Trend Beyond Colours 2018/19 สีมาแรง แซงโค้งปีนี้!
เทรนด์สำคัญในการขับเคลื่อนจนได้ผลลัพธ์โทนสีทั้ง 4 ออกมา ประกอบด้วย Changing Space เทรนด์การออกแบบที่เน้นความโปร่งใสและการกระทบของแสง ตามมาด้วย Humanised Tech เทรนด์ความสัมพันธ์ระหว่างคนและเครื่องจักร Time Alone เทรนด์ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ จนส่งผลให้คนอยากอยู่กับตัวเองมากขึ้น และ Life on the Edge อันเป็นเทรนด์ที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนรักการผจญภัย
นั่นยังไม่นับรวมเทรนด์ที่กำลังมาแรงอย่าง Water World เทรนด์เรื่องพื้นที่ซึ่งผู้คนต่างอยากเข้าไปสำรวจ จนเกิดเป็นกระแสของความนิยมขึ้นมา และสุดท้ายคือ Full Immersion เทรนด์ที่นอกจากจะเห็นได้ด้วยตาแล้ว ยังมีความตื่นเต้นสอดแทรกผ่านทุกประสาทสัมผัส โดยเมื่อนำมาพิจารณาร่วมกันจนได้โทนสีที่ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคและวงการนักออกแบบอย่างแท้จริง
สำหรับ 4 โทนสีมาแรงได้แก่ Transient Glow โทนสีแห่งจินตนากาารที่มาพร้อมกับสีสันเหนือความจริง โดยแต่ละสีในโทนนี้จะมีความเคลื่อนไหวซ่อนอยู่ เพื่อดึงดูดให้ผู้พบเห็นรู้สึกอยากค้นหา ความซ้อนทับกันของความโปร่งใสและการตกกระทบกันของแสง ก่อให้เกิดโทนสีที่น่าสนใจ เมื่อนำสีโทนนี้มาผสมผสานในการออกแบบ จะก่อให้เกิดผลงานที่สะดุดตา สนุกสนาน ให้ความรู้สคกเชิงบวกและกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์แก่ผู้พบเห็น
Conscious Being ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีฉลาดมากขึ้น เส้นกั้นระหว่างความเป็นมนุษย์และหุ่นยนต์บางลงทุกที ความตื่นเต้นและวิวัฒนาการทางธรรมชาติเริ่มเข้ามาแทนที่ ปัจจัยเหล่านี้เป็นที่มาของโทนสีที่แทนตัวผู้คนในยุคดิจิตทัลนี้ได้ดีที่สุด โดยโทนสีนี้จะทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกได้ถึงพลังแห่งอนาคต ที่มาพร้อมกลิ่นอายของความสุขุม แต่ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกตื่นเต้นและคาดไม่ถึงได้เป็นอย่างดี
Essential Balance เป็นโทนสีที่ให้ความรู้สึกถึงความสงบซึ่งคนในเมืองหลวงต่างถวิลหา ความเรียบง่ายที่ผสมผสานกับกลิ่นอายของความเป็นธรรมชาติ คือตัวแทนของโทนสีนี้ได้อย่างลงตัว ผู้พบเห็นจะรู้สึกได้ถึงความสมดุล อบอุ่น หรูหรา และขณะเดียวกันก็รู้สึกว่า ตัวเองกำลังได้รับการฟื้นฟูจากการได้เห็นโทนสีเหล่านี้อีกด้วย
Seeking Adventure โทนสีที่จะสร้างประสบการณ์การผจญภัยให้แก่ผู้พบเห็น โดยสีต่างๆ จะเป็นตัวแทนของความน่าตื่นเต้นในการผจญภัยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงินของทะเลลึก มาพร้อมบรรยากาศชวนให้ค้นหาใต้ท้องทะเล สีแดงแห่งการผจญภัยที่แต่ละเฉดสีล้วนกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นและสะดุดตาทุกครั้งที่มอง

Timex – Camper MK1 Aluminum การกลับมาเกิดใหม่…ของสุดยอดเวลาบนข้อมือ!
“น้อยๆ แต่มาก” หาได้ยากกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ในยุคปัจจุบัน ที่มุ่งเน้นเส้นสาย สีสัน และรูปทรงอันมีความสลับซับซ้อน ยิ่งวุ่นยิ่งยุ่งมากเท่าไหร่ ยิ่งจะทำให้เกิดความฉงนสนเท่ห์และเหลียวกลับมาจับจ้องอย่างไม่เบื่อ ทว่ามันกลับไม่มีคุณค่าให้ต่อยอดในทางความคิด อันเป็นคุณสมบัติจำเป็นอันสุดยอดของการออกแบบ จึงไม่แปลกที่จะเห็นผลิตภัณฑ์หลายประเภทถูกนำมาทำใหม่ (Re-Production)
เช่นเดียวกับนาฬิกาข้อมือของไทเม็กซ์ รุ่นเมื่อ 165 ปีที่แล้ว ซึ่งยังครองใจผู้ใช้ด้วยคุณสมบัติการบอกเวลาอันแม่นยำ รูปร่างหน้าตาธรรมดาๆ แต่มีเสน่ห์ให้เตะตาตลอดเวลา กระทั่งเป็นรุ่นยอดนิยมคอรงใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าไปทั่วโลก และเกิดกระแสโอดครวญอยากเป็นเจ้าของสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างไม่ลดละ แรงส่งดังกล่าวส่งผลให้เกิดเป็นโปรเจ็กท์ Timex Archive เพื่อรวบรวมนาฬิกาข้อมืออันโดดเด่น คลาสสิกเหนือกาลเวลามาทำให้มีชีวิตอีกครั้ง
โดยในช่วง Fall/Winter ที่มาถึงนี้ ไทเม็กซ์จับเอานาฬิกาข้อมือรุ่นเก๋าอย่าง Camper มาโมดิฟายด์ใหม่ ด้วยกลไกภายในที่ถูกปรับแต่งและพัฒนาให้ทันสมัยตามกาลสมัย แต่ภายนอกยังคงกลิ่นอายความคลาสสิกแบบดั้งเดิมไม่เสื่อมคลาย ภายใต้คอลเลคชั่นพิเศษชื่อ “Timex Camper MK1 Aluminum” หลังจากได้ผลิตออกมาสู่โลกแห่งเวลาครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1854 และมีเสียงตอบรับอย่างท่วมท้น
ไม่ใช่แค่เป็นที่นิยมสำหรับคนทั่วไป แต่ความน้อยแต่มากของนาฬิการุ่นนี้ ยังระบาดเข้าไปในกองทัพสหรัฐฯ เพื่อการสวมใส่ปฏิบัติหน้าที่อย่างแม่นย่ำเรื่องการบอกเวลา สมทบด้วยความทนทานในการใช้งาน ด้วยการปรับโฉมตัวเรือนให้เป็นอลูมิเนียมดูทันสมัย มีน้ำหนักเบาเหมือนไม่ได้ใส่อะไรเลย และสายนาฬิกาแบบ Strap ผลิตขึ้นมาจากวัสดุ Military Grosgrain Nylon 2 ชั้น ให้ทั้งความยืดหยุ่น ทนทาน ไม่อุ้มน้ำ ส่งผลให้มีอายุการใช้งานยาวนานมาก
ไทเม็กซ์ แคมเปอร์ เอ็มเควัน อลูมินัม ยังมีหน้าปัดขนาด 40 มิลลิเมตร ให้มองเห็นเวลาอย่างชัดเจนเหมาะสม มีระบบ Japan Movement พร้อมไฟส่องสว่าง Indiglo Night-Light สำหรับอ่านค่าเวลาในช่วงกลางคือ อันเป็นเอกลักษณ์ของไทเม็กซ์ โดยมีให้เลือกเป็นเจ้าของ 4 สีด้วยกันคือ White/Brown, Brown, Black และ Blue สนนราคา 4,250 บาทไม่ขาดไม่เกิน Facebook:Timexthailand
เรื่องโดย : สิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข
EA จับมือ กฟน.เปิดตัว EA Anywhere 100 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล อย่างเป็นทางการ
ความสำเร็จครั้งสำคัญของ EA ในฐานะเอกชนรายแรกที่ได้รับความไว้วางใจจาก กฟน. ร่วมผุดสถานีให้บริการชาร์จไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ EA Anywhere เผยภายในสิ้นเดือนมกราคมนี้ เปิดครบ 100 แห่ง ทั้งในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ก่อนขยายสาขาปูพรมทั่วประเทศ 1,000 สถานี ภายในสิ้นปี 61 มั่นใจเทคโนโลยีสุดล้ำ ผสานกับค่ายรถยนต์ รองรับรถยนต์ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ และทุกรุ่น ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลด้านความปลอดภัย จาก IEC พร้อมอ้าแขนรับพาร์ทเนอร์ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ที่ต้องการเปิดสถานีชาร์จไฟฟ้า คาดธุรกิจยังเติบโตได้อีกมาก ตามเทรนด์รถไฟฟ้าที่กำลังมาแรง และเร็วกว่าที่คิด
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา กฟน. ได้วางแผนเตรียมระบบไฟฟ้าสำหรับหน่วยงานราชการที่สนใจและมีความพร้อมในการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ให้บริการได้แก่ กรุงเทพ นนทบุรี และสมุทรปราการ ส่วนด้านบริษัทพลังงานมหานคร จะดูแลด้านเทคโนโลยี ลงทุน และทำการตลาดเพื่อติดตั้งสถานีสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่ของเอกชนและพันธมิตรต่างๆ ภายใต้แนวคิด EA Anywhere Charging Station Powered by MEA
สำหรับหัวชาร์จของ EAAnywhere ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีทั้งแบบไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current : DC) และกระแสสลับ ( Alternating Current : AC) พร้อมให้บริการกับรถยนต์ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ และทุกรุ่น มั่นใจในความปลอดภัยได้ เนื่องจากผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัย IEC อีกทั้ง ยังใช้แอพพลิเคชั่นในการเช็คตำแหน่งของสถานี จองล่วงหน้าเพื่อรับบริการ ชำระเงิน ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งในส่วนของแอพพลิเคชั่น Android และ IOS เพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ สามารถตรวจสอบเส้นทางหรือจุดที่เป็นที่ตั้งของสถานีให้บริการ ทั้งนี้ EA Anywhere ยังคงเปิดรับผู้สนใจเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเพิ่มเติมอีกด้วย

ครูแห่งยุคดิจิตอล 4.0 น้อมนำปรัชญาของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้เพื่อการศึกษาไทย
เช้าตรู่ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นเช้าที่ดูสดชื่นอีกวันนึง เพราะวันนี้เรามีนัดเพื่อจะไปออกทริปทดสอบรถยนต์ จะเรียกทดสอบรถยนต์คงจะไม่ถูกต้องนักเพราะ รถที่เราจะใช้ในทริปนี้เป็นรถยนต์นิสสัน 2 รุ่นคือ X Trail และรถกระบะ NAVARA ซึ่งก็ไม่ได้เป็นรถแปลกใหม่แต่อย่างใด แถมยังเป็นรถที่เคยขับมาแล้วอีกด้วย แต่ไม่เป็นไรเพราะทริปนี้มีเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น คือการไปหาบุคคลต้นแบบตามโครงการ “แค่ใจก็เพียงพอ ตามพ่อที่พอเพียง” ซึ่งเป็นโครงการดีๆ ที่ทางนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดขึ้นเพื่อร่วมสานต่อปรัชญาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งครั้งนี้บุคคลต้นแบบที่เราจะไปเจอคือ คุณครูมะนาว หรือ นายศุภวัจน์ พรมตัน ที่โรงเรียนนครวิทยาคม จังหวัดเชียงราย
เมื่อทุกคนมารวมตัวกันพร้อมแล้วก็ขึ้นเครื่องบิน บอกเลยว่าวันนั้นฝนตกหนักมากจนคิดในใจว่าจะไปได้เหรอ แต่พอถึงเวลาขึ้นเครื่อง ฝนก็ค่อยๆ เบาลง น่าจะเป็นผลจากการที่เราจะไปทำความดี ฟ้าฝนจึงเป็นใจในการเดินทางครั้งนี้
แม้จะเป็นการบินแค่ชั่วโมงนิดๆ แต่ก็มีอาหารเช้า ชา กาแฟ น้ำอัดลม ให้บริการ

หลังจากนั้นไม่นานเครื่องก็ค่อยๆ ลดระดับลงสู่ท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย อากาศวันนี้เรียกว่าดีมากๆ เย็นสบายกำลังดี เหมาะมากกับการไปทำกิจกรรมวันนี้ จุดรวมพลจุดต่อไปห่างจากสนามบินเพียงแค่ 5-6 กิโลเมตร และเราก็เดินทางมาถึงโรงแรม ดุสิต ไอส์แลนด์ รีสอร์ท หลังจากล้างหน้าล้างตาก็เข้ามานั่งฟังการบรรยายการทดสอบขับและเส้นทางการเดินทางวันนี้

เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็ประจำการกันที่รถได้เลย รถที่เราได้ใช้งานในวันนี้คือ นิสสัน เอ็กซ์เทรล รถเอสยูวียอดนิยมเครื่องยนต์ไฮบริดขนาด 2.0 ลิตรที่มาพร้อมระบบเพียวไดร์ฟไฮบริด และคลัทช์คู่อัจฉริยะ แต่จริงๆ แล้วรถที่มาใช้ในทริปมีทั้ง นิสสัน เอ็กซ์เทรล เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร และ 2.5 ลิตร
และยังมีรถกระบะนิสสัน นาวารา ปี 2018 ใหม่ มาร่วมเดินทางอีกด้วย แต่ด้วยหน้าตาของเราทำให้เราต้องไปขับ นิสสัน เอ็กซ์เทรล ซึ่งเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ดันเกิดมาหน้าตาดี 555 ไว้ยืมรถกระบะนิสสัน นาวารา มาขับเที่ยววันหลังก็ได้ เมื่อทุกคนพร้อมแล้วก็มุ่งหน้าไปโรงเรียนนครวิทยาคม เพื่อพบบุคคลต้นแบบนายศุภวัจน์ พรมตัน หรือ ครูมะนาว กันได้เลย
ครูมะนาวคือใคร เป็นคำถามในใจผมมาตลอด ทำไมเราต้องเดินทางมาไกลขนาดนี้เพื่อมาเจอครูคนนี้ เค้าเป็นครูที่คู่ควรกับการเดินทางมาไกลขนดนี้จริงๆ เหรอ เดี๋ยวคงได้รู้กันหลังจากมีคำถามในใจได้สักพัก ก็มีชายหนุ่มท่าทางนอบน้อมแต่งกายสุภาพ “สวัสดีครับ ยินดีตอนรับคณะสื่อมวลชนสู่โรงเรียนนครวิทยาคม ผมครูมะนาวยินดีต้อนรับครับ” โอ้ว…คนนี้เองครูมะนาว
ครูมะนาว เป็นคนสมัยใหม่ที่มีดีกรีการศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านครุศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 2 จาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ด้วยสำนึกรักบ้านเกิดจึงตั้งใจกลับมาเป็นครู ณ จังหวัดเชียงราย ด้วยแนวคิดที่อยากส่งเสริมให้เด็กรักการอ่าน และเข้าห้องสมุดกันเพิ่มมากขึ้น
จึงได้คัดเลือกกิจกรรมที่มีชื่อว่า “THE MASK SINGER หน้ากากนักร้องรักการอ่าน season 2” “เชิญมาปลุกวิญญาณ” “The Soundtrack of Book หรือ เพลงรักประกอบหนังสือ” และ “The Voice Reading หรือ อ่านจริง ไรจริง” ขึ้นมาจนเป็นที่รู้จักกันในวงกว้างตามสื่อโซเชียล
หลังจากรู้จักกับครูมะนาวกันแล้ว ครูมะนาวก็อยากให้พี่ๆ สื่อมวลชนเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งปันความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร ให้เป็นพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำและสอนน้องในการผลิตชิ้นงานข่าวในโลกออนไลน์ที่ปัจจุบันกำลังมีบทบาทอย่างสูง ด้วยโจทย์ที่สื่อถึงการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว หรือ สิ่งที่น่าสนใจภายในชุมชน อำเภอพาน โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มกลุ่มละ 3 คน ไปกับพี่ๆ สื่อ 2 ท่าน เพื่อออกไปทำวิดีโอสั้นๆ ไม่เกิน 1 นาทีกลับมานำเสนอ โดยมีแท็บเล็ตที่ทีมนิสสันเตรียมมาให้ใช้ในการถ่าย และตัดต่อด้วยแอปพลิเคชั่น Quik ของ gopro ซึ่งสถานที่ที่จะออกไปทำภารกิจมีทั้งหมด 10 สถานที่ รอบๆ โรงเรียนระยะทางไม่เกิน 3 กิโลเมตร

กลุ่มของเราได้รับภารกิจให้ถ่ายทอดความสวยงาม และเชิญชวนให้มาเที่ยววัดบ้านกล้วยทรายงาม สบายละเที่ยววัดแถวเชียงรายไม่ยากเพราะวัดแถบภาคเหนือตอนบนล้วนสวยงามมีเอกลักษณ์ เราพาน้องๆ ทั้ง 3 คนซึ่งประกอบด้วย น้องกัน น้องแยม และน้องแยม ทั้ง 3 คนดูตื่นเต้นกับ นิสสัน เอ็กซ์เทรล ที่กว้างขวาง แอร์เย็น เพลงเพราะ

เมื่อมาถึงวัด จินตนาการของผมก็วูบหายไปทันที เพราะที่วัดบ้านกล้วยทรายงาม เป็นวัดที่กำลังบูรณะอยู่ งานงอกละทีนี้ ก็คงทำได้เท่าที่ทำ พวกเราก็ได้เพียงแค่แนะนำเกี่ยวกับการพูดนำเสนอสถานที่ การเลือกมุมกล้อง และการใช้แอปสำเร็จรูปในการตัดต่อวิดีโอที่จะต้องเอากลับไปนำเสนอ แต่ผมสนุกกับการเล่นกับหมาที่สุด หมาอะไรเฟรนด์รี่มากกกก

หลังจากที่กลับมาถึงโรงเรียนเพื่อเตรียมนำเสนอผลงานก็ได้เห็นผลงานของกลุ่มอื่นๆ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนตำบลสันมะเค็ด เห็นได้เลยว่าชุมชนนี้อยู่กันอย่างพอเพียงตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ดูมีความสุข ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ กินเหลือแล้วค่อยขาย ไม่ได้อยู่กันแบบยากจน
กิจกรรมครั้งนี้มีการมอบรางวัลเพื่อเป็นทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มที่นำเสนอได้ถูกใจกรรมการมากที่สุด แถมยังมีรางวัลพิเศษเป็น กล้อง GoPro รุ่น HERO 5 Session เพื่อให้น้องๆ ใด้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในยุคดิจิตอล 4.0
สำหรับ โครงการ แค่ใจก็เพียงพอ ตามพ่อที่เพียงพอ เริ่มขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมาและจะจบโครงการที่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 เพื่อสืบสานพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดชบรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปทั่วประเทศ
Simply Makes Sense ใช้ชีวิตบนเหตุผลของคุณ
ในปีนี้ แกรนด์ ยูนิตี้ พร้อมเสริมศักยภาพในการแข่งขัน เพื่อตอบโจทย์การตลาดที่มีการแข่งขันสูงและไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัยที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการขยายกลุ่มเป้าหมายขึ้นสู่ตลาดบนมากขึ้น กับการเสนอทำเลใหม่ติดสถานีรถไฟฟ้า จากโครงการเดิมที่ได้ทำเลใกล้รถไฟฟ้า 500 เมตร ถึง 1 กิโลเมตร เป็นทำเลติดสถานีรถไฟฟ้า เพื่อรับกลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อมากขึ้น โดยได้ 4 ทำเล ที่มี 4 จุดเด่นพร้อมเปิดตัวในปีนี้ ซึ่งทั้ง 4 โครงการนี้มีมูลค่ารวมกว่า 12,000 ล้านบาท
และอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักของปีนี้คือการสร้างตัวตนและเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ชัดเจนขึ้น โดยยกแนวคิด Simply Makes Sense. สื่อวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในการสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าและผู้ลงทุน ว่าบริษัทใส่ใจทุกรายละเอียด และเข้าใจในกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้ “ใช้ชีวิต…บนเหตุผลของคุณ” อย่างแท้จริง ด้วยการมอบพื้นที่การอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตโดยออกแบบมาเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายและลงตัวในทุกการใช้งาน ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งผู้พักอาศัยสามารถมั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มค่าในการอยู่อาศัยกับทุกโครงการของ แกรนด์ ยูนิตี้
นายสิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ จำกัด กล่าวว่า “ด้วยแนวโน้มของผู้บริโภคในปัจจุบัน ที่เน้นเลือกโครงการคอนโดในทำเลที่เดินทางสะดวก และสามารถตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างแท้จริง แกรนด์ ยูนิตี้เราจึงเลือกสรรทำเลใหม่ติดรถไฟฟ้า ตอบความต้องการของผู้พักอาศัย และให้ความสำคัญกับงานดีไซน์ที่เรียบง่าย แต่ใส่ใจทุกรายละเอียดเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ใช้วัสดุคุณภาพ คำนึงถึงความสมเหตุสมผลของราคากับสิ่งที่ได้รับ และทุกโครงการต้องการผ่านรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก่อนเริ่มขายทุกโครงการด้วย”
ซึ่งรายละเอียดที่สะท้อนถึงความใส่ใจที่แกรนด์ ยูนิตี้มอบให้กับผู้อยู่อาศัย ได้แก่ การติดตั้ง Tempered Glass หรือกระจกนิรภัยทั้งโครงการ ที่มอบความปลอดภัยและอุ่นใจให้กับผู้อยู่อาศัย การติดตั้ง WC Pod หรือห้องน้ำสำเร็จรูปที่ง่ายต่อการดูแลง่ายและซ่อมแซมได้โดยไม่รบกวนผู้พักอาศัยห้องรอบข้าง และ Private Balcony หรือการออกแบบระเบียงให้เหมาะสมกับการใช้งานจริง ทั้งยังเรียบร้อยสะอาดตา ให้ความเป็นส่วนตัวด้วยระแนงที่ออกแบบมาอย่างดี
นอกจากนี้ แกรนด์ ยูนิตี้ ยังได้พันธมิตรในการออกแบบอาคาร การตกแต่งภายใน การพัฒนานวัตรกรรมสำหรับการก่อสร้าง และการบริหารงานก่อสร้างจากทีมชั้นนำของประเทศ อาทิ บริษัท ดีพี อาร์คิเทคส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท พี ไอ เอ อินทีเรีย จำกัด บริษัท สยามสตีลอินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สโตนเฮ้นจ์ อินเตอร์ จำกัด รวมถึงบริหารจัดการโครงการโดยบริษัท เซนเซส พร็อพเพอร์ตี้ แมเนจเม้นท์ จำกัด
“ในปี 2561 นี้ แกรนด์ ยูนิตี้ ตั้งเป้าหมายหลักในการสร้างเอกลักษณ์และจุดยืนที่ชัดเจนในสายตาของผู้บริโภค เพื่อขยายฐานลูกค้าให้เติบโตอย่างมั่นคง โดยนำเสนอความเรียบง่าย และ make sense ในทุกพื้นที่ของการอยู่อาศัย” นายสิริพงศ์ กล่าวเสริม
ล่าสุดแกรนด์ ยูนิตี้ ประกาศเปิดตัว 4 โครงการใหม่ในปี 2561 คือ เซียล่า (Ciela) เดอ ลาพีส (De Lapis) เดนิม (Denim) และ แมสซารีน (Mazarine) โดยมีโลเคชั่นติดรถไฟฟ้า บนทำเลที่เป็นเป็นแหล่งชุมชน หรือศูนย์รวมการคมนาคมของกรุงเทพฯ และมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง อาทิ โครงการย่านมหาวิทยาลัยศรีปทุม โครงการวิวแม่น้ำเจ้าพระยาที่ได้วิวโค้งน้ำสวยไม่เหมือนใคร หรือแหล่งช้อปปิ้งย่านจตุจักร เป็นต้น
“ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 เราจะเปิดสองโครงการ คือ เซียล่า (Ciela) สำหรับผู้ที่ต้องการพักอาศัยในทำเลย่านการศึกษาของมหาวิทยาลัยศรีปทุม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเดอ ลาพีส (De Lapis) ที่จะมาตอบโจทย์ผู้มองหาคอนโดริมแม่น้ำย่านจรัญสนิทวงศ์ 81 ซึ่งทั้งสองโครงการจะตอบรับกับแผนการก่อสร้างรถไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้น ให้ลูกค้าของเราสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างง่ายดาย โดยเราหวังว่าความโดดเด่นของสองโครงการนี้จะช่วยยกระดับการอยู่อาศัยของคนเมือง ตอบโจทย์การใช้ชีวิตบนเหตุผลของตัวคุณเองมากขึ้น” นายสิริพงศ์ กล่าวปิดท้าย
adidas ALPHASKIN นวัตกรรมชุดกีฬารัดรูปเพิ่มสมาธิ
เนื้อผ้าของ อาดิดาส อัลฟ่าสกินต่างจากเลเยอร์เนื้อผ้าแบบเดิม แต่ละส่วนของอัลฟ่าสกินถูกสร้างขึ้นอย่างปราณีตเพื่อให้สัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของร่างกายด้วยการตัดสิ่งที่ทำให้เกิดการเสียดสีระหว่างเนื้อผ้ากับผิวหนังไม่ว่าจะเป็นการเย็บหรือตะเข็บต่างๆ ทำให้นักกีฬาที่สวมใส่อัลฟ่าสกิน มีสมาธิไปกับการแข่งขันได้อย่างเต็มที่
ร็อบ ลี กล่าวว่า “เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดีที่สุดให้แก่นักกีฬา และนั่นคือสิ่งที่เราทำกับอัลฟ่าสกิน ผ่านการออกแบบเลเยอร์เนื้อผ้าที่ไม่รู้สึกรบกวนหรือระคายเคือง หลักจากการศึกษาการเคลื่อนไหวของนักกีฬาอย่างละเอียด ‘อัลฟ่าสกิน’ สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เคลื่อนไหวอย่างสอดคล้องไปกับร่างกายของนักกีฬา ระหว่างที่นักกีฬาทำการแข่งขันหรือฝึกซ้อม และช่วยลดความรู้สึกที่ถูกรบกวนจากเนื้อผ้าแบบเก่า ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากระบบอารามิส (ARAMIS) แทนการใช้หุ่นจำลอง (Static Mannequin) แบบเก่าในการทดสอบ ทำให้เราสามารถเข้าใจได้ว่าอัลฟ่าสกินและร่างกายของนักกีฬาสามารถเคลื่อนไหวเป็นหนึ่งเดียวกันได้อย่างไร สิ่งนี้ช่วยให้เราสร้างสรรค์เลเยอร์เนื้อผ้าที่โอบรัดร่างกายและเสริมสร้างสมรรถนะ และสามารถเชื่อมต่อกับการเคลื่อนไหวของนักกีฬาทุกประเภทอย่างแท้จริง”
คาร์ลี คลอสส์ ซูเปอร์โมเดล จากนิวยอร์ก กล่าวว่า “อัลฟ่าสกินออกแบบมาเพื่อสนับสนุนการหายใจและการเคลื่อนไหวของฉัน อัลฟ่าสกินคอยบอกร่างกายของฉันว่า ถึงเวลาต้องออกกำลังกายแล้ว”
หลุยส์ ซัวเรซ ยอดดาวยิงจากสโมสรบาร์เซโลน่า กล่าวว่า “การสวมใส่อัลฟ่าสกิน ให้ความรู้สึกเดียวกับตอนผมผูกเชือกรองเท้าก่อนลงสนาม มันช่วยให้ความคิดของผมจดจ่ออยู่กับเกม และพร้อมสำหรับการเล่นที่ดีที่สุด”
อัลฟ่าสกิน นำเสนอเทคโนโลยีการโอบรัดร่างกายตามหลักจลนศาสตร์หรือการศึกษาการเคลื่อนที่ของวัตถุ โดยมีระดับการรัดรูปหลายระดับเพื่อตอบสนองความชอบส่วนบุคคลของนักกีฬาทุกคน
อัลฟ่าสกิน 360
การรัดรูปสูงสุดของอัลฟ่าสกิน ให้ความรู้สึกแนบแน่น เรียบเนียน ตะเข็บผ้าแบบ Bonded Reflective มอบความรู้สึกอิสระไร้การรบกวน
อัลฟ่าสกิน เทค
การรัดรูประดับกลางให้ความรู้สึกมั่นใจ คล่องแคล่ว ปราดเปรียว ให้การรัดรูปแบบพอดี พร้อมด้วยเทคโนโลยีไคลม่าชิลล์ (CLIMACHILL) เพื่อช่วยนักกีฬารู้สึกเย็นและแห้งสบาย
ถึงขีดสุด
อัลฟ่าสกิน สปอร์ต
การรัดรูปแบบเบาบางให้ความรู้สึกสบาย พร้อมด้วยเทคโนโลยีไคลม่าคูล (CLIMACOOL) เพื่อช่วยนักกีฬารู้สึกเย็นและแห้งสบายตัว
อาดิดาส อัลฟ่าสกินวางจำหน่ายแล้ววันนี้ ราคาเริ่มต้นที่ 1,500 – 4,700 บาท ณ ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอแมนซ์ทุกสาขา และทางอาดิดาส ออนไลน์สโตร์ shop.adidas.co.th
SERGIO TACCHINI 90’S SPORTSWEAR COLLECTION

Sergio Tacchini เป็นนักเทนนิสชาวอิตาลี่ที่โด่งดังมากในยุค 60’s เขาคว้าแชมป์รายการระดับ Grand Slam มามากมาย ความดังของเขาบวกกับความใส่ใจในการแต่งตัวทำให้ Tacchini เป็นอีกคนที่ก้าวมาทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยมีโลโก้วงกลม “ST” เป็นสัญลักษณ์อันติดตา แม้จะไม่ได้ดังไปทั่วโลกเหมือนแบรนด์อื่น แต่ความเนียบในแบบอิตาลีก็ทำให้ Sergio Tacchini เป็นที่นิยมในวัยรุ่นฝั่งยุโรปมาตั้งแต่ปลายยุค 80’s ฮิตจนกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของสตรีทแวร์ยุโรป ซึ่งคุณต้องมาที่นี่เท่านั้นถึงจะมีแบรนด์นี้ให้ใส่ ความขลังนี้เองที่ส่งผลต่อแฟชั่นในปัจจุบันที่ต้องการแบรนด์เก่ามาเล่าใหม่ แม้แต่ดีไซน์เนอร์ชื่อดัง Gosha Rubchinskiy และ Andrea Crews ยังต้องมาร่วมงานผลิตของเลคชั่นพิเศษด้วย

ในคอลเลคชั่นชุดนี้ Sergio Tacchini นำเสนอเสื้อผ้าที่เคยฮิตในยุค 90’s กลับมาทำใหม่ให้คนรุ่นใหม่ได้ใส่อีกครั้ง โดดเด่นด้วยการคาดแถบสีพาดลำตัวและแขนเสื้อ จับเข้าคู่กับกางเกงวอมที่คาดด้วยโลโก้และแถบสีต่างๆ เน้นความคลาสสิกที่สามารถเข้ากันได้ดีกับกระแสรองเท้ากีฬาย้อนยุคในปัจจุบัน
Sergio Tacchini 90’s Sportswear Collection วางจำหน่ายแล้วที่ 24KILATES

In 1966, Sergio Tacchini, an international tennis champion, created its textile company in the north of Italy next to Milan. The brand was immediately successful and contributed to a major change in the style trends. Indeed, Sergio Tacchini put colors at the heart of its collection while, on this period, tennis players only wore white outfits.

During the 70’s and 80’s, Sergio Tacchini became an indisputable leader on the professional tennis world. Worn by the most prestigious tennis players, John McEnroe, Jimmy Connors, Martina Navratilova, Gabriela Sabatini, Pete Sampras, Pat Cash, Vitas Gerulaitis, Martina Hingis and some others, Sergio Tacchini was present on every big tournament. On a 40 years period, the brand has won more than 37 Grand Slam.

During the 80’s and 90’s shoes and accessories were added to the collections. The brand proposed a range of products dedicated to new sectors such as ski, golf and other leisure. Each of these product lines was spread through the brand style and its identity focusing on innovation, elegance and Italian quality.
Creativity, innovation and quality associated to the Italian style in the tennis universe are the Sergio Tacchini main values. The brand has become a reference for those looking for comfortable outfits which combine style, actual trends and elegance.
Sergio Tacchini headquarter, the brand main Showroom and the collection conception offices are located in Milan. The brand is in charge of the designs conception, of the production and of the marketing. The distribution leans on a worldwide network of official and exclusive distributors. MOVIN ensures the distribution of the brand in 32 countries in the worlds.
2016 is an important date as it represents the 50th anniversary of Sergio Tacchini. On this occasion, Sergio Tacchini has decided to offer on sale a limited edition of its famous “Young Line” polo worn by John McEnroe at the top of his career. A unique “gold” finishing touch of the logo as well as a 50th anniversary mark has been used to create a special identity to the line.
The end of the 2016 year is also a new start for MOVIN which extend its collaboration with Sergio Tacchini, distributing now the collections in France, Belgium, Luxembourg and Monaco.
EACH SERGIO TACCHINI COLLECTION IS COMPOSED OF DIFFERENT PRODUCT LINES. EACH OF THESE LINES HAS SOME SPECIAL CHARACTERISTICS AND USE.
Sergio Tacchini 90’s Sportswear Collection available now at 24kilates
MG ZS รถอัจฉริยะ สั่งการง่ายด้วยการพูด! (ภาษาไทย)
เปิดตัวด้วยการสร้างความประหลาดใจแรกแก่ทุกคน ด้วยโครงสร้างของรถยนต์ใหม่ล่าสุดสำหรับเป็นรถเอสยูวีแห่งอนาคต สมทบด้วยรูปร่างหน้าตาและทรวดทรงซึ่งถอดแบบออกมาจากคอนเส็ปต์ คาร์ล่าสุดของเอ็มจี และตบท้ายด้วยระบบ I-SMART รองรับการสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยครั้งแรกในโลก โดยผลลัพธ์ทั้งหมดข้างต้นมาด้วยสนนราคาค่าตัวเพียง 789,000 บาท สำหรับรุ่น X ส่วนรุ่น D มาในราคา 729,000 บาท และค่าตัวย่อมเยาว์สุดในรุ่น C เพียง 679,000 บาทเท่านั้น!
รูปลักษณ์ภายนอกของ MG ZS ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Brit Dynamic ที่เน้น 3 คอนเซ็ปต์หลักด้วยกันคือ ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (Exclusive) ความเร้าอารมณ์ (Emotional) และความคล่องแคล่วปราดเปรียว (Agile) จึงเตะตาด้วยกระจังหน้าใหม่ที่หรูหราและทันสมัย สมทบด้วยไฟหน้าแบบโปรเจ็คเตอร์พร้อมไฟท้ายแอลอีดี ทิวบ์ (LED Tube) และหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา ซึ่งมีพื้นที่ถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของหลังคาทั้งหมด
ภายในตกแต่งด้วยวัสดุสีทูโทน ผสานความหรูหราและสปอร์ตเข้าด้วยกัน พวงมาลัยหุ้มหนังปรับระดับได้ 2 ทิศทาง มีระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ครูส คอนโทรล ส่วนด้านหลังเป็นหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะ พร้อมหน้าจอสีระบบสัมผัสขนาด 8 นิ้วบนคอนโซลกลาง ขณะที่ระบบปรับอากาศเป็นแบบดิจิตอล มาพร้อมช่องแอร์ออกแบบสไตล์เจ็ท เทอร์ไบน์ สะดวกสบายด้วยเบาะคนขับปรับได้ถึง 6 ทิศทาง และเบาะนั่งด้านหลังพับแยกส่วนได้ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้ันที่จัดเก็บสัมภาระ
สำหรับขุมพลังนั้น เป็นเครื่องยนต์เบนซิน DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ระบบจ่ายน้ำมัน หัวฉีดมัลติพอยท์ ความจุกระบอกสูบ 1,498 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุด 114 แรงม้า (84 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที มาพร้อมแรงบิดสูงสุด 150 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ทำงานผสานระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด อาจจะดูมีกำลังและจำนวนเกียร์น้อยไปนิด แต่วิศวกรของเอ็มจีได้ปรับจูนทุกอย่างจนลงตัว สามารถใช้งานทางใกล้และทางไกลได้อย่างคล่องแคล่วชนิดคาดไม่ถึง

คราวนี้มาถึงพระเอกในตัว MG ZS คือ ระบบสั่งการอัจฉริยะ i-Smart ที่ไม่ใช่เจ๋งแค่การสั่งการได้ด้วยภาษาไทย แต่ระบบยังสามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับได้อีกด้วย เพียงพูด “ฮัลโหล เอ็มจี” (Hello MG) เพื่อเริ่มต้นสั่งการฟังก์ชันต่างๆ ในตัวรถ ทั้งการเปิด-ปิดซันรูฟ ระบบเครื่องเสียง ระบบปรับอากาศ โทรออกและรับสายเข้า รวมถึงระบบนำทางสู่จุดหมายที่ต้องการ
นอกจากสั่งการด้วยเสียง (Thai Voice Command) ภาษาไทยแล้ว ระบบ i-Smart ยังสามารถสั่งการผ่านหน้าจอทัชสกรีน (i-Smart on Touchscreen) เพื่อเปิดระบบนำทางเนวิเกชั่น พร้อมตรวจสอบการจราจรแบบเรียลไทม์ มีระบบแนะนำร้านอาหาร ที่พัก ระบบเลขาส่วนตัว i-Call และระบบโทรออก-รับสายในกรณีฉุกเฉิน
สุดท้ายคือ ระบบสั่งการด้วยมือถือ (i-Smart Mobile Application) ไม่ว่าจะเป็นการสตาร์ทเครื่องยนต์ เปิดระบบปรับอากาศอัจฉริยะ ระบบล็อคและปลดล็อคประตู ระบบวางแผนการเดินทาง ระบบขอบเขตอิเล็กทรอนิกส์ ระบบค้นหารถ Find My Car รวมถึงระบบตรวจสอบสถานะรถยนต์ และเตือนความผิดปกติของรถยนต์

MG ZS มาพร้อมโครงสร้างตัวถังนิรภัย FSF (Full Space Frame) พร้อมถุงลมนิรภัย 6 จุด คูหน้า ด้านข้าง และม่านนิรภัย สมทบด้วยระบบความปลอดภัยแบบ Synchronize Protechtion System รวม 9 ฟังก์ชัน ทั้งระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ระบบช่วยกระจายแรงเบรก ระบบเสริมแรงเบรก ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล ระบบควบคุมการเบรกขณะเข้าโค้ง ระบบควบคุมการทรงตัว ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง และระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือนเมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน
ทั้งหมดข้างต้นยังไม่นับรวมไฟส่องสว่างนำทางหลังจากดับเครื่องยนต์ จุดยึดเบาะที่นั่งเด็ก ISOFIX เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับ พร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ และเข็มขัดนิรภัยแถวหลังแบบ 3 จุด 3 ตำแหน่ง ถือเป็นมาตรฐานความปลอดภัยอันเหนือกว่าของ MG ZS เมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์ประเภทเดียวกันยี่ห้ออื่นๆ จนกลายเป็นตัวเลือกอันดับแรกของใครที่กำลังเสาะหารถเอสยูวีในฝัน หรืออยากผันการขับขี่ให้ยกระดับขึ้นจากรถซีดานเดิมๆ
เรื่องโดย : สิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข
เฟดเอ็กซ์เปิดฮับแห่งใหมให้บริการขนส่งแบบด่วน ขยายฐานลูกค้าในเอเชียแปซิฟิก
เซียงไฮ้ฮับนับเป็นศูนย์ขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในท่าอากาศยานนานาชาติเซียงไฮ้ ผู่ตง ซึ่งภายในมีเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่ล้ำสมัย ช่วยให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยศูนย์แห่งนี้มีเนื้อที่ครอบคลุมถึง 134,000 ตารางเมตร และยังมีศูนย์บริการลูกค้าและศูนย์ควบคุมความเย็นอยู่ภายในอีกด้วย
เดวิด แอล คันนิ่งแฮม ประธานและผู้บริหาร บริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส กล่าวว่า “เอเชียแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตมากที่สุดในโลก การเปิดฮับแห่งใหม่ในครั้งนี้ทำให้เรามีเครือข่ายที่ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชียแปซิฟิกและทั่วโลกมากขึ้น และทำให้ลูกค้าในภูมิภาคนี้สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้อีกด้วย”
ปัจจุบันเฟดเอ็กซ์มีเที่ยวบินที่บินเข้าและออกจากฮับถึง 66 เที่ยวต่อสัปดาห์ ฮับแห่งนี้สามารถคัดแยกพัสดุและเอกสารได้มากถึง 36,000 ชิ้นต่อชั่วโมงด้วยระบบคัดแยกอัตโนมัติ และยังมีระบบสารสนเทศที่ส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์ รวมถึงสถานะเที่ยวบินและการจัดส่งให้แก่ลูกค้าผ่านอุปกรณ์มือถือ เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับของได้ทันเวลาและลดต้นทุนโลจิสติกส์ นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่สำหรับหน่วยศุลกากรและตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนนำสินค้าเข้า-ออกจากประเทศจีน
คาเรน เรดดิงตัน ประธาน บริษัท เฟดเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เฟดเอ็กซ์ เซียงไฮ้ ฮับ นับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศจีนตอนเหนือ การยกระดับการบริการและศูนย์ต่างๆ ทำให้เราสามารถมอบสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกค้า ในขณะสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว”
ทั้งนี้ เฟดเอ็กซ์ยังคงเพิ่มความแข็งแกร่งในด้านการปฎิบัติการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าจากหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ฮับแห่งใหม่มีศูนย์ควบคุมความเย็นที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตมากที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ศูนย์ควบคุมความเย็นสามารถควบคุมอุณหภูมิของสินค้าได้ระหว่าง -20 เซลเซียส ถึง 25 เซลเซียส และยังมอบโซลูชั่นควบคุมอุณหภูมิสำหรับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพแบบครบวงจร เช่น ยา เคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป และเภสัชภัณฑ์
เฟดเอ็กซ์ เซียงไฮ้ อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็กซ์เพรส ฮับ ตอกย้ำความเป็นหนึ่งในผู้นำการขนส่งระดับโลก ด้วยจำนวนการขนส่งสินค้าและพัสดุมากถึง 3.8356 ล้านตันในปี 2017 จึงถูกจัดอันดับให้เป็นท็อปสามของโลกในการขนส่งสินค้าจำนวนมากที่สุดของปี 2017 ซึ่งเฟดเอ็กซ์ครองตำแหน่งนี้มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 10 ปี
HTC VIVE Pro หลุดเข้าโลกเสมือนจริงยิ่งกว่าจริง!
ถ้านับชื่อชั้นของชื่อเอชทีซี ไวฝ์ อาจจะเป็นน้องใหม่ในแวดวงโลกเสมือนจริง เพราะก้าวเข้ามาเป็นตัวเลือกแก่ผู้บริโภคภายในระยะเวลาแค่ปีสองปี แต่คงต้องทึ่งกับผลงานและการพัฒนาระบบรองรับต่างๆ ที่ทำให้วันนี้มีชื่อชั้นก้าวสู่ระดับแนวหน้า ด้วยความยอมรับของผู้คลั่งไคล้การหลุดจากโลกแห่งความจริง เข้าไปเล่นเกมหรือทำกิจกรรมในโลกเสมือนจริง แค่เพียงสวมแว่นตา ใส่หูฟัง และกำคอนโทรลเลอร์เอาไว้ให้มั่นในมือ
จากแบรนด์โทรศัพท์มือถือ เอชทีซีส่งแว่นเสมือนจริงในชื่อไวฝ์ (VIVE) สู่มือเกมเมอร์ทั่วโลกให้ได้สัมผัสเมื่อปีที่แล้ว และกลายเป็นเสียงตอบรับอย่างพร้อมเพรียง กับรูปลักษณ์อันโดดเด่น คุณสมบัติอันสูงสุดในช่วงเวลานั้น พร้อมการตอบสนองอย่างรวดเร็วทันใจ กระทั่งกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับแว่นเสมือนจริงลำดับถัดไป แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ไกลเกินจริง เมื่อเอชทีซีคลอดไวฝ์ โปรออกสู่ท้องตลาดเป็นผลสำเร็จ
ไวฝ์ โปรทำการอัพเกรดตัวจอป้อนภาพ (Head-Mounted Display หรือ HMD) ให้ได้ประสิทธิภาพการแสดงผล พร้อมระบบเสียงอันสมบูรณ์แบบ ด้วยหน้าจอแสดงผล OLED ขนาด 3.5 นิ้ว เพื่อมุมมองที่กว้างเป็นพิเศษ รวมถึงมีความหนาแน่นของเม็ดพิกเซลสูงถึง 615 ppi นับง่ายๆ ว่ามีพิกเซลเพิ่มมากกว่ารุ่นเดิมถึง 37 เปอร์เซ็นต์ เหมาะสำหรับคอเกมเมอร์เป็นพิเศษ และใช้ในการพรีเซนต์เสมือนจริงในองค์กรธุรกิจต่างๆ ได้ดีมาก
นอกจากเรื่องของภาพอันคมกริบและสีสันสดใสเหมือนจริงแล้ว ไวฝ์ โปรยังมาพร้อมหูฟังประสิทธิภาพสูงภายในตัวแว่น ที่มีระบบเทคโนโลยีเสียงเสมือนจริงรอบทิศทาง พิเศษกว่าด้วยการระบุตำแหน่งที่มาของเสียงได้อย่างแม่นยำ ควบคู่กับเสียงใสและคมชัด ที่สำคัญ ไวฝ์ โปรได้รับการออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ให้สวมใส่ได้อย่างสบายเป็นเวลานานๆ โดยมีการกระจายน้ำหนักการกดอย่างสมดุลทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น แว่นเสมือนจริงรุ่นล่าสุดนี้ ยังมีไมโครโฟนแบบตัดเสียงรบกวนและติดตั้งกล้องด้านหน้าทั้งสองข้าง รวมถึงยกระดับให้รองรับระบบเทคโนโลยี SteamVR Tracking 2.0 ของ Valve อันเป็นระบบปฏิบัติการล่าสุดของโลกเสมือนจริง ด้วยคุณสมบัติทั้งหมดข้างต้น เอชทีซีจึงกล้าเคลมไวฝ์ โปรว่า ได้ก้าวขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของแว่นตาเสมือนจริงในท้องตลาดเรียบร้อยแล้ว แต่เรื่องของราคาค่าตัวยังไม่เปิดเผยออกมา จนใครๆ ต่างพากันชะเง้อคอรอคอยอยู่
เรื่องโดย : สิโรตม์ เพ็ชรจำเริญสุข
