‘ไซลุน ไทร์’ ชูเทคโนโลยี Ecopoint³ เอาใจสาย Performance


- ยางรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PCR) เป็นซัพพลายเออร์ให้กับโรงงาน BYD ในประเทศไทย
- ยางรถบรรทุกและรถโดยสาร (TBR) ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม เช่น S690
- ยางนอกถนน (OTR) ร่วมเป็นซัพพลายเออร์ให้กับลู
กค้าหลักอย่าง EGAT และ SAHAKOL
นอกจากนี้ นวัตกรรมสำคัญที่สร้างชื่อให้กัBYD HYROX Bangkok การแข่งขันยอดมนุษย์ระดับโลกครั้งแรกในไทย
BYD HYROX Bangkok การแข่งขันฟิตเนสที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง ได้ปิดฉากลงอย่างสวยงาม ถือเป็นการเปิดตัวที่น่าประทับใจของการแข่งขันฟิตเนสระดับโลกในประเทศไทย โดยมีผู้เข้าแข่งขันแล้วผู้เข้าชมกว่า 15,000 คน เข้าร่วมการแข่งขันที่จัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) เมื่อ 24-25 พฤษภาคม 2025 บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยบัตรสำหรับการแข่งขันในวันแรกจำหน่ายหมดภายใน 18 ชั่วโมง ส่งผลให้มีการเพิ่มรอบการแข่งขันในวันที่สอง และมียอดจำหน่ายเกือบเต็มจำนวน แสดงให้เห็นถึงความสนใจในด้านฟิตเนสที่แข็งแกร่งในประเทศไทย และเป็นการยืนยันว่ากรุงเทพฯ เป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญบนเส้นทางการแข่งขัน HYROX ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
การแข่งขันทั้งสองวันได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งจากนักกีฬาหลากหลายกลุ่ม ที่เข้าร่วมเพื่อทดสอบสมรรถนะทางร่างกายและจิตใจภายใต้รูปแบบการแข่งขันเฉพาะตัวของ HYROX โดยมีการแข่งขันหลากหลายประเภทครอบคลุมทั้งนักแข่งชายและหญิง ในประเภทเดี่ยว คู่ ทีมผลัด และหมวดหมู่ใหม่อย่าง Adaptive สำหรับผู้ที่มีความพิการ ซึ่งเป็นการเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของ HYROX ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกคนอย่างเท่าเทียมในวงการกีฬา
BYD HYROX Bangkok มีรูปแบบการแข่งขันที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยผู้เข้าแข่งขันจะต้องทำการวิ่งสลับกับสถานีออกกำลังกายแบบฟังก์ชันนัล เป็นจำนวนทั้งหมด 8 รอบ ในแต่ละรอบ ผู้เข้าแข่งขันจะวิ่งเป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร จากนั้นจึงเข้าสู่สถานีออกกำลังกายที่ท้าทายขีดความสามารถ ซึ่งสถานีเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบความอดทนและความแข็งแกร่งของผู้เข้าแข่งขันอย่างเข้มข้น สถานีต่าง ๆ ประกอบด้วย
- SkiErg (เครื่องสกี) 1,000 ม.
- Sled pull (ดึงเลื่อน) 50 ม.
- Sled push (ผลักเลื่อน) 50 ม.
- Burpee broad jumps (เบอร์ปี้กระโดดไกล) 80 ม.
- Rowing (เครื่องพาย) 1,000 ม.
- Farmers carry (แบกน้ำหนัก) 200 ม.
- Sandbag lunges (ลันจ์พร้อมกระสอบทราย) 100 ม.
- Wall balls (ขว้างบอลผนัง) 100 ครั้ง
ในการแข่งขันครั้งนี้ ผู้เข้าแข่งขันได้สร้างผลงานที่น่าประทับใจในทุกประเภทการแข่งขัน:
ประเภทเดี่ยวโปร (Singles Pro):
- HYROX Pro Men: Gabe Heck จาก สหรัฐอเมริกา คว้าชัยชนะในประเภทชายเดี่ยวโปร ด้วยเวลา 56:47
- HYROX Pro Women: Josie Hull จาก สหราชอาณาจักร คว้าชัยชนะในประเภทหญิงเดี่ยวโปร ด้วยเวลา 1:04:56
ประเภทคู่โปร (Doubles Pro):
- HYROX Pro Doubles men: Oliver Worth และ Lawrence Cartwright จาก สหราชอาณาจักร คว้าชัยชนะในประเภทชายคู่โปร ด้วยเวลา 56:25
- HYROX Pro Doubles Women: Gabrielle Nikora-Baker และ Nicola-Georgia Macbeth จาก ออสเตรเลียและสหราชอาณาจักร คว้าชัยชนะในประเภทหญิงคู่โปร ด้วยเวลา 57.53
BYD HYROX Bangkok ไม่เพียงเป็นเวทีการแข่งขันที่เข้มข้นเท่านั้น แต่ยังสร้างความสามัคคีภายในคอมมูนิตี้ รวมถึงความภาคภูมิใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน ผู้แข่งขันจำนวนมากเฉลิมฉลองความสำเร็จในการแข่งขันของตนเอง ขณะที่ผู้ที่ได้อันดับสูงสุดในแต่ละกลุ่มอายุจะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขัน HYROX World Championships ซึ่งเป็นการแข่งขันชิงแชมป์โลกที่จัดขึ้นในช่วงปลายฤดูกาลของ HYROX
Balenciaga x Lamborghini แฟชั่นอาวองต์การ์ดปลุกจิตวิญญาณแห่งความเร็ว
บาเลนเซียกา (Balenciaga) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1917 โดยคริสโตบัล บาเลนเซียก้า (Cristóbal Balenciaga) ดีไซเนอร์ชาวสเปนและเริ่มต้นธุรกิจในกรุงปารีสตั้งแต่ปี ค.ศ. 1937 และนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ได้กลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการแฟชั่นด้วยโครงสร้างและเทคนิครูปแบบใหม่อันล้ำสมัย โดยในปี ค.ศ. 20215 เป็นต้นมา เด็มนา (Demna) ได้รับหน้าที่นำทีมบาเลนเซียกายกระดับคำว่าลักซ์ชัวรีสู่มิติใหม่ ผ่านผลงานที่กล้าท้าทายกรอบเดิม ๆ ในปัจจุบัน บาเลนเซียกานำเสนอผลิตภัณฑ์แฟชั่นครอบคลุมทั้งเสื้อผ้าแนว ready-to-wear ทั้งสำหรับสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ รวมถึงเครื่องหนัง เครื่องประดับ และของตกแต่งงานศิลป์ ซึ่งสะท้อนถึงการสืบทอดมรดกแห่งดีไซน์และภาพลักษณ์ที่สวยงามทันสมัยในหนึ่งเดียว
Balenciaga | Automobili Lamborghini ผสานจิตวิญญาณแห่งสนามแข่งเข้ากับความโก้หรูแบบอาวองต์การ์ดผ่านผลงานออกแบบเสื้อผ้าแนว ready-to-wear เครื่องหนัง เครื่องประดับอัญมณี และของตกแต่งที่หลากหลาย อาทิ แจ็กเก็ตบอมเบอร์ทรงโอเวอร์ไซส์ เสื้อหนังรถแข่งดีไซน์สปอร์ต ตลอดจนเสื้อยืด ฮู้ดดี้ และเสื้อพิมพ์ลายสไตล์ trompe-l’œil ที่โดดเด่นด้วยงานอาร์ตเวิร์กจาก Lamborghini Temerario โดยจะวางจำหน่ายในสโตร์บาเลนเซียกาสาขาที่ร่วมรายการทั่วโลก รวมถึงเว็บไซต์ balenciaga.com และ balenciaga.cn
คอลเลกชันนี้ยังนำเสนอกระเป๋ารุ่นไอคอนิกของบาเลนเซียกาอย่าง Rodeo, Hourglass, Explorer และ Carrie ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ภายใต้ดีไซน์ของออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี พร้อมประดับโลโก้ Shield อันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมกับกระเป๋าคลัตช์รุ่น Dashboard และชาร์มประดับที่ได้แรงบันดาลใจจากโลโก้ Shield และกุญแจของรุ่น Temerario
แคมเปญโฆษณาคอลเลกชันนี้ยังได้ช่างภาพชื่อดัง สเต็ฟ มิตเชลล์ (Stef Mitchell) รับหน้าที่ถ่ายทอดภาพ Lamborghini Revuelto ประกบกับนางแบบและนายแบบชั้นนำในคอลเลกชัน Fall 25 พร้อมสวมใส่ผลงานอื่น ๆ จาก ซีรีส์เดียวกันอย่างลงตัว
เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งสำคัญ บาเลนเซียกาเตรียมจัดกิจกรรมพิเศษที่สโตร์ของแบรนด์ในมหานครหลายแห่งทั่วโลก โดยมีทั้งการจัดแสดงซูเปอร์สปอร์ตคาร์รุ่นคัสตอม อาร์ตเวิร์ก และกิจกรรมท่องโลกเสมือนจริงด้วยแอป Apple Vision Pro ชูไฮไลต์การนำรถซูเปอร์สปอร์ต Lamborghini Revuelto ที่ตกแต่งด้วยกราฟฟิตี้ลายบาเลนเซียกา มาจัดแสดงหน้าแฟล็กชิปสโตร์ทั่วโลก เช่น Avenue Montaigne ในปารีส, Taikoo Hui เซี่ยงไฮ้, Greene Street นิวยอร์ก, Design District ไมอามี, Aoyama โตเกียว, Dubai Mall ดูไบ และ The Hyundai โซล ซึ่งแต่ละเมืองจะจัดแสดงอาร์ตเวิร์กในโทนสีที่แตกต่างกัน
อีกหนึ่งไฮไลต์คือโครงการ Balenciaga Art in Stores รูปแบบใหม่ ชูผลงานจากซีรีส์ “Platooning Facial Skeleton” ของศิลปินเยอรมัน Yngve Holen ที่นำชิ้นส่วนของลัมโบร์กินีมาจัดวางในมุมมองใหม่ เพื่อเผยให้เห็นความงามเชิงกายวิภาคของยานยนต์ระดับมาสเตอร์พีซ กำหนดจัดแสดงในแฟล็กชิปสโตร์สาขา Avenue Montaigne ปารีส, Via Montenapoleone มิลาน และ New Bond Street ลอนดอน
นอกจากนี้ การเฉลิมฉลองยังประกอบด้วยการมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือระดับด้วยเครื่องจำลองการขับขี่จาก Vesaro ซึ่งพัฒนาขึ้นด้วยชิ้นส่วนแท้จากลัมโบร์กินี ภายใต้ความร่วมมือออกแบบโดยทีม Lamborghini Centro Stile โดยจะติดตั้งไว้ในสโตร์บาเลนเซียกาชั้นนำทั้ง Rue Saint-Honoré ปารีส, Sloane Street ลอนดอน และ Taikoo Hui เซี่ยงไฮ้
ปิดท้ายด้วยเทคโนโลยีแห่งอนาคตกับแอป Apple Vision Pro โดยออโตโมบิลิ ลัมโบร์กินี มอบโอกาสให้ผู้ใช้งานได้สัมผัสกับ Lamborghini Temerario ผ่านประสบการณ์เสมือนจริงสุดล้ำ นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงการหลอมรวมระหว่างแฟชั่นสมัยใหม่เข้ากับโลกแห่งยนตรกรรมระดับตำนานได้อย่างเร้าใจและยิ่งใหญ่ระดับโลก
‘Erb’ เปิดตัว Aroma Inhaler Series ความสดชื่นจากธาตุทั้งสี่
พัชทรี ภักดีบุตร ผู้ก่อตั้งและบริหารผลิตภัณฑ์แบรนด์ Erb กล่าวว่า “ในหลายปีที่ผ่านมาเราได้เห็นความนิยมของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเฉพาะสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้มาตลอด วันนี้ Erb จึงได้ผสมผสานความหอมจากธรรมชาติในสี่ธาตุอย่าง ธาตุลม (Air), ธาตุดิน (Earth), ธาตุน้ำ (Water), และธาตุไฟ (Fire) เข้ากับนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ผ่อนคลายและสดชื่นให้กับผู้ใช้ ผ่านผลิตภัณฑ์ชุด Erb Aroma Inhaler Series ที่ไม่เพียงช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสความสงบจากภายใน”
คอลเลกชันนี้นำเสนอประสบการณ์ใหม่แห่งความหอมสดชื่นและผ่อนคลาย โดยการเชื่อมโยงสมุนไพรไทยเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัย ผ่าน Essential Oil ที่ Erb ได้คัดสรรมาแล้วว่ามีส่วนช่วยในเรื่องของความผ่อนคลาย ทำให้สมองโล่ง สดชื่น และช่วยให้มีสมาธิ ผสานกับสมุนไทยตำรับโบราณ เช่น ส้มโอมือ ว่านสาวหลง ดอกพิกุล และสมุนไพรไทยอื่นๆ ออกมาเป็นยาดมระดับพรีเมียม Erb Dual Essential Oil Blend ที่เป็นสูตรธรรมชาติ ไม่ทำลายเยื่อบุจมูก มาพร้อมแพ็คเกจจิงที่ใช้วัสดุที่แข็งแรง ดีไซน์ทันสมัย ลักชูรี่
นอกจากยาดมพกพาแล้ว ยังมี Erb Aroma Massage Creamสี่กลิ่นจากสี่ธาตุธรรมชาติ ได้แก่ กลิ่น Citrus Zen สำหรับธาตุลม (Air), กลิ่นZesty Cypress สำหรับธาตุดิน (Earth), กลิ่น Calm Thyme สำหรับธาตุน้ำ (Water), และกลิ่น Sacred Woods สำหรับธาตุไฟ (Fire) รวมถึงกลิ่นพิเศษกับ 2 in 1 Premium กับกลิ่น Premium scent ที่สามารถใช้โดยการนวดคลึงบริเวณขมับ หลังใบหู เพื่อบรรเทาอาการปวด พร้อมช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและโล่งสบายจากภายใน
พบกับ Erb ได้แล้วที่ Erb Flagship Store ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และออนไลน์ผ่านทาง Facebook, Shopee, Lazada, และ TikTok
#ErbxNEWCHAYAPAK #ErbAromaInhaler #ฟื้นตื่นรื่นรมย์
#Erb #BeautifulLifeEnabler
GWM รวมพลคนรักแมวภาคอีสาน
ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users) ล่าสุด เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับลูกค้า ผ่านแนวคิด “อยู่ในท้องถิ่น เพื่อตลาดท้องถิ่น และบูรณาการกับชุมชนท้องถิ่น” (Being in the Local Market, For the Local Market, and Integrating into the Local Community) กับกิจกรรม “ORA Meeting 2025 รวมพลคนรักแมว โซนภาคอีสาน” ณ จังหวัดนครราชสีมา
กิจกรรมในครั้งนี้เป็นการรวมตัว GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 07 กว่า 94 คน พร้อมขบวนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากสีสันอีกกว่า 37 คัน ที่ร่วมกันเดินทางจากศูนย์ GWM เอกสห โคราช เป็นระยะทางทั้งสิ้นกว่า 78 กิโลเมตร นอกจากจะสะท้อนความแข็งแกร่งของ GWM Family แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำถึงความนิยมของรถยนต์พลังงานใหม่ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย กิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงสร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์กับลูกค้า แต่ยังเชื่อมโยง GWM เข้ากับชีวิตของผู้ใช้งานอย่างแท้จริง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ การบริการที่ครอบคลุม และกิจกรรมที่สะท้อนตัวตนของผู้ใช้งานในแต่ละพื้นที่ได้อย่างลงตัว
ตลอดการเดินทางในกิจกรรม “ORA Meeting 2025 รวมพลคนรักแมว โซนภาคอีสาน” ผู้ร่วมทริปได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดประทับใจตลอดเส้นทางจากหลากหลายจุดหมายสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา เริ่มต้นที่ “อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)” แลนด์มาร์กที่เปี่ยมด้วยความศรัทธาและเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญของชาวโคราช ก่อนจะแวะพักผ่อนในบรรยากาศสุดอบอุ่นที่ “French Kitsch Café” คาเฟ่ในสวนสไตล์ยุโรปสุดวินเทจ ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งสุดชิค เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับคาราวานของเจ้าเหมียวทั้งสองรุ่น ให้ได้เก็บภาพความทรงจำร่วมกัน จากนั้นรับประทานาอาหารกลางวันและร่วมกิจกรรมสุดสนุกที่ “Patra Sweet House @Sikhio” พร้อมเสิร์ฟอาหารจานเด็ดที่หลากหลายในบรรยากาศสบาย ๆ ก่อนเดินทางต่อไปยัง “ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง” จุดแวะที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียนและความยั่งยืน ปิดท้ายทริปอย่างน่าประทับใจที่ “จุดชมวิวกังหันลม ณ เขายายเที่ยง” สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังซึ่งเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านพลังงานสะอาด และจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเขื่อนลำตะคองและแนวภูเขาโดยรอบได้แบบพาโนรามา ท่ามกลางสายฝนชุ่มฉ่ำและกังหันลมขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอย่างสง่างาม
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้า GWM ORA Good Cat และ GWM ORA 07 ทุกท่านสำหรับความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่มีให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา และร่วมกันจัดกิจกรรมอันแสนอบอุ่นให้เกิดขึ้นในครั้งนี้ เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมของชุมชนผู้ใช้งาน GWM ทั่วประเทศ เพื่อสานสัมพันธ์และเสริมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของ GWM Family ในประเทศไทย GWM เชื่อว่าการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับลูกค้าในแต่ละพื้นที่ คือหัวใจของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีในการรับฟัง พูดคุย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลเชิงลึกจากผู้ใช้งานจริงมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการ เพื่อต่อยอดสู่การสร้างสรรค์ประสบการณ์ด้านการขับขี่ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด ‘GWM GO With More’ ในอนาคต GWM จะยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมที่มีส่วนร่วมกับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ใช้งานทุกท่านได้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอนาคตของยานยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทย”
CHANG-AN ลงทุน 10,000 ล้านตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในไทย
CHANG-AN Automobile ผู้นำเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะคาร์บอนต่ำ เปิดโรงงานฉางอาน ออโตโมบิล ระยอง (CHANG-AN Automobile Rayong Factory) ปักธงฐานการผลิตรถยนต์พลังงานใหม่ครบวงจรแห่งแรกในต่างประเทศ ที่จังหวัดระยอง ประเทศไทย มูลค่าการลงทุนรวม 10,000 ล้านบาท ตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 250 ไร่ ประกอบด้วยพื้นที่สำหรับดำเนินการผลิตอย่างครบวงจร ไม่ว่าจะเป็น การเชื่อมประกอบตัวถัง, การพ่นสี, การประกอบเครื่องยนต์ และการประกอบแบตเตอรี่ มีกำลังการผลิตเริ่มต้น 100,000 คันต่อปี โดยใช้หุ่นยนต์ 39 ตัวในพื้นที่เชื่อมประกอบตัวถัง และใช้หุ่นยนต์ 29 ตัวสำหรับกระบวนการพ่นสีที่ต้องอาศัยความละเอียดสูงเพื่อให้สีบนตัวรถมีความทนทานมากกว่า 10 ปี พร้อมทั้งลดการปล่อยมลภาวะได้ถึง 40% นอกจากนี้ ยังใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบอัตโนมัติ 18 ระบบและแบบกึ่งอัตโนมัติ 125 ระบบ จึงสามารถผลิตรถยนต์หลายรุ่นที่ใช้ระบบส่งกำลังต่างกันได้พร้อมกัน ทั้งยังมีระบบดิจิทัลช่วยให้ดำเนินงานและจัดการผ่านออนไลน์ได้ 100% ลดระยะเวลาจากการสั่งซื้อถึงการส่งมอบจาก 21 วันเหลือเพียง 15 วัน โดยตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 200,000 คันในเฟสที่สอง
โรงงานแห่งนี้ได้รับการออกแบบให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้อุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและกระบวนการทำงานที่ทันสมัยและปล่อยคาร์บอนต่ำ โดย CHANG-AN มีแผนที่จะติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 14 เมกะวัตต์ ซึ่งจะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ถึง 45% ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่ใช้ในโรงงาน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมด้วยส่วนประกอบที่ส่งเสริมความยั่งยืนอีกมากมาย อาทิ ระบบระบายอากาศหมุนเวียน, ระแนงระบายความร้อน, การใช้แสงธรรมชาติ, และระบบรีไซเคิลน้ำฝน คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนพลังงานลง 20% นอกจากนี้ การเปิดโรงงานยังจะสร้างโอกาสการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่งตลอดห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะมีส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจในพื้นที่อีกด้วย
CHANG-AN มีแผนที่จะเปิดตัวรถใหม่อีก 12 รุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยทั้งหมดจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่เพื่อขยายพอร์ตโฟลิโอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึงสร้างคลังอะไหล่สำหรับตลาดรถพวงมาลัยขวา โดยเมื่อแล้วเสร็จจะเก็บชิ้นส่วนได้ถึง 98% ของจำนวนอะไหล่ทั้งหมด และมีเป้าหมายในการจัดส่งอะไหล่ภายใน 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังจะอัปเกรดแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้พร้อมมอบบริการได้แบบเรียลไทม์ผ่านระบบอัจฉริยะทั้งการควบคุมยานพาหนะ, การบำรุงรักษา, การตรวจสอบแบตเตอรี่ และการเช็คสภาพจากระยะไกล
CHANG-AN มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยในปี 2567 ที่ผ่านมามียอดขายถึง 2.68 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 5.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในจำนวนดังกล่าวป็นรถยนต์พลังงานใหม่ถึง 735,000 คัน เพิ่มขึ้นประมาณ 52.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า CHANG-AN วางเป้าหมายที่จะมียอดขาย 5 ล้านคันต่อปีภายในปี 2573 โดยที่ 3 ล้านคันของจำนวนดังกล่าวจะเป็นยานยนต์พลังงานใหม่ การเปิดโรงงานที่จังหวัดระยองจึงไม่เพียงตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CHANG-AN ที่มีต่อประเทศไทยและตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังจะช่วยส่งเสริมการเติบโตในภูมิภาคให้กับบริษัทอย่างยั่งยืน ตลอดจนช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์และขับเคลื่อนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย
นอกจากการเปิดตัวโรงงาน CHANG-AN ยังได้ฉลองการผลิตรถยนต์คันที่ 28.59 ล้าน ซึ่งเป็น DEEPAL S05 ประกาศความสำเร็จอีกครั้งของการดำเนินกลยุทธ์การขยายธุรกิจไปทั่วโลก โดยพัฒนาจาก “แบรนด์ที่ก้าวสู่ระดับสากล” สู่การเป็น “ผู้นำอุตสาหกรรมระดับโลก” อย่างแท้จริง
พิธีการเปิดโรงงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก จู หัวหรง ประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, หวัง ฮุย รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, เคลาส์ ไซซิโอรา รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล, เติ้ง เฉิงหาว รองประธาน บริษัท ฉางอาน ออโต้โมบิล และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DEEPAL และ เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีส เอเชีย จำกัด และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด โดยมี เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, เจียง เว่ย อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจและพาณิชย์ สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย, นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และ ไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง พร้อมด้วยพันธมิตรในอุตสาหกรรมภาคธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ตอกย้ำความสำคัญของการพัฒนาโรงงานแห่งนี้ที่มีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างไทยและจีน
CHERY ประกาศเตรียมเปิดตัวรถใหม่ 4 รุ่น พร้อมศูนย์บริการ 30 แห่ง!
CHERY ประกาศวิสัยทัศน์ในงาน Next Era Mobility: TECH DAY by CHERY and OMODA & JAECOO เตรียมเปิดแบรนด์และรุกตลาดเต็มตัวในปีนี้ ภายใต้กลยุทธ์ “To Be the Top Choice for Global Family-Oriented Consumers” เน้นเจาะกลุ่มครอบครัวทั่วโลก ล่าสุดเผยแผนสร้างแบรนด์ที่จะใช้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นตลาดสำคัญในอาเซียน พร้อมเดินหน้าลงทุนสร้างฐานการผลิตที่ จ.ระยอง เตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ CHERY Tiggo 8, CHERY V23 (iCAR V23), CHERY Tiggo Cross และ CHERY Tiggo 7 และเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศไทย 30 แห่งภายในปีนี้
จิม ลี ผู้อำนวยการ แบรนด์ เชอรี (ประเทศไทย) เผยว่า “CHERY ตั้งเป้าวางตำแหน่งแบรนด์ผ่านคำสำคัญ คือ“Conquer & Guard” ซึ่งสื่อถึงปรัชญาการออกแบบรถยนต์ที่มอบทั้งสมรรถนะในการพิชิตทุกเส้นทางการเดินทาง พร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยที่ครอบคลุม เพื่อความมั่นใจสูงสุดให้กับผู้ขับขี่และครอบครัว โดยแนวคิดนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของ CHERY ในการพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพการขับขี่และการปกป้องผู้โดยสารในทุกการเดินทาง ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในตลาดรถยนต์ที่มุ่งเน้นคุณภาพและความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญ”
ชูเทคโนโลยีไฮบริดล้ำยุค No.1 Hybrid Technology: CSH (Chery Super Hybrid)
CHERY เดินหน้าขับเคลื่อนรถยนต์พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง เผยโฉมแพลตฟอร์มไฮบริดภายใต้ชื่อ CSH (Chery Super Hybrid) ที่จะเป็นไฮไลต์ของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าในไทย ด้วย 3 จุดขายหลัก ได้แก่
- Endless Horizons – ขับได้ไกลเกินกว่า 1,400 กม. ต่อน้ำมัน 1 ถัง
- Pushing Battery Limits – แบตเตอรี่ที่ให้ความปลอดภัยแม้ถูกชน
- Light Up the Beautiful Moments – รถที่ใช้ได้ทั้งเพื่อการเดินทางและการใช้ชีวิต
CHERY เตรียมพร้อมเปิดตัวรถใหม่ โดยมี Tiggo นำทัพ เน้น “ห้องโดยสารอเนกประสงค์”, “ความปลอดภัยระดับสูง” และ CHERY V23 ที่เน้นดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์
CHERY จะเริ่มเจาะตลาดด้วยไลน์อัพรถรุ่น Tiggo ซึ่งเน้น Comfortable Space และ Safe and Reliable เป็นหัวใจหลักด้วยการดึงจุดเด่นของ “ห้องโดยสารอเนกประสงค์” สามารถรองรับการใช้งานหลากหลายรูปแบบรวมไปถึงให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยแบบเหนือมาตรฐาน” ด้วยอุปกรณ์และระบบช่วยขับขี่ระดับสูง โดยวางแผนเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่หลายรุ่น CHERY Tiggo 8, CHERY V23 (iCAR V23), CHERY Tiggo Cross และ CHERY Tiggo 7 ทาง CHERY ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายทั่วประเทศไทย ให้ครบ 30 แห่ง ในประเทศไทย เพื่อให้บริการลูกค้าอย่างครอบคลุม มุ่งมั่นสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาดและมอบประสบการณ์การใช้งานที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคชาวไทยภายในปีนี้
ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่ CHERY Tiggo 8 และ Tiggo 7 มาพร้อมระบบขับเคลื่อน CHERY Super Hybrid (CSH) ซึ่งเป็นระบบ Plug-in Hybrid ทำงานควบคู่กันระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเทอร์โบและมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ให้กำลังสุงสุด156 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 220 นิวตันเมตร ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังสุงสุด 204 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร นอกจากนี้ยังสามารถเลือกการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนได้ถึงระยะทาง 90 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTC)
CHERY Tiggo Cross มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ Hybrid ทำงานควบคู่กันระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรและมอเตอร์ไฟฟ้าเครื่องยนต์ให้กำลังสุงสุด 96 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 120 นิวตันเมตร ในส่วนของมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสุงสุด 204 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 310 นิวตันเมตร
สำหรับ CHERY V23 นอกจากจะมีดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ยังมาพร้อมการขับขี่ที่คล่องตัว ด้วยระบบมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนให้กำลังสุงสุด 211 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 292 นิวตันเมตร
CHERY เดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทย ด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ รองรับการให้บริการอย่างครอบคลุมและสะดวกสบาย โดยกระจายตัวในทุกภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ 3 แห่ง ภาคกลาง 4 แห่งภาคใต้ 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 แห่ง และในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกถึง 15 แห่ง สะท้อนความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการดูแลลูกค้าตลอดเส้นทางการใช้งานอย่างมืออาชีพและทั่วถึง พบกับ CHERY และความตื่นเต้นครั้งใหม่ในไทยได้เร็วๆ นี้
“คิมเบอร์ลี่ – ต่อ ภัทรกุล” ร่วมจุดประกายพลังบวกกับแคมเปญ “น้ำหนักที่ดีต่อใจ เริ่มได้ที่เรา”

ส่วน ต่อ-ภาณุพงศ์ ภัทรกุลทวี ผู้ร่วมก่อตั้งคลินิกเสริมความงาม ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลดน้ำหนักว่า “การดูแลร่างกายไม่ให้เป็นโรคอ้วน นอกจากจะทำให้รูปร่างดีแล้วยังส่งผลต่อสุขภาพด้วย ทำให้ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ความดัน เบาหวาน และโรค NCDs ต่างๆ เราคงไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ด้วยการไปพบแพทย์เพื่อรักษาปัญหาเหล่านี้ตลอดเวลา แนวทางลดน้ำหนักอย่างยั่งยืนจะทำให้ร่างกายปรับตัวได้ ไม่โยโย่ ไม่โทรมเร็ว สิ่งสำคัญคือการลดน้ำหนักไม่ใช่การอดอาหาร แต่ให้เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมปริมาณการรับประทานให้แต่ละวันให้เหมาะสมกับกิจกรรมที่ทำ เข้าใจให้ได้ว่าเรากำลังหยิบอะไรเข้าปากและจะส่งผลอะไรต่อระบบในร่างกาย ที่สำคัญคือการออกกำลังกายอย่าขาด นอกจากช่วยสร้างกล้ามเนื้อเพื่อให้เป็นเตาเผาในร่างกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อระบบการทำงานของหัวใจด้วย”
นอกจากนี้ภายในงานยังมีโซนกิจกรรมให้ทุกคนที่มาได้ตื่นตาตื่นใจ ได้เข้าไปถ่ายภาพสวยๆ แชร์ลงโซเชียลมีเดีย เพื่อให้เกิดแรงบันดาลใจในการหันกลับมาดูแลตัวเอง นำเสนอทริคดีๆ ในการดูแลตัวเองให้มีน้ำหนักที่เหมาะสมและหัวใจแข็งแรงสตาร์บัคส์ ประเทศไทย เปิดตัวเมนูใหม่พร้อมเสิร์ฟ Gen Z
สตาร์บัคส์ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจและสร้างความผูกพันกับลูกค้าในทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Gen Z ที่มีบทบาทโดดเด่นในปัจจุบัน ผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคล่าสุดชี้ให้เห็นว่า Gen Z ชื่นชอบสินค้าที่มีความเอ็กซ์คลูซีฟ ลิมิเต็ดอิดิชั่น และยังชอบประสบการณ์ที่สามารถถ่ายทอดเป็นเรื่องราวผ่านภาพได้อย่างสวยงาม สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ชีวิตติดคอนเทนต์ สตาร์บัคส์จึงได้รังสรรค์เครื่องดื่มใหม่ 2 เมนูพิเศษ กลุ่มนัทตี้ ครีม ครั้นช์ มีให้เลือกทั้งแบบอเมริกาโน่และลาเต้ คิดค้นมาภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Dessert in a Cup’ หรือของหวานที่เสิร์ฟมาในแก้ว อัดแน่นด้วยรสชาติเข้มข้น หอมกลิ่นถั่ว ให้เนื้อสัมผัสละมุนและเมนูพีช แอพริคอต คอฟฟรูติ ผสมผสานความพิถีพิถันในการชงกาแฟของสตาร์บัคส์เข้ากับการตกแต่งเครื่องดื่มแบบสะดุดตา
“สตาร์บัคส์เชื่อว่ากาแฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องดื่ม แต่เป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์ ช่วยแสดงออกถึงตัวตน และยังเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาพิเศษมากมาย กลยุทธ์ ‘Taste the Latest’ ของสตาร์บัคส์ จึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์กาแฟที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยรสชาติที่ทุกคนคุ้นเคย แต่แฝงไว้ด้วยความแปลกใหม่น่าค้นหา ไม่ว่าจะเป็น ความเข้มข้นกลมกล่อมของเครื่องดื่มกลุ่มนัทตี้ ครีม ครั้นช์ หรือความสดชื่นจากเมนูพีช แอพริคอต คอฟฟรูติ แต่ละเมนูล้วนท้าทายข้อกำจัดของกาแฟในรูปแบบเดิมๆ และพร้อมส่งมอบความสุขอย่างแท้จริงให้กับลูกค้า เราหวังว่าเครื่องดื่มเหล่านี้จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้คน พร้อมจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น ระหว่างการจิบกาแฟยามเช้า การใช้เวลาร่วมกับเพื่อนๆ หรือการแชร์ภาพโมเมนต์ดีๆ ทางโซเชียลมีเดีย สตาร์บัคส์พร้อมเป็นร้านกาแฟที่อยู่เคียงข้างคุณในทุกช่วงเวลา และเราจะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อลูกค้าทุกเจเนอเรชันต่อไป” สุมนพินทุ์ โชติกะพุกกณะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร สตาร์บัคส์ ประเทศไทย กล่าว
แจ๊คกี้ จักริน กังวานเกียรติชัย ศิลปิน T-Pop ที่กำลังมาแรง ยังได้ร่วมสร้างสีสันในงานเปิดตัวด้วยการแสดงเพลงฮิตให้ผู้ร่วมงานได้รับฟังแบบใกล้ชิด พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความประทับใจในร้านสตาร์บัคส์ และเชิญชวนแฟนๆ มาร่วมลิ้มลองเครื่องดื่มคอลเลกชัน Gen Z ใหม่ล่าสุดนี้ไปด้วยกันในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง สะท้อนถึงทิศทางของแบรนด์ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่
เพิ่มดีกรีความน่ารักให้กับงานด้วยการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ใหม่ล่าสุด ครั้งแรกในประเทศไทย กับ “แบริสต้า” ตุ๊กตาหมีในชุดผ้ากันเปื้อนสีเขียวอันเป็นเอกลักษณ์ของสตาร์บัคส์ ที่จะพร้อมสร้างรอยยิ้มและมอบความอบอุ่นให้กับลูกค้าสตาร์บัคส์ทุกช่วงวัย
ททท. “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” พร้อมเสิร์ฟโปรเด็ดเที่ยวหน้าฝน
ททท. เปิดโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” พร้อมเสิร์ฟ 12 แคมเปญ โปรเด็ดเที่ยวหน้าฝนเจาะกลุ่ม Sub-Culture กระตุ้นเศรษฐกิจ 55 จังหวัดเมืองน่าเที่ยวทั่วไทยช่วงกรีนซีซัน ตั้งเป้าสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
กฤษฎา ตันเทอดทิตย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า โครงการเมืองน่าเที่ยว Year of Celebration เป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง Amazing Thailand Grand Tourism & Sports Year 2025 เพื่อมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทยในช่วง Green Season 2568 โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรทุกภาคส่วน ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศ ผลักดันเมืองน่าเที่ยวให้เป็นจุดหมายปลายทางใหม่ สร้างแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยว เพิ่มทางเลือกที่หลากหลาย กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวชาวไทยมุ่งสู่เป้าหมายในปี 2568 สร้างรายได้จำนวน 1.17 ล้านล้านบาท และจำนวนนักท่องเที่ยว 205 ล้านคน-ครั้ง ด้วยแนวคิด City Branding ผ่าน 12 แคมเปญการตลาดที่จะช่วยตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน เพื่อทำให้เกิดการขยายฐานนักท่องเที่ยวอย่างมีทิศทางและสร้างสรรค์ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเมืองน่าเที่ยว สร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และเสริมสร้างภาพลักษณ์อันเข้มแข็งของประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพระดับสากล
อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ ททท. กล่าวว่า ททท. จัดโครงการ “เมืองน่าเที่ยว Year of Celebration” เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยว 55 จังหวัดทั่วประเทศ และกระตุ้นตลาดในช่วง Green Season ระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2568 นำเสนอจุดขายและเรื่องราวที่สะท้อนเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ด้วยมุมมองใหม่ที่สร้างสรรค์และแตกต่างผ่าน Influencer และ Blogger กว่า 50 ราย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและกระแสการเดินทางภายในประเทศ พร้อมร่วมกับผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวจัดโปรโมชันมอบสิทธิพิเศษให้กับนักท่องเที่ยว ด้วย 12 แคมเปญการตลาดที่ตอบโจทย์ความสนใจของนักเดินทางชาวไทยกลุ่ม Sub-Culture ที่มีวัฒนธรรมไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนทำงาน LGBTQ+ กลุ่มครอบครัว นักท่องเที่ยวสายอาหาร สายผจญภัย ฯลฯ เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางอันน่าจดจำ ผ่านกิจกรรมการตลาดที่สร้างจุดขายใหม่ให้กับเมืองน่าเที่ยว ส่งเสริมบรรยากาศการเดินทางที่สนุก มีชีวิตชีวา และเต็มไปด้วยความสุขตลอดฤดูฝนนี้ โดยตั้งเป้าจำนวนผู้ซื้อสินค้าและบริการจำนวน 250,000 PAX สร้างการรับรู้ไม่น้อยกว่า 10,000,000 คน/ครั้ง และสร้างรายได้ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดโครงการและโปรโมชันส่วนลดพิเศษของพันธมิตรที่ www.เมืองน่าเที่ยว2568.com
