GWM รับประกันเครื่องดีเซล 1 ล้านกิโลเมตร?
GWM (Thailand) เดินหน้ายกระดับสู่การเป็นแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงาน เพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั่วโลก ภายใต้แนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน ทุกทางเลือกพลังงาน และทุกกลุ่มผู้ใช้” (All Scenarios – All Powertrains – All Users) ล่าสุด GWM (Thailand) ได้หยิบยกประเด็นที่ผู้ใช้รถยนต์ดีเซลในไทยกังวลมากที่สุด คือ ความมั่นใจในการใช้งานหลังผ่านพ้นระยะรับประกันมาตรฐานของตลาดทั่วไป ที่มักอยู่ที่ 150,000 กิโลเมตร หรืออายุการใช้งาน 5 ปีขึ้นไป ซึ่งถือเป็น “ระยะวิกฤต” ที่เจ้าของรถหลายคนกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาและการซ่อมบำรุงที่จะตามมา
เพื่อคลายความกังวลนี้ GWM ชูความมั่นใจด้วย นวัตกรรมเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ที่พัฒนาขึ้นเอง และถูกติดตั้งใน GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL โดยมาพร้อม การรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลยาวนานถึง 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดถึงก่อน) ซึ่งเหนือกว่ามาตรฐานในตลาดทั่วไปอย่างชัดเจน
เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุด คำตอบที่ใช่ด้านคุณภาพและความทนทาน
หนึ่งความกังวลใจของผู้ใช้งานในไทย คือ ความไม่มั่นใจในเทคโนโลยีดีเซลจากประเทศจีน ทั้งนี้ GWM เป็นแบรนด์ที่เกิด และเติบโตมาจากเครื่องยนต์ดีเซล ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งในประเทศจีนกว่า 30 ปี การันตีด้วยผู้ใช้เครื่องยนต์ดีเซลเกือบ 2 ล้านคน ใน 170 ประเทศและทุกภูมิภาคทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศแอฟริกาใต้ ละตินอเมริกา สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และรัสเซีย ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความนิยมและความน่าเชื่อถือของเครื่องยนต์ดีเซลของ GWM ในระดับโลก
GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL มีการรับประกันเครื่องยนต์ที่ยาวนานที่สุดในไทย โดยกล้ารับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1 ล้านกิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) โดยครอบคลุมชิ้นส่วนหลักของเครื่องยนต์ 5 ส่วน ได้แก่
- ฝาครอบฝาสูบเครื่องยนต์และชิ้นส่วนภายใน
- ฝาสูบเครื่องยนต์และชิ้นส่วนภายใน
- เสื้อสูบเครื่องยนต์ส่วนบนและชิ้นส่วนภายใน
- เสื้อสูบเครื่องยนต์ส่วนล่างและชิ้นส่วนภายใน
- อ่างน้ำมันเครื่องยนต์และชิ้นส่วนภายใน
การกล้ารับประกันเครื่องยนต์ดีเซลในระยะทางยาวนานถึง 1 ล้านกิโลเมตร หรือ 8 ปี* คือการตอกย้ำถึงความมั่นใจในคุณภาพและความทนทานของเครื่องยนต์ และเป็นการสะท้อนความจริงใจของ GWM (Thailand) ที่ต้องการดูแลลูกค้าในระยะยาว และสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ใช้งาน ว่าการเลือก GWM TANK Series คือการลงทุนในการใช้ชีวิตและการเดินทางที่ชาญฉลาดและยั่งยืน สำหรับผู้ที่สนใจ GWM TANK 300 DIESEL และ NEW GWM TANK 500 DIESEL
สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด มาพร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน มอบพละกำลังสูงสุดถึง 184 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตรแบบต่อเนื่องหรือแฟตทอร์คที่ 1,500-2,500 รอบต่อนาที ทำให้การออกตัวและการขับขี่ในพื้นที่ที่มีความท้าทายเป็นไปได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีดที่มีช่วงอัตราทดเกียร์ที่กว้างถึง 8.843 ทำให้รถสามารถเปลี่ยนเป็นเกียร์ 9 ได้ที่ความเร็วเพียง 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ช่วยให้เครื่องยนต์สามารถปรับอัตราการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับการขับขี่ในแต่ละสภาพถนน และสอดคล้องกับการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นออกไป เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ใหม่ของ GWM มาพร้อมกับเทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนของเครื่องยนต์และลดเสียงรบกวน NVH (Noise, Vibration, Harshness) ที่ยอดเยี่ยม ด้วยการออกแบบใหม่ของท่อไอเสีย เพลาลูกเบี้ยวปั๊มน้ำมันเครื่อง ท่อน้ำมันแรงดันสูง สายพาน Timing และ Balance Shaft จึงทำให้ห้องเครื่องยนต์มีระดับเสียงต่ำกว่า 68 เดซิเบลในช่วง idle speed ให้ประสบการณ์การขับขี่ที่เงียบสงบ นิ่ง ไม่สั่น ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย
และเพื่อยืนยันประสิทธิภาพดังกล่าว เครื่องยนต์ดีเซล 2.4T ยังผ่านการทดสอบในสภาพอากาศหนาวและร้อนสุดขั้ว 300 ชั่วโมง ทดสอบการทำงานที่ความเร็วรอบสูงสุด 500 ชั่วโมง ทดสอบการรับน้ำหนักในสภาวะต่าง ๆ 650 ชั่วโมง รวมถึงการทดสอบในสภาพถนนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันถึง 76 รูปแบบทั่วโลก โดยมีระยะทางรวม 6 ล้านกิโลเมตร ซึ่งการทดสอบเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพและความทนทานเพื่อรองรับการใช้งานหนักในระยะยาว ภายใต้สภาพถนนที่หลากหลายและท้าทายของประเทศไทย ไม่ว่าจะขับขี่ในเมืองหรือออกทริปต่างจังหวัดแบบสมบุกสมบัน
ใครที่ยังลังเลสามารถไปทดลองขับได้ที่ GWM Partner Store ทั้ง 72 แห่งทั่วประเทศ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่GWM Application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888
#GWMTANK300DIESEL #NEWGWMTANK500DIESEL #GWMTANK #GWMThailand
NEW MG IM6 รถพลังไฟฟ้าพรีเมียมความปลอดภัยระดับ 5 ดาว Euro NCAP
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งาน NEW MG IM6 รถ e-SUV อัจฉริยะ ด้วยการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวสูงสุดจาก Euro NCAP ซึ่งผลคะแนนดังกล่าวมาจากการประเมินผลการทดสอบอย่างครอบคลุมในทุกมิติ โดยองค์กรอิสระที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ตอกย้ำบทบาทของ NEW MG IM6 ในฐานะ “The First-ever Premium Intelligent e-SUV” ที่ไม่เพียงแต่มอบเทคโนโลยีอัจฉริยะเหนือระดับ แต่ยังผสานมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก
2025 Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ได้เผยการวัดผลคะแนน NEW MG IM6 ในแต่ละด้าน ได้แก่ ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารผู้ใหญ่ (Adult Occupant) ความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant) ความปลอดภัยสำหรับคนเดินถนน (Pedestrian) และระบบช่วยเหลือความปลอดภัย (Safety Assist) ซึ่งผ่านการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์อย่างเข้มงวด สามารถคว้าระดับความปลอดภัย 5 ดาว จากมาตรฐาน Euro NCAP ดังนี้
- การปกป้องผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ (Adult Occupant Protection) อยู่ที่ 90% มีการทดสอบด้านความปลอดภัยทั้งการชนด้านหน้าและด้านข้าง พบว่าห้องโดยสารของ NEW MG IM6 ยังมีความเสถียร ปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกตำแหน่งได้อย่างดี พร้อมลดแรงกระแทกด้วยระบบถุงลมนิรภัยรอบคัน ทั้งด้านหน้าและด้านข้าง รวมถึงเบาะหน้าพร้อมพนักพิงศีรษะช่วยป้องกันอาการบาดเจ็บขณะชนท้าย นอกจากนี้ประตูสามารถปลดล็อคได้ในกรณีที่รถจมน้ำ เพิ่มความมั่นใจด้านความปลอดภัยสำหรับผู้โดยสารทุกที่นั่ง
- การปกป้องผู้โดยสารเด็ก (Child Occupant Protection) อยู่ที่ 85% ในการทดสอบชนทั้งด้านหน้า และด้านข้าง พบว่า NEW MG IM6 ให้การปกป้องที่ดีเยี่ยมสำหรับทุกส่วนสำคัญของร่างกาย ทั้งหุ่นทดสอบจำลองเด็กอายุ 6 ปี และ 10 ปี นอกจากนี้ ถุงลมนิรภัยด้านหน้าสามารถปิดการทำงานได้เพื่อให้สามารถติดตั้งเบาะนิรภัยเด็กแบบหันหน้าไปด้านหลังในตำแหน่งดังกล่าวได้อย่างเหมาะสม และมีการแสดงข้อมูลชัดเจนแก่ผู้ขับขี่เกี่ยวกับสถานะของถุงลมนิรภัย
- การปกป้องความเสี่ยงของผู้ใช้ถนน (Vulnerable Road Users) อยู่ที่ 83% ระบบความปลอดภัยของ NEW MG IM6 ออกแบบมาเพื่อลดแรงกระแทกเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ที่สามารถตรวจจับและตอบสนองต่อผู้ใช้ถนน เช่น คนเดินเท้า ผู้ขี่จักรยาน และมอเตอร์ไซค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และระบบยังปกป้องผู้ที่อยู่ด้านหลังรถและยานพาหนะอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ NEW MG IM6 ยังติดตั้งกล้องรอบคันเพื่อช่วยป้องกันการเปิดประตูกระแทกรถจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ด้านผู้ขับ
- ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือด้านความปลอดภัย (Safety Assist) อยู่ที่ 87% โดยได้นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยที่เข้ามาช่วยเหลือผู้ขับขี่ ทั้ง ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB) ที่ทำงานได้ดีทั้งกับยานพาหนะรอบคัน ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัย ทั้งเบาะโดยสารด้านหน้าและหลัง ระบบตรวจสอบสถานะคนขับ (Direct Driver Monitoring System) สามารถตรวจจับอาการเหนื่อยล้าได้ ระบบช่วยเหลือการขับขี่ให้อยู่ในช่องทางจราจร (Emergency Lane Keeping) ที่ช่วยปรับทิศทางและประคองรถเมื่อออกนอกเลนและเข้าช่วยในสถานการณ์คับขัน รวมถึง ระบบช่วยเหลือด้านความเร็ว (Adaptive Cruise Control) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกให้ระบบตั้งค่าการจำกัดความเร็วได้โดยอัตโนมัติ

NEW MG IM6 รถพลังไฟฟ้าอัจฉริยะพรีเมียม มาพร้อมแชสซีดิจิทัลอลูมิเนียม สมรรถนะสูงสุด 778 แรงม้า แรงบิด 802 นิวตันเมตร ระยะทางวิ่งไกลสุด 750 กม./ชาร์จ (NEDC) รองรับสถาปัตยกรรมไฟฟ้าแรงดันสูง 800V ชาร์จ 10–80% ได้ใน 18 นาที ใช้แบตเตอรี่พัฒนาร่วมกับ CATL มาตรฐาน EU ปลอดภัยสูง พร้อมฟีเจอร์เด่น เช่น ระบบเลี้ยว 4 ล้อ, จอดอัจฉริยะ One Touch, ถอยอัตโนมัติ 100 เมตร, Intelligent Rainy Night Mode และช่วงล่างถุงลมปรับอัตโนมัติ โครงสร้างเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงกว่า 80% ถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่ง (รวม Center Airbag) ผ่านมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP 5 ดาว มุ่งเน้นทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยี และความปลอดภัยครบครัน

NEW MG IM6 มีให้เลือก 3 รุ่นตามไลฟ์สไตล์ผู้ใช้
-
Premium 2WD เน้นหรูหราและเทคโนโลยีอัจฉริยะ ราคา 1,299,900 บาท
-
Premium Long Range วิ่งไกลสุด 750 กม./ชาร์จ เหมาะเดินทางไกล ราคา 1,499,900 บาท
-
Performance AWD สมรรถนะสูง มอเตอร์คู่ แบตฯ 100 kWh เร่ง 0–100 กม./ชม. ใน 3.48 วินาที พร้อมช่วงล่างถุงลม ราคา 1,699,900 บาท
*ระยะเวลาในการชาร์จขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังไฟของเครื่องชาร์จ
พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “การที่ NEW MG IM6 ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP ถือเป็นเครื่องยืนยันความเป็น “โกลบอลโมเดล” อย่างแท้จริง เพราะไม่ได้เป็นเพียง “The First-ever Premium Intelligent e-SUV” ที่โดดเด่นด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมการออกแบบที่เน้นความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลซึ่งนับเป็นรถยนต์ เอ็มจี รุ่นที่สองของปีนี้ที่ได้รับการรับรองระดับสูงสุด ต่อจาก NEW MG S5 EV ความสำเร็จที่ต่อเนื่องนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เอ็มจี ที่จะยกระดับยนตรกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ควบคู่ไปกับดีไซน์และสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า พร้อมสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวด้วยเครือข่ายศูนย์บริการครบวงจรกว่า 125 แห่งทั่วประเทศ ความพร้อมของคลังอะไหล่ รวมถึงการรับประกันแบตเตอรี่แรงเคลื่อนสูง ชุดมอเตอร์ขับเคลื่อน และชุดควบคุม ตลอดอายุการใช้งาน (LIFETIME WARRANTY) เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในทุกการเดินทางและตลอดการใช้งานรถยนต์ได้อย่างไร้กังวล”
ทั้งนี้ รถที่ใช้ทดสอบ Euro NCAP (European New Car Assessment Programme) ในครั้งนี้ เป็นรถ MG IM6 ที่จำหน่ายในยุโรป
โดยมีองค์กรที่เกิดจากความร่วมมือของกระทรวงคมนาคมในสหภาพยุโรป สมาคมยานยนต์ และสมาคมประกันภัยในประเทศต่าง ๆ โดยมีหน้าที่ในการทดสอบการชน (Crash Test) และการประเมินความปลอดภัยของรถยนต์ที่ครอบคลุมในทุกมิติ
#MGThailand #MGCarsTH #PassionDrives #EVPIONEER #NEWMGIM6
‘Thailand Green Tourism Plan 2030’ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป้า Top 100 ระดับโลก!
นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เราไม่เพียงแต่เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ การเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก เรามุ่งยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป และด้วยแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืน ครอบคลุมและทั่วถึง จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้”
ภายในงานได้มีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทย “Thailand Good Travel” ที่เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าการเดินทางในประเทศไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “เพื่อให้การดำเนินงานตามแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการท่องเที่ยวได้วางกิจกรรมสำคัญหลายด้านภายใต้โครงการฯ โดยได้เปิดรับสมัคร ‘Thailand Green Coach’ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองและสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป
“การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่การได้รับรองมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากลและโอกาสในการเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition ซึ่งในปีนี้กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ 30 รายเข้าประกวด และจะมีการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการรับรองและสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก นำไปสู่การสร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว” นายจาตุรนต์กล่าวเสริม
ผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อเตรียมความพร้อม สามารถติดตามรายละเอียดและสิทธิประโยชน์ทางการตลาดได้ที่ Thailandgreenplan2030.com Facebook: Thailand Green Tourism Plan 2030
“Central Dolce Italia” เผยมนต์เสน่ห์แห่งอิตาลี 3 ก.ย. 68 – 31 ต.ค. 68 ที่ห้างเซ็นทรัล
ธาพิดา นรพัลลภ กรรมการผู้จัดการฝ่ายบริหารสินค้าออมนิชาแนล กลุ่มห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ในเครือเซ็นทรัลรีเทล กล่าวว่า “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ห้างเซ็นทรัลได้จัดงาน Central Dolce Italia อย่างต่อเนื่อง โดยครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 ในฐานะหนึ่งในมหกรรมสำคัญแห่งปี ที่ให้ลูกค้าคนสำคัญของเราทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ได้สัมผัสเสน่ห์และเอกลักษณ์ของแบรนด์และสินค้าจากอิตาลี ซึ่งมีความพิเศษคือความพิถีพิถันระดับมาสเตอร์พีซ เปี่ยมด้วยคุณภาพ ความหรูหรา และความงามที่ไร้กาลเวลา สะท้อนถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของอิตาลี ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของห้างเซ็นทรัลในการยกระดับประสบการณ์ให้เป็นมากกว่าการช้อปปิ้ง แต่คือการเปิดโลกแห่งแรงบันดาลใจ ศิลปะ และรสนิยมระดับสากลสู่ผู้บริโภค และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global Shopping Destination อย่างเต็มภาคภูมิ”
ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด
- สินค้า Made in Italy กว่า 72 แบรนด์ คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ครอบคลุมตั้งแต่แฟชั่นเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า แบรนด์บิวตี้ สกินแคร์ ไปจนถึงของใช้ในบ้านระดับพรีเมียม
- การขับร้องเพลงโอเปร่าและดนตรีสดสไตล์อิตาเลียน การสาธิตทำอาหารและเวิร์กช็อป
- A TASTE OF LA DOLCE VITA จะจัดขึ้นเป็นครั้งแรก! ณ Luxe Galerie ห้างเซ็นทรัลชิดลม ชั้น 1 ระหว่างวันที่ 3 ก.ย. 2568 ถึง 7 ก.ย. 2568 มาร่วมเปิดประสบการณ์แห่งรสชาติอิตาเลียนในบรรยากาศสุดหรูใจกลางกรุงเทพฯ ให้เหล่านักช้อปร่วมดื่มด่ำรสชาติแห่งอิตาลีในบรรยากาศสุดหรู และเพลิดเพลินกับการชิมไวน์และเครื่องดื่มชั้นเลิศจากอิตาลี โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตลอดงาน และพลาดไม่ได้กับ Mozza Aperitivo Happy Hour ที่พร้อมเสิร์ฟความสดชื่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของอิตาลีให้ได้ลิ้มลอง ตั้งแต่เวลา 17:00 – 20:00 น. และสัมผัสเมนู Italiano Americano จาก %Arabica Bar ที่รังสรรค์พิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น พร้อมเสิร์ฟให้ได้ลิ้มลองตั้งแต่เวลา 17:00 – 22:00 น.
- ตลอดเดือน ก.ย.นี้ เตรียมพบกับประสบการณ์สุดพิเศษที่ผสานแฟชั่น ความงาม ไลฟ์สไตล์ และรสชาติระดับสากลไว้ในที่เดียว ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม หลากหลายกิจกรรมรอให้คุณมาสัมผัส ตั้งแต่เวิร์ก ช็อปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การแสดงดนตรีสด ไปจนถึงเมนูและบริการพิเศษจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก
ภายในงาน Central Dolce Italia รวบรวมแบรนด์อิตาเลียนชั้นนำหลากหลายหมวดหมู่ ตั้งแต่แฟชั่น บิวตี้ ไปจนถึงของตกแต่งบ้าน จัดสรรเป็นโซนอย่างมีสไตล์ เพื่อให้การเลือกสรรเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ ดังนี้
- แบรนด์ที่มีเฉพาะห้างเซ็นทรัล Moschino Kids, EA7, Emporio Armani Men Underwear, Emporio Armani Women Underwear, Emporio Armani Junior
- พร้อมแบรนด์ดังอย่าง Versace Underwear, Versace Kids, The Attico, Sergio Rossi, C.P. Company, Barrow, Giorgio Armani, Bitossi Home
- แบรนด์แฟชั่น: Furla, Coccinelle, Weekend Max Mara, Emilio Pucci, Emporio Armani, Armani Exchange, Missoni, Tod’s, Diesel, Versace, DOLCE&GABBANA, Fendi, Prada, Bottega Veneta, Gucci, Miu Miu, Giuseppe Zanotti, René Caovilla, Luigi Batani, Maurizio, Doucals
- แบรนด์ของใช้ภายในบ้าน: Dr. Vranjes, Bialetti, Ballarini, Bormioli, Abert, Flonal, Pedrini, Alessi, Broggi, RCR
- แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า: De’Longhi, SMEG, Gaggia, Illy
แบรนด์ความงาม: Armani Beauty, Prada Beauty, Valentino Beauty, Gucci Beauty, DOLCE&GABBANA, Versace Fragrance, Moschino Fragrance, Ferragamo Fragrance - แบรนด์แว่นตา: Gucci, Prada, DOLCE&GABBANA, Fendi, Versace, Miu Miu, Emporio Armani, Ferrari Cavallino, Brunello Cucinelli
ปีนี้ ห้างเซ็นทรัลยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์ประสบการณ์ช้อปปิ้งระดับโลก ด้วยการยกระดับความร่วมมือกับ สำนักงานพาณิชย์อิตาเลียนประจำประเทศไทย (ITA) เปิดตัว 5 แบรนด์อิตาเลียนใหม่ ที่จะมาสร้างสีสันและเติมเต็มความหลากหลายให้กับงาน Central Dolce Italia ได้แก่
- Manebi แบรนด์รีสอร์ตแวร์ดีไซน์อิตาเลียนที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งฤดูร้อนอันไม่มีที่สิ้นสุด ผ่านรองเท้าเอสปาดริลล์ หนังแท้ กระเป๋าราฟเฟีย และชุดว่ายน้ำ ผลิตจากวัสดุรักษ์โลกอย่างฝ้ายออร์แกนิก ลินิน ไนลอนรีไซเคิล และปอกระเจาธรรมชาติ ร่วมมือกับช่างฝีมือในอิตาลี สเปน อินเดีย และมาดากัสการ์ เพื่อสร้างงานแฟชั่นที่ทั้งสวยงามและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
- Mauna Kea แบรนด์ลักซ์ชัวรีร่วมสมัยที่ออกแบบและผลิตในอิตาลี โดดเด่นด้วยแรงบันดาลใจจากสตรีทแวร์ วัฒนธรรมใต้ดิน และธรรมชาติ ผสมผสานลายพิมพ์และเทคนิคพิเศษอย่าง Tie Dye, Shibori, Vaporized Prints และ Eco-Ethic Discolorations กับวัสดุประสิทธิภาพสูงและดีไซน์ล้ำสมัย
- Prosperine แบรนด์รองเท้าบัลเลต์แฟลตคุณภาพสูงที่ก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 สืบทอดงานฝีมือแบบดั้งเดิมควบคู่กับนวัตกรรม เลือกใช้หนังและผ้าชั้นเลิศ ผลิตด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด เพื่อมอบความสวยงามและความสบายให้กับผู้สวมใส่
- Arcadia แบรนด์เครื่องหนังที่ภาคภูมิใจในงานฝีมืออิตาเลียนแท้ โดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยที่เหนือกาลเวลา ใช้วัสดุคุณภาพสูงทุกชิ้น พร้อมแนวคิด Alternative Luxury ที่ผสมผสานความงาม ความยั่งยืน และการแสดงออกถึงตัวตนอย่างมีเอกลักษณ์
- Iuri แบรนด์เครื่องหนังที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ตู้คอนเทนเนอร์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนย้ายและการเชื่อมโยงโลกเข้าด้วยกัน ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์สู่ดีไซน์ที่มีโครงสร้างชัดเจนและสะท้อนความเชื่อมโยงระหว่างการเดินทางกับแฟชั่น
ร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในการเลือกสรรสินค้าอิตาลีคุณภาพเยี่ยม พร้อมอัปเดตเทรนด์แฟชั่นล่าสุดจากแบรนด์ชั้นนำ และเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมสุดพิเศษที่จัดเต็มทั้งความสนุกและความหรูหรา ในงาน Central Dolce Italia ซึ่งจะจัดขึ้นใน 3 พื้นที่หลักทั่วประเทศ เริ่มต้นที่กรุงเทพฯ ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม ระหว่างวันที่ 3 ก.ย. 2568 – 30 ก.ย. 2568 และขยายการจัดงานไปยังภูมิภาคเป็นครั้งแรก ที่ภาคเหนือ ณ ห้างเซ็นทรัล เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10 ต.ค. 2568 – 16 ต.ค. 2568 และปิดท้ายที่ ห้างเซ็นทรัล ภูเก็ต ระหว่างวันที่ 24 ต.ค. 2568 – 31 ต.ค. 2568
พิเศษ! เมื่อช้อปสินค้าแบรนด์อิตาเลียนที่ร่วมรายการภายในงานครบ 10,000 บาท หรือตามเงื่อนไขที่กำหนด รับทันที แก้วกาแฟเอสเปรสโซคัพเซตสุดพรีเมียม หรือช้อปครบ 5,000 บาท รับกระเป๋า Dolce Italia เป็นของสมนาคุณพิเศษเพื่อเติมเต็มบรรยากาศสไตล์อิตาเลียนให้ครบทุกอรรถรส ระหว่างวันที่ 3 ก.ย. 2568 – 31 ต.ค. 2568 พร้อมช้อปสะดวกผ่านทุกช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น CENTRAL APP, เว็บไซต์ www.central.co.th, ช้อปผ่านบริการ Central Chat & Shop บนแพลตฟอร์ม Line @centralofficial, รวมถึงช้อปผ่าน Central Facebook Live และ Facebook Inbox ที่ facebook.com/CentralDepartmentStore
ไฮไลต์กิจกรรมพิเศษตลอดทั้งเดือน ก.ย. 2568 ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลม
- 3 ก.ย. 2568 – 7 ก.ย. 2568 ชั้น 1 โซน Food Market
เพลิดเพลินกับ Italian Aperitivo Hour (Happy Hour) สไตล์อิตาเลียนแท้ พร้อมบรรยากาศผ่อนคลายยามเย็น ลิ้มลองเมนูพิเศษ % Arabica Exclusive Menu ที่รังสรรค์ขึ้นเฉพาะช่วงนี้เท่านั้น สัมผัสรสชาติและเสน่ห์แห่งอิตาลีใน A Taste of La Dolce Vita - 1 ก.ย. 2568 – 30 ก.ย. 2568 ชั้น G Emporio Armani Beauty
บริการ Portrait Painting วาดภาพเหมือนสุดประณีตเป็นที่ระลึก - 3 ก.ย. 2568 – 30 ก.ย. 2568 ชั้น G Prada Beauty
บริการสกรีนข้อความส่วนตัวบนผลิตภัณฑ์ (Personalized Printing on Product) พร้อมวิเคราะห์สภาพผิว - 3 ก.ย. 2568 – 30 ก.ย. 2568 ชั้น G Valentino Beauty
บริการแต่งหน้าครบลุก (Full Makeup Service) โดยเมคอัพอาร์ทิสต์มืออาชีพ - 3 ก.ย. 2568 – 30 ก.ย. 2568 ชั้น G Gucci Beauty
บริการ Touch-up เติมความงามระหว่างวัน - 13 ก.ย. 2568 – 14 ก.ย. 2568 ชั้น G
ดื่มด่ำบทเพลงอิตาเลียนจากวง FIVERA ใน Italian Melodies\ - 20 ก.ย. 2568 – 21 ก.ย. 2568 ชั้น 5 Illy
เวิร์กช็อป Coffee Class เรียนรู้ศิลปะการชงกาแฟ - 27 ก.ย. 2568 ชั้น 5 De’Longhi
เวิร์กช็อป Cold Brew Class เปิดประสบการณ์กาแฟสกัดเย็น
“MEET THE STARFARER” รวมพลคนรักเบนซ์!
“STARFARER Social Club” คอมมูนิตี้ของผู้หลงใหลในยนตรกรรม Mercedes-Benz จัดงาน “MEET THE STARFARER” ขึ้นเป็นครั้งแรก ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของกลุ่มคนรักรถหรู โดยมีรถยนต์ Mercedes-Benz กว่า 100 คัน ตั้งแต่รุ่นคลาสสิกหายากอายุกว่า 70 ปี ไปจนถึงโมเดลใหม่ล่าสุด มาร่วมจัดแสดง รวมถึงกิจกรรมไลฟ์สไตล์และงานคราฟต์ ณ One Bangkok ใจกลางกรุงเทพมหานคร ท่ามกลางบรรยากาศที่ผสมผสานทั้งยนตรกรรม งานดีไซน์ และไลฟ์สไตล์เหนือระดับ
สยาม เศรษฐบุตร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง STARFARER Social Club เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของ STARFARER มาจากความหลงใหลใน Mercedes-Benz คลาสสิก และวันนี้เป็นการรวมกลุ่มคนที่มีแพสชั่นในรถ Mercedes-Benz ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่เข้าไว้ด้วยกัน เพราะมีหัวใจดวงเดียวกันคือดวงดาวสามแฉก เชื่อว่ากลุ่มจะขยายตัวต่อเนื่องจากสมาชิกกว่า 500 คนในปัจจุบัน และจะเติบโตยิ่งขึ้นในอนาคต เรามีแผนเดินทางจัดกิจกรรมสัญจรทั่วประเทศ ทั้งคาราวานท่องเที่ยวและกิจกรรมเพื่อสังคม เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่ผ่านสิ่งที่เรารัก โดยงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่ Car Meet แต่คือ Mercedes-Benz Community ที่เชื่อมโยงทั้งคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าเข้าด้วยกัน โดย STARFARER เปิดกว้างสำหรับทุกคน ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมรถคลาสสิก สายแต่งรถ หรือเพิ่งเริ่มเข้ามาในวงการ ทุกคนสามารถมาพบปะ แลกเปลี่ยน และสร้างมิตรภาพร่วมกันได้
“MEET THE STARFARER” จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามโดยไฮไลท์อย่าง 1955 Mercedes-Benz 300SL Gullwing มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ถือเป็นรถยนต์คลาสสิกหายาก มีอายุกว่า 70 ปี และมีเพียงไม่กี่คันในประเทศไทย ในงานนี้ก็เอามาให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด โดยในงานแบ่งเป็น 3 โซนหลัก ได้แก่
- โซนจัดแสดงรถยนต์ Mercedes-Benz กว่า 100 คัน ครอบคลุมทั้งรถหรูหายาก รถแต่ง Modified Zone รถวินเทจ และการนำเสนอ Cars Lifestyle Collaboration
- โซนสินค้าไลฟ์สไตล์และงานคราฟต์ ที่สะท้อนรสนิยม ความประณีต และวิถีชีวิตเหนือระดับ
- และโซน Private Member Zone @Chang Canvas พื้นที่พิเศษสำหรับสมาชิก STARFARER Social Club พร้อม Private Lounge ดินเนอร์สุดพิเศษ และการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง อาทิ Club49 Band, Topsie The Voice, Lipta, ป๊อด Moderndog และ เจ เจตริน ที่จัดขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะสมาชิกเท่านั้น ซึ่งรังสรรค์ความสนุกนี้ส่วนหนึ่งโดย ดร.เป้ อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ (ดร.เป้ Vietrio) นักดนตรีคลาสสิกระดับโลก Music Committee หนึ่งในสมาชิก STARFARER Social Club
การจัดงาน “MEET THE STARFARER” ครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความหรูหราและความหลงใหลใน Mercedes-Benz เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของ STARFARER Social Club ในการสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง ขับเคลื่อนแรงบันดาลใจ และมอบประสบการณ์เหนือระดับให้แก่สมาชิกและผู้หลงใหลในยนตรกรรมทั่วประเทศ
ภายในงานได้รับเกียรติจากเซเลบริตี้ เจ้าของและผู้หลงใหลในรถยนต์ Mercedes-Benz มากมาย อาทิ สยาม เศรษฐบุตร, พฤฒิรัตน์ รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์, ณัฐบูร ไตรณัฐี, พรพจน์ กาญจนหัตถกิจ, ทรัพย์เกษม เกษมทรัพย์, ดร.อัครวัฒน์ ศรีณรงค์ (ดร.เป้ Vietrio), ตุลย์ ตุลยเทพ, กระทิง ขุนณรงค์ และเจมมี่เจมส์ ธีรดนย์ ร่วมงานด้วย
#STARFARERSocialClub #MercedesBenzThailand
ปั้ม ‘บางจาก’ รับรางวัลสุดยอดห้องน้ำแห่งปี 2568
โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมพัฒนาห้องน้ำสาธารณะให้สะอาด เพียงพอ และปลอดภัย ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคติดต่อต่างๆ อีกทั้งห้องน้ำดีคือตัวชี้วัดความเจริญของเมืองนั้นๆ โดยผู้บริหารบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากรับมอบรางวัลจากนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ ศาลาว่าการ กทม. เมื่อวันที่ 2 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา
ค้นหาสถานีบริการน้ำมันบางจากได้ที่แอปบางจาก โหลดเลย IOS / Android / Huawei: bit.ly/3YxtmZP
#บางจาก #Bangchak #ปั๊มบางจาก #Bangchakstation #สถานีบริการน้ำมันบางจาก
ฉลองครบรอบ 4 ปี GWM ORA Good Cat เอาใจ Gen Z กับแคมเปญ “Good Cat, Good Start”
GWM ORA Good Cat มีด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ รุ่น PRO, ULTRA และ GT โดยรุ่น PRO และ ULTRA มีสีให้เลือก 5 สีได้แก่ สีเขียว Pistachio Green สีเบจหลังคาสีน้ำตาล และสีเขียวหลังคาสีขาว และสีใหม่ 2 เฉดสีได้แก่ สีใหม่ สีขาวหลังคาสีดำ พร้อมชุดแต่ง Black Package และสีฟ้า So Blue สำหรับรุ่น GT มาในสีเทา และสีดำ พร้อมชุดแต่งสปอร์ตสีเหลือง โดยมีราคาของแต่ละรุ่น (ก่อนหักส่วนลด 10%* สำหรับนิสิตและนักศึกษา) ดังต่อไปนี้
GWM ORA Good Cat รุ่น PRO ราคาเพียง 599,000 บาท
GWM ORA Good Cat รุ่น ULTRA ราคาเพียง 699,000 บาท
GWM ORA Good Cat รุ่น GT ราคาเพียง 829,000 บาท
นอกจากส่วนลดพิเศษ 10%* แล้วนั้น GWM ขอมอบสิทธิพิเศษเพิ่มเติม** ไม่ว่าจะเป็น ฟรีประกันภัยรถยนต์ ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี มูลค่าสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาท ฟรีฟิล์มกรองแสง ลามิน่า มูลค่า 11,900 บาท การรับประกันคุณภาพรถใหม่ เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันแบตเตอรี่ EV เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 180,000กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
GWM ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ออกแบบภายใต้แนวคิด “เกิดมาคิวท์ บิลท์มาเซฟ” นอกจากดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เหนือกาลเวลา แม้เรียนจบก็ยังคงความโดดเด่น ไม่ซ้ำใคร GWM ORA Good Cat ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศ ซึ่งผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ใช้เทคโนโลยี Short Blade Battery ที่มีความเสถียรสูง ที่มาพร้อมระบบจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะ (BMS) ที่สามารถตัดไฟอัตโนมัติภายใน 0.1 วินาทีเมื่อเกิดอุบัติเหตุ
โครงสร้างตัวถัง ทำมาจากเหล็กกล้า IronBone™ ที่มีความแข็งแรงสูง 65% และเหล็กเทอร์โมฟอร์ม 18 ชิ้น ซึ่งสามารถดูดซับ และลดแรงกระแทกเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก การันตีด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดระดับ 5 ดาว จาก Australasian New Car Assessment Program** (ANCAP) และจาก European New Car Assessment Programme** (Euro NCAP) ซึ่งทั้งสองสถาบันเป็นสถาบันประเมินรถยนต์ใหม่ตามมาตรฐานออสตราเลเซียและยุโรปตามลำดับ (**สำหรับรถยนต์ ORA Good Cat รุ่นที่วางจำหน่ายในยุโรปและออสเตรเลีย)
ทดลองขับ GWM ORA Good Cat ได้ที่ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ กว่า 72 แห่งทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ GWM Contact Center 02-668-8888 หรือ และเว็บไซต์ gwm.co.th
* สำหรับนิสิต นักศึกษา รับส่วนลดเงินสด 10% สูงสุดไม่เกิน 60,000 บาท เมื่อแสดงบัตรประจำตัวนิสิต นักศึกษา โดยจะต้องมีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป และบัตรนิสิต นักศึกษาจะต้องไม่หมดอายุ
4 เรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน! กับ 29 ปี ‘ฟอร์ด’ ในประเทศไทย
1.ความสำเร็จด้านยอดขาย พิสูจน์ความเชื่อมั่นจากลูกค้าไทย
นับตั้งแต่วันแรกที่เริ่มดำเนินธุรกิจในเมืองไทยจนถึงปัจจุบัน ฟอร์ดได้ส่งมอบรถยนต์ให้ลูกค้าชาวไทยไปแล้วกว่า 803,352 คัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2568) เป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความไว้วางใจอย่างต่อเนื่องจากผู้บริโภค นอกจากนี้ จากข้อมูล 4 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 25264-2568) พบว่า สีดำ เป็นสีที่ลูกค้าฟอร์ดในไทยนิยมมากที่สุดเพราะสะท้อนภาพลักษณ์ความเท่ แกร่งและความดุดันที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน
2.โรงงานคุณภาพ ส่งออกรถฟอร์ดไปยังทั่วโลก
ด้านการผลิต โรงงานทั้งสองแห่งของฟอร์ดที่จังหวัดระยอง ทั้งฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง และออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) ผลิตรถยนต์รวมแล้วกว่า 3.2 ล้านคัน หากนำมาจอดเรียงต่อกัน จะทอดยาวเป็นระยะทางจากระยองข้ามทวีปไปถึงชายฝั่งตะวันออกของประเทศแคนาดาเลยทีเดียว และด้วยกำลังการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ทุก ๆ 2 นาที จะมีรถฟอร์ดคันใหม่หนึ่งคันออกจากสายการผลิต พร้อมส่งมอบถึงมือลูกค้า เร็วกว่าเวลาที่ใช้ดริปกาแฟตอนเช้าเสียอีก
3.เจาะลึกหัวใจลูกค้าฟอร์ด ใครคือคนที่หลงรักแบรนด์นี้
ความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้งเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของฟอร์ด โดยกลุ่มลูกค้าหลักมีอายุระหว่าง 30-50 ปี แบ่งเป็นชาย 60% และมีลูกค้าผู้หญิงสูงถึง 40% ทำลายภาพจำแบบเดิมๆ ว่ารถฟอร์ดมีแต่ผู้ชายขับเท่านั้น ข้อมูลล่าสุดยังเปิดเผยว่าลูกค้าฟอร์ดประกอบอาชีพหลัก ได้แก่ เจ้าของธุรกิจ พนักงานบริษัทเอกชน และเกษตรกร กระจายตัวอยู่ใน 5 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น
ที่น่าสนใจคือ ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 สูงกว่าคู่แข่งทุกราย ขณะที่จันทบุรี ครองตำแหน่ง ‘เมืองแห่งฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์’ เป็นแหล่งรวมสาวกรถกระบะสุดทรงพลัง อันดับสองรองจากกรุงเทพฯ โดยส่วนใหญ่เป็นเจ้าของสวนที่มองหารถกระบะสมรรถนะสูงสุดเท่เป็น ‘รถในฝัน’ ที่พร้อมลุยไปด้วยกันในทุกเส้นทางชีวิต
4.ศูนย์กระจ่ายอะไหล่แห่งใหม่ ใหญ่เทียบเท่าสนามฟุตบอล 5.6 สนาม
ฟอร์ดไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญด้านคุณภาพรถยนต์ แต่ยังทุ่มเทกับบริการหลังการขาย ด้วยการเปิดศูนย์กระจายอะไหล่แห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่ถึง 40,000 ตารางเมตร เทียบเท่าสนามฟุตบอลมาตรฐาน 5.6 สนาม พร้อมคลังอะไหล่สำรองกว่า 4.3 ล้านชิ้น เพื่อให้ลูกค้าอุ่นใจได้ว่ารถฟอร์ดทุกคันจะได้รับการดูแลและพร้อมลุยในทุกเส้นทางอย่างไม่มีสะดุด
จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ฟอร์ดยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์ที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยคุณภาพผลิตภัณฑ์ ความเข้าใจลูกค้า และบริการหลังการขายที่มอบความอุ่นใจตลอดการใช้งาน ทำให้ฟอร์ดมีความพร้อมที่จะเดินหน้าสู่ทศวรรษที่ 3 อย่างแข็งแกร่ง พร้อม ‘ดุดันทุกสถานการณ์’ ไปกับคนไทยอีกนาน
ดิอาจิโอ เปิดตัว Zacapa ลักชัวรีรัมกลิ่นอายกัวเตมาลา
ซาคาป้าโดดเด่นด้วยกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน แตกต่างด้วยการใช้น้ำอ้อยบริสุทธิ์ (Virgin Sugar Cane) แทนกากน้ำตาล (Molasses) ที่ใช้ในรัมทั่วไป ซึ่งต้นอ้อยที่นำมาเป็นวัตถุดิบนั้นปลูกบนดินภูเขาไฟทำให้ได้รสชาติหวานอันเป็นเอกลักษณ์ จากนั้นรัมจะผ่านการบ่มแบบ Sistema Solera อย่างประณีต โดยเคลื่อนย้ายจากถังไม้โอ๊คหลากประเภทในความสูง 2,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ท่ามกลางอากาศเย็นและบริสุทธิ์ กระบวนการนี้มอบรสชาติซับซ้อนให้ Zacapa XO จากรัมอายุ 10–25 ปี พร้อมกลิ่นไม้โอ๊คคั่ว ดาร์กช็อกโกแลต ถั่วอบ คาราเมล และเปลือกส้ม ส่วน Zacapa No.23 เป็นการผสมผสานรัมอายุ 6-23 ปี บ่มในถังไม้ที่เคยใส่วิสกี้ เชอร์รี่ ให้รสหวาน นุ่ม กลมกล่อม พร้อมกลิ่นคาราเมล กาแฟ และวานิลลา
ภายในงานเปิดตัวซาคาป้าครั้งแรกในประเทศไทย จัดขึ้น ณ Nobu Bangkok ชั้น 57 ตึก The Empire โดยเนรมิตพื้นที่ให้เสมือนพาผู้ร่วมงานเดินทางข้ามทวีปสู่ประเทศกัวเตมาลา บ้านเกิดของซาคาป้า ผ่านบรรยากาศและองค์ประกอบศิลป์ที่สะท้อนเสน่ห์ของดินแดนนี้ โดยประกอบด้วยโซนจำลองภูมิทัศน์และวัฒนธรรมกัวเตมาลาภายใน Immersive Room และห้อง Mentoring Room ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการรังสรรค์ Zacapa XO และ Zacapa 23 ปี ไปจนถึงไฮไลต์ปิดท้ายของค่ำคืนด้วยการแสดงโชว์สุดพิเศษภายใต้คอนเซ็ปต์ “Aged Above the Clouds” ที่สะท้อนถึงจุดกำเนิดของซาคาป้าบนพื้นที่สูงเหนือระดับเมฆ ด้วยการบ่มที่ความสูง 2,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล
จรินี วงศ์กำทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DMHT กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้นำ ‘ซาคาป้า’ ลักชัวรีรัมจากกัวเตมาลาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเต็มไปด้วยเรื่องราวน่าหลงใหลมาสู่ตลาดไทย ในฐานะผู้นำตลาดเครื่องดื่มลักชัวรีที่ครองอันดับหนึ่งในทุกพอร์ตโฟลิโอ เราเล็งเห็นศักยภาพของรัมซึ่งยังมีโอกาสเติบโตสูง จึงนำเสนอประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค ซึ่งตรงกับเทรนด์ของผู้บริโภคไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มองหารสชาติซับซ้อนและประณีต รัมของซาคาป้าโดดเด่นด้วยกลิ่นหอม รสหวาน ดื่มง่าย และตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการลองเครื่องดื่มใหม่ ๆ การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับตลาดรัมลักชัวรี ซาคาป้าไม่ใช่แค่รัมธรรมดา แต่เป็นผลงานศิลปะในรูปแบบของเครื่องดื่มที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่มองหารสชาติที่สะท้อนรสนิยมและไลฟ์สไตล์เฉพาะตัว”
#ZacapaTH #AgedAboveTheClouds
‘My Cup of Purpose’ เนสเพรสโซชูแนวคิด ‘ความยั่งยืน’
เนสเพรสโซมุ่งมั่นใช้กาแฟเป็น “พลังเพื่อสร้างสิ่งดี” ภายใต้เสาหลักแห่งความยั่งยืน 3 ด้าน คือ Circularity, Climate และ Community โดยสะท้อนความรับผิดชอบตั้งแต่เมล็ดกาแฟจนถึงกระบวนการรีไซเคิลแคปซูล ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นอย่าง วงษ์พาณิชย์ พิษณุโลก เพื่อรวบรวมและรีไซเคิลแคปซูล รวมถึงแปรรูปกากกาแฟเป็นปุ๋ยส่งต่อให้เกษตรกร
ในประเทศไทย ผู้บริโภคสามารถส่งคืนแคปซูลใช้แล้วได้อย่างสะดวก ไม่ว่าจะที่บูติก จุดขายในห้าง ทางไปรษณีย์ หรือบริการรับถึงบ้าน พร้อมโครงการระดับโลกอย่าง AAA Sustainable Quality™ ที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรกว่า 168,550 รายใน 18 ประเทศ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเนสเพรสโซในการทำให้ “ความยั่งยืนเป็นเรื่องใกล้ตัวและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน”
แคมเปญ “My Cup of Purpose” ปี 2568 ของเนสเพรสโซ มุ่งเน้นแนวคิด Circularity ทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว เริ่มจากความร่วมมือกับ กทม. ในโครงการปลูกต้นไม้ล้านต้น โดยพนักงานเนสเพรสโซร่วมปลูกต้นไม้และผักสวนครัว พร้อมใช้ปุ๋ยจากกากกาแฟรีไซเคิลเพื่อฟื้นฟูดิน เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพฯ
นอกจากนี้ ยังดึงอินฟลูเอนเซอร์สายสิ่งแวดล้อมและไลฟ์สไตล์มาร่วมกิจกรรม สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจโลกมากขึ้น พร้อมเตรียมกิจกรรมพิเศษใน ‘วันกาแฟสากล'(International Coffee Day) เชิญชวนคนรักกาแฟร่วมดื่มอย่างมีความหมายและยั่งยืนไปด้วยกัน
อีลิส ทัน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร เนสเพรสโซ ประเทศไทย กล่าวว่า “เนสเพรสโซขอเชิญชวนผู้ที่หลงใหลในกาแฟมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ‘My Cup of Purpose’ ที่จะทำให้ทุกแก้วกาแฟมีความหมายลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่การดื่มด่ำกับช่วงเวลา ‘Me Moments’ ในทุกวันพร้อมกาแฟแก้วโปรด แต่ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลโลกอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน
แคมเปญนี้มุ่งเน้นการขับเคลื่อน ‘เสาหลักแห่งความยั่งยืนด้านการหมุนเวียน (Circularity)’ ให้เป็นรูปธรรมและเห็นผลได้ชัดเจน ผ่านไลฟ์สไตล์และกิจกรรมที่มอบให้กับคนรักกาแฟ เราตั้งใจที่จะสร้างสรรค์วัฒนธรรมแห่งความยั่งยืนในประเทศไทย และทำให้แนวคิดนี้เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างแท้จริงในทุกแก้วที่ดื่ม“
