Under Armour Star Wars แจกฟรีบัตรชมภาพยนตร์ 2 ใบ
ซื้อคอลเลคชั่น Star Wars จำนวน 2 ชิ้น รับฟรีบัตรชมภาพยนตร์ 2 ใบ
เริ่มแล้ววันนี้ถึง 13 ธันวาคม 2560

พลังสถิตอยู่กับเราแล้ว เมื่อ Under Armour Alter Ego เปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลคชั่น Star Wars ให้สาวกหนังสงครามอวกาศชาวไทยได้ใส่เรียกพลังทั้งในและนอกยิม และเพื่อตอบแทนแฟนคลับของเรา Under Armour จัดกิจกรรมฉายภาพยนตร์รอบพิเศษ ท้าทายสาวกภาพยนตร์มหากาพย์มาร่วมค้นหาเจไดคนสุดท้าย เพียงซื้อเสื้อผ้า Under Armour คอลเลคชั่น Star Wars เพียง 2 ชิ้น รับฟรีบัตรชมภาพยนตร์ Star Wars: The Last Jedi ในวันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม 2560 ณ โรงหนัง SF Cinema สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว จำนวน 1 รางวัล ๆ ละ 2 ใบ แจกรวม 100 รางวัล นอกจากนี้ ผู้โชคดีที่ใส่เสื้อคอลเลคชั่น Under Armour Star Wars ไปดูภาพยนตร์ในรอบพิเศษนี้ จะได้รับ UA ID Tag ไปเลยทันทีอีกด้วย 

เลือกคอลเลคชั่นสุดโปรด Under Armour Star Wars สำหรับผู้ชายในแบบเสื้อยืด และคอมเพรสชั่น พร้อมร่วมกิจกรรมพิเศษรับบัตรชมภาพยนตร์ Star Wars: The Last Jedi ได้แล้ววันนี้ถึง 13 ธันวาคม 2560 ที่ร้าน Under Armour สาขา สยามเซ็นเตอร์, เมกา บางนา, เซ็นทรัล ลาดพร้าว และสยามพารากอน
เชฟโรเลตฉลองครบรอบกระบะ 100 ปี ผ่านศิลปะและวัฒนธรรมสไตล์อเมริกัน พร้อมเปิดตัว “โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018” จำนวนจำกัด 100 คันในไทย
เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี ของรถกระบะเชฟโรเลต เจนเนอรัล มอเตอร์ส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงทำการเรียนเชิญผู้จัดจำหน่าย แขกผู้มีเกียรติ และสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมพิเศษเพื่อให้ทุกคนได้สนุกสนานเพลิดเพลินกับการเดินทางผ่านกาลเวลาเพื่อค้นหาที่มาของแบรนด์เชฟโรเลต โดยนำเสนอวิวัฒนาการของแบรนด์พร้อมสัมผัสวัฒนธรรมชาวอเมริกันผ่านงานศิลปะ ดนตรี และอาหาร
จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มต้นกิจกรรมเฉลิมฉลอง 100 ปี รถกระบะเชฟโรเลตด้วยการจัดแสดงนิทรรศการงานศิลปะเหนือกาลเวลา โดยไฮไลท์ของงานศิลปะดังกล่าวคือภาพกราฟฟิตี้บนกำแพงที่ได้รับความนิยมในประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงยุค 70 แต่กว่าที่กราฟฟิตี้จะได้รับการยอมรับว่าเป็น “ศิลปะ” ก็เมื่อเข้าสู่ยุค 80 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่เชฟโรเลตเปิดตัวรถกระบะ ซี/เค ซีรีส์ ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการสร้างสรรค์เทรนด์รถกระบะแนวสปอร์ตซึ่งได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนิทรรศการงานศิลปะกราฟฟิตี้ ผู้เข้าร่วมงานจะได้ร่วมขบวนคาราวานรถกระบะเชฟโรเลตรุ่นคลาสสิก ซึ่งประกอบด้วยรถกระบะเชฟโรเลตหลายรุ่นที่สวยงามและโด่งดังตลอด 100 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่รถกระบะที่ผลิตในปี ค.ศ. 1930 เป็นต้นมา คาราวานรถกระบะในครั้งนี้จะถ่ายทอดเรื่องราวรถกระบะเชฟโรเลตตลอดหนึ่งศตวรรษให้แก่ผู้เข้าร่วมงานและสาธารณชน
ขบวนคาราวานดังกล่าวเปิดโอกาสสุดพิเศษให้ชาวกรุงเทพฯ ได้รับชมกันตั้งแต่ย่านบางรัก เคลื่อนผ่านท้องถนนใจกลางกรุงเทพฯ มาจนถึงตลาดนัดรถไฟ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเปิดตัวรถกระบะโคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018

กิจกรรมต่างๆในช่วงค่ำจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานเดินทางผ่านกาลเวลาด้วยการรับชมการจัดแสดงรถกระบะคลาสสิกรุ่นต่างๆ ฟังเพลงฮิตของแต่ละยุค รับประทานอาหารและเครื่องดื่มสไตล์อเมริกัน อาทิ เบอร์เกอร์ ฮ็อตด็อก ของหวานและเครื่องดื่มโซดาสไตล์อเมริกันที่พร้อมให้บริการผู้เข้าร่วมงานในบรรยากาศงานเฟสติวัล

นอกจากนี้ยังมีการจัดนิทรรศการภาพถ่ายที่สะท้อนถึงศิลปะแนวคลาสสิกเหนือกาลเวลางานแสดงนิทรรศการดังกล่าวบอกเล่าเรื่องราวของพนักงานที่ศูนย์การผลิตจีเอ็ม ประเทศไทย จังหวัดระยองซึ่งถือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจรถกระบะของจีเอ็มในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศูนย์การผลิตแห่งนี้ทำการผลิตรถกระบะเชฟโรเลตโคโลราโด และรถเอสยูวีเชฟโรเลตเทรลเบลเซอร์ นับตั้งแต่เริ่มเดินสายการผลิตในปีพ.ศ. 2546
เอียน นิโคลส์ ประธานกรรมการ เจนเนอรัล มอเตอร์ส เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า“การครบรอบ 100 ปีของรถกระบะเชฟโรเลตคือความสำเร็จที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเรา และเรามีความภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก วันนี้เรามาร่วมกันฉลองครบรอบ 100 ปี รถกระบะอเมริกันพันธุ์แกร่งสร้างมาเพื่ออนาคต ด้วยการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับตำนานของเราที่สืบทอดต่อกันมาและให้ความสำคัญกับลูกค้าของเราในปัจจุบันผ่านดนตรีและงานศิลปะ เราได้สร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับผู้เข้าร่วมงานและด้วยการเปิดตัวเชฟโรเลต โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 เราหวังว่าคนรักรถกระบะจะประทับใจในผลิตภัณฑ์ที่เชฟโรเลตสร้างสรรค์จากความสำเร็จกว่า 100 ปีของเรา”
โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 เป็นรถกระบะรุ่นฉลองครบรอบ 100 ปีของรถกระบะเชฟโรเลตที่ได้รับการสร้างสรรค์ให้มีดีไซน์สุดพิเศษโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถกระบะรุ่นต่างๆของเชฟโรเลตที่ผ่านมา มาพร้อมโลโก้โบว์ไทฉลองครบรอบกระบะ 100 ปีและตราสัญลักษณ์ฉลองครบรอบกระบะ 100 ปีที่มีสีสันและดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถกระบะเชฟโรเลตรุ่นแรกๆ ตลอดจนการประทับหมายเลขประจำตัวรถที่ไม่ซ้ำใครเพื่อสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัว สีตัวถังสุดเอ็กซ์คลูซีฟทั้งสีน้ำเงินBlue Me Away และสีขาว Summit White

โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 พัฒนาบนพื้นฐานของรุ่นไฮ คันทรี และรุ่นแอลทีแซด เตรียมให้ลูกค้าได้สัมผัสและจับจองที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศไทยและภายในงานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017 ราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 814,000 บาท นับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เชฟโรเลตทำการคัดเลือกโคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 จำนวน 20 คัน เพื่อให้ลูกค้าได้จองผ่าน www.chevrolet.co.th ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายน แฟนโคโลราโด ตัวจริงสามารถไปสัมผัส โคโลราโด เซนเทนเนียล อิดิชั่น ปี 2018 คันจริงได้แล้วในงาน มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017 ณ อิมแพคเมืองทองธานี
อาวดี้ ประเทศไทย จัดแคมเปญสุดเร้าใจ “ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน หรือเลือกผ่อน 1% กับ Audi Choice*” ในงาน Motor Expo
กลุ่มแรก
สำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถอาวดี้ ในรุ่น A5 Coupe 40 TFSI S line, A5 Coupe 45 TFSI quattro S line, A6 35 TFSI, A6 35 TFSI S line, Q2 35 TFSI, Q7 40 TFSI quattro ลูกค้าสามารถเลือกรับข้อเสนอพิเศษสุดๆ ด้วยดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ย 0% นาน 24 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี หรือเลือกรับฟรีประกันภัยชั้น 1 นาน 3 ปี
กลุ่ม 2
สำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถอาวดี้ ในรุ่น A4 40 TFSI S line, A4 45 TFSI quattro S line, Q3 35 TFSI quattro, Q5 35 TDI quattro, Q5 45 TFSI quattro S line สามารถเลือกรับข้อเสนอดอกเบี้ย 0% นาน 24 เดือน หรือเลือกรับดอกเบี้ย 1.99% พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 นาน 1 ปี
กลุ่ม 3
ซึ่งเป็นรถยนต์ในกลุ่มพรีเมียม และสปอร์ตพรีเมียม สำหรับลูกค้าที่ตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถอาวดี้ ในรุ่น A5 Coupe 40 TFSI, Q7 45 TDI quattro S line, Q7 45 TFSI quattro S line, TT Coupe 45 TFSI quattro S line, TT Coupe quattro (Alcantara), TTS Coupe Quattro และ Audi R8 V10 ลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดของข้อเสนอพิเศษนี้ได้จากพนักงานขาย ซึ่งรายละเอียดจะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่น
นอกจากแคมเปญพิเศษส่งเสริมการบริการหลังการขาย ทางบริษัทฯ ยังจัดแคมเปญ Audi Protection สำหรับลูกค้าทุกคนที่ซื้อรถใหม่จากทาง อาวดี้ ประเทศไทย จะได้รับการรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี รวมถึงการกำหนดราคาการบริการ และราคาอะไหล่ให้เป็นไปตามมาตรฐานในราคาที่เหมาะสม
ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษต่างๆ หรือนัดหมายเพื่อทดลองขับได้ที่โชว์รูมรถยนต์อาวดี้ ถนนเพชรบุรี 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์) และที่บูธ Audi Thailand ในงาน Motor Expo 2017 ที่ชาเลนเจอร์ ฮอลล์1-3 อิมแพคเมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560
*เป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
Asics X AnREALAGE : KaLEIDOSCOPE

ASICS ร่วมจับมือกับแบรนด์ดังจากญี่ปุ่น ANREALAGE สร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ เปิดตัวคอลเลคชั่นล่าสุดที่นำแฟชั่นระดับสูงเข้ากับวงการกีฬา สำหรับคอลเลคชั่นนี้ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวทั้งดีไซน์และการใช้งานสำหรับวิ่งในเมืองตอนกลางคืนหรือการแฮ้งค์เอ้าท์ในยามค่ำคืน ด้วยฝีมือการดีไซน์ของ
คูนิฮิโกะ โมรินากะ (Kunihiko Morinaga) แห่งแบรนด์ แอนเรียเลจ (ANREALAGE) กับผลงานดีไซน์ผ้าสะท้อนแสงในยามค่ำคืน

ความพิเศษสำหรับคอลเลคชั่นนี้คือ ในตอนกลางวันจะเห็นเป็นลายปริ้นท์กราฟฟิกสีเบจ เมื่อถึงเวลากลางคืนลายปริ๊นท์จะสะท้อนส่องแสงละลานตาจากรูปทรงของลายปริ้นท์ในแต่ละครั้งที่แสงไฟกระทบสู่ผ้าในยามค่ำคืน ภายใต้คอลเลคชั่นเสื้อผ้าในนาม Kaleidoscope เรื่อยยาวไปถึงผลิตภัณฑ์รองเท้า fuze X Rush footwear ที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีต ผนวกกับความทันสมัย ตามสไตล์การดีไซน์ของแบรนด์ แอนเรียเลจ (ANREALAGE)
คุณพอล ไมล์ (Paul Miles) ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส ฝ่ายการตลาดระดับนานาชาติ
เอสิคส์ คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า “การออกแบบของ โมรินากะ (Morinaga) ผลงานของเค้าได้สร้างความสง่างามมาแล้วบนรันเวย์ทั่วโลก ASICS และ ANREALAGE จึงได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่กลายเป็นเสื้อผ้าที่ทุกคนสามารถสวมใส่ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต่างภาคภูมิใจกับคอลเลคชั่นนี้มาโดยตลอด”

โมรินากะ (Morinaga) กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผมคิดว่าเป้าหมายสำหรับคอลเลคชั่นนี้คือการผสมผสานนำความเป็นแฟชั่นเข้าสู่วงการกีฬา แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ลืมที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ เพราะเราเข้าใจดีว่า ทุกคนต่างต้องการที่จะสวมเสื้อผ้าที่ใส่ออกมาแล้วดูดี แต่ในขณะเดียวกัน เครื่องแต่งกายที่ดูดีก็จะต้องสนับสนุนการออกกำลังกายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วย”
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
- รองเท้ารุ่น fuze X rush footwear มีแถบด้านบนที่สะท้อนแสงและโลโก้ ANREALAGE
- ชุดคอลเลคชั่นนี้ ประกอบไปด้วย : เสื้อยืดแขนสั้นและเสื้อแจ็กเก็ตแขนยาว ตกแต่งแถบสะท้อนแสงบริเวณไหล่ ซึ่งเข้ากันดีกับถุงน่องและกางเกงขาสั้น
ร่วมจับจองคอลเลคชั่นพิเศษนี้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ร้านค้า ASICS Shop สาขา
สยามดิสคัฟเวอรี่ และ เมกาบางนา
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมของคอลเลคชั่นนี้ได้ที่เว็บไซต์ www.asics.com/collections
หรือติดตาม #ASICS, #anrealage, #FitnessExplorer, #fuzeX
24 KILATES X HUMMEL HIVE “TAKRAW”

การร่วมงานครั้งนี้มาในคู่สีดุ

สำหรับตัวเสื้อผ้ากีฬานั้

ความพิเศษทั้งหมดนี้จะผลิ
ราคาสินค้า
รองเท้า 7,500 บาท
เสื้อ L/S 3,900 บาท
เสื้อ S/S 3,200 บาท
กางเกง 2,500 บาท
เสื้อ L/S พร้อมกางเกง 6,400 บาท
เสื้อ S/S พร้อมกางเกง 5,700 บาท


“อัลตร้าบูสท์” รุ่น “ไร้เชือก” นวัตกรรมรองเท้าวิ่งใหม่ล่าสุดจาก อาดิดาส #มีคลิป
อาดิดาส เปิดตัวรองเท้าวิ่ง อัลตร้าบูสท์ รุ่นไร้เชือก (ULTRABOOST LACELESS) 2 สี ใหม่ล่าสุด คือสีน้ำเงินและสีนู้ด ทั้ง 2 สีสะท้อนถึงการสิ้นสุดฤดูกาลการวิ่งของปีนี้ และเป็นการต่อยอดความสำเร็จหลังจากมีการเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยรองเท้าสองสีใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากโทนแสงของท้องฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน

อาดิดาสยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานเทคโนโลยีอันทันสมัยเพื่อนำไปสู่การสร้างนวัตกรรมรองเท้าวิ่ง อัลตร้าบูสท์ รุ่น “ไร้เชือก” โดยตัวรองเท้าได้ถูกออกแบบเป็นพิเศษ ในเรื่องของการนำนวัตกรรมสุดล้ำ “ไพรม์นิต” (PrimeKnit) มาใช้แทนการผูกเชือก ซึ่งการถักผ้าในรูปแบบนี้สามารถสร้างความยืดหยุ่นได้ในทุกสภาวะการเคลื่อนไหว ซึ่งผลิตภัณฑ์รองเท้าวิ่งในตระกูล “บูสท์” (BOOSTTM) นี้สร้างชื่อเสียงระดับโลกและสามารถตอบโจทย์ผู้สวมใส่เพื่อการออกกำลังกายในหลากหลายรูปแบบ

อาดิดาส ได้ทำงานร่วมกับนักกีฬาเพื่อพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของเทคโนโลยี “ไพรม์นิต” ในรูปแบบใหม่ คือการนำเทคโนโลยีผ้าทอนี้มาห่อหุ้มแทนในส่วนของบริเวณที่เคยเป็นเชือกผูกรองเท้า เพื่อให้เข้ากับดีไซน์ของตัวรองเท้าในลักษณะของ sock-like fit และยังคงประสิทธิภาพวัสดุหน้าผ้าแบบ Forged PrimeKnit เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและตอบสนองความเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สตีเฟน ด๊อบสัน ผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบของอาดิดาส กล่าวว่า “รองเท้าวิ่ง อัลตร้าบูสท์ รุ่นไร้เชือก สีใหม่นี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากช่วงเวลาที่นักวิ่งในอีกซีกโลกหนึ่งกำลังพยายามอย่างหนักในการฝึกซ้อมวิ่งในแต่ละช่วงเวลาของวัน ขณะที่นักวิ่งคนอื่นๆ ในอีกฟากนึงของโลกกำลังหลับไหลอยู่ ซึ่งการผสมผสานโทนเฉดสีของรุ่งอรุณและเฉดสีฟ้าครึ้มทำให้ตัวสีรองเท้ารุ่นใหม่นี้ซ่อนความหมายอันทรงพลังและยิ่งใหญ่ในการวิ่งได้อย่างดีเยี่ยม”

รองเท้าอัลตร้าบูสท์ แบบไร้เชือก (ULTRABOOST LaCELESS) จะพร้อมวางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซ็ปต์ สโตร์ และร้านค้าที่ร่วมรายการ และอาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ ในวันที่ 6 ธันวาคมนี้ ราคา 8,000 บาท
กว่าจะได้ The All-New BMW X3 เค้าต้องทำอะไรกันบ้าง
กว่าจะได้รถที่รูปร่างหน้าตาโดดเด่น มีเอกลักษณ์ให้คนจดจำได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องผ่านการออกแบบจากทีมนักออกแบบที่มากไปด้วยจินตนาการ และเชิงช่างศิลปที่หลากหลาย ตั้งแต่การวาดภาพดรออิ้ง ไปจนการปั้น และในส่วนของงานด้านปฎิมากรรมไม่ว่าจะเป็นการปั้นทั้งในคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรม หรือการปั้นสดๆ ด้วยมือ หลายคนอาจจะไม่ทราบด้วยซ้ำไปว่าการขึ้นต้นแบบรถยนต์นั้นใช้การปั้นดินเป็นหลัก เรามาดูกันว่ากว่าจะได้ X3 xDrive20d xLine ออกมาสักคันเค้าต้องทำอะไรกันบ้าง



Bonneville Bobber Black / Bonneville Speedmaster มอเตอร์ไซค์สไตล์คัสตอมสุดคลาสสิกแบบผู้ดีอังกฤษ
นายจักรพงษ์ ศานติรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2017 ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ได้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 2 รุ่นเป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิกได้แก่ “บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค” (Bonneville Bobber Black) และ “บอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์” (Bonneville Speedmaster) โดยทั้งหมดเป็นรถตระกูลบอนเนวิลล์อันโด่งดัง
เรามาเริ่มกันที่รุ่น บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค ที่ดูเข้มขึ้น ดุขึ้น และแข็งแกร่งขึ้น แต่ยังคงไว้ด้วยเอกลักษณ์ของ บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ ไม่ว่าจะเป็น สไตล์คัสตอมพันธุ์แท้ ที่ให้อารมณ์อันแสนเร้าใจในการขับขี่ ตลอดจนเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามกึกก้องทรงพลัง
บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค มาพร้อมเครื่องยนต์แรงบิดสูงสูบคู่ขนานขนาด 1,200 ซีซี ให้แรงบิดสูงสุด 106 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที และพละกำลังสูงสุด 77 แรงม้า ที่ 6,100 รอบต่อนาที รูปลักษณ์ดูคมเข้มยิ่งขึ้นด้วยท่อไอเสียแบบตรงสีดำและท่อเก็บเสียงคู่ทรง Peashooter แบบ ‘ตัดปลายเฉียง’ กล่อง Cat box แบบซ่อน รวมถึงแอร์บ็อกซ์ห้องคู่ ช่วยให้โทนเสียงที่หนักแน่นดุดันเร้าอารมณ์ในแบบ Hot Rod ดุดันยิ่งขึ้นด้วยล้อหน้าหนาขนาด 16 นิ้ว พร้อมโช้คหน้าขนาด 47 มิลลิเมตร
ในเมื่อชื่อรุ่น บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค รายละเอียดต่างๆ จึงมาในโทนสีดำสนิททั้งคัน อาทิท่อไอเสียสีดำ แป้นเบรกและที่พักเท้าสีดำ คันเกียร์ชุบผิวสีดำ เกียร์โยงชุบซิงค์นิเกิล คันเบรกและคลัตช์ชุบผิวสีดำ แฮนด์บังคับเลี้ยวสีดำ พร้อมไรเซอร์และแคลมป์ชุบผิวสีดำฐานเบาะแบบลอยตัวสีดำ ฝาครอบเครื่องยนต์ ฝาครอบลูกเบี้ยว และฝาครอบสเตอร์พาวเดอร์โค้ทสีดำ ขอบไฟหน้าชุบโครเมียมสีดำ รวมถึงดุมล้อสีดำ อีกทั้งอุปกรณ์มาตรฐานประสิทธิภาพสูงกว่าเดิมได้แก่ ดิสก์เบรกหน้าแบบคู่พร้อมคาลิปเปอร์ 2 ลูกสูบแบบคู่จาก Brembo ดิสก์เบรกหลังแบบเดี่ยวพร้อมคาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยว กระบอกโช้คหน้า Showa ไฟหน้า LED ประสิทธิภาพสูงพร้อมไฟเดย์ไลท์แบบเฉพาะตัว มีระบบควบคุมความเร็วคงที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมถึงหน้าจอเอนกประสงค์ที่ควบคุมได้เพียงปลายนิ้ว
นอกจากนี้ยังมีระบบที่ช่วยผู้ขับขี่ไม่ว่าจะเป็น โหมดการขับขี่บนถนนปกติ (Road) และถนนตอนฝนตก (Rain) มีระบบควบคุมการยึดเกาะถนนแบบปรับได้ เพื่อความปลอดภัย และเหนือสิ่งอื่นใดคือคลัตช์ควบคุมแรงบิดที่ช่วยลดแรงในการบีบคลัตช์ลง เพื่อช่วยป้องกันผู้ขี่จากอาการเหนื่อยล้า รวมถึงระบบป้องกันการโจรกรรมสุดล้ำสมัย พร้อมอุปกรณ์ส่งสัญญาณที่ติดตั้งไว้ภายในกุญแจรถ มีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่ลดการปล่อยไอเสียลง พร้อมเพิ่มความอุ่นใจตลอดการขับขี่ที่มากขึ้น ในส่วนของการบำรุงรักษาที่ 16,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปี แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน ตลอดจนการรับประกันคุณภาพของรถ 2 ปีไม่จำกัดระยะทาง พร้อมทั้งโปรแกรม Triumph Roadside Assistance ตลอดระยะเวลารับประกัน 2 ปี
อย่างไรก็ตาม บอนเนวิลล์ บอบเบอร์ แบล็ค ได้รับการออกแบบพัฒนาขึ้นโดยคำนึงถึงการแต่งรถเป็นหัวใจสำคัญ จึงมีชุดแต่ง Old School และอุปกรณ์เสริมให้เลือกมากกว่า 120 รายการ เพื่อการปรับแต่งรายละเอียดให้เข้ากับสไตล์เจ้าของรถมากที่สุด พร้อมทั้งยังเพิ่มความสะดวกสบายและเสริมประสิทธิภาพของรถให้สูงขึ้น โดยอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ ประกอบไปด้วย ตัวเลือกแฮนด์บังคับเลี้ยวแบบต่างๆ เช่น แบบ Mini Ape Hangers ไฟเลี้ยว LED ขนาดเล็ก บังโคลนแบบสั้น กระเป๋าสัมภาระ เบาะนั่ง และปลอกมือจับทำความร้อนด้วยไฟฟ้า ตลอดจนอุปกรณ์เสริมจากแบรนด์ดัง อย่างชุดกันสะเทือนหลังแบบปรับได้จาก Fox และปลายท่อเก็บเสียงอลูมิเนียมกลึงขึ้นรูปสุดหรูจาก Vance & Hines พร้อมปลายท่อแบบปรับได้
นายจักรพงษ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังได้เปิดตัวอีกหนึ่งรุ่น ได้แก่ “บอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์” (Bonneville Speedmaster) รถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์สไตล์คัสตอมแท้ อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอสายพันธุ์อมตะเหนือกาลเวลาที่รวมคุณลักษณะอันโดดเด่นของมอเตอร์ไซค์ตระกูลบอบเบอร์เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว ส่งมอบภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของบอบเบอร์อย่างเต็มเปี่ยมแต่สามารถใช้งานได้ง่ายดายและคล่องแคล่วขึ้นกว่าที่เคยมี ทั้งหมดนี้เป็นมิติใหม่ของรถมอเตอร์ไซค์ตระกูลบอนเนวิลล์สไตล์คัสตอมสุดคลาสสิกแบบฉบับอังกฤษที่มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานในระดับที่สูงขึ้น
บอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์ มากับขุมพลังบอนเนวิลล์ ขนาด 1200 ซีซี ส่งมอบแรงบิดสูงสุดถึง 106 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ให้กำลังสูงสุดที่ 77 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที มาในสไตล์คัสตอมสุดคลาสสิกอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสายพันธุ์บอบเบอร์ อาทิ ถังน้ำมันเชื้อเพลิงบอนเนวิลล์แกะสลัก ครีบเครื่องยนต์กลึงขึ้นรูป เรือนปีกผีเสื้อคู่สไตล์คาร์บูเรเตอร์ เส้นสายคอท่อที่เรียบง่ายชัดเจนสวยงาม ครีบคอท่อ และยางกันฝุ่นโช้ค
ขณะที่รูปลักษณ์โครงท้ายรถที่ออกแบบมาอย่างแข็งแรงในแบบของบอบเบอร์ก็ได้ถูกนำมาไว้บนรถคันนี้เช่นกัน รวมถึงงานตัวถังแบบเรียบง่าย หน้าปัดเดี่ยว และดุมล้อที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘ดรัมเบรก’ หลังแบบคลาสสิก อีกทั้งกล่องแบตเตอรี่แบบดั้งเดิม ตลอดจนบังโคลนเหล็กพร้อมสันที่ตรงกลาง
การตกแต่งไฟหน้า ‘Nacelle’ แฮนด์บังคับเลี้ยวกวาดไปด้านหลังสไตล์ Beach Bar หมุดพักเท้าด้านหน้า บังโคลนหลังแบบยึดตาย และล้อซี่ลวดขนาด 16 นิ้ว อีกทั้งเพิ่มความสะดวกสบายในการบังคับรถด้วยตำแหน่งการขับขี่ที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ เบาะที่นั่งคู่อเนกประสงค์ และที่นั่งเดี่ยวที่สามารถถอดออกได้ รวมทั้งเบรกประสิทธิภาพสูงเพื่อความมั่นใจสูงสุดด้วยดิสก์เบรกหน้าคู่ พร้อมคาลิปเปอร์จาก Brembo ส่วนดิสก์เบรกหลังเดี่ยวพร้อมคาลิปเปอร์ลูกสูบเดี่ยวจาก Nissin
ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัยจัดเต็มด้วยคันเร่งไฟฟ้า Ride-by-Wire ที่พร้อมส่งกำลังทั้งในโหมดขับขี่บนถนน (Road) และโหมดขับขี่ขณะฝนตก (Rain) ปลอดภัยยิ่งขึ้นด้วยระบบเบรก ABS และระบบควบคุมการยึดเกาะถนน Traction Control แบบเปิดปิดได้ มีคลัตช์ควบคุมแรงบิด รวมถึงระบบควบคุมความเร็วคงที่ Cruise Control แบบกดปุ่มเดียวที่ช่วยให้การขับขี่ทางไกลสะดวกสบายมากขึ้น ตลอดจนหน้าปัดเดี่ยวซึ่งอัดแน่นด้วยคุณลักษณะมากมาย
มาตรวัดความเร็วแบบ analog และจอ LCD ที่ควบคุมได้อย่างง่ายดายด้วยปลายนิ้ว มีระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวเพื่อลดการปล่อยไอเสีย และระบบป้องกันการโจรกรรมรุ่นล่าสุดภายในกุญแจรถ อีกทั้งในส่วนของการบำรุงรักษาที่ยาวนานถึง 16,000 กิโลเมตร หรือ 1 ปี แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งจะถึงก่อน แถมยังรับประกันคุณภาพของรถ 2 ปีไม่จำกัดระยะทาง มาพร้อมโปรแกรม Triumph Roadside Assistance ตลอดระยะเวลารับประกัน 2 ปี ทั้งหมดนี้ทำให้มั่นใจในการใช้งานได้อย่างเต็มที่
โดยรถมอเตอร์ไซค์ไทรอัมพ์ บอนเนวิลล์ สปีดมาสเตอร์ ได้ถูกออกแบบมาสำหรับการปรับแต่งเพิ่มเติมด้วยชุดแต่งทั้งหมด 2 ชุด โดยชุดแต่ง ‘Highway’ สำหรับเพิ่มขีดความสามารถด้านทัวริ่งจึงมีชุดสัมภาระแบบอ่อนครบชุด ส่วนชุดแต่ง ‘Maverick’ สำหรับผู้ขี่ที่ต้องการความเรียบง่ายแต่ดุดัน และอุปกรณ์เสริมที่มีให้เลือกมากกว่า 130 รายการ มีทั้งเบาะแบบนั่งเดี่ยวและแฮนด์บังคับเลี้ยวทรงตรง ตลอดจนอุปกรณ์เสริมต่างๆ สำหรับการตกแต่งสไตล์ทัวริ่ง เช่น ท่อไอเสียระดับพรีเมียมจาก Vance & Hinesอีกด้วย
สำหรับคนไหนที่สนใจสามารถติดต่อ บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด อีเมล์ [email protected] หรือกดติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ www.facebook.com/TriumphMotorcyclesThailand
รหัสแรงตราดาว Mercedes-AMG GT R สะใจสายซิ่ง

ดีไซน์ภายนอก รูปลักษณ์ของ Mercedes-AMG GT R สะท้อนปรัชญาการออกแบบ Sensual Purity ที่ทั้งเมอร์เซเดส-เบนซ์และเอเอ็มจียึดถือ ส่วนหน้าของตัวรถมีลักษณะลาดต่ำ และ กระจังหน้าแบบ AMG Panamericana ที่ยื่นออกไปคล้ายจมูกฉลามนั้นสามารถช่วยลดแรงกดที่ด้านหลังตัวรถ ส่งผลให้การไหลเวียนของอากาศขณะรถเคลื่อนที่ดีขึ้น

อีกทั้งยังประกอบด้วยวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3, ล้ออัลลอยแบบ AMG Performance มีน้ำหนักเบา ช่วยประหยัดพลังงาน และทำให้ระบบช่วงล่างและการหมุนพวงมาลัยเป็นไปอย่างราบรื่นและแม่นยำ นอกจากนั้นยังมีหลังคารถที่ผลิตจากวัสดุคาร์บอน เสริมให้ตัวรถมีสีสันตัดกันสวยงาม พร้อมติด ระบบเบรกแบบ AMG high-performance composite brake สีเหลืองที่เป็นสีพิเศษสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ

ดีไซน์ภายใน ห้องโดยสารของ Mercedes-AMG GT R ได้รับอิทธิพลมาจากกีฬามอเตอร์สปอร์ต โดยเบาะที่นั่งถูกปรับให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับตัวรถ อีกทั้งยังเป็นเบาะที่นั่งแบบ AMG Sports Bucket หุ้มด้วยหนัง Nappa และเส้นใย DINAMICA Microfibre ที่ช่วยปกป้องลำตัวด้านข้างได้ดีแม้ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทั้งนี้ผู้เป็นเจ้าของสามารถเลือกติดตั้งเบาะที่นั่งแบบเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์ได้

อุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อเพิ่ม ความเร้าอารมณ์ขณะขับขี่ เช่น ชุดเข็มขัดนิรภัยสีเหลือง ชุดแผงหน้าปัดสีเหลือง หรือชุดแต่ง ห้องโดยสาร AMG Interior Piano Lacquer เป็นต้น, ชุดแต่ง AMG Interior Night เป็นชุดแต่งมาตรฐานของรถยนต์รุ่นนี้ โดยทั้งพวงมาลัย และเกียร์จะชุบสีดำเงาทั้งหมด, แผงหน้าปัดกว้าง สื่อถึงเอกลักษณ์ของงานออกแบบอากาศยาน, แผงควบคุมตรงกลางมีลักษณะคล้ายกับ NACA air intakeที่นิยมใช้กับเครื่องบิน และมีช่องลมของเครื่องปรับอากาศ 4 ช่องที่ดูคล้ายสปอตไลท์

ความปลอดภัยและเทคโนโลยี Mercedes-AMG GT R มีระบบกันสะเทือนที่ออกแบบมาเพื่อใช้กับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยจะทำงานร่วมกับระบบ AMG RIDE CONTROL ด้วยการใช้โครงสร้างปีกนกสองชั้นเพื่อรักษาสมดุลของล้อ และติดสปริงไว้ด้านบน, ใช้นวัตกรรม AMG Lightweight Performance ที่เลือกสรรวัสดุน้ำหนักเบามาใช้ในการผลิต ทำให้โครงสร้างของรถมีน้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่นสูง แต่แข็งแกร่งและสามารถกระจายแรงได้เป็นอย่างดี

ระบบควบคุมการยึดเกาะเอเอ็มจีแบบ 9 ระดับ หรือ AMG TRACTION CONTROL สามารถจำลองค่าแรงเสียดทานภายในระยะเวลาเพียง เสี้ยววินาทีเพื่อเตรียมระบบต่างๆ ของรถให้สอดคล้องกับสภาพพื้นถนน โดยมีกลไกชุดหม้อเพลาท้ายรถแบบ LSD เป็นตัวช่วย, เสาค้ำยึดล้อคู่หน้าช่วยลดแรงปะทะขณะเกิดอุบัติเหตุ, ยางรองแท่นเครื่องยนต์และยางรองแท่นเกียร์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อเพิ่มความสบายและคล่องตัวขณะขับขี่ โดยระบบสามารถปรับแต่งความยืดหยุ่นของทั้งสองชิ้นได้อย่างเป็นอิสระจากกัน ช่วยกระจาย แรงกระทำด้านข้างได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังมีระบบท่อไอเสียเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์รูปทรง หกเหลี่ยมขนาดใหญ่ที่ใช้ท่อเก็บเสียงที่ผลิตจากไทเทเนี่ยมและเหล็กกล้าไร้สนิม ให้เสียงคล้ายคลึงกับเสียงรถแข่ง


แรงได้ทุกวันกับ Mercedes-AMG GT C
ดีไซน์ภายนอก มีการเสริมสปอยเลอร์หลังที่ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับการขับขี่ในสนามแข่งรถยนต์ที่มีช่องทางวิ่งกว้าง, ล้อหลังถูกปรับให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมต่างๆ ที่เพลาหลัง และเพิ่มประสิทธิภาพขณะเข้าโค้งและเสริมการยึดเกาะ, กระจังหน้าแบบเอเอ็มจีแพนอเมริกาน่า มีวัสดุบังคับลมชุบโครเมี่ยม 15 ซี่เช่นเดียวกับรถแข่งรุ่น Mercedes-AMG GT 3

ฝากระโปรงหน้ายาวและทรงพลัง ทำให้รถดูกว้างขวาง อีกทั้งยังมีช่องรับอากาศที่กว้าง ช่วยให้อากาศไหลผ่านเข้าสู่ระบบเทอร์โบชาร์จเจอร์ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งช่องรับอากาศนี้สามารถเปิดหรือปิดตัวเองได้อัตโนมัติ ตามความเร็วของรถยนต์ที่ผู้ขับขี่กำหนดเอง นอกจากนั้นยังมีหลังคาผ้าใบ 3 ชั้นที่มีผิวสัมผัสนุ่ม มีโครงสร้างเป็นโลหะผสมแมกนีเซียมและอะลูมิเนียมที่มีน้ำหนักเบา โดยสามารถกางเปิดหรือเลื่อนปิดได้อัตโนมัติภายในเวลา 11 วินาที และใช้งานได้แม้ขณะรถวิ่งที่ความเร็วสูงสุดที่ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ดีไซน์ภายใน มาพร้อมกับเบาะหนัง Nappa ที่อยู่ต่ำเพื่อช่วยโอบล้อมผู้ขับขี่ให้รู้สึกราวกับอยู่ในรถแข่ง, พวงมาลัยเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์หุ้มหนัง Nappa และ เส้นใย DINAMICA Microfibre หรือสามารถสร้างความโดดเด่นให้มากยิ่งขึ้นด้วยชุดเบาะเสริมแบบเอเอ็มจีเพอร์ฟอร์มานซ์ที่สามารถปกป้องร่างกายของผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั้งด้านหน้าและด้านหลังได้มากขึ้นด้วยพนักพิงหลังที่มีความโค้งและเสริมด้วยวัสดุเพื่อความนุ่มสบายที่ด้านข้างมากกว่าเบาะที่นั่งแบบมาตรฐาน

อีกทั้งยังติดตั้งระบบให้ความอบอุ่นบริเวณช่วงคอแบบแอร์สคาร์ฟ (AIRSCARF) และระบบ ทำความเย็นให้กับเบาะสำหรับการขับขี่แบบเปิดประทุนทั้งในฤดูร้อนและฤดูหนาว โดยผู้โดยสารสามารถปรับเลือกอุณหภูมิของระบบทำความร้อนและความเย็นได้ 3 ระดับ, แผงหน้าปัดกว้าง ทำให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารรู้สึกราวกับถูกโอบล้อมด้วยปีกนก และห้องโดยสารที่สามารถ เปลี่ยนสีได้หลากหลายเพื่อเพิ่มสุนทรียะในการขับขี่

ด้านความปลอดภัยและเทคโนโลยี ฝากระโปรงหน้าผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์และวัสดุ SMC (Sheet Moulding Compound) ที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษโดยทีมงานของ Mercedes-Benz TEC (เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทีอีซี) และผู้เชี่ยวชาญของเอเอ็มจี ทำให้ฝากระโปรงรถมีน้ำหนักเบา แต่ยังคงไว้ซึ่งความทนทานและแข็งแรง, ระบบช่วงล่างของทั้ง 4 ล้อมีทั้งปีกนก แกนบังคับเลี้ยว และ โครงฐานคุมล้อ (hub carrier) ที่หล่อจากอะลูมิเนียมเพื่อลดน้ำหนักที่ไม่จำเป็น โดยล้อทั้ง 4 จะถูกควบคุมโดยกลไกปีกนกแบบ 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการหมุนของล้อและการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

Mercedes-AMG GT R และ Mercedes-AMG GT C มาพร้อมกับระบบ AMG DYNAMIC SELECT ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดของเกียร์หลักได้ 3 แบบ คือ “C” (Comfort) สำหรับการขับขี่ในชีวิตประจำวัน ช่วยให้ผู้ขับขี่รู้สึกผ่อนคลายและสะดวกสบาย, “S” (Sport) และ “S+” (Sport Plus) เน้นความเร้าใจในการขับขี่ให้มากยิ่งขึ้น และ “I” (Individual) ที่สามารถช่วยจดจำรูปแบบการขับขี่ของผู้ขับได้ อีกทั้งยังมีโหมด “RACE” ที่เป็นโหมดเสริมสำหรับผู้ขับขี่ที่ต้องการความแรงและเกียร์ที่เปลี่ยนได้รวดเร็วเหมือนอยู่ในสนามแข่งรถ
มาพร้อมกับเสียงเครื่องยนต์ที่เร้าอารมณ์ ทั้งนี้ผู้ขับขี่สามารถสร้างข้อกำหนดทั้งหมดในแต่ละโหมดการขับขี่เองได้ด้วยการกดปุ่ม “M” (Manual) ที่อยู่ตรงกลางแผงควบคุม, ระบบเพลาหลังแบบแอคทีฟ (active rear axle steering) ที่จะหมุนเพลาล้อคู่หลังไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเพลาล้อคู่หน้าเมื่อใช้ความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อช่วยให้เข้าโค้งได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น และประหยัดแรงในการหมุนพวงมาลัย แต่หากความเร็วสูงสุดเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไปทั้งล้อคู่หน้าและหลังจะหมุนไปในทิศทางเดียวกันเพื่อเสริมสมดุลให้กับตัวรถ ทำให้ท้ายรถไม่ปัดเมื่อหักเลี้ยว

รถยนต์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ความจุกระบอกสูบ 4 ลิตร ระบบไดเรค อินเจคชั่น และระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด (seven-speed dual clutch transmission) ที่ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวยิ่งขึ้น และการตอบสนองของระบบเกียร์จะดีขึ้นตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่




