The New Volvo XC60 เผยโฉมครั้งแรกในเมืองไทย #มีคลิป


นายคริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยในงานแถลงข่าวเปิดตัว The New Volvo XC60 ว่า “วอลโว่ XC60 เป็นรถเอสยูวี พรีเมี่ยมขนาดกลางที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงและมียอดขายดีที่สุดกว่า 1 ล้านคันทั่วโลกในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา และในวันนี้ (8 พ.ย.) เราพร้อมที่จะสร้างประวัติศาสตร์สถิติยอดขายถล่มทลายให้กลับมาอีกครั้งกับการเปิดตัว The New Volvo XC60 ในเมืองไทย เรามุ่งมั่นที่จะสร้างรถยนต์ที่มอบความเพลิดเพลินในการขับขี่ต่อทุกประสาทสัมผัส นับแต่ภาพถนนเบื้องหน้าที่มีทิวทัศน์ตื่นตาตื่นใจ ความสงบและรื่นรมย์ของผู้โดยสารภายในรถ ความรู้สึกปลอดภัย และขับขี่ได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะยิ่ง เราได้ทุ่มทุนวิจัยพัฒนารถยนต์ที่สามารถมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตของผู้ใช้รถทุกคนนั้นง่ายขึ้น ด้วยการหยิบยื่นความสะดวกสบายนานาประการผนวกการให้บริการในรูปแบบต่างๆเพื่อลดความยุ่งยากในการดำเนินชีวิตบนท้องถนนลงได้ในแต่ละวัน”


The New Volvo XC60 คือรถที่ตอบสนองต่อไลฟสไตล์คนเมืองที่เน้นความคล่องตัวอย่างแท้จริง ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของ XC60 คือกลุ่มลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต รักอิสระในการเดินทาง ชื่นชอบความท้าทายและค้นหาสิ่งใหม่ๆ โดยเชื่อมั่นว่าหลังงานเปิดตัวในวันนี้ จะมีลูกค้าให้ความสนใจจองเป็นจำนวนมากและจะเป็นรถรุ่นไฮไลท์ซึ่งเปิดตัวต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการอีกครั้งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34 (MOTOR EXPO 2017) ที่จะถึงนี้

การออกแบบภายนอก


Volvo XC60 ใหม่เป็นรถเอสยูวีที่เปี่ยมไปด้วยการออกแบบเส้นสายรอบคันที่ผสานความสง่างามเข้ากับความทรงพลังได้อย่างลงตัว โครงสร้างตัวรถออกแบบจาก Scalable Product Architecture (SPA) ประกอบด้วยฝากระโปรงหน้ารถที่เพรียวยาว ซุ้มล้อที่ดูแข็งแกร่งให้ความรู้สึกทรงพลังแต่พิถีพิถัน โดยลายเส้นที่แข็งแกร่งเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากรถคูเป้คอนเซ็ปต์ของวอลโว่ โดดเด่นด้วยรูปทรงไฟหน้าแอลอีดีที่จำลองรูปทรงของ “ค้อนธอร์” (Thor’s Hammer) เทพเจ้าแห่งสายฟ้า ที่ยาวขึ้นจนผนวกกับกระจังหน้าสวยหรูพร้อมโลโก้ Iron Mark อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลโว่ รวมถึงเส้นสายของไฟท้ายที่โดดเด่นทำให้ รถวอลโว่ XC60 ใหม่เป็นรถที่สง่างาม ทรงพลัง และมีเอกลักษณ์


และความพิเศษของ Volvo XC60 ใหม่ อยู่ในรุ่น T8 Twin Engine AWD – R-Design ที่ได้รับการติดตั้งอุปกรณ์ R-Design สไตล์สปอร์ตมาจากโรงงาน ซึ่งประกอบด้วย กระจังหน้า R-Design สีดำเงา ท่อไอเสีย R-Design แบบคู่ กรอบกระจกมองข้าง R-Design สีเงินด้าน ล้อแม็คขนาด 19 นิ้ว ลาย diamond cut ที่ดูโฉบเฉี่ยว พวงมาลัยหนังและแป้นเหยียบคันเร่งและเบรก R-Design รีโมทคอนโทรลหุ้มด้วยหนัง Nappa แท้สีดำพร้อมลายฉลุ และเบาะหนังแท้ Nappa ที่มีความนุ่มเป็นพิเศษ สามารถรองรับกับสรีระให้ความรู้สึกโอบอุ้ม ปลอดภัย และมั่นใจในทุกการเดินทางที่รถพุ่งทะยานไปข้างหน้า และนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยเปิดตัวรถที่มาพร้อมกับชุดแต่ง R-Design ภายใต้โครงสร้าง SPA Platform อีกด้วย

การออกแบบภายใน

การออกแบบภายในของวอลโว่รุ่นใหม่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด “Designed Around You” ที่ยึดหลักการออกแบบภายใน 3 ประการ ได้แก่ 1) สัดส่วน 2) การใช้เทคโนโลยีที่ชาญฉลาด และ 3) การแสดงออกถึงที่สุดของความหรูหราแบบสแกนดิเนเวียน ภายในประกอบด้วยศิลปะงานฝีมือที่ละเอียดอ่อนและวัสดุที่สวยงามเพื่อมอบมุมพักผ่อนแก่ลูกค้าวอลโว่อย่างแท้จริง ล้วนใส่ใจและพิถีพิถันในทุกๆรายละเอียด เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษ ยิ่งกว่านั้นยังมีการตกแต่งด้วยวัสดุที่เป็นโลหะผสมผสานกับลายไม้และใช้แสงจากธรรมชาติส่องสว่างให้ห้องโดยสารดูกว้างขวางโอ่อ่า มีปุ่มปรับทิศทางลมตกแต่งด้วยโลหะจัดวางไว้อย่างหรูหราและกลมกลืนกับช่องปรับอากาศที่เป็นแนวตั้ง


นอกจากนี้วอลโว่ XC60 ใหม่ ยังมาพร้อมกับจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาดใหญ่ 9 นิ้ว พร้อมแผงคอนโซลที่ออกแบบได้อย่างมีเอกลักษณ์ มีธงชาติสวีเดนตกแต่งอยู่ที่ขอบของแผงหน้าปัดด้านล่างของช่องปรับอากาศด้านซ้าย ระบบควบคุมอากาศภายในแบบ Clean Zone ที่ทำหน้าที่ดักจับ กรองมลภาวะและฝุ่นละอองอันตรายจากอากาศภายนอก เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับอากาศบริสุทธิ์และสดชื่นเสมือนอากาศในแถบประเทศสแกนดิเนเวีย

เทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ล่าสุด

XC60 รุ่นใหม่นี้นับเป็นหนึ่งในยนตรกรรมที่ปลอดภัยสูงสุดเท่าที่วอลโว่เคยผลิตมาเฉกเช่นเดียวกับในตระกูล 90 วอลโว่ XC60 ใหม่มาพร้อมกับระบบช่วยในการขับขี่ใหม่ล่าสุดอย่างระบบช่วยบังคับรถหักเลี้ยวหลบ (Steer Assist) คุณสมบัติเด่นด้านความปลอดภัยใหม่ดังกล่าวได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้ขับขี่ในการบังคับเลี้ยวรถหลบโดยอัตโนมัติเพื่อลดโอกาสเสี่ยงต่ออุบัติเหตุการชน วอลโว่เชื่อมั่นว่าระบบความปลอดภัยเหล่านี้จะทำให้ XC60 ใหม่กลายเป็นรถยนต์ที่ปลอดภัยที่สุดอีกคันหนึ่งบนถนน ระบบนี้จะทำงานอัตโนมัติในทันทีที่ระบบเบรกอัตโนมัติโดยลำพัง ไม่สามารถจะลดโอกาสเสี่ยงต่อการชนได้ทันเวลา ตัวรถจะช่วยให้ผู้ขับเลี้ยวหลบเหตุการณ์คับขันเฉพาะหน้า

ซึ่งระบบช่วยบังคับรถหักเลี้ยวหลบนี้ถูกเพิ่มเข้าไว้ในระบบ City Safety เจนเนอเรชั่นใหม่ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยหลีกเลี่ยงการชนรถยนต์ ผู้ใช้รถใช้ถนน และสัตว์ขนาดใหญ่ ระบบ Steer Assist จะช่วยบังคับหักเลี้ยวหลบทำงานที่ความเร็วระหว่าง 50 – 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

วอลโว่ได้บรรจุระบบแจ้งเตือนจุดอับสายตา หรือ Blind Spot Information with Steer Assist ช่วยป้องกันการถูกชนท้ายโดยรถที่อยู่ในจุดอับสายตาจากด้านหลังในขณะที่กำลังเปลี่ยนเลน ด้วยการบังคับพวงมาลัยให้รถกลับเข้ามาอยู่ในเลนอีกครั้ง

นอกจากนี้ยังเสริมระบบ Oncoming Lane Mitigation ซึ่งจะช่วยในการบังคับพวงมาลัยเพื่อหักหลบรถที่กำลังวิ่งสวนมาทางด้านหน้า ระบบจะเตือนผู้ขับขี่ซึ่งอาจเผอเรอขับรถออกนอกช่องทางจราจร และจะช่วยบังคับพวงมาลัยเพื่อให้รถกลับเข้าสู่ช่องทางเดินรถโดยอัตโนมัติ ระบบนี้ทำงานในช่วงความเร็ว 60-140 กม./ชม.

“ทั้ง 3 ระบบใหม่นี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบความปลอดภัย และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การผลิตรถยนต์รถที่สามารถขับเคลื่อนเองโดยอัตโนมัติอย่างเต็มตัวในเร็ววัน ซึ่งในปัจจุบันจะเห็นว่ารถยนต์วอลโว่ตระกูล 90 ทั้งหมด รวมถึง XC60 ใหม่ จะได้รับการติดตั้งระบบช่วยในการขับขี่กึ่งอัตโนมัติ (Pilot Assist) ที่สามารถทำงานได้ที่ความเร็วรถสูงสุดถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สมรรถนะ

วอลโว่ XC60 ใหม่มาพร้อมเครื่องยนต์ T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid ที่ให้พละกำลังสูงสุดถึง 407 แรงม้า ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ในเวลาเพียง 5.3 วินาที เท่านั้น


วอลโว่ XC60 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid ใหม่ เป็นเครื่องยนต์ที่ผสานการทำงานของ เทอร์โบชาร์จ (Turbocharger) และซูเปอร์ชาร์จ (Supercharger) เข้าด้วยกันอย่างไม่มีที่ติ ให้กำลังสูงสุด 320 แรงม้า ที่ 5,700 รอบ/นาที แรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ความเร็วรอบ 2,200-5,400 ต่อนาที พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 87 แรงม้า แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ 240 นิวตันเมตร


เมื่อรวมกับกำลังเครื่องยนต์เบนซินกับมอเตอร์ไฟฟ้า จึงได้เครื่องยนต์ที่มีพละกำลังแรงถึง 407 แรงม้า เรียกพลังแรงบิดสูงถึง 640 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ในเวลาเพียง 5.3 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 47.6 กิโลเมตรต่อลิตร และปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เพียง 50 กรัมต่อกิโลเมตรเท่านั้น และสามารถวิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าอย่างเดียว (Pure mode) ได้ไกลถึง 44.92 กิโลเมตร


รถยนต์วอลโว่ XC60 D4 AWD ใหม่ เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรล ทวินเทอร์โบพร้อมเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,250 รอบต่อนาที ให้กำลังแรงบิด 400 นิวตันเมตร ที่ 1,750-2,500 รอบต่อนาที อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 8.4 วินาที อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 17.9 กม./ลิตร ปล่อย CO2 เพียง 146 กรัมต่อกิโลเมตร


Volvo XC60 T8 Twin Engine AWD Plug-in Hybrid รุ่นใหม่ ถือเป็นการเปิดตัวรถครั้งแรกในประเทศไทยที่มีรุ่น R-Design ผลิตจากโรงงาน ผสานเอกลักษณ์เฉพาะจากสวีเดนที่คงความโก้หรู ปราดเปรียว สำหรับตลาดในประเทศไทยมีให้เลือก 2 เครื่องยนต์ทั้งเบนซิน ปลั๊กอิน ไฮบริด และดีเซล ราคาเริ่มต้นที่ 3.09 ล้านบาท


พบกับ the New Volvo XC60 ที่จะมาเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมให้ทดลองขับครั้งแรกที่งาน มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 11 ธันวาคม 2560 ณ อิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-305-4499 หรือ WWW.VOLVOCARS.COM/TH


เตรียมตัวให้พร้อมกับ เยอรมัน ออโต้ เฟสติวัล 2017


เยอรมัน ออโต้ ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) มินิ (MINI) และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด (BMW Motorrad) อย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทั้ง 3 แบรนด์ เตรียมจัดงาน เยอรมัน ออโต้ เฟสติวัล 2017 ครั้งที่ 2 เพื่อตอกย้ำความสำเร็จ และการตอบรับอย่างล้นหลามในการจัดงานที่ผ่านมา


โดยภายในงานผู้ที่ชื่นชอบยนตรกรรมสไตล์ยุโรปจะได้พบกับรถหลากหลายรุ่นจากทั้ง 3 แบรนด์ ที่นำมาแสดงให้ชม เพื่อสัมผัสความหรูหรา และมีสไตล์อย่างใกล้ชิด อาทิ BMW รุ่น 520d Sport ที่โดดเด่นเรื่องความหรูหรา ปราดเปรียว และเปี่ยมด้วยขุมพลัง, BMW รุ่น 430i Convertible เปิดประทุน รูปทรงโฉบเฉี่ยว, BMW รุ่น320d iconic ดีไซน์เยี่ยม ผ่านการการันตี 2 รางวัล คือ รางวัล กู๊ด ดีไซน์ อวอร์ด และ ออโตโมทีฟ แบรนด์ คอนเทส, BMW รุ่นX5 sDrive 25d Pure Experience​ รถประหยัดพลังงานตัวท็อป ในโมเดลกลุ่ม X5 แต่เปี่ยมด้วยอัตราเร่งที่ใจสั่งได้


ขณะที่รถยนต์ในตระกูล มินิ (MINI) ได้ขนดาวเด่นตัวท็อป และคลาคสิคมาเต็มขบวน ทั้ง MINI JCW CLUBMAN ทายาทความแรงที่สุดของตระกูล, MINI Countryman Cooper S Hightrim ขุมพลังความเร็วแบบใจสั่งได้, MINI Hatch 5 Door Cooper ที่ดีไซน์โดดเด่น และเพอร์เฟคด้านการใช้งาน การันตีโดยรางวัล Best Compact SME Company car of the year award 2016 และ MINI Hatch 3 Door Cooper S JCW Dress-Up Edition รถรุ่นคลาสสิคในใจของใครหลายคนที่มาพร้อมชุดแต่งตามสไตล์รถจิ๋วแต่ความแรงขั้นเทพ


ส่วน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด (BMW Motorrad) เตรียมขนรถจักรยานยนต์ตัวแรงหลากหลายรุ่นมาโชว์ในงานเช่นกัน ทั้งรุ่น G310GS รถสไตล์คนชอบความท้าทาย ลุยได้ทั้งฝุ่น และถนนในเมือง, รุ่น G310R รถน้องเล็กในรุ่นที่แสนประหยัดน้ำมันและเหมาะกับการขับขี่ในเมือง , รุ่นF800R รถขี่สนุก สไตล์ Roadster , รุ่นS1000R พี่ใหญ่สายบู๊ สำหรับคนใจถึง, รุ่นS1000RR รถรุ่นใหญ่ของ BMW เช่นกัน แถมคงเอกลักษณ์รถจักรยานยนต์สไตล์สปอร์ตที่โฉบเฉี่ยว ปราดเปรียว และแรงสั่งได้ และ รุ่น12000GSA รถสไตล์คนขาลุย ที่ชอบบิดทางระยะไกล เพราะมีถังน้ำมันที่ออกแบบมาให้วิ่งได้ยาวถึง 350 กิโลเมตรต่อหนึ่งรอบการเติมน้ำมันเต็มถัง


โปรโมชั่นภายในงาน พิเศษสุด รับข้อเสนอเดียวกับ งานมอเตอร์ เอ็กซ์โป 2017 จองก่อน! รับรถก่อน! *ผู้ที่จองรถบีเอ็มดับเบิลยูและมินิภายในงาน รับทันที Premium Luggage นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าเดินทาง RIMOWA, บัตรเติมน้ำมัน, Privilege  Club Marriott และนาฬิกา Apple watch รุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมลุ้นรับรางวัลบัตรห้องพักโรงแรมเรเนซองส์พัทยาทุกวัน รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท (* เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด)


เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้า นายปิยวิทย์ เขมะรังสรรค์ ประธาน บริษัท เยอร์มัน ออโต้ จำกัด ได้เชิญศิลปินชื่อดังมาร่วมมอบความสุขภายในงาน โดยช่วงบ่ายวันที่ 17 พฤศจิกายนนี้ พบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง   “คุณลิเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา” เจ้าแม่อาร์แอนด์บี (R&B) และช่วงเย็น วันที่ 18 พฤศจิกายน พบกับมินิคอนเสิร์ตอันแสนอบอุ่นจาก “คุณโต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” และกิจกรรมอีกมากมาย

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊ค BMW  German Auto สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม สาขาบางนา โทร. 02-396-1199, สาขาแจ้งวัฒนะ โทร. 02-119-0999, สาขาพัทยา โทร.038-235-600


“Commander City Presented by Chang” รวมพลไบค์เกอร์ ทั่วฟ้าเมืองไทย ฉลองครบรอบ 15 ปีสุดยิ่งใหญ่

ผ่านพ้นไปแล้วกับกิจกรรมดีๆ ที่สนามช้างอินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต โดยนายเนวิน ชิดชอบ ประธานที่ปรึกษาสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต ร่วมกับ “แอ๊ด คาราบาว” นายยืนยง โอภากุล ในฐานะประธานกลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ จัดบิ๊กอีเว้นต์ฉลองครบรอบ 15 ปี “คอมมานเดอร์ ซิตี้ พรีเซนต์เต็ด บาย ช้าง” รวมพลชาวบิ๊กไบค์ และฮาร์เลย์เดวิดสันจากทั่วประเทศ โดยได้รับเกียรติจากพ่อเมืองบุรีรัมย์ นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกกรรม ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต


“แอ๊ด คาราบาว” โต้โผใหญ่กล่าวถึงการจัดงานครบรอบ 15 ปีของกลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ ในครั้งนี้ว่า “ปีนี้เป็นปีที่ 15 ของกลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ ซึ่งเราได้จัดงานฉลองครบรอบครั้งใหญ่ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนลเซอร์กิต โดยมีพี่น้องชาวไบค์เกอร์จากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมงานอย่างคับคั่ง พร้อมแจกโชคเป็นมอเตอร์ไซค์ฮาร์เลย์เดวิดสันรุ่นใหม่ถึง 2 คัน นอกจากนี้กลุ่มคอมมานเดอร์ ซิตี้ ยังได้มอบเงินจำนวน 3 แสนบาท ให้กับโรงพยาบาลบุรีรัมย์เพื่อนำไปสร้างห้องไอซียูสำหรับบริการประชาชน โดยมี แพทย์หญิงภัคภร ปริฐนัทธ์ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ โรงพยาบาลบุรีรัมย์เป็นผู้รับมอบ รวมถึงนำรายได้ส่วนหนึ่งจากการจัดงานมอบให้กับสาธารณประโยชน์อื่นๆ อีกด้วย”

ทั้งนี้ภายในงานยังมีกับกิจกรรมมากมาย รวมถึงการออกบูทร้านขายสินค้าอะไหร่และของแต่งต่างๆ กว่าร้อยบูท ไฮไลท์ของกิจกรรมครั้งนี้อีกอย่างคือการจัดการแข่งขัน “คอมมานเดอร์ซิตี้ แดร็กเดย์” เป็นการแข่งรถทางตรงที่เปิดให้นักบิดฮาร์เลย์เดวิสันและบิ๊กไบค์ต่างๆ จากทั่วประเทศได้ร่วมประลองความเร็วกัน


ก่อนที่จะปิดท้ายอย่างสนุกสนานและประทับใจผู้ร่วมงาน ด้วยคอนเสิร์ตจากศิลปินร็อกระดับตำนานของเมืองไทยอย่าง “โป่ง หินเหล็กไฟ” ที่มาร่วมสร้างความสนุกพร้อมด้วยวงดนตรี อู๊ด เป็นต่อและการแสดงของวง “คาราบาว”ที่ ยกกันมาแบบเต็มวง

โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารการจัดกิจกรรมดีๆแบบนี้ได้ที่ www.bric.co.th


ยิ่งใหญ่ อลังการ งานสร้างสมชื่อ เมอร์เซเดส-เบนซ์ กับ “ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่” มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพสู่อนาคต


บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับบริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด เปิดตัว “ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่” หรือ Vehicle Preparation Center (VPC) บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร บนถนนบางนา-ตราด กม.30 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบโดย VPC แห่งใหม่สามารถตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบได้มากกว่า 20,000 คันต่อปี เพื่อรองรับแผนธุรกิจการจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ในอนาคต


มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ภายใต้ปรัชญาของบริษัทฯ ที่มีความมุ่งมั่นในการมอบ ‘สิ่งที่ดีที่สุด’ ให้กับลูกค้าทั้งในวันนี้ และวันข้างหน้า ผ่านการนำเสนอรถยนต์ที่มีความหลากหลาย สามารถตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคดังจะเห็นได้จากการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Compact Car กลุ่ม Contemporary Luxury กลุ่ม Dream Car และกลุ่ม SUV รวมจำนวนแล้วไม่ต่ำกว่า 49 รุ่น ทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ครองตำแหน่งแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมี่ยมอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่มียอดขายเติบโตขึ้นต่อเนื่องมากว่าทศวรรษ ทั้งด้วยยอดจำหน่าย และยอดการส่งมอบรถยนต์หลักหมื่นคันต่อปี”

“และเพื่อเป็นการรองรับแผนธุรกิจในอนาคต บริษัทฯ จึงได้เตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตัวของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ล่าสุดจึงได้ดำเนินการต่อสัญญากับ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด ที่บริษัทฯ ได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 เพื่อให้เป็นผู้ดูแลด้านการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบอย่างเป็นทางการเป็นระยะเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2561-2570 พร้อมเปิด ‘ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่’ บนพื้นที่ใช้สอยกว่า 100,000 ตารางเมตร บนถนน บางนา-ตราด กม. 30 ที่มีศักยภาพในการนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์เข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบ หรือ Pre Delivery Inspection (PDI) ได้มากกว่า 20,000 คันต่อปี เพิ่มขึ้นจากเดิมที่สามารถรองรับได้เพียง 12,000 คันต่อปีเท่านั้น


“ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่นี้ ได้รับการพัฒนาทั้งในด้านประสิทธิภาพ และศักยภาพ เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบรถยนต์ให้มีความสะดวก และรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยการดำเนินงานทั้งหมดภายในศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่อยู่ภายใต้การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) และบริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด ในการวางระบบปฏิบัติงานที่เป็นไปตามขั้นตอน และข้อกำหนดตามนโยบายของกลุ่ม บริษัทเดมเลอร์ เอจี เพื่อการส่งมอบรถยนต์ให้กับผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า ภายใต้วิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในด้าน “การสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ผ่านการส่งมอบรถยนต์ที่มีความเสียหายจากการผลิตเป็นศูนย์ (Zero Defect Customized Vehicles with Customer Delight)” มร.ไมเคิล กล่าวเพิ่มเติม


นายวันชัย จึงสงวนพรสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในฐานะผู้ให้บริการด้านการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทยว่า “บริษัทฯ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความไว้วางใจจาก บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) มามากกว่าหนึ่งทศวรรษ บริษัทฯ มั่นใจว่า ‘ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่’ ที่บริษัทฯ ได้ย้ายจากถนนบางนา-ตราด กม. 19 มาอยู่ที่ถนนบางนา-ตราด กม. 30 บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตรนั้น มีศักยภาพและความพร้อมในทุกด้าน สามารถตอบสนองปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นอย่างเต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากมีพื้นที่ในการดำเนินงานเพิ่มจากเดิมประมาณ 4 เท่า จึงสามารถครอบคลุมกิจการต่างๆ ได้อย่างสมบูรณ์ตั้งแต่การมีพื้นที่รองรับในการจอดรถ (Parking) ได้มากกว่า 2,000 คัน การตรวจสอบในขั้นตอน PDI และการเตรียมความพร้อม (Preparation) รถยนต์ทั้งกลุ่มรถยนต์ประกอบในประเทศ (CKD) และรถยนต์นำเข้า (CBU) ตลอดจนการดูแลรักษา (Maintenance) ก่อนส่งมอบให้ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ”


“นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้เพิ่มประสิทธิภาพ และศักยภาพในขั้นตอนการทำ PDI ด้วยการนำความรู้และเทคโนโลยีของประเทศเยอรมนีมาผสมผสานกับความชำนาญและฝีมือของทีมช่างผู้ชำนาญการชาวไทยซึ่งเป็นพนักงานของบริษัท บางชันฯ โดยศูนย์แห่งนี้จะประกอบด้วยผู้บริหารทั้งชาวเยอรมันและชาวไทยที่มีประสบการณ์ในด้านรถยนต์มามากกว่า 30 ปี และบริษัทฯ ยังพร้อมด้วยพนักงานที่มีความชำนาญในแต่ละด้านอีกทั้งมีประสบการณ์ในการทำรถยนต์โดยเฉลี่ยกว่า 10 ปี”

ขั้นตอนการทำ PDI ที่บริษัทฯ ได้นำเทคโนโลยี อุปกรณ์ และเครื่องมือพิเศษมาพัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ดังต่อไปนี้


ได้นำเทคโนโลยีอันทันสมัยด้วยการติดตั้งระบบ Conveyor System โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นตัวช่วยเพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเคลื่อนย้ายรถยนต์เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนต่างๆ ในการทำ PDI


อุโมงค์รางเลื่อนล้างรถอัตโนมัติ (Automatic washing conveyor system) มาใช้ในการทำความสะอาดรถยนต์โดยอุโมงค์รางเลื่อนอัตโนมัตินี้สามารถทำความสะอาดรถยนต์ได้ทุกซอกทุกมุมด้วยความละเอียดและปราณีต ในเวลาที่รวดเร็วมากกว่า 100 คันภายใน 2 ชั่วโมง


บริษัทฯ ได้ติดตั้งอุโมงค์ไฟ LED ขนาดใหญ่ (Light Tunnel) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกระจายแสงได้ดีเยี่ยม ทำให้สามารถตรวจสอบความเรียบร้อยของสีรถยนต์ได้อย่างละเอียดและชัดเจนเป็นพิเศษ

ในด้านการตรวจระบบกลไกทุกระบบ (Mechanic) โดยใช้อุปกรณ์จากประเทศเยอรมนีในการตรวจเช็ค
โซลาเซลล์ ได้ถูกติดตั้งบนหลังคา เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ และนำมาใช้ทดแทน 25% ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ทั้งหมด เพื่อลดมลภาวะ และรักษาสิ่งแวดล้อม


ทดสอบสมรรถนะของรถยนต์โดยใช้ Brake Tester ซึ่งบริษัทฯ ได้นำเข้าจากประเทศเยอรมนี เพื่อตรวจเช็คและยืนยันค่ามาตรฐานให้เป็นไปตามที่โรงงานของประเทศเยอรมนีกำหนด

อาคารซ่อมสี บริษัทฯ ได้ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยในการซ่อมสี ในกรณีที่เกิดความเสียหายระหว่างการขนส่งเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่โรงงานกำหนดโดยใช้ห้องพ่นสี สมาร์ทรีแพร์ ใช้เทคโนโลยีทำให้สีแห้งด้วยยูวี (ไม่ใช้ความร้อน) เป็นการลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และห้องพ่นสีหลัก ลดมลภาวะ โดยใช้ระบบ ไออาร์ (ไม่ใช้ความร้อนจากแก๊สในการอบสี) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม


กระบวนการ PDI ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้บริษัทฯ สามารถตรวจสอบ จัดเตรียม และส่งมอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานโรงงานเพื่อรองรับกับยอดขายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทั้งในปัจจุบันและอนาคต


กระบวนการตรวจสอบรถยนต์ก่อนการส่งมอบรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประกอบด้วย

  • ขั้นตอนเตรียมรถยนต์ก่อนการตรวจสอบคุณภาพ (Pre-PDI)
  • การรับรถที่ขนส่งมาจากโรงงาน (Receive Process)
  • การจอดรถยนต์ก่อนเข้าสู่ขั้นตอน PDI (Parking)
  • การล้างทำความสะอาดรถ (Wash & Clean)
  • การติดตั้งอุปกรณ์เสริมหรืออะไหล่ภายนอกรถก่อนเข้าสู่ขั้นตอน PDI (Accessory Fit)
  • ขั้นตอนตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบ (PDI)
  • การตรวจสอบคุณภาพภายนอก (PDI – Exterior)
  • การตรวจสอบคุณภาพภายในและการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า (PDI – Interior)
  • การตรวจสอบบริเวณช่วงล่างรถยนต์ (PDI – Underbody)
  • การตรวจสอบการทำงานของระบบไฟฟ้ารถยนต์ (Xentry Diagnosis Test)
  • ขั้นตอนหลังการตรวจสอบคุณภาพรถยนต์ก่อนส่งมอบ (Post-PDI)
  • การทำความสะอาดรถยนต์ก่อนส่งมอบ (Finish & Cleaning)
  • การตรวจสอบรอบสุดท้ายโดยผู้เชี่ยวชาญ พร้อมดำเนินงานด้านเอกสาร (BAP & Retail Preparation)

ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่


ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่ได้นำเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ในทุกด้านของการดำเนินงาน อาทิ การใช้พลังงานไฟฟ้าเพื่อทดแทนพลังงานฟอสซิล อย่างเช่น ก๊าซ การนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในการดำเนินงานประจำวัน เพื่อชดเชยพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้เพิ่มเติมในแผนกสี โดยปัจจุบันทางศูนย์ฯ ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาเซลล์คิดเป็นร้อยละ 25 จากอัตราการใช้พลังงานทั้งหมด อีกทั้งการนำน้ำจากเครื่องล้างรถมาผ่านกระบวนการบำบัด และหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยมีความสามารถในการรีไซเคิล และลดการใช้น้ำลงได้ถึงร้อยละ 70


โคตรคูล adidas Football x Paul Pogba Capsule ซีซั่น 2 #มีคลิป

เป็นอีกครั้งที่ อาดิดาสฟุตบอลได้ร่วมแจมกับ พอล ป็อกบา ในการเปิดตัวคอลเลคชั่น adidas Football x Pogba Capsule ซีซั่น 2 แสดงออกถึงสไตล์อันสร้างสรรค์และโดดเด่นของ พอล ป็อกบา ทั้งแบบสวมลงเล่นในสนาม และแบบแฟชั่นลำลองในสีเอิร์ธโทน ที่แสดงถึงความเป็นแอฟริกันของนักเตะแข้งทอง ผสมผสานกับลายพรางที่ได้แรงบันดาลใจมาจากลายพรางไทเกอร์ สไตรป์ (Tiger Stripe) โทนสีทะเลทรายสุดคลาสสิค

คอลเลคชั่น adidas Football x Pogba Capsule ซีซั่น 2 ประกอบด้วยรองเท้ารุ่นสตรีทอย่าง PP ACE 17+ ที่ใช้การพิมพ์ลายพราง (Camouflage) ซึ่งทั้งสองเวอร์ชั่นยังได้นำเทคโนโลยีบูสท์มาใช้เพื่อช่วยฟื้นคืนแรงได้เต็มประสิทธิภาพในทุกสภาพพื้นผิว

คอลเลคชั่นนี้นอกจากรองเท้าสุดเฟี้ยวแล้ว ยังมาพร้อมกับเครื่องแต่งกายลุคสตรีทแวร์แบบครบเซ็ตตั้งแต่หัวไล่ลงมา สิ่งที่โดดเด่นในคอลเลคชั่นนี้คือ เสื้อบอมเบอร์แจ๊คเก็ตสีเบจและสีทอง

เสื้อฟุตบอลปารีสดีไซน์พิเศษ สีเทาอ่อนๆ เรียบหรูดูดีพร้อมตัวอักสะท้อนแสงสีเข้ม นอกจากนี้ adidas Football x Pogba Capsule ซีซั่น 2 ยังมีไอเท็มอื่น อาทิ หมวก กางเกง ขายาว เสื้อยืด และลูกฟุตบอลประจำคอลเลคชั่น

https://www.youtube.com/watch?v=hSaBP4M6Euc

และเพื่อเป็นการฉลองการเปิดตัวคอลเลคชั่นดังกล่าว อาดิดาส และ พอล ป็อกบา ได้ร่วมกันจัดทำภาพยนตร์วิดีโอตัวใหม่ที่จะให้ข้อมูลอย่างลึกซึ้งถึงความเป็นโลกแห่งการสร้างสรรค์ของผู้เล่นกองกลางแห่งสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวิดีโอแสดงให้เห็นถึงแรงบันดาลใจของป็อกบาทั้งในและนอกสนามฟุตบอล ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลงานของเขาเองในฐานะดีไซเนอร์ นักฟุตบอล และนักเต้น และทั้งหมดนี้จะออกมาในผลงานเพลงร่วมสมัยแบบ GQOM ที่จัดทำขึ้นสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ

คอลเลคชั่น adidas Football x Paul Pogba Capsule ซีซั่น 2 วางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟในร้านค้าแฟชั่นอย่าง KITH NY และออนไลน์สโตร์ทาง adidas.com/pogba_collection รวมถึงอาดิดาสสโตร์ในเมืองปารีส ลอนดอน มอสโคว ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ นิวยอร์ค แมนเชสเตอร์ เซา เปาโล ดูไบ โบโกตา ซานติเอโก และโตเกียว สำหรับประเทศไทยมีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซปต์ สโตร์

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือเยี่ยมชมเฟซบุ๊คที่ facebook.com/adidasfootball หรือติดตามผ่านทางทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball หรือ #adidasthailand


คุณพร้อมจะเป็นเจ้าของ BMW Z8 Roadster ของ Steve Jobs แล้วรึยัง


ถ้าคุณบอกว่าคุณเป็นแฟนตัวจริงของ “สตีฟ จอบส์” คุณก็ไม่ควรพลาดการประมูลของใช้ส่วนตัวของเค้าชิ้นนี้ รถยนต์ BMW รุ่น Z8 Roadster ปี 2000 ซึ่งทาง RM Sothebys บริษัทประมูลรถยนต์ในลอนดอนได้นำ BMW Z8 Roadster รถยนต์คู่ใจของ สตีฟ จอบส์ ออกมาให้เหล่าผู้ที่คลั่งไคล้ สตีฟ จอบส์ หรือนักสะสมรถยนต์หายากได้ออกมาเฉือดเฉือนราคากัน


BMW Z8 Roadster แม้ว่าจะเปลี่ยนเจ้าของมาแล้วหลายมือ แต่สภาพของรถยนต์ทั้งภายนอกและภายใน รวมทั้งเครื่องยนต์ก็ได้รับการดูแลรักษาเป็นอย่างดี จนสามารถเรียกได้ว่าเหมือนเป็นรถใหม่ที่พึ่งออกมาจากโรงงานกันเลยทีเดียว


ชิ้นส่วนทุกชิ้นยังคงเป็นของ Original ไม่ว่าจะผ่านมากว่า 17 ปี แต่อะไหล่ทุกชิ้นก็ยังเป็นอะไหล่เดิมจากโรงงานเรียกได้ว่าใครได้ไปถือว่าจบไม่ต้องไปเหนื่อยหาอะไหล่เปลี่ยน เปรียบรถคันนี้แล้วมันแทบจะเป็นงานศิลปะซะมากกว่า


BMW Z8 Roadster ถือว่าใช้งานน้อยมากวิ่งไปแค่15,199 ไมล์ หรือประมาณ 24,460 กิโลเมตร ไม่ว่าจะซื้อไปเก็บหรือซื้อไปซิ่งก็ถือว่าเหมาะสมทั้งคู่ และที่สำคัญเจ้าของเก่าทุกคนของเจ้า BMW Z8 Roadster เก็บรักษามันดีมากๆ ขนาดคู่มือการใช้งานประจำรถ กุญแจสำรองก็ยังอยู่ครบในสภาพที่ดี


สตีฟ จอบส์ เป็นเจ้าของคนแรกของเจ้า BMW Z8 Roadster คันนี้ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม ปี 2000 BMW Z8 Roadster ถูกผลิตเป็นคันที่ 67 จากสายการผลิตทั้งหมด 5,703 คันทั่วโลก เครื่องยนต์เป็นรุ่นเดียวกับ BMW M5 (E39) คือเป็นเครื่องยนต์เบนซินขนาด 4.9 ลิตร 400 แรงม้า เกียร์ธรรมดา 6 จังหวะ เรียกได้ว่า สตีฟ จอบส์ เป็นขาซิ่งที่มีสไตล์อีกคนนึงเลยทีเดียว


งานประมูล BMW Z8 Roadster จะจัดขึ้นที่ นิวยอร์กซิตี สหรัฐอเมริกาในวันที่ 6 ธันวาคม 2017 อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คาดว่ายอดการประมูลรถยนต์ของ สตีฟ จอบส์ คันนี้อาจจะมีมูลค่าสูงสุดถึง 9.98 – 13.3 ล้านบาท เลยทีเดียว ใครที่เป็นแฟนตัวจริงไม่ควรพลาดการประมูลครั้งนี้จริงๆ


ก้าวแรกสู่อนาคตกับ Nissan IMx รถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้าผสานระบบขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ

ลองหลับตาแล้วจินตนาการดู ถ้าเราสามารถขับรถแล้วพอเบื่อๆ ก็ปรับที่นั่งแล้วนอนเล่นมือถือไปได้เพลินๆ หรือเมื่อเดินทางถึงบ้านหรือที่ทำงานหรือจะเป็นที่ไหนก็ตามเราไม่ต้องขับรถวนหาที่จอดรถเอง แต่รถเราขับไปหาที่จอดได้เอง แถมตอนจะกลับยังขับมารับเรากลับอีกด้วย หลายคนคงคิดว่ารถที่แสนรู้ขนาดนั้นคงมีแต่ในหนังสือการ์ตูนเท่านั้นแหละ แต่ในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ นิสสัน ได้เผยโฉมไอเอ็มเอ็กซ์ (Nissan IMx) รถครอสโอเวอร์พลังงานไฟฟ้า ผสานเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติเต็มรูปแบบ และมีระยะทางขับเคลื่อนมากกว่า 600 กม. ซึ่งเป็นรถอัจฉริยะรุ่นต้นแบบที่น่าจับตามองอีกคันหนึ่ง


Nissan IMx ยานยนต์ต้นแบบนวัตกรรมใหม่แสดงแนวคิดการพัฒนาสู่อนาคตของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน(Nissan Intelligent Mobility) ซึ่งเป็นแนวทางที่นิสสันมุ่งพัฒนารูปแบบพลังขับเคลื่อน การขับขี่ และการใช้งานรถยนต์ที่บูรณาการอย่างกลมกลืนกับสังคม Nissan IMx ได้รับการออกแบบเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างรถยนต์และผู้ขับขี่ที่มีความใกล้ชิดและไว้วางใจได้เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย และสนุกสนานกว่าเดิม


“ไอเอ็มเอ็กซ์คือรถต้นแบบครอสโอเวอร์ไร้มลพิษที่สะท้อนอนาคตของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน” แดเนียลเล สคิลลาชี รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดและการขายโกลเบิล ธุรกิจยานยนต์ปราศจากมลพิษและแบตเตอรี่ กล่าว “ด้วยแนวคิดการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสัน เรามีความมุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารของผู้คนและรถยนต์ รวมถึงวิธีที่รถยนต์มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมในอนาคตอันใกล้และในระยะยาว”


หัวใจหลักของคุณสมบัติทางเทคโนโลยีในไอเอ็มเอ็กซ์ คือ ProPILOT เมื่อเลือกใช้งานโหมด ProPILOT ระบบนี้จะเก็บพวงมาลัยไว้ในแดชบอร์ดและปรับเอนเบาะทุกที่นั่ง เพื่อให้ผู้ขับขี่มีพื้นที่มากขึ้นและทำให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความผ่อนคลาย และรื่นรมย์ตลอดการเดินทาง เมื่อปรับเลือกโหมดผู้ขับขี่ควบคุม (Manual) พวงมาลัยจะกลับสู่ตำแหน่งเดิมและเบาะที่นั่งก็จะปรับให้อยู่ในตำแหน่งเริ่มต้น มอบการควบคุมตัวรถคืนแก่ผู้ขับขี่อย่างราบรื่น


รถต้นแบบ นิสสัน ไอเอ็มเอ็กซ์ ใช้แพลทฟอร์มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของนิสสันที่ได้รับการออกแบบให้พื้นห้องโดยสารแบนราบ จึงทำให้ภายในห้องโดยสารมีเนื้อที่ กว้างขวางและเพิ่มสมรรถนะการขับขี่ ด้วยจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ แชสซีส์ของตัวรถมอบการควบคุมที่เฉียบคมซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในเซกเมนท์รถครอสโอเวอร์ ระบบขับเคลื่อนที่ทรงพลังและเงียบสงบช่วยเพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ Nissan IMx ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสองตัวซึงติดตั้งที่ด้านหน้าและด้านหลัง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ มีพละกำลังรวมทั้งหมด 320 กิโลวัตต์ และแรงบิด 700 นิวตันเมตรที่ได้จากแบตเตอรี่กำลังสูงซึ่งได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดและปรับระบบวิศวกรรมใหม่เพื่อเพิ่มความหนาแน่นของพลังงาน แบตเตอรี่รุ่นใหม่ช่วยให้รถต้นแบบรุ่นนี้วิ่งได้ไกลกว่า 600 กม. จากการประจุชาร์จไฟหนึ่งครั้ง


Nissan IMx ยังช่วยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมได้อย่างที่ไม่เคยมีรถยนต์รุ่นใดทำได้มาก่อน อาทิ เมื่อตัวรถเดินทางส่งเจ้าของรถไปถึงสนามบินเสร็จสิ้นแล้ว Nissan IMx สามารถเคลื่อนไปจอดได้เองในที่จอดที่ตัวรถสามารถเชื่อมต่อเข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าและทำหน้าที่เป็นแหล่งกำเนิดไฟฟ้า “เสมือนจริง” ด้วยการคืนพลังงานไฟฟ้ากลับสู่โครงข่ายดังกล่าว ซึ่งเป็นคุณสมบัติใหม่ของการคืนพลังงานไฟฟ้าจากรถยนต์สู่บ้านเรือนและจากรถยนต์สู่อาคาร เมื่อเจ้าของรถต้องการใช้งานตัวรถ ไอเอ็มเอ็กซ์สามารถเคลื่อนที่ไปรับได้ที่อาคารผู้โดยสารของสนามบินและมุ่งตรงกลับบ้าน กระบวนการทั้งหมดดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีการเชื่อมต่อในรถยนต์ อย่าง Seamless Autonomous Mobility


จนถึงปัจจุบัน รถยนต์ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างตัวถังภายนอกและภายในห้องโดยสาร การออกแบบภายนอกมอบความรู้สึกด้านความปลอดภัยจากภายนอก ขณะที่การออกแบบภายในช่วยให้ผู้ขับขี่มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อสมาธิในการขับขี่ นักออกแบบของนิสสัน มุ่งสร้างนิยามใหม่ของพื้นที่ในห้องโดยสารของ Nissan IMx ด้วยการสร้างสรรค์ความรู้สึกที่เปิดกว้าง พร้อมกับรักษาความเป็นส่วนตัว


ดีไซเนอร์ของนิสสันยังต้องการถ่ายทอดบุคลิกสำคัญของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า นั่นคือความเงียบและความนุ่มนวลด้วยไฟส่องสว่าง แต่ก็เปี่ยมด้วยความทรงพลังและความปราดเปรียว โดยได้แรงบันดาลใจมาจากแนวคิด ma ของญี่ปุ่นซึ่งเป็นความรู้สึกด้านพื้นที่และเวลา และ wa (ความกลมกลืน) แสดงออกถึงการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างลงตัวของแนวคิดสองด้านที่ตรงข้ามกันอย่าง “การสงบนิ่ง” และ “การเคลื่อนไหว”


การออกแบบ Nissan IMx ถ่ายทอดลักษณะที่สะอาดตาและสปอร์ตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการผนวกรวมการออกแบบเอกลักษณ์ของนิสสัน ตั้งแต่กระจังหน้า V-motion ที่คุ้นตา เส้นสายด้านข้างที่พาดขึ้นและไหลผ่านจากฝากระโปรงหน้าผ่านสู่ด้านท้ายรถ ซุ้มล้อหน้าที่มีพื้นที่กว้างขวางและรูปทรงโดดเด่นเริ่มต้นจากกระจังหน้าและขยายผ่านไปอย่างลื่นไหลสู่ด้านข้างตัวถัง ทำให้เกิดความรู้สึกทับซ้อนด้วยชั้นเลเยอร์ โทนสีแดง (vermillion) ตัดสายตาอย่างมีชีวิตชีวากับสีตัวถังขาวมุกซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก uramasari อันเป็นการพรรณนาถึงความงดงามและความรุ่มรวยที่พบเห็นได้ที่ด้านในชุดกิโมโนตามประเพณีแบบญี่ปุ่น

ห้องโดยสารของรถต้นแบบไอเอ็มเอ็กซ์ ถอดแบบมาจากแนวคิดพื้นฐานของการจัดวางเนื้อที่ที่สามารถพบได้ในบ้านแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง 


แผงการทำงานภายในตัวรถแบบพาโนรามิกระบบ OLED แสดงภาพด้านนอกตัวรถเป็นพื้นหลัง ขณะที่หน้าจอแพทเทิร์นลายไม้ติดตั้งแยกส่วนอยู่ต่ำกว่าแผงการทำงาน และโค้งรับกับการแผงประตูด้านใน ทำให้ผู้โดยสารทุกที่นั่งได้รับความรู้สึกอ่อนโยนจากภายนอกคล้ายกับแผงกั้นห้อง shoji ที่ทำด้วยกระดาษของญี่ปุ่น


เบาะที่นั่งพิมพ์สลักด้วยเครื่องตัดเลเซอร์ทำให้เกิดแพทเทิร์น katanagare ทรงสามเหลี่ยมทแยงมุม ขณะที่หมอนรองศีรษะเป็นลวดลาย kumiki หรือบล็อกไม้ล็อกเข้ารูปแบบญี่ปุ่นทำด้วยวัสดุซิลิโคนที่นุ่มนวลและตัวโครงผลิตด้วยเครื่องพิมพ์สามมิติ


เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ช่วยให้ผู้ขับขี่ควบคุมแผงการทำงานด้วยการเคลื่อนไหวของตา และการขยับมือเพื่อสั่งการ อินเตอร์เฟซที่ใช้งานง่ายนี้ทำให้มีสวิทช์และปุ่มควบคุมแบบดั้งเดิมน้อยลง ห้องโดยสารของ Nissan IMx จึงมีความเรียบง่ายและทรงประสิทธิภาพ พร้อมกับให้ความสะดวกสบายสูงสุด

แล้วเรามารอดูกันว่า Nissan IMx เมื่อเข้าสู่สายการผลิตจริงในอนาคตจะมีหน้าตารูปร่างที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากนี้อีกหรือไม่ แล้วเราจะได้ใช้งานจริงกันเมื่อไร คงต้องติดตามกันต่อไป


“เชลล์ แอ๊ดว้านซ์” ชวนสิงห์นักบิดทะยานสู่ทุกเป้าหมาย กับภารกิจสุดท้าทาย “ส่งของข้ามประเทศ!”

มอเตอร์ไซค์ เป็นอีกหนึ่งยานพาหนะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยเลือกใช้ให้เป็นเพื่อนร่วมเดินทางคู่ใจในชีวิตประจำวัน ด้วยความคล่องตัว ช่วยให้ผู้ขับขี่เดินทางสู่จุดหมายที่ต้องการได้รวดเร็วทันใจ ทั้งยังมีผู้คนอีกมากมาย ที่สนุกไปกับอิสระบนหลังมอเตอร์ไซค์ จนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์สุดฮิตของผู้คนจำนวนมากในปัจจุบัน


แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่มีความผูกพันกับมอเตอร์ไซค์ในฐานะเครื่องมือทำมาหากิน แม้จะใช้เวลาส่วนใหญ่ในหนึ่งวันไปกับการขับขี่บนท้องถนน แต่ไม่สามารถออกเดินทางอิสระอย่างใจเนื่องจากข้อจำกัด

อย่างเช่นพนักงานส่งเอกสาร หรือที่รู้จักกันในนาม “แมสเซ็นเจอร์” ที่ไม่อาจกำหนดเป้าหมายในการเดินทางแต่ละวันด้วยตัวเองได้เลย เช่น พี่ขาว-คุณศิริพงษ์ ทุษฎี มอเตอร์ไซค์รับจ้างและแมสเซ็นเจอร์มืออาชีพผู้คร่ำหวอดในวงการส่งเอกสารมาแล้วถึงสิบปี!

แม้จะใช้ชีวิตบนมอเตอร์ไซค์มาแล้วเป็นระยะเวลานาน แต่เส้นทางขับขี่ที่ไกลที่สุดที่พี่ขาวเคยเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์คู่ใจกลับอยู่ใกล้แค่ชลบุรี


ด้วยเหตุนี้เชลล์ แอ๊ดว้านซ์ น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงสำหรับมอเตอร์ไซค์ จึงร่วมมือกับรายการ “Viewfinder” สร้างแรงบันดาลใจให้นักบิดออกเดินทางสู่ทุกเป้าหมาย ด้วยการมอบภารกิจส่งของข้ามประเทศสุดท้าทาย


โดยให้ คุณภูริ หิรัญพฤกษ์ พิธีกรหนุ่มนักเดินทางกับรถมอเตอร์ไซค์สมรรถนะสูงคู่ใจ พร้อมกับพี่ขาวที่เดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ 110ซีซี ธรรมดาๆ ออกเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปส่งของถึงมือผู้รับที่ปีนัง ประเทศมาเลเซีย เป็นระยะทางรวมกว่า 1,400 กิโลเมตร

วิดีโอความยาว 8นาทีนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ‘Outride Anything’ (บิดทะยานสู่ทุกเป้าหมาย) บอกเล่าเรื่องราวการเดินทางของมอเตอร์ไซค์ทั้งสองคัน ผ่านเส้นทางที่มีทิวทัศน์สวยงามของประเทศไทย ไปจนถึงความสวยงามของเมืองโบราณที่ถูกแต่งแต้มไปด้วยศิลปะอย่างปีนัง ประเทศมาเลเซีย พร้อมประสบการณ์ขี่มอเตอร์ไซค์ 110ซีซีทางไกลเป็นครั้งแรกของพี่ขาว


อาดิดาสเปิดซีรี่ส์โปรเจกต์สุดล้ำด้วย AM4LDN รองเท้าคู่แรกซึ่งผลิตจาก SPEEDFACTORY เฮาส์การผลิตสุดไฮเทค

อาดิดาส เผยโปรเจกต์ใหญ่ส่งท้ายปีกับ AM4 ชุดซีรี่ส์รองเท้าที่ได้รับการคิดค้น พัฒนา และผลิตที่สปีดแฟคตอรี่ (SPEEDFACTORY) เฮาส์การผลิตสุดทันสมัยที่เมืองอันส์บาค ประเทศเยอรมนี โดยการเปิดตัวรองเท้าซีรี่ส์ AM4 ครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญในฐานะที่เป็นหมุดหลักของความสำเร็จด้านการพัฒนา ออกแบบ และผลิตของทางแบรนด์ ที่มุ่งเน้นการร่วมกันพัฒนากับกลุ่มนักกีฬาและลูกค้า พร้อมแสดงให้เห็นถึงอนาคตการสร้างสรรค์จากอาดิดาส

รองเท้าอาดิดาส ซีรี่ส์ AM4 ที่ผลิตจาก SPEEDFACTORY จะไฮไลท์ไปที่ 6 เมืองหลัก ซึ่งได้รับการคิดค้น และวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์โดยอาศัยข้อมูลการตลาดเชิงลึก รวมถึงการดีไซน์และการผลิตตามความต้องการในสไตล์ที่แตกต่างกันในแต่ละเมือง โดยรองเท้าอาดิดาส ซีรี่ส์ AM4 ได้เปิดตัวคู่แรกด้วย AM4LDN หรือ adidas Made For London ที่ออกแบบมาในสไตล์รูปแบบเฉพาะอันเป็นเอกลักษณ์ตามการใช้งานของนักกีฬาในมหานครลอนดอน ก่อนที่เมืองใหญ่ๆ ของโลกอย่าง ปารีส, ลอส แองเจลิส, นิวยอร์ค, โตเกียว และเซี่ยงไฮ้ จะเริ่มส่งซีรี่ส์ดังกล่าวตามมา


อาดิดาสได้ทำงานร่วมกับกลุ่มนักวิ่งในกรุงลอนดอนเพื่อนำข้อมูลและความต้องการในรูปแบบเฉพาะ มาวิเคราะห์และประยุกต์ในกระบวนการผลิต ซึ่งกลยุทธ์เช่นนี้ สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องประชากรในแต่ละพื้นที่ ที่นำมาใช้ปรับแต่งผลิตภัณฑ์ให้เข้ากับกลุ่มผู้บริโภคในแต่ละเมืองมากที่สุด

การพัฒนารองเท้าในซีรี่ส์ AM4 นั้น จะได้รับการสนับสนุนจากทั้ง 6 เมือง ในแง่ของการปรับแต่งรองเท้าให้เข้ากับความต้องการ พร้อมกับการดีไซน์ที่คำนึงถึงลักษณะการสวมใส่ อาทิ การให้ความรู้สึกมั่นคงในวัสดุน้ำหนักเบา และความเป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นความยั่งยืน รองเท้าอาดิดาส ซีรี่ส์ AM4 ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งที่อาดิดาสเชื่อว่าจะเป็นเทรนด์ในอนาคตของอุตสาหกรรมกีฬาผ่าน SPEEDFACTORY ที่เอื้อในเรื่องของการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ล้ำหน้า

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการรายบุคคลโดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลของนักกีฬา รองเท้าแต่ละคู่จะได้รับการร่วมพัฒนาโดยนำข้อมูลของนักกีฬามาเป็นพื้นฐานหลักของกระบวนวิเคราะห์ โปรเจ็กต์ AM4 จะเป็นช่วง BETA ที่นำข้อมูลเชิงลึกมาจากลูกค้าเป็นหลักสำหรับการออกแบบในอนาคต โดย SPEEDFACTORY ที่เมืองอันส์บาค ประเทศเยอรมนีนั้น ตอนนี้ได้เริ่มปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว และจะเปิดแห่งที่สองที่เมืองแอตแลนตา สหรัฐอเมริกา


พอล เกาดิโอ ผู้อำนวยการการสร้างสรรค์ของอาดิดาส กล่าวว่า “SPEEDFACTORY นั้น ไม่ได้เป็นเพียง รองเท้าเพียงหนึ่งคู่ แต่ยังเป็นจุดกำเนิดของการพัฒนาเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทั้งในเรื่องของความเร็ว ความแม่นยำ และประสิทธิภาพในการตอบกลับหรือสะท้อนแรง SPEEDFACTORY ยังเป็นที่ที่แบรนด์ร่วมงานกับนักกีฬาเพื่อนำข้อมูลเชิงลึกและความต้องการ มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบเฉพาะ เพื่อส่งมอบในสิ่งที่พวกเขาต้องการ นี่ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาและอีกก้าวสำคัญสู่อนาคตของกระบวนการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มนักกีฬา ผลิตภัณฑ์ซีรี่ส์ AM4 นี้ เป็นตัวแทนที่สื่อถึงการผลิตที่เราจะได้เห็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งมอบความเร็ว ความกระชับที่ มากขึ้น พร้อมเข้ากับการใช้งานเฉพาะบุคคล”

สำหรับ AM4PAR ซีรี่ส์รองเท้าที่รังสรรค์มาเพื่อกรุงปารีสนั้น จะเปิดตัวหลัง AM4LDN ในวันพฤหัสบดีที่ 26 ตุลาคม 2560 ก่อนที่ซีรี่ส์เมืองใหญ่อีก 4 เมือง อย่าง AM4LA สำหรับนครลอส แองเจลิส AM4NYC สำหรับนิวยอร์ค AM4TKY สำหรับกรุงโตเกียว และ AM4SHA สำหรับนครเซี่ยงไฮ้ จะเปิดตัวในปีหน้า


นิสสัน จัดแสดง ลีฟ นิสโม คอนเซ็ปต์ และ เซเรนา นิสโม ที่ 2017 โตเกียว มอเตอร์โชว์

บริษัท นิสสัน มอเตอร์ จำกัด เตรียมจัดแสดงรถยนต์ต้นแบบ และรถโปรดักชั่นที่จะสร้างความน่าตื่นเต้นเร้าใจหลากหลายรุ่น ภายในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ครั้งที่จะถึงนี้ เพื่อให้ผู้เข้าชมงานได้รับชมแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีล่าสุดรวมถึงนวัตกรรมแห่งอนาคตของนิสสัน


รถยนต์ต้นแบบรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งผสานแนวคิดของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสันในอนาคต หรือ Nissan Intelligent Mobility จะเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นไฮไลท์ที่จะจัดแสดงที่งาน อาทิ รถต้นแบบนิสสัน ลีฟ นิสโม คอนเซ็ปต์ เซเรน่า นิสโม ที่ได้รับการปรับปรุงสมรรถนะด้านต่างๆ รวมถึง นิสสัน สกายไลน์รุ่นปรับโฉมใหม่ซึ่งจะถูกนำมาแสดงภายในงานด้วยเช่นกัน โดยนิสสันเตรียมจัดแสดงรถยนต์ทั้งหมดถึง 13 คัน

สำหรับงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 45 จัดขึ้น ณ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติโตเกียวบิ๊กไซต์ เปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมระหว่างวันที่ 27 ตุลาคมถึง 5 พฤศจิกายนนี้ ส่วนรอบสื่อมวลชนจัดขึ้นในวันที่ 25-26 ตุลาคม บูธของนิสสันจะตั้งอยู่ในส่วนฮอลล์ที่ 5 ด้านฝั่งตะวันออก (East Hall 5) โดยตัวบูธได้รับการออกแบบให้มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงเลียนแบบการ “ขดเกลียว” หรือ “Spiral” ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวแบบมีพลวัต สื่อถึงความมุ่งมั่นของนิสสันในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตลอดจนถึงการแสดงคุณค่าที่นิสสันปรารถนาที่จะนำเสนอ อาทิเช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุด โดยมีเครื่อง ซิมูเลเตอร์ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมงานได้สัมผัสประสบการณ์ของการขับเคลื่อนอัจฉริยะของนิสสันในอนาคตอีกด้วย สำหรับยนตกรรมที่จะจัดแสดงภายในบูธนิสสัน มีดังนี้

ลีฟ นิสโม่ คอนเซ็ปต์

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นธงของนิสสันที่ผสานความเร้าใจของการขับขี่จากนิสโม

นิสสัน ลีฟ รุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งเปิดตัวในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ถือเป็นยนตรกรรมที่มาพร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ ProPILOT แบบช่องจราจรเดียวของนิสสัน และยังติดตั้ง ProPILOT Park เทคโนโลยีที่ช่วยจอดด้วยการควบคุมคันเร่ง เบรก พวงมาลัย การเปลี่ยนเกียร์ และเบรกมือได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงอีกหนึ่งคุณสมบัติล้ำสมัยอย่าง e-Pedal ซึ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ท เร่งความเร็ว ลดความเร็ว และจอดหยุดนิ่งด้วยการใช้แป้นคันเร่งเพียงอย่างเดียว


ลีฟ เวอร์ชั่นนิสโม คอนเซ็ปต์ สร้างความตื่นเต้นเร้าใจด้วยรูปลักษณ์ภายนอกแบบสปอร์ตที่ออกแบบโดยนิสโม แผนกมอเตอร์สปอร์ตและปรับแต่งสมรรถนะของนิสสัน ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีของนิสโมที่ได้จากสนามแข่งขันทำให้ลีฟ นิสโม คอนเซ็ปต์ มีประสิทธิภาพตามหลักอากาศพลศาสตร์เพิ่มขึ้น มีการยกตัวน้อยลงโดยไม่ส่งผลต่อค่าความต้านทานอากาศที่เป็นเลิศของลีฟ นอกจากนั้น ภายในห้องโดยสารสีโทนดำที่ได้รับการตกแต่งด้วยสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของนิสโม ยังสร้างความรู้สึกที่เร้าใจแบบรถสมรรถนะสูงให้กับผู้ขับขี่


ขณะที่ด้านการขับขี่ ลีฟ นิสโม คอนเซ็ปต์ ยังให้การขับขี่บนถนนทั่วไปที่สนุกสนานอย่างแท้จริง ด้วยช่วงล่างที่ปรับแต่งแบบสปอร์ตและเลือกใช้ยางสมรรถนะสูง พร้อมกับการปรับจูนระบบคอมพิวเตอร์ควบคุมเพื่อให้อัตราเร่งที่ทันท่วงทีในทุกรอบความเร็วมากยิ่งขึ้นจากเดิม ลีฟ นิสโม คอนเซ็ปต์ ถือเป็นการผสมผสานบุคลิกของรถพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เข้ากับประสบการณ์ขับขี่ที่น่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นแบบฉบับของ แบรนด์นิสโมเสมอมา

เซเรนา นิสโม: รถมินิแวนที่ร้อนแรงยิ่งขึ้น


เซเรนา นิสโม มาพร้อมเทคโนโลยีของนิสโม และสไตล์การตกแต่งที่ดึงดูดทุกสายตา

การออกแบบภายนอกสะท้อนเอกลักษณ์แบบรถสมรรถนะสูงของนิสโมได้อย่างชัดเจน ชิ้นส่วนแอโรพาร์ทที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพิ่มความดุดันให้รูปลักษณ์ และสมรรถนะที่ตื่นเต้นเร้าใจ ส่วนภายในตกแต่งด้วยโทนสีแดงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของนิสโม แต่ยังคงเปี่ยมด้วยบุคลิกความอเนกประสงค์ตามแบบยนตรกรรมสำหรับครอบครัว


เซเรน่า นิสโมโดดเด่นด้วยสมรรถนะในการควบคุมที่เฉียบคมมากขึ้น ด้วยการปรับแต่งช่วงล่างแบบสปอร์ต พร้อมการปรับจูนระบบควบคุมเครื่องยนต์และไอเสียชุดใหม่ ที่เติมความร้อนแรงและความแม่นยำในการขับขี่ โดย เซเรนา นิสโม มีกำหนดการออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560

นิสสัน สกายไลน์: พรีเมียมสปอร์ตซีดานที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีก้าวล้ำหน้า


รถสปอร์ตซีดานระดับพรีเมียมของนิสสันที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอยู่เสมอ

โดยสามารถสร้างความเร้าใจและอารมณ์ในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี สกายไลน์รุ่นใหม่ล่าสุดมาพร้อมเทคโนโลยี All-Around Safety Shield ของนิสสัน ซึ่งผสมผสานกันระหว่างระบบไฮบริดสมรรถนะขั้นสูงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และระบบพวงมาลัยที่เหนือชั้นอย่าง Direct Adaptive Steering ที่ช่วยให้การควบคุมตอบสนองได้ดังใจเพื่อการขับขี่ที่ง่ายและปลอดภัยมากขึ้นยิ่งกว่า


การเปลี่ยนแปลงของสกายไลน์ครอบคลุมถึงรูปลักษณ์ภายนอกที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ล้อดีไซน์ใหม่ที่เพิ่มความเร้าใจมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารที่ได้รับการปรับเปลี่ยนพวงมาลัยและหัวเกียร์แบบใหม่ ตลอดจนการตกแต่งวัสดุแผงควบคุมใหม่ได้ยกระดับความพรีเมียมในห้องโดยสารให้สูงมากขึ้น สกายไลน์ใหม่ จะออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2560 นี้

สำหรับผู้สนใจในยนตกรรมล้ำสมัยที่จัดแสดงในงาน นิสสันจะมีการถ่ายทอดสดการแถลงข่าวภายในงานโตเกียว มอเตอร์โชว์ ผ่านช่องทางโซเชียลทั้ง YouTube, Facebook และ Periscope และนิสสันจะรายงานความคืบหน้าผ่านหน้าเพจ Twitter และ Facebook ของนิสสัน โกลบอล ด้วยเช่นกัน


Privacy Preference Center