R nineT Urban G/S ดีไซน์คลาสสิคผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุดในยุคนี้

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S มีสไตล์ที่โดดเด่นแตกต่าง แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์สุดคลาสสิคได้อย่างลงตัวด้วยระยะเวลามากกว่า 35 ปี ที่อักษรย่อ GS กับชื่อบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สื่อความหมายเทียบ เท่ากับความรู้สึกของอิสรภาพ และความหลงใหลในการผจญภัยด้วยรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่บน ท้องถนนหรือการขับขี่ออฟโรด
ภาพจาก: www.cycleworld.com
ยิ่งไปกว่านั้น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ยังได้ดึงเอารหัสพันธุกรรมของบีเอ็มดับเบิลยู R 80 G/S รุ่นแรกในตำนานจากยุค 80 พร้อมปรับแต่งให้เข้ากับยุคสมัยด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ภายใต้รูปลักษณ์เอ็นดูโร่สุดคลาสสิคของมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูที่มาคู่กับเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S มาพร้อมกับเครื่องยนต์บ๊อกเซอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ขนาดเครื่องยนต์ความจุ 1,170 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 81 กิโลวัตต์หรือ 110 แรงม้า สั่งงานด้วยเกียร์ 6 สปีด โดยถูกออกแบบให้ลดอัตราการปล่อยมลภาวะตามเกณฑ์ EU4 pollutant class ระบบไอเสียสแตนเลสมาพร้อมกับท่อไอเสียที่วางตำแหน่งไว้ด้านซ้าย สะท้อนสไตล์คลาสสิคอันคุ้นตา
บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S มาพร้อมกับล้อแบบซี่ลวด ล้อหน้าขนาดใหญ่กว่า 19 นิ้ว และยางออฟโร้ด 120/70 ZR 19 ตอบโจทย์ลุคสไตล์เอ็นดูโร่ที่เป็นที่รู้จักกันดีของมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิค เข้าคู่อย่างสมบูรณ์แบบกับล้อหลัง 17 นิ้ว พร้อมยาง 170/60 ZR 17 มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูบ๊อกเซอร์รุ่นนี้ ยังมาพร้อมกับออปชั่นยางออฟโรดดอกลึก รวมไปถึงล้อซี่ลวด (filigree wired-spoke wheels) ที่ช่วยยกระดับสไตล์อันคลาสสิคให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

ด้วยคาลิเปอร์ 4 ลูกสูบ สายเบรกหุ้มโลหะ และดิสเบรกที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 320 มิลลิเมตร จึงทำให้ระบบเบรก ABS ประสิทธิภาพสูงทำการลดความเร็วได้อย่างดีเยี่ยมและมั่นคง

สามเหลี่ยมแห่งสรีรศาสตร์จาก Urban G/S ช่วยให้ผู้ขี่รู้สึกคล่องตัว เสริมความมั่นใจบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น แฮนด์ที่ยกสูงขึ้นเล็กน้อย พื้นผิวที่นั่งที่ยาวและลึกขึ้น ที่พักเท้าหลังที่มีขนาดกว้างขึ้น ล้วนส่งผลให้เกิดประสบการณ์การขับขี่ที่ผ่อนคลายและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจยิ่งกว่า
R nineT Urban G/S: สีสันและสไตล์ดั้งเดิมตามแบบฉบับบีเอ็มดับเบิลยู R 80 G/S รุ่นแรก

R nineT Urban G/S มีรูปลักษณ์ที่ถอดแบบมาจากมอเตอร์ไซค์รุ่นพี่ ทั้งยังคงคอนเซ็ปต์โทนสีเอาไว้โดยไม่ได้ปรับเปลี่ยนแต่อย่างใด เช่นเดียวกับเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ถังน้ำมันและบังโคลนด้านหน้ายังมาใน สีขาว Lightwhite non-metallic อันโดดเด่น เข้าคู่กับหน้ากากไฟหน้า ที่ออกแบบมาตามสไตล์มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ของ ยุคนั้น R nineT Urban G/S ยังมาพร้อมกับการตกแต่งแบบดั้งเดิม ด้วยสองโทนสีน้ำเงินบนถังน้ำมัน และที่นั่งสำหรับสองคนสีแดงสว่าง ซึ่งเป็นการตีความคู่สีที่สื่อถึงบีเอ็มดับเบิลยูมอเตอร์สปอร์ตในปีก่อนๆ

แผงหน้าปัดถูกออกแบบให้เข้ากับหน้ากากไฟหน้าอย่างกลมกลืน ประกอบด้วยมาตรวัดความเร็วทรงกลมแบบอนาล็อก ไฟสัญลักษณ์ และหน้าจอ LCD สองแถว รายละเอียดหรูหรายังเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของ R nineT Urban G/S ที่รวมไปถึงอะไหล่อลูมิเนียมต่างๆ เช่น fork bridge แคลมป์จับแฮนด์อลูมิเนียม และอื่นๆ อีกมากมาย

BMW R nineT Urban G/S พร้อมจำหน่ายแล้ววันนี้ ในราคา 975,000 บาท ณ ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทั่วประเทศ

มร. มาร์คุส เกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย
เมื่อเจ้าแม่อุลตร้า และผองเพื่อนมาอวดโฉมในช่วงซัมเมอร์
แต่สิ่งที่คุณคาดไม่ถึงได้เกิดขึ้นจริง เพราะเจ้าแม่อุลตร้าได้มาเป็นนางแบบให้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังในเมืองคิวชู
ห้าง อามิว(amu) พลาซ่า คาโกชิม่า นอกจากจะมีเจ้าแม่อุลตร้ามารับจ๊อปงานนี้แล้ว ก็ยังพวกมนุษย์ต่างดาวอย่างดาด้า(dada) จามิล่า(Jamila) พิกม่อน(Pigmon) มาอวดโฉมกันในแคมเปญฤดูร้อน
https://www.youtube.com/watch?v=PC_3YwcSj0k
เห็นได้ชัดว่าเจ้าแม่อุลตร้า พร้อมด้วยเหล่ามอนสเตอร์และตัวละครจากทีวีซีรีย์ยอดฮิตยุค90 “ยอดมนุษย์อุลตร้าแมน” ยังคงความฮอทจนถึงปัจจุบัน
https://www.youtube.com/watch?v=Xr2RE9ciJ4w
https://www.youtube.com/watch?v=huYNyqoTj4E
และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่ ห้าง อามิว(amu) พลาซ่า ใช้ภาพของเหล่ายอดมนุษย์ และมนุษย์ต่างดาวพวกนี้มาโปรโมทกิจกรรมต่างๆ ของห้าง เรามาดูต่อไปว่าในอนาคตจะมีอะไรแหวกๆ เจ๋งๆ ออกมาอีก แล้วถ้ามีอะไรน่าสนใจเราจะเก็บเอามาเล่าให้ฟังกัน
ที่มาจาก: www.japantrends.com
STIR IT UP TURNTABLE

ข้อดี
- เสียงค่อนข้างมีไดนามิคและอุ่น
- รูปร่างมีเอกลักษณ์และสวยงาม
- ใช้วัสดุและการประกอบที่ดี
- ติดตั้งใช้งานง่าย
ข้อเสีย
- ถ้าเทียบกับคู่แข่งอื่นๆจะรู้สึกว่าไม่แข็งแรงเท่า

เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเล่นแผ่นเสียงในระดับเริ่มต้น คนที่ไม่ได้คาดหวังกับคุณภาพเสียงระดับสูง และแน่นอน คนที่ชื่นชอบลุง Bob คลั่งไคล้ดนตรีเร็กก้เป็นทุน ผมเองพยายามไม่ก้าวขาไปในโลกของแผ่นเสียง กลัวจะหมดเงินกับการสะสมแผ่นอีกไม่รู้เท่าไหร่ เห็นตัวเครื่องยังใจสั่นเลย (ตัวผมเองชอบเพลงเร็กเก้มากๆ)

สนนราคาของเครื่อง STIR IT UP TURNTABLE ก็อยู่ที่ $229.99 หรือประมาณ 8,xxx บาทเอง ก็ต้องมารอดูว่าถ้าตัวแทนจำหน่ายนำเข้ามาจะจบอยู่ที่เท่าไหร่
แต่ถ้าอยากวู่วามลองแวะไปดูที่นี่ได้ STIR IT UP TURNTABLE
แล้วแวะมาบอกกันด้วยนะครับว่ารวมภาษีแล้วจบเท่าไหร่
สนใจสั่งซื้อตอนนี้เมืองไทยตัวแทนจำหน่ายยังไม่มีวี่แววว่าจะเอาเข้ารึเปล่า
แต่ถ้าอยากวู่วามลองแวะไปดูที่นี่ได้
เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport เป็นครั้งแรกในงาน PERFORMANCE MOTORS XPO 2017

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) ผู้แทนจำหน่าย บีเอ็มดับเบิลยู อย่างเป็นทางการ เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport โฉมใหม่เป็นครั้งแรกในงาน PERFORMANCE MOTORS XPO 2017 ซึ่งได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-16 กรกฎาคม 2560
ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต สำหรับภายในงานจะได้สัมผัสกับขบวนรถที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดพร้อมกับข้อเสนอสุดพิเศษดอกเบี้ย0% หรือผ่อนเริ่มต้นเพียงเดือนละ 29,000 บาท โอ๊ยยยยยผ่อนแค่นี้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของได้ ไม่อยากให้พลาดกัน

ในงานคุณธเนศร์ เพิ่มวุฒิวรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายปฎิบัติการ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ ในการจัดงาน Performance Motors Xpo 2017 ถือได้ว่าเป็นงานโชว์รถครั้งแรกที่ใหญ่ที่สุดของทาง เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ โดยส่วนใหญ่งานจัดแสดงโชว์รถหลักๆ ที่เราจัดคือ Motor Show ในเดือนเมษายน, งาน BMW Expo เดือนกันยายน และงาน Motor Expo ในเดือนธันวาคม ซึ่งทางบริษัทฯ เองก็ได้เล็งเห็นแล้วว่าน่าจะมีการจัดงาน Expo ใหญ่ๆ ขึ้นอีกสักครั้งเพื่อให้ครอบคลุม ในทุกๆ ไตรมาสของปี จึงจัดให้มีงาน Performance Motors Xpo เพิ่มอีกครั้ง และทางบริษัทฯได้เล็งเห็นว่าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ซึ่งเป็นประตูทางฝั่งตะวันตกและยังมีลูกค้าจำนวนมากทางที่อยู่อาศัยทางฝั่งนี้เราจึงเลือกที่จะจัดกิจกรรม Event ดีๆ เกิดขึ้นทางฟากฝั่งนี้บ้าง สำหรับการคาดหวังในการจัดงานครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการจัดงานใหญ่ครั้งแรกของทางบริษัทฯ อย่างแรกน่าจะเป็นยอดขายที่เราตั้งเป้าไว้สำหรับงานนี้อยู่ที่ประมาณ 80 คัน และก็อยากให้งาน Performance Motors ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น”

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport รถยนต์สปอร์ตที่มาพร้อมความแรงและชุดแต่ง M Sport เพิ่มความเร้าใจด้วยขุมพลังบีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ เบนซิน สี่สูบ ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน- เมตรที่ 1,450 รอบต่อนาที จึงทำให้เร่งความเร็วจากศูนย์ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 5.8 วินาที

มีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราปล่อย CO2 เพียง 147 กรัมต่อกิโลเมตร สนุกไปกับทุกช่วงการขับขี่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic Sport พร้อมช่วงล่างแบบ M Sport ส่วนชุดตกแต่งพิเศษ M Sport ประกอบด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนังแท้ดีไซน์ M เบาะหน้าแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนังแท้ Dakota บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport ราคา 3,799,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport รถยนต์สปอร์ตเปิดประทุนที่มาพร้อมความหรูหราและสง่างาม ซึ่งยังได้ซ่อนความแรงที่มาพร้อมชุดแต่ง M Sport และมาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู ทวินพาวเวอร์ เทอร์โบ เบนซิน สี่สูบ ให้กำลังสูงสุด 252 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที มีแรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน- เมตรที่ 1,450 รอบต่อนาที จึงทำให้เร่งความเร็วจากศูนย์ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 6.3 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สามารถประหยัดน้ำมันได้ถึง 15.6 กิโลเมตรต่อลิตร และมีอัตราปล่อย CO2 เพียง 147 กรัมต่อกิโลเมตร เกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ แบบ Steptronic Sport พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ Servotronic และยังมีระบบการตัดการทำงานเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติ เสริมแต่งด้วยชุดตกแต่งพิเศษ M Sport ประกอบด้วยล้ออัลลอย M ขนาด 19 นิ้ว ลาย Double-spoke เบาะหน้าแบบสปอร์ตหุ้มด้วยหนังแท้ Dakota บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport ราคา 4,299,000 บาท

ในงานนอกจากจะได้สัมผัส บีเอ็มดับเบิลยู 430i Coupe M Sport และ บีเอ็มดับเบิลยู 430i Convertible M Sport อย่างใกล้ชิดแล้ว ทางเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ก็ยังนำ บีเอ็มดับเบิลยู หลากหลายรุ่นมาให้ได้เลือกชมเลือกซื้อกันในงานอีกด้วย ส่วนใครที่สนใจต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ในเพจ facebook.com/BMWPerformancemotors


NATIVE by RVCA

NATIVE TRAILER
https://vimeo.com/219562757
ดูตัวอย่างน่าจะถูกใจคนที่ชอบไลฟสไตร์แบบสบายๆ ไหลไปตามใจเรียกร้อง มีความเป็นลูกทุ่ง
สามารถ Download ตัวเต็ม 16 นาที ได้ฟรีที่ลิ้งค์นี้เลยครับ
https://www.rvca.com/b/post/jay-davies-native?utm_source=bm23&utm_medium=email&utm_term=Jay+Davies+Native&utm_content=Presenting+%27Native%27+-+a+short+film+feat.+Jay+Davies&utm_campaign=7-10-17+Jay+Native+Movie+FA17
BENTAYGA ที่สุดแห่งความเร็ว ทรงพลัง และหรูหรา อีกระดับของความเหนือชั้นแห่งยนตกรรม SUV

รถยนต์สัญชาติอังกฤษสายพันธ์แท้จาก เบนท์ลีย์ (Bentley) ผสมผสานความหรูหรากับสมรรถนะแบบสปอร์ต และพร้องลุยสไตล์ off-road เต็มเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพการใช้งานในทุกสภาพถนนและในทุกวันของชีวิต เบนเทย์ก้า (Bentayga) ทายาทลำดับที่ 4 จากสายการผลิตของเบนท์ลีย์ ยนตกรรม SUV ระดับชั้นนำของโลกที่เร็วที่สุด ทรงพลังที่สุด หรูหราและพิเศษที่สุด ติดตั้งเครื่องยนต์ W12 รุ่นใหม่ เปิดประสบการณ์แห่งการขับขี่อันทรงพลังในความหลูหลาสไตล์เบนท์ลีย์ พรั่งพร้อมด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัยมากมาย

การออกแบบทางวิศวกรรมยานยนต์และงานฝีมือระดับปรมาจารย์ของโรงงานเมือง Crewe ส่งผลให้ Bentayga ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็น Bentley ในทุกรายละเอียดอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงานศิลปะที่ก้าวข้ามข้อจำกัดของกาลเวลา

แสดงออกถึงดุลยภาพระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนช้อยงดงามได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดดเด่นด้วยโคมไฟคู่หน้า LED 4 ดวงและกระจังตาข่ายขนาดใหญ่ โฉบเฉี่ยวดุดันจากแนวเส้นตัวถังราวกับมัดกล้ามอันแข็งแกร่ง เปี่ยมล้นไปด้วย DNA ของ Bentley ในทุกอณู

Bentley Bentayga สร้างมาตรฐานการออกแบบใหม่ของงานตกแต่งภายใน จากความเหนือชั้นของผลงานที่ไร้คู่เปรียบเทียบ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดของชิ้นงานโลหะ ลายไม้ และหนังแท้ด้วยคุณภาพอันดับหนึ่ง รวมไปถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนการผลิตและประกอบชิ้นส่วนแต่ละชิ้นอย่างปราณีตบรรจง

ภาพจาก: edition.cnn.com
รังสรรค์บรรยากาศสุดหรูหรา ร่วมสมัย สไตล์อังกฤษ ความสมบูรณ์แบบดังกล่าวเกิดขึ้นได้ด้วยจิตใจอันมุ่งมั่นทุ่มเทและทักษะความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญผนึกกำลังอย่างเต็มที่ในโรงงาน Bentley เมือง Crewe
ขุมพลังเครื่องยนต์ W12 ทวินเทอร์โบใหม่ล่าสุด ขนาดความจุ 6.0 ลิตร คือหัวใจของ Bentayga เครื่องยนต์ 12 สูบทรงพลังเครื่องนี้ คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างประสิทธิภาพและความนุ่มนวล กลมกลืนกับความหรูหราและความสะดวกสบาย ถึงพร้อมด้วยพลังและแรงบิดมหาศาล ให้พละกำลังสูงสุดกว่า 608 แรงม้า (600 bhp) และแรงบิด 900 นิวตันเมตร (663 lb.ft) ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลาเพียง 4.1 วินาทีเท่านั้น (0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4.0 วินาที) ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 301 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (187 ไมล์ต่อชั่วโมง) ส่งผลให้ Bentayga กลายเป็นยนตกรรม SUV ที่เร็วที่สุดในโลก

ตัวถังที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ทั้งหมด คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Bentayga ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของยนตกรรม SUV ระดับหรู สมรรถนะการขับขี่ที่พร้อมใช้งานในทุกเส้นทางไม่ว่าจะเป็นบนพื้นหิมะ หล่มทราย หรือแม้แต่ภาระลากจูง ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (48V active anti-roll control system) ช่วยลดภาวะการโคลงตัวในยามขับขี่ นั่นหมายความว่า Bentayga คือรถยนต์ที่พร้อมฝ่าฟันไปในทุกสภาวะการณ์ รวมไปถึงสภาพแวดล้อมในแบบ off-road

ภาพจาก: thrillist.com
Bentley Motors เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ระดับสูงที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมือง Crewe ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับ การออกแบบ วิจัยพัฒนา และ สร้างสรรค์วิศวกรรมยานยนต์ เพื่อผลิตรถยนต์ Bentley ทั้งสี่รุ่น อันได้แก่ Continental, Flying Spur, Bentayga และ Mulsanne ทั้งหมดนี้ล้วนได้รับการสร้างขึ้นจากการผสมผสานของ งานฝีมืออันประณีตบรรจง ได้รับการสืบทอดทักษะจากรุ่นสู่รุ่น เข้าด้วยกันกับเทคโนโลยีวิศวกรรมยานยนต์อันล้ำหน้า ก่อกำเนิด Bentley รถยนต์หรูสายพันธุ์อังกฤษ สะท้อนภาพลักษณ์แห่งความล้ำค่า จากสายการผลิตที่ดีที่สุดผ่านความภาคภูมิใจของทุกคนที่ Crewe กว่า 4,000 คน
Award-Winning Drone Photos 2017
และแล้วผลประตัดสินจากงาน The International Drone Photography Contest ก็ออกมา และนี่คือรูปที่ถ่ายจากโดรนที่ชนะการประกวด ถ่ายโดยทั้งมือสมัครเล่นและมืออาชีพ งานนี้จัดขึ้นโดย Dronestagram เว็ปไซด์สายตรงรูปถ่ายทางอากาศ ซึ่งก็เป็นพาทเนอร์อยู่กับ National Geographic และสปอนเซอร์รายอื่นๆ
โดยที่ปีนี้มีรูปส่งเข้ามาทั้งหมดกว่า 8,000 รูป โดนแบ่งเป็นสามหัวข้อ Nature, Urban และ People
หลังจากดูรูปแล้วอาจจะอยากทำให้คุณรู้สึกอยากจะเป็นเจ้าของขึ้นมาสักลำก็เป็นได้นะ
Nature
Winner: Provence, summer trim by jcourtial

2nd Place: Infinite Road to Transylvania by Calin Stan

3rd Place: Ice formation by Florian

Urban
Winner: Concrete Jungle by bachirm

2nd Place: Dawn on Mercury Tower

3rd Place: Peace by luckydron

People
Winner: End of the line by Martin Sanchez

2nd Place: Waterlily by helios1412

Source : Gear Patrol
พร้อมหรือยังกับการแข่งขัน GS Trophy Southeast Asia Qualifier 2017

โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกนี้จะค้นหาสุดยอดนักบิดจากไทยเพียงหนึ่งเดียว เพื่อเข้าร่วมทีมตัวแทนจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแข่งขันในรายการ International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลีย ซึ่งนอกจากจะเป็นการประชันความเร็วแล้ว การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ระดับสูงนี้ยังเป็นบททดสอบในด้านทักษะการขับขี่ ทีมเวิร์ค และความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตใจ

International GS Trophy เป็นการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับโลกซึงจัดขึ้น 2 ปีครั้ง โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องเอาชนะบททดสอบที่หลากหลายด้วยมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู GS ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่ในสภาพพื้นผิวอันท้าทายหรือทักษะการทำงานเป็นทีม

โดยการแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภูมิภาคตลอดทั้งปี 2017 จะนำทางไปสู่การแข่งขันระดับนานาชาติใน International GS Trophy 2018 สำหรับในประเทศไทยนั้น การแข่งขัน GS Trophy Qualifier 2017 รอบคัดเลือก จะจัดขึ้นในวันที่ 1-2 กันยายน พ.ศ. 2560 ณ คีรีมายา รีสอร์ท เขาใหญ่
โดยรับสมัครสิงห์นักบิด GS เพียง 100 คน เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากประเทศไทยเพียง 1 คน ไปเข้าร่วมทีมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในการแข่งขัน International GS Trophy 2018 ที่ประเทศมองโกเลียพร้อมเตรียมสัมผัสภูมิประเทศตระการตาและหลากหลายบททดสอบเอ็นดูโร่แสนท้าทาย
ค่าสมัครเข้าแข่งขัน
5,000 บาท (ต่อ 1 คน รวมค่าที่พัก 2 คืน และค่าอาหารตลอดรายการ)
ผู้ติดตามผู้เข้าแข่งขัน
3,000 บาท (จำกัด 1 คน)
แพ็กเกจเสริมสำหรับเข้าร่วมกิจกรรม Care4Water
2,500 บาท (ค่าอุปกรณ์เครื่องกรองน้ำ)
ผู้สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครผ่านทางออนไลน์ได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th/gstrophy2017
หรือผ่านทาง Line ที่ @gstrophysea2017
หรือที่เบอร์โทร 097-202-7239 วันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

จากซ้าย
คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
มร. มาร์คุส เกลเซอร์ ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย
คุณขวัญชัย ปภัสร์พงษ์ ประธาน บริษัท สื่อสากล จำกัด
คุณจตุพร ขันมณี รองประธานบริหาร บริษัท ยานยนต์ สแควร์ กรุ๊ป จำกัด
คุณจาตุรนต์ โกมลมิศร์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ
บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

“เอ็มจีไลฟ์!” รวมพลคนรัก เอ็มจี

ผ่านไปแล้วกับงานรวมพลคนรัก เอ็มจี ซึ่งจัดขึ้นมาแล้วมากกว่า 80 ปี ณ สนามแข่งรถระดับตำนาน ซิลเวอร์สโตนในประเทศอังกฤษ โดยในปีนี้ เอ็มจี จัดแสดงรถยนต์เอ็มจีหลากหลายรุ่น ประชันโฉมเคียงข้างรถสุดคลาสสิกอายุกว่า 90 ปีของแบรนด์เอ็มจี

เทศกาลเอ็มจีไลฟ์! คืองานที่จัดขึ้นเพื่อคอรถยนต์และแฟนพันธุ์แท้แบรนด์ เอ็มจี มีผู้สนใจ และสมาชิกเอ็มจีคาร์คลับจากทั่วโลกเข้าร่วมชมงานมากกว่าหนึ่งหมื่นคนตลอด 2 วัน พร้อมกับเป็นแหล่งรวมกิจกรรมมากมายที่ให้ทั้งความรู้และความบันเทิงที่เกี่ยวกับยานยนต์ การแสดงดนตรี การทัวร์สนามแข่งซิลเวอร์สโตน การซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่เกี่ยวกับยานยนต์ และของที่ระลึกต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ เอ็มจี รวมถึงการแข่งขันรถคลาสสิกที่มีนักแข่งมืออาชีพกว่า 300 คนเข้าร่วมประลองความเร็วตลอด 2 วัน เจ้าของรถ เอ็มจี ทั้งรุ่นปัจจุบันและรุ่นคลาสสิกยังสามารถวัดฝีมือด้วยการร่วมแข่งขันจับเวลาในสนามแข่งเพื่อชิงรางวัล


ภาพจาก hamiltonclassic.co.uk
ไฮไลท์ภายในงานเอ็มจีไลฟ์! ยังรวมถึงการจัดแสดงรถคลาสสิกของแบรนด์ เอ็มจี จากการรวมตัวของสมาชิกคาร์คลับจากในประเทศอังกฤษอย่างกลุ่ม MGCC หรือ เอ็มจีคาร์คลับ ซึ่งเป็นกลุ่มคาร์คลับของ เอ็มจี ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีการอวดโฉมรถ เอ็มจี สุดคลาสสิกจากหลายช่วงทศวรรษ ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1930 มาจนถึง ค.ศ. 1980 รวมทั้งหมดหลายร้อยคัน ขณะที่ช่วงค่ำคืนยังมีการประกวดการจัดแสดงแสงไฟในรถ เอ็มจี อีกด้วย
ภาพจาก mgcc.co.uk

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดแสดง MG ZS รถเอสยูวีรุ่นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวสู่สาธารณชนครั้งแรกในโลกเมื่อปลายปีที่แล้วที่งานกวางโจว ออโต้โชว์ และปรากฏตัวบนแผ่นดินยุโรปอีกครั้งที่งานเอ็มจีไลฟ์! ซึ่งได้เสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้เข้าชมงาน เนื่องด้วยการออกแบบที่โฉบเฉี่ยว เร้าอารมณ์ และล้ำสมัยซึ่งมุ่งเน้นตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ อันเป็นการเน้นย้ำให้เห็นถึงพัฒนาการด้านการออกแบบที่ไม่มีวันหยุดยั้งของแบรนด์ เอ็มจี
ภาพ MG ZS ชัดๆ จาก carmagazine.co.uk
รถอินเตอร์เน็ตเอสยูวีรุ่นแรกของโลกรุ่นนี้ยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานด้วยเทคโนโลยีระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเพื่อให้ผู้ใช้งานแต่ละคนสามารถล็อกอินเพื่อใช้งานการเชื่อมต่อได้อย่างเป็นอิสระ ระบบนี้สามารถควบคุมฟังก์ชั่นต่างๆ ของตัวรถได้หลายด้าน โดยเฉพาะระบบระบบความปลอดภัย การตรวจสอบสถานะต่างๆภายในรถยนต์ และยังสามารถช่วยวางแผนการเดินทางด้วยระบบนำทางที่มีประสิทธิภาพสูง

ภายในงานเอ็มจีไลฟ์! ยังมีการจัดแสดงรถยนต์ เอ็มจี อีกหลายรุ่น ทั้ง MG3 MG5 MG6 และ MG GS พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งเพื่อเพิ่มเอกลักษณ์เฉพาะตัว งานเอ็มจีไลฟ์! จึงดึงดูดผู้สนใจหลายช่วงอายุทั้งจากอังกฤษและหลายประเทศให้มาร่วมสัมผัสแบรนด์ เอ็มจี ซึ่งเปรียบเหมือนวัฒนธรรมที่ถ่ายทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น

เอ็มจี ก่อตั้งขึ้นในปี 1924 โดยชื่อ MG นั้นย่อมาจาก Morris Garages เอ็มจีนับว่าเป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นตลอดระยะเวลา 90 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันแบรนด์ เอ็มจี อยู่ภายใต้การดูแลของ เอสเอไอซี โดย เอ็มจี มีศูนย์กลางทางด้านการออกแบบ ฟังก์ชั่นการใช้งาน และการออกแบบด้านเทคนิคที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ เอ็มจี เป็นแบรนด์รถยนต์อังกฤษที่ใช้เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมตามแบบฉบับยุโรป โดยได้รับการสนับสนุนจาก เอสเอไอซี ทั้งในเรื่องการจัดหาวัสดุจากทั่วโลก รวมถึงการจัดการด้านซัพพลายเชนเกี่ยวกับส่วนประกอบของรถยนต์ ตลอดจนการจัดการด้านการควบคุมคุณภาพ รวมถึงบริการด้านอื่นๆ เอ็มจี เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากรถยนต์ 2 ที่นั่งรุ่น MGB Roadster ที่เปิดตัวออกมาครั้งแรกในปี 1962 ในวันนี้ เอ็มจีผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเพื่อการจัดจำหน่ายไปทั่วโลก
ข้อมูลจาก www.mgcars.com และ facebook.com/MGcarsThailand
ฟอร์ดสร้าง จีที ซุปเปอร์คาร์ พร้อมทดสอบเทคโนโลยีมุ่งหน้าสู่อนาคต

ภาพจาก: hemmings.com
ฟอร์ด จีที ประสิทธิภาพสูงรุ่นล่าสุดนั้น ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้เพียงแค่คว้าชัยชนะในสนามแข่งเท่านั้น แต่ยังเป็นเสมือนสนามทดสอบเทคโนโลยีใหม่ๆ และแนวคิดสำหรับรถยนต์ในอนาคตของฟอร์ดอีกด้วย
ภาพจาก: themotorreport.com
การออกแบบฟอร์ด จีที ใหม่ ในปี 2556 เริ่มต้นจาก 3 เป้าหมายหลัก เป้าหมายแรกคือการใช้ฟอร์ด จีที เป็นสนามทดลองสำหรับวิศวกรในการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องยนต์สำหรับอนาคต และเพื่อทำความเข้าใจในหลักอากาศพลศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่สองคือการขยายขอบเขตในการใช้วัสดุใหม่ๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา และเป้าหมายสุดท้ายคือการคว้าชัยชนะในการแข่งขันเลอม็องส์ 24 ชั่วโมง (Le Mans 24 Hours) ซึ่งเป็นที่กล่าวขานว่าเป็นบททดสอบประสิทธิภาพและความอึดที่ทรหดที่สุด

ฟอร์ด จีที คือ รถที่สร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง และพิสูจน์ถึงความเป็นซุปเปอร์คาร์แห่งเทคโนโลยีสำหรับรถแห่งอนาคตของฟอร์ด ซึ่งในเดือนมิถุนายน 2560 นี้ ฟอร์ดเตรียมส่ง 4 สุดยอดรถแข่ง ฟอร์ด ชิพ กานาสซี เรซซิ่ง ฟอร์ด จีที ลงสนามป้องกันแชมป์ การแข่งรถมาราธอน 24 ชั่วโมง ณ สนาม เลอ ม็องส์ โดยในปี 2559 ฟอร์ด จีที ที่ลงแข่งในหมายเลข 68, 69, 66 และ 67 เข้าเส้นชัยคว้าชัยชนะเป็นอันดับ 1, 3, 4 และ 9 ตามลำดับ และยังนับเป็นปีที่ฟอร์ดเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี ที่รถแข่ง ฟอร์ด จีที เข้าเส้นชัยเป็นอันดับ 1, 2 และ 3 จากการแข่งขันเมื่อปี 1966
ภาพจาก: themotorreport.com
นอกจากรูปลักษณ์ของฟอร์ด จีที จะแสดงถึงความเร็วแม้จะจอดอยู่นิ่งๆ ทุกส่วนของรถยังได้รับการออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากหลักอากาศพลศาสตร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดอีกด้วย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดแรงต้านอากาศและเพิ่มแรงกด เพื่อที่จะช่วยเพิ่มความสามารถในการยึดเกาะถนนในขณะเร่งเครื่อง เข้าโค้ง และหยุดรถ

รูปร่างตามหลักอากาศพลศาสตร์ของฟอร์ด จีที จะเปลี่ยนไปตามสภาวะการขับรถ โดยมีส่วนประกอบต่างๆ รอบคันรถที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ช่องดักอากาศด้านหน้า และปีกท้ายขนาดใหญ่ที่สามารถปรับขึ้นลงได้ โดยเมื่อปีกยกขึ้น ฝาช่องลมพิเศษจะปิดเพื่อเพิ่มแรงกด และจะเปิดเพื่อลดแรงกดเมื่อปีกถูกปรับลง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้ฟอร์ด จีที คงความสมดุลตามหลักอากาศพลศาสตร์ทั่วทั้งคันรถไม่ว่าจะใช้ความเร็วเท่าใดก็ตาม

ปีกของฟอร์ด จีที มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของฟอร์ดที่กำลังจดลิขสิทธิ์ นั่นคือ ดีไซน์แพนอากาศที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงได้เพื่อเพิ่มสมรรถนะของรถให้สูงสุด การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์นี้ยังรวมถึงเจอร์นี แฟลบ (Gurney Flap) หรือปีกขนาดเล็กที่ด้านท้ายรถ ซึ่งเมื่อรวมกับรูปร่างที่ปรับเปลี่ยนได้แล้ว สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพโดยรวมของรถได้มากถึง 14 เปอร์เซ็นต์
นอกจากดีไซน์แล้ว เครื่องยนต์ยังมีส่วนช่วยในการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์อีกด้วย โดยเครื่องยนต์ อีโค่บูสท์ 6 กระบอกสูบขนาดเล็กของฟอร์ด จีที ช่วยให้ทีมสามารถออกแบบลำตัวของรถให้ได้สัดส่วนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าที่เครื่องยนต์ V8 จะให้ได้ นอกจากนี้ ตัวเทอร์โบชาร์จเจอร์ของเครื่องยนต์ที่วางอยู่ค่อนข้างต่ำและเทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ที่วางอยู่ด้านนอกบริเวณหน้าล้อหลัง ยังช่วยให้สามารถดีไซน์ตัวรถให้เรียวลงตามรูปทรงของเครื่องยนต์อีกด้วย

คาร์บอนไฟเบอร์คือองค์ประกอบสำคัญใหม่ที่ช่วยให้ฟอร์ด จีที มีน้ำหนักเบาและรูปทรงโฉบเฉี่ยว ที่เหล็กหรืออลูมิเนียมไม่อาจให้ได้ ฟอร์ดทำงานร่วมกับหลากหลายพันธมิตร รวมถึง Multimatic และ DowAksa เพื่อพัฒนาวิธีการใหม่ๆ ในการผลิตชิ้นส่วนจากคาร์บอนไฟเบอร์ปริมาณมากให้รวดเร็วขึ้นสำหรับการผลิตในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ครีบยันลอย (Flying buttresses) ที่เป็นจุดเด่นของฟอร์ด จีที ซึ่งเชื่อมจากหลังคามาจนถึงบังโคลนหลังนั้น ไม่สามารถผลิตจากเหล็กหรืออลูมิเนียมได้ เนื่องจากข้อจำกัดด้านการขึ้นรูปโลหะ แต่คาร์บอนไฟเบอร์นั้นสามารถปรับเปลี่ยนรูปร่างตามดีไซน์ที่ซับซ้อนได้ ด้วยการตัดเป็นรูปร่างของชิ้นส่วนต่างๆ แล้วนำมาประกอบกัน คล้ายวิธีการตัดเสื้อผ้า และเสริมความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมที่อุณหภูมิสูง
เครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ของฟอร์ด จีที คือเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ที่ทรงพลังที่สุดของบริษัท และมอบพลังสูงถึง 647 แรงม้า โดยได้รับการพัฒนาควบคู่กับเครื่องยนต์จีทีสำหรับแข่งขัน และเครื่องยนต์อีโค่บูสท์ 3.5 ลิตร ที่ใช้ในรถกระบะออฟโรดรุ่น เอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งมีส่วนประกอบเหมือนกับเครื่องยนต์จีทีเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์

ในระหว่างแข่งขัน เพลาข้อเหวี่ยงของเครื่องยนต์ทดสอบในรถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่า (Daytona Prototype) แตกเมื่อผ่านการใช้งานอย่างทรหด ด้วยระยะเวลาเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันเซบริง (Sebring) ในปีนั้นค่อนข้างสั้น ทีมจึงตัดสินใจเปลี่ยนไปใช้เพลาข้อเหวี่ยงรุ่นทดสอบของเอฟ-150 แรพเตอร์ ซึ่งส่งผลให้รถตัวอย่างรุ่นเดย์โทน่าชนะการแข่งขันในปีนั้น

ทีมยังได้พัฒนาเทคโนโลยีลดการรอรอบเทอร์โบ (Anti-lag Turbo) ที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะให้จีทีสามารถออกจากโค้งได้อย่างรวดเร็วขึ้น โดยเทคโนโลยีนี้ทำงานด้วยการเปิดวาล์วปีกผีเสื้อไว้ขณะที่คนขับไม่ได้เหยียบคันเร่ง ตัวฉีดน้ำมันจะไม่ทำงาน แต่ยังคงความเร็วและการเร่งของรอบเทอร์โบไว้เพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองไวขึ้น และเร่งเครื่องได้เร็วยิ่งขึ้นเมื่อเหยียบคันเร่ง

เพื่อเพิ่มสมรรถนะของเครื่องยนต์ให้ดียิ่งขึ้น ฟอร์ด จีที ยังมาพร้อมท่อไอดีใหม่และหัวฉีดเชื้อเพลิง Dual Fuel-injection แบบตรงเพื่อเร่งการตอบสนองของเครื่องยนต์ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมชุดเพลาส่งกำลังคลัทช์คู่ (Dual-clutch) 7 สปีด ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ผลลัพธ์ที่ได้คือการเปลี่ยนเกียร์ที่ลื่นไหลไม่สะดุดและความสามารถในการควบคุมรถที่เหนือชั้น แถมยังมีการลดความสูงลง และมีระบบกันสะเทือนแบบไฮดรอลิค ที่จะช่วยปรับระดับความสูงของรถได้ง่ายเพียงกดปุ่มเพื่อปรับโหมดการขับขี่
ในโหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ระบบกันสะเทือนจะลดระดับความสูงของรถลง 50 มิลลิเมตร หรือเกือบ 2 นิ้ว โดยโหมดนี้จะยกปีกและปิดช่องลมด้านหน้าเพื่อสร้างแรงกดที่เหมาะสมสำหรับการแข่งขันที่ผู้ขับสามารถสัมผัสได้

เมื่อระดับความสูงของรถลดลง ค่าคงที่ของสปริง การตั้งค่าวาล์วลมที่เหมาะสม และระบบอากาศพลศาสตร์ที่พร้อมปรับเปลี่ยนตลอดเวลา จะทำงานร่วมกันเพื่อสร้างรถที่เป็นทั้งรถแข่งและรถยนต์โดยสารในคันเดียว
อีกหนึ่งคุณสมบัติของระบบกันสะเทือนไฮดรอลิค คือ โหมดฟรอนท์ลิฟท์ ซึ่งจะช่วยให้ฟอร์ด จีที ขับผ่านเนินชะลอความเร็วและทางขรุขระได้สะดวกขึ้น ผู้ขับสามารถเพิ่มความสูงด้านหน้าของรถได้ตามต้องการที่ความเร็วต่ำกว่า 25 ไมล์ต่อชั่วโมง ระบบจะกลับสู่โหมดปกติโดยอัตโนมัติเมื่อความเร็วขึ้นถึง 25 ไมล์ต่อชั่วโมง

บทบาทของฟอร์ด จีที ในฐานะสนามทดสอบเทคโนโลยีนั้นเด่นชัดในทุกส่วนของรถ ด้วยนวัตกรรมต่างๆ เช่น คาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ ได้ในอนาคต ในขณะที่นวัตกรรมบางอย่างถูกนำไปใช้ในรถรุ่นที่กำลังจะออกวางจำหน่ายในเร็วๆ นี้ เช่น เทคโนโลยีแผงหน้ารถดิจิตอล ซึ่งคล้ายกับที่ใช้ในฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง ปี 2008 และรถรุ่นใหม่อื่นๆ

นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งขยาย โหมดขับขี่ตามความต้องการ (Customized Driving Mode) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับสมรรถนะของรถให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ โหมดขับขี่แบบแข่งขัน (Track Mode) ของฟอร์ด จีที จะอยู่ในฟอร์ด มัสแตง และรถเพอร์ฟอร์มานซ์รุ่นอื่นๆ เพื่อช่วยเพิ่มสมรรถนะการแข่งขัน ในขณะที่ฟอร์ด เอฟ-150 แรพเตอร์ รุ่นใหม่ จะมาพร้อมโหมดบาจาออฟโรด (Baja off-road)

ในขณะที่ฟอร์ด จีที ใหม่ กำลังทยอยออกไปสู่มือลูกค้า ลูกค้าฟอร์ดสามารถคาดหวังว่าจะได้พบกับจิตวิญญาณของฟอร์ด จีที ในรถรุ่นใหม่ๆ อย่างแน่นอน
