อาดิดาส แนะเคล็ดลับการวิ่งในสภาวะอากาศสุดท้าทายสำหรับนักวิ่งขาลุย


ด้วยสภาพอากาศที่ค่อนข้างแปรปรวนในช่วงปลายฝนต้นหนาว อีกทั้งมรสุมพายุที่พัดผ่านประเทศไทยในตอนนี้ นักวิ่งหลายคนอาจจะประสบกับความท้าทายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นฝนตกขณะออกไปซ้อมวิ่ง การดูแลรักษารองเท้าวิ่งหลังจากใช้งานบนพื้นที่ชื้นแฉะ ความปลอดภัยขณะวิ่งบนพื้นเปียก หรือประสิทธิภาพการวิ่งที่อาจลดลงจากการมัวแต่พะวงเรื่องพื้นลื่นหลังฝนตก และเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์สุดแอ๊คทีฟของนักวิ่งให้พัฒนาขีดความสามารถได้อย่างต่อเนื่องแม้ในสภาวะสุดท้าทาย อาดิดาสจึงได้คิดค้นและพัฒนาองค์ประกอบแต่ละส่วนสำหรับรองเท้าวิ่งรุ่นล่าสุดอย่าง อาดิดาส uLTRABOOST ATR และ ultraboost X atr เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานและการวิ่งบนพื้นเปียกชื้น พื้นลื่น รวมถึงช่วยลดน้ำซึมและน้ำกระเด็นเข้ารองเท้า


งานนี้ ตุลย์-ตุลยเทพ เอื้อวิทยา กัปตันทีมวิ่งอาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก ที่ผ่านการแข่งขันรายการวิ่งมาหลากหลายรูปแบบมาแนะนำเคล็ดลับการเตรียมความพร้อมก่อนวิ่งบนพื้นถนนในช่วงสภาพอากาศแปรปรวนและพูดถึงความแตกต่างของการวิ่งแต่ละรูปแบบ

“พื้นถนนที่แตกต่างของแต่ละสนามจะมีผลต่อการเตรียมตัวฝึกซ้อมที่ต่างกันออกไป โดยเฉพาะการวิ่งบนถนนที่เปียกลื่นในหน้าฝน

การศึกษาเส้นทางก่อนลงแข่งขันเป็นสิ่งแรกๆ ที่นักวิ่งควรให้ความสำคัญ ควรหาโอกาสฝึกซ้อมในพื้นที่ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับสนามแข่งจริง แต่ในสภาพอากาศที่เราต้องเจอในช่วงหน้าฝน คือ ฝนตก ถนนเปียกแฉะ ถนนลื่น ซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญของการวิ่ง ซึ่งเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในช่วงหน้าฝนแบบนี้ ความระมัดระวังในการวิ่งควรมาก่อนเพราะพื้นจะลื่นเป็นพิเศษ ทั้งเส้นทางถนนแบบปกติและเส้นทางวิ่งกึ่งผจญภัย


การวิ่งท่ามกลางสภาวะแบบนี้ นักวิ่งจะต้องรักษาการทรงตัวให้ดี วิธีง่ายๆ คือก้าวให้สั้นลงและพร้อมที่จะใช้ขาอีกข้างในการพยุงตัวหากเกิดการวางเท้าพลาดหรือลื่น

พยายามหลีกเลี่ยงแอ่งน้ำเพราะเราไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นแอ่งหรือหลุมและลึกแค่ไหน หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรประเมินความเสี่ยงดู การวิ่งอ้อมสักนิดก็อาจไม่ได้ทำให้เสียเวลามากเท่าไหร่

สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ควรต้องฝึกฝนกล้ามเนื้อให้แข็งแรงพอ เพราะจะช่วยให้นักวิ่งสามารถทรงตัวดีขึ้นเมื่อเกิดการลื่นไถลนอกจากนี้ การเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับสภาพสนาม ยังเป็นส่วนสำคัญและเป็นตัวช่วยให้วิ่งได้สนุกมากขึ้น

สำหรับรองเท้าวิ่ง อัลตร้าบูสท์ เอทีอาร์ และ อัลตร้าบูสท์เอ๊กซ์ เอทีอาร์ สามารถใส่วิ่งได้ทั้งถนนและพื้นที่ค่อนข้างลุย หากต้องวิ่งผ่านจุดน้ำขัง หรือแผ่นกระเบื้องน้ำกระเด็น ก็สามารถกันการซึมน้ำได้ระดับหนึ่ง ซึ่งเหมาะมากสำหรับหน้าฝนบ้านเรา ส่วนประกอบสำคัญเลย คือพื้นรองเท้าที่มีดอกยางมากขึ้น ยึดเกาะได้ทั้งพื้นทราย ลูกรัง หรือพื้นเปียกได้ดีกว่ารองเท้าถนนธรรมดาที่อาจให้การยึดเกาะที่ไม่เพียงพอ”


สำหรับ รองเท้าอัลตร้าบูสท์ เอทีอาร์ (UltraBOOST Atr) และ อัลตร้าบูสท์ เอ๊กซ์ เอทีอาร์ (UltraBOOST X atr) ยังคงนำเทคโนโลยีบูสท์ (BOOSTTM) นวัตกรรมเอกสิทธิ์ของอาดิดาสมาใช้เป็นองค์ประกอบหลัก พร้อมลดการซึมของน้ำจากการกระเด็นด้วยหน้าผ้าไพรม์นิตชนิดพิเศษ (SPLASH WATER-REPELLENT ADIDAS PRIMEKNIT UPPER) พร้อมพื้นรองเท้าแบบ Stretchweb จากคอนติเนนทัล (ALL TERRAIN LUX CONFIGURATION) เพิ่มจำนวนแฉกช่วยยึดเกาะพื้นได้ดีกว่าเดิม พร้อมให้ความรู้สึกกระชับ มั่นคง รองรับ และป้องกันเท้าของผู้สวมใส่ในพื้นที่ชื้นแฉะและสภาพอากาศที่แปรปรวนโดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน นอกจากนี้ ULTRABOOST ATR ยังมาพร้อมลายสะท้อนแสง (REFLECTIVITY) ที่จะช่วยให้โดดเด่น สะดุดตา เหมาะสำหรับสตรีทรันนิ่ง ในเวลาเย็นค่ำ หรือกลางคืน


รองเท้าอัลตร้าบูสท์ เอทีอาร์ (ULTRABOOST ATR) และ อัลตร้าบูสส์ เอ๊กซ์ เอทีอาร์ (UltraBOOST X ATR) จำหน่ายทางอาดิดาสออนไลน์สโตร์ และพร้อมวางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซ็ปต์ สโตร์ และร้านค้าที่ร่วมรายการแล้ววันนี้ในราคา ราคา 7,990 บาท


ไนกี้และออฟ-ไวท์ สร้างสรรค์โปรเจคใหม่ “เดอะเท็น” 
ปัดฝุ่นรองเท้าไนกี้ 10 รุ่นในตำนาน

ไนกี้ ผู้นำนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์กีฬาระดับโลกและนักออกแบบเวอร์จิล อา-เบลาะ (Virgil Abloh) ร่วมกันนำเสนอโครงการออกแบบรองเท้าใหม่ชื่อ “เดอะเท็น – The Ten” เพื่อออกแบบรองเท้า 10 รุ่น
ของไนกี้ที่มีชื่อเสียงขึ้นใหม่ โดยรองเท้าทั้ง 10 รุ่นที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษในโครงการเดอะเท็นนี้เป็นรองเท้าที่ออกแบบขึ้นตามแนวคิดหลัก 2 แบบ 
อันได้แก่แนวคิด “REVEALING” สำหรับรองเท้าที่ออกแบบให้ดูเรียบง่ายและสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ด้วยมือให้ดูมีรูปลักษณ์ที่
ดูเปิดเผย

เวอร์จิล อา-เบลาะและไนกี้ร่วมงานมายาวนานก่อนหน้าที่นักออกแบบชื่อก้องท่านนี้จะมีโอกาสมาเยือนสำนักงานใหญ่ของไนกี้เป็นครั้งแรกในเดือนตุลาคมปี 2016 ที่ผ่านมา เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับโครงการสร้างสรรค์ใหม่นี้ อันที่จริงชายหนุ่ม
ผู้เคยใช้ชีวิตวัยรุ่นกับเพื่อนๆ ในเมืองร็อกฟอร์ด รัฐอิลลินอยส์นี้ เคยร่างภาพรองเท้าในฝันของพวกเขาและส่งไปรษณีย์มายังที่ทำการของไนกี้ “ตอนที่รองเท้าแอร์จอร์แดนวางจำหน่าย เรารู้สึกทึ่งมาก ไมเคิล จอร์แดนเป็นบุคคลที่เหนือกว่าใครทั้งมวล เขาเป็นเสมือนซุเปอร์แมนสำหรับผม” อา-เบลาะ นักออกแบบวัย 36 ที่ทำงานในเมืองมิลานและชิคาโก้
เป็นส่วนใหญ่เล่า “ปรัชญาการออกแบบเรื่องราวเบื้องหลังของผลงานต่างๆ ที่ผมทำทั้งหมดมาจากสิ่งต่างๆ 
ในทศวรรษ 1990 ทั้งสิ้น”


อา-เบลาะ ซึ่งปัจจุบันเป็นครีเอทีฟไดเร็คเตอร์ ดีเจ ดีไซเนอร์ และผู้ก่อตั้งแบรนด์ ออฟ-ไวท์ (OFF-WHITE) เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านการผสมผสานกระบวนการสร้างสรรค์หลากรูปแบบเข้าด้วยกันเพื่อสร้างนิยามใหม่ของแฟชั่นและ การออกแบบ อีกทั้งยังมีการผสานอารมณ์ขันและลูกเล่นแบบงานแฮนด์เมดลงไปในผลงานด้วย เขาเล่าว่าเขา “เริ่มต้นเรียนรู้วิชาออกแบบ” จากรองเท้ากีฬา ปกอัลบั้มเพลงร็อคและฮิป-ฮอป และการวาดกราฟิตี้ ต่อมา เขาจึงนำประสบการณ์เหล่านั้นมาผสมผสานกับวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์

“ตอนที่ผมไปถึงสำนักงานใหญ่ของไนกี้ที่เมืองบีเวอร์ตันเป็นครั้งแรก ผมก็รู้ทันทีว่าผมอยากทำงานสักอย่างร่วมกับไนกี้ 
ผมไม่ได้ทำงานหนักมาตลอดเพียงเพื่อมาพูดคุยกับทีมงานของไนกี้อย่างเดียว” อา-เบลาะเล่า ในการมาเยือนสำนักงานใหญ่ของไนกี้ครั้งนั้น เขาแสดงฝีมือด้วยการสร้างสรรค์รองเท้าแอร์ฟอร์ซ 1 โลว์สีดำทริปเปิ้ลแบล็กใหม่โดยใช้เพียงมีดสำหรับงานศิลปะของเอกซ์-แอกโต้ (X-ACTO) และปากกาสี ซึ่งต่อมาพนักงานของเขาได้ใส่รองเท้ารุ่นพิเศษนี้ในงานนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องเรือนของออฟ-ไวท์ในงานดีไซน์ไมอามี่ซึ่งจัดขึ้นในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

งานออกแบบของคุณอา-เบลาะก่อให้เกิดผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์ กล่าวคือ คุณแมตต์ คิลกอร์ (Matt Kilgore) นักอออกแบบของไนกี้ลงมือผลิตรองเท้าแอร์ฟอร์ซ 1 รุ่นพิเศษจำนวน 12 คู่ที่สตูดิโอออกแบบบลูริบบอนของไนกี้ด้วยตนเองโดยมี
คุณอา-เบลาะร่วมให้ข้อคิดเห็น (อันที่จริง คุณแมตต์ คิลกอร์เป็นบุตรของคุณบรูซ คิลกอร์ ผู้ออกแบบรองเท้ารุ่น
แอร์ฟอร์ซ 1 รุ่นแรกในปี 1982) รายละเอียดที่น่าสนใจจากแนวคิดของคุณอา-เบลาะคือการพลิกกลับให้โฟมด้านใน
ลิ้นรองเท้าออกมาอยู่ด้านนอก การเดินด้ายปักตราสัญลักษณ์ของไนกี้สีเงินให้เห็นฝีเข็มได้ชัด และการสลักข้อความที่สื่อถึงเมืองบีเวอร์ตัน รัฐโอเรกอน เมืองที่เป็นแหล่งกำเนิดของรองเท้ารุ่นแอร์ฟอร์ซ 1


เกี่ยวกับรองเท้ากลุ่ม “REVEALING”
ผลงานสร้างสรรค์ในโครงการเดอะเท็นนี้เสร็จสมบูรณ์อย่างรวดเร็ว โดยรองเท้าทั้ง 10 รุ่นพัฒนาเสร็จสมบูรณ์พร้อมออกวางตลาดภายในเวลาเพียง 10 เดือนเท่านั้น เนื่องจากอา-เบลาะเป็นนักออกแบบที่คิดและลงมือทำงานอย่างรวดเร็ว เข้ากันได้ดีกับวัฒนธรรมการทำงานของไนกี้ ในระยะแรก ทีมงานทุกคนต้องออกแบบรองเท้าในกลุ่ม REVEALING 
อันได้แก่ ไนกี้แอร์จอร์แดน 1 ไนกี้แอร์แมกซ์ 90 ไนกี้แอร์เพรสโต้ ไนกี้แอร์เวเปอร์แมกซ์ และไนกี้เบลเซอร์มิดใหม่ตามกำหนดการทำวานที่ค่อนข้างกระชั้นชิด “สิ่งที่เราตัดสินใจจะทำส่วนใหญ่มักจะเป็นแนวคิดที่เราเสนอกันในช่วง 3 ชั่วโมงแรกของการระดมสมอง จากนั้นเราจะใช้เวลา 2 ถึง 3 วันเพื่อสร้างต้นแบบต่างๆ” อา-เบลาะเล่า 
“เราตัดสินใจเรื่องแบบของรองเท้าจอร์แดนได้ในการประชุมเพียงครั้งเดียว และผมได้ทำงานกับทีมงานที่ดีในสถานที่ที่เป็นเหมือนฝัน ผมแค่ตรวจสอบต้นแบบว่าเป็นไปตามที่ผมคิดไว้หรือไม่เท่านั้นเอง”

อา-เบลาะออกแบบรองเท้ารุ่นแอร์ฟอร์ซ 1 โดยใช้กระบวนเดียวกับที่เขาทำตอนมาเยี่ยมสำนักงานใหญ่ของไนกี้เป็นครั้งแรก คือใช้มีดสำหรับงานศิลปะตัดลิ้นรองเท้าเพื่อเปิดเผยโฟมที่ซ่อนอยู่ (และเอาตราสัญลักษณ์ของไนกี้บนลิ้นรองเท้าออกไป) ย้ายตราสัญลักษณ์ของไนกี้ด้านข้างรองเท้าไปอีกจุดหนึ่ง (และขยายขนาดของมันด้วย) และเติมแถบสีส้มลงไปตามจุดต่างๆ ตอดตัวรองเท้าเพื่อเพิ่มสีสัน (รองเท้าแต่ละคู่จะมีแถบสีส้มในจุดที่ไม่ซ้ำกัน) การสะท้อนลักษณะที่ “เปิดเผย” ตามชื่อของกลุ่มรองเท้าที่ทีมงานเลือกใช้นั้นสะท้อนอยู่ในการตกแต่งรองเท้าด้วยข้อความในจุดต่างๆ ที่แตกต่างกัน 
เช่น การใช้คำว่า “AIR” ที่ด้านข้างรองเท้าแอร์เวเปอร์แมกซ์ แอร์จอร์แดน 1 และแอร์เพรสโต้ (เพื่อสื่อถึงนวัตกรรมไนกี้แอร์) และคำว่า “SHOELESS” บนเชือกผูกรองเท้า

รองเท้ารุ่นต่างๆ ในกลุ่มนี้ดูซับซ้อนตามที่คุณอา-เบลาะต้องการ นั่นคือการเปิดด้านในของรองเท้าออกมาให้ผู้คนได้ชื่นชมนวัตกรรมที่ซ่อนอยู่ เขาอธิบายว่า “คุณสามารถซื้อรองเท้ารุ่นพิเศษนี้และชื่นชมงานสร้างสรรค์ของเราได้ที่ร้าน แต่ถ้าคุณมีรองเท้ารุ่นเหล่านี้อยู่แล้ว คุณก็สามารถไปซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็นจากร้านขายเครื่องมือช่างและดัดแปลงรองเท้าของคุณ
ตามแบบของเราได้”

แนวคิดข้างต้นนั้นสอดรับกับปรัชญา Just Do It หรือการพยายามอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายของไนกี้อย่างยิ่ง 
“ผมนึกถึงเด็กๆ ในที่ห่างไกลซึ่งสนใจงานออกแบบเหมือนที่ผมเคยเป็นตอนเด็กๆ พวกเขาเหล่านี้ต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้เขาเข้าใจเบื้องหลังของการออกแบบเช่นรองเท้าของพวกเรานี่แหละ” อา-เบลาะอธิบาย

เกี่ยวกับรองเท้ากลุ่ม “GHOSTING”
งานออกแบบรองเท้าไนกี้แอร์เวเปอร์แมกซ์ของอา-เบลาะนั้นเป็นความท้าทายที่สำคัญ เพราะรองเท้ารุ่นนี้ยังไม่ออกวางจำหน่ายเลย รองเท้าในโครงการเดอะเท็นที่ยังไม่เคยวางจำหน่ายมาก่อนอีก 2 รุ่นคือรองเท้าไนกี้
ซูมฟลายเอสพีและรองเท้าไนกี้รีแอ็กไฮเปอร์ดังก์ 2017 ซึ่งรองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นงานออกแบบที่ท้าทายทีมงานมากเช่นกัน อา-เบลาะได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากนวัตกรรมชั้นวัสดุนุ่มสำหรับรองเท้าวิ่งไนกี้ซูมเวเปอร์ฟลาย อีลีท
ที่ออกแบบสำหรับกิจกรรม Breaking2 และรองเท้าบาสเกตบอลรีแอ็กไฮเปอร์ดังก์ โดยอา-เบลาะยกระดับนวัตกรรมเหล่านี้ไปอีกขั้นด้วยแนวคิดที่เขาตั้งชื่อว่า “GHOSTING” โดยใช้หน้ารองเท้าแบบโปร่งแสงเป็นจุดเด่น คุณอา-เบลาะปรารถนาให้รองเท้าทั้ง 5 รุ่นเป็นเครื่องบอกเล่าประวัติศาสตร์ 94 ปีของรองเท้าบาสเกตบอลไนกี้และคอนเวิร์ส รวมถึงรองเท้าวิ่งไนกี้โดยใช้วัสดุที่เรียบง่ายและมีลักษณะกึ่งโปร่งแสงเป็นสื่อกลางที่เชื่อมโยงรองเท้าทั้ง 5 รุ่นเข้าด้วยกัน 
รองเท้ากลุ่ม “GHOSTING” มีรองเท้าบาสเกตบอล 2 รุ่นที่ถือกำเนิดก่อนรองเท้าตระกูลไฮเปอร์ดังก์ (คอนเวิร์ส 
ชัค เทย์เลอร์ และไนกี้แอร์ฟอร์ซ 1 โลว์) และรองเท้าวิ่งอีก 1 รุ่นที่ถือกำเนิดก่อนรองเท้าเวเปอร์ฟลาย อีลีท (แอร์แมกซ์ 97)

กระบวนการออกแบบรองเท้ารุ่นตำนานต่างๆ ของคอนเวิร์ส บริษัทที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1923 และไนกี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1972 นั้นมุ่งเน้นลักษณะที่ดูเปิดเผย สะท้อนถึงความยั่งยืนเหนือกาลเวลาของรองเท้ารุ่นต่างๆ ที่ช่วยสร้างนิยามใหม่ให้กับการกีฬาและวัฒนธรรมแฟชั่นรองเท้ากีฬา รองเท้าทั้ง 10 รุ่นนี้เหนือกาลเวลา และเป็นรากฐานสำคัญของทั้งงานออกแบบรองเท้าและงานออกแบบทั้งมวล

เรามาดูกันชัดๆ ว่า 10 รุ่นที่ว่ามีรุ่นไหนกันบ้าง

  
    
ทั้งนี้ ไนกี้จะวางจำหน่ายรองเท้ากลุ่ม REVEALING ทั้ง 5 รุ่น คือไนกี้แอร์จอร์แดน 1 ไนกี้แอร์แมกซ์ 90 ไนกี้แอร์เพรสโต้ 
ไนกี้แอร์เวเปอร์แมกซ์ และไนกี้เบลเซอร์ก่อนที่ร้านไนกี้แล็บสาขานครนิวยอร์ก (9-13 กันยายน) กรุงลอนดอน 
(18-22 กันยายน) นครมิลาน (21-25 กันยายน) และกรุงปารีส (26-30 กันยายน)
รองเท้าทั้ง 10 รุ่นจะวางจำหน่ายพร้อมกันอีกครั้งทั่วโลกตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไปที่ร้านไนกี้แล็บและร้านค้าที่ได้รับการคัดสรร


ทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง ที่ใช้รถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที 
คว้าอันดับ 3 ในรายการ ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017 
ฮอนด้า เรซซิ่ง 2017 “จักรพันธ์-ภัทรพล-ฐนโรจน์” ฟอร์มร้อนแรง คว้าชัยทั้ง 3 เรซ


บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศผลการแข่งขันในเวทีมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017” เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กับผลงานยอดเยี่ยมของรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที จากทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง หมายเลข 17 ขับโดย โคอุได ซึคาโคชิ และทาคาชิ โคกูเระ ที่ผงาดคว้าอันดับ 3 ได้ขึ้นโพเดียมฉลองชัยอย่างยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกัน ผลการแข่งขัน
ซัพพอร์ต เรซ รายการ ฮอนด้า เรซซิ่ง 2017 ซึ่งจัดขึ้นทั้งหมด 3 เรซ 4 รุ่น ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา


นักขับที่
ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คว้าชัยชนะมาครองได้ทั้ง 3 เรซ ได้แก่ รุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ จักรพันธ์ ต๊ะวี 
รถหมายเลข 33, รุ่น ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพ ภัทรพล วงษ์ไพร รถหมายเลข 39, และรุ่น ฮอนด้า บริโอ้ คัพ ฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ รถหมายเลข 18


การแข่งขันรถยนต์ทางเรียบเบอร์หนึ่งของญี่ปุ่นรายการ ซูเปอร์ จีที 2017 มีคิวดวลความเร็วสนามที่ 7 ของฤดูกาลในเมืองไทย ระหว่างวันที่ 6-8 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ภายใต้รายการ “ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017” ซึ่งนับเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันรายการนี้ ส่วนไฮไลต์สำคัญคือการแข่งขัน ช้าง ซูเปอร์ จีที เรซ 2017 ซึ่งมีรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที ลงชิงชัยในรุ่น 
จีที 500 ถึง 5 คัน ได้แก่

  • หมายเลข 8 จากทีม ออโตแบ็ค เรซซิ่ง ทีม อากูริ ขับโดย โทโมกิ โนจิริ และทาคาชิ โคบายาชิ
  • หมายเลข 16 จากทีม มูเก็น ขับโดย ฮิเดกิ มูโตะ และไดสุเกะ นาคาจิม่า
  • หมายเลข 17 จากทีม เคฮิน เรียล เรซซิ่ง ขับโดย โคอุได ซึคาโคชิ และทาคาชิ โคกูเระ
  • หมายเลข 64 จากทีม เอปสัน นากาจิม่า เรซซิ่ง ขับโดย แบร์ทรองด์ บาเยตต์ และโคสุเกะ มัตสึอุระ
  • หมายเลข 100 จากทีม คูนิมิตซึ ขับโดย นาโอกิ ยามาโมโตะ และทาคูยะ ไอซาวะ


โดยทีมที่ใช้รถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที ที่ทำผลงานในการแข่งขันได้อย่างยอดเยี่ยม ได้แก่ โคอุได ซึคาโคชิ และทาคาชิ โคกูเระ ช่วยกันพารถแข่ง เคฮิน เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที หมายเลข 17 คว้าอันดับ 3 ด้วยเวลารวม 1 ชั่วโมง 43 นาที 18.794 วินาที ตามหลังแชมป์ 30.120 วินาที เท่านั้น


ตามด้วย รถแข่งหมายเลข 100 จากทีม คูนิมิตซึ ขับโดย นาโอกิ ยามาโมโตะ และทาคูยะ ไอซาวะ เข้าเส้นชัย
ในอันดับ 7 ด้วยเวลารวม 1 ชั่วโมง 44 นาที 3.386 วินาที เฉือนอันดับ 8 ซึ่งเป็นรถแข่ง ฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์ จากทีม เอปสัน นากาจิม่า เรซซิ่ง หมายเลข 64 เพียง 12.580 วินาที ส่วนรถแข่งฮอนด้า เอ็นเอสเอ็กซ์-จีที หมายเลข 8 จบการแข่งขันในอันดับ 11 และหมายเลข 16 จบการแข่งขันในอันดับ 13
ขณะเดียวกัน ฮอนด้า เรซซิ่ง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ที่แฟนๆ ความเร็วให้ความสนใจอย่างมาก โดยแข่งขันกันถึง 
3 เรซ ที่มีระยะทางต่อรอบ 4.554 กิโลเมตร ใน 4 รุ่น ได้แก่ ฮอนด้า โปร โมดิฟาย, ฮอนด้า โปร คาร์, ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพ, ฮอนด้า บริโอ้ คัพ และขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้นทุกๆ เรซ


ฮอนด้า เรซซิ่ง ออกสตาร์ทการแข่งขันเรซแรกในช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางสายฝนที่เทลงมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การแข่งขันเต็มไปด้วยความเข้มข้น โดยแชมป์ในรุ่นใหญ่อย่าง โปร โมดิฟาย เป็นของ อานนท์ รอดประเสริฐ ที่เข้าป้ายเป็นคันแรกด้วยเวลา 15 นาที 33.834 วินาที ตามด้วย เศรษฐศิษฐ์ 
บุณยเกียรติ เข้าป้ายในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 4.687 วินาที ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ ตามหลังแชมป์ 5.107 วินาที

ขยับเข้าสู่การแข่งขันเรซที่ 2 ซึ่งดวลความเร็วในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ซึ่งในเรซนี้แชมป์ของรุ่น โปร โมดิฟาย ตกเป็นของ ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ ที่เข้าเส้นชัยเป็นคันแรกด้วยเวลา 15 นาที 26.019 วินาที กลับมาเฉือนเอาชนะ อานนท์ รอดประเสริฐ แชมป์เรซแรก ด้วยเวลาเพียง 1.868 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ  ตามหลังแชมป์ 2.590 วินาที


เรซสุดท้ายของ ฮอนด้า เรซซิ่ง ออกสตาร์ทในช่วงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 8 ตุลาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าแชมป์ใน
รุ่นใหญ่อย่าง โปร โมดิฟาย ตกเป็นของ อานนท์ รอดประเสริฐ ที่ควบรถแข่งเข้าป้ายเป็นคันแรก หลังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมตลอด 7 รอบการแข่งขัน ด้วยเวลา 14 นาที 24.488 วินาที โดยมี ภาสฤทธิ์ พรหมสมบัติ 
ตามเข้าป้ายในอันดับ 2 ตามหลังแชมป์ 4.699 วินาที ส่วนอันดับ 3 เป็นของ เศรษฐศิษฐ์ บุณยเกียรติ ตามหลังแชมป์ 17.398 วินาที


สำหรับการแข่งขันในรุ่นอื่นๆ มีนักขับที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม นำเข้าป้ายแบบม้วนเดียวจบ คว้าชัยชนะ
มาครองได้ทั้ง 3 เรซ ได้แก่ รุ่น ฮอนด้า โปร คาร์ จักรพันธ์ ต๊ะวี รถหมายเลข 33, รุ่น ฮอนด้า แจ๊ซ ซูเปอร์ คัพ ภัทรพล วงษ์ไพร รถหมายเลข 39 และรุ่น ฮอนด้า บริโอ้ คัพ ฐนโรจน์ ธนาสิทธิ์นิธิเกตุ รถหมายเลข 18

นอกจากนี้ ภายในงาน ฮอนด้ายังได้จัดกิจกรรมพิเศษ Honda Civic Turbo Track Experience ซึ่งเป็นการรวบรวมผู้ใช้ ฮอนด้า ซีวิค เทอร์โบ ที่ชื่นชอบรถสไตล์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว ที่มีสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ โดยมีผู้ให้ความสนใจกว่า 30 คัน จัดขบวนมารวมตัวกันที่บุรีรัมย์ นับเป็นโอกาสที่ผู้ที่ชื่นชอบรถฮอนด้าได้เข้ามามีส่วนร่วมในงานแข่งรถระดับโลกอย่างรายการซูเปอร์ จีที โดยซีวิคทั้ง 30 คันนี้ได้วิ่งโชว์ในสนาม เพื่อเปิดโอกาสให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตสัมผัสรถที่แต่งในสไตล์สปอร์ตได้อย่างใกล้ชิด และที่บริเวณลานกิจกรรมด้านนอกยังมี
บูทฮอนด้าที่มีโซนกิจกรรมอีกมากมาย

ในงานยังมีกิจกรรมอีกมากมายที่ให้แฟนๆ กีฬามอเตอร์สปอร์ตได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม 
Pit Walk ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมลงไปเดินในบริเวณที่เก็บรถของทีมแข่งข้างสนาม (Paddock) พร้อมได้ถ่ายรูปใกล้ชิดกับนักแข่ง และรับของที่ระลึกจากเรซควีนของแต่ละทีม รวมถึงกิจกรรม Grid Walk ซึ่งเป็นการเดินชมรถซูเปอร์ จีที และการทำงานของทีมวิศวกรในการเตรียมความพร้อมรถแข่งทุกคันที่จุดสตาร์ทในสนามแข่ง นับเป็นกิจกรรมที่มีแฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตให้ความสนใจเข้าร่วมอย่างคับคั่ง พร้อมกระทบไหล่บรรดาสาวสวย Racing Queens อย่างใกล้ชิดอีกด้วย


อาดิดาสเผยโฉมรองเท้าสตั๊ดคอลเลคชั่น Pyro Storm เฉดสีใหม่ร้อนแรงดั่งไฟ

อาดิดาสฟุตบอล ส่งรองเท้าสตั๊ดคอลเลคชั่นล่าสุด ไพโร สตอร์ม (Pyro Storm) ทั้งเอซ 17+ เพียวคอนโทรล, เอ็กซ์ 17+ 360 สปีด, เนเมซิซ 17+ โดดเด่นด้วยดีไซน์และเฉดสีส้มร้อนแรงให้การสวมใส่ในสนามเร้าใจกว่าที่เคย
ไพโร สตอร์ม เอซ 17+ เพียวคอนโทรล

มาครบทั้งแพ็คด้วยรุ่นสเตเดียม (Pyro Storm ACE 17+ PURECONTROL Stadium) รุ่นเคจ (Pyro Storm ACE 17+ PURECONTROL Cage) และรุ่นสตรีท (Pyro Storm ACE 17+ PURECONTROL Street) ให้การคุมเกมมีประสิทธิภาพมากขึ้นในทุกสนาม พร้อมโดดเด่นทุกการเคลื่อนที่ด้วยเฉดสีส้มสุดเข้มข้น โดยรุ่นสเตเดียม มีส่วนประกอบหลักที่ หน้าผ้าไพรม์นิต ช่วยให้สวมใส่ง่าย

โครงสร้างแถบถุงเท้าแบบเพียวคัท (PURECUT Sock System) ออกแบบเพื่อล็อคเท้าให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม หน้าผ้าสีส้มสามเฉดตัดกับเส้นสามแถบสีดำเอกลักษณ์ของอาดิดาส เทคโนโลยีพื้นบูสท์ (BOOST) ที่มอบการคืนพลังงานในทุกก้าวซึ่งรุ่นสเตเดียมนี้ จะใช้ใส่แข่งจริงโดยนักบอลชื่อดังอย่างพอล ป็อกบา เดเล่ อัลลี และเมซุต โอซิล มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ ในราคา 10,500 บาท

รุ่นเคจ มีส่วนประกอบหลักที่หน้าผ้าไพรม์นิตเคลือบชั้นฟิล์ม NSG (NON STOP GRIP) ที่ช่วยให้ยึดจับบอลได้แม่นยำขึ้น วัสดุ TECHFIT แบบยืดหยุ่นที่ให้ความสบายขณะสวมใส่ พร้อมพื้นบริเวณส้นเท้าแบบบูสท์พร้อมเส้นสามแถบอาดิดาส วางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอแมนซ์ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ และ ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ ในราคา 7,490 บาท ส่วนรุ่นสตรีท วัสดุหน้าผ้าจะเป็นไพรม์เมช (PRIMEMESH) สามชิ้นตัดเย็บเข้ากัน พร้อมนวัตกรรม TECHFIT บนเส้นสามแถบอาดิดาส และเทคโนโลยีพื้นรองเท้าบูสท์แบบเต็มแผ่น รุ่นนี้ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

ไพโร สตอร์ม เนเมซิซ 17+ 360 อะจิลิตี้ (Pyro Storm NEMEZIZ 17+ 360 AGILITY)
ยังคงคอนเซ็ปท์รองเท้าสำหรับครีเอเตอร์ที่เน้นความคล่องแคล่วว่องไว เฉียบเท่ด้วยแถบสีส้มตัดกับสีดำเข้ม ได้รับแรงบันดาลใจการสร้างสรรค์จากแถบผ้าเทป หรือ Taping ที่ใช้ในหมู่นักกีฬาเพื่อให้ความมั่นคง ซัพพอร์ตการเคลื่อนไหว และปรับตามทิศทางการเคลื่อนไหว ซึ่ง ลีโอเนล เมสซี่ นักเตะชื่อดังสวมรุ่นนี้ลงสนามแข่ง สำหรับเนเมซิซ 17+ 360 อะจิลิตี้ ได้นำเทคโนโลยีอะจิลิตี้บันเดจ(AGILITYNAGDAGE) และทอร์ชั่นเทปส์ (TORSIONTAPES) มอบความกระชับอย่างลงตัว ล็อคเท้าให้อยู่กับที่อย่างพอดี ขอบรองเท้าแบบ Dual-lock ช่วยป้องกันข้อเท้าและซัพพอร์ตการเปลี่ยนทิศทางที่ต้องใช้ความรวดเร็ว

พื้นชั้นนอกแบบทอร์ชั่นเฟรม (TORSIONFRAME) ใช้โครงสร้างน้ำหนักเบา (Ultra-lightweight) และทอร์ชั่นริบส์ (TORSIONRIBS) รองรับการลงน้ำหนักและส่งแรงขณะออกตัว ตอบรับรูปแบบการเล่นที่ต้องอาศัยความคล่องแคล่วได้เป็นอย่างดี นวัตกรรมการขึ้นรูปด้วยวัสดุเส้นด้ายอะจิลิตี้นิต 2.0 (AGILITY KNIT 2.0) แบบใหม่ให้สัมผัสนิ่มสบาย น้ำหนักเบาและปรับรูปตามสรีระเท้าได้ เนเมซิซ 17+ 360

อะจิลิตี้ จะพร้อมวางจำหน่าย ดังนี้ รุ่นสเตเดียม วางจำหน่ายที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ ในราคา 10,500 บาท รุ่นเคจ วางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอแมนซ์ สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ และ ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ ในราคา 7,490 บาท ส่วนรุ่นสตรีทไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย

ไพโร สตอร์ม เอ็กซ์ 17+ 360 สปีด (Pyro Storm X17+ 360 SPEED)
มาในรุ่นสเตเดียมและเคจ สีส้มสุดโดดเด่นสองโทนกับสีดำ มีส่วนประกอบหลักเหมือนกันด้วยเทคโนโลยี NSG ให้นักเตะคุมเกมได้ดี ส่วนแถบถุงเท้าแบบ PURECUT พร้อมส่วนผูกเชือกรองเท้าแบบซ่อน ต่างกันตรงที่รุ่นสเตเดียมจะใช้พื้นรองเท้าแบบ SPRINTFRAME ส่วนรุ่นเคจจะใช้พื้นรองเท้าแบบ Gum finish ไพโร สตอร์ม เอ็กซ์ 17+ 360 สปีด จะได้นักเตะดาวรุ่งอย่างกาเร็ธ เบล หลุยส์ ซัวเรซ และกาเบรียล เจซุส สวมใส่ลงแข่งในสนาม รุ่นสเตเดียม วางจำหน่ายที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ ในราคา 10,500 บาท รุ่นเคจวางจำหน่ายที่ร้านอาริ ฟุตบอล คอนเซ็ปต์ สโตร์ ในราคา 7,490 บาท

นอกจากรุ่นที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดแล้ว คอบอลยังสามารถพบกับ คอลเลคชั่น ไพโรสตอร์ม รุ่นอื่นๆ ได้อีกที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอแมนซ์ทุกสาขา อาดิดาส ออนไลน์สโตร์ และร้านค้าที่ร่วมรายการ

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ adidas.com/football หรือเยี่ยมชมเฟซบุ๊คที่ facebook.com/adidasfootball และ facebook.com/adidasTH หรือติดตามผ่านทางทวิตเตอร์ได้ที่ @adidasfootball หรือ #adidasthailand


ฟอร์ดนำทีมอาสาสมัครสานต่อกิจกรรม Ford Global Caring Month มอบน้ำให้ชุมชนในโครงการ Water Go Green

ฟอร์ด ประเทศไทย นำอาสาสมัครพนักงานฟอร์ดและผู้จำหน่ายฟอร์ด พร้อมด้วยคณะสื่อมวลชน กว่า 50 คน เดินหน้ากิจกรรม Ford Global Caring Month ประจำปี 2017 โดยร่วมมือสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และส่วนราชการอำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ในโครงการ Water Go Green ร่วมแรงร่วมใจสร้างระบบจัดการน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ พร้อมกับปลูกต้นไม้มงคล 9 ชนิด ให้กับโรงเรียนบ้านบึงตาต้า ตำบลหนองไร่ อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นชุมชนที่ยังขาดแคลนแหล่งน้ำสำหรับการอุปโภคและบริโภค

ฟอร์ดนำทีมอาสาสมัคร ร่วมกับชุมชนในบริเวณโรงเรียนบ้านบึงตาต้า ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (เอฟทีเอ็ม) ก่อสร้างถังเก็บน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก และติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ ตามโครงการระบบจัดการน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ “Water Go Green”ภายในบริเวณโรงเรียน เพื่อมอบให้กับโรงเรียนบ้านบึงตาต้าและคนชุมชนให้ได้เข้าถึงแหล่งน้ำสะอาดสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน ทั้งการอุปโภคและบริโภค

นอกจากนี้ อาสาสมัครฟอร์ดและคณะสื่อมวลชนยังได้แสดงพลังจิตอาสา ร่วมกันปลูกปลูกต้นไม้มงคล จำนวน 9 ชนิด ชนิดละ 9 ต้น ได้แก่ มะม่วงมหาชนก จำปา ขนุน ยอ มังคุด มะยม ทุเรียน แก้ว มะตูม รวม 81 ต้น โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการขุดดิน ผสมดินปลูก และการนำมาปลูกลงดิน เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนใส่ใจและเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชุมชน และยังช่วยให้พื้นที่แห้งแล้งกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกด้วย

“ฟอร์ดเล็งเห็นความสำคัญของทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ทั้งในด้านการอุปโภคบริโภคและเกษตรกรรม จึงได้ริเริ่มโครงการ Water Go Green ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญของกิจกรรม Ford Global Caring Month ที่จัดขึ้นตลอดเดือนกันยายน เพื่อแสดงถึงเจตนารมณ์หลักของฟอร์ดในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชนที่ฟอร์ดเข้าไปดำเนินธุรกิจ พร้อมช่วยเหลือ อนุรักษ์ และปรับปรุงสภาพสิ่งแวดล้อม อีกทั้งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชมอย่างยั่งยืน” คุณศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว


ตลอดช่วงเดือนกันยายน 2017 ฟอร์ดยังได้จัดกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ Ford Global Caring Month อื่นๆ อีก อาทิ การสร้างบ้านให้แก่ครอบครัวที่มีสภาพความเป็นอยู่ยากลำบาก จำนวน 3 หลัง ในตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย (Habitat for Humanity Thailand) และการร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย (World Vision Foundation of Thailand) เพื่อปรับปรุงโรงเรียนชุมชนวัดตะเคียนงาม จังหวัดระยอง การปรับปรุงอาคารเรียน พัฒนาสนามเด็กเล่น และสร้างโรงเรือนเพาะปลูกพืชผักสวนครัวให้แก่ศูนย์การศึกษาพิเศษ จังหวัดระยอง

คุณ ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทย ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “นอกจากความมุ่งมั่นในการรักษาความเป็นผู้นำด้านการผลิตยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเต็มเปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่อันชาญฉลาด ฟอร์ดยังมุ่งเดินหน้าเปลี่ยนวิถีการขับเคลื่อนสังคมโลกให้ประชากรทุกคนมีคุณภาพความเป็นอยู่ที่ดี พร้อมสรรสร้างแนวทางการแก้ปัญหาต่างๆ ในสังคม เพื่อตอบแทนสังคมอย่างยั่งยืน”


โครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ ๒๓ วิธีทรงงาน

โครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐
การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ ๒๓ วิธีทรงงาน
ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)
เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
โครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ ๒๓วิธีทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)เพื่อเป็นตัวแทนคนไทยทั้งชาติในการถวายความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยในครั้งนี้เป็นการรวบรวมเอางานของศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทองศิลปินแห่งชาติ จำนวน กว่า ๑๐๙ ชิ้น ซึ่งสรุปสาระพระอัจฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ด้วยความศรัทธาอันหาที่สุดมิได้ โดยมี แนวคิด รูปแบบ เทคนิค และวิธีการที่หลากหลาย โดยจะมีการแบ่งการแสดงงานออกเป็น ๔ ช่วง

  • ช่วงที่ ๑ คือการขึ้นครองราชย์
  • ช่วงที่ ๒ เป็นช่วงเสด็จพระราชดำเนินทั่วแผ่นดินไทยในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข
  • ช่วงที่ ๓ เป็นช่วงประมวลการแก้ไขปัญหาออกมาเป็นศาสตร์แห่งพระราชา
  • ช่วงที่ ๔ คือช่วงประจักษ์ถึงความทุ่มเทในการทรงงานเพื่อพสกนิกรออกมาเป็นโครงการต่างๆกว่า ๔๔๔๗

โครงการ งานธรรมศิลป์นี้จะนำไปสู่การเรียนรู้ให้เห็นถึง ความดี ความงาม และความจริงของพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทยและทุกชีวิตที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินนี้ตลอดช่วงพระชนมายุของพระองค์ โดยงานในครั้งนี้จะจัดขึ้นให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าชมตั้งแต่วันที่ ๑๙ ตุลาคม – ๑๙ธันวาคม ๒๕๖๐ ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และในทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ จะมีรอบพิเศษที่จะจัดแสดงงานวีดีทัศน์สรุปงานที่พระองค์ท่านได้ทรงทำให้แผ่นดินและประชาชนจนถึงพระชนมายุ ๘๙ ปี ตลอดช่วง ๗๐ ปีของการครองราชย์ ออกมาเป็นโครงการกว่า ๔๔๔๗ โครงการ ซึ่งจะเป็นการรับและการสานต่อจากรัชกาลที่ ๙ สู่รัชกาลที่ ๑๐

“ที่มาของแรงบันดาลใจงานโครงการสร้างสรรค์ในครั้งนี้มาจากเรื่องราวรอบพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อาทิ แรงบันดาลใจที่เกิดจากปฐมบรมราชโองการคือโจทก์ของการสร้างสุขหาต้นเหตุแห่งทุกข์ของมหาชนชาวสยาม และเกิดจาก ๘๙ พระชันษา ๗๐ ปีของการปกครองแผ่นดินสยาม รวมทั้งยังเกิดจากการค้นหาต้นเหตุแห่งทุกข์ของประชาชนชาวสยาม และจากต้นเหตุแห่งทุกข์ของประชาชนก็นำไปสู่การค้นหาวิธีการแนวทางแก้ปัญหาจนบังเกิดเป็นโครงการพระราชดำริ๔๔๔๗+กว่าโครงการ ในตลอดระยะเวลาของการครองราชย์ ๗๐ ปี และจากต้นเหตุแห่งทุกข์ทรงค้นพบทฤษฏีใหม่ ศาสตร์พระราชาและหลักการทรงงาน ๒๓ วิธีของในหลวงรัชกาลที่๙ ต่อเนื่องไปจนถึงทรงค้นพบทฤษฎีสร้างสุขให้ประชาชนชาวสยามคือความพอดี ความพอประมาณ รู้หน้าที่ รู้รักสามัคคี มีคุณธรรม และมีความเพียรที่บริสุทธิ์ เป็นต้น เหล่านี้คือแรงบันดาลใจที่ผมนำมาเป็นต้นแบบในการวางแนวความคิดและวัตถุประสงค์ในการสร้างสรรค์โครงการในครั้งนี้” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) กล่าว

“โดยแนวคิดและวัตถุประสงค์ของโครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ ๒๓วิธีทรงงาน ประกอบไปด้วย

  • เป็นแนวคิดที่มีการสรุปสาระพระอัจฉริยภาพในพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางทัศนศิลปด้วยความศรัทธาและสื่อแสดงออกเป็นผลงานสร้างสรรค์ตามทัศนจินตนาการส่วนตัว
  • เป็นแนวคิดที่ต้องการสื่อสารถ่ายทอดพระอัจฉริยภาพในพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดชออกมาเป็นผลงานสร้างสรรค์ทางทัศนศิลป์ที่มีรูปแบบเทคนิควิธีการที่หลากหลาย แนวคิดและวิธีการ แต่สรุปประเด็นสาระ ความหมายตามทัศนจินตนาการส่วนตัว
  • เป็นแนวคิดที่ต้องการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานสร้างสรรค์ทัศนศิลป์ในสาระพระอัจฉริยภาพในพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นงานศิลปสร้างสรรค์เพื่อเผยแพร่ในรูปแบบนิทรรศการศิลปสู่ประชาชนชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ของศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวในพระมหากษัตริย์ไทยผู้มีพระวิสัยทัศน์พระอัจฉริยภาพในทุกๆ ด้าน เพื่อที่จะสร้างสันติสุขให้เกิดแก่มหาชนชาวสยาม


“ ชิ้นงานทั้งหมดที่มานำเสนอได้มาจาก ๒ยุค ยุคแรกเป็นผลงานสร้างสรรค์ก่อน ๑๓ตุลาคม ๒๕๖๐ ยุคสองจะเป็นผลงานสร้างสรรค์หลัง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๖๐สรุปรวมผลงานทั้งสองยุคในโครงการทั้งสิ้น ๑๐๙ ชิ้นงาน ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ตุลาคม ผมทำงานทุกวัน ทำอย่างไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสแสดงหรือไม่ รู้แต่ว่าอยากทำและต้องทำ ทุกอย่างตกผลึกมาจากทั้งชีวิตของผมที่มีบุญอยู่ในช่วงแผ่นดินของรัชกาลที่ ๙ ส่วนในงานที่มีอยู่ก่อนแล้ว ผมก็ไปขอความอนุเคราะห์จากเจ้าของผลงานนำมาร่วมแสดง ที่สำคัญคือเป็นการจัดงานครั้งแรกที่ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีผู้สนับสนุนการจัดงาน ทางทีมงานมาเห็นงานของผมที่คณะฯ แล้วขอนำมาจัดโดยบอกว่าจะจัดแบบ Crowdfunding ซึ่งครั้งแรกฟังผมก็ไม่เข้าใจ พวกน้องๆเขาเลยอธิบายว่ามันคือการจัดงานที่ให้โอกาสคนไทยทุกคนไม่ว่าจะอยู่ส่วนไหนของโลกมีส่วนร่วมในการจัดงานตามกำลัง ผมก็คิดว่าดีเหมือนกัน เราจะได้มีโอกาสแสดงทุกรายชื่อของคนไทยที่ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน เป็นแนวคิดใหม่ที่ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในวงกว้าง อย่างไรก็ตามงานนี้จะมีขึ้นไม่ได้เลยหากเราไม่ได้รับการสนับสนุนจากทางหอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) และสภากาชาดไทย ซึ่งผมต้องขอขอบคุณเป็นอย่างสูง และขอขอบคุณคนไทยทุกคนที่จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพการแสดงความจงรักภักดีที่สำคัญอย่างยิ่งมาในโอกาสนี้ งานนี้คืองานที่สำคัญที่สุดในชีวิตของผม” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) กล่าวสรุป

ขอเชิญคนไทยทุกคนร่วมเป็นเจ้าภาพ โครงการสร้างสรรค์ ๘๙/๗๐/๔๔๔๗+=๙→๑๐ การจัดแสดงผลงาน ธรรมะ ธรรมชาติ ธรรมศิลป์ และ ๒๓วิธีทรงงานของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยการแสดงงานนี้จะจัดขึ้นในวันที่ ๑๙ ตุลาคม – ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๐ ณ หอศิลป์ ณ หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

และสามารถร่วมเป็นเจ้าภาพ ด้วยการสนับสนุนโครงการผ่านบัญชี ธนาคารกรุงไทย สาขาพหลโยธิน 40 ชื่อบัญชี “นิทรรศการพระราชกรณียกิจ ร.9 – 89/70/ 4447+= 9  เพื่อการกุศล โดย วช. “เลขที่บัญชี 9864093177” รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย มอบให้สภากาชาดไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.แปดสิบเก้าทับเจ็ดสิบ.com หรือFB:โครงการสร้างสรรค์ 89/70/4447+=9


ฮุนไดจัดทริปกินลม ชมเหยี่ยวแดง ไปกับ เอช-วัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ณ หมู่บ้านไร้แผ่นดิน


บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมเชิญสื่อมวลชนทดลองขับรถยนต์ ฮุนได รุ่นเอช-วัน และรุ่นแกรนด์ สตาร์เร็กซ์สุดหลู ไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ในแบบครอบครัวฮุนได ที่นอกเหนือจากเป็นรถยนต์ประเภทอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ หรือที่บ้านเราเรียกรถตู้นั้นแหละ รถตู้ฮุนไดเป็นรถที่ขับง่าย คล่องตัวแม้จะมีขนาดใหญ่ ด้วยขนาดที่ใหญ่ยังสามารถบรรทุกคนได้ทั้งครอบครัว ถือว่าเป็นรถที่ตอบโจทย์ที่ลงตัวกับการใช้ชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ ผมเคยเห็นทีมจักรยานบางทีมเอาไปทำรถเซอร์วิสนักปั่นด้วย นักปั่นก็นั่งสบาย แถมยังโหลดจักรยานได้อีกหลายคัน


สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ทาง ฮุนได ได้ออกแบบทริปที่เหมาะกับหน้าฝนเป็นอย่างมาก ไหนๆ ฝนก็ตกลงมาตลอดเวลาอยู่แล้วเราเลยไปเที่ยวกันแบบต้องเปียกเลยละกัน เป็นการเดินทางแบบสองวันหนึ่งคืน บนเส้นทางกรุงเทพฯ – จันทบุรี ในรูปแบบการใช้เวลาวันหยุดร่วมกันในหมู่เพื่อน หรือครอบครัวใหญ่ในสไตล์สโลว์ไลฟ์แนวฮิปสเตอร์คือใช่ชีวิตกันแบบไม่รีบเร่งเสพบรรยากาศธรรมชาติ และสูตรอากาศบริสุทธิ์กันแบบชุ่มปอด ซึ่งในทริปนี้จะนำทุกท่านมาใช้ชีวิตร่วมกันในชุมชนท้องถิ่น สัมผัสธรรมชาติ และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม ดูชีวิตความเป็นอยู่ และการนำศิลปะร่วมสมัยเข้ามาผสานอย่างลงตัวของชาวจันทบุรีตามคอนเซ็ปต์ Hidden Treasure

วันแรกมุ่งหน้าหมู่บ้านไร้แผ่นดิน

ในทริปนี้เป็นการนัดเจอกัน ณ จุดสตาร์ทคือที่ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ บางนา หลังจากรับฟังข้อมูลผลิตภัณฑ์และเส้นทางที่จะเดินทางในครั้งนี้ โดยการเดินทางจะใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ มุ่งหน้าสู่ถนนสายชลบุรี แกลง ตัดเข้าถนนสุขุมวิทมุ่งหน้าท่าเทียบเรือขลุง ลงเรือหางยาวที่บรรทุกคนได้ประมาณ 20-25 คน เพื่อเดินทางสู่หมู่บ้านไร้แผ่นดินซึ่งเป็นที่ๆ เราจะไปพักค้างคืนกัน รวมระยะทางในการเดินทางไปทั้งสิ้นประมาณ 270 กิโลเมตร

แล้วเราก็เริ่มออกเดินทางด้วยรถยนต์รุ่น ฮุนได เอช-วัน และแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ ที่สื่อมวลชนจะได้ทั้งทดลองขับและทดลองนั่ง แต่ในครั้งนี้เราได้ใช้ ฮุนได เอช-วัน ตลอดทั้งทริป และในการเดินทางในช่วงแรกตัวผมเองได้อาสาลองขับเพื่อจะได้รู้ถึงสมรรถนะ และความคล่องตัวของรถว่ามันสะดวกสบายและขับง่ายสมคำเล่าลือหรือไม่

ในช่วงการเดินทางของวันแรก เราเลือกแวะพักทานกาแฟ ณ จุดพักรถมอเตอร์เวย์เป็นวันที่อากาศค่อนข้างดีแดดแรง และการที่ผมได้ลองขับ ฮุนได เอช-วัน ก็ทำให้ได้รู้ว่าแม้จะเป็นรถตู้แต่ก็ไม่ได้ควบคุมอยากแต่อย่างใด พวงมาลัยไฟฟ้าที่มีน้ำหนักกำลังดี ทำให้เรานำรถเข้าจอดได้อย่างง่าย และขนาดรถที่ใหญ่ก็ไม่ได้มีปัญหาเวลาจอดในที่แคบผู้ขับสามารถใช้กล้อง Smart View System ที่แสดงภาพในมุมมองแบบ 360 องศาทำให้เรามั่นใจในการจอดรถมากยิ่งขึ้น


การทำความเร็วก็มั่นใจได้เพราะเครื่องยนต์ดีเซลสามารถให้กำลังรถในขณะเร่งแซงได้อย่างทันใจ เปรียบแล้วการขับ ฮุนได เอช-วัน ก็ไม่ต่างอะไรกับการขับรถปิกอัพ หรือรถเก๋งดีๆ นี่เอง หลังจากดื่มกาแฟและยืดเส้นยืดสายแล้วเราก็เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน ณ ร้านบ้านต้นไม้ จังหวัดระยอง ภายใต้บรรยากาศร่มรื่น ทานอาหารป่าและอาหารทะเลรสชาติโฮมเมด ในบรรยากาศฝนตกกระหน่ำอันแสนโรแมนติก หลังจากฝนเริ่มเบาบางลงเราก็รีบมุ่งหน้าสู่ท่าเรือขลุง เพื่อเดินทางสู่จุดหมายปลายทางคือ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน”

โดยเรือที่จะพาไปยังหมู่บ้านจะเป็นเรือหางยาว ที่ชาวบ้านบริเวณนั้นยึดเป็นหนึ่งในอาชีพรับส่งนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาพักหรือมาเยี่ยมเยือนหมู่บ้านไร้แผ่นดิน โดยเรือหางยาวขนาดใหญ่สามารถรองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 25 คน และใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในการนั่งเรือไปถึงหมู่บ้าน แต่ถ้าต้องการความมันส์และรวดเร็วในการเดินทางก็สามารถเลือกใช้บริการเรือหางยาวแบบ 6 ที่นั่ง ซึ่งใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น


“หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” หรือ หมู่บ้านปากน้ำเวฬุ เป็นหมู่บ้านที่มีความเป็นมายาวนานมากกว่าร้อยปี เดิมเคยเรียกกันว่า “บ้านโรงไม้” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2410 มีชาวจีนที่เดินทางอพยพเข้ามาในไทย ทำการค้าขายจากกรุงเทพฯ เลื่อยมาตามแม่น้ำเมื่อผ่านมาถึงจังหวัดจันทบุรีได้นำเรือมาหลบลมในบริเวณลุ่มน้ำเวฬุ และเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทะเล มีสัตว์น้ำมากมาย จึงได้ปักหลักหากินทำการประมงจนกลายเป็นอาชีพต่อมาได้เปลี่ยนชื่อจากบ้านโรงไม้เป็น “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” มาจนถึงปัจจุบัน


คำว่า”ไร้แผ่นดิน” ไม่ได้หมายถึงผู้อพยพที่ไร้สัญชาติ หรือผู้ที่ไม่มีถิ่นที่อยู่อาศัยแต่เป็นเพราะหมู่บ้านแห่งนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนผืนแผ่นดิน แต่ตอกเสาสร้างบ้านอยู่กันตรงดินเลนตามแนวป่าชายเลนริมน้ำที่ล้อมรอบไปด้วนผืนน้ำกว้างใหญ่ ปัจจุบันหมู่บ้านดังกล่าวมีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 1,000 คน คือเกือบ 500 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมง และในปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ผู้คนเริ่มให้ความสนใจ แต่การเดินทางสู่หมู่บ้านก็ยังต้องเดินทางมาทางเรือเป็นหลัก

จุดกำเนิดของโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวของ “หมู่บ้านไร้แผ่นดิน” นั้นมาจาก ปัญหาของรายได้ที่ลดลงจากการทำประมงซึ่งเป็นอาชีพหลักของชาวบ้านภายในชุมชน คนในชุมชนจึงพยายามที่จะคิดหารายได้เสริมเพื่อให้ทุกคนในชุมชนอยู่รอด จึงได้เริ่มมีการทำโฮมสเตย์ และสร้างกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเรียนรู้ความเป็นอยู่ และชื่นชมกับธรรมชาติ โดยในทริปนี้พวกเราจะได้มีโอกาสร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ที่โดดเด่นของชุมชน และเป็นกิจกรรมที่สามารถสนุกได้ทั้งครอบครัว

กิจกรรมที่ว่าคือการ “ล่องแพเปียก” สูดอากาศบริสุทธิ์ท่ามกลางธรรมชาติพร้อม “ชมเหยี่ยวแดง” ซึ่งเป็นสัตว์ที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน จุดที่ชมเหยี่ยวแดง จะเป็นบริเวณเวิ้งกว้างกลางทะเลซึ่งคนแพจะนำเอาเนื้อสัตว์บดไปแกว่งในน้ำ หลังจากนั้นสักครู่ฝูงเหยี่ยวแดงนับ 100 ตัวจะบินออกมาจากชายป่าโกงกางซึ่งเป็นบริเวณที่มีฝูงเหยี่ยวแดงอาศัยอยู่ โฉบลงมากินอาหารที่ลอยอยู่ในน้ำ เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก

หลังจากตื่นเต้นกับฝูงเหยี่ยวแดงนับร้อยก็ล่องแพไปชม “ทะเลแหวกบางชัน” ซึ่งเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่ทำให้ทิวทัศน์ท้องทะเลดูสวยงามแปลกตา และเป็นหนึ่งในแปดของทะเลแหวกธรรมชาติของประเทศไทย


ทะเลแหวกจะเกิดขึ้นในช่วงน้ำลงบริเวณปากแม่น้ำเวฬุ ก่อนที่จะไหลออกสู่ทะเลพอน้ำเริ่มลดก็จะทำให้เห็นเนินสันทรายโผล่ขึ้นมาทอดยาวอยู่กลางทะเล ทรายที่นี่จะไม่เหมือนกับทะเลแหวกทางภาคใต้ตรงที่เนินทรายจะมีบางส่วนเป็นทรายสีดำ สีดำที่ว่าไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรกมาทับถมกันแต่อย่างใด แต่เป็นเม็ดทรายที่มีเนื้อทรายสีดำซึ่งชาวบ้านแถวนั้นนิยมมานั่งขัดตัวขัดผิวกันและบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทำให้ผิวดีผ่องใส

และในคืนนี้พวกเราจะนอนค้างกันที่หมู่บ้านไร้แผ่นดินในรูปแบบที่สงบ เรียบง่าย ที่พักได้รับการพัฒนาให้มีมาตรฐานที่ดี แลดูสะอาดปลอดภัย ทำขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่สนใจมาเยี่ยมชม และมีกิจกรรมรองรับที่หลากหลายมีทั้งการพายเรือคายัค และเครื่องเล่นทางน้ำที่เรียกว่าจิงโจ้น้ำ

จิงโจ้น้ำอันนี้อยากให้ได้ลองเล่นกัน ดูง่ายๆ แต่บอกเลยว่ายากพอสมควร หลังจากยืนดูสักพักก็มีคนอยากลองดูบ้างท่าทางแข็งขันเลยทีเดียว แต่พอได้ลอง….

ปิดท้ายวันแรกด้วยอาหารทะเลสดๆ รสชาติเยี่ยม กับบรรยากาศริมน้ำ เสพความสวยงามและความสงบทำให้ลืมความวุ่นวายและแสงสีเมืองกรุงไปได้ชั่วขณะเลยทีเดียว

วันที่สองชุมชนริมน้ำจันทบูร

หลังจากบอกลาความเรียบง่าย ฮุนไดพร้อมพาพวกเรามุ่งหน้าสู่ “ชุมชนริมน้ำจันทบูร” เพื่อเดินชมชีวิตความเป็นอยู่และเรียนรู้ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมของชุมชนอันเก่าแก่ที่น่าสนใจริมแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งแต่ก่อนนั้นชาวจีนและชาวญวนได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ต่อมาได้พัฒนามาเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และการค้าของจันทบุรีที่สำคัญแห่งหนึ่งในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5

ที่ตั้งของชุมชนริมน้ำจันทบูร เป็นถนนเล็กๆ ที่เงียบสงบไม่ค่อยมีรถวิ่งผ่านเหมาะแก่การปั่นจักรยานหรือเดินชมบ้านเรือน บ้านเรือนในย่านนี้ส่วนมากเป็นบ้านไม้เก่าแก่ บางหลังมีการปรับปรุงซ่อมใหม่แต่ยังคงอนุรักษ์รูปแบบบ้านดั่งเดิมไว้เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน



จุดที่ทุกคนที่มาในย่านนี้จะพลาดไม่ได้เลยคือ “บ้านเลขที่ 69” ซึ่งในอดีตเป็นบ้านพักของรองอำมาตย์ตรีขุนอนุสรสมบัติ ผู้ช่วยคลังมณฑลจันทบุรี บ้านหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2476 ซึ่งปัจจุบันได้รับการประยุกต์มาเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ชุมชนริมน้ำจันทบูร ในบ้านจะมีการจัดแสดงประวัติของชุมชนริมน้ำจันทบูรตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดคุณค่าเชิงวัฒนธรรมอันเกิดจากการหลอมรวมความแตกต่างทางชาติพันธุ์ และศาสนาเข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ผ่านภาพถ่าย และภาพเขียนจิตรกรรม ที่ยังคงอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นปัจจุบันได้ชม


จากแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจทางประวัติศาสตร์แล้ว เราขอฝากท้องมื้อกลางวัน ณ ร้านจันทรโภชนา ร้านอาหารชื่อดังของจันทบุรีที่มีเมนูเด็ดๆ หลากหลายที่ใช้วัตถุดิบที่มีเฉพาะจังหวัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นใบชะมวง กระวาน หรือแม้แต่ทุเรียน ผ่านไปแถวนั้นอย่าได้พลาด

ปิดทริปในครั้งนี้ด้วยการแวะชมและชิมผลไม้ที่สวนผลไม้ “บ้านสวนลุงฉลวย” โดยมีลุงฉลวย จันทแสง ให้การต้อนรับพาชมสวนที่ดำเนินรอยตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9


ปัจจุบันสวนดังกล่าวนอกจากจะเป็นที่ให้บริการห้องพัก และสวนผลไม้ที่ให้เลือกกินผลไม้ได้ตามใจชอบแบบจ่ายครั้งเดียวกินไม่อั่นแล้ว ที่สวนนี้ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงอีกด้วย


ในช่วงเดินทางกลับกรุงเทพมหานครในทริปนี้สื่อมวลชนได้ขับรถยนต์อเนกประสงค์ทั้ง 2 รุ่น ในเส้นทางรวมทั้งสิ้น 540 กิโลเมตร ทุกท่านได้รับรู้ถึงสมรรถนะการขับขี่ที่สบาย ขับง่ายคล่องตัวแม้ในที่แคบๆ ตามแหล่งชุมชน เพราะรถมีวงเลี้ยวที่แคบเพียง 5.6 เมตร ส่วนผู้โดยสารในรถยนต์ทั้งสองรุ่นนี้สามารถพูดคุยในห้องโดยสารที่กว้าง ทั้งในแบบ 7 ที่นั่งในแกรนด์ สตาร์เร็กซ์ หรือ 11 ที่นั่งในเอช วัน

ที่สำคัญหากเจอสภาพการจราจรติดขัด หรือการเดินทางในระยะทางไกลผู้โดยสารยังสามารถสร้างความบันเทิงได้จากอุปกรณ์เพื่ออำนวยความสะดวกและตอบรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นจอภาพ LCD ติดเพดานขนาด 13.3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบพับไฟฟ้า เชื่อมต่อกับเครื่องเล่น DVD จากด้านหน้า (ในรุ่น แกรนด์ สตาร์เร็กซ์ พรีเมียมและ เอช-วัน เดอลุกซ์)


จอภาพ LCD ขนาด 22 นิ้ว แบบ Full HD สามารถปรับ ขึ้น-ลง ด้วยระบบไฟฟ้าที่เคาน์เตอร์ (เฉพาะรุ่น แกนด์ สตาร์เร็กซ์ วีไอพี) และเมื่อถึงที่หมาย ผู้โดยสารด้านหลังสามารถขึ้น-ลงจากรถทั้งสองฝั่งได้อย่างง่ายดาย ด้วยประตูบานเลื่อนแบบไฟฟ้าที่ควบคุมได้ทั้งจากที่นั่งคนขับหรือจากรีโมท คอนโทรล

การเดินทางครั้งนี้จบลงด้วยการให้สื่อมวลชนจากหลายหลายแขนงได้ทดลองเป็นผู้โดยสาร เพื่อจะได้สัมผัสความสะดวกสบายจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากมาย และการเดินทางในทริปนี้เป็นการมอบประสบการณ์ขับขี่ที่ไม่เพียงให้สัมผัสถึงอรรถประโยชน์ของรถยนต์อเนกประสงค์ แต่ยังเป็นการเปิดแหล่งท่องเที่ยวที่แฝงไปด้วยความรู้และความบันเทิงที่เราอาจจะลืมเลือนหรือไม่เคยสัมผัสมาก่อน

ขอขอบคุณ: บริษัท ฮุนได มอเตอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ชวนทีมงานไปเปิดประสพการณ์การท่องเที่ยวในครั้งนี้


แลนด์ โรเวอร์ สนับสนุนตัวแทนประเทศไทย ร่วมแข่งขัน LAND ROVER EXPERIENCE TOUR REGIONAL FINALS ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการร่วมสนับสนุนตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมแข่งขัน LAND ROVER EXPERIENCE TOUR REGIONAL FINALS ณ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในวันที่ 29 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม 2560 เพื่อคัดเลือกผู้ชนะเป็นตัวแทนระดับเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมการแข่งขันระดับโลกที่สาธารณรัฐเปรู ได้แก่ นายโชติศีล รัตนวราหะ และ นายเปรมศักดิ์ เพียรพานิชย์ โดยมีตัวแทนจากทางแลนด์โรเวอร์ร่วมเป็นแรงใจส่งผู้แข่งขัน ณ สนามบินสุวรรณภูมิ



แต่ที่ภาพเพื่อติดตามข่าวสาร และรูปภาพของกิจกรรมเพิ่มเติม รับรองว่าไม่ผิดหวังเท่าที่ดูการทดสอบโหด มันส์ ฮา เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ถึงขนาดมีการปิดตาให้ขับรถกันเลยทีเดียว


เอ็มจี เปิดตัวระบบอัจฉริยะ i-SMART ก้าวสู่นวัตกรรมแห่งอนาคต

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์ เอ็มจีในประเทศไทย เปิดตัวระบบอัจฉริยะใหม่ล่าสุด “i-SMART” ระบบที่จะพลิกโฉมภายในรถยนต์ด้วยความสามารถในการเรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับ และรองรับระบบสั่งการภาษาไทยครั้งแรกในโลก เพื่อยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัย พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในยุคปัจจุบัน

ระบบการเชื่อมต่อ “i-SMART” เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจของเอสเอไอซี คอร์ปอเรชั่น นั่นคือการพัฒนารถยนต์แห่งอนาคตให้มีความเป็นอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและระบบการเชื่อมต่อภายในรถยนต์ซึ่งเป็น 2 วิสัยทัศน์หลักนอกเหนือจากการพัฒนารถยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ และระบบการแบ่งปันรถยนต์ในการใช้งาน (Car Sharing)

นาย ซื่อ กั๋ว ย่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า “เทคโนโลยียานยนต์มีพัฒนาการอย่างไม่หยุดยั้ง เอ็มจี ไม่เพียงมีความมุ่งมั่นเป็นผู้นำเทคโนโลยีใหม่ แต่เรายังต้องการพัฒนาการใช้งานเทคโนโลยีในแบบที่ไม่เคยมีบริษัทรถยนต์รายใดทำมาก่อน โดยเรามีความเชื่อว่าเทคโนโลยียานยนต์จะต้องสอดคล้องกลมกลืนกับทุกจังหวะไลฟ์สไตล์ของลูกค้า จึงนำเสนอระบบการควบคุมภายในรถยนต์ที่มีความก้าวล้ำหน้าและใช้งานง่าย เพื่อให้ชีวิตของลูกค้ามีความสะดวกสบายและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิมไม่ว่าพวกเขาจะนั่งอยู่ในรถยนต์หรือไม่ก็ตาม”

นับเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ระบบการเชื่อมต่อในรถยนต์รองรับการสั่งงานภาษาไทย โดยผู้ใช้สามารถควบคุมระบบ การสั่งการด้วยเสียง เพียงแค่พูด “ฮัลโหล เอ็มจี” เพื่อเริ่มต้นใช้งานซึ่งสามารถสั่งการฟังค์ชั่นต่างๆในตัวรถ รวมถึงระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และระบบช่วยนำทางทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องละมือจากพวงมาลัยเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมสั่งการผ่านหน้าจอภายในรถ และการสั่งการผ่านโมบายแอปพลิเคชั่นในอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต

เอ็มจี ตระหนักถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง ซึ่งการเชื่อมต่อออนไลน์ครอบคลุมทุกการใช้ชีวิตของผู้บริโภค การใช้งานระบบนี้จึงรองรับตั้งแต่ก่อนเดินทาง ขณะเดินทาง และหลังเดินทาง เมื่อติดตั้งโมบายแอปพลิเคชั่นไว้ในอุปกรณ์เคลื่อนที่ก็เหมือนการแต่งตั้งผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยแจ้งข้อมูลและแจ้งเตือนเมื่อถึงเวลานัดหมายต่างๆ ตลอดจนการค้นหาเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด รายงานสภาพจราจร และสภาพอากาศเพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่ต้องการได้เร็วที่สุดอย่างปลอดภัย

ก่อนที่จะเข้าไปนั่งในรถยนต์ ผู้ขับขี่ สามารถสตาร์ทรถและเปิดการทำงานของระบบปรับอากาศในอุปกรณ์สื่อสารเคลื่อนที่อย่างสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต นอกเหนือจากนั้นแอปพลิเคชั่นจะแสดงจุดหมายของการเดินทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้าบนหน้าจอของตัวรถ ทำให้ผู้ขับขี่พร้อมออกเดินทางได้ทันทีโดยไม่ต้องกำหนดจุดหมายอีกครั้ง

ในระหว่างการใช้รถไปสู่จุดหมายต่างๆ ระบบยังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญและแจ้งต่อผู้ขับได้แบบเรียลไทม์ อาทิ ระดับน้ำมันเชื้อเพลิง สภาพการทำงานของแบตเตอรี่ เครื่องยนต์ และระบบเบรก รวมถึงอุณหภูมิภายนอกรถยนต์ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ นอกจากนี้ยังช่วยแจ้งเตือนการเคลื่อนที่ของรถอย่างผิดปกติซึ่งอาจเกิดจากการโจรกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้อีกระดับ

อีกหนึ่งความโดดเด่นของระบบใหม่ i-SMART คือการเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่และพัฒนาความสามารถให้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) เมื่อผู้ขับขี่เดินทางไปถึงจุดหมายใดจุดหมายหนึ่งเป็นประจำทุกวัน ระบบนี้จะเรียนรู้เส้นทางที่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมายดังกล่าวได้ง่ายดายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ระบบเชื่อมต่อรุ่นใหม่นี้ ยังสามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ให้มีความทันสมัยได้ตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์ ฟังก์ชั่นต่างๆ จึงไม่เพียงแค่พร้อมใช้งานตลอดเวลา แต่ยังมีคุณสมบัติใหม่ๆที่เกี่ยวกับความบันเทิงภายในรถยนต์ การใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆและระบบนำทางที่จะพาท่านไปสู่ที่หมายอย่างถูกต้อง

“ท่ามกลางยุคอินเตอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งหรือ Internet of Things ผู้ใช้งานรถยนต์จะมีความคุ้นเคยกับระบบการเชื่อมต่อตลอดเวลาเช่นนี้มากขึ้นในอนาคต เราต้องการเป็นผู้สร้างมาตรฐานการใช้งานเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออัจฉริยะภายในรถยนต์ ซึ่งจะทำให้รถยนต์ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะดั้งเดิมที่มีหน้าที่นำพาไปสู่จุดหมาย แต่คือผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัย พร้อมกับทำให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยการตอบสนองความต้องการที่ปรับเปลี่ยนได้ตามการใช้งานของแต่ละบุคคล ระบบการเชื่อมต่อรุ่นใหม่นี้จะทยอยติดตั้งในรถยนต์ เอ็มจี รุ่นใหม่ที่จะจัดจำหน่ายในประเทศไทยในอีกไม่ช้า” คุณพงษ์ศักดิ์กล่าวปิดท้าย

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.mgcars.com หรือติดต่อสอบถามเกี่ยวกับรถยนต์ เอ็มจี ได้ที่ MG Call Centre โทร 1267 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ซัมซุง เปิดตัว “กาแลคซี่ โน้ต 8” ในประเทศไทยอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “Do Bigger Things – ทำให้ใหญ่กว่าใจคิด”

ซัมซุงจัดงานเปิดตัว “ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8” อย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Do Bigger Things – ทำให้ใหญ่กว่า ใจคิด” ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มมิลเลนเนียลที่ต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อ 22 กันยายนที่ผ่านมา ในราคา 33,900 บาท

ในงานครั้งนี้เปิดงานด้วยมินิคอนเสิร์ตจากวงไทยเทเนี่ยมที่ออกมาวาดลวดลายการแร็พ แถมยังแร็พเพลงที่แต่งขึ้นใหม่สำหรับซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 โดยเฉพาะ พร้อมด้วย เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี นักแสดงและนักเขียนบทสายฮา, ก้อง-กฤษฏิ์ จิระเกียรติวัฒนา เจ้าของ Hive Salon, พะยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล และ ออสซี่-อรช โชลิตกุล คู่หูนักวาดภาพไทยที่มีผลงานระดับโลก มาร่วมแชร์ประสบการณ์ Do bigger things นอกจากนี้ยังมีดาราและเซเลบชื่อดังเข้ารวมงานอีกมากมาย

นายวิชัย พรพระตั้ง รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 เป็นสุดยอดนวัตกรรมสมาร์ทโฟนที่ดีที่สุดที่เคยมีมาของซัมซุง อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีสมาร์ทโฟนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ด้วยฟีเจอร์ที่โดดเด่นทั้ง S Pen ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์ Live Message และสามารถแปลภาษาได้ทั้งประโยคเป็นครั้งแรก รวมถึงกล้องคู่ประสิทธิภาพสูงที่ดีที่สุดบนสมาร์ทโฟนของซัมซุง และจอภาพไร้กรอบในสไตล์ อินฟินิตี้ ดิสเพลย์ (Infinity Display) ที่แสดงผลได้เต็มตามากขึ้น สามารถจับได้ถนัดกระชับด้วยมือข้างเดียว โดยซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ที่ชื่นชอบการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในชีวิต รักอิสระ เป็นผู้ลงมือทำ และมีวิถีชีวิตผูกติดกับเทคโนโลยีตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นนอนไปจนถึงเข้านอน”

https://www.youtube.com/watch?v=RKYjdTiMkXM

บรรยากาศภายในงานเริ่มต้นด้วยวิดีโอแสดงเรื่องราวความประทับใจของโน้ตแฟนที่มีต่อ “กาแลคซี่ โน้ต” ตามด้วยซีนการขอบคุณโน้ตแฟนจากคณะผู้บริหารและพนักงานของซัมซุงในฐานะผู้ที่สนับสนุนและสร้างแรงบันดาลใจให้ซัมซุงพัฒนานวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาโชว์เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่โดยการแร็พเพลงที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษเพื่อซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 จากวงไทยเทเนี่ยมซึ่งเป็นเพลงที่แต่งภายใต้แนวคิดให้คนรุ่นใหม่กล้าที่จะลงมือทำตามความคิดฝันของตัวเอง

หลังจากมินิคอนเสิร์ตจบลงก็มาสู๋ช่วงพูดคุยกับแขกรับเชิญบิ๊กแฟนของซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 ที่มาร่วมแชร์ความประทับใจในการใช้โน้ต 8 สร้างสรรค์ไอเดียอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เริ่มจาก เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี

เต๋อเล่าว่า สิ่งที่เค้าชอบที่สุดคือ ฟีเจอร์ Dual Capture ที่กล้องหลังทั้งสองเลนส์สามารถแชะภาพทีเดียวแต่ได้ถึงสองรูป ทั้งภาพแบบระยะใกล้จากเลนส์เทเลโฟโต้ และภาพมุมกว้างจากเลนส์ไวด์ และรูปภาพต่างๆ เหล่านี้สามารถนำมาต่อยอดปรับใช้กับงานเขียนบทภาพยนตร์ได้ดี

ในขณะที่ก้อง-Hive Salon ปลื้มสุดๆ กับ S Pen ที่สามารถส่ง Live Message กับเพื่อนๆ ช่วยเพิ่มลูกเล่นและความสนุกในการแชทให้ไม่น่าเบื่ออีกต่อไป ทั้งยังเพิ่มความคล่องตัวให้กับการทำงานด้วยฟีเจอร์ Screen-off Memo ที่สามารถจดบันทึกไอเดียสร้างสรรค์ที่คิดขึ้นมาได้ในเวลานั้นแบบทันที เพียงแค่ดึง S Pen ออกจากตัวเครื่องแล้วเขียนลงบนหน้าจอได้โดยไม่ต้องปลดล็อค

ทางด้าน พะยูน-ออสซี่ นักวาดภาพระดับโลกก็มาสร้างสรรค์ผลงาน ด้วยการหยิบ S Pen ขึ้นมาแล้วโชว์วาดภาพสุดครีเอทบน “กาแลคซี่ โน้ต 8” ให้ชมกันแบบสดๆ บนเวที

ปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัล และ หมู-อาซาว่า เมนทอร์สุดฮอต ณ ตอนนี้ ก็มาร่วมพิสูจน์ความเจ๋งของ ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 นอกจากนั้น ซัมซุงยังเนรมิตพื้นที่บางส่วนของงานจัดเป็น Experience Zone ให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสประสบการณ์การทดลองใช้เครื่องก่อนใครในโซนต่างๆ ได้แก่

โซน “My Note Story” พื้นที่จัดแสดงผลงานความคิดสร้างสรรค์สุดชิคของสาวกโน้ตตัวจริง โซน “Content Creator” สเปซโชว์ไอเดียทั้งลายเส้น ภาพวาด จากศิลปินชั้นนำ 10 คน และบล็อกเกอร์ที่มีชื่อเสียงอีก 3 คน

โซน “Live Drawing” ภาพวาดศิลปะจากปลายปากกาตามจินตนาการที่สะท้อนความเป็นอิสระอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และ

โซน “Live Message” ที่ให้ผู้ร่วมงานสนุกกับการครีเอทผลงานชิ้นเดียวในโลกในรูปแบบ GIF Animation ด้วยฟีเจอร์ Live Message ใหม่ล่าสุดของ S Pen โดยปอม สุวรรณวิชัย เสียงสุวรรณ 3LAND ที่ใช้ S Pen สร้างสรรค์งานศิลปะสุดคูลแบบ Doodle Art ที่นำมาจัดแสดง ณ งานเปิดตัวกาแลคซี่ โน้ต 8 อีกด้วย

ซัมซุง กาแลคซี่ โน้ต 8 ราคา 33,900 บาท มี 3 สีให้เลือก ได้แก่ สีดำมิดไนท์ (Midnight Black), สีเทาออร์คิด (Orchid Gray) และสีทองเมเปิล (Maple Gold) เริ่มวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 22 กันยายนนี้ เป็นต้นไป สามารถดูรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ www.samsung.com/th/galaxynote8

วิชัย พรพระตั้ง (ที่ 3 จากซ้าย) รองประธานองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที พร้อมคณะผู้บริหารจากบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ณ งานเปิดตัวกาแลคซี่ โน้ต 8 อย่างเป็นทางการในประเทศไทย

หลังจากงานผมก็ได้ Note8 มาลองเล่นเหมือนกันได้เรื่องยังไงจะเอามาเล่าให้ฟังกันอีกที


Privacy Preference Center