางเอาง่ายๆ แต่ด้วยระบบ xDrive สามารถผ่านทุกฐานมาอย่างง่ายดาย แม้ว่าตัวผมเองก็ไม่ได้ขับรถบนถนนประเภทนี้อยู่เป็นประจำ
สรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่า BMW X3 xDrive20d xLine ใหม่ นอกจากจะสวยหรูดูดีแล้ว ยังอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยี ส่วนในเรื่องของสมรรถนะและความสมบุกสมบันนั้น ก็บอกได้เลยว่าพร้อมลุย เรียกว่าเป็นรถเมืองที่ดูสง่า แต่ก็พร้อมที่จะไปลุยกับเราในช่วงวันหยุดพักผ่อนยาวๆ
พิเศษสำหรับลูกค้า ‘BMW’ สามารถเข้ามาร่วมสัมผัสประสบการณ์มันส์ๆ เหล่านี้ได้เพียงลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกในโปรแกรม ‘The Ultimate Joy Experience’ เป็นโปรแกรมที่คัดสรรเฉพาะกิจกรรมเจ๋งๆ มาให้ลูกค้า ‘BMW’ ได้สนุกกันโดยเฉพาะ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmwultimatejoy.com และสามารถติดตามข่าวสารสิทธิ์พิเศษได้ที่ facebook.com/bmwultimatejoy





