บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับโรงแรม โซ โซฟิเทล แบงคอก 
จัดงานวิ่ง SO FIT SO FUN RUN สนุก สุขภาพดี แถมอิ่มบุญ

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับ โรงแรมโซ โซฟิเทล แบงคอก จัด SO FIT SO Fun Run งานวิ่งเพื่อการกุศล ซึ่งจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ณ สวนลุมพินี โดยมี บริษัท ชัตเตอร์ รันนิ่ง (2014) เป็นผู้ดำเนินการจัดงาน เพื่อระดมทุนจากการจำหน่ายบัตรมอบให้แก่ มูลนิธิสิทธิเด็ก โครงการบ้านแกร์ด้า (Baan Gerda) และมูลนิธิแฮนด์ อะครอส เดอะ วอเตอร์ (Hands Across The Waters) โดยไม่หักค่าใช้จ่าย

โดยในวันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 การลงทะเบียนการแข่งขันจะเริ่มขึ้นตั้งแต่เวลา 04.30 น. เป็นต้นไป และการแข่งขันอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นในเวลา 06.00 น. โดยแบ่งระยะทางการวิ่งออกเป็น 5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร โดยมีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมเพียง 800 บาท/ท่าน นักวิ่ง
ทุกคนจะได้รับ เสื้อแบรนด์ Under Armour พร้อมหมายเลขประจำตัว บัตรกำนัลส่วนลดพิเศษที่โซ สปา และห้องอาหารเร้ด โอเว่น

นักวิ่งสามารถรับชุดอุปกรณ์ได้ที่ Social Club ชั้น 7 โรงแรม โซ โซฟิเทล แบงคอก ในวันศุกร์ที่ 11 และเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น.

ภายในงาน ยังมีบูธอาหารและเครื่องดื่มจากผู้ร่วมสนับสนุน อาทิ เครื่องดื่มจาก Gatorade น้ำแร่มองต์เฟลอ Mont Fleur ธัญพืชอัดแท่งจากเนเจอร์ วัลเล่ย์ รวมถึงบูธปฐมพยาบาล ซึ่งจะมีให้บริการตลอดงาน เช่นเดียวกับที่เก็บสัมภาระ และเต็นท์นวดเท้าฟรีจาก โซ สปา

รางวัลสำหรับนักวิ่งจะแบ่งออกเป็น 3 หมวด

  • สำหรับทั้งชายและหญิง ได้แก่ นักวิ่งระยะทาง 5 กิโลเมตร (ไม่จำกัดอายุ)
  • นักวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร ในกลุ่ม Echo Boomers (อายุต่ำกว่า หรือเท่ากับ 40 ปี)
  • และนักวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตร ในกลุ่ม Baby Boomers (อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป)
  • นอกจากนี้ยังมีรางวัลใหญ่ สำหรับนักวิ่งที่ทำเวลาได้ดีที่สุดของการแข่งขันทั้งหมด (รวมนักวิ่งทั้ง 5 และ 10 กิโลเมตร) แบ่งเป็นรางวัลสำหรับนักวิ่งชาย 1 ท่าน และหญิง 1 ท่าน โดยจะได้รับตั๋วเครื่องบินฟรี
ไป – กลับ กรุงเทพฯ – ดานัง (เวียดนาม) สำหรับ 2 ท่าน พร้อมที่พักฟรี 2 คืน ณ โรงแรมในเครือ AccorHotels รวมถึงรถ BMW รับส่งจากสนามบินสุวรรณภูมิอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีรางวัลจับฉลากอีกมากมายมาให้นักวิ่งทุกท่านได้ร่วมลุ้นกันในวันงาน อาทิ

  • ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-ภูเก็ต โดยสายการบินบางกอก แอร์เวย์ พร้อมรถยนต์บีเอ็ม
ดับเบิลยู สำหรับใช้งานตลอดการเดินทางในจังหวัดภูเก็ต
  • บัตรสมาชิกเข้าใช้บริการฟิตเนส 10 วัน ที่โซ ฟิต สำหรับ 1 ท่าน มูลค่า 10,000++ บาท
  • บัตรกำนัลนวดทรีทเมนต์ 60 นาที ที่โซ สปา สำหรับ 1 ท่าน มูลค่า 4,000++ บาท
  • บัตรกำนัลชุดน้ำชายามบ่าย ที่ มิกโซ บาร์ สำหรับ 2 ท่าน มูลค่า 5,000++ บาท
  • บัตรกำนัลบุฟเฟ่ต์มื้อกลางวันนานาชาติที่ห้องอาหารเร้ด โอเว่น สำหรับ 2 ท่านมูลค่า 
1,800++ บาท (เฉพาะอาหารเท่านั้น)
  • รถจักรยาน BMW มูลค่า 63,000 บาท จำนวน 1 คัน
  • นาฬิกาข้อมือ BMW Sport Ice Watch มูลค่า 4,000 บาท รวมทั้งหมด 4 รางวัล

การจัดงานวิ่ง SO FIT SO Fun Run ที่สวนลุมพินีนี้ เนื่องมาจากคอนเซ็ปต์การออกแบบของโรงแรมโซ โซฟิเทล แบงคอก ที่ประกอบด้วยธาตุทั้ง ห้า คือ ดิน น้ำ ไม้ โลหะ และไฟ นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนลุมพินี ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโรงแรมนั่นเอง

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนร่วมวิ่ง และดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง www.sofit-sofunrun.com ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป


All New Swift! อย่าบอกนะว่า นี่คือ…อีโค คาร์

ออกตัวในจังหวะเหมาะที่ไม่มีคู่แข่งในท้องตลาด โดยก่อนหน้านี้ปล่อยตัวทดสอบ (ติดสติกเกอร์ลายพราง) วิ่งเพ่นพ่านทั้งในเมืองและต่างจังหวัด ให้เกิดเป็นสปาย ช็อตในโลกโซเชียล ก่อนจะโดนถล่มด้วยเสียงไม่สบอารมณ์ในเรื่องทรวดทรง ทั้งๆ ที่ยังไม่เห็นรายละเอียดภายนอกและภายในของตัวจริงเลยสักนิด แต่ก็นับเป็นการทำตลาดทางอ้อมอย่างช่วยไม่ได้ กระทั่งคลอดซูซูกิ สวิฟท์โฉม 2018 อย่างเป็นทางการ พร้อมตามติดด้วยการทดสอบจากสื่ออย่างเต็มสูบ

เห็นตัวจริงแล้วต้องร้อง “ว้าว!” ด้วยดีเอ็นเอการออกแบบให้สปอร์ตเร้าใจการขับขี่ตั้งแต่หัวจรดท้าย จัดเต็มด้วยไฟหน้าแบบลีด โปรเจคเตอร์ สามารถปรับระดับสูงต่ำได้ พร้อม Daytime Running Light ในโคมเดียวกัน ส่วนกระจังหน้าดีไซน์สปอร์ต ตกแต่งด้วยลายเส้นสีแดงแนวนอนโดดเด่น ขณะที่ไฟท้ายดีไซน์ใหม่แบบลีด แถมซ่อนมือจับประตูหลังไปกับกรอบกระจกแนวตั้ง ดูเรียบเนียนและโฉบเฉี่ยว

ส่วนภายในถอดด้ามมาสำหรับคอมอเตอร์ สปอร์ตชัดๆ แค่พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้านแบบท้ายตัด รับกับเบาะคู่หน้าทรงสปอร์ตโอบกำชับพร้อมให้ความสบายทุกการเดินทาง ขณะที่มาตรวัดวัดรอบเครื่องยนต์ ความเร็ว ความร้อน และวัดปริมาณระดับน้ำมันเป็นทรงกลมซ้อนกัน โดยมีจอแสดงข้อมูลขับขี่แบบแอลซีดีคั่นอยู่ตรงกลาง รูปแบบทรงกลมดังกล่าว ยังลุกลามไปถึงช่องแอร์บนคอนโซลกลาง และจอแอลซีดีแสดงระบบปรับอากาศอัตโนมัติด้วย

สำหรับเส้นทางในการทดสอบซูซูกิ สวิฟท์ใหม่ ที่เปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์ม HEARTECT พร้อมเครื่องยนต์ K12M พร้อมเทคโนโลยี DUALJET หัวฉีดคู่ อยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ เพียบพร้อมด้วยทางขึ้น-ลงเขาอันคดเคี้ยว ทางตรงบนซูเปอร์ ไฮเวย์ และผ่าเข้าเมืองเพื่อให้ครบทุกรูปแบบการใช้งานจริงกว่า 80 กิโลเมตร คงต้องพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า สวิฟท์ใหม่สอบผ่านอย่างฉลุย แถมได้คะแนนอยู่ในระดับสูงอีกต่างหาก

เครื่องเล็กลง แรงบิดน้อยลง แถมเป็นเกียร์ซีวีที 6 สปีดอีกต่างหาก แต่ห้ามไปดูถูกดูแคลนหรือหมิ่นประมาทเป็นอันขาด เมื่อวิศวะกรของซูซูกิได้คำนวนการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ทันอกทันใจ เหมาะเจาะกับน้ำหนักทั้งหมดจากตัวรถยนต์บนแพลตฟอร์มใหม่ ซึงมีน้ำหนักหายไปจากเดิมหลายสิบกิโลกรัม รวมถึงระบบเกียร์ที่มีโหมด S (สปอร์ต) หรือดันไปทางซ้ายมือสุดเพื่อปรับ + หรือ – แบบแมนนวล

ใครจะไปเชื่อว่า รถเล็กๆ อย่างนี้จะขับมันชะมัด! ด้วยวงเลี้ยวที่แคบ 4.8 เมตร บวกกับพวงมาลัยท้ายตัด ทำให้ทุกทางคดเคี้ยวหักศอกทั้งซ้ายและขวาเป็นเรื่องง่าย พวงมาลัยไฟฟ้ามีความแม่นยำสูงในจังหวะที่ต้องใช้ความเร็ว ส่งผลให้บนเส้นทางขึ้นและลงดอยที่สะเมิงกลายเป็นเรื่องง่าย ไม่ต้องลุ้น และไม่ต้องเครียดกับพละกำลังของเครื่องยนต์ ด้วยแรงบิดสูงสุดที่มาในรอบต่ำกว่ารุ่นก่อน จึงให้การฉุดรั้งไปข้างหน้าอย่างสมใจนึก

สำหรับทางตรงยาวๆ สามารถทำความเร็วได้แบบไม่ยั้ง และสามารถตอบสนองได้อย่างสนุกยิ่งกว่าในโหมด S เรียกง่ายๆ ว่า ถ้ากดหมดและกดเต็ม (คันเร่ง) เผลอแผล็บเดียวผ่านหลัก 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงไปเมื่อไหร่ไม่รู้ ส่วนอาการเหินหรือลอยในสไตล์รถเล็กตามปกติทั่วไปนั้น สำหรับซูซูกิ สวิฟท์ใหม่นั้นหาได้ยาก นี่น่าจะเป็นผลพวงจากช่วงล่างผสานกับแพลตฟอร์มรุ่นใหม่ และล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ที่มีหน้ากว้างถึง 185 ซึ่งติดตั้งมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานนั่นเอง

ถึงตอนนี้คงต้องเลิกพูดเรื่องความแรง โดยใช้มาตรฐานของซีซีและแรงบิดมาเป็นตัววัดแล้วล่ะ เพราะซูซูกิ สวิฟท์ใหม่ ทลายกำแพงเจ้าปัญหานี้ไปได้เรียบร้อยแล้ว และสามารถตอบขีดสุดในทุกๆ ด้านของความเป็นอีโค คาร์อย่างหมดจด สมแล้วกับสโลแกน We Standout! จริงๆ

เรื่องโดย​ : สิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข


ฟอร์ดเผยโฉมสุดยอดรถกระบะออฟโรด “เรนเจอร์ แร็พเตอร์” ครั้งแรกของโลก


เปิดตัวกันไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการกับ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นใหม่จากฟอร์ด เมื่อมาถึงริมทะเลสาบ เมืองทองธานี ก็ต้องตะลึงกับหน้าผาจำลองขนาดยักษ์ที่ด้านในวันนี้จะมีการเผยโฉม เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ครั้งแรกของโลก ซึ่งเจ้า เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่เราจะมาดูกันในวันนี้ เป็นรถกระบะพันธุ์แกร่งที่ผ่านขั้นตอนการออกแบบ ผลิต และทดสอบจากทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance) ที่น่าสนใจคือ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ได้รับการถ่ายทอดสมรรถนะการขับขี่จากรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะยอดฮิตผสานกับดีเอ็นเอของ เอฟ-150 แร็พเตอร์

เมื่อเข้ามาในงานเราจะได้เจอกับกำแพงอัจฉริยะที่จะแสดงข้อมูลต่างๆ เมื่อเอามือไปแต่ที่กำแพง เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เมื่อมองจากด้านหน้า กระจังหน้าใหม่ที่สะดุดตาซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ฟอร์ด เอฟ-150 แร็พเตอร์ ซึ่งเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงคันแรกของโลกจากโรงงาน โลโก้ฟอร์ดตัวพิมพ์ใหญ่ภาษาอังกฤษอันเป็นเอกลักษณ์จัดวางอยู่บนกระจังหน้าอย่างองอาจ ชุดกันชนด้านหน้าซึ่งติดกับเฟรมรถได้รับการออกแบบให้มีความทนทานสำหรับการขับขี่ในทะเลทราย แผงกันชนด้านหน้ายังมาพร้อมไฟตัดหมอกแบบ LED พร้อมช่องรีดอากาศ ที่ช่วยลดการต้านลมของตัวรถได้เป็นอย่างดี

แก้มข้างรถคู่หน้าแบบใหม่ผลิตจากวัสดุคอมโพสิท ไม่เพียงแต่ดูแข็งแกร่ง แต่ยังทนต่อการบุบและรอยขีดข่วนที่มักจะเกิดจากการใช้งานสไตล์ออฟโรด อีกทั้งแก้มข้างรถคู่หน้าที่ถูกตีโป่งขยายออกนั้น เพื่อรองรับระยะยุบตัวของโช้คที่เพิ่มมากขึ้นและยางออฟโรดขนาดใหญ่

ตัวรถใหญ่ขึ้นในทุกๆ ด้าน โดยมีความสูงถึง 1,873 มิลลิเมตร ความกว้าง 2,180 มิลลิเมตร และความยาว 5,398 มิลลิเมตร ระยะช่วงล้อหน้าและหลังกว้างขึ้นเป็น 1,710 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถเพิ่มขึ้นเป็น 283 มิลลิเมตร ขณะเดียวกัน ยังมาพร้อมมุมไต่ที่ 32.5 องศา มุมคร่อมที่ 24 องศา และมุมจากที่ 24 องศา

ส่วนท้ายรถยังได้รับการพัฒนาด้วยกรอบตัวเซ็นเซอร์ที่เรียบเสมอกับตัวถัง และตัวเชื่อมขอลากที่ได้รับการติดตั้งและออกแบบพิเศษ ส่วนท้ายกระบะมีพื้นที่ใช้งานอย่างกว้างขวางขนาด 1,560 x 1,743 มิลลิเมตรแชสซีได้ถูกออกแบบมาใหม่เพื่อรองรับระบบช่วงล่างที่ใหญ่ขึ้น ทำให้เรนเจอร์ แร็พเตอร์ สามารถเพิ่มระยะช่วงล้อคู่หน้าและหลัง และยังเพิ่มระยะการให้ตัวของล้อได้มากขึ้น แชสซีผลิตจากเหล็กอัลลอย HSLA (High-Strength Low-Alloy) เกรดต่างๆ อีกทั้งยังเสริมความแข็งแรงด้านข้างของแชสซี (side-rails) เพื่อรองรับแรงกระแทกที่เกิดจากการขับขี่ด้วยความเร็วสูง

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมกับระบบเบรกอันทรงพลังโดยการใช้ชิ้นส่วนพิเศษที่ทำขึ้นเฉพาะรุ่น คาลิปเปอร์เบรกคู่หน้าเป็นแบบลูกสูบคู่ ที่เพิ่มขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางขึ้น 9.5 มิลลิเมตร มาพร้อมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อนที่มีขนาดใหญ่ถึง 332 x 32 มิลลิเมตร ส่วนด้านหลังมาพร้อมกับดิสก์เบรกที่มาพร้อมกับระบบ brake actuation master cylinder ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเบรกให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีจานเบรกแบบมีครีบระบายความร้อนขนาด 332 x 24 มิลลิเมตรคู่กับคาลิปเปอร์เบรกใหม่ขนาด 54 มิลลิเมตร

โช้คอัพผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษโดย Fox Racing Shox ใช้ลูกสูบขนาด 46.6 มิลลิเมตร ทั้งคู่หน้าและหลัง ช่วงล่างถูกออกแบบมาให้มีระยะการให้ตัวของล้อสูงเพื่อความสามารถในการซับแรงกระแทกขณะขับออฟโรด แต่ด้วยระบบบายพาสภายใน (Internal Bypass technology) จึงทำให้การขับขี่บนถนนทางเรียบเป็นไปอย่างราบรื่น

นอกจากนั้น เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมีปีกนกที่ทำจากอะลูมิเนียม โดยปีกนกบนทำด้วยวิธีการฟอร์จและปีกนกล่างใช้วิธีการหล่อ เพื่อให้ระบบช่วงล่างทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แข็งแรงทนทานต่อการขับขี่แบบออฟโรดถึงขีดสุด

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มากับยาง All-terrain BF Goodrich 285/70 R17 ที่พัฒนาขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับเรนเจอร์ แร็พเตอร์โดยเฉพาะ โดยยางมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 838 มิลลิเมตร กว้าง 285 มิลลิเมตร แก้มยางมีความแข็งแรงสูง ดอกยางขนาดใหญ่พิเศษ ผู้ขับขี่จึงสามารถขับขี่ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังมาพร้อมกับแผงกันกระแทกด้านล่างอันเป็นเอกลักษณ์ ที่ช่วยปกป้องห้องเครื่องจากการกระแทก ผลิตจากเหล็กกล้า (High-strength steel) ที่มีความหนา 2.3 มิลลิเมตร และมีความทนทานสูงตามมาตรฐานของฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ (Ford Performance)
ขุมพลังแห่งการขับเคลื่อน

แล้วก็มาถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อเจ้า เรนเจอร์ แร็พเตอร์ กระโจนออกมาจากด้านหลังพุ่งทะยานข้ามเนินเรียกเสียงกรี๊ดร้องจากผู้ชมในงานได้เป็นอย่างดี

ระบบส่งกำลังของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ให้กำลังและแรงบิดที่เหนือกว่า ประหยัดน้ำมันมากขึ้น น้ำหนักน้อยลง รวมถึงการปรับประสานเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ เพลา พวงมาลัย เบรก และระบบควบคุมพวงมาลัยแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Steering Program) สำหรับการขับขี่แบบออฟโรดโดยเฉพาะ

เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งมาจากแร็พเตอร์ เอฟ-150 ผลิตจากวัสดุเหล็กกล้า อะลูมิเนียมอัลลอยและคอมโพสิทเพื่อให้มีความทนทานและมีน้ำหนักเบา ระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า ‘Live in Drive’ ที่สามารถให้ผู้ขับขี่ใช้แป้น Paddle Shift เพื่อควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเองได้ทุกเมื่อแม้กระทั้งอยู่ในเกียร์ D การที่มีเกียร์ถึง 10 จังหวะ ทำให้มีอัตราทดที่แคบลง ทำให้มีอัตราเร่งและการตอบสนองที่ดีขึ้น ผสานการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ดีเซลใหม่แบบ Bi-Turbo (เทอร์โบคู่) ขนาด 2.0 ลิตร ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ให้พละกำลังสูงสุดถึง 213 แรงม้า และแรงบิดที่มากถึง 500 นิวตันเมตร

เรนเจอร์ แร็พเตอร์ จะผลิตขึ้นที่โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) โดยใช้กระบวนการผลิตและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยระดับโลกของฟอร์ด และเมื่อวันไหนที่เจ้า เรนเจอร์ แร็พเตอร์ พร้อมวันนั้นเราก็จะเห็นราคา และจะได้ไปลองบินไปกับมัน


Spaces ผู้บุกเบิกโคเวิร์กกิ้งและพื้นที่ทำงานพร้อมใช้จากอัมเสตอร์ดัม

Spaces ผู้บุกเบิกโคเวิร์กกิ้งและพื้นที่ทำงานพร้อมใช้จากอัมเสตอร์ดัม

ชี้ความยืดหยุ่นเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างสมดุลให้กับชีวิตการทำงาน

คนไทยยุคมิลเลนเนียล กลุ่มคุณแม่ที่กลับมาทำงานอีกครั้ง และพนักงานกินบำนาญ ต่างมองหาทางเลือกเพื่อปรับชีวิตการทำงานทั้งจากที่บ้านและออฟฟิศ

ปัจจุบันคนไทยวัยทำงานเริ่มมองหาสถานที่ทำงานที่มอบความยืดหยุ่น                 ให้แก่ชีวิตมากขึ้น เพื่อสร้างสมดุลในชีวิตและการทำงาน ซึ่งสอดคล้องกับผลการสำรวจล่าสุดจาก Spaces (สเปซเซส) ผู้บุกเบิกโคเวิร์กกิ้งและพื้นที่ทำงานพร้อมใช้จากอัมเสตอร์ดัม

การสำรวจดังกล่าวได้รวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์นักธุรกิจกว่า 100 คนทั่วประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจถึงกลุ่มคนที่ผลักดันให้เกิดความต้องการสถานที่ทำงานที่ให้ความยืดหยุ่นแก่ชีวิตมากยิ่งขึ้น โดยพบว่าจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 58) ของผู้ให้สัมภาษณ์คาดว่าความต้องการการทำงานที่ยืดหยุ่นยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตลอดปี 2561

นอกจากนี้ยังพบว่าอาชีพบางกลุ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย ได้แก่ อาชีพที่ปรึกษา คิดเป็นร้อยละ 27 และอาชีพอิสระ                   ร้อยละ 31 ซึ่งต่างทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมอันหลากหลาย โดย 1 ใน 5 ของผู้ให้สัมภาษณ์ยังระบุว่า ในปีที่ผ่านมามีกลุ่มคนที่ทำงานนอกเวลาหรือพาร์ทไทม์เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน

เหตุผลหลักๆ ที่ผลักดันให้คนวัยทำงานต้องการการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้นนั้น ล้วนมาจากความต้องการขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการได้ใช้เวลามากขึ้นกับคนรักหรืองานอดิเรก รวมถึงการได้พักผ่อนกับครอบครัวหลังเลิกงานของกลุ่มคุณแม่ที่จำเป็นต้องกลับมาทำงาน ทั้งนี้ยังพบว่าร้อยละ 7 ของผู้ให้สัมภาษณ์วางแผนจะทำงานต่อไปจนถึงช่วงอายุเกินวัยเกษียณ

นางโนเอล โค้ก ผู้อำนวยการใหญ่ สเปซเซส ประจำประเทศไทย ไต้หวัน และเกาหลี กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดของคนวัยทำงานชาวไทยได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงด้านความต้องการของกลุ่มคนทำงานทั่วโลก โดยนักธุรกิจจำนวนมากต่างคาดหวังว่าจะได้รับอิสระและความยืดหยุ่นทางอาชีพที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความนิยมในการทำงานที่มีความยืดหยุ่นสูงอย่างแพร่หลาย

“กลุ่มคนในทุกรุ่นและทุกยุคสมัยต่างแสวงหาความสมดุลในชีวิตกับการทำงาน โดยเฉพาะคนไทยยุคมิลเลนเนียลซึ่งถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความต้องการในการสร้างความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานจากนายจ้างมากที่สุด โดยตลาดแรงงานในปัจจุบันมีความพยายามในการให้ความสำคัญต่อการสร้างสมดุลในชีวิตและการทำงานมากขึ้น เพื่อเพิ่มความได้เปรียบในแง่ของการแข่งขันทางธุรกิจในตลาด ส่งผลให้บริษัทต่างๆ ยิ่งมีความต้องการพื้นที่ทำงานแบบโคเวิร์กกิ้งอย่าง Spaces ณ โครงการซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) เพิ่มสูงขึ้น” คุณโนเอล กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ Spaces พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมนี้ โดยตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ณ โครงการซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) ศูนย์รวมการค้าเชิงไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่สำหรับการทำงานหลากหลายรูปแบบตั้งแต่                 ออฟฟิศส่วนตัว ไปจนถึงพื้นที่โคเวิร์กกิ้ง และห้องประชุมสำหรับการนำเสนองาน หรือการเวิร์คช้อป จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มองหาการสร้างความสมดุลชีวิตกับการทำงานที่ดีที่สุด

ด้วยที่ตั้งของซัมเมอร์ฮิลล์ซึ่งห่างจากสถานีรถไฟฟ้าพระโขนงเพียงไม่มีกี่ก้าว แวดล้อมด้วยโครงการที่พักอาศัยและอาคารสำนักงานในพื้นที่อันแสนสะดวก อีกทั้งการออกแบบที่เปิดโล่งก็ทำให้ซัมเมอร์ฮิลล์มีบรรยากาศที่สมบูรณ์แบบต่อการสร้างสรรค์แรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการทำงาน

“คนยุคมิลเลนเนียลจำเป็นต้องมีการติดต่อสื่อสารในการทำงานตลอดเวลา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกในการมองหาสถานที่                     ที่จะช่วยสร้างสรรค์แรงบันดาลใจใหม่ๆ ในระหว่างการทำงาน เช่น ห้องรับรองธุรกิจ พื้นที่โคเวิร์กกิ้ง ออฟฟิศให้เช่าระยะสั้นๆ หรือพื้นที่ที่สามารถแวะเข้ามานั่งทำงานได้ตลอด แต่เมื่อความต้องการของคนทำงานนั้นได้เปลี่ยนแปลงไป ธุรกิจต่างๆ ในไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปตามการเทรนด์การทำงานแบบใหม่นี้เช่นกัน” โนแอล กล่าว

อย่างไรก็ตาม Spaces ไม่ได้เป็นเพียงผู้ขับเคลื่อนสภาพแวดล้อมเพื่อการทำงานอันเป็นมืออาชีพเท่านั้น แต่ยังมีสาขาที่พร้อมให้บริการอย่างครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญและสอดคล้องกับหลักความต้องการของคนยุคมิลเลนเนียล                           โดยเมื่อเร็วๆ นี้ Spaces เพิ่งฉลองเปิดตัวสาขาที่ 100 ของโลกในฮ่องกง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงกลางปี พ. ศ. 2561

สเปซเซส ณ โครงการซัมเมอร์ฮิลล์ (Summer Hill) พร้อมเปิดให้บริการแล้ว สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.spacesworks.com


เปิดแล้ว! โชว์รูม จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ สาขาสยามพารากอน ภายใต้แนวคิด Jaguar Land Rover Experience

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยอินช์เคป เป็นคู่ค้ากับทางจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ มายาวนานกว่า 48 ปี เปิดโชว์รูมจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ แห่งใหม่อย่างเป็นทางการคือ สาขาสยามพารากอน นับเป็นโชว์รูมแห่งที่ 2 ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Jaguar Land Rover Experience” เพื่อมอบประสบการณ์พิเศษให้กับทุกท่าน สร้างการรับรู้ของแบรนด์รถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ด้วยบริการหลากหลายรูปแบบที่นอกเหนือจากการซื้อ-ขายรถยนต์เพียงอย่างเดียว ซึ่งประกอบด้วย

Jaguar Experience บริการรถเช่า พร้อมพนักงานขับ เป็นบริการรูปแบบใหม่ของทางบริษัทฯ เพื่อให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์ที่เหนือชั้นของการเดินทางด้วยรถยนต์จากัวร์ เอ็กซ์เจ (Jaguar XJ) และจากัวร์ เอ็กซ์เอฟ (Jaguar XF) ไม่ว่าจะเดินทางไปสนามบิน ไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ หรือนัดหมายเจรจาธุรกิจ คุณจะได้เพลิดเพลินกับการเดินทางที่แสนหรูหราและราบรื่น ช่วยให้มีเวลาพักผ่อนหรือเวลาที่จะทำงานเพิ่มมากขึ้นในรถยนต์ระดับพรีเมี่ยม โดยสามารถทำการจองรถเช่าพร้อมพนักงานขับล่วงหน้าผ่านทาง www.jaguar.co.th หรือ ที่อีเมล์ [email protected]

Land Rover Experience โปรแกรมขับรถท่องเที่ยวสไตล์แลนด์โรเวอร์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศสำหรับผู้ชื่นชอบการเดินทางแบบผจญภัยสัมผัสธรรมชาติ หรือท่องเที่ยวในภูมิภาคที่มีแต่รถยนต์แลนด์โรเวอร์เท่านั้นที่สามารถไปถึง ที่โชว์รูมจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ สาขาสยามพารากอน เป็นศูนย์กลางข้อมูลโปรแกรมการเดินทาง การติดต่อประสานงาน และอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง โดยในปีนี้โปรแกรมที่นำเสนอตั้งแต่ช่วงเดือนพฤษภาคม กับ เส้นทางกรุงเทพ – เขาใหญ่ เดือนกรกฎาคม ร่วมเดินทางสู่ประเทศอังกฤษ สัมผัส ต้นกำเนิดของแลนด์โรเวอร์และเทศกาล Goodwood Festival of Speed 2018 และเดือนสิงหาคม ร่วมขับขี่ แลนด์โรเวอร์ผจญภัยในประเทศนามิเบีย ทวีปแอฟริกาตอนใต้
รายละเอียดติดตามได้ที่ www.landrover.co.th

Jaguar Land Rover Collection สินค้าภายใต้โลโก้จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ที่โชว์รูมแห่งนี้นำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดของจากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ลิขสิทธิ์จากประเทศอังกฤษ ด้วยการออกแบบผสมผสานเอกลักษณ์ของตัวรถ ให้ทุกท่านเลือกซื้อสินค้าได้อย่างหลากหลาย เช่น เสื้อผ้า กระเป๋า เครื่องประดับ ของชำร่วยต่างๆ อีกทั้ง คอลเลคชั่นเฉพาะในช่วงเทศกาลพิเศษ

Jaguar Land Rover Approved รถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์มือสองที่ผ่านการรับรองคุณภาพจากผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยลูกค้าสามารถเข้ามาเลือกชมรถผ่านระบบออนไลน์ที่โชว์รูมพร้อมกับผู้เชี่ยวชาญให้ข้อมูลรายละเอียด ตลอดจนรับนัดหมายสำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อ-ขายรถยนต์มือสองจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ แอพพรูฟ”

“จากการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาของ อินช์เคป ประเทศไทย ได้นำพา จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ ประเทศไทย คว้ารางวัลงานขายและงานบริการยอดเยี่ยมเป็นที่หนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถึง 3 รางวัล ได้แก่ รางวัล Winner of Importer Category B รางวัล Best Land Rover Sales Growth และรางวัล Best Customer Service ประจำปี 2017 เราจึงเชื่อมั่นว่าด้วยเอกลักษณ์อันโดดเด่นของรถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ กับการต้อนรับแบบอบอุ่นของทีมงาน และความสะดวกสบายของที่ตั้งโชว์รูมใจกลางเมือง รวมถึงบรรยากาศอันหรูหราของสยามพารากอน จะทำให้ลูกค้าที่มาใช้บริการของเรา ได้รับประสบการณ์พิเศษร่วมกัน” นายชาญชัย กล่าว

โชว์รูมจากัวร์ แลนด์โรเวอร์ สาขาสยามพารากอน โดยบริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ฝั่งนอร์ธ ศูนย์การค้าสยามพารากอน พื้นที่ให้บริการ 167 ตารางเมตร เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ติดต่อสอบถาม โทร. 02-007-0008


WE Fitness Society เปิดสาขาใหม่ล่าสุด แคราย

ผ่านมาแล้วการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ กับงาน Grand Opening WE Fitness Society สาขาเอสพลานาดแคราย ที่ครั้งนี้ WE Fitness Society
นำโดยผู้บริหารอย่าง คุณเมษยน เด่นเกรียงไกร (Chief Operating Officer) ที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการออกกำลังกาย โดยมุ่งเน้นให้การออกกำลังกายแบบฟิตเนส ส่งเสริมให้การเล่นกีฬาอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
พร้อมโชว์ คลาสใหม่ล่าสุด WE X-Power Group Training ที่ถือว่าเป็นคลาสที่ WE Fitness ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ ให้คนรักการออกกำลังกายอย่างเต็มประสิทธิภาพ ภายในงานนี้ คุณวีรวิชญ์ อริยเกริกเกียรติ (ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด วี ฟิตเนส จำกัด) ได้จับมือร่วมกับพาร์ทเนอร์และผู้สนับสนุนทางธุรกิจ ที่ให้เกียรติมาร่วมงานในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น คุณอุมาพร อภัยวงศ์ (ฝ่ายบริหารกลุ่มลูกค้า Mass Affluent)  Krungsri Prime  , คุณวรัญญา โรจน์สังวรณ์(เจ้าหน้าที่การตลาด) Ready Energy , คุณชัยณรงค์ ตรงนามสุขกิจ (ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์น้ำดื่ม) Nestle , คุณนัฏศมน จิตรศิลป์โสภณ (ผู้อำนวยการฝ่ายชุดชั้นใน) CMG – Jockey ,คุณอิศเรศ รักพ่วง (Account Executive) SKLZ และพาร์ทเนอร์ธุรกิจอย่าง Mr.Prem Kumar (V health) ,  Ms. Nitchakarn Sumranwanic (PUMA)
และภายในงานยังมีโชว์เปิดตัว WE X-Power Group Training นำทีมโดย คุณดิว อรุณพงศ์ ชัยวินิตย์ (เดอะสตาร์) พร้อมกับเหล่า เทรนเนอร์สุดสตรองจาก WE Fitness Society และโชว์สุดท้ายโชว์สุดพิเศษ จากนักแสดงสาวสุดแซ่บอย่าง คุณไอซ์ อภิษฎา เครือคงคา ที่มาโชว์ Sport Fashion พร้อมกับโชว์แดนซ์สุดเซ็กซี่
ภายในงาน Grand Opening WE Fitness Society สาขาแคราย นอกจากมีแขกผู้มีเกียรติทางธุรกิจต่างๆแล้ว ยังมีเหล่า เซเลป , ดารานางแบบ ,รวมไปถึง เน็ตไอดอล หลากหลายท่าน อาทิเช่น  คุณนาขวัญ รายนานนท์ ,     คุณวันทิตา ลิ่วเฉลิมวงศ์ , คุณฐิติพงศ์ ล้อประเสริฐ , คุณชัชชฎา ก้องธรนินทร์ (สันติพนา)
และแขกผู้มีเกียรติ พร้อมทั้งท่านสมาชิกอีกมากมาย WE Fitness Society หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและส่งเสริมให้คนกันมาดูแลสุขภาพ และการออกกำลังกายอย่างจริงจังกันมากยิ่งขึ้น

ABSOLUTE CYCLE – The Rhythm of Life ปาร์ตี้การออกกำลังกายยอดฮิปจาก New York

Rhythm Cycling การออกกำลังกายที่จะมาเพิ่มจังหวะชีวิตของคุณให้คึกคักมากยิ่งขึ้น ภายใต้แบรนด์ ABSOLUTE CYCLE สตูดิโอปั่นจักรยานที่เค้าว่ากันว่าดีที่สุดในประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายบนจักรยานที่เร้าใจสุดๆ ด้วยการผสมผสานจังหวะการเคลื่อนไหวร่างกายให้ไหลไปกับจังหวะของดนตรี ที่เปี่ยมด้วยพลังและก่อให้เกิดแรงบันดาลใจ สิ่งที่ได้มาคือสามารถเผาผลาญได้ถึง 500 แคลลอรี่ ในเวลาเพียง 45 นาที บอกเลยโคตรฟิน ซึ่งกำลังเป็นกิจกรรมยอดฮิตในประเทศอเมริกา นอกจากการปั่นจักรยานแล้วยังมีการยกน้ำหนักบนจักรยานเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไปพร้อมๆ กับเบิร์นไขมันอีกด้วย

การออกกำลังกายแบบ Rhythm Cycling ได้รับการรับรองว่าเป็นการออกกำลังกายที่ทำให้ร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันได้ยาวต่อเนื่อง และรวดเร็วภายในระยะเวลาอันสั้นเหมาะกับชีวิตที่เร่งรีบของคนในยุคปัจจบัน แถมยังได้ผลชัดเจน อีกทั้งยังมีความสนุกสนานจากแสงสีเสียงอันน่าตื่นตาตื่นใจ สร้างพลังในการออกกำลังกาย และแรงบันดาลใจให้อยากที่จะกลับมาออกกำลังกาย โดย Instructor ทั้งหมดของ ABSOLUTE CYCLE นั้นได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจาก Master Instructor ระดับโลกและได้รับการรับรองจาก ABSOLUTE CYCLE ACADEMY มาตรฐานระดับสากล

ในอเมริกา Rhythm Cycling ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในหมู่ดาราและเซเลบเช่น David Beckham, Lady Gaga, Selena Gomez และ Oprah Winfrey ส่วนในประเทศไทยนั้นก็มีดาราและเซเลบหนุ่มสาวรุ่นใหม่มากมายที่ชื่นชอบการออกกำลังกายแบบ Rhythm Cycling เช่น คุณเชอรี่เข็มอัปสร, ปันปันสุทัตตา, แพรพิมพิศา จิราธิวัฒน์, พลอย เฌอมาลย์, ศรีริต้า เจนเซ่น, เพลงชนม์ทิดา อัศวเหม, ปลาทูดิฐรัฒน์ อิสสระ และหมูจุฬาลักษณ์ ปิยะสมบัติกุล เจ้าของแบรนด์แว่นตาดังระดับโลกอย่าง Moo Eyewear เป็นต้น

เป็นอีกครั้งที่ ABSOLUTE YOU ได้นำนวัตกรรมการออกกำลังกายรูปแบบใหม่อย่าง Rhythm Cycling มาให้คนไทยได้สัมผัสกันอย่างทั่วถึง ปัจจุบัน ABSOLUTE CYCLE มีทั้งหมด 8 สตูดิโอในประเทศไทย และ 1 สาขาที่สิงคโปร์ ซึ่งภายในปี 2018 บริษัทจะเปิดเพิ่มอีก 3 สาขา

Website: absolutecyclebangkok.com
Facebook: AbsoluteCycleBangkok
IG: absolute.cycle
Tel: 0-2252-4400

พบกับ Absolute Cycle ได้ที่สาขา

Amarin Flagship Studio, ชั้น 11 อัมรินทร์ ทาวเวอร์
Commons Studio, ชั้น 2 theCOMMONS ทองหล่อ 17
JAS Studio, ชั้น 3 Jas Urban ศรีนครินทร์
G Tower Studio, ชั้น 2 อาคาร G Tower พระราม 9
Crystal Park Studio, Zone C เอกมัย-รามอินทรา
The Circle Studio, ชั้น 2 The Circle ราชพฤกษ์
Onnut Studio, ชั้น 3 Century Movie Plaza อ่อนนุช
Boat Avenue Studio เชิงทะเล จังหวัดภูเก็ต
ABSOLUTE CYCLE Studio, Downtown Gallery, Singapore

และพบกันเร็วๆนี้ที่

Nanglinchee Studio, ชั้น 3 Market Place นางลิ้นจี่
Exchange Tower Studio, ชั้น 3 อาคาร Exchange Tower อโศก
ABSOLUTE YOU Studio, Peranakan Place, Singapore


The All New Subaru XV พลังขับเคลื่อนของชีวิตที่ไม่อยู่นิ่ง!

ถือเป็นรถเอสยูวีขนาดเล็กที่สร้างความตื่นตัวให้กับตลาดเมืองไทย ตั้งแต่มีการเปิดตัวเจนเนอเรชั่นแรก ด้วยรูปลักษณ์อันปราดเปรียวเตะตาและสมรรถนะการขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร จากขุมพลังเครื่องยนต์สูบนอนอันโดดเด่น ทว่าในความสำเร็จดังกล่าว ย่อมมีจุดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และนี่เป็นที่มาที่ไปของซูบารุ เอ็กซ์วีโฉมล่าสุด เจนเนอเรชั่นที่ 2

ความใหม่ของเอสยูวีขนาดเล็กคันนี้ เริ่มต้นจากพื้นฐานเบื้องต้นอันสำคัญคือ Subaru Global Platform ล่าสุด ที่เพิ่มความแข็งแกร่งให้สูงขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ กว่า 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ส่งผลเรื่องการลดความสะเทือนและเพิ่มสมรรถนะการยึดเกาะถนน พร้อมให้ความรู้สึกนุ่มนวลและความเงียบขณะขับขี่ เมื่อบวกกับอัตราส่วนการเปลี่ยนเกียร์ที่ฉับไวขึ้น และจุดศูนย์ถ่วงอันต่ำลงอีก จึงเข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างอัตโนมัติ

สำหรับขุมพลังนั้นเป็นเครื่องยนต์สูบนอนขนาด 2.0 ลิตรใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นให้มีน้ำหนักเบาลงอีก 12 กิโลกรัม พร้อมระบบหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรง จึงเพิ่มพลังในการขับขี่ และความระหยัดน้ำมัน ยิ่งไปกว่านั้น ยังใช้เกียร์ Lineartronic ใหม่ ซึ่งเบากว่ารุ่นก่อนถึง 7.8 กิโลกรัม มาพร้อมระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์อัตโนมัติ (Auto-Step Shift Control) และโหมดควบคุมความเร็วด้วยตนเอง 7 สปีด (7-Speed Manual Mode)

ซูบารุ เอ็กซ์วีใหม่ติดตั้งระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบสมมาตร (Symmetrical All-Wheel Drive) เป็นมาตรฐาน แต่ที่มากไปกว่านั้น คือมีระบบ X-Mode ช่วยเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่บนภูมิประเทศอันท้ายทาย ด้วยการควบคุมเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนล้อ เบรก และระบบเกี่ยวเนื่องอื่นๆ รวมถึงระบบการตั้งค่า Hill Descent Control ส่งผลให้ผู้ขับขี่มันใจและอุ่นใจยิ่งขึ้น ในการควบคุมความเร็วให้ลดต่ำลงขณะลงจากเนินเขาลาดชัน

ด้วยโครงสร้างอันใหม่หมดจด และขุมพลังที่ให้แรงม้าสูงสุด 156 PS ที่ 6,000 รอบต่อนาทีนั้น ถูกสวมทับด้วยทรวดทรงที่มีปรัชญาการออกแบบ Dynamic X Solid ของซูบารุ ให้มีความโดดเด่นผสานความสปอร์ต โดยกระจังหน้าสวยและลงตัวกว่าด้วยตะแกรงทรงหกเหลี่ยม ประกอบข้างด้วยไฟคู่หน้ารูปตัว C รวมถึงมีการออกแบบกันชนหน้าหน้าและล้ออลูมิเนียมใหม่ใหม่ โดยคำนึงถึงหลักอากาศพลศาสตร์

ส่วนภายในห้องโดยสารเชื่อมต่อการออกแบบจากภายนอกด้วยความสปอร์ตอย่างกลมกลืน มีการปรับมุมมองเห็นด้านในห้องโดยสาร รวมถึงด้านท้ายของตัวรถ พร้อมระบบเชื่อมต่อการสื่อสารภายในรถยนต์ด้วยหน้าจอสัมผัสขนาด 8.0 นิ้ว มีระบบตัวช่วยนำทางให้ผู้ขับขี่เดินทางถึงจุดหมายอย่างสะดวกและรวดเร็ว ที่สำคัญคือ ซูบารุ เอ็กซ์วีรุ่นใหม่นี้ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดจากประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ความภูมิใจสูงสุดของซูบารุคือ รางวัล Grand Prix Award จากการประเมินความปลอดภัยด้านการชนของญี่ปุ่น ในโครงสร้างประเมินรถยนต์ใหม่ (JNCAP) ด้วยคะแนนสูงสุดด้านความปลอดภัยเชิงรับ (Passive Safety) ของผู้โดยสาร อันเป็นผลมาจาก Subaru Global Platform ทำให้ตัวถังแข็งแรงขึ้น ดูดซับแรงกระแทกจากการชนได้มากกว่ารุ่นเดิมถึง 40 เปอร์เซ็นต์ พร้อมถุงลมนิรภัย SRS ถึง 7 ตำแหน่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน


ซูบารุ เอ็กซ์วีใหม่ จึงกลายเป็นรถเอสยูวีขนาดเล็กที่ตอบโจทย์ได้ ทั้งการใช้งานในเมืองและออกเดินทางท่องเที่ยวในวันว่าง ด้วยขุมพลังอันทรงสมรรถนะและประสิทธิภาพสมตัว พรั่งพร้อมด้วยความประหยัดจากการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า สมแล้วที่เป็น “พลังขับเคลื่อนของชีวิตที่ไม่อยู่นิ่ง”

เรื่องโดย​ : สิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข


อาดิดาส ฉลองครบรอบ 5 ปี เทคโนโลยี BOOST™ ด้วยการเปิดตัวคอลเล็คชั่น UltraBOOST รุ่นลิมิตเต็ด

บูสต์ (BOOST™) เป็นเทคโนโลยีดูดซับแรงกระแทกน้ำหนักเบาที่ให้ประสบการณ์การวิ่งที่เหนือกว่าผ่านการเพิ่มพลังให้กับทุกย่างก้าวของการวิ่ง ทำให้วัสดุล้ำสมัยชนิดนี้กลายเป็นคำจำกัดความของผลิตภัณฑ์สำหรับการวิ่งของอาดิดาส ยิ่งไปกว่านี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายสถิติมาราธอนระดับโลกของ Mary Keitany และ Dennis Kimetto ทำให้บูสต์เฉลิมฉลองอายุ 5 ปีด้วยสถานะการเป็นนวัตกรรมระดับแนวหน้า

เอเนอร์จี บูสต์ รุ่นออริจินัล ได้รับชื่อมาจากความสามารถในการเพิ่มขุมพลังและการตอบสนองในการวิ่ง ซึ่งเกิดจากเทคโนโลยีบูสต์ ที่มีความยาวจากส้นเท้าถึงปลายเท้าในบริเวณส้นรองเท้าตอนกลางและตอนท้าย ประกอบกับความสามารถในการสะสมและปล่อยพลังแห่งความรวดเร็วด้วยน้ำหนักเบาในทุกย่างก้าวที่เท้าแตะถึงพื้น ทุกองค์ประกอบที่กล่าวถึงมานี้ล้วนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของรองเท้าที่จะถูกรักษาไว้สำหรับรุ่นต่อๆ ไป ในขณะที่การอัพเดทและการผสานองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ โครงสร้างส่วนกลางของเท้าที่ได้รับการพัฒนาให้ง่ายและดีขึ้น มาพร้อมกับโครงที่เบาขึ้นเพื่อความสบายในการสวมใส่ และนับเป็นวิวัฒนาการที่สำคัญจากรุ่นออริจินัลนี้ การอัพเดทอื่นๆ มีดังนี้

  • ระบบทอร์ชัน ซิสเต็มล่าสุด เคลื่อนตัวไปกับเท้าที่เคลื่อนไหว เพื่อการลงน้ำหนักที่นุ่มนวลและจังหวะการถีบตัวที่ยังคงความกระชับของเท้าตอนกลาง
  • Techfit ใหม่ล่าสุด ความกระชับด้านบนที่โอบรอบเท้า พร้อมกับความกระชับและยืดหยุ่นเป็นโซนจำกัดของเท้าส่วนหน้าบางโซนที่ได้รับการบ่งชี้จากงานวิจัยและทดสอบของ Aramis ให้ความรู้สึกสบายและพอดีที่เหนือกว่ารองเท้าคู่ไหนๆ
  • Stretchweb เพิ่งถูกเปิดตัวในรองเท้ารุ่น Energy โดยส้นรองเท้ายางของ Continental ปรับตัวไปกับทุกก้าววิ่งของนักวิ่งและยังเคลื่อนไหวไปกับ BOOST™ เพื่อมอบประสบการณ์การยึดเกาะที่ดีกว่า ยืดหยุ่นกว่า และนุ่มนวลกว่าที่เคยเป็นมา
  • More BOOST™ ซึ่งมีส่วนประกอบของ BOOST™ ถึง 85% เพื่อการย้อนกลับและการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

พบกับคอลเลคชั่นฉลองครบรอบ 5 ปีเทคโนโลยีบูสต์ 2 รุ่น ได้แก่ เอเนอร์จี บูสต์ วางจำหน่ายที่ร้านซูเปอร์สปอร์ตเท่านั้นในราคา 6,000 บาท และ อัลตร้าบูสต์ รุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ อาดิดาสออนไลน์ สโตร์ เท่านั้นในราคา 8,000 บาท


2 วัน 1 คืนในเสียมเรียบ กับ CR-V Reach Out ก้าวออกไป…ให้ไกลกว่าจินตนาการ

ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเองเมื่อทางพีอาร์ฮอนด้าโทรมาชวนไปเที่ยวกัมพูชา เพราะแอบดีใจเล็กๆ ที่จะได้ไปกัมพูชาครั้งแรกในชีวิต ความรู้เกี่ยวกับประเทศกัมพูชาของผมมีจากการดูหนังเรื่อง THE KILLING FIELDS (1984) ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อเรื่อง ทุ่งสังหาร ซึ่งเป็นหนังแนวดราม่าเจ้าของรางวัลออสการ์ถึง 3 รางวัล อีกเรื่องที่สร้างภาพจำให้ผมว่ากัมพูชาคือแดนลี้ลับน่าค้นหาคือ Tomb Raider เพราะลาร่า ครอฟท์ ทูมไรเดอร์ ภาค 1 ส่วนใหญ่ถ่ายทำที่ นครวัด นครธม เพียงแค่นี้ก็เป็นเพียงพอที่จะให้ผมตอบรับการชวนไปเที่ยวจากทางฮอนด้าแบบไม่ต้องคิดมาก

การไปเที่ยวครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม “CR-V Reach Out ก้าวออกไป…ให้ไกลกว่าจินตนาการ” โดยมีการคัดเลือกผู้โชคดีไปร่วมออกทริปด้วยรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ของตัวเองในการไปลุยบนเส้นทางสู่อารยธรรมแห่งลุ่มน้ำโขง ทั้ง 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมระยะทางกว่า 1,200 กิโลเมตร ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่า ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ ที่หน้าตาหล่อๆ เมืองๆ ถ้าเอาไปลุยขนาดนั้นมันจะเป็นยังไง

การเดินทางจะไปกันในรูปแบบคาราวาน มีรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ กว่า 20 คันในการเดินทาง เริ่มต้นปล่อยตัวที่ ศูนย์ฝึกอบรม บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จํากัด นิคมอุตสาหกรรมบางชัน ถนนเสรีไทย มุ่งหน้าสู่จุดหมายแรกจังหวัดสระแก้ว

ก่อนที่จะข้ามพรมแดนไทยสู่ประเทศกัมพูชา ณ ด่านพรมแดนคลองลึก เพื่อยื่นเอกสารผ่านแดน ขั้นตอนก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก แค่เอารถไปจอดรอในจุดจอดรถ ที่เหลือก็เดินไปยื่นเอกสารได้เลยมีป้าย และเจ้าหน้าที่ทั้งไทย และกัมพูชาคอยอำนวยความสะดวก แต่กว่าจะข้ามด้านไปได้ก็ใช้เวลาอยู่เป็นชั่วโมงเหมือนกัน เพราะจุดนี้มีทั้งนักท่องเที่ยว พ่อค้า แม่ค้า และรถขนส่งสินค้านานา ชีวิตผ่านเข้าออกระหว่างประเทศอย่างคับคั่ง

หลังจากผ่านมาได้ก็ออกเดินทางรูปแบบคาราวานสู่เสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา ขับกันยาวๆ ซึ่งถนนในประเทศกัมพูชาในปัจจุบันถือว่าค่อนข้างดี แต่ข้อควรระวังคือในกัมพูชานั้นจะเป็นการขับรถในเลนขวา คือขับช้าวิ่งขวา แซงให้แซงด้านซ้ายต่างกับบ้านเรา และรถยนต์ในประเทศเค้าจะเป็นรถยนต์พวงมาลัยซ้าย เวลาเราจะแซงก็ต้องอาศัยเพื่อนที่นั่งไปด้วยเป็นคนมองระยะแซงให้ บอกเลยโคตรตื่นเต้น เหมือนฝากชีวิตไว้กับเพื่อนเลยทีเดียว

ไม่รู้เท็จจริงยังไง : ได้ยินเค้าเล่ากันว่าในปัจจุบันการเอารถยนต์พวงมาลัยขวาแบบบ้านเรา ข้ามไปประเทศกัมพูชาอาจจะไม่ให้เข้าแล้วหรือถ้าเข้าได้ก็อาจจะมีการตรวจเข้มกันเลยทีเดียว

เสียมราฐ หรือชื่อท้องถิ่นว่า เสียมเรียบ เป็นจังหวัดหนึ่งในประเทศกัมพูชา ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ อยู่ริมฝั่งทะเลสาบเขมร ห่างจากกรุงพนมเปญ 314 กิโลเมตร โดยใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 5 ชั่วโมง

จุดแรกที่เราจะมุ่งหน้าไปคือไฮไลท์ของประเทศกัมพูชาเลยคือ นครวัด ซึ่ง ณ เวลานี้ก็ปาเข้าไปบ่าย 3 กว่าๆ แล้ว

ก่อนที่จะเข้าไปบริเวณอุทยานประวัติศาสตร์นครวัดได้นั้นก็ต้องผ่านขั้นตอนการทำบัตรก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้ก็ง่ายๆ เพียงแค่ถ่ายรูป กับแจ้งว่าต้องการซื้อบัตรเข้าชมกี่วันโดยค่าบัตรเข้าชมจะแบ่งเป็นตั๋วเข้าชมวันเดียว ต่อคน 37 ดอลลาร์ หรือราว 1,200 บาท ขณะที่ราคาตั๋วแบบเหมา 3 วัน ราคา 62 ดอลลาร์ หรือราว 2,000 บาท และแบบเหมา 7 วันเราคา 72 ดอลลาร์ หรือราว 2,300 บาท แม้ขั้นตอนจะไม่ยุ่งยากแต่ขอให้ทำใจไว้ก่อนเลยว่าคิวยาวววววววววมาก

รถตุ๊กๆ กัมพูชา เป็นการเดินทางเที่ยวชมอุทยานอีกแบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว ค่าบริการจะอยู่ประมาณ 15$ นั่งได้ 3-4 คน รายละเอียดแล้วแต่ตกลงกันเลย ขอบอกว่าหลายคนพูดไทยได้ดี ไม่ต้องกลัวว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง



กล้วยปิ้งกัมพูชา “เจกอัง” เป็นของว่างที่ได้รับความนิยมของคนกัมพูชา (อันนี้ไม่รู้ว่าผมโดนอำรึเปล่า 555) กล้วยฝานบางๆ ผึ่งแดด แล้วจึงนำมาย่างให้เหลืองด้วยเตาถ่าน รสเปรี้ยวอมหวานอร่อยแปลกๆ ดี ผมกินแล้วทำไมนึกถึงมะม่วงกวนก็ไม่รู้

พี่จีวัน Mr. Chivoan Liv ไกด์ชาวกัมพูชา พูดไทยได้ เล่นมุขเป็น จะมานำเที่ยว พร้อมให้ความรู้ และอำนวยความสะดวกให้กับพวกเราในครั้งนี้

แค่ทางเข้าก็รับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการ แต่ปัจจุบันมีหลายจุดที่ทำการบูรณะซ่อมแซม อย่างสะพานที่จะต้องเดินผ่านเข้าไปด้านในก็เป็นแพพลาสติกอย่างดีและดูไม่ขัดตาสักเท่าไร

เหมือนต้องมนต์สะกดกับภาพที่อยู่ตรงหน้า นี่หรือคือสิ่งก่อสร้างจากมนุษย์ในสมัยที่ไม่มีเทคโนโลยีใดๆ มีแต่แรงงาน และศรัทธาในการก่อสร้างเท่านั้น ช่างเป็นสิ่งก่อสร้างที่ทรงพลัง แตกต่างจากภาพที่เห็นในหนังสือ หรือในสื่อต่างๆ โดยสิ้นเชิง สมแล้วกับที่เป็นมรดกโลก

นครวัดได้รับลงทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2535 ภายใต้ชื่อ อังกอร์ (เมืองพระนคร) ถือเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลก ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจาก UNESCO เป็นศาสนสถานตั้งอยู่ในเมืองพระนคร จังหวัดเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา


เริ่มสร้างในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 12 โดยเป็นศาสนสถานประจำพระนครของพระองค์ ตัวเทวสถานได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนเป็นศูนย์กลางทางศาสนาที่สำคัญเพียงแห่งเดียวที่ยังเหลือรอดมาจนถึงปัจจุบันนับตั้งแต่ก่อสร้างแล้วเสร็จ

แต่เดิมนครวัดเป็นเทวสถานของศาสนาฮินดูซึ่งสร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระวิษณุ ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธ นครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ตัวเทวสถานถือเป็นที่สุดของสถาปัตยกรรมเขมรสมัยรุ่งเรือง และได้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศกัมพูชา โดยปรากฏในธงชาติกัมพูชา

นครวัดเป็นจุดท่องเที่ยวหลักของประเทศกัมพูชาตลอดจนได้รับลงการทะเบียนเป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ เมืองพระนคร ปราสาทนครวัดเป็นสิ่งก่อสร้างในช่วงยุครุ่งเรืองของอาณาจักรขะแมร์โดยมีหินทรายเป็นวัสดุก่อสร้างหลัก

แต่ละปีมีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชมนครวัดประมาณ 1,600,000 คน

เป็นที่น่าเสียดายเราไปถึงเย็นเกินไป แม้จะกึ่งเดินกึ่งวิ่งแล้วก็ตามเราก็ไม่สามารถขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของปราสาทหินได้ทัน เพราะพอไปถึงเจ้าหน้าที่แจ้งว่าวันนี้หมดเวลาเข้าชมแล้ว แอบเสียดายเล็กน้อย

อิ่มเอมตระการตาก็ถึงเวลากลับไป เช็คอิน ณ โรงแรม Sokha Siem Reap Resort & Convention Center โรงแรมระดับ 5 ดาว เรียกว่าโคตรใหญ่ ใหญ่มากๆ จนไม่รู้จะบรรยายยังไง อลังการงานสร้างสุดๆ ห้องพักก็โคตรกว้างเรียกว่าดูดี แถมยังห่างจากทางเข้าอุทยานเพียง 5 นาทีใครกะว่าจะเข้าออกอุทยานบ่อยๆ ขอแนะนำเลย

ก่อนจะแยกย้ายกันไปพักผ่อนทางฮอนด้าก็ได้จัด ศิลปะการแสดงนาฏศิลป์กัมพูชาอันมีเอกลักษณ์ ท่วงท่าร่ายรำอันสวยงามของระบำอัปสรา เหมือนหลุดออกมาจากภาพจำหลักหินในปราสาทนครวัดเลยทีเดียว เป็นศิลปะการแสดงด้านนาฏศิลป์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ

เช้าตรู่ตี 4 กว่าๆ

เช้ามืดวันนี้เรามีนัดกันเพื่อไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัดซึ่งเป็นไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศหลั่งไหลกันมา พวกเราคิดว่าไปกันเช้าขนาดใครมันจะแหกขี้ตาไปดูว้าา ระหว่างเดินทางไปแรกๆ ก็ไม่เห็นใครพอไปสักพักนึงเริ่มเห็นรถตู้ รถบัส รถตุ๊กๆ จักรยาน คนเดินเท้า มากันจากหลักร้อย เป็นหลักพัน! นี่มันอะไรกันมันยังไม่ดี 5 เลยนะเว้ยเฮ้ย!

ทุกคนต่างมุ่งหน้ามาด้วยจุดหมายเดียวกัน คือได้เห็นภาพพระอาทิตย์ขึ้นด้านหลังปราสาทนครวัดท้องฟ้าเป็นสีแดงอมส้มสวยงามแต่ตอนนี้มันมืดมาก แม้แต่มือตัวเองยังแทบจะมองไม่เห็น ผู้คนจากหลากหลายประเทศต่างจ้ำเท้าเข้าไปจับจองทำเลที่ดีที่สุดแม้ว่าตอนนี้จะมองอะไรไม่ค่อยเห็นก็ตาม กลุ่มของพวกเราได้ทำเลที่ถือว่าค่อนข้างดีจากคำแนะนำของไกด์ทีมเรา

ระหว่างรอพระอาทิตย์ขึ้นก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหิว เพราะบริเวณโดยรอบมีอาหารเช้าขายเป็นเรื่องเป็นราว หลายร้านมีการมาเดินรับออร์เดอร์ด้วย ของที่ขายก็เหมือนๆ กันหลักๆ ก็พวกชา กาแฟ โกโก้ แซนวิช แต่ผมสังเกตุเห็นหลายคนห่ออาหารกันมาเหมือนมาปิคนิคก็ไม่ปาน

เหมือนฟ้าจะไม่เป็นใจเมฆวันนี้ค่อนข้างหนา แต่นี้มันเพิ่ง 6โมงกว่า ยังมีเวลาลุ้นอีกหลายนาที ระหว่างนั้นก็มีพ่อค้า แม่ค้า วนเวียนมาเสนอขายสินค้าอยู่ตลอดเวลา เพลินๆ ดี แต่ที่ผมชอบที่สุดคือหนุ่มน้อยคนนี้มาขายเครื่องเป่า ที่ผมเข้าใจว่ามันคือขลุ่ยซึ่งที่เจ๋งกว่าตัวขลุ่ยก็คือซองใส่ขลุ่ยที่ดูสวยงามสร้างสรรค์สุดๆ

จนแล้วจนรอดเราก็พ่ายแพ้ต่อก้อนเมฆที่ก่อตัวหนาจนสรุปได้ตรงนี้เลยว่าเราไม่เห็นพระอาทิตย์แล้วล่ะ…เศร้าาาาา แต่ไม่เป็นไร เรายังมีอะไรอย่างอื่นให้ดูอีกเยอะในเมื่อจุดนี้เป็นจุดท่องเที่ยวที่ทุกคนต้องมา การที่จะมีของที่ระลึกจากฝีมือของท้องถิ่นก็เป็นอีกสิ่งที่น่าสนใจ

จุดชมปราสาทหินสวยๆ นอกจากจะมีบริเวณสระน้ำด้านซ้าย และขวาของปราสาทแล้ว จุดอื่นๆ ที่ห่างออกไปก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว บางทีได้ชมปราสาทไกลๆ ก็ไม่ได้ลดพลังของปราสาทลงแต่อย่างใด

นครธม

หลังจากทำใจได้กับการพลาดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่นครวัด เราก็ไม่รอช้าที่จะไปกันต่อที่นครธม แค่ผ่านประตูทางเข้านครธมก็ทำให้ผมลืมเรื่องพระอาทิตย์ไปได้เลย แค่ทางเข้ายังขลังขนาดนี้ ตัวปราสาทบายนจะขลังขนาดไหน

จุดเด่นที่สุดคือทางเข้าด้านใต้ ที่มีลักษณะเป็นหน้า 4 หน้า ก่อนจะเข้าสู่นครธม จะเป็นแถวของยักษ์ ทางด้านขวา และเทวดาทางด้านซ้าย เรียงรายแบกพญานาคอยู่สองข้างสะพาน ประตูด้านใต้นี้ได้รับการอนุรักษ์ฟื้นฟูไว้ได้สมบูรณ์กว่าบริเวณทางเข้าอื่นๆ

พอลงจากรถเราก็ได้เจอกับไกด์รับเชิญ อ.เผ่าทอง ทองเจือ อาจารย์จะมาเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ ที่ทางฮอนด้าจัดมาเซอร์ไพรส์พวกเราในทริปนี้

ปราสาทบายน

นครธมเป็นเมืองหลวงแห่งสุดท้ายและเมืองที่เข้มแข็งที่สุดของอาณาจักรขะแมร์ สถาปนาขึ้นในปลายคริสต์ศวรรษที่ 12 โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ 9 ตารางกิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของ นครวัด ภายในเมืองมีสิ่งก่อสร้างมากมายนับแต่สมัยแรกๆ และที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และรัชทายาท ใจกลางพระนครเป็นปราสาทหลักของพระเจ้าชัยวรมัน เรียกว่า ปราสาทบายน

ปราสาทบายน เป็นปราสาทหินของอาณาจักรเขมร อยู่ในบริเวณของใจกลางนครธม สร้างขึ้นเป็นวัดประจำสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก่อสร้างในราวปี พ.ศ.1724 -พ.ศ.1763 หลังจากที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงได้ชัยชนะจากการขับไล่กองทัพอาณาจักรจามปา ถือเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกไม่น้อยหน้านครวัด ตัวสถาปัตยกรรมมีความซับซ้อนทั้งในแง่โครงสร้างและความหมาย เนื่องจากผ่านความเปลี่ยนแปลงด้านศาสนา และความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งนับถือเทพเจ้าฮินดู และพุทธศาสนา

อาคารมีลักษณะพิเศษ เนื่องจากส่วนของหอเป็นรูปหน้าหันสี่ทิศ จำนวน 49 หอ ปัจจุบันคงเหลือเพียง 37 หอ ลักษณะโดยทั่วไปจะมี 4 หน้า 4 ทิศ แต่บางหออาจมี 3 หรือ 2 แต่บริเวณศูนย์กลางของกลุ่มอาคาร จะมีหลายหน้า ผมพยายามจะหาความแตกต่างของแต่ละหน้า แต่ตอนนี้หาทางออกจากปราสาทให้เจอก่อนจะดีกว่า มันซับซ้อนหลายทางมากเดินแล้วงงไปหมด

รูปสลักและศิลปกรรมจะมีล้อมรอบอยู่ 2 ชั้น เรียกว่าชั้นในและชั้นนอก ชั้นนอกจะสร้างก่อนชั้นใน ระเบียงจะมีเสาหินเรียงรายสองข้าง และมักมีรูปสลักนูนต่ำของนางอัปสร รวมทั้งรูปสลักภาพประวัติความเป็นมาและสังคมในสมัยนั้น เช่น การรบระหว่างขอมกับจาม เป็นต้น

ทางขึ้นลงค่อนข้างชัน แม้ในปัจจุบันจะมีการสร้างบันไดไม้ไว้อำนวยความสะดวกแล้วก็ตาม

เด็กๆ มาหารายได้พิเศษโดยการแต่งชุดโขน สไตล์กัมพูชา ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยวที่อยากเก็บภาพหมู่เป็นที่ระลึก ถ้าฟังไม่ผิดก็แค่ 1 ดอลลาร์แค่นั้นเอง ผมว่าสวยงามแปลกตาดีเหมือนกัน

บริเวณโดยรอบนครธมก็มีร้านเครื่องดื่มหลากหลายไว้ดักพวกเรา ผมว่าไปแล้วก็ไม่รอดยังไงก็ต้องซื้ออะไรกินดับร้อนอยู่ดี บอกไว้ก่อนเลยไปเที่ยวกลางแจ้งน้ำดื่มนิอย่าให้ขาด เพราะอากาศร้อนมากกกกกก

นั่งรถต่อไปอีกนิดเราก็มาแวะชม ปราสาทพระขรรค์ จริงๆ แล้วปราสาทแต่ละชุดที่เราไป ก็ไม่ได้ห่างกันซักเท่าไหร่ ถ้ามีเวลาผมก็อยากจะเช่าจักรยานเที่ยวเหมือนกัน เพราะกะจากระยะคร่าวๆ ไม่น่าจะเกิน 20 กิโลเมตร กับการได้ชมจุดสนใจหลักๆ ประมาณ 5-6 ที่ แต่บางจุดต้องวิ่งผ่านทางลูกรัง ก็จะมีเจอฝุ่นเยอะหน่อย กับคนที่นี่ขับรถค่อนข้างเร็วก็ต้องระวังเป็นพิเศษ

ปราสาทพระขรรค์

สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1734 เป็นปราสาทหินในยุคท้าย ๆ ของอาณาจักรเขมร เป็นพุทธสถานสมัยบายน พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างอุทิศถวายแด่พระเจ้าธรณินทรวรมันที่ 2 ซึ่งเป็นพระราชบิดา ปรากฏเจดีย์ทรงระฆังคว่ำขนาดเล็กจำหลักด้วยศิลาทรายตั้งอยู่ภายในปราสาทองค์หนึ่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่เก็บอัฐิของพระราชบิดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7

ปราสาทพระขรรค์เป็นศาสนสถานที่ล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง ตัวอาคารมีลักษณะเด่นที่การก่อสร้างด้วยศิลา 2 ชั้น โดยใช้เสาหินทรายกลมขนาดใหญ่รับน้ำหนักโครงสร้างและคาน ที่บานประตูแต่ละปราสาท มีรูปสลักอสูรเป็นคู่ๆ ยืนถือกระบองเสมือนคอยพิทักษ์ดูแลศาสนสถานแห่งนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่า ภาพพระพุทธรูปมักถูกทำลายหรือแก้ไข คงเหลือแต่ภาพจำหลักนูนต่ำของฤๅษี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพฤๅษีกำลังนั่งบำเพ็ญพรตในท่า “โยคาสนะ” สลักอยู่ตามผนังหรือเสาภายใต้ซุ้มเรือนแก้ว

ที่สุดท้ายที่เราจะไปชมกันคือ ปราสาทบาปวน

ปราสาทบาปวนเป็นปราสาทขอมที่อยู่กลุ่มปราสาทนครวัด สร้างขึ้นในยุคพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1550-1600) ตั้งอยู่ในเมืองยโสธรปุระ ทางด้านทิศใต้ของปราสาทนครวัดประมาณ 30 กิโลเมตร

ปราสาทบาปวนมีลักษณะเป็นรูปทรงพีระมิด มีฐานเป็นชั้นๆ ส่วนบนสุด เป็นปราสาทประธานหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ลักษณะของตัวปราสาทประธานมียอดเรียวแหลม คล้ายกับปราสาทพนมรุ้ง มีระเบียงคตถึงสามชั้นที่เชื่อมต่อกันได้ตลอด


ปราสาทบาปวนจัดได้ว่าเป็นต้นแบบของศิลปะแบบบาปวนโดยแท้จริง และเป็นศิลปะร่วมแบบเขมรของปราสาทในประเทศไทยหลายแห่งด้วยกัน แต่ในสมัยที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเข้ามาแทนที่ในศาสนาพราหมณ์ ปราสาทบาปวนถูกรื้อลงไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อนำไปสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์ขนาดใหญ่ ในปี พ.ศ. 2538 ปราสาทบาปวนได้ถูกบูรณะอีกครั้งโดยความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศส จนแล้วเสร็จ และได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ โดยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นปราสาทที่สวยที่สุดในกลุ่มปราสาทนครวัด

แม้ทริป “CR-V Reach Out ก้าวออกไป…ให้ไกลกว่าจินตนาการ” จะยังไม่จบการเดินทางกัมพูชา แต่จะพาลูกค้า Honda CR-V ผู้โชคดี ขับรถตะลุยต่อไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มุ่งหน้าสู่แขวงจำปาศักดิ์ เพื่อชมธรรมชาติที่สวยงามและมรดกโลกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ได้แก่ น้ำตกคอนพะเพ็ง ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น ไนแองการ่าแห่งเอเชีย ปราสาทหินวัดพู มรดกโลกแห่งที่สองของประเทศลาว ไร่กาแฟปากซองไฮแลนด์ พื้นที่ปลูกกาแฟผืนใหญ่สุดในแถบเอเชีย น้ำตกตาดเยือง น้ำตกขนาดใหญ่ ที่ไหลเป็นลำธารเอื่อยๆ ก่อนจะตกลงจากหน้าผาสูงมากระทบยังแผ่นดินเบื้องล่าง ทำให้เกิดเป็นละอองไอน้ำฟุ้งกระจายไปทั่ว และน้ำตกตาดฟาน ซึ่งถือเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในลาว ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ ผ่านทางด่านชายแดนสปป.ลาว-ไทย ช่องแม็ก จังหวัดอุบลราชธานี

ทำให้มั่นใจได้ว่า ฮอนด้า ซีอาร์-วี ใหม่ มีสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม พร้อมตอบสนองการใช้งานอเนกประสงค์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะบนเส้นทางที่ท้าทายจินตนาการ

ส่วนพวกเรานั้นต้องขอลาแต่เพียงเท่านี้ โอกาสหน้าถ้ามีอีกครั้งหน้าก็อยากไปยาวๆ จนจบทริปเหมือนกัน…บายยยยยยย

ข้อมูลบางส่วนอ้างอิงจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/นครวัด
http://www.sac.or.th/


Privacy Preference Center