เที่ยวละไมไปกับ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิราจ โฉมใหม่
โดยปกติ มิตซูบิชิ (ประเทศไทย) มักจะมีกิจกรรมปั่นจักรยานตามจังหวัดต่างๆ และมักจะเอาจักรยานไปบริจาคตามพื้นที่ห่างไกลเพื่อให้เด็กๆ และชาวบ้านได้ใช้ในการเดินทาง แต่ช่วงนี้ฝนตกหนักเหลือเกินจากการชวนปั่นจักรยานเลยเปลี่ยนเป็นการจัดทดสอบรถยนต์ มิตซูบิชิ แอททราจ และมิตซูบิชิ มิราจ รุ่นใหม่ แทนโดยการทดสอบครั้งนี้จะเป็นการเดินทางไปด้วย ซิตี้คาร์ ของมิตซูบิชิทั้ง 2 รุ่น ซึ่งจะเดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปยังสวนละไม สวนผลไม้ท่ามกลางหุบเขาและฟาร์มแกะ จังหวัดระยองโดยนัดรวมตัวกันที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ รวมระยะทางไปกลับทั้งสิ้นกว่า 300 กิโลเมตร การเดินทางครั้งนี้เป็นการพิสูจน์ว่ารถยนต์ขนาดเล็กซิตี้คาร์ จะสามารถเดินทางไปได้ทุกที่ ถ้าอยากจะไปได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพขนาดไหน

เริ่มต้นด้วยการทดสอบความจุของรถเมื่อต้องเดินทางไกลด้วยรถยนต์แบบซิตี้คาร์ โดยมีผู้โดยสารนั่งเต็มคันถึง 4 คน รถจะมีอาการอย่างไร จะวิ่งออกมั้ย และตำแหน่งนั่งต่างๆ จะสร้างความสบายหรือทรมานให้ผู้โดยสารได้มากน้อยขนาดไหน คันที่ผมนั่งเป็น มิตซูบิชิ แอททราจ ซิตี้คาร์ สไตล์ซีดาน ดูจากรูปร่างภายนอกมีความโฉบเฉี่ยวอยู่พอตัว

มิตซูบิชิ แอททราจ มีการปรับเปลี่ยนจากรุ่นก่อนหน้าโดยจะมีสิ่งที่เปลี่ยนไปที่เห็นได้ชัดคือกันชนท้ายและไฟท้าย ที่ดูสปอร์ตปราดเปรียวยิ่งขึ้นทำให้มิติของ มิตซูบิชิ แอททราจ ให้ความรู้สึกพุ่งทะยานสวยงามกว่าเดิม ในส่วนด้านหน้ายังคงเอกลักษณ์ไว้ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ยังคงรูปแบบเดิมที่มีความสปอร์ตอยู่แล้ว

เปิดประตูมาดูภายในห้องโดยสารกันบ้าง ภายในห้องโดยสารมาพร้อมกับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น ในส่วนอุปกรณ์ความปลอดภัยมีการเพิ่มเข็มขัดนิรภัยหลังแบบ ELR 3 จุด ให้ผู้โดยสารแถวหลังทั้ง 3 ตำแหน่ง (ซึ่งปกติถ้าเบาะหลังนั่งกัน 3 คน คนที่นั่งกลางจะเป็นผู้เสียสละเพราะจะได้เข็มขัดนิรภัยแบบคาดเอวเท่านั้น) แถมมาพร้อมกับจุดยึดเบาะเด็ก ISOFIX 2 ตำแหน่ง พร้อมไฟเตือนหากลืมคาดเข็มขัดบริเวณหน้าจอเรือนไมล์ที่ตำแหน่งคนขับอีกด้วย

มีการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอันทันสมัยด้วยวิทยุหน้าจอแบบสัมผัสในระบบ Apple CarPlay ตอนนี้รองรับแค่เครื่อง iPhone เท่านั้นแต่ในอนาคตไม่แน่ บนก้านพวงมาลัยด้านซ้ายจะเป็นปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และโทรศัพท์มือถือ ส่วนก้านพวงมาลัยด้านขวามีระบบล็อคความเร็ว ช่องต่อ USB ตำแหน่งใหม่สะดวกต่อการเชื่อมต่อและใช้งานมากยิ่งขึ้น

เบาะภายในถูกออกแบบด้วยหนังสีดำด้ายสีแดงดูเท่ห์ขึ้นมาก ให้ความรู้สึกเร้าใจแบบรถสปอร์ตมากยิ่งขึ้นและในส่วนพนักพิงด้านหลังสามารถปรับระดับใช้งานได้ X3 เพิ่มความสบายในการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น ระบบเครื่องยนต์ยังคงใช้เครื่องเดิมขนาด 1,193 ซีซี 3 สูบ DOHC MIVEC 12 วาล์ว ให้แรงม้าที่ 78 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที โดยมาพร้อมระบบส่งกำลังแบบ INVECS-lll CVT พร้อมระบบ INC + G-Sensor ช่วยในการขับเคลื่อนของรถได้อย่างนุ่มนวลและประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น

ถึงครั้งนี้เราจะไม่ได้ขับ มิตซูบิชิ มิราจ แต่เราก็ขอไปแอบส่องหน่อยว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ภายนอกของ มิตซูบิชิ มิราจ มีการปรับเปลี่ยนชุดไฟ LED ตรงกันชนหน้าใหม่ให้มีรูปแแบบที่สปอร์ตปราดเปรียวมากยิ่งขึ้น ในส่วนอื่นของตัวรถยังเป็นอุปกรณ์เดิมอย่าง แต่ไฟท้ายแบบ LED ก็ดูลงตัวกับชุด LED ด้านหน้าดีอยู่แล้ว ภายในห้องโดยสาร และเครื่องยนต์เหมือนกันกับ มิตซูบิชิ แอททราจ

หลังจากเดินวนดูความเปลี่ยนแปลงรอบรถทั้ง มิตซูบิชิ มิราจ และ มิตซูบิชิ แอททราจ ก็ถึงเวลาออกเดินทางโดยผมจะเป็นคนแรกที่ขับ และในรถจะมีผู้โดยสารไปด้วยอีก 3 ท่าน ซึ่งจะสลับกันขับทั้งขาไปและขากลับ เริ่มต้นมุ่งหน้าสู่สวนละไม จังหวัดระยอง โดยใช้เส้นทางบางนา-ตราด วิ่งขึ้นทางยกระดับบูรพาวิถี ในช่วงที่วิ่งในเมืองที่การจราจรติดขัด แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ ก็รู้เลยว่าการขับรถในเมืองด้วยรถยนต์ ซิตี้คาร์ มันช่างสะดวกสบาย และคล่องตัวจริงๆ พอหลุดจากการจารจรที่ติดขัด ขึ้นบนทางด่วนได้ ก็จะเป็นช่วงเวลาที่เราจะได้ทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ ขนาด 1,193 ซีซี 3 สูบ DOHC MIVEC 12 วาล์ว ว่าจะพาพวกเรา 4 คนไปได้สนุกสนานขนาดไหน

พอขึ้นบนทางด่วนได้ เราก็สามารถทำความเร็วได้นิดหน่อยตามที่กฎหมายกำหนด ในช่วงทางตรงยาวๆ ผมได้ลองกดคันเร่งแบบเหยียบมิดดู ปรากฎว่าเสียงเครื่องยนต์คำรามดังลั่นแต่รถค่อยๆ เร่งตัวเองขึ้นไปอย่างช้าๆ จนความเร็วแตะอยู่ที่ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็ไม่สามารถรีดพลังทำความเร็วได้แล้ว น่าจะเป็นเพราะรถยนต์ต้องแบกน้ำหนักของคนถึง 4 คน แต่จริงๆ แล้วการเร่งความเร็วในรถยนต์ขนาดเล็กที่เป็นเกียร์ CVT การทำความเร็วโดยการเหยียบคันเร่งแบบมิดนั้นอาจจะไม่ถูกต้องนัก จริงๆ เราควรจะค่อยๆ เร่งความเร็วขึ้นไปอย่างนุ่มนวล ที่สำคัญถ้าคุณเลือกที่จะขับรถที่มีขนาดเล็ก หรือซิตี้คาร์คุณคงต้องการความประหยัดเป็นอันดับแรก เพราะฉนั้นการขับรถด้วยความเร็วโดยไม่จำเป็น นอกจากจะทำให้เกิดอันตรายแล้วยังทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงอีกด้วย

หลังจากลงทางด่วน ทางทีมงานก็ได้จัดจุดพักเปลี่ยนคนขับและเล่นเกมส์เล็กน้อย ในเส้นทางทดสอบของคนขับในช่วงที่ 2 จะเป็นเส้นทางคดเคี้ยว ช่วงล่างของ มิตซูบิชิ แอททราจ ประกอบด้วย ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (ASC-Active Stability Control) ระบบป้องกันการลื่นไถล (TLC-Traction Control) และระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (HSA-Hill Start Assist System) ระบบต่างๆ ช่วยลดแรงสะเทือนที่ส่งมาที่ห้องโดยสาร แถมในช่วงของทางคดเคี้ยวช่วงล่างก็ยึดเกาะถนนได้ดี ช่วงล่างที่ทำออกมาได้ดีประกอบกับห้องโดยสารภายในที่ออกแบบให้มีพื้นที่กว้างกว่าที่ตาเห็น ทำให้เมื่อถึงที่หมาย จึงไม่รู้สึกปวดเมื่อยร่างกาย แบบรถซิตี้คาร์ทั่วไป

ถังน้ำมันความจุขนาด 42 ลิตร กับระยะทางจากกรุงเทพฯ วิ่งไปจนถึงสวนละไม ระยะทางเกือบๆ 150 กิโลเมตร ในขาไปกับการเร่งแซง และขับแบบความเร็วคงที่ อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเมื่อถึงที่หมายพบว่าน้ำมันลดลงไปเพียง 1/4 ของถังเท่านั้น เฉลี่ยอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันจะอยู่ที่ 21 กิโลเมตร/ลิตร ถือว่าค่อนข้างประหยัดมากทีเดียว

มิตซูบิชิ แอททราจ และมิราจ ใหม่ มีการเพิ่ม Apple CarPlay เข้ามาทำให้การเดินทางมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้นไม่ต้องกังวลในขณะรับสายเข้าขณะขับรถ การเชื่อมต่อกับระบบ Apple CarPlay เพียงต่อสายผ่าน USB เท่านั้นก็สามารถเชื่อมต่อได้เลยส่วนชาวแอนดรอยด์ก็คงต้องเฝ้ารอกันต่อไป

ในส่วนของสวนละไมนั้น เป็นสถานที่ที่นักกินไม่ควรพลาด เพราะหลังจากจ่ายค่าเข้าสวนผู้ใหญ่ 450 บาท เด็ก 250 บาท ทุกคนจะได้อร่อยไปกับบุฟเฟ่ต์ทุเรียนหมอนทอง ไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา!!! พร้อมด้วยผลไม้ตามฤดูกาลอีกมากมาย!!! โดยกิจกรรมที่สวนละไม จะแบ่งตามฤดูกาลต่างๆ ของผลไม้ดังนี้ เดือน เมษายน – กรกฎาคม ของทุกๆปี จะเป็นช่วงฤดูร้อน หน้าผลไม้ เงาะ มังคุด ทุเรียน สละ ลองกอง ลำไย ฯลฯ

สวนละไมจะมีกิจกรรม “เที่ยวชมสวน และทานบุฟเฟ่ต์ผลไม้” และช่วงปลายปี เดือน ธันวาคม – กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี จะเป็นช่วงฤดูฝนและหนาว สวนละไมจะมีกิจกรรมเที่ยวไร่สตอเบอร์รี่ ทุ่งดอกคอสมอส พร้อมด้วยสวนส้มเขียวหวาน สวนลำไย สวนดอกไม้ อย่างไรก็ตามกิจกรรมต่างๆ จะปรับเปลี่ยนตามฤดูกาล แต่ใครจะไปในช่วงเดือนไหนก็เช็คข้อมูลกันไว้เลย

สำหรับรถยนต์ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ ที่มีการเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายและความปลอดภัยมานั้นช่วยให้การใช้ชีวิตในเมืองหรือเดินทางไปพักผ่อนในที่ต่างๆได้อย่างลงตัวยิ่งขึ้น เหนืออื่นใดความประหยัดที่มาพร้อมกับนวัตกรรมจากรถยนต์ มิตซูบิชิ แอททราจ และ มิตซูบิชิ มิราจ นั้นยังช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างดีและเต็มที่มากขึ้นอีกด้วย

ปลั๊กอิน แอดแวนเจอร์ ลุย 12,800 กิโลเมตร เอาชนะรายการมองโกลแรลลี่ การแข่งขันขับรถยนต์ไฟฟ้าสุดหินระดับโลก
คริสและจูลี่ แรมซีย์ คู่สามีภรรยาชาวสกอตแลนด์ ลงแข่งขันในนามทีมปลั๊กอิน แอดแวนเจอร์ (Plug In Adventures) สามารถผ่านเข้าเส้นชัยการแข่งขันมองโกล แรลลี่ ณ เมืองอูลัน อูเด ประเทศรัสเซีย ถือเป็นรายแรกที่สามารถตะลุยผ่านเส้นทางข้ามทวีปที่ทุรกันดารด้วยรถยนต์นิสสัน ลีฟ ที่ได้รับการปรับแต่งให้สามารถลุยไปได้ในทุกสภาวะ หรือ All-Terrain Electric Vehicle (AT-EV)
คริสและจูลี่ เริ่มต้นออกเดินทางจากสนามกู้ดวูด มอเตอร์ สหราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ผ่านประเทศต่างๆ จำนวน 13 ประเทศ เป็นระยะทางรวมกว่า 12,800 กิโลเมตร ทั้งคู่ได้ทำการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์จำนวน 111 ครั้ง ก่อนจะเดินทางถึงเส้นชัยในประเทศรัสเซียทางตอนเหนือของเขตชายแดนมองโกเลีย โดยมีค่าใช้จ่ายในการชาร์จไฟไม่ถึง 100 ปอนด์ หรือคิดเป็นเงินไทยไม่เกินประมาณ 4,400 บาทเท่านั้น
คริส แรมซีย์ กล่าวว่า “หลายคนเคยบอกผมว่า รถยนต์ไฟฟ้าไม่สามารถขับขี่ในระยะไกลได้ แต่ผมยืนยันได้ว่าไม่เป็นความจริงเลย หลังจากที่ได้เดินทางเป็นระยะทางมากกว่าหมื่นกิโลเมตรด้วยรถยนต์ไฟฟ้า เราแทบไม่พบปัญหาใดๆ การเดินทางครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต และแทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเรามาถึงเส้นชัยแล้ว เราเดินทางผ่านประเทศต่างๆ มากมายโดยอาศัยเพียงแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีการปล่อยมลภาวะ ตอนนี้ผมภูมิใจ ปลาบปลื้ม และมีความสุขที่สุด”
ระหว่างเดินทางในยุโรป คริสและจูลี่สามารถหาสถานีชาร์จที่ชาร์จไฟฟ้าให้กับรถได้ถึง 80% ในเวลาเพียงครึ่งชั่วโมง แต่เมื่อพวกเขาเดินทางถึงบัลแกเรีย และประเทศที่อยู่เหนือขึ้นไป สถานีชาร์จก็เริ่มหายากมากขึ้นทำให้ต้องหันไปชาร์จไฟฟ้าจากที่อื่นๆ แทน เช่น โรงแรม ไปรษณีย์ สถานีตำรวจ และสถานีดับเพลิงในรัสเซีย มีครั้งหนึ่งพวกเขาขอความช่วยเหลือจากช่างไฟฟ้าในการชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ โดยตรงกับเสาไฟฟ้ากลางป่าในไซบีเรีย
ระยะทางที่พวกเขาเดินทางได้ไกลที่สุดในการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง คือ 185 กิโลเมตร โดยเหลือแบตเตอรี่ 6% ก่อนการชาร์จครั้งต่อไป โดยเฉลี่ยแล้วคริสและจูลี่จะเดินทางประมาณ 152 กิโลเมตร ระหว่างการชาร์จแต่ละครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าจะเหลือแบตเตอรี่สำรองไว้เพียงพอก่อนเดินทางถึงจุดชาร์จแบตเตอรี่จุดต่อไปหากจำเป็นต้องหาที่ชาร์จไฟทดแทน
ระหว่างการเดินทาง ทีมปลั๊กอิน แอดแวนเจอร์ พยายามเผยแพร่ประโยชน์ของการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และเรื่องราวการเดินทางของพวกเขาได้รับความสนใจจากทุกประเทศที่เขาเดินทางไปถึง คริสได้รับเชิญไปร่วมงานอภิปรายใน the Astana International Exposition เพื่อทำให้แนวคิดเรื่องพลังงานแห่งอนาคตกลายเป็นความจริง โดยรถยนต์นิสสัน ลีฟ All-Terrain ก็ได้รับการนำไปจัดแสดงในงานอีกด้วย
รถยนต์ที่ทีมปลั๊กอิน แอดแวนเจอร์ใช้ในการแข่งขันคือรถยนต์นิสสัน ลีฟ Acenta รุ่นปี 2016 มีแบตเตอรีความจุขนาด 30 กิโลวัตต์ชั่วโมง สามารถเดินทางเป็นระยะ 250 กิโลเมตรต่อการชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งครั้ง โดยได้รับการปรับแต่งเพื่อให้สามารถเดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ ได้ไกลขึ้น
นิสสัน ลีฟ AT-EV ได้รับการปรับแต่งโดยใช้ล้อของ Speedline SL2 Marmora ที่เหมาะกับการขับขี่แบบออฟโรด พร้อมติดตั้งแผ่นป้องกันด้านล่างของบริเวณปีกนก สายเบรก แผ่นบังโคลน ทำให้ขับขี่ในเส้นทางท้าทายได้ดียิ่งขึ้น
ราวหลังคาด้านบนได้รับการปรับแต่งให้มีพื้นที่เก็บสัมภาระได้มากขึ้น พร้อมติดตั้งแผงไฟ LED Lazer Triple-R 16 ที่ช่วยให้แสงสว่าง 16,400 ลูเมน เมื่อเดินทางไปในพื้นที่ที่ห่างไกล
เนื่องจากไม่มีการจับเวลาในการแข่งขันมองโกลแรลลี่ ความสะดวกสบายในการขับขี่ทางไกลจึงเป็นสิ่งสำคัญ รถยนต์นิสสัน ลีฟ AT-EV จึงเน้นที่การลดน้ำหนักและเพิ่มพื้นที่ พื้นที่ด้านหน้าบริเวณคนขับและที่นั่งข้างคนขับยังคงเหมือนเดิม แต่ถอดเบาะด้านหลังออก ทำให้ลดน้ำหนักไปได้กว่า 32 กิโลกรัม และมีการเพิ่มอุปกรณ์ดับเพลิงและอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเข้าไป
นิสสัน ลีฟ AT-EV ได้รับการปรับแต่งโดย RML Group ซึ่งเป็นบริษัทออกแบบยานยนต์ประสิทธิภาพสูงชั้นนำในสหราชอาณาจักร
มองโกลแรลลี่ รายการแข่งขันแรลลี่การกุศลที่มีระยะทางยาวถึง 16,000 กิโลเมตร โดยผ่านภูมิประเทศที่มีทั้งภูเขา ทะเลทราย และที่ราบในทวีปยุโรปและเอเชีย ที่จัดขึ้นครั้งแรกในปี 2547 โดยทีม The Adventurists ซึ่งมีกฎว่าผู้เข้าการแข่งขันต้องใช้รถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ขนาดไม่เกิน 1 ลิตร เพื่อเพิ่มความท้าทายและการทำความรู้จักกับท้องถิ่นที่เดินทางผ่าน ผู้เข้าแข่งขันจะไม่ได้รับการช่วยเหลือหรือมีแผนสำรองใดๆ และต้องแก้ปัญหาที่เจอระหว่างการแข่งขันด้วยตนเอง
ในปี 2560 The Adventurists สนับสนุนการตัดสินใจของคริสที่ต้องการเข้าร่วมการแข่งขันด้วยรถยนต์นิสสัน ลีฟ AT-EV ทำให้ลีฟ เป็นรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันมอลโกลแรลลี่ พร้อมกับส่งเสริมความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนของ The Adventurists
ส่วนผู้ที่สนใจทีม “ปลั๊กอิน แอดแวนเจอร์” สามารถติดตามได้ทาง twitter.com/pluginadventure
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ทำยอดจองมากกว่า 11,000 คันใน 2 สัปดาห์ที่อินโดนีเซีย
ตัวแทนมิตซูบิชิ อินโดนีเซีย (MMKSI) ประกาศความสำเร็จในการขาย มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคชาวอินโด ที่ล่าสุด ณ เดือนกันยายน 2017 มียอดจองจากชาวอินโดนีเซียทั่วประเทศมากกว่า 11,000 คัน หลังเปิดตัวเป็นครั้งแรกในโลกที่มหกรรมรถยนต์นานาชาติ ไกคินโด อินโดนีเซีย อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต้ โชว์ ไปในวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับความนิยมและสามารถกวาดยอดจองทะลุเกินเป้าที่ตั้งไว้ 3,000 – 4,000 คันต่อเดือน ทั้งยังสร้างสถิติใหม่ด้วยการเป็นรถยนต์ มิตซูบิชิ ที่ทำยอดจองสูงที่สุดในมหกรรมรถยนต์นานาชาติ โดยมีรุ่น “อัลติเมท เกียร์อัตโนมัติ” ซึ่งเป็นรุ่นท็อปที่มีการติดตั้งอุปกรณ์ครบทุกฟังก์ชั่น เป็นรุ่นที่ได้ความนิยมสูงสุด โดยมีสัดส่วนมากกว่า 50% จากยอดจองทั้งหมดของ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์

มร. เคียวยา คอนโด กรรมการผู้จัดการใหญ่ MMKSI ได้กล่าวว่า “บริษัทฯ ขอขอบคุณสื่อมวลชนและลูกค้าชาวอินโดนีเซียที่ให้การต้อนรับ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เป็นอย่างดีเยี่ยม จนประสบความสาเร็จทั้งในด้านยอดขายและคำชื่นชมจากตลาด ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบการส่งมอบรถยนต์ มิตซูบิชิ ในประเทศอินโดนีเซีย บริษัทฯ ขอให้คำมั่นที่จะส่งมอบรถยนต์ให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด ซึ่งจะเริ่มการส่งมอบตั้งแต่เดือนตุลาคม 2560 เป็นต้นไป ทั้งยังตั้งเป้าที่จะส่งมอบรถยนต์ให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นปีนี้”
พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ยังได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ประเภท “รถยนต์ที่ผู้คนชื่นชอบ” จากมหกรรมรถยนต์นานาชาติ ไกคินโด โดยมีการมอบรางวัลดังกล่าวในวันปิดงานเมื่อ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ จะถูกผลิตขึ้นที่โรงงานแห่งใหม่ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศอินโดนีเซีย เมืองเบกาซิ จังหวัดชวาตะวันตก โดยมีแผนการผลิตอยู่ที่จานวน 80,000 คันต่อปี และจะเริ่มส่งออกไปจาหน่ายยังประเทศอื่นทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่น ในช่วงต้นปี 2561 เป็นต้นไป 1 PT Mitsubishi Motors Krama Yudha Sales Indonesia
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เข้ามาในไทยเมื่อไรเราจะได้ไปลองกันโปรดติดตามตอนต่อไป
เอ็มจี กับ 4 แกนหลัก ก้าวข้ามสิ่งเดิมมุ่งสู่ Smart Car Technology
เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลก ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ เอ็มจี ในประเทศไทย ดำเนินธุรกิจรถยนต์ เอ็มจี แบรนด์รถยนต์ชั้นนำจากประเทศอังกฤษ รถยนต์ที่เปี่ยมสมรรถนะมาตรฐานยุโรปอย่างแท้จริงภายใต้แนวคิด “BRIT DYNAMIC” โดดเด่นทั้งด้านการออกแบบ สมรรถนะ การควบคุม รวมถึงระบบเทคโนโลยีความปลอดภัยเหนือระดับกว่ามาตรฐานทั่วไป ด้วยราคาที่คุ้มค่าและสามารถจับต้องได้ง่าย
รถยนต์ เอ็มจี ทุกรุ่น ถูกผลิตและออกแบบขึ้นเพื่อตอบรับทุกความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น MG3 รถยนต์ขนาดเล็กยอดนิยม MG5 ภายใต้ดีไซน์ที่ใหญ่กว่าครบครันทุกฟังก์ชันการใช้งาน หรือจะเป็น MG6 รถยนต์ไซส์คอมแพคที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยแบบ Active และ Passive รวมถึงรถยนต์สไตล์สปอร์ตเอสยูวีอย่าง MG GS ที่ให้สมรรถนะการขับขี่สนุกสนานพร้อมออพชั่นอำนวยความสะดวกสบายระหว่างการเดินทางนอกจากนี้รถยนต์ เอ็มจี ทุกรุ่นยังมอบมาพร้อมกับ “inkaNet” ระบบที่ทำให้คุณกับรถเชื่อมต่อกันได้ง่ายยิ่งขึ้น
เทรนด์การใช้งานรถยนต์ของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยี ส่งผลให้การคิดค้นและทดลองออกแบบรถยนต์ให้เป็น “มากกว่ารถยนต์” ซึ่งวงการอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังมุ่งหน้าไปสู่จุดนั้น เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น หนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของโลกเล็งเห็นถึงทิศทางอนาคตจึงได้กำหนดแกนหลัก 4 ประการ เพื่อรังสรรค์ให้รถยนต์ เอ็มจี สามารถมอบประสบการณ์และอรรถประโยชน์ต่างๆ ให้ครอบคลุมไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกมิติที่ประกอบด้วย
- การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ (New Energy) นอกเหนือจากเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน เช่น พลังงานลม พลังงานน้ำหรือกระแสไฟฟ้า รถยนต์ไฟฟ้าจึงถือเป็นอีกหนึ่งวิวัฒนาการในอนาคต เพื่อการตอบโจทย์ทั้งในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความประหยัดให้แก่ลูกค้า
- การพัฒนารถยนต์ให้มีความเป็นอัจฉริยะ (Intelligent) เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การสั่งงานรถยนต์ผ่านเสียง ระบบช่วยจอด รถยนต์ไร้คนขับ ฯลฯ
- การพัฒนาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและระบบการเชื่อมต่อภายในรถยนต์ ออกแบบเพื่อให้รองรับความต้องการของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภครุ่นใหม่ และช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการทำธุรกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
- ปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์หลายรายกำลังศึกษาระบบการแบ่งปันรถยนต์ในการใช้งาน หรือ Car Sharing ซึ่งจะเห็นได้จากประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และในทวีปเอเชีย ก็มีตัวอย่างให้เห็นกันแล้วคือ สิงคโปร์
นับจากนี้ไป รถยนต์กำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ใหม่สำหรับการพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างรถยนต์ และโครงสร้างพื้นฐานของเมือง โดยมีรายงานจากภาคอุตสาหกรรมฉบับหนึ่งบ่งชี้ว่า ภายในปี 2020 ร้อยละ 90 ของรถยนต์ จะมีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และจะเป็นองค์ประกอบหลักของการแพร่ขยายของยุค “Internet of Things” เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ยุคปัจจุบัน
เอ็มจี กำลังก้าวข้ามสิ่งเดิมๆ ไปสู่การผลิตรถยนต์อัจฉริยะ “Smart Car Technology” รถยนต์ที่ไม่ใช่แค่จะสื่อสารกับผู้ขับขี่ได้เท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับได้อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองต่อเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความคาดหวังต่อรถยนต์ของตนเองไว้สูงกว่าในอดีต
รถยนต์ในอนาคตอันใกล้นั้นไม่ได้เป็นเพียงพาหนะที่ใช้การเดินทางเท่านั้น แต่จะเป็นอีกขั้นของนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่มีมากกว่าระบบสื่อสารอัจฉริยะที่หลายคนสัมผัสมาแล้วในเอ็มจี รุ่นปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์เมืองไทย ระบบต่างๆ ที่ว่านี้จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการให้ทุกการเดินทางของคุณให้เพลิดเพลิน ด้วยฟีเจอร์ และฟังก์ชั่นอันชาญฉลาด ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่แห่งการขับขี่ที่สุดล้ำสมัย และจะทำให้คุณสนุกได้ทุกครั้งเมื่อได้ขับรถยนต์ เอ็มจี
ULTRABOOST ALL TERRAIN รองเท้าวิ่งสุดคูลที่พร้อมลุยไปทุกสภาวะอากาศ
รองเท้าทั้ง 2 รุ่นนี้ ทลายข้อจำกัดในการออกกำลังกายที่ออกแบบมาให้นักวิ่งได้สนุกไปกับทุกสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะฝนตก ความมืด หรืออากาศเย็น และยังพร้อมฟื้นคืนแรงในทุกการลงน้ำหนักเท้า โดยรองเท้า ULTRABOOST ALL TERRAIN ใช้เทคโนโลยี INTEGRATED CAGE ให้การซัพพอร์ตเท้าได้ดีขึ้น ขณะที่ ULTRABOOST X ALL TERRAIN ก็ได้รับการดีไซน์ให้เหมาะกับสรีระเท้าผู้หญิงโดยเฉพาะ พร้อมส่วน ADAPTIVE ARCH ที่ใช้หน้าผ้าไพรม์นิตที่โอบอุ้มเท้าได้อย่างกระชับ รองรับการลงน้ำหนัก เสมือนไม่ได้ออกแรงมากขณะวิ่ง
สเตฟาน ชไนเดอร์ จากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาดิดาส รันนิ่ง กล่าวว่า “บางครั้งสภาพอากาศเป็นอะไรที่คาดการณ์ไม่ค่อยได้ อาดิดาสใช้เวลานานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ และทดสอบการใช้งานเพื่อช่วยให้มั่นใจว่าแต่ละองค์ประกอบจะให้การป้องกันพร้อมความรู้สึกสบายขณะสวมใส่ ไม่ว่าอยู่ในสภาวะใดก็ตาม ในครั้งนี้ เรายังได้เพิ่มความยาวของส่วนหุ้มข้อเท้ามากขึ้น เพื่อเพิ่มการปกป้องในสัมผัสที่นุ่มสบาย ไม่เสียดสี”
องค์ประกอบที่โดดเด่นสำหรับ ULTRABOOST ALL TERRAIN และ ULTRABOOST X ALL TERRAIN ได้แก่
- หน้าผ้าไพรม์นิตที่ลดการซึมของน้ำ (SPLASH WATER-REPELLENT ADIDAS PRIMEKNIT UPPER) เนื้อผ้าระบายอากาศจากนวัตกรรมเส้นด้ายที่ลดการซึมของน้ำ ให้ความรู้สึกกระชับเท้าขั้นสุด พร้อมให้การป้องกันสภาวะอากาศที่มักเปลี่ยนแปลงตลอด
- พื้นรองเท้าสเตร็ชเว็บ (CONTINENTAL STRETCHWEB OUTSOLE) เทคโนโลยีระดับโลกจากคอนติเนนทัล ที่จะช่วยในการยึดเกาะได้ดีแม้บนสภาพพื้นที่ลื่นให้ความยืดหยุ่นและราบลื่นขณะวิ่ง
- นวัตกรรมบูสท์ (BOOSTTM MIDSOLE) ให้ความรู้สึกนุ่มสบายขณะลงน้ำหนักพร้อมฟื้นคืนพลังงานในทุกก้าว ทั้งในสภาวะแห้ง เปียกชื้น หรือบนหิมะ
- ALL TERRAIN LUX CONFIGURATION พื้นรองเท้าที่ออกแบบด้วยเท็กซ์เจอร์แบบขรุขระเพื่อสมรรถนะในการยึดเกาะและความมั่นคงแม้บนสภาพพื้นถนนที่ยากลำบากไม่ว่าจะท่ามกลางฝนหรือโคลน
- ส่วนหุ้มข้อที่สูงขึ้น (INCREASED HEIGHT ANKLE PROTECTION) ใช้วัสดุแบบถักที่จะให้ความอบอุ่นขณะวิ่งในสภาพอากาศที่เย็นลง ซึ่งเป็นอีกข้อแตกต่างของรองเท้า 2 รุ่นนี้
- ลายสะท้อนแสง (REFLECTIVITY) ที่จะช่วยให้โดดเด่น สะดุดตา เหมาะสำหรับสตรีทรันนิ่ง ในเวลาเย็นค่ำ หรือกลางคืน
รองเท้าอัลตร้าบูสท์ เอทีอาร์ (ULTRABOOST ATR) และ อัลตร้าบูสส์ เอ๊กซ์ เอทีอาร์ (ULTRABOOST X ATR) จะเริ่มจำหน่ายทางอาดิดาสออนไลน์สโตร์ shop.adidas.co.th ในวันที่ 21 กันยายน และจะพร้อมวางจำหน่ายที่ร้านอาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ ร้านอาริ รันนิ่ง คอนเซ็ปต์ สโตร์ และร้านค้าที่ร่วมรายการ ในวันที่ 5 ตุลาคม ราคา 7,990 บาท
แฟนๆ อาดิดาส สามารถติดตามข่าวสารและพูดคุยผ่านทางอินสตาแกรม @ADIDASRUNNING ส่วนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊กติดตามผ่านทาง #ULTRABOOST #ULTRABOOSTX หรือ #TAKECHARGEBKK
Z.N.E. Pulse คอลเล็คชั่นล่าสุดจาก อาดิดาส แอธเลติกส์ สุดยอดนวัตกรรมเส้นด้ายสุดล้ำลายคลื่นหัวใจ
อาดิดาส แอธเลติกส์ เปิดตัว Z.N.E. Pulse ชุดกีฬาคอลเล็คชั่นใหม่ที่หยิบเอาจังหวะการเต้นของหัวใจก่อนลงสนามของเหล่านักกีฬามาจุดประกายการสร้างสรรค์ในคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด ด้วยความร่วมมือกับนักกีฬาจากหลากหลายประเภท และนำมาวิเคราะห์จนค้นพบว่าช่วงที่หัวใจเต้นขณะที่นักกีฬาออกจากห้องเก็บตัว และมุ่งหน้าเข้าสู่สนามเป็นช่วงเวลาที่อัตราการเต้นของหัวใจของนักกีฬาพุ่งขึ้นสูงสุด จากข้อมูลดังกล่าวได้นำมาพัฒนาออกมาเป็น Pulse moment อันเป็นจุดเด่นของคอลเล็คชั่น Z.N.E. Pulse ในครั้งนี้
ภาพจาก: mcdonaldtextiles.co.nz
จุดเด่นอีกสิ่งหนึ่งคือ เนื้อผ้าที่ทำมาจากขนแกะพันธุ์เมอริโน ที่มีจุดเด่นในเรื่องของการระบายอากาศ ถักทอด้วยรูปแบบเฉพาะในลายจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่ออกแบบเพื่อให้นักกีฬาสวมใส่เข้ารูปได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาประเภทไหนก็ตาม
อาดิดาส พัฒนาชุดกีฬาในกลุ่มแอธเลติกส์ คอลเล็คชั่น Z.N.E. Pulse ด้วยแนวคิด อิสระแห่งการเคลื่อนไหวโดยปราศจากสิ่งรบกวน ในดีไซน์ฮู้ดแบบแจ๊คการ์ด ผสานเทคนิคการถักทอที่หลากหลายด้วยนวัตกรรมเส้นใยแบบใหม่ ให้ความสบายขณะสวมใส่ พร้อมช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายจากความตื่นเต้นที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเตรียมตัวก่อนลงสนาม การขึ้นรูปชุดที่มีการออกแบบที่ไร้รอยต่อนั้นจะช่วยให้ชุดเหมาะกับการใช้งานได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ การเลือกสรรสีของเส้นด้าย และลายปักที่เป็นเอกลักษณ์ ยังช่วยให้นักกีฬาพร้อมลงแข่ง สำหรับคอลเล็คชั่นนี้ เราจะได้เห็นนักกีฬาชั้นนำจำนวนมากจากหลากหลายประเภทใช้สวมใส่จริง ทั้งนักเตะชื่อดังอย่าง กาเร็ธ เบล และพอล ป๊อกบา นักบาสเก็ตบอลล์ เจมส์ ฮาร์เดน นักวิ่งโทรี่ โบวี่ นักเทนนิสชื่อดังอย่าง แองเจลิค เคอร์เบอร์ และซิโมน่า ฮาเล็ป รวมถึงนักกีฬาชื่อดังจากเมืองไทย
ตุลยเทพ เอื้อวิทยา กัปตันทีมวิ่งอาดิดาส รันเนอร์ส แบงค็อก
สองนักฟุตบอลทีมชาติไทย ต้น-นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม และตอง-กวิน ธรรมสัจจานันท์ ได้พูดถึง Z.N.E. Pulse รุ่นใหม่ว่า “ปกติแล้ว ช่วงเวลาก่อนที่จะลงแข่งจริง จะเป็นช่วงที่ต้องใช้สมาธิในการทบทวนทักษะ เทคนิค และกลยุทธ์ที่เตรียมไว้ พวกเราค่อนข้างที่จะตื่นเต้นจนบางครั้งก็รู้สึกได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจเลยทีเดียว ซึ่งพวกเรามองว่าลวดลายของฮู้ดดี้ใหม่ในครั้งนี้สื่ออารมณ์ของนักกีฬาในช่วงเวลานั้นออกมาได้ดีทีเดียว รวมถึงเสื้อฮู้ดก็กระชับ ยืดหยุ่น ใส่สบาย”
ชุดกีฬาคอลเล็คชั่น อาดิดาส Z.N.E. Pulse พร้อมวางจำหน่ายแล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 2,890 ถึง 7,190 บาท ที่ร้านอาดิดาสปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์ และร้านค้าที่ร่วมจำหน่าย รวมถึงสั่งซื้อออนไลน์ที่ shop.adidas.co.th
Luminox “Leatherback Sea Turtle Thailand Edition” ผลิตแค่ 900 เรือน

สำหรับพิธีเปิดงาน Luminox รุ่นพิเศษ “Leatherback Sea Turtle Thailand Edition” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยได้จำลองบรรยากาศใต้ท้องทะเลลึก พร้อมชมการแสดงโชว์สุดพิเศษ โดยมีพระเอกชื่อดังอย่าง ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ ที่รักการดำน้ำเป็นชีวิตจิตใจ มาร่วมเดินแฟชั่นโชว์ พร้อมด้วยเหล่าเซเลบริตี้ใจบุญชื่อดังที่รักสัตว์ทะเลมากมาย อาทิ นาตาชา จุลานนท์, ศรัยฉัตร จีระแพทย์, พัทธยศ ลิมปพัทธ์, ธัญวรรณ– ณกานต์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, นรต.สิทธิศักดิ์ พิสุทธิ์ศักดิ์์, นนท์ อัมระนันท์, พิชญ์ บุณยะปานะ, สุภัทรภรณ์ นามปีติ และอ้วน รังสิต ศิรนานนท์ ที่ต่างใส่นาฬิกา Luminox รุ่นพิเศษมาอวดโฉมกันบนรันเวย์ เพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่อนุรักษ์ทรัพยากรและสัตว์ทะเลหายากใต้ผืนทะเลไทย รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปสมทบทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ และมอบให้กับโครงการสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดภูเก็ต ภายใต้การดูแลของ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

คุณวิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีทองพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า “Luminox มีความตั้งใจจัดทำนาฬิการุ่นพิเศษ “Leatherback Sea Turtle Thailand Edition” เพื่อเป็นการช่วยเหลืออนุรักษ์เต่าทะเล ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ทะเลหายากของประเทศไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากกรณีศึกษาอันน่าเศร้าของ “เต่าออมสิน” ที่เป็นข่าวโด่งดัง โดยเราจัดทำนาฬิการุ่นดังกล่าวจัดทำเพียง 900 เรือนเท่านั้น และรายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำไปช่วยสบทบทุนเพื่อซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์สำหรับช่วยเหลือสัตว์ทะเลหายากไม่ว่าจะเป็น เต่าทะเล พะยูน โลมา และอีกมากมาย สำหรับความพิเศษของนาฬิกา Luminox รุ่น Leatherback Sea Turtle Thailand Edition เป็นนาฬิกาสายพันธุ์แกร่งลิมิเต็ดเอดิชั่นรุ่นแรกของโลก ตัวเรือนมีสีดำสวยงาม ได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจาก Sea Turtle หรือ “เต่าทะเล” หน้าปัดขนาด 44 มิลลิเมตร สกรีนรูปเต่าทะเลสีน้ำเงินโดดเด่นเพื่อให้ได้กลิ่นอายของท้องทะเลลึก ฝาหลังแต่ละเรือนสลักรูปเต่าทะเลพร้อมเลขซีเรียล 1 – 900 หรือเลขมงคลประจำตัว วัสดุตัวเรือนทำจาก Carbon Compound มีน้ำหนักเบา และมีความทนทานแข็งแรง ฝาหลังและเม็ดมะยมทำจาก Stainless Steel พร้อมด้วยคุณสมบัติอันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ของนาฬิกา Luminox ที่สามารถเรืองแสงได้ด้วยตัวเองในที่มืดยาวนานถึง 25 ปี ดำน้ำลึกได้ถึงระดับ 100 เมตร พร้อมลุยกับคุณไปได้ทุกสถานการณ์ ท้าท้ายในทุกจังหวะชีวิต”

พิเศษสำหรับสมาชิก M Card คะแนนที่ได้จากการซื้อนาฬิการุ่น Leatherback Sea Turtle Thailand Edition ทาง M Card จะขอนำไปบริจาคเพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ และมอบให้กับโครงการสร้างศูนย์ช่วยชีวิตสัตว์ทะเลหายาก จังหวัดภูเก็ต พร้อมกันนี้ทาง M Card จะร่วมสบทบทุนอีก 1 เท่า เพื่อสบทบทุนสถาบันวิจัยและพัฒนาทางทะเลดังกล่าว นอกจากนี้สมาชิก M Card ผู้โชคดียังร่วมลุ้น ทริปไปร่วมปล่อยเต่าที่สัตหีบ จ.ชลบุรี จำนวน 5 รางวัลๆ ละ 2 ที่นั่ง พร้อมที่พักโรงแรมเรเนซองส์ พัทยา จำนวน 2 วัน 1 คืน

สำหรับนาฬิกา Luminox รุ่นพิเศษ “Leatherback Sea Turtle Thailand Edition” จะวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศ ที่ เดอะมอลล์ ทุกสาขา, พารากอน, ดิ เอ็มโพเรี่ยม, บลูพอร์ต หัวหิน และห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ
ซัมซุง เปิดตัวอุปกรณ์สวมใส่ตระกูลเกียร์ 3 รุ่น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์สายฟิต
- เกียร์ สปอร์ต (Gear Sport) สมาร์ทวอทช์อเนกประสงค์สุดทันสมัยกันน้ำได้ เน้นการใช้งานในฟิตเนสและการออกกำลังกาย
- เกียร์ ฟิต 2 โปร” (Gear Fit2 Pro) สายรัดข้อมือวัดการออกกำลังกายพร้อม GPS ในตัวอัดแน่นด้วยฟีเจอร์อัพเกรดมากมาย
- เกียร์ ไอคอนเอ็กซ์ (Gear IconX) สุดยอดนวัตกรรมหูฟังเอียร์บัดไร้สายเจนเนอเรชั่นที่สองจากซัมซุง
ดีไวซ์ในตระกูล “ซัมซุง เกียร์” ออกแบบมาเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคให้เต็มที่กับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน พร้อมทั้งยังสร้างความสมดุลให้กับชีวิตและส่งเสริมสุขภาพพลานามัยที่ดี สามารถตอบโจทย์การใช้งานในกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ว่าจะใช้งานอย่างสมบุกสมบันในฟิตเนส ใช้ตรวจสอบข้อมูลด้านโภชนาการและการนอนหลับ รวมถึงทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘โค้ชส่วนตัว’ ที่คอยดูแลไลฟ์สไตล์ด้านต่างๆ ในแต่ละวัน
นอกจากนี้ ซัมซุงยังจับมือกับสปีโด้ (Speedo) แบรนด์ชั้นนำระดับโลกด้านชุดว่ายน้ำและอุปกรณ์ว่ายน้ำร่วมกันพัฒนาแอปพลิเคชั่น “Speedo On” ที่สามารถใช้งานร่วมกับ “เกียร์ สปอร์ต” และ ”เกียร์ ฟิต 2 โปร” เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการฝึกฝนสำหรับผู้ชื่นชอบการว่ายน้ำอีกด้วย
ความสามารถและคุณสมบัติใหม่ๆ ใน “เกียร์ สปอร์ต” และ “เกียร์ ฟิต 2 โปร”
- ความสามารถกันน้ำอย่างมีประสิทธิภาพในระดับแถวหน้าของอุตสาหกรรมและระบบติดตามการว่ายน้ำ (Swim Tracking): อุปกรณ์คู่ใจในอุดมคติสำหรับนักว่ายน้ำ โดยดีไวซ์ทั้ง 2 สามารถวัดรอบการแข่งว่ายน้ำหรือแม้แต่วัดค่าการเล่นกันในสระน้ำ โดยกันน้ำได้ที่ระดับ 5 ATM หรือที่ความลึก 50 เมตร
- แอปพลิเคชั่นสำหรับผู้ชื่นชอบการว่ายน้ำ: ด้วยการแอปพลิเคชั่นล่าสุดสำหรับการว่ายน้ำจากสปีโด้ “Speedo On” ทำให้เกียร์ สปอร์ต และเกียร์ ฟิต 2 โปรสามารถดูค่าสถิติต่างๆ จากการว่ายน้ำได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการนับรอบ เวลาต่อรอบ ท่าว่ายน้ำ และข้อมูลอื่นๆ
- การตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจที่แม่นยำ: พัฒนาความแม่นยำในการตรวจวัดมากขึ้น โดยอุปกรณ์จะแสดงผลอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ โดยคุณสามารถตรวจดูอัตราการเต้นของหัวใจในทุกกิจกรรม ไม่ว่าในขณะที่คุณงีบหลับอย่างสบายใจหรือแม้ขณะฝึกซ้อมปั่นจักรยานอย่างหนักหน่วง
- พันธมิตรชั้นเยี่ยม: ยกระดับกิจกรรมในชีวิตประจำวันด้วยการอัพเดทความร่วมมือกับอันเดอร์ อาร์เมอร์ (Under Amour) และสปอตติฟาย (Spotify) โดยอุปกรณ์ทั้งสองตัวสามารถเข้าใช้งานแอปพลิเคชั่นสำหรับการออกกำลังกายจากอันเดอร์ อาร์เมอร์ ทั้ง Under Armour Record™, MyFitnessPal®, MapMyRun® และ Endomondo™ ที่ครอบคลุมกิจกรรมหลากหลาย ทั้งด้านโภชนาการและฟังก์ชั่นการใช้งานแบบใช้ชุมชนเป็นพื้นฐาน (Community-based functions) นอกจากนี้ ในโหมดออฟไลน์ของสปอตติฟาย ยังช่วยให้คุณสามารถฟังเพลงโปรดได้ไม่ว่าจะแบบออนไลน์ ออฟไลน์ หรือแม้จะไม่มีสมาร์ทโฟนอยู่ก็ตาม คุณก็สามารถฟังเพลงโปรดได้ในทุกที่
- ระบบตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติ (Auto Activity Detection): ระบบตรวจจับกิจกรรมอัตโนมัติติดตั้งมาพร้อมอุปกรณ์โดยใช้เชื่อมต่อกับร่างกาย ซึ่งระบบสามารถจดจำกิจกรรมที่เกิดขึ้นโดยแบ่งตามประเภทต่อไปนี้ การเดิน การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือการออกกำลังกายแบบไดนามิก (Dynamic Activities) เช่น การเต้น การเล่นบาสเก็ตบอล
- ปรับแผนการออกกำลังของคุณได้อย่างใจ: คุณสามารถจัดแผนการออกกำลังกายของคุณเองให้เหมาะกับเป้าหมายส่วนตัว
เกียร์ สปอร์ต: สมาร์ทวอทช์อเนกประสงค์เพื่อไลฟ์สไตล์แอคทีฟแบบสมดุล
เกียร์ สปอร์ต สวยงามทันสมัยและสามารถใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยรูปลักษณ์เรียบง่าย ตัวเรือนทรงกลม จอภาพ Super AMOLED ขนาด 1.2 นิ้ว ผ่านการพัฒนายูสเซอร์อินเตอร์เฟซให้ดียิ่งขึ้น ง่ายต่อการอ่านค่าข้อมูลหน้าจอแม้ขณะกำลังเคลื่อนไหว ด้วยเกียร์ สปอร์ต ใหม่ ผู้ใช้งานจะสามารถบรรลุถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งด้านสุขภาพ ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการจัดการด้านโภชนาการ และได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ แม้อยู่ในโหมดออฟไลน์
ด้วยการออกแบบมาให้มีมาตรฐานความทนทานระดับกองทัพ ทำให้เกียร์ สปอร์ตมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ด้วยตัวเรือนที่สามารถเปลี่ยนสายมาตรฐานขนาด 20 มิลลิเมตรได้ในหลากหลายสีสันตามชอบใจ ทำให้ เกียร์ สปอร์ต เป็นแอกเซสเซอรี่ที่เหมาะสำหรับทุกโอกาส แม้ว่าเพิ่งออกกำลังฟิตเนส เพียงเปลี่ยนสายนาฬิกาใหม่ ก็สามารถไปแฮงค์เอาท์ต่อกับเพื่อนได้แล้ว เกียร์ สปอร์ต มีให้เลือกในสีน้ำเงินและสีดำ โดยมาพร้อมฟังก์ชั่นพื้นฐานได้แก่:

- ควบคุมอุปกรณ์ของซัมซุงที่ติดตั้งระบบไอโอที (IoT – Internet of Things) ผ่านซัมซุง คอนเนก (Samsung Connect)
- ทำงานเหมือนรีโมทคอนโทรล ไม่ว่าจะเป็นการพรีเซ็นต์งานด้วย PowerPoint หรือใช้ควบคุมชุดเกียร์ วีอาร์ (Gear VR Headset)
- ชำระเงินค่าสินค้าต่างๆ เพียงแค่การขยับข้อมือผ่าน ซัมซุง เพย์ (ด้วยการใช้ NFC เท่านั้น)
เกียร์ ฟิต 2 โปร: ฟิตเนสแบนด์ล้ำยุคพร้อม GPS ในตัว
นอกเหนือไปจากความสามารถในการตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจและระบบติดตามการว่ายน้ำแล้ว เกียร์ ฟิต 2 โปร ใหม่ ยังติดตั้ง GPS ในตัว เพื่อจับความเคลื่อนไหวและระบุพิกัดของคุณไม่ว่าคุณกำลังวิ่งหรือปั่นจักรยานอย่างแม่นยำ โดยจอภาพทัชสกรีน Super AMOLED ของ เกียร์ ฟิต 2 โปร ขนาด 1.5 นิ้ว
แสดงผลแบบ High-Resolution พร้อมการอัปเดทแสดงผลค่าสถิติต่างๆ แบบเรียลไทม์ จอภาพใหม่ยังช่วยให้การแจ้งเตือนต่างๆ อ่านได้ง่ายยิ่งขึ้น ตัวสายรัดข้อมมือออกแบบใหม่ให้มีน้ำหนักเบาขึ้นและสะดวกสบายสำหรับทุกกิจกรรม
มีให้เลือกในสีดำและสีแดง ซึ่งการออกแบบอุปกรณ์ให้มีความอเนกประสงค์ทำให้เป็นแอกเซสเซอรี่สุดคูลเหมาะกับการออกกำลังกายทุกโอกาส
เกียร์ ไอคอนเอ็กซ์: หูฟังเอียร์บัดไร้สายสวมใส่สบาย
เกียร์ ไอคอน เอ็กซ์ หูฟังเอียร์บัดไร้สายจะทำให้คุณสามารถฟังเพลงโปรดได้อย่างง่ายดาย ช่วยให้ชีวิตประจำวันสนุกสนานได้เต็มที่ และสามารถช่วยให้คุณออกกำลังกายได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น เพลินเพลินกับเสียงดนตรีได้แม้ในโหมดออฟไลน์โดยสามรถโอนเพลงจาสมาร์ทโฟนของซัมซุงหรือคอมพิวเตอร์มายังหูฟัง หรือเลือกฟังเพลงโปรดผ่านบลูทูธก็ยังได้ นอกจากนี้เกียร์ ไอคอน เอ็กซ์ ยังสามารถเชื่อมต่อกับผู้ช่วยอัจฉริยะบิกซ์บี้ (Bixby) เพียงแตะหรือกดที่หูฟังเอียร์บัด คุณก็สามารถสั่งงานด้วยเสียงเพื่อเลือกเพลงหรือควบคุมสมาร์ทโฟนได้อย่างล้ำหน้า
ดีไซน์ล่าสุดมาในสีดำ เทา และชมพู ซึ่งสวมใส่ได้สบายมากขึ้น และด้วยน้ำหนักที่เบา คุณจึงสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย สะดวกสบาย แถมยังสวยเทรนดี้อีกด้วย สำหรับผู้ใช้งานในฟิตเนส เกียร์ ไอคอนเอ็กซ์ ติดตามเส้นทางการวิ่ง (Tracking) ของคุณโดยอัตโนมัติ และมีฟีเจอร์โค้ชสอนการวิ่งส่วนตัว (Standalone Running Coach) ที่สามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการแตะไปที่หูฟังเอียร์บัดเพื่อเปิดการใช้งาน
โดยฟังก์ชั่นนี้จะช่วยอัปเดทสเตตัสการออกกำลังกายแบบเรียลไทม์โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์ ยิ่งไปกว่านั้น เกียร์ ไอคอนเอ็กซ์ ยังมาพร้อมชาร์ทเร็ว (Fast-Charging) และแบตเตอรี่ที่ปรังปรุงให้ใช้งานได้นานถึง 5 ชั่วโมงเมื่อฟังผ่านสตรีมมิ่งและ 7 ชั่วโมงเมื่อใช้งานแบบออฟไลน์ โดยมีหน่วยความจำภายในถึง 4 กิกะไบต์ ทำคุณสามารถสนุกไปกับประสบการณ์การฟังเพลงแบบไม่มีสะดุด
ถือได้ว่าการเปิดตัวอุปกรณ์ทั้ง 3 ที่เป็นอุปกรณ์สำหรับสวมใส่รุ่นใหม่ล่าสุดในตระกูล “ซัมซุง เกียร์” (Samsung Gear) เป็นอุปกรณ์ที่ตอบโจทย์คนสมัยใหม่ที่ห่วงใยในสุขภาพอย่างแท้จริง
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ส่งสองนักบิดจากไทย ร่วมทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแข่งขัน BMW Motorrad International GS Trophy 2018
คุณจักรกริช ถาวงษ์เพีย ตัวแทนประเทศไทย(คนซ้ายของภาพ) และมร.แอริส คิววาส จากประเทศฟิลิปปินส์ (คนกลาง) ผู้ชนะจากการแข่งขันรอบคัดเลือก BMW Motorrad GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 ซึ่งจะเข้าร่วมกับตัวแทนจากประเทศมาเลเซีย
เพื่อรวมตัวเป็นทีม Southeast Asia ชิงชัยในการแข่งขัน BMW Motorrad International GS Trophy 2018 ณ ประเทศมองโกเลีย
นอกจากนักแข่งชายแล้วยังมี คุณวันวิสาข์ ภิรมย์ นักแข่งหญิงไทยเพียงหนึ่งเดียวที่จะไปเข้าร่วมในการแข่งขัน International GS Trophy Female Qualifier ระดับนานาชาติ ณ ประเทศแอฟริกาใต้ในช่วงปลายปีนี้
เพื่อเฟ้นหาตัวแทนทีมหญิงไปเข้าร่วมการแข่งขัน BMW Motorrad International GS Trophy 2018 ณ ประเทศมองโกเลีย ในปีหน้า
โดยมีคณะผู้บริหารจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นำโดยคุณมาร์คุส เกลเซอร์ (ที่ 3 จากขวา) ผู้อำนวยการ บีเอ็ม ดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย และคุณกฤษฏา อุตตโมทย์ (ที่ 2 จากซ้าย) ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมแสดงความยินดี
BMW Motorrad International GS Trophy เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับโลกซึงจัดขึ้นทุก 2 ปี โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องควบมอเตอร์ไซค์ตระกูล GS เข้าฝ่าฟันกับบททดสอบในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บนสภาพพื้นผิวที่ท้าทาย หรือทักษะการทำงานเป็นทีม
สำหรับการแข่งขัน BMW Motorrad GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017 นั้น มีนักบิดเอ็นดูโร่เข้าร่วม 80 ท่าน ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชันทักษะในด้านการขับขี่แล้ว ยังเป็นบททดสอบในด้าน ทีมเวิร์ค เนวิเกชั่น เทคนิคและความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ ซึ่งจะทดสอบขีดจำกัดของทั้งผู้ขับขี่และมอเตอร์ไซค์ไปพร้อมๆกัน
GS Trophy SEA Qualifier 2017 เพื่อค้นหาตัวแทนจากประเทศไทยจัดขึ้นที่สนาม Atta Lakeside Resort Suite คีรีมายา เขาใหญ่ และนี่คือ highlight และความสนุกของการแข่งขัน #GSTrophy #MakelifearideTH



ผ่าแนวคิด เอมีลี่ ไล ผู้จัดการฝ่ายออกแบบ ด้านสีและวัสดุผลิตภัณฑ์ ฟอร์ด เอเชียแปซิฟิค รถสีไหนจะเป็นที่นิยมในอนาคต?
เมื่อถึงเวลาของการสร้างสรรค์สีใหม่ให้กับรถยนต์ นักออกแบบของฟอร์ดจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางสังคมและคาดการณ์ว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ต่างๆ จะส่งผลต่อความชื่นชอบในสีรถยนต์อย่างไร จากนั้น ผู้ออกแบบจะนำเอาความรู้ที่ได้เหล่านี้มาผนวกเข้ากับเทรนด์การออกแบบว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพื่อสร้างสีสันที่ดูทันสมัย ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบครึ่งทศวรรษหลังจากที่ได้เริ่มพัฒนา
การออกแบบสีของรถนั้นเริ่มต้นขึ้น 4 ปีก่อนหน้าที่จะมีการนำรถยนต์รุ่นนั้นๆ ออกจำหน่ายโดยนักออกแบบของฟอร์ดจะศึกษาเทรนด์หลักต่างๆ ที่สำคัญ “นักออกแบบของเรา มักจะไปไหนมาไหนด้วยกัน เพื่อศึกษาความเป็นไปต่างๆ ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ผลิตภัณฑ์และการออกแบบภายใน” เอมีลี่ ไล ผู้จัดการฝ่ายออกแบบ ด้านสีและวัสดุผลิตภัณฑ์ ฟอร์ด เอเชียแปซิฟิค กล่าว
เมื่อทีมออกแบบรู้ว่าเทรนด์การออกแบบจะเป็นไปในทิศทางใด พวกเขาจำเป็นที่จะต้องสวมบทเป็นนักสังคมศาสตร์ด้วย “การเลือกสีสันต่างๆ ไม่เพียงสะท้อนความเป็นตัวตนของคนเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงสถาพแวดล้อมรอบๆ ของเราด้วย” ไล อธิบายเพิ่มเติม “ตัวอย่างเช่น หากคุณอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยแรงกดดันและความเครียด สิ่งเหล่านี้จะส่งผลถึงการเลือกใช้สีและอารมณ์ของคุณตามไปด้วย”
ตัวอย่างที่ว่านี้ เห็นได้ชัดเจนหลังเหตุการณ์วิกฤตการเงินเมื่อปี 2551 ซึ่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจทำให้ผู้คนเป็นกังวลกับราคาขายต่อของรถยนต์ในตลาด ส่งผลให้รถยนต์แบบโทนสีเรียบๆ ครองยอดการจำหน่าย เพราะผู้ซื้อต่างให้ความสำคัญกับการดึงดูดผู้ซื้อต่อในอนาคตมากกว่าการเลือกสีเพราะความชอบส่วนตัว
ภาพจาก: hooniganracing.com
การบริโภคสินค้าและบริการโดยมีจิตสำนึกต่อส่วนรวมมากขึ้น (Guilt Free Consumption – GFC) ก็มีส่วนช่วยสนับสนุนการเลือกสีที่ดู ‘ปลอดภัย’ เพื่อสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกในเวลาต่างๆ ด้วยเช่นกัน การเลือกสีสันฉูดฉาดอาจทำให้ดูไม่เป็นมิตร หรืออาจแสดงถึงความไม่เคารพต่อเพื่อนร่วมสังคมก็เป็นได้
ภาพจาก: stocknews.com
ในขณะที่วิกฤตการเงินส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก ในทุกๆ ปีจะเกิดการปรับเปลี่ยนทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ในเอเชีย แปซิฟิค ที่ซึ่ง ไล ทำงานอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีน ประเทศที่คุณค่าและทัศนคติต่างๆ ของผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆ ไปกับความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารถยนต์สีขาวได้รับความนิยมน้อยลงมากเพราะผู้คนต่างมีความมั่นใจ และต้องการแสดงตัวตนผ่านสีต่างๆ
ภาพจาก: autocarpro.in
ส่วนในประเทศอินเดีย สภาพอากาศที่ร้อนระอุทำให้สีอ่อนๆ เป็นที่นิยมมากกว่า นอกจากนี้ ศาสนา การเมือง ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การทำงานของนักออกแบบเทรนด์สีรถยนต์ยากลำบากมากขึ้นไปด้วย
สำหรับประเทศไทย เราเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงด้านยอดขายโดยรถยนต์สีขาวกำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นมากที่สุด ในขณะที่สีดำซึ่งเป็นสียอดนิยมตลอดกาลก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
เทรนด์ของสีรถไม่ได้มาจากสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับประเภทของรถด้วยเช่นกัน รถซีดานคันใหญ่ที่บ่งบอกถึงความหรูหราและความเป็นนักธุรกิจ ทำให้การออกแบบรถซีดานสีชมพูสดใสกลายเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ในขณะที่รถซีดานคันเล็กอย่าง ฟอร์ด เอสคอร์ต รถสำหรับครอบครัวเฉพาะในประเทศจีน เหมาะกับสีขาวสดใส
ส่วนรถเอสยูวีสำหรับคนรักชีวิตกลางแจ้ง สีบรอนซ์ธรรมชาติ หรือสีทองแดงจึงเป็นที่นิยมมากกว่า สำหรับรถกระบะซึ่งคนทั่วไปมักนึกถึงความสมบุกสมบัน สีสว่างๆ ก็จะไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม เทรนด์การเลือกสีรถกระบะได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับไลฟ์สไตล์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น รถกระบะ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นไวล์ดแทรค สีพิเศษ สีส้ม ไพรด์ ออเร้นจ์ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก
“รถยนต์ฟอร์ดรุ่นต่างๆ ในเอเชีย แฟซิฟิคนั้นมีความหลากหลายและแตกต่าง และสีของรถที่เหมาะกับรถรุ่นหนึ่งกับในประเทศหนึ่งก็อาจจะไม่เหมาะสมในอีกประเทศ” ไล กล่าว “และนี่คือความท้าทายที่ทำให้พวกเราไม่เคยหยุดอยู่กับที่”
รถยนต์รุ่นต่างๆ ส่วนใหญ่ จะมีสีหลักๆ ที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง อาทิ สีขาว สีดำ และสีสดๆ อย่างสีแดง สีเหล่านี้เป็นที่ยอมรับและไม่ต้องมีการปรับเปลี่ยนมากเท่าไหร่ แต่เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง นวัตกรรมของเทคโนโลยีการพ่นสีรถที่เกิดขึ้น จะทำให้การเปลี่ยนสีรถมีความคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น การปรับเปลี่ยนดีไซน์ของรถยนต์ก็มีผลต่อสีของรถด้วยเช่นกัน
“เมื่อรูปทรงรถหรือการเลือกใช้วัสดุเปลี่ยนไป การพ่นสีรถก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน” ไล กล่าว นั่นหมายถึง หากรูปทรงของรถได้รับการออกแบบให้ดูโฉบเฉี่ยว หรือเป็นแนวสปอร์ตมากขึ้น สีสันโดดเด่นสดใส ก็จะได้รับความนิยมเพราะสื่อให้เห็นถึงความปราดเปรียวของรถได้เป็นอย่างดี
ภาพจาก: CarNewsChina.com
การทำงานอยู่กับเทรนด์การออกแบบท่ามกลางวัฒนธรรมที่หลากหลายเปรียบเสมือนนักเล่นกลที่เต็มไปด้วยความท้าทาย แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ความสำเร็จที่ได้รับยิ่งหอมหวานกว่าเดิม เรื่องราวความสำเร็จที่น่าประหลาดใจเรื่องหนึ่งของ ไล ก็คือ สี “Archon Bronze” ซึ่งเป็นสีที่เธอได้ช่วยสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับรถฟอร์ด เอสคอร์ต ที่จำหน่ายเฉพาะในประเทศจีน ได้กลายเป็นสีรถยอดนิยมที่ขายดีเป็นอันดับสองของฟอร์ด เอสคอร์ต ไล กล่าวว่า “ฉันคิดว่าสิ่งที่ทำให้สีนี้เป็นที่นิยมสำหรับรถยนต์ครอบครัว ก็เพราะว่าสี Archon Bronze นี้ไม่มืดทึมเหมือนสีดำหรือเทา แต่หากเป็นสีบรอนซ์ที่มีประกายทอง” ไล ยังมีส่วนร่วมในการคิดค้นสีใหม่ “Shadow Gold” ให้กับฟอร์ด เอสคอร์ต ซึ่งได้กลายมาสียอดนิยมที่ขายดีเป็นอันดับ 3 สำหรับรถรุ่นนี้ นับเป็นสองโทนสีใหม่ที่ได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด
ไล และเพื่อนร่วมงานของเธอยังคงทำงานกันอย่างต่อเนื่องสำหรับสีใหม่ๆ ในอนาคต และดูเหมือนว่าความหม่นหมองจากวิกฤตการเงินได้กลายเป็นเรื่องในอดีต “เราสังเกตเห็นว่า คนรุ่นใหม่ๆ เป็นกลุ่มที่มีความคิดเชิงบวกที่มาควบคู่กับความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้มีการใช้โทนสีที่สดใสมากยิ่งขึ้น ” ไล กล่าว “ในอนาคต รถแนวสปอร์ตจะมีสีสว่างสดใสมากขึ้น และมีแนวโน้มใช้สีที่เด่นชัดมากยิ่งขึ้นเพื่อเน้นอุปกรณ์บางชิ้นส่วนหรือหลายชิ้นส่วนให้โดดเด่น”
