bYOND ส่งไทยฮิปฮอปติดชาร์ตสตรีมมิ่งแพลทฟอร์ม

bYOND หนึ่งในแบรนด์ย่อยของ Believe AS ได้พิสูจน์ตัวเองในฐานะมากกว่าค่ายเพลง แต่เป็น “Game Changer” ที่เร่งปั้นศิลปินจากใต้ดินให้เฉิดฉายในตลาดเพลงเมนสตรีม พร้อมผลักดันวัฒนธรรมฮิปฮอปให้กลายเป็นพลังสื่อสารของคนรุ่นใหม่อย่างเต็มรูปแบบ ขับเคลื่อนวัฒนธรรมฮิปฮอปในแบบฉบับของตัวเอง ผสมผสานหลากหลายแนวเพลง ที่สามารถสื่อสารถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ปัจจุบัน Saran, BLVCKHEART, Z9 ต่างเป็นศิลปินที่มียอดสตรีมนับล้านและเติบโตอย่างรวดเร็วบนสตรีมมิ่งแพลทฟอร์ม พวกเขาคือภาพของความคิดสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขต — เปลี่ยนเรื่องราวดิบๆ ให้กลายเป็นเพลงฮิตที่ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ genre ใด genre หนึ่งในความสำเร็จที่โดดเด่นคือ Saran ศิลปินฮิปฮอปรุ่นใหม่ที่ bYOND ดึงตัวเข้าสังกัดตั้งแต่ปี 2021 จากวันนั้นถึงวันนี้ Saran สร้างปรากฏการณ์ต่อเนื่อง:

  • ปี 2022 ติดอันดับศิลปินที่มียอดสตรีมสูงสุดอันดับ 3 บน YouTube ด้วยยอดวิวถึง 655 ล้านครั้ง
  • ปี 2023 คว้าอันดับ 2 ศิลปินที่มียอดสตรีมรวมสูงสุดในประเทศไทยจากรายงานของ IFPI (เป็นรองเพียง Taylor Swift)
  • ปี 2024 ขึ้นแท่น #1 Thailand Top Local Artist จากสรุป Spotify Wrapped ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะศิลปินกระแสหลักตัวจริง bYOND ยังไม่หยุดแค่ Saran แต่ยังเดินหน้าผลักดัน BLVCKHEART และ Z9 ขึ้นแท่นศิลปินดาวรุ่งที่จับตาในตลาดเพลงไทย
  • BLVCKHEART กับเพลง อยากจะกอดเธอนานๆ (“Have A Good Time”) กลายเป็นไวรัลบน TikTok ด้วยยอด UGC กว่า 7.3 ล้านคลิป และผู้ฟังประจำกว่า 2.3 ล้านรายต่อเดือน และ กลายเป็นไวรัลบน streaming platforms ด้วยการคว้าอันดับ 1 ในหลายชาร์ตไม่ว่าจะเป็น Shazam Thailand – Top 200, #1 / Spotify Viral 50 Thailand – #1 / Spotify Top 50 Thailand – #1 / IFPI Official Thailand Chart – peaking #1 รวมถึงชาร์ตอื่นๆ อีกมากมาย
  • Z9 แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวด้วยสองเพลงดัง บทสรุปสุดท้าย (The Last Chapter) และ รักใครไม่เป็น ( “Curse”) ที่มียอดสตรีมรวมทะลุ 50 ล้านครั้ง และส่งให้เพลงนี้ติดอันดับ 2 บน IFPI Official Thai Chart รวมถึงสร้างความไวรัลอย่างต่อเนื่องบน TikTok ด้วยยอด UGC กว่า 1 ล้านคลิป และผู้ฟังประจำกว่า 1.7 ล้านรายต่อเดือน และ ทั้งสองเพลงคว้าอันดับหนึ่งบนชาร์ต Apple Music: Top 100 Thailand – #1

“เราไม่ได้แค่เดินตามกระแส แต่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนวงการเพลง ศิลปินไม่จำเป็นต้องถูกหล่อหลอมให้อยู่ในกรอบ แต่ควรได้รับการส่งเสริมให้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ ผ่านพื้นที่สร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์ทั้งวัฒนธรรมและความต้องการทางตลาด” สมวลี ลิมป์รัชตามร Country Director, Believe Digital Thailand กล่าว “ที่ Believe Artist Services Thailand (Believe AS) เราขับเคลื่อนด้วยแนวคิด Artist-First ควบคู่กับการใช้ข้อมูลเชิงลึก (data-driven execution) อาทิ ข้อมูลพฤติกรรมผู้ฟังและอินไซต์ตลาดแบบเรียลไทม์ เพื่อการเติบโตของศิลปินรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่สร้างยอดวิวหรือกระแสแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต่อยอดสู่โอกาสทางการตลาดที่จับต้องได้ ความสำเร็จของ Saran, Z9 และ BLVCKHEART สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อกลยุทธ์ขับเคลื่อนด้วยทั้งความคิดสร้างสรรค์และข้อมูลเชิงลึก—ศิลปินสามารถกลายเป็นพลังทางวัฒนธรรมและธุรกิจได้อย่างแท้จริง”

ความสำเร็จบนชาร์ตไม่ใช่เพียงแค่รางวัลทางดนตรี แต่สะท้อนบทบาทของ Believe AS Thailand ในฐานะ “ผู้กำหนดทิศทาง” ตลาดเพลงดิจิทัลสตรีมมิงและการพัฒนาศิลปิน ด้วยการขับเคลื่อนผ่านข้อมูลเชิงลึกและการเข้าใจวัฒนธรรม Believe AS กำลังปูทางให้กับคลื่นลูกใหม่ของวงการเพลงไทย และผลักดันศิลปินให้กลายเป็น Brand-Ready Icons ของคนรุ่นนี้ในยุคที่อุตสาหกรรมดนตรีเปลี่ยนผ่านสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ Believe Artist Services Thailand ยืนหยัดในฐานะผู้บุกเบิกวงการแถวหน้า ที่ไม่เพียงแค่สนับสนุนศิลปิน แต่ยังขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมด้วยการผสานข้อมูล เทคโนโลยี และอินไซต์เชิงวัฒนธรรม สู่โมเดลการพัฒนาใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดเพลงและแบรนด์พาร์ทเนอร์


เกีย ‘THE BOLD JOURNEY’ ชวนเที่ยวอย่างยั่งยืนกับ The Kia EV5

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เผยความสำเร็จ “เดอะ โบลด์ เจอร์นีย์” (THE BOLD JOURNEY) แคมเปญที่ร่วมมือกับ “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า “การเดินทาง” ผ่าน 3 กิจกรรม ไฮไลต์ที่เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวยุคใหม่และทันสมัยในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่

  1.  The BOLD Destinationเป็นกิจกรรมที่เกีย ร่วมมือกับ ททท.ชวนทุกครอบครัวออกไปท่องเที่ยวสู่จุดหมายปลายทางสุด BOLD พร้อมกิจกรรมซีเอสอาร์รักษ์โลกด้วยการทำปะการังเทียม เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ณ เกาะมันกลาง จังหวัดระยอง
  2. The BOLD Honeymoonกิจกรรมร่วมฉลอง Pride Month ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ เกียที่พร้อมสนับสนุนความสัมพันธ์และความรักในทุกรูปแบบ เพราะความรักคือพลังขับเคลื่อนที่ทรงพลัง พร้อมให้คู่รักสัมผัสบรรยากาศสุดโรแมนติก กับกิจกรรมฮันนีมูนสุดหวาน ณ จังหวัดอยุธยา
  3. The BOLD Friendกิจกรรมซีเอสอาร์ที่ เกีย ร่วมกับมูลนิธิเดอะวอยซ์ เชิญชวนผู้ที่พร้อมอุปการะสัตว์เลี้ยงมาร่วมเป็นบ้านหลังใหม่ให้เพื่อนสี่ขาสุดBOLD ซึ่งเป็นการขยายนิยามของคำว่า ‘ครอบครัว’ ที่เกียมองว่าสำหรับบางคน สัตว์เลี้ยง คือ สมาชิกครอบครัวที่สำคัญไม่แพ้คนในครอบครัว

ซึ่ง 3 กิจกรรมนี้ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ แต่ยังได้ทดลองและสัมผัสสมรรถนะของ The Kia EV5 รถเอสยูวีขนาดกลาง ไฟฟ้า 100% ที่ออกแบบมาเพื่อทำให้การเดินทางของครอบครัวทั้งสะดวกสบาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตอกย้ำความตั้งใจของเกียในการสร้างแรงบันดาลใจแก่ผู้คน

การผสานพลัง KOL/Influencer แพลตฟอร์มออนไลน์ และกิจกรรมออนกราวน์

เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เลือกใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นหลัก ควบคู่กับการใช้ KOL/Influencer ที่สอดคล้องกับแต่ละกลุ่มเป้าหมาย อาทิ Influencer ครอบครัวสายท่องเที่ยวอย่าง “ไอซ์ – ณพัชรินทร์ ปรีดากุล และ “แบงค์ – อธิกิตติ์ ไพบูลย์รัตนกิจ” เพื่อสื่อสารกับครอบครัวนักเดินทาง และคู่รัก LGBTQ+ อย่าง “พอร์ช-อภิวัฒน์ อภิวัฒน์เสรี” และ “อาม-สัพพัญญู ปนาทกุล” ที่รักกันมานานกว่า 16 ปี รับหน้าที่เป็นคู่รักต้นแบบที่มาชวนคู่รักไปฉลองทริปฮันนีมูน นอกจากนี้ยังมี Influencer ผู้รักสัตว์เลี้ยงอย่าง “เต๋า – เศรษฐพงศ์ เพียงพอ” ที่เข้าถึงกลุ่มคนรักสัตว์ได้ และยังมีการจัดกิจกรรม On ground รวมถึงทริปกับเจ้าของรถเกียและผู้โชคดีที่สร้างปฏิสัมพันธ์โดยตรง นำไปสู่การสร้างเอนเกจเมนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เกียเชื่อมโยงกับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างตรงจุด

“แคมเปญนี้ได้รับความคิดเห็นเชิงบวก และกระแสตอบรับที่ล้นหลามจากผู้บริโภคไทยยุคใหม่ ด้วยยอดปฏิสัมพันธ์กว่า 1,000,000 เอนเกจเมนต์บนโซเชียลมีเดียในทุกแพลตฟอร์ม ความสำเร็จเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ก้าวหน้าของเกียในฐานะแบรนด์ที่ยอมรับความเท่าเทียมและเข้าใจไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่อย่างแท้จริง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของเกียในการเป็นแบรนด์ยนตรกรรมระดับโลกที่พร้อมยกระดับประสบการณ์การเดินทาง และสร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค พร้อมเดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนเชิงบวกให้กับสังคม” ฌ็อง–ดาวิด กล่าวสรุป


สิ้นปีนี้เจอกัน The new CLA ที่ Motor Expo 2025

เมอร์เซเดสเบนซ์ (ประเทศไทย) ประเดิมจัดงาน CLASS OF ITS OWN. “The new CLA Designer Talk” สร้างปรากฏการณ์ในรอบ 20 ปี ด้วยการดึงตัว เดนนิส บริงส์” (Dennis Brings) ดีไซเนอร์ระดับโลกจาก Mercedes-Benz Design มาร่วมเผยแรงบันดาลใจและแนวคิดการออกแบบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เจเนอเรชันล่าสุด “The new CLA” ก่อนที่จะนำรุ่น CLA 250+ with EQ Technology
มาจัดแสดงในประเทศไทยครั้งแรกที่งาน Motor Expo 2025


The new CLA มาพร้อมแพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ที่เน้นความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพการผลิตให้สามารถเข้ากับรถยนต์ทุกระบบขับเคลื่อนทั้งรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์สันดาปภายใน สอดคล้องกับการปรับกลยุทธ์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า จากเดิมที่ใช้ซับแบรนด์ Mercedes-EQ จะถูกเปลี่ยนมาอยู่ภายใต้แบรนด์ Mercedes-Benz ทั้งหมด โดยรถยนต์ทุกรุ่นที่เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จะใช้ชื่อรุ่นตามด้วย “with EQ Technology” ส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดจะตามด้วย “with EQ Hybrid Technology”

CLASS OF ITS OWN. “The new CLA Designer Talk” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เชิญ เดนนิส บริงส์ (Dennis Brings) Senior Designer จากสตูดิโอ Mercedes-Benz Design ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานในแผนก “Lights & Parts” มาพูดนำเสนอแนวคิดการออกแบบและองค์ประกอบสำคัญของ The new CLA ไว้ดังนี้

  • ออกแบบภายใต้แนวคิด “Sensual Purity” ดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สะท้อนไอคอนนิกสไตล์
    อันหรูหราและเรียบง่าย แต่ยังคงเปี่ยมไปด้วยความโดดเด่นที่สะกดทุกสายตา
  • นำเสนอสัญลักษณ์ดวงดาวของแบรนด์ให้เข้ากับองค์ประกอบต่างๆ ของตัวรถ อาทิ กระจังหน้า Starpanel ในรูปแบบไฟแอนิเมชัน โคมไฟหน้าติดตั้ง Daytime Running Light รูปทรง
    Star Shaped และไฟท้าย Digital Jewelry ที่ผสานเอกลักษณ์ของแบรนด์ให้ออกมาเป็นรายละเอียดของอัญมณีที่ลงตัว
  • ดีไซน์ภายในของ The new CLA ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสวนหินญี่ปุ่น (Zen Garden) สะท้อนศิลปะแห่งการลดทอนและคงไว้เฉพาะสิ่งที่เป็นแก่นแท้ เหลือไว้เพียงส่วนประกอบที่เป็นหัวใจของวิศวกรรมยานยนต์ เช่น การใช้วัสดุกระจกบนจอกลาง MBUX Superscreen วัสดุโลหะบนคอนโซลกลาง และวัสดุหนังบนแผงบุนุ่มบริเวณข้างประตู

CLA 250+ with EQ Technology จะเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่ตอบโจทย์ในทุกมิติ ทั้งในด้านสมรรถนะอันทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุด 272 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร รวมถึงการติดตั้งแบตเตอรี่ 800V ขนาด 85 kWh ที่ให้ระยะทางการขับขี่สูงสุด 792 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP และมีประสิทธิภาพการชาร์จที่รองรับ DC Charge สูงสุด 320 kW โดยการชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลัง จะสามารถขับขี่ได้ไกลถึง 325 กิโลเมตร นอกจากนี้ The new CLA ยังถือเป็นรถยนต์ที่ล้ำสมัยที่สุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยการติดตั้งระบบปฏิบัติการ MB.OS ที่ผสานการทำงานของเทคโนโลยี AI ด้วยระบบ MBUX Virtual Assistance ที่ร่วมมือกับ Google นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อเข้ากับแอปพลิเคชันระดับโลกมากมาย อาทิ ChatGPT, Gemini, Google Maps, Microsoft Teams, Webex, Zoom ฯลฯ

นอกจากนี้ สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่วางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้จัดแคมเปญ “DEFINING ELECTRIC: Reimagine Intelligence.” ชวนลูกค้าทุกคนรับข้อเสนอสุดพิเศษ กับส่วนลดสูงสุดถึง 3 ล้านบาท พร้อมร่วมทดลองขับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% กว่า 8 รุ่น ได้ที่โครงการวัน แบงค็อก (One Bangkok) ในวันที่ 15-17 สิงหาคม 2568 และโครงการเซ็นทรัล วิลเลจ (Central Village) ในวันที่ 23-24 และ 30-31 สิงหาคม 2568

ลูกค้าที่สนใจรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่าย
เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ 31 แห่งทั่วประเทศ หรือช่องทางออนไลน์ www.mercedes-benz.co.th หรือโซเชียลมีเดีผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth


ครั้งแรกของไทย! Character Fest Thailand รวมคาแรกเตอร์ดัน Soft Power

‘ขายหัวเราะ’ หนึ่งในกลุ่มบริษัทวิธิตากรุ๊ป เปิดโครงการ “Character Fest Thailand ครั้งที่ 1” มหกรรมรวมพลคาแรกเตอร์ไทยภายใต้คอนเซปต์สนุกสุดสร้างสรรค์ “งานวัดวาคาแรกเตอร์ไทย” ผู้ชมจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศแสนครื้นเครง สัมผัสความน่ารัก ความเท่ และเสน่ห์เฉพาะตัวของเหล่าคาแรกเตอร์ไทยขวัญใจทุกเจเนอเรชั่น อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นตัวการ์ตูนในความทรงจำ พร้อมคาแรกเตอร์รุ่นใหม่ที่กำลังโด่งดัง งานนี้ได้รวมมาไว้ในที่เดียว ตลอด 4 วัน ตั้งแต่ 14–17 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์ (บริเวณ Central Court, Eden 1 และ Beacon 2 ชั้น 1)

Character Fest Thailand ครั้งที่ 1 จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “งานวัดวาคาแรกเตอร์ไทย” ที่จะพาเข้าสู่โลกแห่งความสนุกสนาน และสร้างสรรค์ พร้อมสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร โดยภายในงานจะได้พบกับเหล่าคาแรกเตอร์ชื่อดังมากมายในชุดธีมงานวัด ความสนุกที่จะได้เจอก็อย่างเช่นกิจกรรมวัดดวงกับ “เซียมซีพ่อหมอปังปอนด์” หรือใครชอบความตื่นเต้น ต้องลอง “บ้านผีหัวเราะ” บ้านผีสิงสไตล์ขายหัวเราะ ที่รวบรวมผีไทยดุ Top 10 มาหลอกหลอน…แต่รับรองว่าผีที่นี่จะมาพร้อมความน่ารักและรอยยิ้ม และที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือการถ่ายรูปเช็กอินกับแลนด์มาร์กสุดอลังการ  “ม้าหมุนม่วนจอย”  ขนาดยักษ์! ที่คุณจะได้เฮฮาไปกับคาแรกเตอร์ตัวโปรดหมุนวนไปกับเสียงหัวเราะ และเก็บภาพความประทับใจลงโซเชียลมีเดีย แถมในงานยังมีของที่ระลึกมากมายหลากหลายให้ได้

Character Fest Thailand ครั้งที่ 1 ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากทั้งองค์กรเอกชน และหน่วยงานภาครัฐในการร่วมกันสร้างสรรค์ และนำคาแรกเตอร์เข้าร่วมจัดแสดง  โดยมีผู้สนับสนุนหลัก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) (คาแรกเตอร์ ก๊อดจิ) รวมถึงแบรนด์อื่นๆ ที่มาเสริมทัพไม่ว่าจะเป็นโก๋แก่ (คาแรกเตอร์ พี่โก๋), แว่นตามองเด้ โดย  หอแว่น (คาแรกเตอร์  แมวมอง), เอ ไลฟ์ พาวเวอร์บาย เอไอเอ (คาแรกเตอร์ Emo Light Gang), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (คาแรกเตอร์ Watt-D), ซิกมา โนวา (คาแรกเตอร์ KIKU RANGER), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (คาแรกเตอร์ ENGY), การไฟฟ้านครหลวง (คาแรกเตอร์ เจิดจ้า), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (คาแรกเตอร์ สุขใจ), คาแรกเตอร์จากหน่วยงานภาครัฐ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA และร่วมด้วยพันธมิตรอย่าง GMMTV

สามารถเข้าร่วมสนุกกับงาน Character Fest Thailand ครั้งที่ 1  โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วม ได้ตั้งแต่วันที่ 14-17 สิงหาคม 2568 ณ บริเวณลาน Central Court, Eden 1 และ Beacon 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น1 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ facebook.com/kaihuaror


ชาว’TANKER’ พา GWM TANK 300 ลุยทริปเมืองกาญ!

GWM (Thailand) เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มผู้ใช้ GWM TANK 300 ที่ TANK MASTER และ TANK Captain ได้ร่วมกันจัดขึ้น โดยมี GWM TANK 300 ทั้งรุ่นไฮบริดและดีเซลกว่า 43 คัน เหล่า TANKER ผู้ที่รักการผจญภัย มีสไตล์เฉพาะตัว และพร้อมเปิดรับประสบการณ์ใหม่ ๆ มากกว่า 87 ท่านเข้าร่วมทริป 3 วัน 2 คืน เพื่อเปิดประสบการณ์ชาร์จพลังท่ามกลางธรรมชาติ ท้าทายสมรรถนะการขับขี่ทั้งในเชิงท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และเชิงวัฒนธรรม ที่ถูกใจทั้งสายลุย และสายชิล ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ณ เมืองสายหมอกแห่งทองผาภูมิจังหวัดกาญจนบุรี ในระหว่างวันที่ 18 – 20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา

คาราวานชาว TANKER เริ่มออกเดินทางจาก GWM เพรสทีจ ปทุมธานี มุ่งหน้าผ่านเส้นทางออนโรดสู่จังหวัดกาญจนบุรี ระหว่างทางได้แวะชมเขื่อนวชิราลงกรณ์ ท่ามกลางสายฝนโปรยปราย ก่อนเข้าที่พัก และเดินทางต่อไปยังบ้านอีต่อง หมู่บ้านที่ต้องเดินทางผ่าน 399 โค้ง อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลกว่า 1,000 เมตร ปกคลุมไปด้วยสายหมอก อากาศเย็นสบาย และวันถัดมาจึงออกเดินทางได้เยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด ซึ่งจัดแสดงนิทรรศการรวบรวมเรื่องราว และร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะ (ไทย-พม่า) สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนเข้าสู่อุโมงค์เหมืองแร่เก่า “ดร.ผล กลีบบัว” ซึ่งเหล่า TANKER ได้ขับขี่ GWM TANK 300 ผ่านเส้นทางที่น่าตื่นเต้น และได้ทดสอบสมรรถนะของรถในด้านต่างๆ ท่ามกลางธรรมชาติที่โอบล้อมด้วยความท้าทายในแบบฉบับออฟโรด

นอกเหนือจากประสบการณ์ความสนุกและท้าทายระหว่างการขับขี่แล้ว บรรดา TANKER ยังได้แลกเปลี่ยนเรื่องราว ประสบการณ์ และความคิดเห็นจากการใช้งาน GWM TANK 300 อย่างเป็นกันเอง โดยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้สะท้อนให้เห็นถึงพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชนชาว TANKER ภายใต้ GWM TANKER CLUB THAILAND คอมมูนิตี้ของผู้ใช้งาน TANK ที่ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ เพื่อเป็นชุมชนสำหรับผู้ใช้ ดำเนินงานโดยผู้ใช้ และเพื่อผู้ใช้ โดยการเดินทางในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงพาผู้ใช้งานไปยังจุดหมายปลายทาง แต่ยังเชื่อมโยง TANKER เข้าหากันในฐานะ “เจ้าของคอมมูนิตี้” ที่แท้จริง และเป็นพลังสำคัญที่ช่วยผลักดันให้ TANKER CLUB เติบโตอย่างแข็งแรงจากรากฐานของความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมที่แท้จริง

ศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร GWM (Thailand) กล่าวว่า “GWM มีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตของ TANKER CLUB ในประเทศไทย เราเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมให้ผู้ใช้งานได้มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวมถึงเป็นรากฐานที่สำคัญของการเติบโตของแบรนด์ในระยะยาว นับตั้งแต่การเปิดตัว NEW GWM TANK 300 DIESEL ในประเทศไทย เรามีจำนวนผู้ใช้งานจริงหรือชาว TANKER เพิ่มขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ GWM จะยังเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้งานทุกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น GWM TANK, GWM ORA, GWM HAVAL หรือ GWM POER ซึ่งผู้ใช้แต่ละท่านต่างเป็นครอบครัวเดียวกัน เราหวังจะสร้างครอบครัว GWM Family ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและแบ่งปันซึ่งกันและกัน ให้มีความแข็งแกร่ง และเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย”

GWM (Thailand) ขอขอบคุณ GWM เพรสทีจ ปทุมธานี GWM พระนคร อุดมสุข และ GWM วัน เทพารักษ์ ที่ช่วยสนับสนุนการจัดกิจกรรมของชาว TANKER CLUB THAILAND ในครั้งนี้


“NEW GWM TANK 500 DIESEL” เคาะราคาพิเศษช่วงแนะนำเริ่มต้น 1.399 ล้านบาท

GWM (Thailand) ได้ฤกษ์เปิดม่านเผย NEW GWM TANK 500 DIESEL อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนเนอเรชันใหม่ล่าสุด กับยนตรกรรมพรีเมียม PPV 7 ที่นั่ง ตอบไลฟ์สไตล์ทุกด้านของผู้ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อรับประสบการณ์การขับขี่ที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.) ความพรีเมียมตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน 2.) ความสบายเหนือระดับด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมาย 3.) เทคโนโลยีอัจฉริยะอันล้ำสมัย และ 4.) ความปลอดภัยที่อัดแน่นสร้างความมั่นใจให้ในทุกเส้นทาง โดยมีราคาแนะนำช่วงเปิดตัวเริ่มต้นที่ 1.399 – 1.599 ล้านบาท สำหรับลูกค้าที่ออกรถ 500 ท่านแรก พร้อมข้อเสนอพิเศษสู่การเดินทางที่เหนือระดับ และยังสร้างความต่างอย่างมีสไตล์ สะท้อนความต้องการบาลานซ์ระหว่าง “งาน ชีวิต ไลฟ์สไตล์” ของผู้ใช้งานชาวไทย ผ่าน “ป้อง ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์” ในฐานะพรีเซ็นเตอร์ มุ่งตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทาง ทั้งเพื่อธุรกิจ การเดินทางกับครอบครัว และทริปผจญภัย สู่การนิยามมาตรฐานใหม่ของรถ PPV 7 ที่นั่ง ระดับโลกอย่างแท้จริง

NEW GWM TANK 500 DIESEL พร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการใน 3 รุ่นย่อย ทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ พร้อมสีภายนอก 2 สี ได้แก่ สีขาว สีเทา และรุ่นตกแต่งพิเศษ Black Warrior (เฉพาะรุ่น 2.4T ULTRA และ 2.4T ULTRA 4WD) ส่วนภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีดำสุดพรีเมียม ในราคาแนะนำในช่วงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ดังนี้

  • NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T PRO ราคา 1,399,000 บาท
  • NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T ULTRA* ราคา 1,499,000 บาท
  • NEW GWM TANK 500 DIESEL 2.4T ULTRA 4WD* ราคา 1,599,000 บาท

(*ทั้ง ULTRA และ ULTRA 4WD มาพร้อมสีพิเศษ Black Warrior ซึ่งจะมีราคาเพิ่มจากรุ่นปกติ 30,000 บาท)

โดยราคาแนะนำในช่วงเปิดตัวสุดพิเศษนี้ สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถ NEW GWM TANK 500 DIESEL 500 คันแรกเท่านั้น พิเศษยิ่งขึ้น รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่งการรถผ่านอินเทอร์เน็ต* (Telematic Service) พร้อมแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถ (Internet in Vehicle) ระยะเวลา 3 ปี ฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง) ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 5 ปี พร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร** (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซล 1,000,000 กิโลเมตร หรือ 8 ปี (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

** เงื่อนไขการให้บริการเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด ดูรายละเอียดได้ที่ GWM Thailand – Service

NEW GWM TANK 500 DIESEL มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 2.4T แบบ VGT ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า และแรงบิด 480 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด (9AT) เหนือกว่าด้วย 4 จุดเด่นหลักที่ยกระดับมาตรฐานวงการ PPV ได้แก่ 1.) ความพรีเมียมตั้งแต่ภายนอกสู่ภายใน ถ่ายทอดผ่านดีไซน์ทรงพลัง ลำโพง 12 ตัว และระบบ surround sound system กระจก 2 ชั้น แบบ Double layer laminated glass 2.) ความสบายเหนือระดับจากห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะหนัง Nappa ปรับไฟฟ้า พร้อมระบบจดจำตำแหน่ง นวด และระบายอากาศ และพาโนรามาซันรูฟ ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง 3.) เทคโนโลยีอัจฉริยะล้ำสมัย เช่น กล้องมองรอบคัน 540 องศา (กล้อง 360 องศาพร้อมระบบแสดงภาพใต้ท้องรถ), Head-up Display, ระบบสั่งงานด้วยเสียง และหน้าจอ Smart Dual Screen ระบบจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ ระบบการควบคุมรถจากทางไกลผ่าน GWM application สุดท้าย 4.) ความปลอดภัยที่อัดแน่นด้วยชุดระบบ GWM Intelligent Driving Assistance (L2+) และระบบความปลอดภัยเชิงรุกและเชิงรับมากมาย  (ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นมีข้อมูลอุปกรณ์และฟังก์ชั่นที่แตกต่างกัน โปรดศึกษารายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม)

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน GWM ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ GWM ในการสานต่อกลยุทธ์ระดับโลก All scenario, All powertrain, All users ด้วยการเปิดตัว NEW GWM TANK 500 DIESEL อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เรามั่นใจว่า NEW GWM TANK 500 DIESEL จะได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคชาวไทย และจะเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญที่ร่วมยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีโลกไปพร้อมกับเรา”

“ในปีนี้ GWM เฉลิมฉลองครบรอบ 35 ปี ด้วยเครือข่ายที่ครอบคลุมกว่า 170 ประเทศทั่วโลก และในช่วงต้นปีนี้ GWM ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 15 ล้านคน สำหรับปีที่ผ่านมา ยอดขายในตลาดต่างประเทศทะลุ 450,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 44.61% นี่เป็นการตอกย้ำความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลกที่มีต่อแบรนด์ GWM ความสำเร็จนี้เกิดจากยุทธศาสตร์ 4 เสาหลักของโลกาภิวัตน์ คือ ผลิตในพื้นที่ ดำเนินการในพื้นที่ เติบโตในระดับโลก และบูรณาการห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งขับเคลื่อนด้วยแนวคิด ‘In Local, For Local’ ที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคในแต่ละประเทศเป็นศูนย์กลางของทุกการพัฒนา ไม่เพียงเพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ที่สุด แต่ยังส่งเสริมการจ้างงาน และยกระดับคุณภาพชีวิตในชุมชนท้องถิ่น ภายในปี 2030 เราตั้งเป้ายอดขายในต่างประเทศกว่า 1 ล้านคันต่อปี โดยมากกว่า 30% จะเป็นรถยนต์พรีเมียม และประเทศไทยคือหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์สำคัญในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พวงมาลัยขวาเพื่อรองรับตลาดระดับภูมิภาค และระดับโลก” ปาร์คเกอร์ ฉี กล่าวเสริม


ยูเน็กซ์ อีวี จับมือ ยู เพาเวอร์ เปิดตัวสถานีสลับแบตเตอรี่แห่งแรก ‘ภูเก็ต’

บริษัท ยูเน็กซ์ อีวี จำกัด (UNEX EV) ร่วมกับ บริษัท ยู เพาเวอร์ จำกัด (U Power Limited, Nasdaq: UCAR) เปิดตัวแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะและสถานีสลับแบตเตอรี่ UOTTA™ แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เลขที่ 17/4 หมู่ 5 ถ.เจ้าฟ้าตะวันตก ต.ฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต ด้วยความร่วมมือกับ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐในจังหวัดภูเก็ต เป็นการวางรากฐานระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าครบวงจร และยกระดับการคมนาคมอย่างยั่งยืน

พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยูเน็กซ์ อีวี กล่าวว่า “สถานีสลับแบตเตอรี่แห่งนี้ เป็นส่วนสำคัญของการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าแบบสลับแบตเตอรี่ของ UNEX EV-MG ซึ่งช่วยให้มั่นใจได้ว่าเราสามารถบูรณาการ การทำงานจริงได้ทันที จากนี้ สถานีที่สอง และ สามจะตามมาในจังหวัดถูเก็ต (ใกล้สนามบิน) และกรุงเทพมหานคร”

สถานีสลับแบตเตอรี่ ‘ ภูเก็ต’ เป็นความร่วมมือ 3 เสาหลักได้แก่

  1. เทคโนโลยี UOTTA™: เทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่จาก ยู เพาเวอร์ ซึ่งเป็นบริษัทแรกและรายเดียวในโลกที่จดทะเบียนใน Nasdaq (UCAR) สำหรับเทคโนโลยีนี้
  2. การรองรับทุกการเคลื่อนที่ UNEX EV: รองรับยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทตั้งแต่ รถรับจ้างสาธารณะ รถเพื่อการพาณิชย์ ไปจนถึงยานพาหนะทางน้ำ และอากาศ
  3. ห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง: ภายใต้ความร่วมมือกับหลากหลายพันธมิตรที่สนับสนุนในภาคพลังงานของประเทศไทย และในภูมิภาคนี้

จอห์นนี่ ลี (Johnny Lee) ผู้ก่อตั้ง ยู เพาเวอร์ ได้เสริมว่า “ปัจจุบันสถานีสลับแบตเตอรี่อัจฉริยะของ UOTTA ™ และยานพาหนะที่รองรับการสลับแบตเตอรี่ได้เริ่มดำเนินงานเชิงพาณิชย์ เช่น บริษัทผู้ให้บริการเช่าขับแท็กซี่ บริษัทขนส่งสินค้า และบริษัทขนส่งผู้โดยสาร เพื่อให้บริการในรูปแบบการสลับแบตเตอรี่อย่างครบวงจร


METASPEED™ ซีรีส์ใหม่ล่าสุดจาก ASICS

ASICS (เอสิคซ์) เปิดตัวรองเท้าวิ่งรุ่น METASPEED™ SKY TOKYO และ METASPEED™ EDGE TOKYO พร้อมกับ METASPEED™ RAY รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ได้รับการพัฒนาร่วมกับนักกีฬาชั้นนำ พร้อมกับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์จากทีมงานสถาบันวิทยาศาสตร์การกีฬา ASICS Institute of Sport Science จากการวิจัยและทดสอบอย่างต่อเนื่อง ASICS ได้เพิ่มสมาชิกใหม่ในกลุ่มรองเท้าวิ่งประสิทธิภาพสูงกับ METASPEED™ RAY มาพร้อมกับดีไซน์ที่ล้ำสมัย และน้ำหนักเพียง 129 กรัม* ทำให้ METASPEED™ RAY เป็นหนึ่งในรองเท้าวิ่งระยะไกลที่มีแผ่นคาร์บอนที่เบาที่สุดในตลาดรองเท้าวิ่งในปัจจุบัน โดยรุ่นใหม่นี้ได้รับการออกแบบมาสำหรับนักวิ่งที่ลงน้ำหนักเท้าด้านหน้า (Forefoot Strikers)

METASPEED™ RAY ได้รับแรงบันดาลใจจากความเร็วของแสงและคำว่า ‘Rei’ ในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า ‘ศูนย์’ เพื่อสื่อถึงความเบาราวกับไร้น้ำหนัก รองเท้าคู่นี้ผสานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจาก ASICS เพื่อตอบสนองต่อความมุ่งมั่นในการเพิ่มความเร็วสูงสุด โดยพื้นรองเท้าชั้นกลาง (Midsole) ผลิตจากโฟม ASICS FF LEAP™ ซึ่งเป็นโฟมรุ่นใหม่ล่าสุดที่มีคุณสมบัติเด่นในด้านน้ำหนักเบา ความนุ่มสบาย และการตอบสนองที่ยอดเยี่ยม ช่วยมอบประสบการณ์การวิ่งที่เบาสบายและเสริมสร้างความมั่นใจในทุกย่างก้าว ส่วนอัปเปอร์ (Upper) ได้รับการออกแบบจากวัสดุถัก Matryx® ที่มีน้ำหนักเบาพิเศษ เพื่อคงไว้ซึ่งความเบาของรองเท้าในขณะที่ยังคงล็อกเท้าอย่างมั่นคง แม้ในขณะที่เพิ่มความเร็วก็ตาม

METASPEED™ RAY มาพร้อมกับแผ่นคาร์บอนน้ำหนักเบาที่ออกแบบมาเพื่อช่วยส่งแรงพุ่งตัวไปข้างหน้าในช่วงลงน้ำหนัก โดยไม่เพิ่มภาระน้ำหนักให้กับรองเท้า อีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยเสริมสร้างการตอบสนองและความรู้สึกเด้งขณะวิ่งด้วยโครงสร้าง Dynamic Drop Structure ซึ่งเกิดจากการยุบตัวอย่างรวดเร็วของโฟม FF LEAP™ ทำให้เกิดความต่างระดับระหว่างส้นเท้ากับปลายเท้ามากกว่าค่า drop 5 มม. ที่ถูกออกแบบไว้ รองเท้าคู่นี้ยังมาพร้อมกับพื้นรองเท้า ASICS GRIP ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มการยึดเกาะกับพื้นผิว ช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคง แม้บนพื้นผิวที่เปียกลื่น

คอลเลกชันล่าสุดนี้ยังประกอบไปด้วย METASPEED™ SKY TOKYO และ METASPEED™ EDGE TOKYO รองเท้าวิ่งระดับเรือธงที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงจากรุ่นดั้งเดิม โดยมีความแตกต่างอยู่ที่รูปทรงและตำแหน่งของคาร์บอนแบบเต็มแผ่น ในรุ่น METASPEED™ SKY TOKYO ได้รับการออกแบบสำหรับนักวิ่ง Stride-Style มีลักษณะการก้าวยาวและเพิ่มความเร็วด้วยการยืดระยะก้าวให้ไกลขึ้น ส่วนรุ่น METASPEED™ EDGE TOKYO เน้นการตอบโจทย์นักวิ่ง Cadence-Style ที่ใช้ก้าวสั้นและเพิ่มความเร็วด้วยการเพิ่มจำนวนก้าวต่อนาที รวมถึงการเพิ่มระยะก้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ยกระดับรองเท้าวิ่งระดับเรือธงสู่ประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
ทั้ง METASPEED™ SKY TOKYO และ METASPEED™ EDGE TOKYO ได้รับการออกแบบด้วยการผสานโฟม FF LEAP™ รุ่นใหม่ และโฟม FF TURBO™ PLUS ประสิทธิภาพสูงในพื้นรองเท้าชั้นกลาง การผสมผสานนี้ช่วยเสริมประสบการณ์การวิ่งที่นุ่มนวลและตอบสนองได้ดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมาในซีรีส์ METASPEED™ พร้อมทั้งเพิ่มความมั่นคงในการก้าววิ่ง ช่วยให้ผู้สวมใส่มั่นใจในศักยภาพการทำความเร็วสูงสุดในระยะทางไกล นอกจากนี้รองเท้ารุ่นนี้ยังได้รับการพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นด้วย MOTION WRAP 3.0 โครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาและระบายอากาศได้ดี ในขณะเดียวกันยังคงรักษาความกระชับและความมั่นคงในการล็อกเท้าอย่างมีประสิทธิภาพตลอดการวิ่ง

รองเท้า METASPEED™ SKY TOKYO และ METASPEED™ EDGE TOKYO วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยในวันที่ 25 กรกฎาคม 2025 ที่ ASICS Store สาขา Mega Bangna, Central World, Central Ladprao, Emporium, Central Rama9, Central Pinklao, Central Phuket, Terminal21 Pattaya, , Central Chonburi, Central Chiangmai และCentral Khonkaen ร้านค้าชั้นนำ Ari, BananaRun, Run2Paradise, Supersports, REV RENNR และ Sports Mall – ASICS Siam Paragon รวมถึงทางออนไลน์ที่ ASICS.COM


มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ฉลองครบรอบ 25 ปี มอบ Exclusive Program ‘The i7’

บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ มอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ภายใต้ MGC-ASIA จัดงานฉลองครบรอบ 25 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัว Exclusive Program สำหรับ BMW ‘The i7’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘The i7 the Incredible 7 Series’ โดยร่วมมือกับการบินไทย ให้ลูกค้าได้ลุ้นรับบัตรโดยสารสายการบินไป-กลับญี่ปุ่น มูลค่ารวมกว่า 600,000 บาท

เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี แห่งความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และ มิลเลนเนียม ออโต้ ทั้ง 2 องค์กรนี้ได้ร่วมกันเสริมสร้างรากฐานทางธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆ กับการก้าวสู่ศักราชใหม่ร่วมกัน นอกจากนี้ เรายังคงร่วมกันยืนหยัดทำงานอย่างมุ่งมั่นเพื่อลูกค้า บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด อย่างต่อเนื่อง

ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู มิลเลนเนียม ออโต้ ก่อตั้งโชว์รูมแห่งแรกบนถนนพระราม 4 ตามด้วยสาขาลาดพร้าวเป็นแห่งที่สอง จากนั้นได้มีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโชว์รูมทั้งหมด 11 สาขาทั่วประเทศ รวมมินิเอกมัย แบ่งเป็นกรุงเทพฯ 7 สาขา – พระราม 4, ลาดพร้าว, พระราม 3, พัฒนาการ-ศรีนครินทร์, สยามพารากอน, ไอคอนสยาม และ มินิ เอกมัย ขณะที่ต่างจังหวัดมี 4 สาขาหัวเมืองหลัก – อุบลราชธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต และ สุราษฎร์ธานี

มิลเลนเนียม ออโต้ มีความสัมพันธุ์ที่ดีกับ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และบริษัท การบินไทย มายาวนาน จึงขอใช้โอกาสนี้ แทนคำขอบคุณลูกค้าทุกๆ ท่าน ที่ได้มอบความไว้วางใจให้เราดูแล ด้วยการนำเสนอ ‘BMW The i7’ ภายใต้คอนเซปต์ ‘The i7 the Incredible 7 Series’ ยนตรกรรมลักชัวรีระดับแฟลกชิป และเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประวัติศาสตร์ของ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 โดยมอบสิทธิประโยชน์ พร้อม Exclusive Program และสิทธิประโยชน์จาก การบินไทย รวมมูลค่ากว่า 600,000 บาท”

กรกฏ ชาตะสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีกับความร่วมมือครั้งนี้ ระหว่าง การบินไทย และ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ซึงทั้งสององค์กรนับว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การร่วมมือกันของทั้งสององค์กร จะเป็นการเกื้อกูลกันทางธุรกิจได้เป็นอย่างดี”

25 ปีแห่งความภาคภูมิใจ กับ BMW Millennium Auto

เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปี มิลเลนเนียม ออโต้ ขอมอบสิทธิประโยชน์ พร้อม Exclusive Program ให้กับลูกค้า BMW ‘The i7’ ดังต่อไปนี้

  • ฟรีแพ็คเกจดูแลบำรุงรักษานาน4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง*
  • ประกันภัยชั้นหนึ่งนาน3 ปี*
  • Wallbox Charger*
  • บัตรโดยสารสายการบินไทย ไป-กลับญี่ปุ่น จำนวน4 ที่นั่ง(2 BC และ 2 ECO)*
  • กล่องใส่กุญแจ*
  • คะแนนสะสมMobilife Point*
  • BMW Advance car eye 3.0 pro*
  • บัตรเครดิตUOB รูดจองสูงสุด 1,000,000 บาท ผ่อน 0% นาน 3 เดือน*

ขอเรียนเชิญลูกค้าและผู้ที่สนใจ สำรองที่นั่งเพื่อร่วมงาน High Tea Reception และกิจกรรมทดลองขับ BMW ‘The i7’ ในวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2568 ณ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ กรุงเทพฯ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ที่เบอร์โทร. 1286


“The all-new SANTA FE” SUV รุ่นใหญ่แดนโซม

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เดินเกมรุกตลาดรถยนต์ต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวยานยนต์ D-SUV ใหม่ล่าสุด “The all-new SANTA FE” นับเป็นเจเนอเรชันที่ 5 ของ SANTA FE ภายใต้สโลแกน “Open for More Horizons เพราะมากกว่าเส้นขอบฟ้า คือคำว่าอิสระ” สะท้อนจิตวิญญาณ SUV ยุคใหม่ที่พร้อมพาคุณออกไปสู่จุดหมายใหม่ สัมผัสประสบการณ์ใหม่ และขยายขอบเขตการใช้ชีวิตให้ไกลกว่าที่เคย เพราะ The all-new SANTA FE สะท้อนภาพลักษณ์ SUV ยุคใหม่ ด้วยเส้นสายทรงพลังที่ผสานความหรูหราและอารมณ์แห่งการผจญภัยในหนึ่งเดียว ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ไฮบริดทรงพลังแต่ยังประหยัดพลังงาน พร้อมอัดแน่นเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบความปลอดภัย พร้อมวางจำหน่ายในราคาเริ่มต้นที่ 1.599 ล้านบาท
The all-new SANTA FE Gen 5 ขับเคลื่อนด้วย 1.6 Turbo Parallel Hybrid Technology ที่ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรีลิเธียมไอออนโพลิเมอร์ขนาด 1.49 kWh ให้พลังสูงสุดถึง 232 แรงม้าที่ 5,600 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 367 นิวตัน-เมตร ที่ 1,000–4,100 รอบ/นาที พร้อมมาตรฐานการปล่อยไอเสีย Euro 6 และระบบขับเคลื่อนล้อหน้า (FWD) ที่เหมาะกับทุกสภาพการขับขี่ มอบอัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ยสูงสุดที่ 19.6 กม./ลิตร ระบบบังคับเลี้ยวเป็นพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า ให้ความแม่นยำและตอบสนองทันใจ ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็คเฟอร์สันสตรัท และด้านหลังแบบมัลติลิงค์ มอบประสบการณ์ขับที่นุ่มนวลและมั่นคง ระบบเบรกทั้งหน้าและหลังเป็นดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน เสริมความมั่นใจในการเบรก พร้อมล้ออัลลอยหรู ขนาด 18 นิ้ว เติมเต็มความ  พรีเมียมและสมรรถนะในทุกมิติ
ห้องโดยสาร SANTA FE ใหม่ ผสานความหรูหรา ความอเนกประสงค์ และเทคโนโลยีเหนือระดับ โดดเด่นด้วยเบาะแถวสองแบบ Captain Seat ปรับไฟฟ้า หนึ่งเดียวในคลาส มอบความสะดวกสบายเสมือนเลาจน์ส่วนตัว พร้อมจอคู่ Panoramic Curved Display ขนาด 12.3 นิ้ว + 12.3 นิ้ว เชื่อมต่อจอมาตรวัดและอินโฟเทนเมนต์อย่างไร้รอยต่อ Bi-directional Multi-console ที่เก็บของคอนโซลกลางที่ใช้งานสะดวกทั้งผู้ขับและผู้โดยสารแถวสอง ขณะที่ Dual Wireless Charger มาพร้อมพัดลมระบายความร้อน เพื่อชาร์จสมาร์ตโฟนได้รวดเร็วและปลอดภัย เสริมบรรยากาศพรีเมียมด้วย Ambient Light Colour ถึง 64 เฉดสี  ในห้องโดยสาร
ความปลอดภัยยังคงเป็นหัวใจของ The all-new SANTA FE  ติดตั้งชุดเทคโนโลยีอัจฉริยะ Hyundai SmartSense ถึง 13 ระบบ ที่ครบครันที่สุดในคลาส มอบความมั่นใจทุกเส้นทางด้วยระบบช่วยขับอันชาญฉลาด ทั้ง Smart Cruise Control พร้อม Stop & Go ที่ควบคุมความเร็วและรักษาระยะห่างจากรถคันหน้า, Forward Collision-Avoidance Assist (FCA) ระบบเบรกอัตโนมัติหากเสี่ยงต่อการชนปะทะด้านหน้า, Blind-Spot Collision-Avoidance Assist (BCA) ระบบเตือนและช่วยเบรกเมื่อเปลี่ยนเลน, Lane Following Assist และ Lane Keeping Assist ระบบรักษาตำแหน่งรถให้อยู่กลางเลน, Rear Cross-Traffic Collision-Avoidance Assist ระบบเบรกอัตโนมัติเมื่อถอยหลังหรือมีรถวิ่งตัดหลัง, Safe Exit Assist ระบบเตือนและล็อกประตูอัตโนมัติหากมีรถแล่นผ่านขณะเปิดประตู, Surround View Monitor (เฉพาะรุ่น Prestige) กล้องรอบคันช่วยให้จอดได้อย่างมั่นใจ และ Reverse Parking Collision-Avoidance Assist ระบบช่วยเบรกเมื่อมีสิ่งกีดขวางขณะถอยจอด เพื่อทำให้ทุกการเดินทางของคุณปลอดภัยและอุ่นใจยิ่งกว่าเดิม
The all-new SANTA FE นำเสนอ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ Exclusive ราคา 1.599 ล้านบาท และ Prestige ราคา 1.749 ล้านบาท มาพร้อม 3 เฉดสีภายนอกสุดพรีเมียม ได้แก่ Beach Sand, Pearl White และ Space Black เสริมความมั่นใจด้วยการรับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กม. และการรับประกันแบตเตอรีไฮบริด 8 ปี หรือ 160,000 กม. พร้อมดอกเบี้ยพิเศษช่วงเปิดตัว 1.99% ดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน เมื่อออกรถภายใน 31 สิงหาคม 2568

เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The all-new SANTA FE  ไม่ได้เป็นเพียง SUV รุ่นใหม่ แต่คือสัญลักษณ์แห่งความมุ่งมั่นของฮุนไดในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาด SUV ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ฮุนไดก้าวขึ้นเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ลำดับ 3 ของโลก ด้วยยอดจำหน่ายมากกว่า 4 ล้านคันต่อปีในกว่า 190 ประเทศ”

วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “The all-new SANTA FE รุ่นใหม่นี้พัฒนาขึ้นจากการผสานดีไซน์แห่งอนาคต ด้วยรูปทรงเหลี่ยม สไตล์ Boxy Design เข้ากับฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ห้องโดยสาร 3 แถว 6 ที่นั่ง พร้อม Captain Seat ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ด้วยพื้นที่ห้องเก็บสัมภาระท้าย ที่ขยายพื้นที่ได้กว้างขวางเสมือนห้องนั่งเล่นเคลื่อนที่ (Living Room-Like) มาพร้อมเทคโนโลยี   Turbo Hybrid ของฮุนได ที่ทั้งแรงและประหยัด  โดยสื่อสารผ่านคำว่า Open for More Horizons ให้คุณใช้ชีวิตได้เต็มที่และดื่มด่ำยิ่งกว่าเดิม”

Privacy Preference Center