เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว Mercedes-AMG GT R และ Mercedes-AMG GT C รหัสแรงตราดาว

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ย้ำภาพผู้นำตลาดรถหรูเมืองไทย ส่งสองสุดยอด รถสปอร์ตที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว และสมรรถนะอันดีเยี่ยมอย่าง “GT R” รถยนต์สปอร์ตสายพันธุ์แรงด้วยเทคโนโลยีแบบมอเตอร์สปอร์ต และ “GT C” สปอร์ตโรดสเตอร์ที่จะมอบความเร้าใจในทุกการขับขี่ โดยรถยนต์รุ่น “Mercedes-AMG GT R” นำเสนอในราคาเริ่มต้นที่ 17.4 ล้านบาท และ “Mercedes-AMG GT C” นำเสนอในราคาเริ่มต้นที่ 16.8 ล้านบาท


มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีพ.ศ. 2560 นี้ ถือเป็นโอกาสครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ Mercedes-AMG ซึ่งถือเป็นแบรนด์ รถสปอร์ตระดับแถวหน้าของโลก ที่ยึดถือหลักการสร้างสรรค์รถยนต์ที่สามารถ ‘ขับเคลื่อนทุกสมรรถนะ – Driving Performance’ เป็นหัวใจหลักของแบรนด์ ผ่านการส่งมอบเทคโนโลยีที่ ล้ำสมัย และเต็มเปี่ยมด้วยนวัตกรรมเพื่อมอบความโฉบเฉี่ยวและเร้าอารมณ์ให้กับทุกการขับขี่ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เอเอ็มจีได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ทั้งในด้านกีฬามอเตอร์สปอร์ตและด้านการพัฒนารถยนต์ที่มีเอกลักษณ์ รวมถึงการที่แบรนด์ได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รถยนต์สปอร์ตตระกูล AMT GT ยังช่วยให้เห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าในการพัฒนารถยนต์ของแบรนด์ พร้อมทั้งช่วยให้แบรนด์ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากอีกด้วย”


“โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ นอกจากทิศทางการดำเนินงานของบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ที่ยังคงให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์หลักอย่างแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ แล้ว เรายัง มุ่งเน้นมาที่แบรนด์รถยนต์ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นนิช มาร์เก็ต (Niche Market) มากขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG สองรุ่นล่าสุด อย่าง Mercedes-AMG GT R และ Mercedes-AMG GT C เพื่อมาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอของกลุ่มรถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมี่ยม และแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการไปอีกขั้นของรถยนต์ในตระกูลนี้ที่มีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน” มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม


“ปัจจุบัน บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทุกความต้องการของผู้บริโภค ทั้งรถยนต์แบรนด์ Mercedes-Benz ทั้งรุ่นประกอบ ในประเทศ (LOCAL PRODUCTION) และรุ่นนำเข้า (CBU) แบรนด์ Mercedes-Maybach แบรนด์รถยนต์หรูระดับอัลตร้าลักชัวรี และ Mercedes-AMG แบรนด์รถยนต์สปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมี่ยม เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย รวมถึงแบรนด์เทคโนโลยีอย่าง EQ – Electric Intelligence by Mercedes-Benz ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการมอบ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ให้กับลูกค้า ทั้งในวันนี้และวันข้างหน้า” มร.ไมเคิล กล่าวปิดท้าย


มร.ฟรังค์ ชไตน์อัคเคอร์ รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับในวันนี้ ถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์ เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี ผู้ผลิตรถยนต์สปอร์ตที่เร็วที่สุดของโลกอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อตอกย้ำถึงความสำคัญของรถยนต์ตระกูลสมรรถนะสูง ที่ทางบริษัทฯ ตั้งใจที่จะนำเสนอแก่ลูกค้าผู้ชื่นชอบความสปอร์ตเร้าใจทุกท่าน นอกจากนี้ เรายังถือโอกาสนี้ แนะนำสมาชิกใหม่ล่าสุดจากแบรนด์นี้ถึง 2 รุ่น อย่าง Mercedes-AMG GT R เป็นรถยนต์สปอร์ตสายพันธุ์แรงที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีแบบมอเตอร์สปอร์ตเต็มสมรรถนะ และ Mercedes-AMG GT C สปอร์ตโรดสเตอร์ที่พร้อมมอบประสบการณ์ความเร้าใจให้กับทุกการขับขี่ ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V8 เทอร์โบคู่ ผสานพลังกับระบบเกียร์แบบคลัทช์คู่ 7 สปีด ช่วยทำให้รถมีความคล่องตัวและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีดีไซน์สปอร์ตเต็มตัวที่โฉบเฉี่ยว ล้ำสมัย และโดดเด่นไม่เหมือนใครตามแบบฉบับของ Mercedes-AMG”


“แบรนด์เอเอ็มจีนั้นมีการดำเนินกลยุทธ์เพื่อพัฒนา และวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมรรถนะสูงมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน Mercedes-AMG มีรุ่นรถยนต์ให้ลูกค้าเลือกสรรมากมาย ครอบคลุมรถยนต์ทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่รถยนต์คอมแพค รถยนต์สปอร์ต รถยนต์ซาลูน รถยนต์เอสเตท รถยนต์เอสยูวี รถยนต์สไตล์คูเป้ รถยนต์เปิดประทุนสไตล์คาบริโอเลต์ และรถยนต์สไตล์โรดสเตอร์ สำหรับในประเทศไทย เราได้นำเสนอรถยนต์ภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG แก่ลูกค้าชาวไทยทั้งหมด 12 รุ่น ได้แก่ Mercedes-AMG A 45 4MATIC, Mercedes-AMG CLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG GLA 45 4MATIC, Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG C 63 S Coupé, Mercedes-AMG E 63 S 4MATIC, Mercedes-AMG SLC 43, Mercedes-AMG GLC 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG GLE 43 4MATIC Coupé, Mercedes-AMG GT S รวมถึงสองรุ่นล่าสุด อย่าง Mercedes-AMG GT R และ Mercedes-AMG GT C ที่มาเติมเต็มพอร์ทโฟลิโอรถยนต์ในกลุ่มสปอร์ตสมรรถนะสูงระดับพรีเมี่ยมในประเทศไทยให้ครบครันมากยิ่งขึ้น” มร.ฟรังค์ กล่าวเสริม

สำหรับงานเปิดตัวในครั้งนี้ เราได้เลือกจัดงานที่เดอะลิงค์ อโศก-มักกะสัน ซึ่งถือเป็นสถานที่ แห่งใหม่ แตกต่างจากที่เคย เพื่อมอบประสบการณ์ความแปลกใหม่และเพิ่มโอกาสให้ทั้ง แขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชน และลูกค้าคนสำคัญสามารถเข้ามาสัมผัสกับรถรุ่นใหม่ทั้ง 2 รุ่นอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้รับเกียรติจากสุดยอดนักแข่งรถสปอร์ตระดับโลกจากประเทศออสเตรเลียอย่างมร.ปีเตอร์ แฮ็คเค็ท และมร.ดอมินิค สตอรีย์ ชนะการแข่งขัน Australian GT Hampton Downs 500 ในปีนี้ ที่มาเผยประสบการณ์และความประทับใจเกี่ยวกับรถยนต์ตระกูล Mercedes-AMG GT อีกด้วย


ส่องยนตกรรมในงาน “โตเกียว มอเตอร์โชว์” ครั้งที่ 45 มีไรจะมาเมืองไทยมั้ยหนอ…


สมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น
(Japan Automobile Manufacturers Association) จัดงาน 2017 โตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 เป็นเวลา 10 วัน ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคมถึงวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายน .. 2560 ที่ศูนย์การประชุมโตเกียว บิ๊ก ไซต์ ภายใต้แนวคิดของงานในปีนี้คือ “BEYOND THE MOTOR”


งานโตเกียว
มอเตอร์โชว์จะเริ่มด้วยรอบสื่อมวลชนในวันที่ 25 – 26 ตุลาคม ก่อนเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมงานตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 ตุลาคมถึงวันอาทิตย์ที่ 5 พฤศจิกายนนี้
ภายในงานปีนี้มี 15 แบรนด์จาก 14 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่น พร้อมด้วยอีก 19 แบรนด์จาก 13 บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดง


มีบริษัทและองค์กรรวมทั้งหมด 153 รายจาก 10 ประเทศที่เข้าร่วมงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ประจำปีนี้ซึ่งครอบคลุมรถยนต์นั่ง รถเชิงพาณิชย์ รถจักรยานยนต์ บริษัทออกแบบรถยนต์ ตัวถังยานยนต์ ชิ้นส่วน เครื่องจักรกล และเครื่องมือต่างๆ รวมถึงการบริการที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์


เราหวังว่าจะสามารถสร้างสรรค์งานแสดงเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในโลกฮิโรโตะ ไซคาวะ ประธานสมาคมผู้ผลิตยานยนต์ของญี่ปุ่น และประธานกรรมการ นิสสัน มอเตอร์ กล่าวเราต้องการให้ผู้เข้าเยี่ยมชมงานได้สัมผัสศักยภาพทางเทคโนโลยีของบริษัทจากญี่ปุ่น


“TOKYO CONNECTED LAB 2017”
คือกิจกรรมหลักรูปแบบใหม่ของงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ 2017 ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสกับการเชื่อมต่อและค่านิยมใหม่ที่เกิดขึ้นจากสังคมแห่งการเคลื่อนที่แห่งอนาคต อันประกอบด้วย 3 โปรแกรมที่จะให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเพื่อสร้างความเข้าใจในค่านิยมเหล่านี้ได้ง่ายขึ้น


THE FUTURE เป็น
การนำเสนอภาพการขับเคลื่อนกรุงโตเกียวแห่งอนาคต กิจกรรมแบบอินเตอร์แอคทีฟเต็มรูปแบบนี้จะสะท้อนแนวคิดของบริษัทที่เข้าร่วมงานในด้านสังคมแห่งการเคลื่อนที่ของเมืองใหญ่ในอนาคตบนพื้นฐานความคิดจากบริษัทที่เข้าร่วมงานและแนวคิดหลัก 6 ประการคือ สังคมที่ดี (social good), เป็นสากล (universal), เคลื่อนที่ (move), การขับขี่ (drive), ความเป็นเป็นส่วนตัว (private) และแบ่งปัน (share) ภายในโดมสามารถรองรับผู้เข้าชมได้ถึง 300 คน และจะมีการฉายภาพ 360 องศาที่มีการอัพเดตข้อมูลอยู่ตลอดเวลาจากบริษัทที่เข้าร่วมงาน


THE MAZE เป็น
การจำลองกรุงโตเกียวในอนาคต สัมผัสสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์ ผู้ขับขี่ และโครงสร้างพื้นฐานของเมืองมีการเชื่อมต่อกันทั้งหมด กิจกรรมนี้เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมงานได้เข้าชมรอบละ 30 คนเพื่อจะได้รขับถยนต์เข้าสู่โลกเสมือนจริงเที่ยมชมกรุงโตเกียวแห่งอนาคต


กิจกรรมพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต THE MEET UP เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับเว็บไซต์ข่าวออนไลน์อย่าง NewsPicks เป็นการพูดคุยเสวนาเพื่อต่อยอดแนวคิด “BEYOND THE MOTOR”

นอกจากนั้นในงานยังมียานยนต์แห่งอนาคตที่หลายๆ คนมองว่ามันเป็นแค่รถต้นแบบ แต่เอาเข้าจริงๆ ในอีกไม่ช้าเราน่าจะได้เห็นยานยนต์พวกนี้วิ่งอยู่บนถนนบ้านเราก็เป็นได้ใครจะไปรู้ ยานยนต์ต่างๆ ที่แสดงในงานล้วนแล้วแต่สุดยอดทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี และการออกแบบ เราได้เอามาให้ได้ดูกันเป็นบางส่วนถ้าใครรู้สึกว่ายังไม่จุใจพอสามารถเข้าไปดูภาพ และวิดีโอเพิ่มเติมได้ที่ www.tokyo-motorshow.com


แอสตัน มาร์ตินแบงคอก เผยโฉม “DB11 V8 ” ตัวแรงครั้งแรกในอาเซียน

นายชุก อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ในเครือบริษัท มาสเตอร์ กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด หรือ เอ็มจีซี-เอเซีย (MGC-ASIA) เปิดเผยว่า เพื่อสานต่อแนวนโยบาย สู่การเป็นผู้นำตลาดรถ ไฮลัคชัวรี่ สปอร์ต เซ็กเมนต์ นั้น ล่าสุด บริษัทได้ทำการเผยโฉม “ แอสตัน มาร์ติน DB11 V8″ สู่ประเทศไทย และถือเป็นการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นนี้ครั้งแรกในภูมิภาคอาเซียน โดยคาดว่า แอสตัน มาร์ตินจะเป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีแนวโน้มการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและภูมิภาค

ทั้งนี้ แอสตัน มาร์ติน DB 11 V8 ถือเป็นทางเลือกที่จะเข้ามาสานต่อความสำเร็จในระดับโลกของตระกูล DB11 อันเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม GT ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อปี 2016 แอสตัน มาร์ติน DB 11 V8 มาพร้อมเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ V8 ขนาด 4.0 ลิตร ซึ่งถือเป็นการเติมเต็ม DB11 รุ่นเครื่องยนต์ทวินเทอร์โบชาร์จ V12 ขนาด 5.2 ลิตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ด้วยขุมพลัง 503 แรงม้า และแรงบิดที่ 675 นิวตันเมตร เครื่องยนต์ V8 ที่สามารถขับเคลื่อน DB11 ด้วยอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 4.0 วินาที และให้ความเร็วสูงสุดถึง 300 กิโลเมตร/ชม. พร้อมผสานประสิทธิภาพเหนือระดับนี้ด้วยสมรรถนะอันน่าทึ่ง ขณะที่อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ ( CO2 ) เพียง 230 กรัม/กม.


มร.แม็ก แสวจ ( Max Szwaj ) หัวหน้าฝ่ายเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของ Aston Martin กล่าวว่า “ในฐานะวิศวกรผมพบว่า DB11 เป็นรถที่น่าทึ่งอย่างมาก ด้วยคุณลักษณะ และความสามารถอันลุ่มลึก แน่นอนว่ารุ่นเครื่องยนต์ V12 นั้นคือที่สุดแห่งไอคอนสำหรับผู้ชื่นชอบอยู่แล้ว แต่รุ่น V8 ก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัวเช่นเดียวกัน ด้วยภาพลักษณ์อันแตกต่างพร้อมสะกดทุกสายตาอย่างแท้จริง การพลิกโฉมเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ให้ผลลัพธ์อันน่าประทับใจ ส่งผลให้เราสามารถนำเสนอที่สุดแห่งยนตรกรรม GT ได้ถึงสองรุ่น”


DB11 รุ่นเครื่องยนต์ V8 ถูกออกแบบให้สร้างสมดุลย์ไว้ที่จุดศูนย์กลางในช่วงฐานล้อมากขึ้น จึงให้ความรู้สึกปราดเปรียวซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สามารถสัมผัสได้อย่างเต็มที่จากการปรับแต่งรายละเอียดต่างๆ ของระบบกันสะเทือน รูปทรงเรขาคณิต

โครงสร้างมาพร้อมระบบป้องกันขณะพลิกคว่ำ สปริง แดมเปอร์ และซอฟต์แวร์ ESP ด้วยการรังสรรค์คุณสมบัติด้านขุมพลังให้แตกต่างจากรุ่น V12 อย่างพิถีพิถัน รุ่น V8 จึงสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าผู้หลงใหลยนตรกรรม GT อันสะดวกสบายและขับเคลื่อนความสปอร์ตให้โดดเด่นยิ่งขึ้น


ภายในของ DB11 V8 มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานระดับเดียวกัน รวมถึงสีสันและชุดตกแต่งอันหลากหลายที่ลูกค้าทั้งสองรุ่นสามารถเลือกได้เหมือนกัน นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มความเหนือชั้นได้จากแพ็คเกจ Option Packs และ Designer Specification รวมถึงคอลเลคชั่น Q by Aston Martin อันเป็นคอลเลคชั่นสุดหรูจากตระกูลแอสตัน มาร์ติน


มร.แอนดี้ พาลเมอร์ ประธานและซีอีโอ แห่ง แอสตัน มาร์ติน กล่าวว่า “ DB11คือยนตรกรรมอัจฉริยะอันสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่ แอสตัน มาร์ติน เคยพัฒนาขึ้น สำหรับรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V8 นี้ เราได้เพิ่มความน่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการนำเสนอยนตรกรรมที่จะทำให้ DB11 เป็นที่รู้จักของลูกค้าทั่วโลกมากยิ่งขึ้น โดยยังคงประสิทธิภาพเหนือระดับเอาไว้อย่างครบถ้วน สิ่งที่พลิกโฉมรถยนต์รุ่นนี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่เครื่องยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เพื่อสร้างสรรค์ยนตรกรรม GT ที่แตกต่างอย่างโดดเด่นจากรุ่น V12 ด้วย”

นายชุกกล่าวเพิ่มเติมว่าทั้งนี้ DB11 V8 จะเป็นยนตรกรรมไฮไลต์สำหรับ แอสตัน มาร์ติน ในงานมหกรรมยานยนต์ 2017 ในปีนี้ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ณ ชาเลนเจอร์ฮอล 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี


สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โชว์รูมแอสตัน มาร์ตินแบงคอก สาขาพระราม 3 โทร.02 670 6040 , สาขาสยามพารากอน โทร.02-610 9775 และ แอสตัน มาร์ตินแบงคอกสาขาภูเก็ต โทร.076-201 966


MocyKaidee คอมมิวนิตี้สำหรับคนรักรถมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ในเมื่อวงการนักบิดบ้านเรามันเติบโตขนาดนี้ Kaidee ตลาดซื้อ-ขายของออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ก็ไม่พลาดที่จะเปิดตัว MocyKaidee (มอไซค์ขายดี) ช่องทางใหม่ในการจับจ่ายเอาใจนักบิดทั้งมือใหม่มือเก่า ด้วยรถมอเตอร์ไซค์กว่า 25,000 คันที่ประกาศขายทุกวัน และมีการใช้งานมากกว่า 120,000 ครั้งต่อวันหรือกว่า 3.4 ล้านครั้งต่อเดือน ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดยานยนต์ออนไลน์อันดับหนึ่งของประเทศ


นายทิวา ยอร์ค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/เฮดโค้ช Kaidee กล่าวว่า “ตลาดรถมอเตอร์ไซค์เป็นตลาดยานพาหนะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ภายในครึ่งแรกของปี 2560 นี้ มีรถมอเตอร์ไซค์จดทะเบียนใหม่กว่า 1.2 ล้านคัน เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่มีเพียง 400,000 คัน และเมื่อดูจากสถิติของ Kaidee ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแล้ว หมวดหมู่ “รถมอเตอร์ไซค์” เป็น 1 ใน 5 หมวดหมู่ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดมาโดยตลอด แต่ยังไม่มีแพลตฟอร์มไหนที่ตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้อย่างครบถ้วน ดังนั้น เพื่อเป็นการตอกย้ำจุดแข็งของเราที่เป็นอันดับหนึ่งในด้านตลาดยานยนต์ออนไลน์ การเปิดตัว MocyKaidee จึงเป็นการสร้างอีกแพลตฟอร์มย่อยอันหนึ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของคนรักมอเตอร์ไซค์โดยเฉพาะ”


“อีกหนึ่งจุดแข็งของ MocyKaidee นั้นคือการเป็นคอมมิวนิตี้สำหรับการซื้อ-ขายรถมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ เราได้รวบรวมทุกแบรนด์ที่มีอยู่ในท้องตลาด จัดเป็นหมวดหมู่ให้ทุกคนได้เลือกซื้อ-ขายง่าย รวมทั้งยังมีอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง และอุปกรณ์ขับขี่ประกาศขายมากกว่า 36,000 รายการทุกวัน และมีรถมอเตอร์ไซค์มากกว่า 9,500 รายการที่ขายได้ที่ MocyKaidee”


ผู้ใช้งาน MocyKaidee ยังมั่นใจได้อีกว่าคอมมิวนิตี้การซื้อ-ขายนี้ยังเป็นตลาดที่มีคุณภาพ ด้วยเทคโนโลยีและทีมงานที่คอยตรวจสอบคุณภาพ ให้ทุกประกาศที่ลงขายเป็นที่พึงพอใจของผู้ซื้อ และยังมี “ฝ่ายบริการลูกค้า” ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือคอมมิวนิตี้แห่งนี้เพื่อความสบายใจในทุกการซื้อ-ขาย


“ด้วยเทคโนโลยีและทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมคุณภาพของคอมมิวนิตี้ MocyKaidee แห่งนี้ จะทำให้ผู้ใช้งาน หรือว่าแบรนด์ต่างๆ ที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิตี้คนรักมอเตอร์ไซค์มั่นใจได้ว่า คอนเทนต์และประกาศต่างๆ เหมาะสมและเป็นมิตรกับผู้ใช้งานทุกคนและทุกแบรนด์” นายทิวา กล่าวปิดท้าย


Ducati จับมือ KYT ร่วมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในหลักสูตร DRE


ดูคาติไทยแลนด์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย Ducati รถบิ๊กไบค์พรีเมียมสัญชาติอิตาเลียน ที่มีจุดเริ่มต้นในวงการ สองล้อมาจากการต่อยอดพัฒนารถแข่งในสนามมาสู่รถที่ใช้งานในชีวิตประจำวัน รับมอบหมวกกันน็อค KYT ซึ่งเป็นแบรนด์หมวกกันน็อคคุณภาพสูงจากประเทศอิตาลี ที่พัฒนามาจากหมวกกันน็อคสำหรับนักแข่งในสนามแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบ MotoGP ทั้งนี้ ทาง KYT มีการส่งมอบหมวกกันน็อคมาตรฐานโลก รุ่น Kyoto จำนวน 30 ใบ สำหรับนำไปใช้ในการอบรมหลักสูตร Ducati Riding Experience หรือ DRE Course


DRE Course
เป็นหลักสูตรที่มุ่งเน้นการถ่ายทอดประสบการณ์การขี่รถ Ducati ที่ถูกต้องและปลอดภัย รวมถึงการเสริมสร้างทัศนคติที่ดีของการขับขี่รถบนท้องถนน ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมครูฝึกที่ผ่านการอบรมหลักสูตร DRE จากประเทศอิตาลี โดยหลักสูตร DRE ในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น Intro Course และ  Precision Course ซึ่งทั้งสองหลักสูตรเป็นหลักสูตรแบบ Private Course ที่ทางดูคาติไทยแลนด์มีการจัดขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อร่วมรณรงค์และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุบัติเหตุบนท้องถนน


อาดิดาส จับมือ เดวิด เบ็คแฮม ออกแบบรองเท้าฟุตบอล ADIDAS X DAVID BECKHAM

อาดิดาสฟุตบอลเปิดตัว รองเท้าฟุตบอลลิมิเต็ค เอดิชั่นรุ่น พรีเดเตอร์ แอคเซเลอเรเตอร์ (Predator Accelerator) หนึ่งใน ADIDAS X DAVID BECKHAM แคปซูลคอลเลคชั่น ที่ออกแบบโดยเดวิด เบ็คแฮม หนึ่งในนักเตะระดับตำนานและพาร์ทเนอร์หลักของอาดิดาส ในโอกาสเฉลิมฉลองความร่วมมือที่มีมาอย่างยาวนานถึง 21 ปีกับแบรนด์อาดิดาส

เดวิด เบ็คแฮม กล่าวว่า “เมื่อไหร่ก็ตามที่มองย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลของตัวเอง จะมีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนเสมอนั่นก็คือรองเท้าฟุตบอลอาดิดาส รุ่นพรีเดเตอร์ที่ยังคงอยู่ในความทรงจำ และยังเป็นส่วนประกอบหลักที่ช่วยให้ผมเล่นเกมนัดสำคัญออกมาได้ดีที่สุด และนั่นก็กลายมาเป็นเหตุผลที่ทางอาดิดาสได้ให้ผมเข้ามามีโอกาสในการออกแบบรองเท้าในรุ่นปรับโฉมใหม่สำหรับการใส่ลงสนาม รุ่นเคจ และรุ่นสตรีท ซึ่งผมก็ตอบตกลงทันที”

เบ็คแฮมได้เข้ามาเป็นตัวหลักในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นล่าสุดนี้ตั้งแต่การให้คอนเซ็ปต์ในลอนดอน และการเดินทางไปติดตามการดีไซน์ที่อาดิดาสสำนักงานใหญ่ในเยอรมนี แคปซูลคอลเลคชั่นนี้จึงออกมาทั้งสามสีนี้แตกต่างกันในแต่ละรุ่น คือ รุ่นสเตเดียมจะมาในสีขาว (Triple-white) รุ่นสตรีทมาในสีดำ (Triple-black) และรุ่นเคจ กับสีแดง (Triple-red)


แซม แฮนดี้ รองประธานด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จากอาดิดาส กล่าวว่า “การออกรองเท้าแคปซูลคอลเลคชั่นรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่นของเราในครั้งนี้ก็เพื่อเฉลิมฉลองให้กับประวัติศาสตร์ที่ยาวนานพร้อมกับนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อประสิทธิภาพการใช้งานสูงสุด ทางอาดิดาสเองก็มีพาร์ทเนอร์ที่ร่วมมือกันในวงการกีฬาอย่างเดวิด เบ็คแฮม ซึ่งการร่วมงานกับเบ็คแฮมในการออกแบบรองเท้าตามสไตล์ของเค้านั้นเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก เราเห็นตรงกันว่าผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นนี้ จะมีความโดดเด่นและมีคุณค่าสำหรับเหล่าแฟนบอล และนักสะสม”

หมายเลขบนเสื้อทั้งสามหมายเลขในอาชีพฟุตบอลของเขา ก็ถูกนำมาเป็นองค์ประกอบหนึ่งของคอลเลคดังกล่าวเพื่อสื่อถึงช่วงเวลาที่สำคัญในอาชีพของเบ็คแฮม ที่พิมพ์อยู่บริเวณส้นของรองเท้าในแต่ละรุ่น โดยรุ่นสเตเดียมจะเป็นเลข 23 รุ่นสตรีทจะเป็นเลข 32 และรุ่นเคจจะเป็นเลข 7 แม้กระทั่งตัวอักษรที่นำมาใช้ ยังเป็นการผสมผสานระหว่างรูปแบบจาก Predator รุ่นเดิม เข้ากับชื่อ Beckham และตัวเลข อันแสดงให้เห็นถึงความทันสมัยในกลิ่นอายคลาสสิก


ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือเยี่ยมชมเฟซบุ๊คที่ facebook.com/adidasfootball www.facebook.com/adidasTH หรือติดตามผ่านทางทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball หรืออินสตาแกรม #adidasthailand


ออดี้เปิดตัว Audi TTS Coupé ตัวแรงจากค่ายออดี้สู่ตลาดในไทย

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ออดี้ ประเทศไทย โดยบริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด ผู้นำเข้าและผู้จัดจำหน่ายรถยนต์ Audi อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ล่าสุดบริษัทได้นำเข้ารถยนต์สปอร์ตคอมแพค รุ่นล่าสุด Audi TTS Coupé ตอบสนองลูกค้าที่ต้องการเติมเต็มอารมณ์สปอร์ต สมรรถนะสูง เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ และให้ความมั่นใจด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยสูงสุด 

นายกฤษณะกร กล่าวว่า Audi TTS Coupé เป็นรถสปอร์ตคอมแพค ที่ได้รับการออกแบบอย่างเยี่ยมยอดและเหนือชั้น ล้ำสมัย แต่มีความบึกบึน ตัวถังภายนอกเต็มไปด้วยมัดกล้าม แข็งแกร่ง ดุดัน ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดาวิศวกรผู้ออกแบบของออดี้ต้องการสื่อถึงความล้ำสมัย และความมีไดนามิกที่ดี โดยไม่หลงลืมเส้นสายหลักอันเป็นเอกลักษณ์ของต้นกำเนิด TT ตั้งแต่ปี 1998

Audi TTS Coupé มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด1,984 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 286 แรงม้าที่ 5,300-6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 380 นิวตันเมตรที่ 1,800-5,200 รอบ/นาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม

แนวคิดโดยรวมในการออกแบบ Audi TTS Coupé เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิวัฒนาการของเทคโนโลยีโครงสร้างใหม่ที่มีน้ำหนักเบาที่เรียกว่า Audi Space Frame (ASF) บนพื้นฐานแนวคิดแบบแยกส่วน และใช้วัสดุที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ทั้งเหล็กร้อนขึ้นรูปอะลูมิเนียม ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้รถมีความปราดเปรียว ว่องไว ด้วยน้ำหนักเพียง 1,445 กิโลกรัมเท่านั้น ลดลงถึง 50 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้านี้

Audi TTS Coupé มีความยาวตัวถัง 4.19 เมตร ความยาวช่วงล้อ 2.5 เมตร โดดเด่นด้วยโอเวอร์แฮงก์ ที่สั้น ช่วยให้รถมีการทรงตัวที่ดี ควบคุมได้ง่าย และเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสารมากขึ้น การออกแบบหน้ารถคุมด้วยเส้นสายแนวนอน ช่วยให้ดูกว้าง มั่นคง แข็งแรง เสริมด้วยกระจังหน้าแบบชิ้นเดียว ไฟหน้าเพิ่มความโดดเด่นสะดุดตา ด้วยเทคโนโลยี LED สัญญาณเลี้ยวด้านท้ายแบบไดนามิก ทำงานโดยส่งสัญญาณเป็นไฟวิ่งไปยังทิศทางที่รถต้องการจะไป เป็นการเพิ่มการสื่อสารเพื่อกระตุ้นการรับรู้ของผู้ใช้รถใช้ถนนอื่นๆ ได้ดีขึ้น นอกจากนี้ Audi TTS Coupé ยังมีนวัตกรรมใหม่สำหรับไฟเบรกดวงที่ 3 ที่โดดเด่นด้วยแนวเส้นไฟที่บางเฉียบวิ่งไปตามขอบของฝากระโปรงท้ายได้อย่างสวยงามลงตัว

Audi TTS Coupé มาพร้อมกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ “quattro” แบบอีเลคโทรไฮดรอลิค มัลติเพลทคลัทซ์ จะจัดการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปยังล้อหน้าในการขับขี่ปกติ แต่หากอยู่ในบางสถานการณ์ที่ล้อหลังต้องการกำลัง เพื่อเพิ่มการทรงตัว หรือเพิ่มสมรรถนะในการขับขี่ ระบบจะส่งกำลังไปยังล้อหลังภายในเสี้ยววินาที ในอัตราส่วนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันออกไป และหากผู้ขับขับขี่เลือกแบบสปอร์ต ระบบจะส่งกำลังไปที่ล้อหลังอย่างรวดเร็ว และทำซ้ำๆกันหลายครั้ง ช่วยให้ Audi TTS Coupé ผ่านเส้นทางโค้งได้อย่างง่ายดาย และในสถานการณ์ที่พื้นผิวค่อนข้างลื่น “quattro”   จะเข้ามาควบคุมการส่งกำลังแต่ละล้อให้เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้รถลื่นไถล

Audi TTS Coupé ยังมาพร้อม ระบบ Audi Drive Select อันชาญฉลาด ให้ผู้ขับได้เลือกใช้งานตามความเหมาะสม ทั้งสไตล์ในการขับขี่และสภาพถนน ประกอบไปด้วย comfort, auto, dynamic, efficiency  และ individual ซึ่งระบบต่างๆ เหล่านี้จะควบคุมการทำงานของช่วงล่าง เครื่องยนต์ และพวงมาลัย       ที่แตกต่างกัน ทำให้ทุกประสบการณ์ในการขับขี่มีความสนุกสนาน ส่วนระบบเกียร์ เป็นแบบดูอัล คลัทช์ ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์ทำได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่มีจังหวะสะดุด โดยมีโหมด manual ให้เลือกเปลี่ยนเกียร์ได้เองจาก แพดเดิล ชิฟท์ ซึ่งติดตั้งไว้ที่ด้านหลังพวงมาลัย และในโหมด Efficiency รถจะรักษาความเร็วเมื่อผู้ขับถอนเท้าออกจากคันเร่ง

ส่วนระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ แมคเฟอร์สันสตรัท ผลิตจากอะลูมิเนียมช่วยให้มีน้ำหนักที่เบาลง ขณะที่ระบบพวงมาลัยออกแบบมาให้มีสัดส่วนที่แม่นยำในทุกองศาการเลี้ยว ขณะที่ช่วงล่างด้านหลังเป็นแบบ 4-ลิงค์ ช่วยให้จัดการกับแรงกระทำในทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นเป็นแนวยาวเมื่อรถเคลื่อนตัวหรือ  ชะลอตัว และแนวขวางเมื่อมีการหักเลี้ยวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบ Audi magnetic ride ซึ่งเป็นระบบช่วยควบคุมระดับของ damping ให้เหมาะสมตามแต่ละสถานการณ์ขับขี่ และด้วยความประณีตในการออกแบบและเซ็ตอัพของโครงสร้างตัวถัง Audi TTS Coupé จึงเป็นรถที่ตอบสนองได้ดี มีการควบคุมการขับขี่ (handling) ที่แม่นยำ

Audi TTS Coupé ได้รับการติดตั้งระบบควบคุมขับขี่ ESC ควบคุมการทำงานโดยใช้แรงเบรกจัดการกับล้อด้านที่อยู่ในด้านในของทางโค้ง เพื่อส่งกำลังไปยังล้อด้านนอกเพิ่มขึ้น ทำให้ทุกการขับขี่เต็มไปด้วยความสนุก มั่นใจ ด้านหน้าเป็นดิสค์เบรกแบบมีช่องระบายความร้อน มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 312 มม. และ 338 มม. แตกต่างกันตามขนาดเครื่องยนต์ เบรกมือไฟฟ้าใหม่จับที่ล้อหลัง มีน้ำหนักที่ลดลงจากคาลิปเปอร์เบรกที่ผลิตจากอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา

ภายในห้องโดยสารของ Audi TTS Coupé ได้รับการออกแบบให้ดูสปอร์ต และกว้างขวาง โดยยึดความสะดวกสบายคล่องตัวของผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง หากมองจากด้านบน จะเห็นเส้นสายการออกแบบของแผงคอนโซลหน้าที่ให้ความรู้สึกถึงปีกเครื่องบิน ช่องอากาศเครื่องปรับอากาศทรงกลม ให้ความรู้สึกถึง เครื่องยนต์เจ็ท ระบบปรับอากาศเป็นแบบอัตโนมัติ ระบบอากาศหมุนเวียน อุปกรณ์ภายในได้รับการปรับเปลี่ยนทั้งสีและวัสดุ เพื่อขับอารมณ์สปอร์ตออกมาให้ได้มากที่สุด ขณะที่เบาะนั่งแบบสปอร์ตติดตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำ เพิ่มความรู้สึกสปอร์ตในการควบคุมขับขี่ ลดศูนย์ถ่วงลง และตัวเบาะมีน้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับเบาะนั่งที่ใช้ในรุ่นก่อนหน้านี้

Audi TTS Coupé ยังได้รับการติดตั้งเบาะที่เรียกว่า S sport seats หุ้มด้วยหนัง Fine nappa leather ตัดเย็บแบบ diamond cut เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ภายในห้องโดยสารเต็มไปด้วยความล้ำสมัยกับอุปกรณ์ดิจิทัลต่างๆ มาพร้อมหน้าจอที่ผู้ขับเลือกปรับได้ 2 โหมด คืออินโฟเทนเมนต์ เกี่ยวกับการขับขี่ที่จะแสดงถึงความคลาสสิกว่าสามารถอยู่ร่วมกับความล้ำสมัยได้อย่างลงตัว ผ่านรูปทรงของมาตรวัดต่างๆ ทั้งมาตรวัดความเร็ว และมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ นอกจากนี้ก็ยังใช้งานระบบนำทางผ่านหน้าจอนี้ได้เช่นกัน

โดยรวมแล้ว Audi TTS Coupé ให้ความสำคัญกับผู้ขับขี่เป็นหลัก จากนั้นจึงพัฒนาส่วนต่างๆ ให้ตอบสนองได้อย่างเต็มที่ ทั้งอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันรูปทรงสปอร์ต ง่ายและสะดวกต่อการควบคุม การควบคุม MMI ได้รับการพัฒนาใหม่ เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ทั้งระบบนำทาง MMI navigation ปุ่มควบคุม MMI touch สามารถควบคุมสั่งการได้ง่าย เช่นการขยายแผนที่ หรือป้อนตัวอักษรจากปุ่มนี้ การออกแบบทั้งหมดได้แรงบันดาลใจมาจากสมาร์ทโฟน ที่ช่วยให้เข้าถึงฟังก์ชันสำคัญทั้งหมดได้ด้วยการคลิกเพียงไม่กี่ครั้ง


Audi TTS Coupé quattro (Fine nappa leather) ราคา 4,599,000 บาท

นอกจากนี้แล้วทางบริษัทฯ ยังนำเสนอ Audi TTS Coupé quattro เวอร์ชันเบาะสปอร์ต หุ้มด้วยหนัง Alcantara ตัดเย็บแบบ diamond cut เพื่อปลุกเร้าอารมณ์สปอร์ต  กับหนัง Alcantara ที่นิยมใช้ในรถสปอร์ตระดับพรีเมียม

Audi TTS Coupé quattro เบาะหนัง Alcantara มีจำนวนจำกัด และพร้อมให้คุณได้ครอบครองก่อนใครด้วยราคาพิเศษ 4,499,000 บาท

รถ Audi ทุกคันมาพร้อมโปรแกรม Audi Protection ที่ให้การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อเสนอพิเศษต่างๆ หรือทดลองขับ Audi TTS Coupé ใหม่ได้ที่โชว์รูม ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ หรือติดต่อ 02 023 4888 (ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์)


ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ยกทัพรถใหม่ 18 รุ่น เยือนไทย

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซด์สัญชาติอเมริกัน ยกทัพรถมอเตอร์ไซด์ใหม่ล่าสุดปี 2018 ทั้ง 18 รุ่นเปิดตัวในเมืองไทยนำโดย CVO ทั้ง 3 รุ่น, Softail 12 รุ่น ตามด้วย โร้ดคิง™ สเปเชี่ยล (Road King™ Special), สตรีท ไกลด์™ สเปเชี่ยล (Street Glide™ Special) และ โร้ด ไกลด์™ สเปเชี่ยล (Road Glide™ Special) โดยรุ่นรถที่จำหน่ายพร้อมราคาเริ่มต้นดังนี้

สำหรับรุ่น Road King™ Special, Street Glide™ Special และ Road Glide™ Special เริ่มจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ส่วน ซอฟเทล รุ่นใหม่ล่าสุด (All-new Softail™) และรุ่น ซีวีโอ™ (CVO™) จะเปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป ครั้งที่ 34 ที่จะถึงนี้ ก่อนจะเปิดจำหน่ายที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ 9 แห่งทั่วประเทศต่อไป

นายธนบดี กุลทล (มาร์ค) ผู้จัดการประจำประเทศ ของฮาร์ลีย์–เดวิดสัน ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “รถมอเตอร์ไซด์ รุ่นปี 2018 ใหม่ จำนวน 18 รุ่น ถือเป็น 18 รุ่นแรก จาก 100 รุ่น ที่ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ประกาศว่าจะนำมาเปิดตัวภายในปี 2027 ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาการออกแบบของเราที่ว่า ทุกสิ่งที่เราทำ เทคโนโลยีต่างๆ ที่เราคิดค้น ฮาร์ลีย์–เดวิดสัน ทุกคันต้องทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับความรู้สึกอิสรเสรีมากขึ้นกว่าที่เคย

สำหรับรถรุ่น All-new Softails™ ใหม่ทั้ง 12 รุ่นนี้ ได้รับการสร้างสรรค์ด้วยการออกแบบเฟรมใหม่ทั้งหมด ซึ่งแข็งแรงขึ้นแต่มีน้ำหนักที่เบาลง พร้อมด้วยเครื่องยนต์ขุมพลัง Milwaukee-Eight™ V-Twin รุ่นใหม่ ที่ทำให้ ฮาร์ลีย์–เดวิดสัน มีความคล่องตัว อัตราเร่ง และการขับขี่ที่ราบรื่นดีขึ้น รถมอเตอร์ไซด์แต่ละรุ่นในตระกลู Softail™ ถูกคิดค้นขึ้นเพื่อให้เหมาะกับผู้ขับขี่ในแต่ละสไตล์และหลากหลายมากขึ้น”

พบกับรถมอเตอร์ไซด์ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน® รุ่นปี 2018 ใหม่ ได้ในงาน ไทยแลนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์ เอ็กซ์โป 2560 ครั้งที่ 34 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 นี้


เทรลเบลเซอร์ Z71 พาชมวังปารุสกวัน และสนุกไปกับ “ฮิวโก้”

วันนี้ เชฟโรเลตจัดกิจกรรม “หนึ่งวันดีๆ กับเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71” เพื่อเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมผัสคุณสมบัติที่โดดเด่นของรถเอสยูวีรุ่นใหม่นี้ พร้อมร่วมทำกิจกรรมมากมาย หนึ่งในนั้นคือการพบปะพูดคุยกับคุณฮิวโก้อย่างเป็นกันเองถึงขอบเวทีซ้อมใหญ่คอนเสิร์ต “ภาษาแม่” ซึ่งงานนี้เราก็ได้รับคำชวนให้มาร่วมกิจกรรม มีหรือที่เราจะพลาดกิจกรรมสนุกๆ แบบนี้

กิจกรรมการทดลองขับเริ่มต้นที่สำนักงานใหญ่ของเชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ย่านลาดพร้าว ผมได้รับอาสาเป็นคนขับคนแรกสิ่งที่สัมผัสได้เลยเมื่อได้ลองขับเจ้ายักษ์อย่างเทรลเบลเซอร์ Z71 แม้จะมีขนาดที่ใหญ่โต แต่กับควบคุมได้ง่ายคล่องตัวเพราะพวงมาลัยมีน้ำหนักเบาจากการช่วนเหลือจากระบบพวงมาลัยไฟฟ้า ทำให้การขับรถคันใหญ่ๆ ในเมืองเป็นเรื่องง่าย ระบบพวงมาลัยไฟฟ้าจะมีน้ำหนักเบาขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ แต่จะมีน้ำหนักมากขึ้นอย่างเหมาะสม และแม่นยำเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น


เส้นทางการทดลองขับอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้พวกเรามีโอกาสได้ทดลองใช้ระบบควบคุมหรือ center instrument panel ชุดใหม่ของเทรลเบลเซอร์ Z71 ซึ่งรวมถึงระบบอินโฟเทนเมนท์ เชฟโรเลต มายลิงค์ที่มีระบบนำทางและสิริ อายส์ ฟรีช่วยให้สามารถเชื่อมต่อและเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงภายในตัวรถได้ตลอดเวลา เราสามารถสนุกไปกับเพลงของคุณฮิวโก้ ที่ทางทีมงานจัดเตรียมไว้ให้ระหว่างการเดินทางท่ามกลางการจราจรที่หนาแน่นในกรุงเทพฯ


นอกจากนี้พวกเรายังมีโอกาสได้ทดลองใช้ระบบความปลอดภัยในเทรลเบลเซอร์ Z71 ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากตั้งแต่ตอนเปิดตัว โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบแจ้งเตือนมุมอับสายตา และระบบแจ้งเตือนการจราจรขณะถอยหลังที่ถูกใช้บ่อยครั้งก่อนจะถึงจุดหมายที่วังปารุสกวัน ระบบความปลอดภัยเหล่านี้มีประโยชน์มากสำหรับการป้องกันอุบัติเหตุท่ามกลางการจราจรที่คับคั่งในเมือง


เมื่อเดินทางถึงวังปารุสกวัน พวกเราได้เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการ “จักรพงษ์นิทรรศน์” และ “สยามกับสงครามโลกครั้งที่ ๑” นิทรรศการการจัดแสดงภาพประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของสยามประเทศ รวมทั้งแสดงพระประวัติและผลงานของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถซึ่งมีศักดิ์เป็นเสด็จทวดของคุณฮิวโก้ พร้อมกับมีการจัดแสดงเอกสารและสิ่งของหายากต่างๆ จากช่วงปลายค.ศ.ที่ 19 น่าเสียดายที่นิทรรศการจัดถึงแค่เดือนกันยายน 2017 จริงๆ นิทรรศการดีๆ แบบนี้น่าจะจัดทำอย่างถาวรเพื่อเยาวชนรุ่นหลังจะได้เข้ามาศึกษากัน เพราะนอกจากจะเพลินเพลินแล้วยังได้ความรู้อีกด้วย

หลังจากที่อัดเรื่องราวประวัติศาสตร์มาอย่างเต็มที่ จนมีอาการหน้ามืดตาลายเพราะนี้มันก็เที่ยงกว่าแล้วจึงจัดขบวน TBZ Z71 เพื่อมุงหน้าไปร้าน “ลา โมนิต้า” ซึ่งเป็นร้านอาหารเม็กซิกันที่คุณฮิวโก้ ชอบมานั่งทานมากๆ เมื่อมาถึงก็ได้สนุกกับการทำอาหารเม็กซิกันด้วยตัวเอง สนุกไปอีกแบบใครสนใจอยากมาลองก็สามารถแวะมาได้ที่ อาคาร มหาทุน ถนนเพลินจิต ถ้าจะให้ดีเดินทางมาโดยรถไฟฟ้า BTS ลงสถานีเพลินจิต และเดินอีกนิดหน่อยจะดีกว่าเพราะแถวนั้นหาที่จอดรถยากมากกกกก ใครไปไม่ถูกสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.lamonita.com

ก่อนที่จะได้ทดลองขับรถเทรลเบลเซอร์ Z71 ต่อในช่วงบ่าย คุณพิพัฒน์ หล่อไกรเลิศ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาด การสื่อสารแบรนด์และกิจกรรมส่งเสริมการขาย เชฟโรเลต เซลส์ ประเทศไทย ได้กล่าวทักทาย “กิจกรรมครั้งนี้เป็นการทดลองขับที่ไม่เหมือนใคร เพราะเทรลเบลเซอร์ Z71 คือรถเอสยูวีระดับพรีเมียมสปอร์ตสไตล์อเมริกันที่พร้อมลุยทุกเส้นทางสำหรับคนที่มีความมั่นใจที่จะทำสิ่งที่แตกต่าง เราต้องการให้สื่อมวลชนทุกท่านได้รับประสบการณ์การขับขี่รถเทรลเบลเซอร์ Z71 รวมถึงสัมผัสบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของรถรุ่นนี้อย่างแท้จริง” ทุกคนปรบมือและเริ่มที่จะเดินทางไปสู่ไฮไลท์ของกิจกรรมครั้งนี้

เราเดินทางกันต่อเพื่อไปชมการซ้อมใหญ่ของคอนเสิร์ต “ภาษาแม่” ของคุณฮิวโก้ การเดินทางจากเพลินจิตเพื่อมุงหน้าไปไบเทค เราก็จะได้ทดลองสมรรถนะของเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ดีเซล 4 สูบ เทอร์โบแปรผัน Variable Geometry Turbocharger (VGT) ที่มอบพละกำลัง แรงบิด และความประหยัดน้ำมันที่เหนือกว่า พร้อมกับได้รับรู้ถึงความเงียบในห้องโดยสาร ที่แทบจะไม่มีเสียงรบกวนจากเสียงลมปะทะหรือเสียงที่ส่งขึ้นมาจากช่วงล่างของรถยนต์ แถมแรงสั่นสะเทือนก็ยังน้อยลงอย่างชัดเจนบนเส้นทางแถบชานเมืองกรุงเทพฯ

https://www.facebook.com/Duckunit/videos/1696373907053642/?hc_ref=ART_e8uojnXHpnC1RznRshG4rk1zEEh12BZsrX4fci7s5udecpxIvQ0D3YgntYys8pY

กิจกรรมทดลองขับครั้งนี้ปิดท้ายด้วยไฮไลท์สุดพิเศษ กับกิจกรรมที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับสื่อมวลชน เมื่อพวกเราเดินทางไปถึงศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อมาดูการซ้อมใหญ่คอนเสิร์ต “ภาษาแม่” ของคุณฮิวโก้ และเป็นการดูอย่างใกล้ชิด แถมมีโอกาสร่วมพบปะพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับคุณฮิวโก้ถึงขอบเวทีอีกด้วย

กิจกรรมหนึ่งวันดีๆ กับเชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์ Z71 เน้นย้ำความมุ่งมั่นของเชฟโรเลตที่มุ่งผสมผสานนวัตกรรม สไตล์การออกแบบ เทคโนโลยี ความปลอดภัย และพละกำลังทีเหนือชั้นเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ เทรลเบลเซอร์ Z71 พร้อมให้ลูกค้าที่สนใจได้ทดลองขับและจับจองเป็นเจ้าของแล้วที่ผู้จัดจำหน่ายเชฟโรเลตทั่วประเทศ แนะนำว่าของแบบนี้ต้องไปลองด้วยตัวคุณเอง


รอยัล เอนฟิลด์ เปิดตัวมอเตอร์ไซค์สองรุ่นพร้อมเครื่องยนต์สองสูบใหม่ “รอยัล เอนฟิลด์ 650” #มีคลิป

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลก เปิดตัวมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางสองรุ่นใหม่ อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650และคอนติเนนทัล จีที 650 ในงานอิคม่า 2017 งานแสดงยนตรกรรมด้านมอเตอร์ไซค์ที่ใหญ่ที่สุด ในโลก ณ กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี โดยทั้งคู่จะเป็นมอเตอร์ไซค์สองรุ่นใหม่ของรอยัล เอนฟิลด์ ที่ใช้เครื่องยนต์แบบสองสูบคู่เรียง แบบใหม่ขนาด 650 ซีซี ซึ่งเครื่องยนต์สูบคู่ดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้น ณ ศูนย์เทคโนโลยีแห่งใหม่ของรอยัล เอนฟิลด์ในเมืองเลสเตอร์เชียร์ ประเทศอังกฤษ

อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากยุค 60 ซึ่งนิยมมอเตอร์ไซค์ที่เอาไว้ขี่ชมวิวเลียบชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย รถมาพร้อมถังน้ำมันทรงคลาสสิกแบบหยดน้ำ เบาะนั่งคู่ และแฮนด์จับที่กว้าง ทำให้อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 เป็นมอเตอร์ไซค์ที่สื่อถึงความเป็นโรดสเตอร์ อย่างแท้จริง อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 มี Steel-Tube Cradle Chassis ที่ออกแบบใหม่หมด ทำให้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในเมืองหรือขี่ท่องเที่ยวในช่วงวันหยุด ช่วงแฮนด์จับกว้างทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกสบายและมั่นใจในการควบคุมรถ ตัวมอเตอร์ไซค์ยังมาพร้อมยาง Pirelli ขนาด 18 นิ้ว ทั้งล้อหน้าและหลัง โช๊คอัพแบบกระบอกคู่ และดิสก์เบรกหน้า-หลัง พร้อมระบบเบรก ABS ทั้งนี้ อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 มีความสูงจากพื้นถึงท้องรถ 174 มม. และมีความสูงจากพื้นถึงเบาะ 804 มม. ทำให้สามารถมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานกว่าเคย

ในขณะที่ คอนติเนนทัล จีที 650 ยังคงความคาแรคเตอร์ของวัฒนธรรมคาเฟ่ เรเซอร์ และได้พัฒนาวิศวกรรม และการออกแบบให้ดียิ่งขึ้น โดยคอนติเนนทัล จีที 650 ใช้เครื่องยนต์ โครงรถ และอะไหล่หลายส่วนเหมือนกับ อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 แต่มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมอบความรู้สึกและสไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยคอนติเนนทัล จีที 650 มีระยะช่วงแฮนด์จับระดับกลาง ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสความสนุกจากการขับขี่ได้มากขึ้นแต่ยังคงความรู้สึกสบายแม้ว่าตัวมอเตอร์ไซค์จะมีถังน้ำมันขนาด 12.5 ลิตรก็ตาม จีที 650 มาพร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง ในระบบเบรก ABS นอกจากนี้ การออกแบบท่อ ไอเสียแบบยกสูง การออกแบบชุดที่วางเท้าด้านหลังของรถรุ่นนี้ ทำให้มอเตอร์ไซค์ดูเพรียวมอบลุคคาเฟ่ เรเซอร์อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น เบาะนั่งแบบเดี่ยว ถังน้ำมัน และคลิปบนบาร์จับแฮนด์จับ ทั้งหมดถูกออกแบบมาสไตล์ย้อนยุคดั้งเดิม โดยคอนติเนนทัล จีที 650 จะทำให้ผู้ขับขี่รู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับรถ

ทั้งนี้ เครื่องยนต์สองสูบใหม่เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะแบบเพลาลูกเบี้ยวแบบเดี่ยวเหนือฝาสูบ (SOHC) ระบายความร้อนด้วยอากาศ มีสองลูกสูบคู่เรียงขนาด 648 ซีซี โดยถูกพัฒนาขึ้น ณ ศูนย์เทคโนโลยีของรอยัล เอนฟิลด์ ในประเทศอังกฤษ เครื่องยนต์ใหม่นี้มอบอัตราเร่ง พละกำลัง และแรงบิดที่สูงกว่า แม้ในรอบการเดินเครื่องต่ำ โดยเครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 47 แรงม้าและแรงบิดสูงสุดที่ 52 นิวตันเมตร มอบประสบการณ์การขับขี่ราบรื่นไม่สะดุด เครื่องยนต์ยังเป็นสไตล์คลาสสิก ประกอบด้วยท่อแบบคู่และแผงระบายความร้อนทรงดั้งเดิม ให้ความรู้สึกสวยงามคลาสสิก

ตัวเครื่องยนต์ยังคงใช้อัตราส่วนกำลังอัดที่ 9.5:1 และระบบหัวฉีดที่จะทำให้สร้างพลังได้ง่ายและราบลื่นตลอดเวลา การพัฒนาในครั้งนี้เน้นไปที่การสร้างแรงบิดที่เพียงพอมีรอบที่กว้างขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถเพิ่มความเร็วได้ทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์โดยไม่จำเป็น ทำให้ขับง่ายเต็มแรง และสนุกยิ่งขึ้น การพัฒนาครั้งนี้ประกอบด้วยการพัฒนาชิ้นส่วนในเครื่องยนต์หลายส่วน เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้เพลาข้อเหวี่ยงชิ้นเดียวแบบ Casting ทำให้มั่นใจเรื่องความแข็งแกร่งและความสามารถในการทนรับแรงบิดที่เพิ่มขึ้นจากลูกสูบคู่ ซึ่งเพลาข้อเหวี่ยงนี้มีลำดับการจุดระเบิดที่ 270 องศา มอบพลังให้เครื่องยนต์ในระดับสูง นอกจากนี้ เครื่องยนต์ใหม่ยังเพิ่ม Balancer Shaft หรือแกนรักษาสมดุลเข้ามาเพื่อลดการสั่นของเครื่องยนต์ที่เกิดขึ้นอีกด้วย

รถมอเตอร์ไซค์รอยัล เอนฟิลด์ อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 และคอนติเนนทัล จีที 650 มาในหลายเฉดสีและมีสองสไตล์ที่โดดเด่นให้เลือกทั้งแบบสแตนดาร์ด (Standard) และเรโทร คัสตอม (Retro Custom) ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีตัวเลือกให้เลือกถึง 11 แบบ เหมาะทั้งกับไบค์เกอร์ที่มองหามอเตอร์ไซค์สไตล์คลาสสิกดั้งเดิมหรือไบค์เกอร์ที่มองหามอเตอร์ไซค์รูปลักษณ์สดใหม่ทันสมัย โดยในงานอิคม่า 2017 อินเตอร์เซ็ปเตอร์ ไอเอ็นที 650 จัดแสดงในสีส้ม Orange Crush และคอนติเนนทัล จีที 650 จัดแสดงในสีขาว Ice Queen


Privacy Preference Center