โปรนี้ต้องลอง ‘ดอน จิโอวานนี’ คอร์สอาหารอิตาเลียนเริ่มต้น 599
โปรโมชันคอร์สเมนูมื้อเที่ยงมีให้เลือก 2 คอร์สในราคาเพียง 599 บาทสุทธิ และ 3 คอร์สในราคาเพียง 799 บาทสุทธิ ซึ่งคัดสรรเมนูที่หลากหลายและลงตัวในทุกสัมผัส อาทิ
• ซุปครีมกุ้งล็อบสเตอร์ เนื้อเนียนละมุน หอมกลิ่นทะเล
• สปาเก็ตตี้ผัดหอยลายและซูกินี่ซอสไวน์ขาว ให้รสชาติสดชื่น
• กุ้งลายเสือทอด เสิร์ฟพร้อมผักร็อคเก็ตและซอสส้มผสมน้ำมันคามีเลีย
• เนื้อวัวส่วนหน้าท้องย่าง เสิร์ฟพร้อมซอสเห็ดทรัฟเฟิล รสเข้มข้น
• ทีรามิสุรสส้มสไตล์อิตาลี สร้างมิติใหม่ของขนมหวาน
• พานาคอตต้าราดซอสเบอร์รี่ รสเปรี้ยวหวานที่ลงตัว
นอกจากนี้ ยังมีเมนูอิตาเลียนเลิศรสอีกมากมาย 🤩 ที่พร้อมให้บริการ ที่ ห้องอาหารดอน จิโอวานนี ชั้นล็อบบี้ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ เปิดให้บริการจันทร์ – เสาร์ เวลา 11.30 -14.30 น. และเวลา 18.00 -22.30 น. ปิดให้บริการในวันอาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่ง โทร 02-541-1234 หรือ Line OA: @centaraladprao
GWM ทุ่ม 2,300 ล้านบาท ตั้งศูนย์ทดสอบความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
GWM ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” โดยในงาน Auto Shanghai 2025 ครั้งที่ 21 นอกจากจะได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าชมงานทั่วโลกด้วยทัพยนตรกรรมกว่า 40 รุ่น จาก 6 แบรนด์หลัก GWM ยังได้ประกาศ 3 กลยุทธ์สำคัญเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในระดับโลกอีกด้วย ได้แก่ 1.) ยกระดับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ พร้อมตอบความต้องการในทุกตลาดด้วยนวัตกรรมที่หลากหลายและครอบคลุม 2.) พัฒนานวัตกรรมระบบขับเคลื่อนที่ล้ำหน้าและหลากหลายของตนเองเพื่อผู้ใช้ทั่วโลก 3.) สร้างระบบนิเวศร่วมกับชุมชนทั่วโลก พร้อมทุ่มงบประมาณกว่า 500 ล้านหยวน (2,300 ล้านบาทโดยประมาณ) เพื่อจัดตั้งศูนย์ทดสอบความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย ทั้งหมดนี้ คือการมุ่งสร้างการเติบโตในระดับสากลของ GWM เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลกที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง มอบประสบการณ์อัจฉริยะในการเดินทางเพื่ออนาคตที่ครอบคลุมกว่าและเหนือกว่าในทุกมิติอย่างแท้จริง
มู่ เฟิง ประธาน GWM กล่าวว่า “ภารกิจของ GWM คือการก้าวข้ามขีดจำกัดในทุกมิติ เพื่อมอบยนตรกรรมอัจฉริยะที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทั่วโลก โดยในครั้งนี้บริษัทฯ มาพร้อมกับ 3 กลยุทธ์สำคัญที่กำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัย การพัฒนาและผลิตเครื่องยนต์อย่างครบวงจร รวมทั้งการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ที่ยั่งยืนในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกในทุก ๆ ด้าน GWM จะยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้บุกเบิกทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม พร้อมสร้างไลฟ์สไตล์ยานยนต์ที่สอดคล้องกับแนวคิด ‘เทคโนโลยีที่เต็มไปด้วยความรัก และโลกที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต” (Tech With More Love. World With More Life) เพื่อให้ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั่วโลก”
กลยุทธ์สำคัญในการกำหนดทิศทางการดำเนินธุรกิจในระดับโลกของ GWM ประกอบด้วย
Consistency & Diversity: GWM ตอกย้ำความเป็นผู้นำในระดับโลกผ่านกลยุทธ์ “มาตรฐานระดับโลกควบคู่กับการปรับให้เหมาะสมในแต่ละท้องถิ่น” (Global Standards + Local Customization Strategy) โดยมุ่งยกระดับทั้งคุณภาพและความปลอดภัยของรถยนต์ตามมาตรฐานสากล ยืนยันความสำเร็จด้วยคะแนน 5 ดาวจากการทดสอบชั้นนำในหลากหลายเวทีทั่วโลก สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลกได้อย่างแท้จริง มอบความปลอดภัยให้กับทั้งผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และผู้ใช้รถใช้ถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับกลยุทธ์ดังกล่าว ในปี 2568 นี้ GWM ได้มีการลงทุนกว่า 500 ล้านหยวน หรือกว่า 2,300 ล้านบาท ในการก่อตั้งศูนย์ทดสอบความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย ในเมืองเป่าติ้ง ประเทศจีน อีกทั้งยังได้มีการจัดแสดงแบบจำลองของศูนย์ทดสอบความปลอดภัยและห้องปฏิบัติการอุโมงค์ลม ภายในงาน Auto Shanghai 2025
Powerful Powertrains for Globalization: ก่อนที่ GWM จะประสบความสำเร็จจนสามารถสร้างชื่อเสียงอย่างกว้างขวางทั้งในประเทศจีนและระดับโลกในปัจจุบันนั้น GWM ก้าวสู่ความสำเร็จจากการเปิดตัวรถกระบะรุ่น “Deer” ในปี 2538 และเริ่มขยายไปยังตลาดต่างประเทศในปี 2540 หลังจากที่ แจ็ค เว่ย ผู้ก่อตั้ง GWM ได้รับแรงบันดาลใจจากการเติบโตของตลาดรถกระบะหลังจากที่ได้เดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย จนนำไปสู่การริเริ่มและพัฒนาธุรกิจ รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตเทคโนโลยีและนวัตกรรมของเครื่องยนต์ที่ล้ำหน้าสำหรับรถกระบะเพื่อจัดจำหน่ายในประเทศจีน และขึ้นครองตำแหน่งแบรนด์ที่มียอดขายรถกระบะสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันถึง 26 ปีซ้อนในที่สุด ในปี 2545 GWM รุกตลาดรถยนต์เอสยูวีผ่านรุ่น GWM Safe และ GWM HAVAL H6 จนพัฒนาจาก “ผู้นำในตลาดรถยนต์เอสยูวีของจีน” สู่การเป็น “เพื่อนร่วมทางสำหรับบรรดาครอบครัวทั่วทุกมุมโลก” GWM ยังได้มีการขยายแบรนด์ให้ครอบคลุมในหลากหลายทุกเซกเมนต์มากยิ่งขึ้นนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา เช่น GWM WEY ที่ได้เปิดประตู GWM ให้ก้าวเข้าสู่ตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียม GWM ORA กับการเปิดตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่เน้นความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และ GWM TANK ที่ผงาดขึ้นเป็นรถยนต์พลังงานใหม่ในตลาดออฟโรดระดับโลกที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ที่แตกต่าง แข็งแกร่ง และพรีเมียม
An Ecological Community: การพัฒนาและการปรับผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจผู้บริโภคอาจยังไม่เพียงพอ การร่วมมือกับท้องถิ่นจึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่จะทำให้ GWM สามารถดำเนินและขยายธุรกิจไปสู่ระดับโลกได้อย่างยั่งยืน นำไปสู่แนวคิด “อยู่ในท้องถิ่น เพื่อตลาดท้องถิ่น และบูรณาการกับชุมชนท้องถิ่น” (Being in the Local Market, For the Local Market, and Integrating into the Local Community) ด้วยการดำเนินธุรกิจในกว่า 170 ประเทศ ครอบคลุมทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียแปซิฟิก และแอฟริกา โดย GWM มุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของตลาดแต่ละแห่งด้วยความเข้าใจในอุตสาหกรรมยานยนต์ในตลาดนั้น ๆ อย่างลึกซึ้ง อีกทั้งยังได้มีการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกับซัพพลายเออร์ระดับนานาชาติและพันธมิตรในอุตสาหกรรมไฮเทคชั้นนำกว่า 300 รายทั่วโลก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ GWM นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับกลยุทธ์ “การขยายระบบนิเวศในต่างประเทศ” (Ecosystem Expansion Abroad) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ด้านการวิจัยและการพัฒนา การผลิต ห่วงโซ่อุปทาน การขาย และการบริการหลังการขายในตลาดต่างประเทศอย่างไร้ขีดจำกัด ล่าสุด GWM ได้เปิดตัวโลโก้ใหม่ “GWM Beacon” ที่สื่อถึงพันธสัญญาอันแน่วแน่ในการขยายตัวสู่ระดับโลก สอดคล้องกับแนวคิด “One GWM” ที่สะท้อนให้เห็นว่า GWM เป็นแบรนด์ที่มีความเชื่อมโยงทั่วโลก อีกทั้งจะยังคงพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้งผ่าน “การขยายระบบนิเวศควบคู่การเจาะลึกในตลาดท้องถิ่น” (Ecosystem Expansion + Deep Localization) สู่การส่งมอบยนตรกรรมคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคในตลาดต่าง ๆ ทั่วโลก
จากจุดเริ่มต้นในประเทศจีน GWM พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าขยายตัวสู่ตลาดโลกอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ที่เหนือระดับให้กับผู้บริโภคทั่วโลก พร้อมเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำระดับโลกในด้านการขับเคลื่อนสุดอัจฉริยะและนวัตกรรมยานยนต์อันล้ำสมัยโดยมีประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการดำเนินธุรกิจเพื่อผลิตและส่งออกไปสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ
Petal Map ประสบการณ์การเดินทางที่แม่นยำกับ GWM HAVAL H6
GWM ชวนเปิดประสบการณ์การขับขี่แห่งอนาคตผ่าน ALL NEW GWM HAVAL H6 หลังจากการลงนามในข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งสำคัญกับ HUAWEI HMS for Car ซึ่งได้พลิกโฉมทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยกับการติดตั้งระบบแผนที่นำทางอัจฉริยะ Petal Map ที่ไม่เพียงแค่พาผู้ขับขี่ไปถึงจุดหมาย แต่ยังเปิดมิติใหม่แห่งการเดินทางที่เหนือกว่า ทั้งความแม่นยำ เรียลไทม์ ล้ำสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงในทุกการเดินทาง ทุกเส้นทาง
3 ไฮไลต์สำคัญของ ALL NEW GWM HAVAL H6 ด้วย Petal Map
ไฮไลต์ที่ 1: การนำทางสมจริงระดับเลน (Immersive lane-level navigation experience) ที่มีอยู่ใน ALL NEW GWM HAVAL H6 ได้ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้แม่นยำและเหนือชั้นยิ่งขึ้น ไม่เพียงแค่บอกทางแต่ยังแสดงภาพเสมือนจริงแบบเต็มหน้าจอที่รวมทุกรายละเอียดสำคัญไว้อย่างครบถ้วน ทั้งจำนวนช่องทางเดินรถ ทิศทางการเลี้ยว เส้นแบ่งเลน และป้ายจำกัดความเร็ว ทำให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกับโลกการขับขี่ในมุมมอง 3 มิติ (3D mode) ที่จำลองอาคารและจุดสังเกตสำคัญรอบตัว เมื่อ ALL NEW GWM HAVAL H6 เข้าใกล้จุดสำคัญอย่างสี่แยกหรือทางแยกซับซ้อน ระบบอัจฉริยะขยายมุมมองทางแยก (Zoom-in view) จะทำงานทันที ด้วยการซูมภาพโดยอัตโนมัติเพื่อแสดงรายละเอียดของเส้นทางและทิศทางการเลี้ยว รวมถึงมีคำแนะนำการเลี้ยวแบบละเอียด (Turn-by-Turn) บนหน้าจออย่างชัดเจนทำให้มั่นใจในทุกเสี้ยววินาทีของการขับขี่ และแม้ในกรณีที่ต้องเผชิญกับทางยกระดับซับซ้อนหลายชั้น ระบบจะช่วยแก้ไขความสับสนด้วยฟีเจอร์สลับมุมมองทางยกระดับ (Switch bridge levels) เป็นการสลับมุมมองระหว่างถนนพื้นราบและทางยกระดับที่ทำได้อย่างรวดเร็วและราบรื่น
ไฮไลต์ที่ 2: ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญของ ALL NEW GWM HAVAL H6 ด้วยระบบแจ้งเตือนอัจฉริยะแบบเรียลไทม์ (Real-time online, smart reminders) ที่ทำงานอย่างต่อเนื่อง ระบบแจ้งเตือนความเร็วอัจฉริยะจะคอยติดตามและเปรียบเทียบความเร็วของรถกับข้อกำหนดตามกฎจราจรตลอดเวลา พร้อมแจ้งเตือนจำกัดความเร็ว (Speed limit reminder) ทันทีเมื่อผู้ขับเร่งความเร็วเกินกำหนด นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ (Real-time traffic) ที่แสดงผลด้วยรหัสสีบนแผนที่ พร้อมระบบเสียงแจ้งเตือนเมื่อใกล้ถึงพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่น สะดวกสบายกว่าที่เคยด้วยการวางแผนเส้นทางที่ได้รับการยกระดับจากระบบคำนวณและเตือนค่าทางด่วน (Highway toll calculation and reminder)* ล่วงหน้าที่แม่นยำ ช่วยให้สามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาข้อมูลจากแหล่งอื่น
ไฮไลต์ที่ 3: ในยุคที่เวลามีจำกัดและพฤติกรรม “ชอบความรวดเร็ว” ของคนยุคใหม่ ALL NEW GWM HAVAL H6 เข้าใจผู้ใช้งานอย่างลึกซึ้ง โดยได้ร่วมพัฒนาระบบการนำทางให้ตอบโจทย์ด้วยระบบค้นหาและดูเส้นทางอย่างรวดเร็ว (Quick search and view) ที่มีทั้งการค้นหาเส้นทาง (Route search) ที่ทำให้ทุกการเดินทางเป็นเรื่องง่าย ไม่ว่าจะต้องการค้นหาปั๊มน้ำมัน ร้านอาหาร สถานีชาร์จไฟ หรือห้องน้ำระหว่างทาง นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ภาพรวมเส้นทาง (Route overview) ที่ทันสมัยที่จะสรุปแผนการเดินทางทั้งหมดให้เห็นภาพรวมอย่างชัดเจน พร้อมข้อมูลประกอบที่ครบถ้วน ทั้งระดับการจราจร จุดตัด ถนนหลัก และข้อมูลจำเป็นอื่น ๆ ทำให้การวางแผนล่วงหน้าเป็นเรื่องง่าย แม่นยำ และปลอดภัย อีกทั้งยังช่วยให้สามารถคาดการณ์เวลาเดินทางได้อย่างง่ายดาย และจัดการตารางเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
*จะมีอัปเดตเพิ่มเติมจาก GWM (Thailand) ภายในเดือนเมษายนนี้
ALL NEW GWM HAVAL H6 ไม่ได้เป็นเพียงรถยนต์ SUV เพื่อทุกคนในครอบครัวยุคใหม่เท่านั้น แต่คือศูนย์กลางนวัตกรรมล้ำสมัยที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองทุกความต้องการในชีวิตจริงและสถานการณ์จริงในหลากหลายรูปแบบของผู้ขับขี่ เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ผสานเข้ากับการออกแบบที่ทันสมัย ขนาดห้องโดยสารที่กว้างขวาง ความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความเพลิดเพลินในการขับขี่ ทำให้ทุกการเดินทางเต็มไปด้วยความมั่นใจ ลดความเครียดและความเหนื่อยล้าจากการขับขี่ระยะยาว ยกระดับทุกการเดินทางด้วยประสบการณ์การเดินทางที่ดีกว่า ครอบคลุมทั้งความแม่นยำ เรียลไทม์ ล้ำสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูง
GWM รุกตลาดส่งออกเต็มพิกัดเสริมกำลังการผลิต ณ โรงงาน GWM ระยอง
ยกระดับสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่มีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทุกประเภทพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ด้วยแนวคิด “ครอบคลุมทุกการใช้งาน (All Scenarios) ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกพลังงาน (All Powertrains) สู่การตอบสนองทุกกลุ่มผู้ใช้งานอย่างแท้จริง (All Users)” ล่าสุด เดินหน้าขับเคลื่อนแผนการผลิตรถยนต์หลากหลายรุ่นครอบคลุมทุกประเภทพลังงานจากโรงงานอัจฉริยะ (GWM Smart Factory) ในจังหวัดระยอง เพื่อขยายการส่งออกสู่ตลาดโลก
ที่สำคัญในเดือนเมษายน GWM (Thailand) เตรียมส่งออกเจ้าเหมียวไฟฟ้า NEW GWM ORA Good Cat รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่ผลิตในประเทศไทยสู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรก โดยจะส่งออกไปยังประเทศบราซิล ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์อีกด้วย ก่อนหน้านี้ GWM (Thailand) ได้มีการส่งออกรถยนต์เอสยูวีไปยังประเทศอินโดนีเซียและเวียดนามมาแล้ว โดยได้ส่งออกรถยนต์รุ่น GWM TANK 300 HEV, GWM TANK 500 HEV และ GWM HAVAL H6 HEV ไปยังประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ประเทศเวียดนาม ได้ส่งออกรถยนต์ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ GWM HAVAL H6 HEV และ GWM HAVAL JOLION HEV ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากประเทศดังกล่าว ทั้งหมดนี้ คือ การสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของ GWM (Thailand) ในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานสู่ตลาดโลก สร้างงาน สร้างรายได้ และนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทยผ่านกลยุทธ์ “GWM Go With More”
ปัจจุบัน โรงงาน GWM ในจังหวัดระยองสามารถรองรับกำลังการผลิตสูงสุดถึง 80,000 คันต่อปี โดย GWM (Thailand) ได้เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับการจำหน่ายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยรถยนต์ทุกรุ่นและทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทยล้วนผลิตจากโรงงานในประเทศไทยโดยฝีมือคนไทยทั้งสิ้น (ยกเว้นรุ่น GWM ORA 07 ที่นำเข้าจากประเทศจีน) โดยล่าสุด ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้งรุ่นไฮบริด และปลั๊กอิน-ไฮบริด และ NEW GWM TANK 300 DIESEL ที่เพิ่งเปิดตัวที่งานมอเตอร์โชว์ 2025 เมื่อปลายเดือนมีนาคมก็ผลิตจากสายการผลิตที่โรงงาน GWM จังหวัดระยองเช่นเดียวกัน
โดยมีพนักงานผู้มีความเชี่ยวชาญกว่า 1,100 คน ซึ่งปฏิบัติงานภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับสากล พร้อมทั้งใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ (Local Content) ในสัดส่วนประมาณ 45 – 50% ซึ่งในอนาคต GWM (Thailand) ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศให้มากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและการบริหารจัดการซัพพลายเชน รวมถึงการบริหารจัดการอะไหล่สำหรับการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าทั่วทุกมุมโลกได้สามารถเข้าถึงยนตรกรรมอัจฉริยะในทุกรูปแบบพลังงานของ GWM ได้ง่ายขึ้น คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น พร้อมรับประสบการณ์การเดินทางที่เหนือกว่าในทุกด้านอย่างแท้จริง
GWM (Thailand) เดินหน้าอย่างมั่นคงและต่อเนื่องในการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานในหลากหลายเซกเมนต์จากหลากหลายตระกูล เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและส่งออกสู่ตลาดโลก และจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านดีไซน์ สมรรถนะ และระบบขับเคลื่อนที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่เวทีระดับโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ
5 จุดต้องเช็กหลังเดินทางไกล!
เทศกาลสงกรานต์จบลงแล้ว แต่ภารกิจของคนรักรถยังไม่จบ หลังจากรถพาคุณและครอบครัวลุยเส้นทางไกลมาแล้ว ก็ถึงเวลาที่คุณจะตอบแทนรถคันโปรดด้วยการดูแลอย่างถูกวิธี เพื่อให้พร้อมใช้งานได้เต็มสมรรถนะในทุกการเดินทางครั้งต่อไป งานนี้ฟอร์ดจะมาแนะนำ 5 จุดเช็กสำคัญที่เจ้าของรถไม่ควรมองข้าม พร้อมนวัตกรรมและแพ็กเกจบริการหลังการขายที่ช่วยมอบความอุ่นใจเรื่องค่าใช่จ่ายที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว
5 จุดสำคัญที่ควรตรวจสอบหลังการเดินทางไกล ได้แก่
- อย่ามองข้ามน้ำมันเครื่อง: สภาพอากาศร้อนและการเดินทางต่อเนื่องหลายชั่วโมง ทำให้ระบบเครื่องยนต์ทำงานหนัก ควรตรวจสอบทั้งปริมาณและคุณภาพของน้ำมันเครื่อง เพื่อยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์
- ของเหลวต่างๆ ต้องพร้อม: ตรวจสอบและเติมน้ำยาหล่อเย็น น้ำมันเบรก และน้ำฉีดกระจกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้พร้อมสำหรับการเดินทางครั้งหน้า
- เช็กเบรกให้มั่นใจ: ตรวจสอบผ้าเบรกและน้ำมันเบรก โดยเฉพาะหากขับผ่านเส้นทางขึ้นเขาหรือการจราจรที่คับคั่ง ทั้งนี้การขับขี่ที่ใช้เบรกบ่อยหรือขับรถเร็ว อาจทำให้ผ้าเบรกหรือยางสึกหรอเร็วกว่าปกติ
- ช่วงล่างต้องพร้อมลุย: ตรวจสอบโช้คอัพและชิ้นส่วนช่วงล่างหลังผ่านเส้นทางขรุขระหรือการบรรทุกสัมภาระหนัก
- เช็กลมยางและดอกยาง: เช็คความดันลมยางและสภาพดอกยาง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และช่วยประหยัดเชื้อเพลิง
การตรวจเช็ก 5 จุดข้างต้นหลังการเดินทางไกลจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญด้วยเครื่องมือมาตรฐาน เจ้าของรถฟอร์ดสามารถมั่นใจในมาตรฐานการบริการจากศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ ด้วยทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญและผ่านการฝึกอบรมตามมาตรฐานระดับโลก และอุปกรณ์วิเคราะห์ที่ทันสมัยและมีความแม่นยำ โดยฟอร์ดมีระบบ Intelligent Oil-Life Monitor (IOLM) ที่คอยตรวจวัดคุณภาพน้ำมันเครื่องแบบเรียลไทม์ ซึ่งหากระบบแจ้งเตือนที่ระดับ 5% เจ้าของรถควรนำรถเข้าตรวจเช็กภายใน 2 สัปดาห์ หรือ 800 กิโลเมตร ช่วยให้ลูกค้ารถฟอร์ดวางแผนการเข้ารับบริการได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีแอปพลิเคชัน FordPass ที่ให้ลูกค้าตรวจสอบสถานะของรถยนต์ได้ด้วยตนเองผ่านโทรศัพท์มือถือได้อย่างง่ายดาย
คุ้มค่ากว่า ด้วยโปรแกรมดูแลรถที่คิดมาเพื่อเจ้าของรถตัวจริง
รถยนต์ฟอร์ดมีระยะการเข้าศูนย์บริการที่นานกว่ารถทั่วไป โดยกำหนดไว้ที่ทุก 15,000 กิโลเมตรหรือ 12 เดือน พร้อมโปรแกรม ‘น้ำมันเครื่องสุดคุ้ม (Oil Save Pack – OSP)’ ที่ช่วยประหยัดเพิ่มขึ้นถึง 11%[1] เมื่อซื้อเป็นแพ็กเกจสำหรับการเข้ารับบริการเช็กระยะที่ศูนย์บริการฟอร์ดทั่วประเทศ พร้อมใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับรถที่หมดระยะรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่แล้ว ฟอร์ดยังมอบข้อเสนอสุดคุ้มด้วยโปรแกรม ‘ชุดน้ำมันเครื่องราคาประหยัด (Eco OSP)’ เพิ่มทางเลือกน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ แพ็กเกจ 3 ครั้ง เริ่มต้นเพียง 4,007 บาท พร้อมไส้กรองและค่าแรง
พิเศษ! โปรแกรมเด็ดต้อนรับหน้าร้อน ฟอร์ดจัดแคมเปญส่วนลดชุดน้ำมันเครื่องสูงสุด 400 บาท และส่วนลดโปรแกรมบำรุงรักษาตามระยะสูงสุด 700 บาท พร้อมโปรโมชั่นยางรถยนต์ ซื้อ 3 แถม 1 พร้อมบริการตรวจเช็กสภาพรถฟรี 30 รายการ และสำหรับลูกค้าที่มีใช้จ่าย 5,000 บาทขึ้นไป รับฟรีเก้าอี้สนาม รุ่น ฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ โปรโมชั่นพิเศษนี้ถึง 30 มิถุนายน 2568
Ford Care มั่นใจยิ่งขึ้นในระยะยาว
Ford Care คือ โปรแกรมขยายระยะการรับประกันคุณภาพรถยนต์ ที่ช่วยให้คุณวางแผนการถือครองรถในระยะยาวได้อย่างอุ่นใจ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาหลังหมดระยะรับประกันจากโรงงาน มีระยะความคุ้มครองที่หลากหลาย ตอบโจทย์พฤติกรรมการใช้รถและความต้องการของลูกค้า โดยมีให้เลือก 2 แพ็กเกจ
- โกลด์ แพ็กเกจ (Gold Package) ครอบคลุมชิ้นส่วนอะไหล่ตัวรถกว่า 1,000 รายการ
- ไดร์ฟไลน์ แพ็กเกจ (Driveline Package) เน้นความคุ้มครองในส่วนเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง
สุรวัฒน์ จึงสมประสงค์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการลูกค้า ฟอร์ด ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “ฟอร์ดให้ความสำคัญกับประสบการณ์ลูกค้าในทุกช่วงเวลาการใช้งาน เรามุ่งมั่นสร้างความคุ้มค่าในการถือครองรถระยะยาว ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมอันทันสมัยที่ช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงบริการได้สะดวก และวางแผนการดูแลรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยแพ็คเกจต่างๆ ที่ออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าอย่างแท้จริง ทำให้การเป็นเจ้าของรถฟอร์ดนั้นมีความคุ้มค่าและแข่งขันได้ในตลาด สะท้อนความมุ่งมั่นของฟอร์ดในการดูแลลูกค้าเสมือนคนในครอบครัวและมอบความอุ่นใจตลอดการใช้งาน”
เอ็มจี จับมือ UNEX EV ทำลายขีดจำกัดเรื่องการชาร์จไฟ!
เทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping Technology) เป็นอีกหนึ่งแนวทางการผลักดันยานยนต์ไฟฟ้า สู่การขนส่งสาธารณะ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าและทำให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้นในกลุ่มธุรกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งเทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่จะใช้เวลาสลับแบตเตอรี่ที่สถานีเพียง 3 นาทีเท่านั้น ขณะที่ระยะทางการขับขี่ยังคงเท่าเดิม โดย NEW MG EP PLUS วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 380 กิโลเมตร และ NEW MG MAXUS 7 วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 570 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC อีกทั้งเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ยังช่วยเพิ่มความสะดวก ในการใช้งาน ลดเวลาในการจอดชาร์จ
สุโรจน์ แสงสนิท รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์-ซีพี จำกัด กล่าวว่า แผนพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าที่รองรับแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะ เป็นความร่วมมือระหว่าง บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ UNEX EV โดยมีเป้าหมายเดียวกันในการผลักดันประเทศไทย เข้าสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาดด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานเชิงพาณิชย์ จึงได้เริ่มต้นพัฒนาเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่ในรุ่น NEW MG EP PLUS เป็นรุ่นแรก
เนื่องจาก NEW MG EP PLUS เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมนำมาใช้ในภาคการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันถูกใช้เป็นรถรับ-ส่งสาธารณะแล้วกว่า 1,000 คัน ด้วยจุดเด่นในเรื่องความสะดวกสบายของห้องโดยสารตามแบบฉบับของรถสไตล์ STATION WAGON และอีกรุ่นที่อยู่ระหว่างการพัฒนากับ NEW MG MAXUS 7 รถ e-MPV แบบ 7 ที่นั่ง โดยรถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี ที่มีเทคโนโลยีการสลับแบตเตอรี่จะเริ่มให้บริการในช่วงปลายเดือนเมษายน 2568 และปักหมุดเริ่มที่ภูเก็ตเป็นจังหวัดแรก
GWM (Thailand) เผย 4 กลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในปี 2025
จากกระแสตอบรับที่ท่วมท้นที่ผู้บริโภคชาวไทยมีต่อ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 ในงานมอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นั้น ปัจจัยความสำเร็จมาจากการดำเนินงานตามกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้านของ GWM ซึ่งล้วนพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ถึงความสำเร็จขั้นต้นผ่านกลยุทธ์ดังกล่าว ประกอบด้วย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) เพื่อพัฒนาและปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดไทย ผ่านรถยนต์พลังงานใหม่ที่มีความหลากหลาย การสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Building) เพื่อสร้างการรับรู้และจดจำในกลุ่มผู้บริโภคไทย ภายใต้แนวคิด “ONE GWM” และ “GWM Go With More” สู่การมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าในทุกมิติ ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ (Partner Collaboration) โดย GWM จะทำงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ทุกรายทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การสร้างความรู้ด้านการขายและการตลาด เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจที่เติบโตและมั่นคงไปพร้อมกัน และการยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience Management – CEM) มุ่งเน้นการบริการหลังการขายที่มีคุณภาพ ทั้งการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ การเพิ่มทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญของช่างเทคนิค ควบคู่ไปกับการดูแลลูกค้าอย่างครบวงจรภายใต้หลักการ SMART ประกอบไปด้วย Simple (สะดวก), Modern (ทันสมัย), Attention (ใส่ใจ), Reliable (เชื่อถือได้) และ Timeliness (ตรงเวลา) รวมถึงการทยอยเปิดศูนย์ซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานของ GWM สู่การมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับชาวไทย
สำหรับการส่งมอบ NEW GWM TANK 300 DIESEL และ ALL NEW GWM HAVAL H6 จะทยอยส่งมอบให้กับลูกค้าในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2568 เป็นต้นไป ในขณะเดียวกัน ณ โรงงานอัจฉริยะ ในจังหวัดระยอง ก็พร้อมเดินหน้าเต็มกำลังในการรองรับความต้องการของลูกค้าด้วยการผลิตรถยนต์ที่ครอบคลุมทุกพลังงานทั้งรถยนต์ไฮบริด ปลั๊กอิน-ไฮบริด รถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถยนต์ดีเซล รวมถึงการหาโอกาสทางการส่งออกไปยังกลุ่มตลาดรถยนต์พวงมาลัยขวาในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ตอกย้ำการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศยุทธ์ศาสตร์ในการเป็นศูนย์กลางการผลิตและประกอบรถยนต์ที่มีความหลากหลายทั้งด้านพลังงาน (Multi Powertrain) ประเภท (Multi Category) และเซกเมนต์ (Multi Segment)
นอกจากที่ GWM จะมีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตขึ้นผ่านกลยุทธ์ต่าง ๆ แล้ว บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นสร้างการเติบโตและเดินหน้าเคียงข้างชาวไทยดังที่ได้ให้คำมั่นสัญญาตั้งแต่ที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ล่าสุด จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศไทยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ GWM ได้เร่งออกโปรแกรมความช่วยเหลือ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับลูกค้าทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ การตรวจเช็กสภาพรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวฟรี ณ GWM พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมมอบส่วนลดค่าแรงและค่าอะไหล่ 30% (ยกเว้นแบตเตอรี่ ยางรถยนต์ และประดับยนต์) สำหรับการซ่อมบำรุง ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถติดต่อ GWM Contact Center โทร. 02-668-8888 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับบริการและขอคำแนะนำเพิ่มเติม
GEELY RIDDARA สนับสนุนทีม D.R.A.T ร่วมภารกิจสู้ภัยพิบัติ!
“GEELY RIDDARA เราเข้าใจถึงผลกระทบของภัยธรรมชาติ ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้เราตระหนักดีว่าเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องสนับสนุนพยายามในการบรรเทาทุกข์ในทุกวิถีทางที่ทำได้ ซึ่งความร่วมมือของเรากับสมาคมตอบโต้ภัยพิบัติ ประเทศไทย (D.R.A.T) ทำให้เราสามารถให้ความช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมได้ในช่วงเวลาที่สำคัญเช่นนี้ และเราภูมิใจที่ได้นำเสนอศักยภาพของรถกระบะไฟฟ้าของเราเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ” มร. จาง ชง ผู้จัดการทั่วไปของ GEELY RIDDARA ประเทศไทย กล่าว
GEELY RIDDARA ขอแสดงส่งความห่วงใยต่อผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นและพร้อมที่จะสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศไทยอย่างสุดความสามารถ
Volvo ส่งต่อแนวคิดแห่งความปลอดภัยผ่าน Emotional Wellness Workshop
วอลโว่ให้ความสำคัญกับบทบาทของผู้หญิงในทุกมิติ ผ่านปรัชญาแนวคิดแบบ Lagom Philosophy ที่เน้นการใช้ชีวิตอย่างสมดุล และพอดีสำหรับแต่ละบุคคล กิจกรรม ‘Ladies Salon’ จึงเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจ สอดคล้องกับสโลแกน Volvo For Life ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวอลโว่ในการออกแบบให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เพื่อผู้หญิง ช่วยให้ผู้หญิงสามารถขับเคลื่อนชีวิตประจำวันและอาชีพของตนเองได้อย่างมั่นใจ สง่างาม และสมดุล
ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญถึง 4 ท่าน มาร่วมแบ่งปันเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ได้แก่ นิชานันท์ ปัญญา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย, มิเรียม ศรพรหมมาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตบำบัด ที่ได้การรับรองจากสถาบัน Universal Coach Institute, เศรษฐิณิช ชนวราสุทธิศิริ นางแบบ และลูกค้าผู้ใช้งาน EX30 และ รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น ดาราและนักแสดง พร้อมเปิดโอกาสให้แขกผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัส Volvo EX90 รถไฟฟ้าที่ปลอดภัยที่สุดจากวอลโว่ ณ Volvo Studio EmSphere ชั้น 2 ดิ เอ็มสเฟียร์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมา
ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสมุมมองแห่งแรงบันดาลใจและปรัชญาการใช้ชีวิตอย่างสมดุลจากแขกรับเชิญแต่ละท่าน ซึ่งสะท้อนถึงปรัชญาแนวคิดแบบ Lagom ของชาวสวีเดน และปณิธานของวอลโว่ที่ให้ความสำคัญกับผู้คนและคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็น
- มิเรียม ศรพรหมมาศ วิทยากรที่มาถ่ายทอดวิธีการใช้ชีวิตอย่างสมดุลและมีและเคล็ดลับการจัดการความเครียดและความกังวลใจ
- เศรษฐิณิช ชนวราสุทธิศิริ แบ่งปันประสบการณ์จากลูกค้าผู้ใช้งานจริงของรถ Volvo EX30 พร้อมแชร์วิสัยทัศน์ด้านการใช้งานและความปลอดภัย
- รัศมีแข ฟ้าเกื้อล้น นำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตจากผู้ที่เข้าใจวิถีชีวิตแบบ Lagom philosophy เน้นความพอดีและการมีความสุขที่แท้จริง
- นิชานันท์ ปัญญา เจาะลึกถึงการออกแบบของวอลโว่ ที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยมาโดยตลอด พร้อมเน้นย้ำถึงความภาคภูมิใจของ Volvo Cars ที่ได้รับรางวัล Sandy Myhre Award จาก Women’s Worldwide Car of the Year (WWCOTY) ในฐานะแบรนด์รถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิงมากที่สุด
ภายในงานยังมีโซนกิจกรรมพิเศษ อาทิ การวาดภาพในธีม “รอยยิ้มของคุณในวันนี้” เพื่อสะท้อนมุมมองความสุขและนำมาตกแต่งบนแบคดรอปของงาน รวมถึง Emotional Wellness Workshop กิจกรรมที่สามารถเรียนรู้ความสุขที่แท้จริงของแต่ละคนไปกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และโซนคาเฟ่ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารในธีม Ladies Salon สร้างบรรยากาศอบอุ่นและเติมเต็มพลังเชิงบวกให้กับผู้เข้าร่วมงานตลอดทั้งวัน
UNEX EV เปิดมิติใหม่ยานยนต์ไฟฟ้าในไทย!
แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) จะช่วยดูแลสุขภาพแบตเตอรี่ (State of Health – SOH) ทำให้ยืดอายุการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังช่วยผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบและบริหารจัดการการ ใช้พลังงาน ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยควบคุมต้นทุนทางธุรกิจและต้นทุนการเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) จะช่วยลดเวลาในการสลับแบตเตอรี่โดยใช้เวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่เพียง 3 นาที ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเดินทาง ต่อได้ทันที นอกจากนี้ยังลดภาระโครงข่ายไฟฟ้า และช่วยให้การขยายเครือข่ายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้อง ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเพิ่มเติม
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder) บริษัท ยูเน็กซ์ อีวี จำกัด เปิดเผยว่า ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ประกอบไปด้วยระบบนิเวศแห่งความร่วมมือที่เกิดจากเสาหลัก 3 ประการได้แก่
- ห่วงโซ่อุปทานที่ล้ำหน้าของเอเชียใช้ประโยชน์จากเครือข่ายการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระดับโลก ของจีนและเอเชีย
- เทคโนโลยีขั้นสูงจาก UOTTA ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสลับแบตเตอรี่ภายใต้ UPower Limited (NASDAQ: UCAR) – บริษัทแรกและเพียงหนึ่งเดียวในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ที่ดำเนินธุรกิจด้านนวัตกรรมการสลับแบตเตอรี่
- ความมุ่งมั่นระดับสากล แพลตฟอร์มที่รองรับทุกการเคลื่อนที่ไม่ว่าจะเป็น ทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ ตั้งแต่รถรับจ้างสาธารณะไฟฟ้า รถเพื่อการพาณิชย์ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ไปจนถึงโดรน และเรือไฟฟ้า
เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งพลังงานสะอาด แพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะของ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ผสานเข้ากับเทคโนโลยีสลับแบตเตอรี่ขั้นสูงจาก UOTTA กำลังเข้ามาปฏิวัติระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการ เพิ่มความสะดวก ลดระยะเวลาชาร์จ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ในภาคธุรกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเร่งให้ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น
ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) ได้ลงนามความร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของระบบนิเวศและการขยายการบริการ ตัวอย่างเช่น
- ผู้ผลิตรถยนต์ (OEMs) : โดยพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าร่วมกับ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อรองรับแพลตฟอร์มขับเคลื่อนอัจฉริยะและระบบสลับแบตเตอรี่ ซึ่งมีรถ 2 รุ่นแรก พร้อมจำหน่ายได้แก่ UNEX EV : MG EP รถยนต์ 5 ที่นั่งแบบสลับแบตเตอรี่และ UNEX EV : MG MAXUS 7 รถ MPV 7 ที่นั่งแบบ สลับแบตเตอรี่
- สถานีเติมพลังงาน: เพื่อขยายเครือข่ายการให้บริการสลับแบตเตอรี่ โดยร่วมมือกับสถานี บริการน้ำมันซัสโก้ ในการขยายเครือข่ายสถานีสลับแบตเตอรี่ในอนาคต
- สถาบันการเงิน : ด้วยการสนับสนุนทางด้านการเงิน เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงยานยนต์ไฟฟ้าง่ายขึ้น สำหรับลูกค้า MG EP ลูกค้าสามารถเลือกเริ่มต้นผ่อนได้เพียง 550 บาท/วัน และวางเงินดาวน์ 0%
ภายใน 3 ปีนี้ ยูเน็กซ์ อีวี (UNEX EV) และพันธมิตรจะใช้เงินลงทุนกว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อขยายเครือข่ายอัจฉริยะ รองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งยูเน็กซ์ อีวี ตั้งเป้าพัฒนาและเปิดให้บริการสถานีสลับแบตเตอรี่ครบวงจรจำนวนกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งสถานีสลับแบตเตอรี่แห่งแรกจะเปิดให้บริการ จังหวัดภูเก็ต ในเดือนพฤษภาคมที่จะนี้
