‘โฮก้า’ Together, We Fly Higher ชวนทุกคนมาสนุกกันยาวๆ 10 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568

HOKA สร้างปรากฏการณ์ใหม่กลาง ‘เจริญกรุง’ เนรมิต ‘Sarnies & Friends Café’ ภายในตึกเก่าร้อยปี ‘The Corner House’ ให้กลายเป็น ‘Culture Hub’ คอมมูนิตี้ที่ผสมความสนุกจากโลกกีฬา ศิลปะ และวัฒนธรรมอย่างลงตัว ผ่านแคมเปญระดับโลกจาก HOKA ‘Together, We Fly Higher’ ผ่าน Local Stories ที่บอกเล่าความภาคภูมิใจของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางกว่าจะมาเป็นร้านอาหาร BAAN TEPA และแพชชั่นเกี่ยวกับธรรมชาติและกิจกรรมเอาท์ดอร์ หรือ เรื่องราวของนักวิ่งโฮก้าประเทศไทย ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนวิ่งเทรลทั่วประเทศ กล่าวได้ว่า แคมเปญนี้คือการเฉลิมฉลองในสิ่งที่เกิดขึ้นได้จริง เมื่อเรายื่นมือสนับสนุนกันและกัน เพื่อให้ทุก ๆ คนก้าวไปได้ไกลขึ้น และบินได้สูงขึ้นกว่าที่เคย ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568

‘Together, We Fly Higher’ คืออะไร?


เพ็ญพรรณี ฤทธิกาญจน์ รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดแบรนด์โฮก้า (Associate Director, Brand Marketing Communication, HOKA Thailand) กล่าวว่า “Together, We Fly Higher เป็นแคมเปญระดับโลกที่ต่อยอดมาจากแคมเปญหลัก Fly Human Fly ของ HOKA ซึ่งได้เปิดตัวแคมเปญเป็นที่แรก ที่เมืองโกเลตา รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา และจะมีการเปิดตัวแคมเปญอย่างต่อเนื่องไปยังหลายประเทศทั่วโลก ทั้งประเทศในทวีปยุโรป ประเทศในทวีปอเมริกาใต้ รวมถึงประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม รวมถึงประเทศไทย

แคมเปญ ‘Together, We Fly Higher’ นี้เกิดจากความเชื่อว่า เบื้องหลังทุกการเติบโต ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงลำพัง แต่เกิดจากพลังของคนรอบตัวที่คอยผลักดัน คอยซัพพอร์ต สนับสนุน และเดินไปด้วยกัน โดยแนวคิดนี้ถูกสื่อสารผ่านเรื่องจริงของนักวิ่งที่ไม่ได้เดินทางคนเดียวเพียงลำพัง แต่มีเพื่อน ครอบครัว และทีมสนับสนุน เป็นแรงผลักดันสำคัญในการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองในแต่ละวัน ไปจนถึงเป้าหมายที่พวกเขาได้วางไว้

สำหรับในประเทศไทย HOKA เลือก ‘เจริญกรุง’ เป็นเวทีของการเล่าเรื่อง และตีความใหม่ในแบบคนไทย เพราะที่นี่คือย่านที่เชื่อมต่ออดีตกับปัจจุบัน เชื่อมชุมชนกับศิลปะ เชื่อมคนหลายรุ่น หลายแบบ ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีชีวิตชีวา การเปลี่ยนพื้นที่ภายในตึกเก่าอายุกว่าร้อยปี ให้กลายมาเป็น Culture Hub ชั่วคราว จึงไม่ใช่แค่ ‘การจัดกิจกรรมในพื้นที่สวย’ แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ให้คนมาพบกันจริง ๆ เพื่อแบ่งปันแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนได้ก้าวไปด้วยกัน และบินให้สูงขึ้นไปด้วยกัน ตามความหมายของแคมเปญอย่างแท้จริง

‘HOKA Culture Hub’ คอมมูนิตี้ที่เชื่อว่า ‘เราจะบินได้สูงขึ้น เมื่อเราบินไปด้วยกัน’

ไฮไลต์กิจกรรมตลอด 4 สัปดาห์:

  • HOKA Morning Runs (วันที่ 12 กรกฎาคม 2568) คอมมูนิตี้วิ่งชมเมืองรับแสงเช้า จากสนามกีฬาเทพหัสดิน สู่ Sarnies & Friends Café พร้อมกิจกรรมหลังวิ่งสุดพิเศษที่สร้างมิตรภาพใหม่ ๆ และแรงบันดาลใจ ไปกับเพื่อน ๆ HOKA RUN CLUB และรองเท้ารุ่นต่าง ๆ ของ HOKA ที่เอามาให้ได้ทดลอง และทำให้คุณสนุกกับการวิ่งมากยิ่งขึ้น
  • HOKA HEALIDAY for Runners by IWELTY (วันที่ 20 กรกฎาคม 2568) กิจกรรมเวิร์กชอปเพื่อฟื้นฟูสุขภาพกายและใจแบบครบวงจรเพื่อนักวิ่ง และบุคคลที่ใส่ใจในเรื่อง wellness และ ritual ตลอดหนึ่งวันเต็ม ผ่าน 5 เวิร์กชอปหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สายถึงค่ำ ถ่ายทอดโดยผู้เชี่ยวชาญด้านร่างกาย จิตใจ และการฟื้นฟู เพื่อช่วยคืนสมดุลทั้งภายนอกและภายในอย่างลึกซึ้งจากทีม IWELTY ได้แก่กิจกรรม ■ Ground to Fly: Stretching & Sound Alignment – เคลื่อนไหวอย่างอ่อนโยนผ่านโยคะ พร้อมเสียงบำบัดเพื่อปรับสมดุลภายใน ■ Elevate Within: Breathwork & Sound Awakening – ฝึกลมหายใจอย่างมีสติ เพื่อคลายความตึงเครียดลึกถึงระบบประสาท ■ The Recharge Rally: Celebrate Your Stride by Doikam – ปาร์ตี้กาแฟกลางแจ้งสุดชิล เติมความสดชื่นผ่านเครื่องดื่มและเสียงดนตรี ■ Mindful Movement: Pilates Power Reset – ผสานพิลาทิสกับเสียงบำบัด เสริมสร้างความแข็งแรงและการฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ■ Healing & Recover: Deep Sound Immersion Therapy – ผ่อนคลายลึกถึงภายในด้วยการบำบัดผ่านคลื่นเสียงและการตระหนักรู้ทางกาย
  • HOKA x CARNIVAL Evening Run (วันที่ 3 สิงหาคม 2568) คอมมูนิตี้วิ่งกลางคืนสุดคึกคักที่นำแฟชั่นกับกีฬาโคจรมาบรรจบกัน โดยร่วมกับ แบรนด์สตรีทแฟชั่นแนวหน้าของไทยอย่าง CARNIVAL ที่มาช่วยเติมสีสันให้กับคอมมูนิตี้
  • Local Stories Together, We Fly Higher (ตลอดช่วงระยะเวลาของกิจกรรม) ร่วมชมเรื่องราวจริงของคนไทยที่สะท้อนหัวใจของแบรนด์ HOKA แบรนด์ที่เชื่อในพลังของการสนับสนุนให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระท่ามกลางโลกภายนอก เพราะเมื่อมีแรงผลักดันที่ดี ทุกคนก็สามารถ ‘บินได้ไกลกว่าที่คิด’ ผ่านสองเรื่องราวจากบุคคลที่ ‘บินได้เพราะมีคนรอบข้างคอยสนับสนุน’ ได้แก่ ■ เชฟตาม–ชุดารี เทพาคำ และ คุณเตย-ภัณฑิลา เทพาคำ สองพี่น้องผู้ก่อตั้งร้านอาหาร BAAN TEPA ที่ส่งต่อความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในการทำร้านอาหาร ไปจนถึงความหลงใหลในธรรมชาติและกิจกรรมเอาท์ดอร์ ■ จ่าสิบโท เสกสรรค์ จักรแก้ว นักกีฬาจากทีม HOKA ตัวแทนประเทศไทยในการแข่งขัน UTMB OCC 55K ที่ประเทศฝรั่งเศสในเดือนสิงหาคม นักวิ่งผู้สร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนวิ่งเทรลทั่วประเทศ

  • HOKA x SARNIES & FRIENDS Collaboration ร่วมรับ HOKA ‘Together We Fly Higher’ Tumbler สุดพิเศษที่ทำมาเพื่อแคมเปญนี้ จำกัดเพียงแค่ 30 ชิ้นให้กับลูกค้าที่เก็บภารกิจครบทั้ง 4 จุด ดังนี้
  1. รับประทานเมนูคอลแลบ HOKA x SARNIES & FRIENDS ที่สาขา The Corner House (ตลาดน้อย) จะได้รับบัตรสะสมแต้ม 1 ใบ และแสตมป์ 1 ดวงทันที โดยบัตรสะสมแต้มสามารถใช้เป็นส่วนลด 15% ได้ที่ร้าน HOKA Brand Store ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขา centralwOrld, สาขา Emporium, และ สาขา Megabangna
  2. Shoot / Share / Show โพสต์รูปภายในร้าน SARNIES & FRIRENDS สาขา The Corner House (ตลาดน้อย) ระหว่างช่วงแคมเปญ พร้อมติดแฮชแท็ก #HOKAXSARNIES&FRIENDS ลงโซเชียลมีเดียของคุณ
  3. ถ่ายรูปที่ตู้ Photobooth HOKA ‘Together, We Fly Higher’ โดยมีกรอบให้เลือกด้วยกัน 6 แบบ และแชร์ลงโซเชียลมีเดีย พร้อมแท็ก Instagram @HOKA_TH
  4. นำบัตรสะสมแต้ม และภารกิจข้อ 2-3 ไป check-in ที่ร้าน HOKA สาขา centralwOrld เป็นภารกิจสุดท้าย โดยแสดงหลักฐานภารกิจทั้ง 4 ให้พนักงานที่ร้าน HOKA สาขา centralwOrld เพื่อยืนยัน และจะได้รับแสตมป์ครบ 4 ดวง เพื่อแลกรับ HOKA ‘Together, We Fly Higher’ Tumbler ไปเลย

*สินค้ามีจำนวนจำกัด ขอสงวนสิทธิ์ให้กับผู้ที่ทำภารกิจถูกต้องตามเงื่อนไข 

มาร่วมบินไปด้วยกัน

ไม่ว่าจะมาคนเดียว มากับเพื่อน มาเพื่อวิ่ง มานั่งจิบกาแฟ หรือจะแค่มาหาแรงบันดาลใจ HOKA Culture Hub พร้อมต้อนรับทุกคนในแบบที่คุณเป็น เพราะเราเชื่อว่า ‘เราจะบินได้สูงขึ้น เมื่อเราบินไปด้วยกัน’ HOKA Culture Hub เปิดให้เข้าร่วมกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม – 10 สิงหาคม 2568 ที่ Sarnies & Friends Café อาคาร The Corner House ย่านเจริญกรุง-ตลาดน้อย

ติดตามข้อมูลกิจกรรม ตารางวิ่ง และเรื่องราวแรงบันดาลใจได้ที่: hoka.rev.co.th หรือทาง Instagram @HOKA_TH และ Facebook HOKA ONE ONE

#FlyHumanFly #HOKATH


DEEPAL withU FREEDAY เปิดประสบการณ์การเดินทางฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน

CHANGAN Automobile จัดกิจกรรม DEEPAL withU FREEDAY: One Heart One Journey พาลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวจีน ร่วมขบวนสัมผัสประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับกับ DEEPAL S05 REEV พร้อมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รวมถึงร่วมกันทำกิจกรรม CSR และกิจกรรมสุดพิเศษมากมายเพื่อรวมใจเป็นหนึ่ง ตลอดเส้นทางเชียงราย – เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ – ระยอง ระยะทางรวมกว่า 1,000 กิโลเมตร พร้อมเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-จีน สะท้อนความมุ่งมั่นในระยะยาวต่อประเทศไทย ที่มุ่งพัฒนาการดำเนินงานในท้องถิ่นให้สร้างประโยชน์ต่อชุมชนอย่างแท้จริง โดย withU เป็นแบรนด์ของ CHANGAN ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่ออยู่เคียงข้าง ดูแลลูกค้า และมอบประสบการณ์ดีๆ ร่วมกันในคอมมูนิตี้ผู้ใช้รถ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนของ CHANGAN Automobile ต่อประเทศไทย รวมถึงตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะยาว

DEEPAL withU FREEDAY: One Heart One Journey จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ Together for better เพื่อร่วมสร้างประสบการณ์ดีๆ ไปพร้อมกันกับลูกค้า ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CHANGAN ในการให้บริการลูกค้าที่ครบวงจรและพรีเมียม เพื่อยกระดับประสบการณ์การเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ไปอีกขั้น ซึ่งในโอกาสพิเศษวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน นอกจากจะได้ชมความงดงามของธรรมชาติผ่านวิวสองข้างทางแล้ว ผู้ร่วมทริปยังมีโอกาสสัมผัDEEPAL S05 REEV ที่มีดีไซน์ภายนอกและภายในที่โฉบเฉี่ยวการันตีด้วยรางวัล THE BEST SUV EV AWARD จากงาน Bangkok International Motor Show 2025 แถมหมดกังวลเรื่องระยะทางตามสโลแกน One Full Tank One Full Charge More than 1,200 KM

ในการเดินทางครั้งนี้ ผู้ร่วมทริปได้เยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรม เช่น วัดร่องขุ่น จังหวัดเชียงราย พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ได้ลิ้มลองอาหารท้องถิ่น พร้อมทำกิจกรรมสานสัมพันธ์รวมใจเป็นหนึ่งในการช่วยเหลือชุมชน และสิ่งแวดล้อม ณ โรงเรียนเพื่อชีวิต จังหวัดเชียงใหม่ และปางช้าง เคอร์ชอร์ อีเลเฟนต์ อีโค พาร์ค ได้รับทั้งความประทับใจ และความอิ่มเอมใจกันถ้วนหน้า ทั้งยังเปิดโอกาสได้เยือนโรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง (CHANGAN Automobile Rayong Factory) จังหวัดระยอง ชมกระบวนการผลิตที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพ (Lean Manufacturing Processes) ระบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีล้ำสมัย ในฐานะฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบวงจรนอกประเทศจีนแห่งแรก เพื่อสร้างความมั่นใจในรถทุกคันที่ผลิตจากโรงงานแห่งนี้ว่ามีคุณภาพตามมาตรฐานระดับโลกแน่นอน

เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การจัดกิจกรรม DEEPAL withU FREEDAY: One Heart One Journey ในครั้งนี้ ตอกย้ำว่าเราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับลูกค้า และตลาดประเทศไทย เรามุ่งมั่นที่จะมอบสุดยอดยนตรกรรม เทคโนโลยีล้ำสมัย ตลอดจนบริการและประสบการณ์เหนือระดับ ที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง เราดีใจที่กิจกรรมในครั้งนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้ม มิตรภาพ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างลูกค้าชาวไทยและชาวจีน โอกาสนี้ เรายังได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระสำคัญครบรอบ 50 ปีของมิตรภาพและความสัมพันธ์ไทย-จีน ผ่านกิจกรรมที่มีความหมายทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาของเราที่จะช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ พร้อมทั้งร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและเป้าหมายด้านความยั่งยืนให้กับประเทศไทย เพื่อสร้างคุณค่าให้กับลูกค้าและชาวไทยทุกคน”


ปอร์เช่ 911 ขับเคลื่อน 4 ล้อ 3 รุ่นใหม่ กำลังสูงสุด 480 แรงม้า!

ปอร์เช่ ประเทศไทย เดินหน้าขยายไลน์อัพรถสปอร์ตในตระกูล 911 ด้วยการเปิดตัวรุ่นใหม่ล่าสุดในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อรวม 3 รุ่น ได้แก่ 911 คาร์เรร่า 4 เอส ใหม่ ทั้งในเวอร์ชั่นคูเป้และคาบริโอเลต์ รวมถึงรุ่นทาร์กา 4 เอส โดยทั้งสามรุ่นนี้เข้ามาเสริมไลน์อัพ 911 รองจากรุ่น GTS อันทรงพลัง การเปิดตัวครั้งนี้จึงส่งผลให้กลุ่มรุ่นย่อยของ 911 ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเพิ่มขึ้นถึงสองเท่าเป็น 6 รุ่น โดยรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่นี้มาพร้อมระบบส่งกำลังที่ได้รับการพัฒนาครั้งใหญ่ มอบประสบการณ์การขับขี่ที่เร้าใจกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างชัดเจน อีกทั้งยังมาพร้อมทางเลือกการปรับแต่งเพิ่มเติม และรายการอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการอัปเกรดให้ครบครันยิ่งขึ้

สมรรถนะการขับขี่ที่พัฒนาเหนือชั้น

รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อใหม่ของปอร์เช่ 911 มาพร้อมระบบส่งกำลังที่ได้รับการอัปเกรดจากรุ่น คาร์เรร่า เอส โดยติดตั้งเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 6 สูบ เทอร์โบคู่ ขนาด 3.0 ลิตร ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 353 กิโลวัตต์ (480 แรงม้า) เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง 22 กิโลวัตต์ (30 แรงม้า) สมรรถนะที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นผลจากการออกแบบระบบอินเตอร์คูลเลอร์ใหม่ ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากรุ่น 911 เทอร์โบ โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอุณหภูมิอากาศก่อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ส่งผลให้เกิดการจุดระเบิดอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งด้านกำลังและแรงบิด ระบบเกียร์อัตโนมัติคลัตช์คู่แบบ 8 จังหวะ ถ่ายทอดพละกำลังสู่ทั้ง 4 ล้อได้อย่างต่อเนื่องและแม่นยำ ส่งผลให้ 911 คาร์เรร่า 4 เอส คูเป้ สามารถเร่งความเร็วจาก 0–100 กม./ชม. ได้ภายในเวลาเพียง 3.3 วินาที (เมื่อมาพร้อมแพ็กเกจ Sport Chrono) และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 308 กม./ชม.

60 ปี ปอร์เช่ 911 ทาร์กา: สืบทอดแนวคิดเหนือกาลเวลา

ตลอดระยะเวลา 60 ปีที่ผ่านมา ปอร์เช่ 911 ทาร์กา ได้ผสมผสานความสนุกในการขับขี่แบบเปิดประทุนเข้ากับความสะดวกสบายของรถคูเป้ที่สามารถใช้งานได้ตลอดทั้งปี รุ่นต้นแบบของ ทาร์กา ถือเป็นการตอบสนองของปอร์เช่ต่อความกังวลในตลาดสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความปลอดภัยของรถเปิดประทุนในยุคนั้น โดย 911 ทาร์กา เปิดตัวครั้งแรกในเดือนกันยายน ปีพ.ศ. 2508 ที่งาน IAA ณ เมืองแฟรงก์เฟิร์ต โดยได้รับฉายาว่า “คาบริโอเลต์เพื่อความปลอดภัย” เช่นเดียวกับนวัตกรรมหลายอย่างของปอร์เช่ เสาโรลบาร์ที่กว้างและดูสง่างามนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากมอเตอร์สปอร์ต มาพร้อมหลังคาที่สามารถถอดได้และกระจกหลังพับเก็บได้ มอบอิสระในการขับขี่แบบเปิดโล่ง โดยไม่ละทิ้งความปลอดภัยที่ลูกค้าให้ความสำคัญ โดยชื่อ “ทาร์กา” มีที่มาจากการแข่งขันรถทางไกลอันโด่งดังในเกาะซิซิลี คือรายการ ทาร์กา ฟลอริโอ (Targa Florio) ซึ่งเป็นหนึ่งในสนามแข่งที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ของแบรนด์
ในปัจจุบัน ปอร์เช่ 911 ทาร์กา ได้กลายเป็นหนึ่งในไอคอนสำคัญของแบรนด์ ซึ่งได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องทั้งด้านวิศวกรรมและการออกแบบมาตลอด 6 ทศวรรษ โดยในปีพ.ศ. 2536 (รุ่น 911 เจเนอเรชัน 993) ปอร์เช่ได้ยกระดับความสะดวกสบายด้วยระบบหลังคาที่ไม่ต้องถอดด้วยมืออีกต่อไป และตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 เป็นต้นมา 911 ทาร์กา มีวางจำหน่ายเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้น และตั้งแต่ปีพ.ศ. 2557 เป็นต้นมา 911 ทาร์กา มาพร้อมกลไกหลังคาเปิด-ปิดอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ซึ่งสามารถเปลี่ยนจากรถคูเป้สู่รถเปิดประทุนได้ภายในเวลาเพียง 19 วินาที กระจกหลังจะพับย้อนขึ้นและหลังคาถูกเก็บอย่างแนบเนียน เสาโรลบาร์กว้างและกระจกหลังทรงโค้งที่โอบล้อมห้องโดยสารยังคงถ่ายทอดดีไซน์ดั้งเดิมไว้อย่างมีเอกลักษณ์ หลังคาของ ทาร์กา รุ่นปัจจุบันมีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีดำ สีน้ำเงิน สีแดง และสีน้ำตาล ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการความโดดเด่นเฉพาะตัว

ยกระดับอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อประสบการณ์ที่เร้าใจกว่าที่เคย

ปอร์เช่ 911 รุ่นใหม่มาพร้อมอุปกรณ์มาตรฐานที่ได้รับการพัฒนาอย่างมากเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ครอบคลุมตั้งแต่ล้อคาร์เรร่า เอส ขนาด 20 นิ้วในล้อหน้า และ 21 นิ้วในล้อหลัง ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ และการจัดสัดส่วนขนาดยางหน้า-หลังแบบไม่เท่ากัน ซึ่งไม่เพียงแต่เสริมภาพลักษณ์ความสปอร์ต แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนให้เฉียบคมในทุกเส้นโค้ง ระบบ Porsche Torque Vectoring Plus (PTV+) ถูกติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน ช่วยกระจายแรงบิดไปยังล้อหลัง เสริมสมรรถนะการเข้าโค้งและการทรงตัว เน้นให้การควบคุมเป็นไปอย่างแม่นยำ พร้อมระบบท่อไอเสียสปอร์ตที่มอบเสียงเร้าใจอันเป็นเอกลักษณ์ของ 911 อย่างเต็มอารมณ์ ระบบเบรกคุณภาพสูงซึ่งยกมาจากรุ่น จีทีเอส ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในรุ่นใหม่นี้ โดยมาพร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง และจานเบรกขนาด 408 มิลลิเมตรที่ด้านหน้า และ 380 มิลลิเมตรที่ด้านหลังสำหรับรุ่น 911 ทาร์กา โฟร์เอส ยังมาพร้อมระบบช่วยเลี้ยวล้อหลังซึ่งช่วยให้ควบคุมรถได้คล่องตัวยิ่งขึ้นทั้งในความเร็วต่ำและสูง
ภายในห้องโดยสารของรุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อทั้งหมดตกแต่งด้วยแพ็กเกจหนังคุณภาพสูง พร้อมติดตั้งไฟหน้าแบบเมทริกซ์แอลอีดี นอกจากนี้ยังมีแท่นชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย กระจกมองข้างพับไฟฟ้าพร้อมไฟล้อมรอบกระจก แพ็กเกจไฟตกแต่งภายใน (Light Design Package) กระจกมองหลังและกระจกข้างปรับลดแสงอัตโนมัติ พร้อมเซนเซอร์วัดฝน และระบบเตือนเมื่อออกนอกเลน นอกจากนี้ยังมาพร้อมตัวเลือกในการปรับแต่งที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสีตัวถังสุดพิเศษ วัสดุตกแต่งภายในที่คัดสรรอย่างพิถีพิถัน ระบบเสียงคุณภาพสูง ระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ไปจนถึงกลไกระบบหลังคาที่ตอบโจทย์ทั้งความงามและประโยชน์ใช้สอย
ปอร์เช่ 911 คาร์เรร่า 4 เอส รุ่นใหม่ เปิดให้สั่งจองในประเทศไทยแล้ววันนี้ ณ ตัวแทนจำหน่ายปอร์เช่อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ในราคาเริ่มต้น 14,790,000 บาท สำหรับรุ่น 911 คาร์เรร่า 4 เอส, คาบริโอเลต์ มีราคาเริ่มต้นที่ 16,090,000 บาท และ 911 ทาร์กา โฟร์เอส ราคาเริ่มต้นที่ 16,190,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

Volvo GO แคมเปญสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตอย่างอิสระในการเดินทาง!

วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย เปิดตัว Volvo GO แคมเปญพิเศษที่มากกว่าแค่การเดินทาง กิจกรรม Volvo GO ถูกออกแบบขึ้นเพื่อฉลองชีวิต, การมีชีวิต และการใช้ชีวิต (Lives, Life and Living) ทั้งในมุมส่วนตัว หรือกับครอบครัว เพื่อน และชุมชน เพื่อทดลองทำสิ่งที่แตกต่างไปจากกิจวัตรเดิม หาความสมดุลและสร้างความทรงจำที่เปี่ยมไปด้วยความหมายในประสบการณ์เหล่านั้น ตามแนวคิดของแบรนด์ที่เชื่อว่า เมื่อคุณรู้สึกปลอดภัย คุณจะรู้สึกมีอิสระที่จะทำได้มากขึ้น ไปได้ไกลขึ้น และใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ยิ่งขึ้นกิจกรรม Volvo GO เป็นความร่วมมือกันระหว่าง วอลโว่ คาร์ ไทยแลนด์ กับ ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ชวนผู้สนใจร่วมชมหนึ่งในรถสไตล์ซีดานรุ่นคลาสสิกของวอลโว่ซึ่งเป็นรถในดวงใจของผู้คนมากมายมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1990 ด้วยดีไซน์การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์อย่างรุ่น Volvo 940 GLT  โดยครั้งนี้ถูกนำมาวาดลวดลายกราฟฟิตตี้รอบตัวรถให้เป็นงานศิลปะร่วมสมัย พร้อมพื้นที่ให้ผู้สนใจได้ถ่ายทอดถ้อยคำ และความหมายของการใช้ชีวิตอย่างอิสระลงบนตัวรถที่จัดแสดงอยู่บริเวณชั้นล่างของโรงแรม เดอะ ควอเทียร์ ในซอยสุขุมวิท 49 พร้อมร่วมสัมผัส รถไฟฟ้าเอสยูวี สไตล์ครอสคันทรี่รุ่นใหม่ล่าสุดที่สะท้อนเป้าหมายในอนาคตสู่การเป็นบริษัทรถไฟฟ้าของวอลโว่ได้เป็นอย่างดีอย่างรุ่น Volvo EX30 Cross Country กันแบบใกล้ ๆ

ผู้สนใจสามารถร่วมลุ้นรับเครื่องดื่มเมนูพิเศษที่เป็นการรังสรรค์ขึ้นเฉพาะสำหรับวอลโว่ ง่าย ๆ เพียงถ่ายภาพตัวเองร่วมกับรถวอลโว่ Volvo 940 GLT หรือ Volvo EX30 Cross Country ที่จัดแสดงในบริเวณงานพร้อมโพสต์ลงบนโซเชียลมีเดียด้วยการตั้งค่าแบบสาธารณะติดแฮชแท็ก #VolvoGO และแท็ก @volvocarth และ @culdesac.bkk เพื่อลุ้นรับสิทธิ*

เครื่องดื่มเมนูพิเศษสะท้อนแรงบันดาลใจในการออกไปค้นหาโลกกว้างกับวอลโว่

เพื่อฉลองจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม และการออกแบบสไตล์สแกนดิเวียน ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ได้จัดทำเมนูเครื่องดื่มพิเศษที่สะท้อนแนวคิดและดีไซน์ของรถวอลโว่ รวมเข้ากับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของคนยุคใหม่ และคนเมือง พร้อมชื่อเมนูสุดชิค อย่าง No Keys Tonight, Safety is Sexy, Park & Spark และ Pitcrew Punch ให้ได้ทดลองทั้งที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์   หรือที่โชว์รูมผู้จำหน่ายรถวอลโว่อย่างเป็นทางการทั่วกรุงเทพฯ เพียงทดลองขับ* Volvo EX30 รุ่นใดก็ได้ภายในเดือนกรกฎาคมนี้

เดินทางอย่างปลอดภัยในยามค่ำคืนกับบริการรถลีมูซีนร่วมกับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์

เพื่อสนับสนุนความปลอดภัยและการขับขี่อย่างมีจิตสำนึก วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยังได้ร่วมมือกับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ ให้บริการรถลีมูซีนสำหรับลูกค้าผู้โชคดีที่มาใช้บริการที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ เพื่อส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย นอกจากนี้ยังพร้อมมอบโค้ดส่วนลด 300 บาท* ให้แก่ลูกค้าของร้านที่จองบริการกับ ยูดริ้งค์ ไอไดรฟ์ และมีต้นทางอยู่ที่ร้านคัลเดแซค รูฟท็อป บาร์ ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนถึงเป้าหมายร่วมของทั้งสองแบรนด์ในการมอบความปลอดภัย ความสะดวกสบายในระดับพรีเมี่ยมแก่ผู้ใช้รถในทุกเส้นทาง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ได้ที่ www.volvocars.com/th


The New Volvo EX30 Cross Country รถไฟฟ้าพร้อมลุย!

Volvo EX30 Cross Country รถไฟฟ้า SUV ขนาดเล็กพร้อมลุยต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นมาตรฐานอย่าง EX30 สู่การออกแบบที่ลุยและมีพลังมากขึ้น ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนเมืองที่พร้อมจะหลุดกรอบความจำเจ ไม่ว่าจะเจอสภาพอากาศฝนตกหรือแดดออก รถคันนี้จะเป็นเพื่อนร่วมทางที่พร้อมจะลุยไปกับคุณทุกเมื่อ EX30 Cross Country Volvo EX30 Cross Country มาในราคาเริ่มต้นที่ 1,890,000 บาท และพร้อมให้จับจองแล้ววันนี้บนเว็บไซต์ Volvo Car website

สรุปการอัปเกรดสำคัญใน EX30 Cross Country

  • กระจังหน้าแบบใหม่ที่เพิ่มลวดลายกราฟิกเฉพาะตัว ซึ่งแสดงภาพภูมิประเทศของเทือกเขาเค็บเนอไคเซ ทางตอนเหนือของสวีเดน พร้อมแสดงตำแหน่งละติจูด ลองติจูดของเทือกเขาบนลวดลาย
  • ล้อดีไซน์ใหม่สำหรับรุ่น Cross Country ขนาด 19 นิ้ว แบบ 5 ก้าน สีเทากราไฟต์ด้านและดำด้าน มาพร้อมยาง Summer tires ขนาดใหญ่ 720 มม. (235/50/19) เพิ่มมิติและลุคที่ดูลุย
  • ดีไซน์แผ่นกันกระแทกหน้าและหลังด้วยสีเทา (Vapour Grey) แบบด้าน
  • ดีไซน์แผงด้านหลังตกแต่งด้วยผิวสีดำด้าน
  • กันชนล่างด้านหลังและบริเวณเสา C เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่นด้วยโลโก้ Cross Country บ่งบอกความพิเศษของรุ่น
  • ดีไซน์กันชนหน้าและส่วนขยายซุ้มล้อสีดำด้านรูปแบบใหม่
  • ตัวเลือกสีเบาะใหม่: รุ่นนี้มาพร้อมเบาะใหม่ในสี “Pine” สีเขียวที่มอบความรู้สึกอบอุ่นและเป็นธรรมชาติ และยังมีตัวเลือกเบาะสี “Indigo” โทนน้ำเงินเข้ม ที่ให้ความรู้สึก สุขุม และมีเอกลักษณ์
  • ยกสูงขึ้น: เพิ่มความสูงจากพื้นถนนถึง 19 มม. (12 มม. จากแชสซี และ มม. จากล้อ) เพื่อรองรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์มากขึ้น
  • ปรับจูนระบบการขับขี่ช่วงล่าง: เพิ่มความนุ่มนวลและความสบาย พร้อมประสิทธิภาพในการยึดเกาะถนนในทุกรูปแบบการขับขี่
  • เพิ่มฟีเจอร์ระบบทำความร้อน: ที่เบาะนั่งคู่หน้าและพวงมาลัย
  • พลังการขับเคลื่อน: ระบบขับเคลื่อน Twin Motor Performance (พลังการขับเคลื่อนเท่ากับรุ่น EX30 Twin Motor Performance)

EX30 Cross Country เป็นรถ SUV ขนาดเล็กขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ที่สามารถขับขี่ได้ไกลสูงสุดถึง 490 กิโลเมตร1  มาพร้อมระบบการชาร์จไวจาก 10 – 80% ภายในเวลาเพียง 28 นาที2 ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนเป็นศูนย์ EX30 Cross Country เพิ่มความสูงจากรุ่นมาตรฐาน EX30 พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ (All-Wheel Drive) ที่รองรับทุกเส้นทางการเดินทาง ไม่ว่าจะเจอสภาพถนนเปียกลื่นจากฝนหรือพื้นผิวที่ไม่แน่นอนเมื่อต้องออกนอกเมือง ล้ออัลลอยด์ดีไซน์ใหม่ขนาด 19 นิ้วแบบ 5 ก้าน มาพร้อมสีเทากราไฟต์ด้านและดำด้าน ดีไซน์ฝากระโปรงหน้าและท้ายที่ถูกตกแต่งด้วยสีดำเฉพาะตัว เสริมบุคลิกให้รถดูโฉบเฉี่ยวและมีมิติยิ่งขึ้น กระจังหน้ามาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ถูกแต่งเติมลวดลายกราฟิก ได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิประเทศของเทือกเขาเค็บเนอไคเซ (Kebnekaise) ในเขตอาร์กติกของสวีเดน โครงกันกระแทกด้านหน้า–ด้านหลัง และขอบล้อแบบเสริมดีไซน์พิเศษ ถ่ายทอดความพร้อมในการเดินทางอย่างมีสไตล์ 

พื้นที่เก็บสัมภาระ

พื้นที่เก็บของส่วนกลางระหว่างผู้ขับและผู้โดยสารได้รับการออกแบบให้ใช้งานได้หลากหลาย ที่วางแก้วสามารถเลื่อนพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งาน เพิ่มพื้นที่ใช้สอยส่วนกลางได้มากขึ้น พร้อมช่องเก็บของขนาดใหญ่ส่วนล่างระหว่างเบาะหน้าผู้ขับและผู้โดยสาร และช่องเก็บของหน้ารถ (Glove compartment) ถูกย้ายมาไว้ใต้คอนโซลกลาง เพื่อให้สามารถเปิดใช้งานได้สะดวกยิ่งขึ้น

บริเวณช่องใส่สัมภาระตรงกลางมีช่องเก็บของสำหรับผู้โดยสารด้านหลังที่สามารถถอดออกมาทำความสะอาดได้ อีกทั้งบริเวณพื้นที่ใส่สัมภาระท้ายรถยังมีรายละเอียดที่แสดงถึงความใส่ใจอย่างแผ่นป้าย “Will it fit?” ที่แสดงขนาดการจุสัมภาระ ให้ผู้ใช้รถได้กะขนาดสัมภาระที่ต้องการใส่ได้อย่างแม่นยำ

ปลอดภัยและสะดวกสบาย

พร้อมลุยไปทุกที่ด้วย Google Built-in ที่ติดตั้งภายในรถ ไม่ว่าจะมุ่งหน้าออกไปสัมผัสธรรมชาติ หรือแวะร้านอาหารรูฟท็อปใจกลางเมือง EX30 Cross Country ก็สามารถพาคุณไปถึงจุดหมายได้อย่างแม่นยำและราบรื่นผ่าน Google Maps ที่พร้อมใช้งานทันทีเพียงปลายนิ้วสัมผัสตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยความคล่องตัวที่ผสานกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย

เพราะความปลอดภัย คือหัวใจสำคัญของวอลโว่ EX30 Cross Country คันนี้มาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงผ่านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งระบบเบรกและการควบคุมพวงมาลัยได้รับการออกแบบให้สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการชนจากด้านหน้ารถที่สวนทาง, ผู้ใช้ถนน หรือจักรยาน รวมถึงระบบเซนเซอร์ตรวจจับความพร้อมของผู้ขับขี่ ที่สามารถแจ้งเตือนเมื่อระบบพบสัญญาณของความเหนื่อยล้า หรือภาวะขาดสมาธิ

คริส เวลส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วอลโว่เป็นผู้นำที่บุกเบิกยนตรกรรม Cross Country มากว่า 25 ปี และแนวคิดเรื่องสมรรถนะที่มาพร้อมความสะดวกสบาย ยังคงเป็นหัวใจหลักของเรามาตลอด ด้วยชีวิตของคนเมืองในกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยวิถีชีวิตที่เร่งรีบและไม่เคยหยุดนิ่ง เราเข้าใจดีว่าผู้คนต้องการรถที่สามารถตอบรับกับไลฟ์สไตล์คนเมืองได้อย่างลงตัว และยังต้องตอบโจทย์ชีวิตอิสระให้พวกเขาได้ออกไปทริปสั้น ๆ ในวันหยุด นั่นคือเหตุผลที่เราออกแบบ EX30 Cross Country ให้เป็นมากกว่ายานพาหนะ เพราะนี่คือรถที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เชื่อมโยงกับทุกจังหวะชีวิต ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม

————————

1 ข้อมูลจากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการภายใต้สภาพแวดล้อมควบคุม เพื่อยื่นขอ ECO-Sticker ตามประกาศของกระทรวงอุตสาหกรรม โดยผลการใช้งานจริงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิภายนอก สภาพการขับขี่ และจำนวนผู้โดยสารในรถ

2 อ้างอิงจากการชาร์จด้วยเครื่องชาร์จความเร็วสูงแบบ DC (175kW) โดยระยะเวลาในการชาร์จจริงอาจแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับการปรับอุณหภูมิของรถ การใช้พลังงานจากระบบอื่น ๆ และอุณหภูมิภายนอก


ฉลองแชมป์ใหม่ Diageo World Class Thailand 2025 พร้อมลุยสนามแคนาดา

บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DMHT ผู้นำด้านเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าพรีเมียมระดับโลก ประกาศผลการแข่งขัน ดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์ 2025 (Diageo World Class Thailand 2025) เวทีการแข่งขันบาร์เทนเดอร์ระดับตำนานแห่งวงการเครื่องดื่ม โดยได้ทำการฝึกอบรมและคัดเลือกบาร์เทนเดอร์ผู้เข้าแข่งขันจากทั่วประเทศมาเป็นเวลามากกว่า 5 เดือน เฟ้นหาสุดยอดตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันต่อในเวทีระดับโลก พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันการท่องเที่ยวไทยให้โดดเด่นยิ่งขึ้นในระดับโลก

และในปีนี้ ธนโชติ โลหะนิมิตร จากร้าน Find the Photo Booth คว้ารางวัลสุดยอดบาร์เทนเดอร์ของไทย จากจุดเด่นคือ ทักษะที่เป็นเลิศและความคิดสร้างสรรค์ไร้ขีดจำกัด จากผู้เข้าแข่งขันจำนวน 326 คน ซึ่งแข่งขันกันในระดับภูมิภาครอบต่างๆ จนมาถึงรอบรองชนะเลิศที่คัดเหลือ 36 คนเมื่อวานนี้ และรอบชิงชนะเลิศในวันนี้ พร้อมเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชันฝีมือกับบาร์เทนเดอร์จากทั่วโลกในการแข่งขัน ดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส โกลบอล ไฟนอลส์ 2025 (Diageo World Class Global Finals 2025) ที่เมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้

นอกจาก ธนโชติ โลหะนิมิตร จากร้าน Find the Photo Booth ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ World class Thailand Bartender of the Year 2025 Winner ไปครอง ยังมีเหล่าบาร์เทนเดอร์ที่โชว์ฝีมือจนสามารถคว้ารางวัลจากเวทีดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์ 2025 อีกทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • กันตฤทธิ์ ร่วมทองรัตน์ จากร้าน Bar Scofflaws ผู้ชนะรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 World class Thailand Bartender 2025
  • นิพิชณม์ธร จันทร์แก้ว จากร้าน Mai the Sky Bar / Melia Hotel Chiang Mai ผู้ชนะรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 World class Thailand Bartender 2025
  • อัชณา อินทรังษี จากร้าน Bar not Found ผู้ชนะรางวัล Rising Star
  • มณฑาทิพย์ ลิลิตสนอง จากร้าน #FindTheLockerRoom ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Johnnie Walker Black Ruby “Best Reel”
  • อัญมณี ธรรมรังสี จากร้าน Ray Cocktail and Bite ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Johnnie Walker Black Ruby “From Old Fashion to New Fashion” Challenge Winner
  • ศุภรดา ติ๊บตึง จากร้าน Dry Wave Cocktails Studio ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Don Julio X Seiko “Summer Cocktail Time” Challenge Winner
  • นิพิชณม์ธร จันทร์แก้ว จากร้าน Mai the Sky Bar / Melia Hotel Chiang Mai ผู้ชนะรางวัลโจทย์ Zacapa “Above the Clouds” Challenge Winner

ภูนีต นารัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การแข่งขันดิอาจิโอ เวิลด์ คลาส ไทยแลนด์เป็นเวทีแห่งความภาคภูมิใจของดิอาจิโอ ถือเป็นเวทีที่เปิดประตูให้กับบาร์เทนเดอร์ชาวไทยได้ออกไปแสดงฝีมือในระดับโลกมานานกว่าทศวรรษ อีกทั้งยังเป็นเวทีที่ทำให้ดิอาจิโอ ในฐานะบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ระดับโลก ได้มีโอกาสนำความเชี่ยวชาญด้านบาร์เทนเดอร์ ทั้งการทำเครื่องดื่ม และเสิร์ฟเครื่องดื่มอย่างรับผิดชอบมาช่วยพัฒนา ยกระดับทักษะและฝีมือของบาร์เทนเดอร์ไทยให้พัฒนาและตามทันเทรนด์ของผู้บริโภคอยู่เสมอ ผ่านทั้งการอบรมให้ความรู้ และผ่านโจทย์การแข่งขันที่คิดมาเป็นอย่างดีเพื่อลับคมฝีมือบาร์เทนเดอร์ไทย ซึ่งสอดคล้องกับ SOCIETY 2030: SPIRIT OF PROGRESS หรือแผนด้านความยั่งยืน 10 ปี ของดิอาจิโอ ในด้านการพัฒนาทักษะบุคลากรในอุตสาหกรรม

สำหรับปีนี้ เทรนด์ Premiumization ยังคงมาแรงในกลุ่มผู้บริโภค เราจึงท้าทายผู้เข้าแข่งขันด้วยโจทย์การทำเครื่องดื่มในสไตล์พรีเมียม ให้สร้างสรรค์ แปลกใหม่ พร้อมส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เพื่อยกระดับผลผลิตในประเทศให้มีมูลค่ายิ่งขึ้น เชื่อนี่ว่าจะเป็นการขัดเกลาและยกระดับมาตรฐานบาร์เทนเดอร์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย พร้อมทั้งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบท้องถิ่นไทยไปพร้อมกัน”


Lamborghini Temerario ขุมพลังไฮบริด V8 แรง 920 แรงม้า!

เรนาสโซ มอเตอร์ ผู้จำหน่ายรถยนต์ลัมโบร์กินีอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เผยโฉม “Temerario” (เทเมราริโอ) ซูเปอร์สปอร์ตคาร์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นล่าสุดสัญชาติอิตาลี ที่มาพร้อมขุมพลังไฮบริด V8 ทวินเทอร์โบผสานการทำงานกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว มอบสมรรถนะการเร่งรอบเครื่องยนต์สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที โดดเด่นเหนือชั้นในฐานะยนตรกรรมรุ่นที่สองในกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูง (High Performance Electrified Vehicle: HPEV) ของลัมโบร์กินี ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นแห่งประวัติศาสตร์อย่าง Revuelto (เรเวลโต้) ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 แบบไร้ระบบอัดอากาศ ผสานกับชุดเกียร์ดับเบิลคลัชต์ 8 สปีด และมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว ถือเป็นการเติมเต็มกลุ่มผลิตภัณฑ์รถยนต์ไฮบริดของลัมโบร์กินีอย่างสมบูรณ์แบบ หลังจากการเปิดตัว Urus SE (อูรุส เอสอี) ซูเปอร์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์เมื่อปี 2024

และการเปิดตัวครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้บริหารระดับสูงของ ออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี นำโดย สเตฟาน วิงเคิลมันน์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เฟเดอริโก ฟอสชินี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด และ ฟรานเชสโก้ สกาดาโอนิ ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มาร่วมเปิดตัว Temerario อีกด้วย

ขุมพลัง V8 ไฮบริด 920 แรงม้า

Temerario มาพร้อมขุมพลังใหม่ล่าสุด ด้วยเครื่องยนต์ V8 ทวินเทอร์โบ ขนาด 4.0 ลิตร ที่สามารถเร่งรอบเครื่องยนต์ได้สูงสุดถึง 10,000 รอบต่อนาที ซึ่งนับเป็นรอบเครื่องยนต์สูงสุดสำหรับรถซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่ผลิตออกจำหน่ายจริง ให้กำลังสูงสุด 800 แรงม้า และแรงบิด 730 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว โดยติดตั้งที่เพลาหน้า 2 ตัว และในชุดเกียร์ดับเบิลคลัตช์ 8 สปีด อีก 1 ตัว มอบกำลังรวมสูงสุดถึง 920 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ตอบสนองทันที การยึดเกาะถนนที่เหนือกว่า และประสบการณ์การขับขี่ที่ไร้คู่แข่ง ที่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอของลัมโบร์กินีอย่างชัดเจน

โดย Temerario สามารถเร่งเครื่องยนต์จาก 0–100 กม./ชม. ได้ในเวลาเพียง 2.7 วินาที และจาก 0–200 กม./ชม. ภายใน 7.4 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดที่ 343 กม./ชม. ขณะเดียวกัน มอเตอร์ไฟฟ้าบนเพลาหน้ายังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน และทำให้ Temerario สามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ได้อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซ CO₂ ได้สูงสุดถึง 50% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán

งานออกแบบเสริมสมรรถนะ

Temerario ได้รับการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์โดยมุ่งเน้น 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ เสถียรภาพที่ระดับความเร็วสูง การระบายความร้อนที่ดีขึ้น และประสิทธิภาพการเบรกขั้นสูงสุด ทุกองค์ประกอบได้รับการรังสรรค์ขึ้นอย่างแม่นยำอาทิ ดวงไฟ DRL ทรงหกเหลี่ยมด้านหน้าที่มาพร้อมแผงปรับทางลมและช่องรับลม ไปจนถึงอุปกรณ์สร้างการหมุนเวียนของลมใต้ท้องรถ ล้วนส่งผลให้แรงกดด้านท้ายเพิ่มขึ้นถึง 103% เมื่อเทียบกับรถรุ่น Huracán EVO (ฮูราแคน อีโว) และสามารถเพิ่มได้สูงสุดถึง 158% เมื่อติดตั้งชุดวัสดุ Alleggerita Pack อีกทั้ง ช่องกลางหลังคาที่เชื่อมต่อกับสปอยเลอร์หลังยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการไหลของอากาศ ในขณะที่ขอบฝากระโปรงเครื่องยนต์ด้านข้างที่มีดีไซน์โค้งมนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แนวคิดใหม่ในการระบายความร้อนระบบเบรกยังเข้ามาช่วยยกระดับสมรรถนะโดยรวม ด้วยการระบายความร้อนที่คาลิเปอร์เพิ่มขึ้นถึง 50% และระบายความร้อนจานเบรกได้ดีขึ้นถึง 20% เมื่อเทียบกับรุ่น Huracán EVO แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง

ห้องโดยสะท้อนแนวคิด ‘Feel like a pilot’

การออกแบบห้องโดยสารภายในของ Temerario สะท้อนแนวคิด ‘Feel like a pilot’ (ความรู้สึกเสมือนเป็นนักบิน) ของลัมโบร์กินีได้อย่างชัดเจน ผ่านตำแหน่งเบาะนั่งที่ต่ำ แดชบอร์ดดีไซน์เพรียวบาง และพวงมาลัยที่เอียงในองศาที่สมบูรณ์แบบ ทำให้ผู้ขับขี่เข้าถึงสไตล์การขับขี่ได้อย่างเต็มที่ เบาะนั่งสปอร์ตปรับไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มอบความสบายสูงสุด หรือสามารถเลือกเบาะนั่งแบบคาร์บอนไฟเบอร์ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์และปรับแต่งได้หลากหลาย ทั้งระบบทำความร้อน การระบายอากาศ และสีสันที่แตกต่างกัน

ภายในห้องโดยสารสะท้อนดีไซน์ภายนอกอันโดดเด่น โดยผสมผสานประสบการณ์ดิจิทัลเข้ากับประสาทสัมผัสได้อย่างลงตัว โดยลัมโบร์กินีเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงสุด อาทิ คาร์บอน หนัง และไมโครไฟเบอร์ Dinamica® Corsatex Suede ทั่วทั้งห้องโดยสาร พร้อมกันนี้ องค์ประกอบการตกแต่งภายใน เช่น คอนโซลกลาง ช่องระบายอากาศ แผงประตู แดชบอร์ด พวงมาลัย และคอพวงมาลัย ยังมีให้เลือกใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเป็นออปชันเสริมอีกด้วย

นอกจากนี้ ห้องโดยสารของ Temerario ยังสะท้อนประสบการณ์ดิจิทัลที่ล้ำสมัยที่สุดของลัมโบร์กินี ด้วยการจัดวางจอแสดงผล 3 หน้าจอ ได้แก่ แดชบอร์ดดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจอสัมผัสกลางขนาด 8.4 นิ้ว และหน้าจอสำหรับผู้โดยสารขนาด 9.1 นิ้ว ที่แสดงข้อมูลรถแบบเรียลไทม์ พร้อมระบบอินโฟเทนเมนต์และฟังก์ชันเสริมประสบการณ์ร่วมขับเสมือนเป็นผู้ช่วยนักบิน ผู้ขับสามารถเข้าถึงกล้องติดรถ ธีมอินเทอร์เฟซที่เปลี่ยนตามโหมดการขับขี่ และฟังก์ชันขั้นสูงอย่าง Telemetry 2.0 ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านทั้งแดชบอร์ดโฉมใหม่และบริเวณเบาะที่นั่ง ตามปรัชญา “Feel like a pilot” อย่างแท้จริง ช่องระบายอากาศทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์และคอนโซลกลางช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บเพื่อความสะดวกสบายสูงสุด พวงมาลัยติดตั้งปุ่มควบคุมโหมดการขับ ฟังก์ชันยกตัวรถ ปุ่ม “Race Start” ไฟเลี้ยว และ Launch Control เพื่อมอบสมาธิสูงสุดในทุกการขับขี่

เปิดประสบการณ์การขับขี่ที่ควบคุมได้ดั่งใจ

Temerario มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลายถึง 13 รูปแบบ ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานในชีวิตประจำวันและความเร้าใจบนสนามแข่ง ด้วยความสามารถรอบด้านของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ผู้ขับสามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบไดนามิกผ่านระบบ ANIMA (Adaptive Network Intelligent Management) ของลัมโบร์กินีได้ 5 โหมดหลัก ได้แก่ Città, Strada, Sport, Corsa และ Corsa Plus แต่ละโหมดจะปรับการส่งกำลัง ระบบช่วงล่าง อากาศพลศาสตร์ และประสิทธิภาพของระบบไฮบริดให้เหมาะสมกับทุกสภาพการขับขี่ ตั้งแต่การขับขี่ในเมืองไปจนถึงการเร่งเต็มพิกัดบนสนามแข่ง

นอกจากนี้ ยังมีโหมดจัดการพลังงานไฮบริดอีก 3 โหมด ได้แก่ Recharge, Hybrid และ Performance ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการชาร์จไฟจากแรงเบรก เสริมด้วยโหมดใหม่ล่าสุดอย่าง Drift Mode ที่สามารถควบคุมและปรับแรงบิดได้ 3 ระดับ ช่วยให้การควบคุมการหักเลี้ยวแบบโอเวอร์สเตียร์เป็นไปได้อย่างแม่นยำ มอบประสบการณ์ที่ทั้งเร้าใจและควบคุมได้อย่างมั่นใจ

ปรับแต่งตามใจสะท้อนตัวตน

Temerario เปิดตัวด้วยสองสีพิเศษใหม่ ได้แก่ สีฟ้า Blu Marinus และสีเขียว Verde Mercurius พร้อมมอบอิสระให้ลูกค้าปรับแต่งรถเพื่อสะท้อนตัวตนได้อย่างไม่รู้จบผ่านโปรแกรม Ad Personam ของลัมโบร์กินี ที่นำเสนอสีตัวถังกว่า 400 เฉด รวมถึงลวดลายพิเศษ นอกจากนี้ ยังมาพร้อมล้อแมกรุ่นใหม่ถึง 3 ดีไซน์และวัสดุที่แตกต่างกัน พร้อมออปชันคาร์บอนไฟเบอร์สำหรับตกแต่งทั้งภายในและภายนอกหลากหลายชิ้นส่วน ไม่ว่าจะต้องการสื่อถึงความสปอร์ต ความหรูหรา หรือทั้งสองอย่างในแบบเฉพาะตัว ทุกการคัสตอมคือภาพสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของอย่างแท้จริง

ยางบริดจสโตนตัวท็อประดับไอคอนิก

ในฐานะพันธมิตรอันยาวนานของลัมโบร์กินี ผู้ผลิตยางรถยนต์แต่เพียงผู้เดียวสำหรับ Temerario บริดจสโตนได้พัฒนาไลน์อัปยางครบวงจรเพื่อดึงสมรรถนะสูงสุดของซูเปอร์สปอร์ตคาร์คันนี้ ทั้งในและนอกสนามแข่งตลอดทั้งปี พร้อมตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ขับขี่

บริดจสโตนเลือกใช้ยางสมรรถนะสูงระดับไอคอนจากตระกูล Potenza โดยนำเสนอยางรุ่น Potenza Sport และ Potenza Race ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับ Temerario เพื่อการขับขี่บนถนนและในสนามแข่งขัน ยาง Potenza Sport รุ่นพิเศษนี้มาพร้อมลายดอกยางที่ออกแบบมาเพื่อเสริมประสิทธิภาพการควบคุมบนถนนแห้ง การยึดเกาะบนถนนเปียก และสมรรถนะในความเร็วสูง ยกระดับความเร้าใจในการขับขี่สไตล์สปอร์ตให้ถึงขีดสุด

ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษจากซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นใหม่ล่าสุดได้ที่ “ลัมโบร์กินี กรุงเทพฯ” โชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจรขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก ถนนวิภาวดีรังสิต


HARLEY-DAVIDSON เปิดไลน์อัพ Cruiser ปี 2025 ครั้งแรกในไทย

Harley-Davidson จัดงานเปิดตัว “BEYOND THE ORDINARY POWERED BY 2025 HARLEY-DAVIDSON CRUISER 117 LINEUP” อย่างยิ่งใหญ่ ถือเป็นการเผยโฉมไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser รุ่นใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย โดยรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser รุ่นปรับโฉมใหม่เหล่านี้ ถือเป็นรุ่นสานต่อตำนานแห่งดีไซน์ สมรรถนะ และนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Harley-Davidson พร้อมยกระดับขุมพลังด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight™ V-Twin ขนาด 117 ที่ติดตั้งมาในทุกรุ่น

งานเปิดตัวในครั้งนี้ จัดขึ้นที่ Factopia Studio โดยมีสื่อมวลชน เหล่าสมาชิก Harley-Davidson Freedom Crew อินฟลูเอนเซอร์ และตัวแทนจำหน่ายจากทั่วประเทศมาร่วมงานกันอย่างคับคั่งโดยมี มาร์ค โอ ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย เป็นผู้เปิดตัวไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser รุ่นปี 2025 อย่างเป็นทางการ ประกอบด้วยรุ่น Low Rider™ S, Low Rider™ ST,  Breakout™, Heritage Classic, Fat Boy™ และ Street Bob™ พร้อมกันนี้ ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก กาย รัชชานนท์ สุประกอบ หนึ่งในสมาชิก Freedom Crew มาร่วมดำเนินรายการอย่างเป็นกันเอง

ผู้ที่มาร่วมงานยังได้ร่วมกันฉลองให้กับรถมอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนิกรุ่น Fat Boy ในโอกาสครบรอบ 35 ปี โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือการจัดแสดงรถมอเตอร์ไซค์รุ่นพิเศษ Fat BoyTM Gray Ghost ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 1,990 คันทั่วโลก โดยคันที่นำมาจัดแสดงในงานนี้ เป็นรถของลูกค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ มีเพียงคันเดียวในประเทศไทย เพื่อร่วมเฉลิมฉลองโอกาสสุดพิเศษในปีนี้อย่างยิ่งใหญ่

รถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Cruiser ปี 2025

Harley-Davidson พลิกโฉมรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Cruiser ปี 2025 ระดับไอคอนนิกจำนวน 6 รุ่น มาพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ ผสานกับสมรรถนะที่ได้รับการยกระดับและดีไซน์อันทันสมัย โดยรถมอเตอร์ไซค์ Cruiser ทุกรุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 พร้อมด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ และโครงสร้าง Harley-Davidson Softail TM ที่มาพร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบโมโนช็อค (Monoshock) โดยไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ตระกูล Cruiser ปี 2025 ประกอบด้วยรุ่น Low Rider S, Low Rider  ST, Breakout , Heritage Classic, Fat Boy, และ Street Bob ซึ่งรถแต่ละรุ่นล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวตั้งแต่ความคลาสสิกย้อนยุคไปจนถึงสมรรถนะที่มาพร้อมกับดีไซน์สุดล้ำ

ไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson Cruiser 117 รุ่นปี 2025 จะวางจำหน่ายเร็ว ๆ นี้ ที่ผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Harley-Davidson ทั่วประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผู้แทนจำหน่าย Harley-Davidson เพื่อทดลองขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ รวมถึงบริการให้คำแนะนำสำหรับการคัสตอม และข้อมูลอัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับอะไหล่ อุปกรณ์ตกแต่ง และสินค้าไลฟ์สไตล์รุ่นใหม่ทั้งหมด

ไลน์อัพรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ที่เปิดตัวในปี 2025 และพร้อมจำหน่ายในไทย มีดังนี้

  • Street Glide™ Ultraราคาเริ่มต้นที่ 1,715,000 บาท
  • CVO™ Street Glide™ราคาเริ่มต้นที่ 3,191,000 บาท
  • CVO™ Road Glide™ราคาเริ่มต้นที่3,246,000 บาท
  • CVO™ Road Glide™ STราคาเริ่มต้นที่ 3,439,000 บาท
  • Street Bob™ราคาเริ่มต้นที่ 889,000 บาท
  • Heritage Classicราคาเริ่มต้นที่ 1,136,000 บาท
  • Fat Boy™ราคาเริ่มต้นที่ 1,272,000 บาท
  • Breakout™ราคาเริ่มต้นที่ 1,262,000 บาท
  • Low Rider™ Sราคาเริ่มต้นที่ 1,171,000 บาท
  • Low Rider™ STราคาเริ่มต้นที่ 1,269,000 บาท
  • Sportster™ Sราคาเริ่มต้นที่ 638,000 บาท
  • Nightster™ (สีSnake Venom)ราคาเริ่มต้นที่ 527,000 บาท

#HarleyDavidsonAsia #UnitedWeRide #HDCruisers #HDCruisers117 #35YearsOfFatBoy


ปลุกความเป็นนักแข่งในตัวคุณในงาน MINI John Cooper Works Track Day

มินิ ประเทศไทย ปลุกจิตวิญญาณนักแข่งชาวมินิสเตอร์กับกิจกรรม MINI John Cooper Works Track Day นำลูกค้ากว่า 200 คน สัมผัสประสบการณ์ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ล่าสุดตระกูลจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ นำโดย MINI John Cooper Works Electric พร้อมด้วย MINI John Cooper Works Aceman ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ โดยลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ทดสอบสมรรถนะที่หลากหลายและเร้าใจในแบบฉบับมินิ ทั้งการขับขี่แบบ fast lap การขับขี่แบบยิมคาน่า ที่สำคัญกับการขับขี่อย่างปลอดภัย ภายใต้การควบคุมดูแลโดยทีมผู้ฝึกสอนซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลของบีเอ็มดับเบิลยู

MINI John Cooper Works Electric แบบ 3 ประตู ด้วยระบบขับเคลื่อนแบบไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า และแรงบิด 350 นิวตันเมตร พร้อมฟังก์ชัน Electric Boost ที่เสริมพลังให้มอเตอร์ไฟฟ้าเพิ่มอีก 20 กิโลวัตต์ ขณะเร่งความเร็ว ตอกย้ำพลังความแรงของ MINI JCW และถ่ายทอดความรู้สึก “Go-Kart feeling” ที่เป็นเอกลักษณ์ของมินิได้อย่างชัดเจน ดีไซส์รอบคันสวยเฉี่ยวด้วยโลโก้ JCW สีแดง-ขาว-ดำ ที่ได้แรงบันดาลใจจากธงตาหมากรุก และสปอยเลอร์ ท้ายที่สวยเด่น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งในด้านอากาศพลศาสตร์ และด้านระยะทางการขับขี่ ที่สูงถึง 371 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

ภายในห้องโดยสาร ยังเต็มไปด้วยโทนสีแดงและดำอันเป็นเอกลักษณ์ของจอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ ทั้งพวงมาลัย สปอร์ต JCW สีดำที่ประดับด้วยตะเข็บสีแดงและหุ้มผ้าที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาเพื่อให้จับถนัดมือ เบาะสปอร์ต JCW ให้การรองรับที่มั่นคงระหว่างการขับขี่แบบสุดตัว ตกแต่งด้วยตะเข็บสีแดงตัดกับหนังเทียมสีดำ เช่นเดียว กับผิวหน้าของคอนโซล พร้อมด้วยระบบ MINI Experience Modes เพิ่มสีสันที่สนุกสนานให้ทุกการขับขี่

สำหรับ MINI John Cooper Works Aceman ในโฉม 5 ประตู ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าพละกำลัง 190 กิโลวัตต์ / 258 แรงม้า มาพร้อมห้องโดยสารที่กว้างขวางกว่าและตัวถังที่ยกสูงจากพื้นมากขึ้น ความเร็วสูงสุด 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในเวลา 6.4 วินาที แบตเตอรี่แรงดันสูงขนาด 54.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 355 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐาน WLTP) โดยสามารถชาร์จแบตเตอรี่เต็มได้ในเวลา 31 นาทีด้วยระบบชาร์จไฟกระแสตรง 95 กิโลวัตต์ หรือ 5 ชั่วโมง 30 นาทีด้วยระบบชาร์จไฟกระแสสลับ 11 กิโลวัตต์ MINI JCW Aceman ใหม่ ยังโดดเด่นด้วยล้ออัลลอย John Cooper Works ขนาด 19 นิ้ว แบบ Strive Spoke ทูโทน ส่วนห้องโดยสารที่กว้างขวาง ยิ่งดูโปร่งโล่งมากขึ้นด้วยหลังคากระจกพาโนรามา ภายในห้องโดยสารยังคงเอกลักษณ์ของรถตระกูล John Cooper Works ไว้ครบถ้วน ทั้งพวงมาลัย JCW แบบเฉพาะรุ่นและเบาะนั่งสปอร์ต จอแสดงผล OLED ทรงกลม พร้อม MINI Experience Modes

รถยนต์มินิเจเนอเรชั่นใหม่ทุกรุ่น รองรับระบบ Digital Key Plus ช่วยให้ใช้สมาร์ทโฟนเป็นกุญแจรถแบบดิจิทัลได้อย่างสะดวก สามารถล็อกและปลดล็อกรถได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ออกจากกระเป๋า นอกจากนี้ ทั้ง MINI John Cooper Works Aceman และ John Cooper Works Electric ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Remote Parking ที่ช่วยควบคุม การจอดและนำรถออกจากที่จอดผ่านสมาร์ทโฟนได้

มินิ ประเทศไทย ยังเตรียมกิจกรรมอีกมากมายสำหรับคนรักมินิตลอดทั้งปีนี้ ติดตามได้ทาง MINI Thailand


เปิดประสบการณ์ ‘ดีดศาสตร์’ สูตรผสมสองความแรง กาแฟพันธุ์ไทย x กระทิงแดง

กาแฟพันธุ์ไทย จับมือ กระทิงแดง สร้างสรรค์เครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมผสานกาแฟกับเครื่องดื่มให้พลังงานเป็น 4 เมนู “ดีดศาสตร์” (Energology Drinks) สะท้อน Brand DNA – Creative Thai Taste ด้วยการตั้งชื่อสไตล์ยาดองที่เป็นเครื่องดื่มให้พลังงานแบบไทย ตอกย้ำแบรนด์ไอเดีย #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ และ #เป้าหมายถึงไวพลังใจไม่มีท้อ จากกระทิงแดง พร้อมจัดกิจกรรม “รวมพลังความดีด” โดยเปิด Experience Zone พร้อมเครื่องเล่นจำลองการขี่กระทิง (Rodeo Bull Simulator) และ ดีดศาสตร์ Bar ที่มาเสิร์ฟความอร่อย สดชื่น ให้ลิ้มลองเมนูใหม่ โดยมี ทาทา ยัง มาร่วมแชร์ประสบการณ์ความดีดในงาน
สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “เพื่อตอกย้ำ แบรนด์ไอเดีย #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ ทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ไม่หยุดสร้างสรรค์ และเป็นผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เราจึงได้จับมือกับ ‘กระทิงแดง’ แบรนด์เครื่องดื่มให้พลังงานอันดับหนึ่งของไทย และเป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีความเป็นไทยสอดคล้องกับตัวตนของพันธุ์ไทย มาสร้างความสนุกไปด้วยกัน ด้วยการครีเอทเครื่องดื่มที่ผสมผสานรสชาติอร่อยแปลกใหม่ของพันธุ์ไทยกับพลังของกระทิงแดง ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งผู้ต้องการพลังงาน คนรุ่นใหม่อย่างหนุ่มสาวออฟฟิศ และนักศึกษาที่มองหาเครื่องดื่มที่ให้ทั้งรสชาติและพลังงาน และยังเพิ่มส่วนผสมที่มีประโยชน์ ออกมาเป็นเครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่เชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค สร้างประสบการณ์ ‘ความดีดขั้นสุด’ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกตื่นตัว สดชื่น และกระปรี้กระเปร่า”
วรวุฒิ พงศ์ชินภัค ประธานผู้บริหารสายงานขายและการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP กล่าวว่า กล่าวว่า “กระทิงแดง กำลังขยายตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ และเน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค เราจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การทำกิจกรรมการตลาดที่ตอบสนองเทรนด์ผู้บริโภคที่ต้องการลิ้มลองสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ เรายังวางแนวทางขยายความร่วมมือการทำการตลาดเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เรามองว่า กาแฟพันธุ์ไทย เป็นแบรนด์ที่สร้างสรรค์ความสนุกให้กับผู้บริโภคอยู่ตลอด ความร่วมมือกันครั้งนี้ จึงเป็นการรวมพลังที่แข็งแกร่งข้ามสายพันธุ์ของสองแบรนด์ไทย ดังนั้น ทุกเมนูในแคมเปญนี้ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มที่ให้ความสดชื่นหรือปลุกให้ตื่น แต่เป็น ‘การปลุกพลัง’ ที่ดีดให้คุณกล้าทำตามเป้าหมายในทุกๆ วันที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ”

เมนูดีดศาสตร์ เครื่องดื่มสายพันธุ์ใหม่ทั้ง 4 เมนู ยังคงคอนเซ็ปต์ Creative Thai Taste ได้แก่

  1. ช้างยกกําลังทิง (Espresso Energy Boost with Kratingdaeng) เมนูดีดขั้นสุดแบบเต็มแมกซ์ ที่ได้แรงบันดาลใจจาก ‘Espresso Martini’ กับเอสเพรสโซดับเบิ้ลช็อต ยกกำลังทะลุปรอทกับกระทิงแดงครึ่งขวด ได้รสเปรี้ยวนิดๆ ของมะนาว เติมเต็มพลังงานให้ตื่นเต็มตาได้ทั้งวัน (79 บาท)
  1. ทิงซ่าโดดกําแพง (Lime Soda with Kratingdaeng) ความซาบซ่าสุดคลาสสิคสไตล์ ‘Highball’ ที่ผสานกระทิงแดงครึ่งขวดเข้ากับสปาร์คกลิ้งโซดา และมะนาวสด ได้ฟีลสดชื่น บูสท์เอนเนอร์จียามบ่าย (69 บาท)
  1. กำลังช้างสาว (Lychee Yogurt Smoothie Plus Collagen with Kratingdaeng) เครื่องดื่มผสมคอลลาเจน สำหรับสาวๆ สายบิวตี้ ความลงตัวของโยเกิร์ตเนียนนุ่มและความหอมหวานอมเปรี้ยวรสลิ้นจี่ เพิ่มพลังด้วยช็อตกระทิงแดง ปั่นกับเจลลีสตรอว์เบอร์รี ปลุกความเฟรช อ่านหนังสือดึกได้สบาย (89 บาท)
  1. ช้างกระทืบงาน (Apple Yogurt Smoothie Plus Vitamin B12 with Kratingdaeng) โยเกิร์ตสมูทตี้สีสวย หอมกลิ่นแอปเปิ้ล เพิ่มช็อตกระทิงแดง ที่มีทั้งวิตามิน B6 และ B12 เพิ่มเทกเจอร์ด้วยเจลลีสตรอว์เบอร์รีหนุบหนับ ทั้งอร่อย ทั้งสดชื่น พร้อมลุยงานได้ทั้งวัน (89 บาท)
***คำเตือน: ห้ามดื่มเกินวันละ 2 แก้ว เพราะอาจทำให้ใจสั่น นอนไม่หลับ เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรดื่ม ผู้มีโรคประจำตัวหรือผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ก่อน / *เฉพาะเมนู ช้างยกกำลังทิง แนะนำให้ดื่มไม่เกินวันละ 1 แก้ว
พบความอร่อย สนุก กับเมนูดีดศาสตร์ๆ ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขาทั่วประเทศ และบริการเดลิเวอรีจัดส่งถึงบ้าน ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2568 – 18 สิงหาคม 2568 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกแมกซ์การ์ด รับสิทธิ์แลกซื้อเครื่องดื่ม ดีดศาสตร์ เมนูใดก็ได้ ผ่านแอปพลิเคชัน Max Me โดยใช้ 100 แต้ม แลกรับส่วนลด 30 บาท (จำกัด 1,200 สิทธิ์/วัน) ที่ร้านกาแฟพันธุ์ไทยทุกสาขา ยกเว้นสาขาท่าอากาศยาน และบริการเดลิเวอรี ใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2568 – 30 มิถุนายน 2568 (บัตรสมาชิก Max Card ได้รับ 1 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ/บัตรสมาชิก Max Card Plus กับ EV ได้รับ 2 สิทธิ์ตลอดแคมเปญ วันละ 1 สิทธิ์) รายละเอียดเพิ่มเติมคลิก www.facebook.com/punthaicoffee หรือ www.punthaicoffee.com
#พันธุ์ไทย #PunthaiCoffee #พันธุ์ไทยอะไรก็เป็นไปได้ #ดีดศาสตร์ #EnergologyDrinks #กระทิงแดง #เป้าหมายถึงไวพลังใจไม่มีท้อ

Privacy Preference Center