‘โฮก้า’ Together, We Fly Higher ชวนทุกคนมาสนุกกันยาวๆ 10 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568
‘Together, We Fly Higher’ คืออะไร?

เพ็ญพรรณี ฤทธิกาญจน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดแบรนด์โฮก้า (Associate Director, Brand Marketing Communication, HOKA Thailand) กล่าวว่า “Together, We Fly Higher เป็นแคมเปญระดับโลกที่ต่อยอดมาจากแคมเปญหลัก Fly Human Fly ของ HOKA ซึ่งได้เปิดตัวแคมเปญเป็นที่แรก ที่เมืองโกเลตา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และจะมีการเปิดตัวแคมเปญอย่างต่อเนื่องไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศในทวีปยุโรป ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม รวมถึงประเทศไทย
แคมเปญ ‘Together, We Fly Higher’ นี้เกิดจากความเชื่อว่า เบื้องหลังทุกการเติบโต ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เกิดจากพลังของคนรอบตัวที่คอยผลักดัน คอยซัพพอร์ต สนับสนุน และเดินไปด้วยกัน โดยแนวคิดนี้ถูกสื่อสารผ่านเรื่องจริงของนักวิ่งที่ไม่ได้เดินทางคนเดียวเพียงลำพัง แต่มีเพื่อน ครอบครัว และทีมสนับสนุน เป็นแรงผลักดันสำคัญในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในแต่ละวัน ไปจนถึงเป้าหมายที่พวกเขาได้วางไว้
สำหรับในประเทศไทย HOKA เลือก ‘เจริญกรุง’ เป็นเวทีของการเล่าเรื่อง และตีความใหม่ในแบบคนไทย เพราะที่นี่คือย่านที่เชื่อมต่ออดีตกับปัจจุบัน เชื่อมชุมชนกับศิลปะ เชื่อมคนหลายรุ่น หลายแบบ ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิตชีวา การเปลี่ยนพื้นที่ภายในตึกเก่าอายุกว่าร้อยปี ให้กลายมาเป็น Culture Hub ชั่วคราว จึงไม่ใช่แค่ ‘การจัดกิจกรรมในพื้นที่สวย’ แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ให้คนมาพบกันจริง ๆ เพื่อแบ่งปันแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนได้ก้าวไปด้วยกัน และบินให้สูงขึ้นไปด้วยกัน ตามความหมายของแคมเปญอย่างแท้จริง
‘HOKA Culture Hub’ คอมมูนิตี้ที่เชื่อว่า ‘เราจะบินได้สูงขึ้น เมื่อเราบินไปด้วยกัน’
ไฮไลต์กิจกรรมตลอด 4 สัปดาห์:
- HOKA Morning Runs (วันที่ 12 กรกฎาคม 2568) คอมมูนิตี้วิ่งชมเมืองรับแสงเช้า จากสนามกีฬาเทพหัสดิน สู่ Sarnies & Friends Café พร้อมกิจกรรมหลังวิ่งสุดพิเศษที่สร้างมิตรภาพใหม่ ๆ และแรงบันดาลใจ ไปกับเพื่อน ๆ HOKA RUN CLUB และรองเท้ารุ่นต่าง ๆ ของ HOKA ที่เอามาให้ได้ทดลอง และทำให้คุณสนุกกับการวิ่งมากยิ่งขึ้น
- HOKA HEALIDAY for Runners by IWELTY (วันที่ 20 กรกฎาคม 2568) กิจกรรมเวิร์กชอปเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจแบบครบวงจรเพื่อนักวิ่ง และบุคคลที่ใส่ใจในเรื่อง wellness และ ritual ตลอดหนึ่งวันเต็ม ผ่าน 5 เวิร์กชอปหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สายถึงค่ำ ถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านร่างกาย จิตใจ และการฟื้นฟู เพื่อช่วยคืนสมดุลทั้งภายนอกและภายในอย่างลึกซึ้งจากทีม IWELTY ได้แก่กิจกรรม ■ Ground to Fly: Stretching & Sound Alignment – เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนผ่านโยคะ พร้อมเสียงบำบัดเพื่อปรับสมดุลภายใน ■ Elevate Within: Breathwork & Sound Awakening – ฝึกลมหายใจอย่างมีสติ เพื่อคลายความตึงเครียดลึกถึงระบบประสาท ■ The Recharge Rally: Celebrate Your Stride by Doikam – ปาร์ตี้กาแฟกลางแจ้งสุดชิล เติมความสดชื่นผ่านเครื่องดื่มและเสียงดนตรี ■ Mindful Movement: Pilates Power Reset – ผสานพิลาทิสกับเสียงบำบัด เสริมสร้างความแข็งแรงและการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ■ Healing & Recover: Deep Sound Immersion Therapy – ผ่อนคลายลึกถึงภายในด้วยการบำบัดผ่านคลื่นเสียงและการตระหนักรู้ทางกาย
- HOKA x CARNIVAL Evening Run (วันที่ 3 สิงหาคม 2568) คอมมูนิตี้วิ่งกลางคืนสุดคึกคักที่นำแฟชั่นกับกีฬาโคจรมาบรรจบกัน โดยร่วมกับ แบรนด์สตรีทแฟชั่นแนวหน้าของไทยอย่าง CARNIVAL ที่มาช่วยเติมสีสันให้กับคอมมูนิตี้
- Local Stories ‘Together, We Fly Higher’ (ตลอดช่วงระยะเวลาของกิจกรรม) ร่วมชมเรื่องราวจริงของคนไทยที่สะท้อนหัวใจของแบรนด์ HOKA แบรนด์ที่เชื่อในพลังของการสนับสนุนให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระท่ามกลางโลกภายนอก เพราะเมื่อมีแรงผลักดันที่ดี ทุกคนก็สามารถ ‘บินได้ไกลกว่าที่คิด’ ผ่านสองเรื่องราวจากบุคคลที่ ‘บินได้เพราะมีคนรอบข้างคอยสนับสนุน’ ได้แก่ ■ เชฟตาม–ชุดารี เทพาคำ และ คุณเตย-ภัณฑิลา เทพาคำ สองพี่น้องผู้ก่อตั้งร้านอาหาร BAAN TEPA ที่ส่งต่อความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในการทำร้านอาหาร ไปจนถึงความหลงใหลในธรรมชาติและกิจกรรมเอาท์ดอร์ ■ จ่าสิบโท เสกสรรค์ จักรแก้ว นักกีฬาจากทีม HOKA ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน UTMB OCC 55K ที่ประเทศฝรั่งเศสในเดือนสิงหาคม นักวิ่งผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนวิ่งเทรลทั่วประเทศ

- HOKA x SARNIES & FRIENDS Collaboration ร่วมรับ HOKA ‘Together We Fly Higher’ Tumbler สุดพิเศษที่ทำมาเพื่อแคมเปญนี้ จำกัดเพียงแค่ 30 ชิ้นให้กับลูกค้าที่เก็บภารกิจครบทั้ง 4 จุด ดังนี้
- รับประทานเมนูคอลแลบ HOKA x SARNIES & FRIENDS ที่สาขา The Corner House (ตลาดน้อย) จะได้รับบัตรสะสมแต้ม 1 ใบ และแสตมป์ 1 ดวงทันที โดยบัตรสะสมแต้มสามารถใช้เป็นส่วนลด 15% ได้ที่ร้าน HOKA Brand Store ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขา centralwOrld, สาขา Emporium, และ สาขา Megabangna
- Shoot / Share / Show โพสต์รูปภายในร้าน SARNIES & FRIRENDS สาขา The Corner House (ตลาดน้อย) ระหว่างช่วงแคมเปญ พร้อมติดแฮชแท็ก #HOKAXSARNIES&FRIENDS ลงโซเชียลมีเดียของคุณ
- ถ่ายรูปที่ตู้ Photobooth HOKA ‘Together, We Fly Higher’ โดยมีกรอบให้เลือกด้วยกัน 6 แบบ และแชร์ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมแท็ก Instagram @HOKA_TH
- นำบัตรสะสมแต้ม และภารกิจข้อ 2-3 ไป check-in ที่ร้าน HOKA สาขา centralwOrld เป็นภารกิจสุดท้าย โดยแสดงหลักฐานภารกิจทั้ง 4 ให้พนักงานที่ร้าน HOKA สาขา centralwOrld เพื่อยืนยัน และจะได้รับแสตมป์ครบ 4 ดวง เพื่อแลกรับ HOKA ‘Together, We Fly Higher’ Tumbler ไปเลย
*สินค้ามีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิ์ให้กับผู้ที่ทำภารกิจถูกต้องตามเงื่อนไข
มาร่วมบินไปด้วยกัน
ไม่ว่าจะมาคนเดียว มากับเพื่อน มาเพื่อวิ่ง มานั่งจิบกาแฟ หรือจะแค่มาหาแรงบันดาลใจ HOKA Culture Hub พร้อมต้อนรับทุกคนในแบบที่คุณเป็น เพราะเราเชื่อว่า ‘เราจะบินได้สูงขึ้น เมื่อเราบินไปด้วยกัน’ HOKA Culture Hub เปิดให้เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568 ที่ Sarnies & Friends Café อาคาร The Corner House ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย
ติดตามข้อมูลกิจกรรม ตารางวิ่ง และเรื่องราวแรงบันดาลใจได้ที่: hoka.rev.co.th หรือทาง Instagram @HOKA_TH และ Facebook HOKA ONE ONE
#FlyHumanFly #HOKATH
DEEPAL withU FREEDAY เปิดประสบการณ์การเดินทางฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน
CHANGAN Automobile จัดกิจกรรม DEEPAL withU FREEDAY: One Heart One Journey พาลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวจีน ร่วมขบวนสัมผัสประสบการณ์การขั
DEEPAL withU FREEDAY: One Heart One Journey จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ Together for better เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ดีๆ ไปพร้อมกันกับลูกค้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CHANGAN ในการให้บริการลูกค้าที่
ในการเดินทางครั้งนี้ ผู้ร่วมทริปได้เยี่ยมชมสถานที่
เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การจัดกิจกรรม DEEPAL withU FREEDAY: One Heart One Journey ในครั้งนี้ ตอกย้ำว่าเราให้ความสำคัญอย่
ปอร์เช่ 911 ขับเคลื่อน 4 ล้อ 3 รุ่นใหม่ กำลังสูงสุด 480 แรงม้า!
สมรรถนะการขับขี่ที่พัฒนาเหนือชั้น
60 ปี ปอร์เช่ 911 ทาร์กา: สืบทอดแนวคิดเหนือกาลเวลา
ในปัจจุบัน ปอร์เช่ 911 ทาร์กา ได้กลายเป็นหนึ่งในไอคอนสำคัยกระดับอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อประสบการณ์ที่เร้าใจกว่าที่เคย
ภายในห้องโดยสารของรุ่นขับเคลื่Volvo GO แคมเปญสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างอิสระในการเดินทาง!
วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว Volvo GO แคมเปญพิเศษที่มากกว่าแค่การเดินทาง กิจกรรม Volvo GO ถูกออกแบบขึ้นเพื่อฉลองชีวิต, การมีชีวิต และการใช้ชีวิต (Lives, Life and Living) ทั้งในมุมส่วนตัว หรือกับครอบครัว เพื่อน และชุมชน เพื่อทดลองทำสิ่งที่แตกต่างไปจากกิจวัตรเดิม หาความสมดุลและสร้างความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยความหมายในประสบการณ์เหล่านั้น ตามแนวคิดของแบรนด์ที่เชื่อว่า เมื่อคุณรู้สึกปลอดภัย คุณจะรู้สึกมีอิสระที่จะทำได้มากขึ้น ไปได้ไกลขึ้น และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ยิ่งขึ้น
กิจกรรม Volvo GO เป็นความร่วมมือกันระหว่าง วอลโว่ คาร์ ไทยแลนด์ กับ ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ชวนผู้สนใจร่วมชมหนึ่งในรถสไตล์ซีดานรุ่นคลาสสิกของวอลโว่ซึ่งเป็นรถในดวงใจของผู้คนมากมายมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1990 ด้วยดีไซน์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างรุ่น Volvo 940 GLT โดยครั้งนี้ถูกนำมาวาดลวดลายกราฟฟิตตี้รอบตัวรถให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมพื้นที่ให้ผู้สนใจได้ถ่ายทอดถ้อยคำ และความหมายของการใช้ชีวิตอย่างอิสระลงบนตัวรถที่จัดแสดงอยู่บริเวณชั้นล่างของโรงแรม เดอะ ควอเทียร์ ในซอยสุขุมวิท 49 พร้อมร่วมสัมผัส รถไฟฟ้าเอสยูวี สไตล์ครอสคันทรี่รุ่นใหม่ล่าสุดที่สะท้อนเป้าหมายในอนาคตสู่การเป็นบริษัทรถไฟฟ้าของวอลโว่ได้เป็นอย่างดีอย่างรุ่น Volvo EX30 Cross Country กันแบบใกล้ ๆ
ผู้สนใจสามารถร่วมลุ้นรับเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่เป็นการรังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับวอลโว่ ง่าย ๆ เพียงถ่ายภาพตัวเองร่วมกับรถวอลโว่ Volvo 940 GLT หรือ Volvo EX30 Cross Country ที่จัดแสดงในบริเวณงานพร้อมโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียด้วยการตั้งค่าแบบสาธารณะติดแฮชแท็ก #VolvoGO และแท็ก @volvocarth และ @culdesac.bkk เพื่อลุ้นรับสิทธิ*
เครื่องดื่มเมนูพิเศษสะท้อนแรงบันดาลใจในการออกไปค้นหาโลกกว้างกับวอลโว่
เพื่อฉลองจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม และการออกแบบสไตล์สแกนดิเวียน ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ได้จัดทำเมนูเครื่องดื่มพิเศษที่สะท้อนแนวคิดและดีไซน์ของรถวอลโว่ รวมเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ และคนเมือง พร้อมชื่อเมนูสุดชิค อย่าง No Keys Tonight, Safety is Sexy, Park & Spark และ Pitcrew Punch ให้ได้ทดลองทั้งที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ หรือที่โชว์รูมผู้จำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั่วกรุงเทพฯ เพียงทดลองขับ* Volvo EX30 รุ่นใดก็ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้
เดินทางอย่างปลอดภัยในยามค่ำคืนกับบริการรถลีมูซีนร่วมกับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์
เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยและการขับขี่อย่างมีจิตสำนึก วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ ให้บริการรถลีมูซีนสำหรับลูกค้าผู้โชคดีที่มาใช้บริการที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ เพื่อส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังพร้อมมอบโค้ดส่วนลด 300 บาท* ให้แก่ลูกค้าของร้านที่จองบริการกับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ และมีต้นทางอยู่ที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงเป้าหมายร่วมของทั้งสองแบรนด์ในการมอบความปลอดภัย ความสะดวกสบายในระดับพรีเมี่ยมแก่ผู้ใช้รถในทุกเส้นทาง
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ที่ www.volvocars.com/th
The New Volvo EX30 Cross Country รถไฟฟ้าพร้อมลุย!
Volvo EX30 Cross Country รถไฟฟ้า SUV ขนาดเล็กพร้อมลุยต่อยอดความสำเร็จจากรุ่
สรุปการอัปเกรดสำคัญใน EX30 Cross Country
- กระจังหน้าแบบใหม่ที่เพิ่
มลวดลายกราฟิกเฉพาะตัว ซึ่งแสดงภาพภูมิประเทศของเทื อกเขาเค็บเนอไคเซ ทางตอนเหนือของสวีเดน พร้อมแสดงตำแหน่งละติจูด ลองติจูดของเทือกเขาบนลวดลาย - ล้อดีไซน์ใหม่สำหรับรุ่น Cross Country ขนาด 19” นิ้ว แบบ 5 ก้าน สีเทากราไฟต์ด้านและดำด้าน มาพร้อมยาง Summer tires ขนาดใหญ่ 720 มม. (235/50/19) เพิ่มมิติและลุคที่ดูลุย
- ดีไซน์แผ่นกันกระแทกหน้าและหลั
งด้วยสีเทา (Vapour Grey) แบบด้าน - ดีไซน์แผงด้านหลังตกแต่งด้วยผิ
วสีดำด้าน - กันชนล่างด้านหลังและบริเวณเสา C เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นด้
วยโลโก้ Cross Country บ่งบอกความพิเศษของรุ่น - ดีไซน์กันชนหน้าและส่วนขยายซุ้
มล้อสีดำด้านรูปแบบใหม่ - ตัวเลือกสีเบาะใหม่: รุ่นนี้มาพร้อมเบาะใหม่ในสี “Pine” สีเขียวที่มอบความรู้สึกอบอุ่
นและเป็นธรรมชาติ และยังมีตัวเลือกเบาะสี “Indigo” โทนน้ำเงินเข้ม ที่ให้ความรู้สึก สุขุม และมีเอกลักษณ์ - ยกสูงขึ้น: เพิ่มความสูงจากพื้นถนนถึง 19 มม. (12 มม. จากแชสซี และ 7 มม. จากล้อ) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุ
กสถานการณ์มากขึ้น - ปรับจูนระบบการขับขี่ช่วงล่าง: เพิ่มความนุ่มนวลและความสบาย พร้อมประสิทธิภาพในการยึ
ดเกาะถนนในทุกรูปแบบการขับขี่ - เพิ่มฟีเจอร์ระบบทำความร้อน: ที่เบาะนั่งคู่หน้าและพวงมาลัย
- พลังการขับเคลื่อน: ระบบขับเคลื่อน Twin Motor Performance (พลังการขับเคลื่อนเท่ากับรุ่น EX30 Twin Motor Performance)
EX30 Cross Country เป็นรถ SUV ขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุดถึง 490 กิโลเมตร1 มาพร้อมระบบการชาร์จไวจาก 10 – 80% ภายในเวลาเพียง 28 นาที2 ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ EX30 Cross Country เพิ่มความสูงจากรุ่
พื้นที่เก็บสัมภาระ
พื้นที่เก็บของส่วนกลางระหว่
บริเวณช่องใส่สัมภาระตรงกลางมี
ปลอดภัยและสะดวกสบาย
พร้อมลุยไปทุกที่ด้วย Google Built-in ที่ติดตั้งภายในรถ ไม่ว่าจะมุ่งหน้าออกไปสัมผั
เพราะความปลอดภัย คือหัวใจสำคัญของวอลโว่ EX30 Cross Country คันนี้มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภั
คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วอลโว่เป็นผู้นำที่บุกเบิ
————————
1 ข้อมูลจากผลการทดสอบในห้องปฏิบั
2 อ้างอิงจากการชาร์จด้วยเครื่
ฉลองแชมป์ใหม่ Diageo World Class Thailand 2025 พร้อมลุยสนามแคนาดา
บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DMHT ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าพรีเมียมระดับโลก ประกาศผลการแข่งขัน ดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์ 2025 (Diageo World Class Thailand 2025) เวทีการแข่งขันบาร์เทนเดอร์ระดับตำนานแห่งวงการเครื่องดื่ม โดยได้ทำการฝึกอบรมและคัดเลือกบาร์เทนเดอร์ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศมาเป็นเวลามากกว่า 5 เดือน เฟ้นหาสุดยอดตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อในเวทีระดับโลก พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในระดับโลก
และในปีนี้ ธนโชติ โลหะนิมิตร จากร้าน Find the Photo Booth คว้ารางวัลสุดยอดบาร์เทนเดอร์ของไทย จากจุดเด่นคือ ทักษะที่เป็นเลิศและความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด จากผู้เข้าแข่งขันจำนวน 326 คน ซึ่งแข่งขันกันในระดับภูมิภาครอบต่างๆ จนมาถึงรอบรองชนะเลิศที่คัดเหลือ 36 คนเมื่อวานนี้ และรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชันฝีมือกับบาร์เทนเดอร์จากทั่วโลกในการแข่งขัน ดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส โกลบอล ไฟนอลส์ 2025 (Diageo World Class Global Finals 2025) ที่เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้
นอกจาก ธนโชติ โลหะนิมิตร จากร้าน Find the Photo Booth ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ World class Thailand Bartender of the Year 2025 Winner ไปครอง ยังมีเหล่าบาร์เทนเดอร์ที่โชว์ฝีมือจนสามารถคว้ารางวัลจากเวทีดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์ 2025 อีกทั้งหมด 7 คน ได้แก่
- กันตฤทธิ์ ร่วมทองรัตน์ จากร้าน Bar Scofflaws ผู้ชนะรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 World class Thailand Bartender 2025
- นิพิชณม์ธร จันทร์แก้ว จากร้าน Mai the Sky Bar / Melia Hotel Chiang Mai ผู้ชนะรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 World class Thailand Bartender 2025
- อัชณา อินทรังษี จากร้าน Bar not Found ผู้ชนะรางวัล Rising Star
- มณฑาทิพย์ ลิลิตสนอง จากร้าน #FindTheLockerRoom ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Johnnie Walker Black Ruby “Best Reel”
- อัญมณี ธรรมรังสี จากร้าน Ray Cocktail and Bite ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Johnnie Walker Black Ruby “From Old Fashion to New Fashion” Challenge Winner
- ศุภรดา ติ๊บตึง จากร้าน Dry Wave Cocktails Studio ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Don Julio X Seiko “Summer Cocktail Time” Challenge Winner
- นิพิชณม์ธร จันทร์แก้ว จากร้าน Mai the Sky Bar / Melia Hotel Chiang Mai ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Zacapa “Above the Clouds” Challenge Winner
ภูนีต นารัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์เป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจของดิอาจิโอ ถือเป็นเวทีที่เปิดประตูให้กับบาร์เทนเดอร์ชาวไทยได้ออกไปแสดงฝีมือในระดับโลกมานานกว่าทศวรรษ อีกทั้งยังเป็นเวทีที่ทำให้ดิอาจิโอ ในฐานะบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับโลก ได้มีโอกาสนำความเชี่ยวชาญด้านบาร์เทนเดอร์ ทั้งการทำเครื่องดื่ม และเสิร์ฟเครื่องดื่มอย่างรับผิดชอบมาช่วยพัฒนา ยกระดับทักษะและฝีมือของบาร์เทนเดอร์ไทยให้พัฒนาและตามทันเทรนด์ของผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านทั้งการอบรมให้ความรู้ และผ่านโจทย์การแข่งขันที่คิดมาเป็นอย่างดีเพื่อลับคมฝีมือบาร์เทนเดอร์ไทย ซึ่งสอดคล้องกับ SOCIETY 2030: SPIRIT OF PROGRESS หรือแผนด้านความยั่งยืน 10 ปี ของดิอาจิโอ ในด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรในอุตสาหกรรม
สำหรับปีนี้ เทรนด์ Premiumization ยังคงมาแรงในกลุ่มผู้บริโภค เราจึงท้าทายผู้เข้าแข่งขันด้วยโจทย์การทำเครื่องดื่มในสไตล์พรีเมียม ให้สร้างสรรค์ แปลกใหม่ พร้อมส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อยกระดับผลผลิตในประเทศให้มีมูลค่ายิ่งขึ้น เชื่อนี่ว่าจะเป็นการขัดเกลาและยกระดับมาตรฐานบาร์เทนเดอร์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบท้องถิ่นไทยไปพร้อมกัน”
Lamborghini Temerario ขุมพลังไฮบริด V8 แรง 920 แรงม้า!
เรนาสโซ มอเตอร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เผยโฉม “Temerario” (เทเมราริโอ) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดสัญชาติอิตาลี ที่มาพร้อมขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว มอบสมรรถนะการเร่งรอบเครื่องยนต์สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที โดดเด่นเหนือชั้นในฐานะยนตรกรรมรุ่นที่สองในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High Performance Electrified Vehicle: HPEV) ของลัมโบร์กินี ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแห่งประวัติศาสตร์อย่าง Revuelto (เรเวลโต้) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับชุดเกียร์ดับเบิลคลัชต์ 8 สปีด และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฮบริดของลัมโบร์กินีอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากการเปิดตัว Urus SE (อูรุส เอสอี) ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์เมื่อปี 2024
และการเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี นำโดย สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟเดอริโก ฟอสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด และ ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาร่วมเปิดตัว Temerario อีกด้วย
ขุมพลัง V8 ไฮบริด 920 แรงม้า
Temerario มาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุด ด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ขนาด 4.0 ลิตร ที่สามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที ซึ่งนับเป็นรอบเครื่องยนต์สูงสุดสำหรับรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ผลิตออกจำหน่ายจริง ให้กำลังสูงสุด 800 แรงม้า และแรงบิด 730 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยติดตั้งที่เพลาหน้า 2 ตัว และในชุดเกียร์ดับเบิลคลัตช์ 8 สปีด อีก 1 ตัว มอบกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ตอบสนองทันที การยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า และประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้คู่แข่ง ที่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน
โดย Temerario สามารถเร่งเครื่องยนต์จาก 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และจาก 0–200 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 343 กม./ชม. ขณะเดียวกัน มอเตอร์ไฟฟ้าบนเพลาหน้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน และทำให้ Temerario สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán
งานออกแบบเสริมสมรรถนะ
Temerario ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์โดยมุ่งเน้น 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เสถียรภาพที่ระดับความเร็วสูง การระบายความร้อนที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพการเบรกขั้นสูงสุด ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำอาทิ ดวงไฟ DRL ทรงหกเหลี่ยมด้านหน้าที่มาพร้อมแผงปรับทางลมและช่องรับลม ไปจนถึงอุปกรณ์สร้างการหมุนเวียนของลมใต้ท้องรถ ล้วนส่งผลให้แรงกดด้านท้ายเพิ่มขึ้นถึง 103% เมื่อเทียบกับรถรุ่น Huracán EVO (ฮูราแคน อีโว) และสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 158% เมื่อติดตั้งชุดวัสดุ Alleggerita Pack อีกทั้ง ช่องกลางหลังคาที่เชื่อมต่อกับสปอยเลอร์หลังยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลของอากาศ ในขณะที่ขอบฝากระโปรงเครื่องยนต์ด้านข้างที่มีดีไซน์โค้งมนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวคิดใหม่ในการระบายความร้อนระบบเบรกยังเข้ามาช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวม ด้วยการระบายความร้อนที่คาลิเปอร์เพิ่มขึ้นถึง 50% และระบายความร้อนจานเบรกได้ดีขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán EVO แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง
ห้องโดยสะท้อนแนวคิด ‘Feel like a pilot’
การออกแบบห้องโดยสารภายในของ Temerario สะท้อนแนวคิด ‘Feel like a pilot’ (ความรู้สึกเสมือนเป็นนักบิน) ของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน ผ่านตำแหน่งเบาะนั่งที่ต่ำ แดชบอร์ดดีไซน์เพรียวบาง และพวงมาลัยที่เอียงในองศาที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่เข้าถึงสไตล์การขับขี่ได้อย่างเต็มที่ เบาะนั่งสปอร์ตปรับไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มอบความสบายสูงสุด หรือสามารถเลือกเบาะนั่งแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และปรับแต่งได้หลากหลาย ทั้งระบบทำความร้อน การระบายอากาศ และสีสันที่แตกต่างกัน
ภายในห้องโดยสารสะท้อนดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น โดยผสมผสานประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับประสาทสัมผัสได้อย่างลงตัว โดยลัมโบร์กินีเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสุด อาทิ คาร์บอน หนัง และไมโครไฟเบอร์ Dinamica® Corsatex Suede ทั่วทั้งห้องโดยสาร พร้อมกันนี้ องค์ประกอบการตกแต่งภายใน เช่น คอนโซลกลาง ช่องระบายอากาศ แผงประตู แดชบอร์ด พวงมาลัย และคอพวงมาลัย ยังมีให้เลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเป็นออปชันเสริมอีกด้วย
นอกจากนี้ ห้องโดยสารของ Temerario ยังสะท้อนประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำสมัยที่สุดของลัมโบร์กินี ด้วยการจัดวางจอแสดงผล 3 หน้าจอ ได้แก่ แดชบอร์ดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 8.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารขนาด 9.1 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลรถแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์และฟังก์ชันเสริมประสบการณ์ร่วมขับเสมือนเป็นผู้ช่วยนักบิน ผู้ขับสามารถเข้าถึงกล้องติดรถ ธีมอินเทอร์เฟซที่เปลี่ยนตามโหมดการขับขี่ และฟังก์ชันขั้นสูงอย่าง Telemetry 2.0 ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านทั้งแดชบอร์ดโฉมใหม่และบริเวณเบาะที่นั่ง ตามปรัชญา “Feel like a pilot” อย่างแท้จริง ช่องระบายอากาศทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และคอนโซลกลางช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด พวงมาลัยติดตั้งปุ่มควบคุมโหมดการขับ ฟังก์ชันยกตัวรถ ปุ่ม “Race Start” ไฟเลี้ยว และ Launch Control เพื่อมอบสมาธิสูงสุดในทุกการขับขี่
เปิดประสบการณ์การขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ
Temerario มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายถึง 13 รูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและความเร้าใจบนสนามแข่ง ด้วยความสามารถรอบด้านของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบไดนามิกผ่านระบบ ANIMA (Adaptive Network Intelligent Management) ของลัมโบร์กินีได้ 5 โหมดหลัก ได้แก่ Città, Strada, Sport, Corsa และ Corsa Plus แต่ละโหมดจะปรับการส่งกำลัง ระบบช่วงล่าง อากาศพลศาสตร์ และประสิทธิภาพของระบบไฮบริดให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการเร่งเต็มพิกัดบนสนามแข่ง
นอกจากนี้ ยังมีโหมดจัดการพลังงานไฮบริดอีก 3 โหมด ได้แก่ Recharge, Hybrid และ Performance ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการชาร์จไฟจากแรงเบรก เสริมด้วยโหมดใหม่ล่าสุดอย่าง Drift Mode ที่สามารถควบคุมและปรับแรงบิดได้ 3 ระดับ ช่วยให้การควบคุมการหักเลี้ยวแบบโอเวอร์สเตียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ มอบประสบการณ์ที่ทั้งเร้าใจและควบคุมได้อย่างมั่นใจ
ปรับแต่งตามใจสะท้อนตัวตน
Temerario เปิดตัวด้วยสองสีพิเศษใหม่ ได้แก่ สีฟ้า Blu Marinus และสีเขียว Verde Mercurius พร้อมมอบอิสระให้ลูกค้าปรับแต่งรถเพื่อสะท้อนตัวตนได้อย่างไม่รู้จบผ่านโปรแกรม Ad Personam ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอสีตัวถังกว่า 400 เฉด รวมถึงลวดลายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมล้อแมกรุ่นใหม่ถึง 3 ดีไซน์และวัสดุที่แตกต่างกัน พร้อมออปชันคาร์บอนไฟเบอร์สำหรับตกแต่งทั้งภายในและภายนอกหลากหลายชิ้นส่วน ไม่ว่าจะต้องการสื่อถึงความสปอร์ต ความหรูหรา หรือทั้งสองอย่างในแบบเฉพาะตัว ทุกการคัสตอมคือภาพสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของอย่างแท้จริง
ยางบริดจสโตนตัวท็อประดับไอคอนิก
ในฐานะพันธมิตรอันยาวนานของลัมโบร์กินี ผู้ผลิตยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับ Temerario บริดจสโตนได้พัฒนาไลน์อัปยางครบวงจรเพื่อดึงสมรรถนะสูงสุดของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ทั้งในและนอกสนามแข่งตลอดทั้งปี พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่
บริดจสโตนเลือกใช้ยางสมรรถนะสูงระดับไอคอนจากตระกูล Potenza โดยนำเสนอยางรุ่น Potenza Sport และ Potenza Race ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับ Temerario เพื่อการขับขี่บนถนนและในสนามแข่งขัน ยาง Potenza Sport รุ่นพิเศษนี้มาพร้อมลายดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการควบคุมบนถนนแห้ง การยึดเกาะบนถนนเปียก และสมรรถนะในความเร็วสูง ยกระดับความเร้าใจในการขับขี่สไตล์สปอร์ตให้ถึงขีดสุด
ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต
HARLEY-DAVIDSON เปิดไลน์อัพ Cruiser ปี 2025 ครั้งแรกในไทย
Harley-Davidson จัดงานเปิดตัว “BEYOND THE ORDINARY POWERED BY 2025 HARLEY-DAVIDSON CRUISER 117 LINEUP” อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นการเผยโฉมไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser รุ่นใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย โดยรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser รุ่นปรับโฉมใหม่เหล่านี้ ถือเป็นรุ่นสานต่อตำนานแห่งดีไซน์ สมรรถนะ และนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson พร้อมยกระดับขุมพลังด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight™ V-Twin ขนาด 117 ที่ติดตั้งมาในทุกรุ่น
งานเปิดตัวในครั้งนี้ จัดขึ้นที่ Factopia Studio โดยมีสื่อมวลชน เหล่าสมาชิก Harley-Davidson Freedom Crew อินฟลูเอนเซอร์ และตัวแทนจำหน่ายจากทั่วประเทศมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งโดยมี มาร์ค โอ ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย เป็นผู้เปิดตัวไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser รุ่นปี 2025 อย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยรุ่น Low Rider™ S, Low Rider™ ST, Breakout™, Heritage Classic, Fat Boy™ และ Street Bob™ พร้อมกันนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก กาย รัชชานนท์ สุประกอบ หนึ่งในสมาชิก Freedom Crew มาร่วมดำเนินรายการอย่างเป็นกันเอง
ผู้ที่มาร่วมงานยังได้ร่วมกันฉลองให้กับรถมอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนิกรุ่น Fat Boy ในโอกาสครบรอบ 35 ปี โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือการจัดแสดงรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษ Fat BoyTM Gray Ghost ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 1,990 คันทั่วโลก โดยคันที่นำมาจัดแสดงในงานนี้ เป็นรถของลูกค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ มีเพียงคันเดียวในประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสสุดพิเศษในปีนี้อย่างยิ่งใหญ่
รถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Cruiser ปี 2025
Harley-Davidson พลิกโฉมรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Cruiser ปี 2025 ระดับไอคอนนิกจำนวน 6 รุ่น มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ผสานกับสมรรถนะที่ได้รับการยกระดับและดีไซน์อันทันสมัย โดยรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 พร้อมด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ และโครงสร้าง Harley-Davidson Softail TM ที่มาพร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบโมโนช็อค (Monoshock) โดยไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Cruiser ปี 2025 ประกอบด้วยรุ่น Low Rider S, Low Rider ST, Breakout , Heritage Classic, Fat Boy, และ Street Bob ซึ่งรถแต่ละรุ่นล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่ความคลาสสิกย้อนยุคไปจนถึงสมรรถนะที่มาพร้อมกับดีไซน์สุดล้ำ
ไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson Cruiser 117 รุ่นปี 2025 จะวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ ที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Harley-Davidson ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson เพื่อทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงบริการให้คำแนะนำสำหรับการคัสตอม และข้อมูลอัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง และสินค้าไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่ทั้งหมด
ไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปี 2025 และพร้อมจำหน่ายในไทย มีดังนี้
- Street Glide™ Ultraราคาเริ่มต้นที่ 1,715,000 บาท
- CVO™ Street Glide™ราคาเริ่มต้นที่ 3,191,000 บาท
- CVO™ Road Glide™ราคาเริ่มต้นที่3,246,000 บาท
- CVO™ Road Glide™ STราคาเริ่มต้นที่ 3,439,000 บาท
- Street Bob™ราคาเริ่มต้นที่ 889,000 บาท
- Heritage Classicราคาเริ่มต้นที่ 1,136,000 บาท
- Fat Boy™ราคาเริ่มต้นที่ 1,272,000 บาท
- Breakout™ราคาเริ่มต้นที่ 1,262,000 บาท
- Low Rider™ Sราคาเริ่มต้นที่ 1,171,000 บาท
- Low Rider™ STราคาเริ่มต้นที่ 1,269,000 บาท
- Sportster™ Sราคาเริ่มต้นที่ 638,000 บาท
- Nightster™ (สีSnake Venom)ราคาเริ่มต้นที่ 527,000 บาท
#HarleyDavidsonAsia #UnitedWeRide #HDCruisers #HDCruisers117 #35YearsOfFatBoy
ปลุกความเป็นนักแข่งในตัวคุณในงาน MINI John Cooper Works Track Day
มินิ ประเทศไทย ปลุกจิตวิญญาณนักแข่งชาวมินิสเตอร์กับกิจกรรม MINI John Cooper Works Track Day นำลูกค้ากว่า 200 คน สัมผัสประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ล่าสุดตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ นำโดย MINI John Cooper Works Electric พร้อมด้วย MINI John Cooper Works Aceman ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ โดยลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ทดสอบสมรรถนะที่หลากหลายและเร้าใจในแบบฉบับมินิ ทั้งการขับขี่แบบ fast lap การขับขี่แบบยิมคาน่า ที่สำคัญกับการขับขี่อย่างปลอดภัย ภายใต้การควบคุมดูแลโดยทีมผู้ฝึกสอนซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลของบีเอ็มดับเบิลยู
MINI John Cooper Works Electric แบบ 3 ประตู ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร พร้อมฟังก์ชัน Electric Boost ที่เสริมพลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 20 กิโลวัตต์ ขณะเร่งความเร็ว ตอกย้ำพลังความแรงของ MINI JCW และถ่ายทอดความรู้สึก “Go-Kart feeling” ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิได้อย่างชัดเจน ดีไซส์รอบคันสวยเฉี่ยวด้วยโลโก้ JCW สีแดง-ขาว-ดำ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธงตาหมากรุก และสปอยเลอร์ ท้ายที่สวยเด่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งในด้านอากาศพลศาสตร์ และด้านระยะทางการขับขี่ ที่สูงถึง 371 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
ภายในห้องโดยสาร ยังเต็มไปด้วยโทนสีแดงและดำอันเป็นเอกลักษณ์ของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทั้งพวงมาลัย สปอร์ต JCW สีดำที่ประดับด้วยตะเข็บสีแดงและหุ้มผ้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อให้จับถนัดมือ เบาะสปอร์ต JCW ให้การรองรับที่มั่นคงระหว่างการขับขี่แบบสุดตัว ตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดงตัดกับหนังเทียมสีดำ เช่นเดียว กับผิวหน้าของคอนโซล พร้อมด้วยระบบ MINI Experience Modes เพิ่มสีสันที่สนุกสนานให้ทุกการขับขี่
สำหรับ MINI John Cooper Works Aceman ในโฉม 5 ประตู ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าและตัวถังที่ยกสูงจากพื้นมากขึ้น ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลา 6.4 วินาที แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 54.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 355 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ในเวลา 31 นาทีด้วยระบบชาร์จไฟกระแสตรง 95 กิโลวัตต์ หรือ 5 ชั่วโมง 30 นาทีด้วยระบบชาร์จไฟกระแสสลับ 11 กิโลวัตต์ MINI JCW Aceman ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอย John Cooper Works ขนาด 19 นิ้ว แบบ Strive Spoke ทูโทน ส่วนห้องโดยสารที่กว้างขวาง ยิ่งดูโปร่งโล่งมากขึ้นด้วยหลังคากระจกพาโนรามา ภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์ของรถตระกูล John Cooper Works ไว้ครบถ้วน ทั้งพวงมาลัย JCW แบบเฉพาะรุ่นและเบาะนั่งสปอร์ต จอแสดงผล OLED ทรงกลม พร้อม MINI Experience Modes
รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นใหม่ทุกรุ่น รองรับระบบ Digital Key Plus ช่วยให้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจรถแบบดิจิทัลได้อย่างสะดวก สามารถล็อกและปลดล็อกรถได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า นอกจากนี้ ทั้ง MINI John Cooper Works Aceman และ John Cooper Works Electric ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Remote Parking ที่ช่วยควบคุม การจอดและนำรถออกจากที่จอดผ่านสมาร์ทโฟนได้
มินิ ประเทศไทย ยังเตรียมกิจกรรมอีกมากมายสำหรับคนรักมินิตลอดทั้งปีนี้ ติดตามได้ทาง MINI Thailand
เปิดประสบการณ์ ‘ดีดศาสตร์’ สูตรผสมสองความแรง กาแฟพันธุ์ไทย x กระทิงแดง

วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริเมนูดีดศาสตร์ เครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 เมนู ยังคงคอนเซ็ปต์ Creative Thai Taste ได้แก่
-
ช้างยกกําลังทิง (Espresso Energy Boost with Kratingdaeng) เมนูดีดขั้นสุดแบบเต็มแมกซ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘Espresso Martini’ กับเอสเพรสโซดับเบิ้ลช็อต ยกกำลังทะลุปรอทกับกระทิงแดงครึ่
งขวด ได้รสเปรี้ยวนิดๆ ของมะนาว เติมเต็มพลังงานให้ตื่นเต็ มตาได้ทั้งวัน (79 บาท)
-
ทิงซ่าโดดกําแพง (Lime Soda with Kratingdaeng) ความซาบซ่าสุดคลาสสิคสไตล์ ‘Highball’ ที่ผสานกระทิงแดงครึ่งขวดเข้ากั
บสปาร์คกลิ้งโซดา และมะนาวสด ได้ฟีลสดชื่น บูสท์เอนเนอร์จียามบ่าย (69 บาท)
-
กำลังช้างสาว (Lychee Yogurt Smoothie Plus Collagen with Kratingdaeng) เครื่องดื่มผสมคอลลาเจน สำหรับสาวๆ สายบิวตี้ ความลงตัวของโยเกิร์ตเนียนนุ่
มและความหอมหวานอมเปรี้ยวรสลิ้ นจี่ เพิ่มพลังด้วยช็อตกระทิงแดง ปั่นกับเจลลีสตรอว์เบอร์รี ปลุกความเฟรช อ่านหนังสือดึกได้สบาย (89 บาท)
-
ช้างกระทืบงาน (Apple Yogurt Smoothie Plus Vitamin B12 with Kratingdaeng) โยเกิร์ตสมูทตี้สีสวย หอมกลิ่นแอปเปิ้ล เพิ่มช็อตกระทิงแดง ที่มีทั้งวิตามิน B6 และ B12 เพิ่มเทกเจอร์ด้วยเจลลีสตรอว์
เบอร์รีหนุบหนับ ทั้งอร่อย ทั้งสดชื่น พร้อมลุยงานได้ทั้งวัน (89 บาท)

