THE NIGHT TO REMEMBER
หากพูดถึงกายกรรม AERIAL ARTS (แอเรียล อาท) ถือได้ว่าเป็นศิลปกายกรรมรูปแบบใหม่ที่หลายคนยังไม่คุ้นชินมากนัก ซึ่งผู้เล่นต้องใช้ทักษะของกายกรรม ความอ่อนตัว การเต้นประกอบจังหวะการหมุนตัวด้วยการเหนี่ยวยึดเกาะห่วงไว้ด้วยเข่า ข้อศอก ข้อพับ ข้อเท้าหรือแขน ซึ่งกีฬาชนิดนี้เริ่มเป็นที่รู้จักในช่วงปี ค.ศ. 2000
จากการประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามของคณะกายกรรมละครสัตว์หลายคณะ รวมถึง Cirque Du Soleil คณะละครชื่อดัง ที่ใช้ Aerial เพื่อแสดงกายกรรมผาดโผนในอากาศจนต่อมามีการนำมาต่อยอด
เป็นท่าออกกำลังกาย เเละเเพร่หลายมาถึงปัจจุบัน

เเละด้วยความเเพร่หลายที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ถือว่าเป็นกระเเสการออกกำลังกายเเนวทางใหม่ ทางคณะ Thailand Aerial Art (ไทยแลนด์ เเอเรียล อาร์ท )ซึ่งนำทีมโดย ครูแนน อารยา ฉ่ำตระกูล
หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Aerial Factory โรงเรียนสอน Aerial แห่งแรกๆของเมืองไทยโดยเธอมีความใฝ่ฝันที่จะสร้างสังคม Aerial ให้เป็นที่รู้จักเเละมีการเล่นกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น
จึงขออาสาปลุกกระเเสของกายกรรม AERIAL ARTS (แอเรียล อาท)ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
ด้วยการจัด โชว์สุดอลังการที่คุณต้องตะลึง ในชื่อ THE NIGHT TO REMEMBER ซึ่งจะมีการโชว์ทักษะการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างสร้างสรรค์ ผ่านอุปกรณ์ 4 ชนิด คือ Aerial Hammock (ผ้าเปล) Aerial Hoop (ห่วงราว)
Aerial Pole (เสา) และ Aerial Silks (ผ้าห้อยลงมา 2 ข้าง) ซึ่งต้องบอกว่าเป็นชนิดอุปกรณ์ที่มีลีลาการเล่นที่แตกต่างกัน
ทำให้เกิดความเพลิดเพลินทั้งผู้ชมและผู้เล่น

ซึ่งนอกจากการเเสดงโชว์ AERIAL ARTS (แอเรียล อาท) ในคอนเซปต์ THE NIGHT TO REMEMBER โดยจะมอบค่ำคืนที่ดีที่สุดในความทรงจำให้กับผู้ชมแล้ว ยังมีการจัดแข่งขัน AERIAL ARTS (แอเรียล อาท)และการจัดWORKSHOP สุดพิเศษเอาใจคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายในศาสตร์ของแอเรียลโดยเฉพาะ
เพราะหนึ่งในคนที่จะมาเวิร์คคชอบในครั้งนี้คือ Brandon Scott
(แบรนดอน สก็อต)แชมป์กีฬาแอเรียล อาท ระดับโลก

โดยการเเสดงโชว์สุดอลังการ AERIAL ARTS (แอเรียล อาท) ในคอนเซปต์ THE NIGHT TO REMEMBER จะมีขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคมนั้นในช่วงเวลา 18.30-21.00 รับรองว่าจะสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้อย่างเเน่นอน
เปิดขายบัตรแล้ววันนี้ที่ Aerial Factory Bangkok อาร์ซีเอ โทร 02-203-1352
ประมวลภาพ Vector-Balance-Torch-17-1 ทหารไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
ขอขอบคุณภาพจาก facebook.com/armyprcenter

ฟอร์ดชวนเด็กอาชีวะชิงทุนการศึกษา รวม 670,000 บาท
โครงการทุนการศึกษา Go Further Innovator Scholarship ของฟอร์ดเป็นเวทีการแข่งขันเพื่อเฟ้นหาสุดยอดนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ระดับประเทศ ซึ่งจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 3 หลังจากได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่การเปิดโครงการครั้งแรกในปี 2558 ในปีนี้โครงการพร้อมเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับอาชีวศึกษาได้แสดงผลงานและสิ่งประดิษฐ์สุดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อสังคม เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุและความไม่ปลอดภัยที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนร่วมกันของผู้ขับขี่ยานพาหนะ
สำหรับโครงการในปีนี้ มีกติกาตามรายละเอียดดังนี้
– ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป็นนักเรียนที่กำลังศึกษาในระดับอาชีวศึกษาทั้งระดับ ปวช. หรือ ปวส. ทั่วประเทศ
– ส่งผลงานรูปแบบของทีม ทีมละไม่เกิน 3 คน (และมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน)
– ผลงานที่ส่งเข้าประกวดต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมดูแลและลงนามรับรองยืนยันสิทธิ์
– ผู้ส่งผลงานต้องดาวน์โหลดใบสมัคร Go Further Innovator Scholarship 2017 ผ่าน เว็บไซต์ www.tvburabha.com พร้อมกรอกข้อมูลรายละเอียดให้ครบถ้วน
– ส่งใบสมัครพร้อมเอกสารโครงงานสิ่งประดิษฐ์ (ที่ได้รับการตรวจสอบและการลงนามรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาของทีมแล้ว) มาทางไปรษณีย์ ส่งมาที่ บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด เลขที่ 246/8 ซอยโยธินพัฒนา แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 วงเล็บมุมซอง (Go Further Innovator Scholarship 2017)
– พร้อมส่งไฟล์ข้อมูลสำรองมาที่ [email protected]
โครงการ Go Further Innovator Scholarship 2017 เปิดรับเอกสารโครงงานตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคมจนถึง 30 กันยายน 2560 โดยคณะอนุกรรมการตรวจพิจารณาเอกสารและคณะกรรมการจะประกาศผลผู้เข้ารอบจำนวน 20 ทีมวันที่ 15 ตุลาคม 2560 ทาง เว็บไซต์ www.tvburabha.com ทีมที่ได้รับการคัดเลือกต้องติดต่อกลับผู้ประสานงานโครงการฯ* เพื่อยืนยันสิทธิ์และยืนยันการ่วมส่งผลงานสิงประดิษฐ์ภายในระยะเวลา 3 วัน นอกจากนี้ นักเรียนที่สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโครงการได้ทาง Facebook: ฟอร์ด ประเทศไทย Facebook: บริษัท ทีวีบูรพา จำกัด Facebook: สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน – PDA
วันนำเสนอโครงงานสิ่งประดิษฐ์เพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษาจะจัดขึ้นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2560 ตั้งแต่เวลา 9.00 น. ถึง 17.00 น. พร้อมเข้าร่วมอบรมโครงการ Ford Driving Skills for Life ฉลาดขับ ประหยัด ปลอดภัย ณ สโมสรราชพฤกษ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ
*ผู้ประสานงานโครงการฯ คุณสุดาพร ไชยสาร (หล่าน) โทรศัพท์ 0-2158-6122 ต่อ 616 มือถือ 089-891-8610 โทรสาร 0-2158-6141 อีเมล์ [email protected]
HIPHOP RAISED ME
ขออนุญาตเอาเรื่องราวของตัวเองมาเล่าแบบจำได้บ้างไม่ได้บ้าง หน่อยละกันนะ มันนานมาแล้ว
เริ่มเลย ไม่ต้องเกริ่นไรมาก
ถ้าพูดถึงเพลงฮิพฮอพที่ฟังแรกๆในชีวิต น่าจะเป็นเพลงดังๆที่อยู่ในกระแสหลัก อย่าง MC HAMMER / Vanilla Ice / Dr. Alban(ซึ่งจริงแล้วเป็นศิลปินreggae) ตอนนั้นเรียนอยู่ ม.ต้นที่ สาธิตปทุมวัน ยังไม่ค่อยรู้อะไรมากเรื่องเพลง เป็นเด็กต่างจังหวัดที่พึ่งเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ เอาง่ายๆคือเพลงไรดังก็ฟังตามเค้า ซื้อเทปก็ของเทปผียี่ห้อ Peacockอันโด่งดังสมัยนั้น
จริงๆ เพลงที่ดังสุดของเค้าคือ U cant touch this
เพลงนี้มาจากหนังเรื่อง Cool As Ice เท่ห์มากตอนนั้น
เพลงนี้ดังในไทยน่าจะเพราะมันอยู่ในหมวดเพลง Dance มั้ง
แต่เพลงส่วนใหญ่ที่ฟังตอนนั้นกลับไม่ใช่ฮิพฮอพ ไปทางพวกสาย Pop และ Rock ซะมากกว่า อย่าง Aerosmitch / Mr.BIG / Gun n Rose และพวกเพลงดังต่างๆแล้วแต่กระแสจะป้อนมา แต่เพลงไทยก็ฟังนะ พวก Pop กระแสหลักเลย พี่มอส ลิฟท์–ออย บอยสเกาท์ ฮิฟฮอฟมาหน่อยก็คง แร็พเตอร์มั้ง55
https://www.youtube.com/watch?v=StlMdNcvCJo
พอ ม.ปลาย ผมย้ายไปเรียนที่ สุรศักดิ์มนตรี น่าจะ ม.4 ถ้าจำไม่ผิดที่ได้ยินเพลง Informer ของ Snow ครั้งแรก(ซึ่งก็ไม่ใช้ฮิฟฮอฟอีกแต่ก็เป็นญาติๆกัน) และน่าจะเป็นช่วงที่พี่โจ้ Joey Boy ออกเทปครั้งแรกด้วย ตอนนั้นอาจจะเป็นจุดหักเหของผมก็ได้มั้ง ที่พูดงี้คือจำไม่ค่อยได้55 แต่ก็พอเลาๆว่าเริ่มไล่หาเพลงแนวนี้ฟังละ ที่ฟังๆก็น่าจะมี Kriss Kross เด็กสองคนใส่เสื้อผ้ากลับหลังเป็นภาพจำ
ศิลปินไทยที่ออกเพลงโดยมีฮิพฮอพผสมๆก็เริ่มออกมาเรื่อยๆ อ้อ ลืมไม่ได้เลยว่ามีวง TKO ฮิพฮอพไทย(ผสมฝรั่ง)วงแรกออกมา ผมว่าโครตใจที่ออกเพลงหนักๆแบบนั้นในยุคนู้น
ช่วงปลายๆ ม.5 ผมมีโอกาสย้ายไปเรียนที่ New Zealand เอาละซิ ทีนี้เปิดหูเปิดตาสุดๆ ตอนเรียน Highschool โรงเรียนผมค่อนข้างไกลตัวเมืองพอสมควร แต่ก็มีร้านขายเทปซีดีอยู่ แต่พอเสาร์อาทิตย์หรือวันไหนที่เข้าเมืองนี่ ต้องเข้าไปดู ไปยืนฟังตลอด ยิ่งช่วงที่ย้ายที่พักมาใกล้ๆเมือง เรียกว่าแว้บเข้าไปทุกวัน เงินเดือนที่พ่อส่งมาให้ หมดไปกับการซื้อเทปแบบซิงเกิ้ลซะเยอะเลย (สมัยนั้นเทปยังมีแบบซิงเกิ้ลอยู่ จะมีอยู่เพลงสองเพลงแล้วก็Instrumental น่าจะคล้ายๆกับแผ่นเสียง) ตอนนั้นเพลงฮิพฮอพอยู่ในช่วงพีคเลย น่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นของ Golden Era ก็เลยมีให้ฟังค่อนข้างเยอะมาก
แต่เอาจริงๆผมเสียตังค์กับเทปเพลง R&B ไม่น้อยกว่ากันเลย แต่ก็ถือว่า มาด้วยกันอยู่ดีแหละ และก็ฟังเพลงฮิพฮอพของNZเองด้วย ก็ไหนๆเราเองก็อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว ผมลองยกมาให้ฟังดูเท่าที่นึกออก
วงนี้เป็นคนเมารีเลย ลองฟังจากสำเนียง
Che Fu นี่ตัวจริงเตี้ยมาก ผมเจออยู่ตามท้องถนนในเมืองบ่อยครั้ง ชอบเสียง
https://www.youtube.com/watch?v=Ns8p5kMaGa8
เพลงนี้เป็นเพลงแรกของ NZ Hip Hop ที่ผมได้รู้จักจากรายการทีวีที่นั่น ชอบมาก
ผมกลับมาไทยช่วงปี 1998 ตอนนั้นที่ไทยเองยังมีผับที่เปิดฮิพฮอพอยู่ไม่น่าเกิน 5 ที่หรือน้อยกว่านั้น ผมเองก็ไม่ใช่สายเที่ยวเท่าไหร่ แต่ทุกศุกร์เสาร์ เป็นที่รู้กันว่าต้องไป สีลม ซอย4 ร้านSpeed เชื่อว่าน่าจะเป็นที่กำเนิดของฮิพฮอพหลายๆคนในวงการ จำได้ว่าเจอพี่โจ้ พี่ขัน พี่เพชรและอีกหลายๆคนก็ที่นั่น ชอบความรู้สึกของการไปเที่ยวที่นั่นมากๆ
เพลงนี้ดังมาก หลังจากการตายของ Notorious BIG
ผมเข้าเรียน ABAC หลังกลับมาจากNZ ก็ได้มาเจอท็อปอีกหน (กินหมี่ ตัวตั้งตัวตีของวง AYM) ที่บอกว่าอีกหนคือ ท็อปเป็นรุ่นน้องที่เรียน Highscool ที่เดียวกันที่NZ ตอนนั้นพอต่างคนต่างรู้ว่าชอบเพลงฮิฟฮอฟ ก็เลยสนิทกันประมาณนึง จำได้เลยว่ายังหัดแร็พกับท็อปในห้องน้ำที่บ้านโดยเปิดบีทของ Snoop แล้วหัดแร็พโดยอ่านแม็กกาซีนเอา
ทีนี้พอมาเจอกันที่ไทยอีกหน ท็อปก็เลยชวนกันทำเพลงกับเพื่อนๆคนอื่นใน ABAC และ เพื่อนๆที่รู้จักจากร้าน Speed และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของวงใต้ดินที่ท็อปตั้งชื่อว่า A.Y.M
เพลงแรกของพวกเรา อัดด้วยเครื่องอัดเสียงแบบบ้านๆที่ต้องกดดังแกร๊ก ถ้าใครร้องผิดก็เริ่มใหม่ทั้งหมด ตัวบีททำจากเกมส์ของเพลสเตชั่น ซึ่งท็อปเป็นคนทำ บอกใคร ใครก็งง 55 ผมโครตชอบ ท็อปแม่งแจ๋ว
มีอยู่หนนึงที่ ABAC ให้พวกเราไปเล่นในงานคริสมาสบนเวทีใหญ่ 55555 เล่นไปประมาณนึง บราเดอร์ต้องมาเชิญลง
ถ้าฟังจากคลิปก็น่าจะบอกได้ทำไมต้องเชิญลง ตอนนั้นเราตั้งใจให้เป็นวงใต้ดิน เราเชื่อว่าภาษาที่เราใช้มันคือภาษาที่เราคุยกะเพื่อน ก็เป็นไปตามช่วงอายุ ตอนนั้นบางเพลงของเราฮิตไปถึงบรรดาตู้ขายโทรศัพท์ตามห้าง ยุคนั้นเป็นยุคที่ มือถือสามารถใช้เพลงเป็นเสียงเรียกเข้าได้แล้ว
AYM มีโอกาสได้รวมอยู่ในอัลบั้ม ก้านคอคลับ 1 โดยมีพี่โจ้ชักชวนมา และยังช่วยออกค่าใช้จ่ายในการทำอัลบั้ม EP แรกและอันเดียวของพวกเราตอนนั้น ปฏิสนธิ

รูปนี้ถ่ายตอนที่สมาชิกทุกคนมากันครบในวันที่ถ่ายรายการแฟนพันธุ์แท้ Joey Boy
หลังจากนั้นก็มาเป็น Buddha Bless อย่างทุกวันนี้ แต่คงไม่ต้องเล่าละมั้ง น่าจะเคยรู้กันบ้างละ ส่วนเพื่อนๆที่เหลือเปลี่ยนชื่อเป็น ตระกูลหกหกสอง และยังทำงานในแบบที่พวกเราเชื่อและชื่นชอบกันต่อ
เอาจริงเรื่องราวเยอะมาก กว่าจะโตมาจนอายุขนาดนี้ แต่ไม่รู้จะเล่ายังไงละ ขอเปลี่ยนเป็นเพลงที่ผมชอบเอาไว้แทนละกัน ผมเชื่อว่าเพลงที่เราฟังบอกความเป็นตัวเราได้ อยู่บ้าง
ใครบ้างไม่ชอบลุงSnoop แต่ผมชอบเพลงแกสมัยนู้นมากกว่า
Cypress Hill สายเขียวของแท้ ผมชอบขนาดไปหาซื้อแผ่นที่เป็นภาษาSpanishเลย
Jay Z เก๋ามานานแล้ว ส่วน Ja Rule ตอนนั้นก็ดังมาก แต่เพลงดังส่วนใหญ่คือไปฟีทกับสาวๆ ผมชอบเพลงนี้ที่สุด
วงเด็กที่เขียนไว้ข้างบน แต่อันนี้เป็นตอนที่เค้าเริ่มโตแล้ว
ตอนวงนี้เปิดตัวครั้งแรกด้วยเพลงนี้ โครตแตกต่างด้วยสไตร์การแร็พ ซึ่งมีผลกับศิลปินไทยทั้งในอดีตและตอนนี้ น่าจะรู้กัน
ใครไม่ชอบ Nelly
ผมชอบเพลงนี้เพราะ Nate Dogg เลย
https://www.youtube.com/watch?v=cvrKzmkdBTI
JD หนึ่งใน Producer & Artist ที่พีคมากตอนนั้น
Nas เพลงนี้ฟังละโครตฮึกเหิม
Wu Tang Ain’t Nothing to Fuck With แม่งคือ Classic
ผมชอบคู่หูนี้มาก
รุ่นเก๋าแต่อยู่ได้นานพอควร ลุงแกฟิตมาก เพลงนี้ฟังละเสียวดี
https://www.youtube.com/watch?v=3ogpI16hPT4
อันนี้เรียกว่าป็อปมากๆสำหรับขาฮิพฮอพ แต่ผมชอบมาก เพราะดูมาจากหนังเรื่อง House Party เมื่อตอนเรียนอยู่NZ สนุกดี นี่ยังอยากได้หนังเก็บไว้เลย
นึกออกแค่นี้แล้วหละ พอก่อนเนอะ คอมแบตหมดพอดี
Thank You HIP HOP
@heavy69daddy
10 คนไทยพลังอึดเตรียมเหินฟ้าสู่สิงคโปร์ ชิงซูบารุ ฟอเรสเตอร์
หลายๆ คนคงคิดว่าการแข่งยืนเอามือแปะรถเป็นการแข่งขันเอาฮารึเปล่า “SUBARU CHALLENGE: THE ASIA FACE OFF 2017” ที่ทางบริษัท ทีซี ซูบารุ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูบารุอย่างเป็นทางการในประเทศไทย จัดการแข่งขันยืนเอามือแปะรถยนต์ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ โดยที่ใครแปะรถได้นานที่สุดจะได้สิทธิ์บินไปแข่งขันต่อที่ประเทศสิงค์โปร์ เพื่อชิงรางวัลใหญ่เป็น รถยนต์ ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ การแข่งขันดังกล่าวเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดเข้มข้น เกินกว่าที่คุณจะจินตนาการได้
“Subaru Thailand Palm Challenge 2017 “Hold it, Keep it” เป็นการแข่งขันแตะรถเพื่อชิงรถกับซูบารุ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 10 แล้ว เป็นการแข่งขันเพื่อเฟ้นหา 10 คนไทยหัวใจแกร่งไปเป็นตัวแทนประเทศไทยร่วมลุ้นแชมป์ในการแข่งขัน “SUBARU CHALLENGE: THE ASIA FACE OFF 2017” ที่ประเทศสิงคโปร์
โดยการแข่งขันในครั้งนี้ ผู้ชนะเลิศอันดับหนึ่งได้แก่ “คุณเชษฐศักดิ์ ศรีเลา” สามารถทำลายสถิติเดิมของไทยโดยทำเวลาแตะรถได้นานถึง 10 ชั่วโมง 51 นาที 40 วินาทีลงได้อย่างงดงาม ซึ่งตัวแทนประเทศไทยทั้ง 10 คน จะเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับภูมิภาค ร่วมแข่งขับกับตัวแทนจาก 8 ประเทศในกลุ่มบริษัทมอเตอร์ อิมเมจ ซึ่งประกอบด้วย จีน กัมพูชา ฮ่องกง มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน เวียดนาม และสิงคโปร์ เพื่อชิงรถยนต์ซูบารุ ฟอเรสเตอร์ (SUBARU FORESTER) มูลค่ากว่า 1,398,000 บาท
ศิริพงศ์ ทุษดี ตัวแทนจากไทยที่ไปแข่งขันที่ประเทศสิงค์โปร ปี 2016 ที่ทำเวลาได้ 54 ชั่วโมง 1 นาที
การแข่งขันที่จะเกิดขึ้นที่ประเทศสิงค์โปร จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 – 31 ตุลาคม 2560 ซึ่งการแข่งขันจะมีการแบ่งรางวัลเป็นประเภท Country Winner, Regional Team Winner, Regional Winner เป็นต้น โดยกิจกรรมการแข่งขันในครั้งนี้ ก็ยังคงความสนุกสนาน ตื่นเต้นเร้าใจ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของซูบารุ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง แบรนด์คาแรคเตอร์ของสุดยอดรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนาน เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพมั่นใจไปกับเทคโนโลยีที่มีความโดดเด่นพร้อมมุ่งมั่นสร้างสรรค์แรงบันดาลใจใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา
บรรยากาศการแข่งขันเป็นไปอย่างสนุกสนานทุกคนเตรียมตัวและฝึกพลังกาย และพลังใจมาเป็นอย่างดี
อากาศวันนี้ช่างเป็นใจ แดดเปรี้ยงมากๆ
กองเชียร์ก็ทำหน้าที่อย่างสุดใจขาดดิ้น
การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น จนพระอาทิตย์เริ่มลาขอบฟ้า
เพื่อไม่ให้การแข่งขันยืดเยื้อเกินไป จะมีบททดสอบเพิ่มเติมเข้ามาแทรกเป็นระยะ มีทั้งเอาถุงถ่วงน้ำหนักมาให้ถือ บางทีก็ให้ยืนเขย่งขา อย่างในภาพเป็นการให้ยืนขาเดียวใครว่ามันคือการแข่งขันแบบขำๆ ขอให้คิดดูให้ดี
จนเวลาผ่านไป 10 ชั่วโมง 51 นาที 42 วินาที การแข่งขันก็จบลงเมื่อผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้ายเอามือออกจากรถ สุดยอดมากๆ ใจพวกพี่ทำด้วยอะไร ผมนิอยากเอาเสื้อเฮฟวี่ไปให้พวกพี่ๆ ได้ใส่จริงๆ พวกเราสามารถติดตามและส่งแรงใจให้พวกพี่ๆ ตัวแทนจากประเทศไทยไปคว้าชัยชนะในการแข่งขัน “SUBARU CHALLENGE: THE ASIA FACE OFF 2017”ได้ที่ facebook.com/SubaruThailandPalmChallenge
รีวิว SAMSUNG GEAR S3 FRONTIER สไตล์เรา
ซัมซุง เกียร์ เอส 3 ฟรอนเทียร์ เห็นคนแกะกล่องกันไปเยอะแยะละ รีวิวดีๆ ก็มีตั้งมากมาย เราเลยไม่รู้จะโชว์อะไรที่แปลกประหลาดกว่าชาวบ้านเค้า ก็ขอนำเสนอในรูปแบบบอกเล่าความประทับใจกับอุปกรณ์ชิ้นนี้ละกันเนอะ ซัมซุง เกียร์ เอส 3 ฟรอนเทียร์ ชิ้นนี้ก็ได้รับมาทดลองใช้ดูเกือบเดือนจากการติดต่อผ่านจากทางน้องพีอาร์ เวป www.11street.co.th หลังจากลองใช้ได้ประมาณเกือบเดือน ขอบอกเลยว่าชอบมากกกก ยิ่งเป็นคนสายแอนดรอยด์น่าจะใช้งานได้คุ้มค่าที่สุด เพราะมันเชื่อมต่อกับมือถือได้อย่างเนียน และเร็วซะด้วย
ไปดูการแต่งตัวเท่ๆ ได้ที่ mikuta.nu
เรามาดูสเปคคราวๆ ของ ซัมซุง เกียร์ เอส 3 ฟรอนเทียร์ กันซะหน่อย Gear S3 เป็นนาฬิกาที่ออกแบบมาเรียบๆ ทำให้ใช้งานง่ายเหมาะกับทุกการแต่งตัว การประกอบค่อนข้างเนียบ วัสดุที่ใช้ก็ไม่ได้กะโหลกกะลา แถมยังเครมว่าเป็นเกรดเดียวกับที่ใช้ในวงการทหาร (Military grade) และที่สำคัญใช้งานง่ายด้วยจอแบบสัมผัส หรือใครไม่ถนัดก็สามารถเข้าถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ ใน Gear S3 ได้ด้วยการหมุนวงแหวนที่ขอบหน้าจอ และกดปุ่มด้านข้างตัวนาฬิกาได้เหมือนกัน
ของที่อัดมาในกล่องก็จะมีตัวนาฬิกา สายนาฬิกาสำหรับเปลี่ยนขนาดเผื่อข้อมือเล็ก แท่นชาร์ต สายชาร์จ และคู่มือ
รายละเอียดต่างๆ ของนาฬิกา ทั้งขนาดและน้ำหนักไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป ตัวกระจกหน้าจอใช้ Gorilla Glas SR+ แบบใหม่ล่าสุดที่แข็งแรง และป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี ทำให้ Gear S3 เหมาะกับกิจกรรมกลางแจ้ง และการเล่นกีฬา
สายนาฬิกาไซส์เล็ก (S) เอาไว้เปลี่ยนสำหรับคนที่มีข้อมือเล็กเพราะที่เค้าติดมากับนาฬิกาจะเป็นไซส์กลาง (L) ขนาดมาตรฐาน 22 มิลลิเมตร ทำให้สามารถเปลี่ยนไปใช้สายแบบต่างๆ ได้หลากหลายตามสไตล์เราได้เลย
แท่นชาร์จ ที่ออกแบบมารองรับการชาร์จเมื่อตั้งนาฬิกาลงบนแท่นชาร์จเลย ทำให้เราหยิบใช้หรือวางชาร์จนาฬิกาได้อย่างสะดวก
แท่นชาร์จสามารถวางบนกล่องนาฬิกาก็ได้ โดยการร้อยสายชาร์จตามรูป
ขณะกำลังชาร์จจะเห็นเปอร์เซ็นพลังงานที่เหลืออยู่ก่อนที่หน้าจอจะพักไป ถ้าไฟสีแดงติดอยู่แสดงว่าแบตของนาฬิกายังชาร์จไม่เต็ม แต่ถ้าแบตเต็มไฟจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว จากหลายๆ รีวิวที่อ่านมาเค้าบอกว่าแบตจะอยู่ได้ประมาณ 3 วัน แต่เท่าที่ลองใช้จริงทั้งใส่ปกติและเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ เรือนที่ผมเอามาลองใส่ผมก็ต้องชาร์จวันต่อวันนะเพราะตอน 3 ทุ่มแบตมันเหลือแค่ 20 เปอร์เซ็นละ
การเชื่อมต่อ Gear S3 กับมือถือก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไร เพราะมันจะมีคำแนะนำบอกว่าจะต้องทำอะไรที่นาฬิกาทุกขั้นตอน
ส่วนในมือถือก่อนที่จะเชื่อมต่อกับนาฬิกาเราก็ต้องไปดาว์โหลดแอพพิเคชั่น Samsung Gear มาก่อน ตามนี้ play.google.com/
เมนูต่างๆ ในแอพพิเคชั่น Samsung Gear
สำหรับผมไอ้เนี้ยแหละเด็ดสุด สนุกโคตรๆ Watch faces
การแจ้งเตือนต่างๆ ที่เชื่อมต่อมาจากโทรศัพท์ แถมยังสามารถรับสายและพูดคุยโทรศัพท์ผ่านนาฬิกาได้ด้วย จริงๆ เราสามารถเชื่อมต่อได้หลากหลายซึ่งสามารถไปตั้งค่าการเชื่อมต่อได้ใน แอพพิเคชั่น Samsung Gear
การแสดงผลการออกกำลังกาย ค่อนข้างครบถ้วนตามมาตรฐาน เท่าที่ผมลองใส่ปั่นจักรยาน เทียบกับอุปกรณ์ยอดนิยมของนักปั่นอีกยี่ห้อนึงผลออกมาใกล้เคียงกันมาก แต่ผมชอบ Gear S3 ตรงที่ไม่ต้องคาดสาย HRM (สายคาดหน้าอกเพื่อวัดอัตราการเต้นของหัวใจขณะออกกำลังกาย)
Watch faces คือการการเปลี่ยนภาพหน้าจอผ่านแอพพลิเคชั่นในมือถือเป็นสิ่งที่ผมชอบมากที่สุดของ Gear S3 สนุกแค่ไหนลองดูกันเองนี้แค่บางส่วนนะเนี้ย

ใครอ่านแล้วรู้สึกตกหล่นตรงไหน สามารถศึกษาจากคู่มือก่อนไปซื้อมาใส่กัน แนะนำว่าสายแอนครอยที่ชอบใช้ชีวิตกลางแจ้ง หรือชอบเล่นกีฬาควรมีไว้ในครอบครองอย่างยิ่ง สามารถหาซื้อ SAMSUNG GEAR S3 ได้ทั่วไป หรือ www.11street.co.th

ส่วนใครที่อยากจะบันเทิงมากขึ้นขอเรียนเชิญชมคลิปรีวิวนี้ครับ
Jaguar XE Never Edition ไปกับเสือตัวนี้ทุกอย่างดูจืดไปหมด
นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่หลังจาก จากัวร์ ประเทศไทย เปิดตัว จากัวร์ เอ็กซ์อี เนเวอร์ อิดิชั่น (Jaguar XE Never Edition) ได้ไม่นานทางน้องพีอาร์ที่น่ารักก็ได้ติดต่อสอบถามมาว่าสนใจทดลองขับ จากัวร์ เอ็กซ์อี มั้ย ทางเรามีหรือจะปล่อยให้โอกาสแบบนี้หลุดไปง่ายๆ ก็ตอบรับไปทันที

เมื่อตอนไปรับรถเพื่อจะมาทดลองขับที่โชว์รูม JAGUAR และ LAND ROVER ณ ถนนพระราม 4 ตอนแรกก็คิดว่าจะให้ทดลองขับ จากัวร์ เอ็กซ์อี ปกติแต่ที่ไหนได้คันที่ให้ลองขับเป็น จากัวร์ เอ็กซ์อี เนเวอร์ อิดิชั่น แอบตกใจนิดๆ เพราะตอนเย็นต้องมีไปรับลูกที่โรงเรียน งานนี้คงมีแตกตื่นกันมั่งแหละ

แม้ว่าเราจะมีโอกาสอยู่กับเจ้า Jaguar XE Never Edition ได้แค่วันเดียว ก็แน่ล่ะ ลายพร้อยซะขนาดนี้เอามาวิ่งเกินวันอาจจะโดนจ่าจับได้ แต่ก็ยังพอมีเวลาได้รับรู้ถึงสมรรถนะของรถยนต์ระดับไฮเอนด์ได้บ้าง

เมื่อเข้ามานั่งในรถก็สัมผัสได้ถึงความสปอร์ต และความเนี๊ยบของวัสดุ การตัดเย็บและฝีเข็มของด้ายที่บรรจงเย็บไปตามชุดเครื่องหนังอย่างปราณีตบรรจง

เบาะที่นั่งสามารถปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า พวงมาลัยก็เช่นกันเป็นการปรับด้วยระบบไฟฟ้าทั้งยกขึ้น/ลง ดึงเข้า/ดันออก และสามารถจำตำแหน่งของผู้ขับได้ถึง 3 คน เบาะผู้โดยสารด้านหลังกว้างขวางนั่งสบาย


โปร่งโล่งสบายเพราะเป็นหลังคาซันรูฟแบบเปิดปิดได้

แม้จะเป็นรถซีดานสไตล์สปอร์ต แต่ก็ให้ความคล่องตัวในเมืองได้เป็นอย่างดี ช่วงที่ได้รับรู้ถึงพลังของเจ้าเสือจากัวร์ก็คือตอนที่วิ่งขึ้นทางด่วน แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ก็ได้ลองเร่งแซงอยู่หลายครั้ง เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบขนาด 2.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุด 200 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ตอบสนองอัตราเร่งได้อย่างสนุก และทำความเร็วได้ดั่งใจ

ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกในรถก็มีให้อย่างครบครัน ใส่ใจในทุกๆ รายละเอียดไม่ว่าจะเป็นช่องวางแก้วน้ำที่มีปุ่มยางนุ่มๆ เพื่อให้กระชับกับแก้วน้ำหลากหลายขนาด แถมยังมีช่องสำหรับเชื่อมต่อทั้ง USB และ AUX พร้อมช่องเสียบชาร์ตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาด 12V สำหรับผู้โดยสารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ความเย็นทั่วถึงแน่นอนเพราะมีแอร์แยกไปที่ผู้โดยสารด้านหลังด้วย

เข้าถึงทุกแอพพลิเคชั่นของสมาร์ทโฟนได้ด้วยฟังก์ชั่น InControl Apps บนหน้าจอสัมผัส แถมยังมีฟังก์ชั่นจุดกระจายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi จากเสาสัญญาณของตัวรถ ทำให้สามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านอุปกรณ์สื่อสารของเราได้หลากหลายรูปแบบ และสามารถควบคุมการทำงานของระบบเครื่องเสียง โทรศัพท์มือถือ และล๊อกความเร็วได้ที่ปุ่มต่างๆ บนพวงมาลัย

แต่ที่เด็ดสุดคนอื่นจะว่ายังไงผมไม่สน แต่ผมว่าเกียร์ของ Jaguar มันโคตรเท่ห์มากๆ เลย ตอนแรกแอบโง่หาเกียร์ไม่เจอ แต่พอกดปุ่มสตาร์ทรถเท่านั้นแหละ เกียร์ก็ค่อยๆ เลื่อนขึ้นมาเลย บีบีถึงกับร้องโอ้วววววววววว เกียร์ก็ใช้ง่ายแค่หมุนไปตำแหน่งเดินหน้า หรือถอยหลัง พอดับเครื่องเกียร์ก็เลื่อนเก็บลงไปเรียบร้อยเหมือนเดิม นับถือคนออกแบบมากๆ อย่างเท่ห์

อีกสิ่งที่โดดเด่นของ จากัวร์ เอ็กซ์อี คือระบบเสียง Meridian Sound System ขนาด 380 วัตต์ โดย Meridian แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญระบบเสียงระดับโลกจากอังกฤษ ซึ่งออกแบบขึ้นเพื่อ จากัวร์เอ็กซ์อี โดยเฉพาะ มอบพลังเสียงกระหึ่มจากลำโพง 11 จุดผ่าน 12 ชาแนล มาพร้อมซับวูฟเฟอร์ทำให้เพลงเสียงดังกระหึ่มแบบไม่บาดหู

สำหรับคนสัมภาระเยอะก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระอีกมากที่ด้านหลังรถ พร้อมยางอะไหล่สีสันสดใส

Jaguar XE Never Edition ถือเป็นงานศิลปะอีกชิ้นที่โดดเด่นด้วยโครงสร้าง และลวดลายที่ศิลปินบรรจงเสปร์ยเพ้นท์ลงบนตัวรถ และมีความปราณีตในรายละเอียดของการประกอบรถ ดูได้จากภายในห้องโดยสารที่สวยงามลงตัว แถมยังอัดแน่นไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและเทคโนโลยี ถือว่าไม่แพงเลยสำหรับราคาสี่ล้านมีทอน ถ้าคุณมีเงินเหลือมากพอ และรักในความเป็น จากัวร์

หลังจากสนุกกับเจ้าเสือจากัวร์มาทั้งวันก็ถึงเวลาโบกมือลาส่งเจ้าเสือกลับยานแม่ ขอบคุณเจ้าจากัวร์ที่ให้ความสนุก ตื่นเต้น เร้าใจ และมอบประสบการณ์แปลกใหม่ที่ยังไม่เคยได้จากที่ไหนมาก่อน

ส่วนลวดลายที่เห็นเป็นลายที่ออกแบบ และสเปรย์เพ้นท์โดย มงคล รัตนภักดี ที่ในวงการกราฟิตี้รู้จักกันในนาม NEVER ที่มีผลงานผ่านสายตามาแล้วมากมาย ทั้งงานกราฟิตี้บนกำแพง และยังเคยร่วมงานในวงการแฟชั่นชั้นนำ
สามารถชมบรรยากาศวันเปิดตัว Jaguar XE Never Edition ได้ที่ y-life.co/news/jaguar-xe-never-edition
และติดตามผลงานของ มงคล รัตนภักดี หรือ NEVER ได้ที่ facebook.com/NEVER.BKK

แลนด์ โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ โฉมใหม่ 2017

แลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่คันที่เปิดตัวมานี้ถือเป็นโมเดลรุ่นที่ 5 ที่ออกแบบให้มีขนาดที่ใหญ่แต่ไม่ใหญ่จนเทอะทะ มีน้ำหนักที่เบาลง แต่ยังคงรักษาความปลอดภัยและความแข็งแรงตามมาตรฐานของแลนด์โรเวอร์ไว้อย่างไม่ขาดตกบกพล่อง เพื่อความมั่นใจในการขับขี่บนทุกพื้นผิวถนน ทุกสภาพภูมิประเทศ และทุกสภาวะอากาศ ที่มากยิ่งขึ้น แถมยังมีห้องโดยสารที่สะดวกสบายและทุกที่นั่งคือที่นั่งที่ดีที่สุด สำหรับผู้ใหญ่ 7 ที่นั่งและปรับเปลี่ยนได้หลากหลาย

รถตระกูลดิสคัฟเวอรี่เต็มเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ซึ่งโมเดลใหม่นี้นับเป็นการตีความหมายใหม่จากดีเอ็นเอของดิสคัฟเวอรี่ตลอด 27 ปี และยังคงเอกลักษณ์ของโมเดลก่อนหน้าในลักษณะที่กรอบความคิดไม่ถูกจำกัด เอกลักษณ์เด่นๆ ที่คงไว้ประกอบด้วย เส้นโครงหลังคาที่มีลักษณะเป็นขั้นบ่งบอกตัวตนแต่ละรุ่นก่อนหน้าทั้งสี่ของดิสคัฟเวอรี่ลักษณะหลังคาที่เป็นขั้นดังกล่าวช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างเหนือศีรษะให้แก่ผู้โดยสารที่นั่งในแถวที่ 3 และยังช่วยรองรับรูปแบบการจัดที่นั่งแบบสนามกีฬาที่เป็นลักษณะดั้งเดิมของดิสคัฟเวอรี่ โดยแต่ละแถวที่นั่งจะวางตำแหน่งอยู่สูงกว่าแถวหน้า ทำให้มั่นใจว่าแต่ละที่นั่งเป็นที่นั่งที่ดีที่สุดในรถ

ความสมบูรณ์ทางวิศวกรรมในการออกแบบของแลนด์โรเวอร์ ทำให้มั่นใจได้ว่าดิสคัฟเวอรี่ใหม่สามารถรองรับผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ขนาดตัวสูงใหญ่ได้ 7 คน ด้วยตัวถังรถเอสยูวีที่มีความยาวน้อยกว่า 5 เมตร บรรดารถคู่แข่งส่วนใหญ่ที่มีขนาดใกล้เคียงกันจะมีการจัดวางที่นั่ง 5+2 ที่นั่งแถวที่สามทั้งสองที่ประกอบด้วยจุดยึด ISOFIX สำหรับที่นั่งเด็ก (รวมห้าจุด) ดังนั้นจึงมีอิสระที่จะเลือกวางที่นั่งเด็กบนที่นั่งที่เหมาะสมที่สุดได้สำหรับทุกการเดินทาง ขึ้นลงสะดวกด้วยเทคโนโลยี Auto Access Height ช่วยลดความสูงของระยะห่างจากพื้นได้มากถึงระดับ 40 มิลลิเมตรเพื่อการก้าวขึ้นหรือลงจากตัวรถเมื่อรถจอด

ระบบความบันเทิง InControl Touch Pro ประกอบด้วยหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ 10 นิ้ว ในตำแหน่งแผงหน้าปัดกลาง ลดจำนวนสวิตช์บนแผงหน้าปัดลงได้ถึง 1 ใน 3 พร้อมภาพกราฟิกที่คมชัดและเมนูที่ใช้งานง่าย รวมเทคโนโลยีล่าสุดของการนำทางและความบันเทิงเข้าไว้ด้วยกัน รองรับทั้ง iOS และ Android

ผสานกับ Meridian ระบบเสียงรอบทิศทางที่มีลำโพง 14 ตัว พร้อมด้วยซับวูฟเฟอร์ มอบประสบการณ์ในการรับฟังที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมเพลงออนไลน์หรือการเล่นเพลงโดยตรงจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อ จุดชาร์จไฟขนาด 12 โวลต์มากถึง 6 จุด ช่องเสียบสาย USB ที่มีถึง 7 จุด (หรือมากถึง 9 จุดเมื่อมีการติดตั้งชุดความบันเทิงสำหรับที่นั่งตอนหลัง) ทำให้ผู้โดยสารในแต่ละแถวสามารถใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตได้ในเวลาเดียวกัน

คุณสมบัติด้านเทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่ง คือ สายรัดข้อมือ Activity Key เทคโนโลยีอันทันสมัยของแลนด์โรเวอร์ที่ทำให้ลูกค้าสามารถไปเล่นกีฬา วิ่ง ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือทำงานอดิเรกต่าง ๆ โดยไม่ต้องถือกุญแจรถยนต์ไปด้วย สามารถเก็บกุญแจไว้ภายในรถได้อย่างปลอดภัย
แลนด์โรเวอร์ได้ออกแบบดิสคัฟเวอรี่ใหม่ตามความต้องการของลูกค้า ด้วยรูปแบบพื้นที่จัดเก็บภายในที่มากมายและสะดวกสบาย ประกอบด้วย
ช่องเก็บของที่ซ่อนอยู่ในคอนโซลกลางซึ่งสามารถวาง iPad ได้ 4 เครื่องหรือขวดน้ำดื่มสองลิตร 2 ขวด

พื้นที่วางแขนตรงกลางซึ่งมีขนาดใหญ่พอที่จะใส่ iPad ได้ 5 เครื่อง พร้อมฝาปิดแบบบานพับหมุนได้ 180 องศาเพื่อให้สามารถวางแขนได้แม้เมื่อเปิดอยู่
ช่องเก็บสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังแผงควบคุมอุณหภูมิแบบพับได้
ขอเกี่ยว ‘curry hook’ ตรงพื้นที่วางขาของผู้โดยสารด้านหน้า ซึ่งสามารถแขวนถุงใส่สิ่งของได้
เนื้อที่เก็บกระเป๋าสัมภาระ รองรับน้ำหนักได้มากถึง 2,500 ลิตร หรือมากถึง 1,231 ลิตร ด้านหลังแถวที่ 2 และ – สะดวกสบายด้วยระบบ Powered Inner Tailgate ระบบเปิดประตูท้ายอัตโนมัติ

ประตูหลังใหม่ช่วยมอบความอเนกประสงค์ โดยเมื่อแผงท้ายหลังปิดขึ้นจะทำหน้าที่ปิดกั้นสัมภาระ แต่เมื่อเปิดออกส่วนที่ยื่นออกมา 285 มม. จะทำหน้าที่เป็นม้านั่งที่ใช้ประโยชน์สำหรับนั่งเพื่อทำกิจกรรมหรือเพื่อเปลี่ยนรองเท้าที่เปื้อน ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ประตูหลังใหม่แบบชิ้นเดียว การออกแบบนี้เลียนแบบการทำงานของประตูหลังแบบแยกส่วนในแนวนอนที่ติดตั้งไว้ในดิสคัฟเวอรี่รุ่นก่อน ๆ

ดิสคัฟเวอรี่ใหม่คงรักษาความสามารถการขับขี่ในทุกสภาพภูมิประเทศของแลนด์โรเวอร์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่ว ระยะห่างจากพื้นดินอยู่ที่ 283 มิลลิเมตร (สูงขึ้น 43 มิลลิเมตร) ส่วนความลึกในการลุยน้ำสูงสุดที่ 900 มิลลิเมตร (เพิ่มขึ้น 200 มิลลิเมตร) มอบความมั่นใจแบบไร้คู่แข่งเมื่อต้องรับมือกับทั้งเส้นทางที่เต็มไปด้วยน้ำและถนนที่มีน้ำท่วม
https://www.youtube.com/watch?v=Qhjgpo3Bimg
ชุดเทคโนโลยีที่ครอบคลุมสำหรับการขับขี่บนทางวิบากของดิสคัฟเวอรี่ใหม่ใช้งานง่าย แม้สำหรับผู้ขับขี่ที่ไม่มีประสบการณ์ ระบบ Terrain Response ของแลนด์โรเวอร์ใช้การตั้งค่าต่าง ๆ อย่างเหมาะสม นับตั้งแต่ความไวในการตอบสนองของลิ้นปีกผีเสื้อไปจนถึงลักษณะการเปลี่ยนเกียร์ ด้วยการหมุนตัวควบคุมเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่
ทั้งยังสามารถเลือกการตั้งค่าที่เหมาะสมที่สุดได้โดยอัตโนมัติหากผู้ขับขี่ไม่แน่ใจว่าตัวเลือกใดจะดีที่สุด และสามารถตั้งโปรแกรม All-Terrain Progress Control (ATPC) เพื่อให้รักษาความเร็วในการวิ่งที่เหมาะสมซึ่งผู้ขับขี่เลือกไว้โดยอิสระ เทคโนโลยีที่ชาญฉลาดนี้ทำให้ผู้ขับสามารถจดจ่ออยู่กับการบังคับยานพาหนะในขณะที่ต้องเผชิญอุปสรรคต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียสมาธิไปกับการควบคุมลิ้นปีกผีเสื้อหรือแป้นเบรก และยังสามารถใช้ได้ในขณะที่รถหยุดนิ่งเพื่อช่วยในการดึงรถบนพื้นผิวที่เปียกลื่น
ภาพจาก:motortrend.com
ตัวถังอะลูมิเนียมแบบไร้โครงที่ทนทานและน้ำหนักเบาที่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วของแลนด์โรเวอร์ ช่วยลดน้ำหนักลงได้ 480 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับโครงสร้างเหล็ก ระบบกันสะเทือนด้านหลังที่ใช้การเชื่อมโยงแบบอินทิกรัลขั้นสูงของแลนด์โรเวอร์ช่วยมอบลักษณะการควบคุมที่เหนือกว่าโดยไม่สูญเสียความสะดวกสบายในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมซึ่งบ่งบอกนิยามของรถตระกูลดิสคัฟเวอรี่ที่สืบทอดกันมา
เครื่องยนต์ดีเซล TD6 ขนาด 3.0 ลิตร 255 แรงม้า (258PS) ด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ ZF 8 สปีด ให้แรงบิด 600Nm เพื่อสมรรถนะและประสิทธิภาพอันทรงพลัง
ราคาจำหน่าย All-New Land Rover Discovery
All-New Land Rover Discovery รุ่น SE ราคา 6,499,000 บาท
All-New Land Rover Discovery รุ่น HSE ราคา 6,999,000 บาท
UNDEFEATED X DUALFORCES GI
เมื่อแบรนด์สตรีทชื่อดังอย่าง UNDEFEATED ล็อคคอมากับแบรนด์ DualForces ครีเอทีปเอเจนซี่อิสระ ที่มีผลงานชัดเจนในแนวทางของเค้า (เท่าที่ดูจากโปรเจคต่างๆในเว็ปไซด์ของเค้าเอง)
โปรเจคนี้ทำมาเพื่อยกย่อง จิวจิทสุ (Jiu-Jitsu) ศิลปะการต่อสู้ที่สวยงามและใช้ได้ผลทั้งในการต่อสู้จริงและการแข่งขัน ที่กำลังมาแรงมากๆตอนนี้

โดยที่ตัวผ้าที่ใช้นั้นเป็นผ้าลายพราง Woodland สเป็คที่ใช้ในสนามรบจริง ซึ่งผลิตโดย โรงงาน Special Operations Technologies ใน Los Angeles
ในเซ็ทก็ประกอบไปด้วย เสื้อ (Kimoni) เกงเกง (Pant) ซึ่งในภาษาญีปุ่นจะเรียกเซ็ทแบบนี้ว่า กิ (Gi) และยังมีกระเป๋าขนาดเล็กสำหรับใส่ชุดให้ด้วย

สนนราคาอยู่ที่ $350 เงินไทยก็หมื่นต้นๆ ถ้าเทียบกับชุด Gi ยี่ห้ออื่นๆในตลาดก้ถือว่าราคาสองกว่า 2-3 เท่าเลยดีเดียว

อีกอย่าง ใส่ชุดขนาดนี้เข้าซ้อม เป็นผมถ้าฝีมือไม่ดี ไม่กล้าซื้อใส่ซ้อมแน่นอน น่าจะเรียกแขกพอสมควร
ต้องรอดูว่าจะมีชาวสตรีมคนไหน ซื้อมาใส่ในแบบแฟชั่นไหม เพราะปกติตัวเสื้อจะค่อนข้างหนามากๆเพื่อให้ทนต่อแรงจับกระชาก


ไประงับความวู่วามกันได้ที่นี่เลย
ใครจัดมาแล้วก็แวะมาบอกกันนิดนึง อยากเห็นของจริงมากๆ

นอกจากนั้นในคอลเลคชั่นนี้ยังมีเสื้อยืดแขนสั้นและแขนยาวห้อยมาด้วย

ฮอนด้าเพิ่มศักยภาพการวิจัยและพัฒนาลงทุน 1,700 ล้านบาทเปิดสนามทดสอบในไทย

บริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (หรือ HRAP) ทำพิธีเปิดสนามทดสอบ ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค ปราจีนบุรี อย่างเป็นทางการ ณ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จังหวัดปราจีนบุรี โดยได้รับเกียรติจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ร่วมด้วย มร. ชิโร ซะโดะชิมะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย มร. ชินจิ อาโอยามะ ประธานเจ้าหน้าที่ส่วนปฏิบัติการภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) และประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท เอเชี่ยนฮอนด้า มอเตอร์ จำกัด

สนามทดสอบ ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค ปราจีนบุรี เป็นสนามทดสอบแบบครบวงจรที่ได้รับการออกแบบมาสำหรับภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียโดยเฉพาะ ด้วยเงินลงทุน 1,700 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้างสนามทดสอบ ที่ประกอบด้วย 8 สนาม บนพื้นที่กว่า 500 ไร่ และประเทศไทยเป็นประเทศที่ 3 ที่มีสนามทดสอบของฮอนด้า ต่อจากประเทศญี่ปุ่น และประเทศสหรัฐอเมริกา

สนามทดสอบแห่งใหม่นี้ ใช้สำหรับการทดสอบรถยนต์ และรถจักรยานยนต์ โดยจะมีการทดสอบในหลายรูปแบบ เช่น การควบคุมรถ การทรงตัว และสมรรถนะโดยรวม เพื่อนำผลทดสอบไปพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะจำหน่ายในภูมิภาคนี้ ถนนในสนามทดสอบของฮอนด้าจึงออกแบบขึ้นโดยจำลองสภาพถนนในรูปแบบต่างๆ และทาง ฮอนด้าเชื่อว่าสนามทดสอบใหม่นี้จะมีส่วนช่วยในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ฮอนด้า ที่สามารถส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าได้ ทั้งยังทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความสนุกในทุกการขับขี่อย่างแท้จริง

และ 8 ด่านที่สร้างไว้ทดสอบรถยนต์ และจักรยานยนต์ทุกรุ่นของฮอนด้าในอนาคต ซึ่งด่านทั้ง 8 จะเป็นการจำลองสภาพถนนและลักษณะภูมิประเทศในรูปแบบต่างๆ มีระยะทางรวมประมาณ 8 กิโลเมตร ซึ่งแบ่งเป็นสนามทดสอบรูปแบบต่างๆ ดังนี้
ด่านที่ 1 สนามทดสอบรูปวงรี (Oval Course):
สนามทดสอบรูปวงรีความยาว 2.18 กิโลเมตร ใช้ทดสอบสมรรถนะของรถยนต์ในขณะขับด้วยความเร็วสูง รวมถึงการทดสอบอื่นๆ เช่น ระดับเสียงของลมที่เข้ามาในห้องผู้โดยสาร และการควบคุมพวงมาลัย

ด่านที่ 2 สนามทดสอบทางโค้ง (Winding Course):
สนามทดสอบทางโค้งความยาว 1.38 กิโลเมตร ใช้ทดสอบสมรรถนะโดยทั่วไป รวมถึง การทดสอบประสิทธิภาพของระบบเบรก และการควบคุมการทรงตัวขณะเข้าโค้ง สนามทดสอบทางโค้งนี้มีการจำลองถนนที่มีการขึ้น-ลง และถนนที่มีมุมอับสายตา รวมมีทางโค้งทั้งหมด 17 โค้ง

ด่านที่ 3 สนามทดสอบไดนามิกส์ (Vehicle Dynamics Area):
สนามทดสอบที่เชื่อมต่อกับสนามทดสอบรูปวงรี ใช้ทดสอบการควบคุมการทรงตัวของรถ ขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูง และทดสอบประสิทธิภาพของการเบรก ขณะเข้าทางโค้งแบบหักศอก


ด่านที่ 4 สนามทดสอบที่มีน้ำท่วมขัง (Wet Course):
สนามทดสอบที่จำลองสภาพถนนที่เปียกและลื่น ใช้ทดสอบผลกระทบของน้ำท่วมขังที่มีต่อสมรรถนะของรถยนต์ ประกอบด้วย Pool Road, Splash Road, Wet Brake Road โดยสนามนี้สามารถปรับระดับความลึกของน้ำได้ตั้งแต่ 0-1,000 มิลลิเมตร เพื่อจำลองสถานการณ์น้ำท่วม ที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยในทวีปเอเชีย โดยเป็นการทดสอบการกันน้ำและผลกระทบต่อห้องเครื่องยนต์

ด่านที่ 5 สนามทดสอบสภาพพื้นผิวถนนในรูปแบบต่างๆ (Ride Road Course):
สนามทดสอบนี้จำลองสภาพพื้นผิวถนนของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ใช้ทดสอบสมรรถนะทั่วไปบนพื้นผิวถนนที่แตกต่างกัน โดยมีถนนลักษณะต่างๆ ถึง 8 รูปแบบด้วยกัน อาทิ ถนนคอนกรีต (Concrete Highway) ถนนยางมะตอยที่มีพื้นผิวชำรุด (Noise Road) และถนนลาดเอียง (Camber Road)


ด่านที่ 6 สนามทดสอบที่มีพื้นผิวพิเศษ (Special Surface Courses):
สนามทดสอบนี้ได้รับการออกแบบและสร้างด้วยเทคโนโลยี 3 มิติ เพื่อจำลองพื้นผิวถนนที่ขรุขระ ใช้ทดสอบความทนทานของช่วงล่างรถยนต์ โดยมีพื้นผิวถนนลักษณะต่างๆ ถึง 8 รูปแบบด้วยกัน อาทิ ถนนที่จำลองลูกระนาด (Speed Breaker) และถนนคอนกรีตที่มีพื้นผิวขรุขระ (Concrete Rough Road)

ด่านที่ 7 สนามทดสอบทางลาดชัน (Slope Course):
สนามทดสอบทางลาดชัน ใช้ทดสอบความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์ และประสิทธิภาพของระบบเบรก

ด่านที่ 8 สนามทดสอบทางตรง (Straight Course):
สนามทดสอบทางตรงความยาว 1.2 กิโลเมตร ใช้ทดสอบอัตราการประหยัดน้ำมัน และอัตราการเร่งความเร็วหลังจากออกตัวสนามทดสอบแห่งนี้ยังมีพื้นที่สนามหญ้า ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะใช้ทดสอบผลิตภัณฑ์ดูแลสนามหญ้าของฮอนด้าอีกด้วยสนามทดสอบปราจีนบุรีแห่งนี้ จะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ฮอนด้า เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในอนาคตเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาของฮอนด้า และบริษัท ฮอนด้า อาร์แอนด์ดี เอเชีย แปซิฟิค จำกัด

เท่าที่ดู 8 ด่านก็น่าจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอย่างเรา ว่าฮอนด้าเค้าตั้งใจทำงานที่ดีมีคุณภาพเพื่อมวลมนุษย์โลกอย่างแท้จริง…สู้ต่อไป ฮอนด้า!
