คนใช้รถไฟฟ้าควรรู้เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน!
DEEPAL ในฐานะแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้าภายใต้ CHANGAN Automobile เล็งเห็นความสำคัญด้านความปลอดภัยบนท้องถนนขอเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมความรู้ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเหตุสุดวิสัย ผ่านการให้คำแนะนำด้านการรับมืออุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างถูกวิธีเพื่อความปลอดภัยของทุกคน
รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมีความแตกต่างที่สำคัญหลายประการ ในขณะที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปใช้น้ำมันเป็นแหล่งพลังงานจึงมีความเสี่ยงจากการรั่วไหลของเชื้อเพลิง รถยนต์ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่แรงดันสูงที่อาจจะยังเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้แม้เกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งความเสี่ยงหลักของรถทั้งสองประเภทก็แตกต่างกัน โดยรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอาจเกิดไฟไหม้จากน้ำมันเชื้อเพลิงรั่วไหล ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าอาจเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Thermal runaway หรือการที่แบตเตอรี่มีอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนเกินการควบคุม ซึ่งเป็นการลุกไหม้ของแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ดับได้ยากกว่ามาก
นอกจากนี้ รถยนต์ไฟฟ้ามีส่วนประกอบหลักที่ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่แรงดันสูง (Power Battery Pack) ที่เป็นเสมือนหัวใจสำหรับกักเก็บและจ่ายพลังงาน ชุดควบคุมมอเตอร์และมอเตอร์ขับเคลื่อน (MCU & Drive Motor) แทนกล้ามเนื้อที่ทำให้เคลื่อนไหวได้ โมดูลควบคุมรถยนต์ (Vehicle Control Unit) เป็นสมองคอยสั่งการ ไปจนถึงชุดมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถ รวมถึงระบบปรับอากาศและทำความร้อนที่ทำงานด้วยไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกต้อง
การจัดการเหตุฉุกเฉินเบื้องต้น เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด
ในกรณีอุบัติเหตุทั่วไป สิ่งแรกที่ต้องทำคือการตอบสนองฉุกเฉินด้วยการพาผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ออกจากบริเวณ ติดต่อเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกั้นพื้นที่ จากนั้นต้องพยายามตัดระบบไฟฟ้าแรงสูงของรถให้เร็วที่สุดด้วยเครื่องมือฉนวนไฟฟ้าที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ขั้นตอนสำคัญลำดับถัดมาคือการประเมินความปลอดภัย โดยต้องตรวจสอบการรั่วไหล ความเสียหาย หรือความเสี่ยงอื่นๆ รวมถึงประเมินระบบไฟฟ้าแรงสูงของรถ หากพบความเสี่ยงสูง ควรแจ้งผู้เชี่ยวชาญด้านระบบไฟฟ้าแรงดันสูงหรือทีมงานเฉพาะทางให้เข้ามาช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด
น้ำกับไฟฟ้า ขั้วตรงข้ามที่อาจไม่รุนแรงเท่าที่หลายคนเข้าใจ
คนส่วนใหญ่เชื่อว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่จมน้ำจะมีไฟฟ้ารั่วไหลและเป็นอันตรายต่อผู้คนในบริเวณนั้น แต่ความจริงแล้วรถยนต์ไฟฟ้าสมัยใหม่มีระบบป้องกันที่ค่อนข้างดีและจะตัดระบบไฟฟ้าแรงดันสูงโดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบความผิดปกติ อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของชีวิต ดังนั้นหากรถถูกน้ำท่วมอย่างรุนแรง ผู้ขับขี่และผู้โดยสารควรรีบออกจากตัวรถทันทีแล้วค่อยขอความช่วยเหลือ จากนั้นควรตัดระบบไฟของรถทันทีและปิดสวิตช์ซ่อมบำรุง (ถ้ามี) ไม่ควรปล่อยให้รถแช่น้ำนานเกินไปและควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบสภาพก่อนสตาร์ทรถ เพื่อไม่ให้เกิดการลัดวงจรและไฟไหม้ตามมา
การลากจูงรถยนต์ไฟฟ้าที่จมน้ำก็มีข้อควรระวังเช่นกัน ควรใช้รถลากแบบพื้นเรียบ (Flatbed Tow Truck) และป้องกันไม่ให้ล้อหมุนระหว่างการเคลื่อนย้าย เนื่องจากการหมุนของล้ออาจทำให้มอเตอร์ไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งอาจเป็นอันตรายหากระบบไฟฟ้าเกิดความเสียหายจากน้ำ
เปลวไฟ ภัยร้ายตัวจริงของเหตุฉุกเฉิน
ไฟไหม้ในรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่น่ากลัวกว่าในรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างมาก เพราะเมื่อแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนเกิด Thermal Runaway จะปล่อยออกซิเจนออกมาเอง ทำให้ดับไฟได้ยากมากและอาจลุกไหม้ซ้ำ ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือตัดระบบไฟฟ้าของรถทันที กดปุ่มปิดระบบไฟหากเป็นรถที่มีระบบสตาร์ทแบบไม่ใช้กุญแจ หรือถอดกุญแจออกและนำกุญแจออกห่างจากตัวรถ จากนั้นควรแจ้งเหตุฉุกเฉินโดยระบุสถานที่เกิดเหตุ ประเภทรถ และระดับความรุนแรงของไฟไหม้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเตรียมอุปกรณ์ที่เหมาะสมมาช่วยเหลือ
ในปัจจุบัน มีนวัตกรรมล่าสุดที่ช่วยในการรับมือกับเหตุการณ์ลักษณะนี้คือผ้าห่มกันไฟสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV Fire Blanket ซึ่งออกแบบมาเพื่อควบคุมและจำกัดการลุกไหม้ ลดการเข้าถึงของออกซิเจน ควบคุมเปลวไฟ ควัน และไอพิษ รวมถึงป้องกันการลุกลามของไฟไปยังรถคันอื่นหรือสิ่งปลูกสร้างใกล้เคียง โดยต้องเข้าหารถด้วยความระมัดระวัง คลี่ผ้าห่มแล้วคลุมรถให้มิดชิดทั้งคัน ปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อลดความเสี่ยงของการลุกไหม้ซ้ำ อย่างไรก็ตาม ผ้าห่มชนิดนี้ไม่สามารถดับการลุกไหม้จากการลัดวงจรของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนได้โดยตรง แต่ช่วยควบคุมสถานการณ์ให้ดีขึ้น
เทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อการช่วยชีวิต
โลกวันนี้ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล ทำให้เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญแม้แต่ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ โดยมีแอปพลิเคชัน Euro RESCUE และ ANCAP RESCUE เป็นคู่มือกู้ภัยที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลเฉพาะของรถยนต์แต่ละรุ่น เช่น ตำแหน่งของแบตเตอรี่แรงดันสูง จุดตัดที่ปลอดภัย และตำแหน่งของถุงลมนิรภัย นอกจากนี้ ยังมี “ปลั๊กฉุกเฉิน” (Emergency Plug) เป็นอุปกรณ์เสริมที่ใช้เสียบเข้ากับช่องชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อจำลองสถานะการชาร์จไฟฟ้า และบังคับให้ระบบแรงดันสูงของรถตัดการทำงานโดยอัตโนมัติ ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น
ก้าวสู่อนาคตที่ปลอดภัยกว่าสำหรับทุกคน
ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ากำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ความรู้เกี่ยวกับการรับมือกับอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ DEEPAL ไม่เพียงเดินหน้านำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ แต่ยังให้ความสำคัญกับการให้ความรู้แก่ผู้ใช้รถและสังคมโดยรวม ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเข้าใจวิธีการรับมือกับอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้าอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับทุกคนบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร เจ้าหน้าที่กู้ภัย หรือประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้และปรับตัวคือกุญแจสำคัญสู่ความปลอดภัย การทำความเข้าใจเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าและวิธีรับมือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจึงไม่ใช่เพียงความรู้เสริม แต่เป็นทักษะสำคัญที่อาจช่วยชีวิตได้ในอนาคตอันใกล้
DEEPAL เปิดตัวพร้อมประกาศราคา HUNTER K50 รถกระบะพลัง REEV
DEEPAL HUNTER K50 มาพร้อมเทคโนโลยี Range-Extended Electric Vehicle (REEV) โดยมอเตอร์ไฟฟ้าให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 131 กิโลเมตร (NEDC) และเทคโนโลยี Range Extender ซึ่งผสานขุมพลังระหว่างเครื่องยนต์ 2.0T-GDI และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า R100G ที่จะทำงานร่วมกัน ทำให้วิ่งได้ระยะทางรวมกว่า 900 กิโลเมตร จากการชาร์จเต็มหนึ่งครั้งและเติมน้ำมันเต็มถัง ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อของรถให้กำลังรวมสูงสุด 200 กิโลวัตต์ (272 แรงม้า) และแรงบิด 470 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ได้ในเวลาเพียง 7.9 วินาที ซึ่งเหนือกว่ารถกระบะดีเซลทั่วไป ทั้งยังตอบสนองอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 0.4 วินาที DEEPAL HUNTER K50 ผ่านการทดสอบในสภาพการใช้งานจริงในไทยเป็นระยะทาง 40,000 กิโลเมตร เพื่อให้สมรรถนะพร้อมสำหรับทุกเส้นทางทั่วประเทศ
DEEPAL HUNTER K50 มีมิติขนาดตัวถัง 5,380 × 1,980 × 1,875 มิลลิเมตร ระยะความสูงจากพื้น 220 มิลลิเมตร กระบะท้ายขนาด 1,590 × 1,580 × 490 มิลลิเมตร มาพร้อมตะขอยึดเพื่อความปลอดภัยในการขนส่ง ขณะที่ตัวรถสามารถลุยน้ำลึกได้ถึง 600 มิลลิเมตร และมีความสามารถในการลากจูงถึง 2.5 ตัน DEEPAL HUNTER K50 ยังมาพร้อมดีไซน์ด้านหน้าแบบ Shark-Nose ร่วมกับกระจังหน้าแบบพาราเมตริกไร้ขอบ สื่อถึงพลัง ความมั่นคง และเทคโนโลยีล้ำยุค ดีไซน์ภายนอกยังออกแบบตามอัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) เพื่อรักษาสมดุลระหว่างความสวยงามและอากาศพลศาสตร์ (Aerodynamic Performance) สีภายนอกมีให้เลือกทั้งสีขาว (Alpine White), สีเทาอ่อน (Mecha Gray) สีดำ (Ash Black) และสีเขียว (Pine Green) จับคู่กับห้องโดยสารภายในสีดำ-เบจ (Black-Beige)
DEEPAL HUNTER K50 มาพร้อมหน้าจอคู่ขนาด 12.3 นิ้ว และ 7.5 นิ้ว คันเกียร์แบบก้านหลังพวงมาลัย (Column-type Shifter) และเบาะนั่งคู่หน้าพร้อมระบบเป่าลมเย็น (Ventilated Seats) เพื่อความสบายสูงสุดแม้ในสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย โดยมีเทคโนโลยีลดเสียงรบกวนช่วยรักษาค่าความเงียบภายในห้องโดยสารไว้ที่ 63 เดซิเบล ซึ่งเทียบเท่ารถซีดานระดับพรีเมียม แม้วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ทั้งยังสามารถสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) ภาษาไทยและอังกฤษ รวมถึงรองรับการควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน ช่วยให้ผู้ใช้รถควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ได้จากภายนอก เช่น เปิดแอร์หรือตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่ นอกจากนี้ ยังมีที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายและฟังก์ชันจ่ายไฟภายนอก (V2L) กำลังสูงสุด 3.3 กิโลวัตต์
ข้อเสนอพิเศษและการรับประกัน
สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนและจอง DEEPAL HUNTER K50 REEV PLUS AWD ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 เมษายน 2568 จะได้รับแพ็คเกจพิเศษ HUNTER Premium Care ประกอบด้วย
- ฟรี ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. 1 ปี (ประเภทรถยนต์ส่วนบุคคล)
- ฟรี โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมบริการติดตั้ง
- ฟรี สายชาร์จเคลื่อนที่ และ สายต่อพ่วงอุปกรณ์ไฟฟ้า V2L
- รับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 120,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) ยกเว้น ชิ้นส่วนพิเศษ วัสดุสิ้นเปลือง และชิ้นส่วนที่สึกหรอ
- รับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
- ฟรี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง นาน 8 ปี
- ฟรี บริการบำรุงรักษาครั้งที่ 1
- เงื่อนไขข้อเสนอดอกเบี้ย 2.45% เมื่อดาวน์ 25% ผ่อน 48 เดือน
สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่ทำการจอง DEEPAL HUNTER K50 REEV PLUS AWD ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 เมษายน 2568 จะได้รับแพ็คเกจเพิ่มเติม ฟรี การบำรุงรักษา 5 ปี หรือ 5 ครั้ง เมื่อทำการจองและรับรถกับผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ DEEPAL ทั่วประเทศ (พร้อมส่งมอบ ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2568 เป็นต้นไป)
ผู้ที่สนใจสามารถจอง DEEPAL HUNTER K50 ได้ที่ตัวแทนจำหน่าย DEEPAL ทั่วประเทศ และสัมผัสคันจริงได้ที่บูธ DEEPAL ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 พร้อมชมยานยนต์พลังงานทางเลือกใหม่ล้ำสมัยจาก DEEPAL ที่บูธ A19 ชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้จนถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 เวลา 12.00 – 22.00 น. ในวันธรรมดา และ 11.00 – 22.00 น. ในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
#DEEPAL #DEEPALHUNTERK50 #CHANGANThailand
GWM เสริมแกร่งพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศผ่าน 4 กลยุทธ์พร้อมลุยปี 2568
ในงานครั้งนี้ยังได้ประกาศแผนกลยุทธ์เพื่อกำหนดทิศทางในการดำเนินธุรกิจร่วมกันกับ 4 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างการรับรู้แบรนด์และผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือระหว่าง GWM x Partner และการสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า หรือ CEM (Customer Experience Management) นอกจากนี้ ยังประกาศแต่งตั้ง GWM Partner Council ชุดใหม่ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ทั่วประเทศและขยายโอกาสทางธุรกิจให้เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน โดยงาน GWM Partner Meeting 2025 ครั้งนี้ จัดขึ้น ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ผ่านมา
เวย์น โจว กรรมการผู้จัดการ GWM (Thailand) กล่าวว่า “ขอขอบคุณพาร์ทเนอร์ทุกท่านที่ร่วมสร้าง GWM (Thailand) ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งเข้าสู่ปีที่ 5 แม้สถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศยังคงชะลอตัวและแข่งขันสูง แต่ GWM (Thailand) ยังคงมองเห็นโอกาสในการสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งร่วมกันผ่านความมุ่งมั่นและความร่วมมือของพาร์ทเนอร์ ทุกราย เพื่อส่งมอบนวัตกรรมยานยนต์ใหม่ ๆ และบริการที่เป็นเลิศให้กับลูกค้าทุกคน และก้าวสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์ที่เพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำหน้าครอบคลุมทุกประเภทพลังงานได้อย่างแท้จริง มุ่งเน้นตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย และยังคงเดินหน้าลงทุนและขยายธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมสร้างคุณค่าในระยะยาวให้กับลูกค้า ชุมชน และพาร์ทเนอร์ชาวไทย”
ในงาน GWM Partner Meeting 2025 ในครั้งนี้ มุ่งเน้นพัฒนาธุรกิจของ GWM ในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการให้ความสำคัญกับเครือข่ายพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จของแบรนด์ในตลาดรถยนต์ไทย ล่าสุด GWM ได้ประกาศ 4 กลยุทธ์หลักที่ควบคู่ไปกับแนวคิด GWM Go With More และ “การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าทั่วประเทศ” (Great Teamwork with a Service Mind) จะช่วยยกระดับการทำงานร่วมกันระหว่าง GWM และ พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทุกแห่ง เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีกว่า เหนือกว่า และประทับใจยิ่งกว่าให้กับลูกค้าในทุกมิติ ตั้งแต่กระบวนการขายไปจนถึงการบริการหลังการขาย โดยมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าที่มากกว่า เพื่อเคียงข้างลูกค้าตลอดการใช้งานนวัตกรรมทุกรุ่นของ GWM นอกจากนี้ พาร์ทเนอร์ที่เข้าร่วมงานยังได้รับโอกาสพิเศษในการสัมผัสและทำความรู้จักกับรถยนต์รุ่นใหม่ที่เตรียมเปิดตัวภายในครึ่งปีแรกก่อนใคร พร้อมทั้งร่วมทดสอบสมรรถนะของ NEW GWM TANK 300 DIESEL ซึ่งได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้เข้าร่วมงาน ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่นและดีไซน์อันแข็งแกร่ง ทำให้พาร์ทเนอร์เห็นถึงศักยภาพและโอกาสทางการขายที่สามารถขยายตลาดได้อย่างครอบคลุม รองรับความต้องการของลูกค้าในกลุ่มที่หลากหลาย และช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ในตลาดเมืองไทยมากยิ่งขึ้น
4 กลยุทธ์หลัก กุญแจสำคัญที่นำพา GWM สู่ความสำเร็จ
ในปี 2025 นี้ GWM ได้กำหนด 4 กลยุทธ์สำคัญ ที่จะเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนองค์กรและธุรกิจไปข้างหน้า ไม่เพียงแต่เสริมสร้างศักยภาพของแบรนด์เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพาร์ทเนอร์และลูกค้า เพื่อรองรับการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อเป้าหมายเดียวคือ ส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ล้ำหน้ากว่า ดีกว่า มากกว่า ในทุกมิติ
กลยุทธ์ที่ 1 “พัฒนาผลิตภัณฑ์”
เพื่อตอบโจทย์เทรนด์ยานยนต์ที่มีความเปลี่ยนแปลงสูง GWM ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภคและพาร์ทเนอร์ ในปีนี้ GWM จะมีการนำผลิตภัณฑ์ใหม่มากมายเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยในหลากหลายเครื่องยนต์ หลากหลายประเภท และหลากหลายเซกเมนต์ เพื่อขยายตลาดและเพิ่มโอกาสทางการขายให้กับพาร์ทเนอร์ และยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ล่าสุด GWM เตรียมปล่อย NEW GWM TANK 300 DIESEL รถเอสยูวีออฟโรดที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นในเครื่องยนต์ดีเซล 2.4T เจนใหม่ ที่จะฉีกกฎเครื่องยนต์ดีเซลแบบเดิม ๆ พร้อมมอบความมั่นใจในคุณภาพด้วยการรับประกันเครื่องยนต์ดีเซลถึง 1,000,000 กิโลเมตร (8 ปี) ในขณะที่ ALL NEW GWM HAVAL H6 รถเอสยูวีของครอบครัวรุ่นใหม่ มีการพัฒนาครั้งใหญ่ในรอบ 4 ปี จากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค ทั้งรูปลักษณ์ภายนอก ภายใน หน้าจอ infotainment ที่ใหญ่ขึ้น UX & UI ใหม่ทั้งหมด ใช้ Coffee OS 3.0 ระบบแผนที่ของ Huawei กล้อง 540 องศา พวงมาลัยและคันเกียร์ การเซ็ตระบบช่วงล่างใหม่ (รุ่น HEV) และระบบเสียง ล้วนได้รับการพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์ให้ดีขึ้น
กลยุทธ์ที่ 2 “การสร้างการรับรู้แบรนด์”
GWM จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการทำกิจกรรมทางการตลาดและสร้างการรับรู้แบรนด์ที่มีประสิทธิภาพ โดยเสริมสร้างกลยุทธ์การสื่อสารที่ตอบโจทย์ Customer Journey ทั้งในออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยทั้งหมดนี้จะอยู่ภายใต้ “ONE GWM” และ Go With More กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ของ GWM ในระดับโลก ที่มุ่งมั่นส่งมอบประสบการณ์ที่ดีกว่าและเหนือกว่าในทุก ๆ ด้านอย่างครอบคลุม รวมถึงการร่วมมือกันการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของ GWM ในประเทศไทย
กลยุทธ์ที่ 3 “ความร่วมมือระหว่าง GWM x Partner”
GWM มุ่งเน้นการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ทุกรายอย่างใกล้ชิด เพื่อขยายเครือข่ายและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยเน้นกลยุทธ์การทำตลาดที่เข้มข้นและเจาะลึก นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้ง GWM Partner Council ซึ่งเป็นการสร้างพื้นที่ให้พาร์ทเนอร์ทุกรายทั่วประเทศได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางธุรกิจร่วมกัน โดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากพาร์ทเนอร์ ช่วยให้การตัดสินใจด้านกลยุทธ์และแผนงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างรอบคอบและมีความหลากหลาย ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยในการเติบโตของ GWM แต่ยังช่วยส่งเสริมให้พาร์ทเนอร์มีการพัฒนาร่วมกันในทุก ๆ ด้าน ทั้งการขาย การบริการลูกค้า และการทำงานภายในองค์กร เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคง แข็งแกร่ง และยั่งยืน
กลยุทธ์ที่ 4 “การสร้างประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้า หรือ CEM (Customer Experience Management)”
GWM ให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้า โดยการมุ่งมั่นที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าและเหนือกว่าในทุกมิติ เพื่อให้ลูกค้าได้รับการบริการที่ไม่เพียงแต่ตรงตามความต้องการ แต่ยังเกินความคาดหวังในทุกขั้นตอนของการมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านบริการหลังการขายที่มีคุณภาพสูงและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว เน้นการดูแลลูกค้าหลังจากที่ซื้อผลิตภัณฑ์แล้ว โดยการให้บริการที่มีคุณภาพและครบวงจร ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความพึงพอใจให้กับลูกค้าหลังจากการซื้อ เพื่อสร้างฐานลูกค้าประจำที่ไม่เพียงแต่ซื้อรถยนต์จาก GWM แต่ยังกลับมาใช้บริการในอนาคต ทั้งด้านการให้บริการที่มีคุณภาพ การพัฒนาทักษะช่างเทคนิค การบริหารจัดการอะไหล่ โดย GWM จะทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเป้าหมายเดียวกัน คือ การมอบประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าทุกราย เพื่อสร้างความยั่งยืนในธุรกิจและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การจัดงาน GWM Partner Meeting 2025 ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GWM ในการพัฒนาธุรกิจในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่ยังเป็นการตอกย้ำความสำคัญของเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนความสำเร็จของแบรนด์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
GWM HAVAL H6 เจนใหม่สเปกจัดเต็มกว่าเดิม พร้อมเปิดตัว Motor Show 2025
GWM (Thailand) พร้อมยกระดับการเดินทางสู่มาตรฐานใหม่ ด้วยนวัตกรรมเพื่อการเดินทางรุ่นใหม่ล่าสุด ใน ALL NEW GWM HAVAL H6 ที่พร้อมเปิดราคาและเผยโฉมอย่างเป็นทางการให้ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในมหกรรมยานยนต์แห่งปี มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 นี้ โดย GWM (Thailand) ได้เปิดสเปกอย่างเต็มรูปแบบของ ALL NEW GWM HAVAL H6 ให้แฟนๆ ชาวไทยได้ทำความรู้จักก่อนสัมผัสคันจริงปลายเดือนมีนาคมนี้ โดยผ่านการอัปเกรดแบบรอบด้าน เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งกว่า สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ปลอดภัยและคุ้มค่ายิ่งกว่าในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งดีไซน์อันล้ำสมัย ผสานการพัฒนาซอฟต์แวร์สุดไฮเทค พร้อมด้วย User Experience (UX) และ User Interface (UI) อันเหนือระดับ ร่วมกับระบบอินโฟเทนเมนต์เต็มรูปแบบ และสมรรถนะที่เร้าใจยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการตอบรับเสียงของผู้บริโภคผ่านการพัฒนาช่วงล่างใหม่ให้ตอบโจทย์ความต้องการด้านการขับขี่ของชาวไทยมากยิ่งขึ้น พร้อมไฮไลต์สำคัญกับการเป็นรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอิน-ไฮบริดที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า 100% ที่ไกลที่สุดในเซกเมนต์ ถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (NEDC) เดินหน้าสู่การเป็นรถยนต์เอสยูวีอเนกประสงค์สำหรับครอบครัวยุคใหม่ที่มองหานวัตกรรมสุดล้ำเพื่อการเดินทางแห่งอนาคต ALL NEW GWM HAVAL H6 รุ่นใหม่ล่าสุดนี้ มาพร้อมกับ 3 รุ่นย่อย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการด้านการขับขี่ที่หลากหลายของชาวไทยด้วยรุ่นเครื่องยนต์ไฮบริด (HEV) 1 รุ่นย่อย รุ่น PRO และรุ่นเครื่องยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริด (PHEV) 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น PRO และ รุ่น ULTRA โดยมีไฮไลต์สเปกที่อัปเกรดมาแบบรอบด้าน ดังนี้
ปรับโฉมดีไซน์ใหม่ให้ล้ำสมัยยิ่งกว่า ดึงดูดทุกสายตาด้วยสุนทรียศาสตร์รอบคันในทุกมุมมอง
ALL NEW GWM HAVAL H6 ในทั้ง 3 รุ่นย่อย มาพร้อมกับการอัปลุคใหม่ให้ดูทันสมัยยิ่งกว่า เพิ่มความสปอร์ตและความสมาร์ตในทุกองศา ทั้งกระจังหน้าและกันชนหน้า สี Smoke Chrome ร่วมกับไฟหน้า LED อัจฉริยะแบบรมดำ รวมถึงระบบไฟ Signature Light แบบ Waterfall สะท้อนเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและตัวตนของผู้ใช้งานได้อย่างชัดเจน อีกทั้งคิ้วประตู คิ้วฝาท้าย หน้าต่าง ด้านข้างของรถ และราวหลังคาแบบสีเปียโนแบล็ก ระบบไฟท้ายแบบ LED Light Strip แบบรมดำ ล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้ว รมดำลายสปอร์ต พร้อมคาลิเปอร์เบรกสีแดง (เฉพาะ PHEV รุ่น ULTRA) มอบลุคสปอร์ตทันสมัยในทุกการขับขี่ พร้อมปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่จากคำว่า HAVAL เป็น GWM ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แบรนด์ภายใต้ “ONE GWM” เหมือนกันทั่วโลก
อัปเกรดเต็มพิกัดกับระบบปฏิบัติการสุดล้ำ กับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) ที่เหนือระดับและความสะดวกสบายที่ยิ่งกว่า
ALL NEW GWM HAVAL H6 มาพร้อมการออกแบบภายในที่ให้ประสบการณ์การเดินทางที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น และความบันเทิงที่ครบครันยิ่งกว่าสำหรับทุกคนในครอบครัว
- เพิ่มอรรถรสในการเดินทางด้วย หน้าจอมัลติมีเดียแบบสัมผัสที่ใหญ่ขึ้นกับขนาด 14.6 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay* และ Android Auto* (* ระบบจะเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป) ให้ทุกคนในครอบครัวเพลิดเพลินไปกับความบันเทิงเต็มรูปแบบ พร้อมระบบเครื่องเสียง Amor luxury hifi system ลำโพงจำนวน 8 ตำแหน่ง และในรุ่น ULTRA มาพร้อม Sub-Woofer ให้คุณภาพเสียงคมชัดทั่วถึงทั้งคัน
- สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับ User Experience (UX) และ User Interface (UI) โฉมใหม่ทั้งหมด ผ่าน Coffee OS 3.0 + QUALCOMM Snapdragon 8155 ระบบปฏิบัติการอัจฉริยะจาก GWM ที่ให้การใช้งานและการสั่งการเป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และลื่นไหลในทุกการขับขี่ ควบคุมทุกฟังก์ชันผ่านหน้าจอ ทั้งประตูท้ายรถ หลังคาซันรูฟ และอื่น ๆ อีกมากมาย ยกระดับประสบการณ์การขับขี่และการใช้งานภายในรถให้ล้ำสมัย ครบครัน ระบบนำทางของ Huawei Petal Map ช่วยให้การค้นหาเส้นทางแม่นยำและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมพาทุกครอบครัวไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนหน้าจอสั่งการได้ตามความต้องการ พร้อมสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันใหม่ ๆ เข้ามาใช้งานเพิ่มเติมจาก GWM app store ได้อีกด้วย
- หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัล ขนาด 10.25 นิ้ว มาพร้อมระบบนำทางและระบบสั่งการด้วยเสียง (Voice Command) เพิ่มความสะดวกและลดการสัมผัสปุ่มขณะขับขี่ ระบบล็อกประตูอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนด ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมตัวกรองอากาศ CN95 และช่องแอร์ด้านหลัง ช่วยให้ทุกการเดินทางสะดวกสบายยิ่งขึ้น ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อไวไฟและระบบชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Charger) สูงถึง 50W
- พวงมาลัยหุ้มหนังแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมเกียร์แบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้าที่ติดตั้งบริเวณหลังพวงมาลัยง่ายต่อการใช้งาน
- ประตูหลังเปิด-ปิดไฟฟ้า เพิ่มความสะดวกสบายในการเปิดและปิดประตูไฟฟ้าให้เป็นไปได้อย่างง่ายดาย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมาพร้อมกับระบบแฮนด์ฟรี* และหลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิกเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า* (* เฉพาะใน PHEV รุ่น ULTRA)
- อำนวยความสะดวกในการใช้งานอุปกรณ์เสริมตลอดทั้งเส้นทาง ด้วยช่องต่อ USB Type A และ C สำหรับผู้โดยสารด้านหน้าและหลังรวม 5 จุด และช่องต่อ USB สำหรับกล้องบันทึกภาพ 1 จุด และจุดชาร์จไฟ 12V 1 จุด
สมรรถนะที่เร้าใจ มอบระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า 100% ไกลที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมการปรับระบบช่วงล่างจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภค
ALL NEW GWM HAVAL H6 มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า มอบพละกำลัง 243 แรงม้า (179 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร (รุ่น HEV) และพละกำลัง 326 แรงม้า (240 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร (รุ่น PHEV) มีระบบเกียร์ DHT (Dedicated Hybrid Transmission) ซึ่งระบบเกียร์ดังกล่าวมีจุดเด่นที่สามารถสลับการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างราบรื่น ช่วยให้การขับขี่เป็นไปได้อย่างนุ่มนวลและมีประสิทธิภาพในทุกความเร็ว พร้อมระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท และระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงค์ ช่วยลดแรงสั่นสะเทือน มอบความนุ่มนวลในทุกเส้นทาง รองรับทุกสถานการณ์และทุกสภาพถนนสำหรับครอบครัวยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
- ALL NEW GWM HAVAL H6 รุ่น PHEV มีระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% ไกลที่สุดในเซกเมนต์ ถึง 150 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (มาตรฐาน NEDC) มาพร้อมกับแบตเตอรี่ Lithium Ion กับความจุแบตเตอรี่ 27.54 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ด้วยแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ไม่ต้องชาร์จบ่อย ทำให้ยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ อีกทั้งยังมาพร้อมกับหัวชาร์จประเภท CCS Type 2 combo ซึ่งรองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงถึง 41 กิโลวัตต์ รวดเร็วทันใจในการชาร์จกว่ารถยนต์ปลั๊กอิน-ไฮบริดในเซกเมนต์เดียวกัน
- ALL NEW GWM HAVAL H6 รุ่น HEV เสริมสมรรถนะการขับขี่ด้วยการปรับเซ็ตระบบช่วงล่างใหม่ที่ถูกพัฒนาจากการรับฟังเสียงของผู้บริโภคอย่างแท้จริง ตอบโจทย์ความต้องการขับขี่ของชาวไทยมากยิ่งขึ้น มอบการขับขี่ที่มั่นคง มั่นใจ แต่ยังคงไว้ซึ่งความสบายในทุกสถานการณ์
- ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้ง 3 รุ่น มาพร้อมกับโหมดการขับขี่ถึง 4 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด และพื้นหิมะ โดยรุ่น PHEV ยังสามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้อีก 2 ระบบ ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (น้ำมัน + ไฟฟ้า) และโหมดการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนอีกด้วย
- ALL NEW GWM HAVAL H6 มีมิติตัวรถที่มีความยาว 4,703 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,886 มิลลิเมตร ความสูง 1,730 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,738 มิลลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้องรถ 170 มิลลิเมตร ระยะห่างของล้อคู่หน้าและหลัง 1,631 / 1,640 มิลลิเมตร (HEV / PHEV) อีกทั้งยังมาพร้อมกับความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้มาถึง 61 ลิตร ในรุ่น HEV และ 55 ลิตร ในรุ่น PHEV มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับด้วยมิติตัวรถที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้อย่างลงตัว
เหนือชั้นไปอีกระดับกับกล้อง 540 องศา ทั้งครอบครัวอุ่นใจ มอบความปลอดภัยยิ่งกว่า
ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้ง 3 รุ่น พร้อมเสริมความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะกว่า 31 รายการ อาทิ กล้องแสดงภาพความละเอียดสูงรอบทิศทาง 540 องศา (กล้องรอบคันและด้านใต้ท้องรถ) ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK) และอื่น ๆ อีกทั้งยังมีระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA) ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA) ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) และอื่น ๆ (โปรดศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นเพิ่มเติม)
เตรียมพิสูจน์อย่างใกล้ชิดกับมาตรฐานใหม่ของรถยนต์เอสยูวีอเนกประสงค์ กับ ALL NEW GWM HAVAL H6 ทั้ง 3 รุ่น พร้อมเผยราคาอย่างเป็นทางการภายใน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ที่กำลังจะถึงนี้ สอสบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GWM application, www.gwm.co.th หรือ GWM Contact Center 02-668-8888
Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ หัวหมู่ทะลวงฟันตระกูล GT เจน 2
Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ มีลักษณะตัวถังแบบ Wide Body มิติความกว้างถึง 2 เมตร สะท้อนดีเอ็นเอของรถมอเตอร์สปอร์ตที่ขับขี่ได้จริง ติดตั้งกระจังหน้าแบบ AMG-specific radiator grille with V8 Exterior Styling Package และไฟหน้า DIGITAL LIGHT นอกจากนี้ ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัย Driving Assistance Package ที่รวมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง และกล้องรอบคัน 360 องศา ที่จะแสดงภาพมุมมองรอบทิศทางแบบ Real-time เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่ ที่ลูกค้าสามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมได้
ระบบส่งกำลัง AMG SPEEDSHIFT MCT 9-Speed Sport Transmission สามารถรองรับแรงบิดได้สูง ตอบสนองทุกรูปแบบการขับขี่ และเปลี่ยนเกียร์ได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที พร้อมสมรรถนะการขับขี่ในสนามแข่งที่ดียิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบทั้งระบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้สามารถทำงานร่วมกันอย่างลงตัว รวมถึงระบบ RACE START ในจังหวะออกตัวเพื่อการทำอัตราเร่งที่ดีที่สุด ขณะที่ระบบขับเคลื่อน AMG Performance 4MATIC+ ถูกปรับจูนมีให้การตอบสนองการใช้งานให้สามารถเข้าโค้งได้ปลอดภัยและรวดเร็วโดยไม่เสียการควบคุม ด้วยการกระจายกำลังที่สั่งการจากระบบต่าง ๆ อย่างเหมาะสมและแม่นยำตามสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถทำเวลาในสนามแข่งได้ดีที่สุด รวมถึงเบรกสมรรถนะสูงที่ออกแบบโดย Mercedes-AMG ที่มาพร้อมระบบเบรกแบบ Sports Braking System และช่องระบายอากาศเพื่อลดอุณหภูมิของเบรกเมื่อมีการใช้งานในความเร็วสูง
เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย ด้วยระบบช่วยเหลือการควบคุมการเลี้ยวล้อหลังแบบ AMG Rear-Axle Steering โดยระบบจะทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ด้วยการใช้ล้อหลังเลี้ยวไปในทิศทางเดียวกันกับล้อหน้า ไม่เกิน 0.7° หากต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงจะเลี้ยวตรงกันข้ามกับล้อหน้า ไม่เกิน 2.5° ส่วนช่วงล่างติดตั้งระบบ AMG RIDE CONTROL Sports Suspension รองรับการขับขี่ด้วยความเร็วสูงเพื่อความปลอดภัยขณะเข้าโค้ง โดยผู้ขับขี่สามารถปรับระบบการทำงานของช่วงล่างได้มากถึง 3 ระดับ ได้แก่ Comfort, Sport และ Sport+ ระบบจะช่วยปรับบุคลิกของช่วงล่างให้เป็นไปตามโหมดที่ผู้ขับขี่เลือกใช้ ผ่านหน้าจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลาง หรือปุ่มบริเวณพวงมาลัย
ระบบส่งเสียงเครื่องยนต์และเทอร์โบแบบ AMG Real Performance Sound โดยระบบจะส่งเสียงภายในห้องโดยสารบริเวณคอนโซลกลาง สามารถถ่ายทอดเสียงเครื่องยนต์ได้อย่างเร้าใจตามแบบฉบับของ AMG ผู้ขับขี่สามารถควบคุมเสียงของเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ เช่น Sporty, Discreet (BALANCED), Motorsporty และ Emotive (POWERFUL) สามารถเลือกโหมดผ่านระบบปรับรูปแบบการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT โดยในโหมด S และ S+ จะสามารถถ่ายทอดพลังเสียงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ในส่วนของดีไซน์ภายใน Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX7 กับหน้าจอตรงกลางขนาด 11.9 นิ้ว ควบคุมด้วยระบบสัมผัส และสามารถปรับระดับด้วยไฟฟ้า 12° ถึง 32° พร้อมหน้าจอ Driver’s display ขนาด 12.3 นิ้ว แบบ AMG-specific indicators พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel และเบาะหลังที่พับพนักพิงได้ในรถยนต์แบบ 2+2 ที่สามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมได้ ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้งาน

Mercedes-AMG GT 63 4MATIC+ วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 15,900,000 บาท มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีเหลือง (Sun Yellow) สีดำ (Obsidian Black) สีเงิน (High-tech Silver) สีเทา (Selenite Grey) สีน้ำเงิน (Spectral Blue) สีขาว (MANUFAKTUR Opalite White Bright) และสีแดง (MANUFAKTUR Patagonia Red Bright)
สปอร์ตสุดหรู Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ สนุกทั้งถนนปกติและสนามแข่ง!
ระบบส่งกำลังใหม่ AMG SPEEDSHIFT MCT 9-Speed Sport Transmission ที่รองรับแรงบิดสูงช่วยให้สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้ในเวลาไม่ถึง 1 วินาที (ultra-short shift times) มีการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว และผสานการทำงานของเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างเต็มกำลัง พร้อมระบบช่วยการออกตัวแบบ RACE START ช่วยให้รถทำความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 3.9 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 295 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ AMG Performance 4MATIC+ แบบ all-wheel drive สนุกในการขับขี่ทั้งถนนปกติและสนามแข่ง โดยจะตอบสนองการเข้าโค้งอย่างปลอดภัยและรวดเร็วโดยไม่เสียการควบคุม ด้วยการกระจายกำลังไปที่ล้อต่างๆ อย่างเหมาะสม และแปรผันตามสภาพถนนเพื่อให้ผู้ขับขี่สามารถทำเวลาในสนามแข่งได้ดีที่สุด
ล้อหลังแบบ AMG Rear-Axle Steering ระบบช่วยเหลือการเลี้ยวที่ทำงานแบบอัตโนมัติเมื่อความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป ด้วยการใช้ล้อหลังในการเลี้ยวไปในทิศทางเดียวกับล้อหน้าไม่เกิน 0.7 องศา แต่ถ้าหากต่ำกว่า 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเลี้ยวตรงกันข้ามกับล้อหน้าไม่เกิน 2.5 องศา มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบ AMG RIDE CONTROL Sports Suspension โดยผู้ขับสามารถปรับระบบการทำงานของช่วงล่างได้ถึง 3 ระดับ คือ Comfort, Sport และ Sport+ ผ่านหน้าจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลางหรือปุ่มบริเวณพวงมาลัย
เสียงเครื่องยนต์สุดเร้าใจสไตล์ AMG Real Performance Sound ที่ส่งเสียงภายในห้องโดยสารบริเวณคอนโซลกลางด้วยเสืยงสังเคราะห์ผสานการทำงานกับเสียงท่อ ซึ่งผู้ขับสามารถควบคุมเสียงของเครื่องยนต์ได้หลากหลายรูปแบบ ทั้ง Sporty, Discreet (BALANCED) หรือ Motorsporty และ Emotive (POWERFUL) สามารถเลือกโหมดผ่านระบบปรับรูปแบบการขับขี่ AMG DYNAMIC SELECT โดยในโหมด S และ S+ จะสามารถถ่ายทอดพลังเสียงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และติดตั้งเบรกสมรรถนะสูง AMG High-Performance Brake System ที่สามารถควบคุมได้อย่างแม่นยำในทุกสภาวะการขับขี่ และระบบเบรกแบบ Sports Braking System ยังติดตั้งช่องระบายอากาศเพื่อลดอุณหภูมิของเบรกเมื่อมีการใช้งานในความเร็วสูง
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยกระจังหน้า AMG-specific radiator grille with V8-Styling-Paket Exterieur ติดตั้งไฟหน้าแบบ DIGITAL LIGHT ระบบไฟด้านข้างประตูแบบ AMG light display หลังคาเปิดประทุนแบบ Fabric soft-top ซึ่งสามารถเปิดและปิดภายในระยะเวลาเพียง 15 วินาทีโดยควบคุมได้ในความเร็วไม่เกิน 60 กม./ชม. ด้านท้ายติดตั้งสปอยเลอร์ระบบไฟฟ้า electrically extending rear wing พร้อมติดตั้งล้ออัลลอย AMG ขนาด 19 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารมาพร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX7 ที่จะมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟิร์สคลาสในทุกวินาทีที่อยู่ในห้องโดยสาร หน้าจอขนาด 11.9 นิ้วระบบสัมผัสและปรับระดับด้วยระบบไฟฟ้า 12-32 องศา ช่วยปรับให้มองเห็นหน้าจอได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พร้อมป้องกันแสงสะท้อนจากการเปิดหลังคาที่มากระทบหน้าจอ ส่วนจอหน้าที่นั่งคนขับเป็นหน้าจอขนาด 12.3 นิ้ว แบบ AMG-specific indicator ให้ความรู้สึกสปอร์ตโฉบเฉี่ยวเร้าใจ พวงมาลัยสไตล์ AMG Performance steering wheel หุ้มหนัง Nappa leather เบาะที่นั่ง AMG Sport seats พร้อม AIRSCARF
ระบบความปลอดภัยใน Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ จัดมาให้อย่างเต็มพิกัดทั้งกล้องมองรอบคันแบบ 360 องศา ระบบช่วยเหลือการขับขี่แบบ Driving Assistance Package อย่างระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist) ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ (Active Brake Assist) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist) ระบบช่วยการทรงตัวและดึงรถกลับเข้าช่องจราจร (Evasive Steering Assist) และระบบช่วยหยุดรถอัตโนมัติในกรณีฉุกเฉิน (Active Emergency Stop Assist) ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ลูกค้าสามารถเลือกซื้อเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ

Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 14,900,000 บาท
โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีเหลือง (Sun Yellow) สีดำ (Obsidian Black) สีเงิน (High-tech Silver) สีเทา (Selenite Grey) สีน้ำเงิน (Hyper Blue) และสีน้ำเงิน (Spectral Blue)
นอกจากนี้ Mercedes-AMG SL 55 4MATIC+ ยังมาพร้อม OPITONAL EXTRA ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกออปชันและอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ตั้งแต่สีตัวถังแบบ MANUFAKTUR สีหลังคา Fabric soft-top ล้ออัลลอยด์ AMG การตกแต่งภายในแบบ AMG special trim ระบบเสียง Burmester® high-end 3D surround sound system ที่มาพร้อม AMG 3D Spider ในการเพิ่มเส้นใยนำเสียงที่บริเวณหลังคา รวมถึงการตกแต่งภายนอกด้วยชุดแต่ง AMG Night Package, AMG Night Package Plus หรือ AMG DYNAMIC PLUS Package จนไปถึงการเปิดระบบช่วงล่างแบบ AMG ACTIVE RIDE CONTROL suspension ที่จะมาพร้อมระบบ Lift system, front axle ที่สามารถปรับระดับบริเวณล้อหน้าได้ชั่วคราว
Mercedes-AMG G 63 ยักษ์หรูสายลุย!
Mercedes-AMG G 63 ดีไซน์รอบคันแบบ AMG bodystyling ตกแต่งด้วยกระจังหน้าแบบ AMG Specific Grille และกันชนหน้าแบบ AMG-specific front bumper เพิ่มความสปอร์ตดุดันพร้อมช่วยในด้านแอโรไดนามิกและการระบายอากาศ ผสานกับไฟหน้า MULTIBEAM LED เพื่อเพิ่มทัศนวิสัยและความปลอดภัยขณะขับขี่ และการแก้ไขการออกแบบจุดเสา A-pillar ใหม่ทั้งหมด พร้อมการใส่ Spoiler ไว้ด้านบน ช่วยลดเสียงภายในห้องโดยสารลงได้มากถึง 20% นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งหลังคาซันรูฟเลื่อนเปิด-ปิด ด้วยระบบไฟฟ้า เพิ่มความโปร่งโล่งให้กับห้องโดยสาร พร้อมให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสัมผัสบรรยากาศภายนอกได้อย่างง่ายดาย อัลลอยขนาด 21 นิ้ว ดีไซน์สปอร์ต AMG แบบ 5 ก้านคู่ ทั้งยังเป็นครั้งแรกของ G-Class ที่มาพร้อมปุ่มเปิด-ปิด ประตูทั้งหมดเป็นแบบ KEYLESS-GO เพียงสัมผัสที่มือจับประตูก็สามารถล็อกหรือปลดล็อกได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ ช่วยเพิ่มความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ในทุกการเดินทาง
ระบบเบรกสมรรถนะสูง AMG High-Performance Braking System พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดงโลโก้ AMG ผสานการทำงานกับระบบท่อไอเสียคู่ AMG Performance Exhaust System ที่มอบประสบการณ์อันเร้าใจถึงขีดสุด พร้อมระบบปรับระดับเสียง ช่วยให้ควบคุมความกระหึ่มของเสียงท่อไอเสียได้ตามความต้องการ และกล้อง 360° with Transparent Bonnet เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นภาพด้านหน้ารถและใต้ท้องรถ ผ่านหน้าจอแสดงผล ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยโดยเฉพาะในเส้นทางออฟโรดหรือพื้นที่แคบ
AMG ACTIVE RIDE CONTROL Chassis ระบบช่วงล่างแบบ Active Hydraulic ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความเสถียรในการขับขี่ และลดอาการโคลงของตัวรถ โดยสามารถปรับการขับขี่ได้ 2 รูปแบบ คือ Off-Road และ Sport โดยเพิ่มฟีเจอร์ความเป็นรถมอเตอร์สปอร์ตมากขึ้น แต่ยังคงไว้ซึ่ง Differential Lock ซึ่งเป็นฟีเจอร์เอกลักษณ์ของ G-Class โดยระบบสามารถล็อกเฟืองท้ายได้ถึง 3 จุด แต่ละจุดสามารถล็อกได้เต็ม 100% (Three Times 100% Lockable) ช่วยให้รถสามารถขับผ่านพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ เช่น โคลน ทราย หิมะ หรือพื้นผิวขรุขระได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ห้องโดยสารมาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเริ่มจากหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ All-Digital Instrument Display ขนาด 12.3 นิ้ว ที่เชื่อมต่อกับระบบปฏิบัติการมัลติมีเดีย COMAND Online ขนาด 12.3 นิ้ว ช่วยให้ผู้ขับขี่เข้าถึงข้อมูลและควบคุมฟังก์ชันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย พวงมาลัย AMG Performance Steering Wheel หุ้มหนัง Nappa ตัดสลับ DINAMICA microfibre ระบบ AMG DYNAMIC SELECT ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดขับขี่ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถปรับค่าการทำงานของเครื่องยนต์ ช่วงล่าง และพวงมาลัยให้ตอบสนองกับสภาพถนนและสไตล์การขับขี่ได้อย่างลงตัว พร้อมเติมเต็มอารมณ์การขับขี่ด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง Burmester® Surround Sound System ที่ให้คุณภาพเสียงคมชัดรอบทิศ นอกจากนี้ภายในห้องโดยสารยังมาพร้อมระบบฟอกอากาศ Air Balance Cabin-Air Purification System ที่ช่วยรักษาคุณภาพอากาศให้สะอาด สดชื่น และผ่อนคลายตลอดการเดินทาง
Mercedes-AMG G 63 อัดแน่นด้วยระบบความปลอดภัยขั้นสูงมากมาย อาทิ Assistance Package ทั้งระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist with exit warning function) ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist) และระบบช่วยควบคุมพวงมาลัย (Active Steering Assist) และระบบความปลอดภัยอื่น ๆ อย่างครบครัน
Mercedes-AMG G 63 วางจำหน่ายในราคาเริ่มต้น 18,800,000 บาท มีสีตัวถังให้เลือกกว่า 8 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Obsidian Black) สีเงิน (Iridium Silver) สีเงิน (Mojave Silver) สีน้ำเงิน (Sodalite Blue) สีน้ำเงิน (Brilliant Blue) สีเขียว (Emerald Green) และสีเทา (Selenite Grey)
นอกจากนี้ Mercedes-AMG G 63 ยังมาพร้อม OPITONAL EXTRA ที่เปิดให้ลูกค้าสามารถเลือกออปชันและอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมได้อีกมากมาย ตั้งแต่สีตัวถังแบบ MANUFAKTUR ล้ออัลลอย AMG ชุดแต่ง AMG Night Package และ Black accents อุปกรณ์ตกแต่ง “G manufaktur” รวมถึงการตกแต่งภายในที่มีให้เลือกทั้งแบบ EXCLUSIVE และ SUPERIOR Line
“Our Pace of Memory” ฮอนด้าจัดวิ่งระดมทุน 1.34 ล้านบาทช่วยเหลือโรงพยาบาลในอยุธยาและปราจีนบุรี
“Honda Run 2025” เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการช่วยเหลือสังคม โดยแบ่งระยะการวิ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ 10 กิโลเมตร (Mini Marathon) 5 กิโลเมตร (Fun Run) และ3 กิโลเมตร (Happy Run) เพื่อเปิดโอกาส
ให้พนักงานนักวิ่งมือใหม่ รวมถึงครอบครัวพนักงานที่เป็นเด็กและผู้สูงอายุดูแลสุขภาพตนเอง โดยมีจุดปล่อยตัวบริเวณวัดมหาธาตุ วิ่งผ่านเส้นทางโบราณสถานที่สำคัญของอยุธยาที่ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก อาทิ วัดราชบูรณะ วัดมหาธาตุ วัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นต้น ในงานยังมีการมอบรางวัลสำหรับการแต่งกายแฟนซีธีม “Think of Ayutthaya นึกถึงอยุธยา” ซึ่งเข้ากับบรรยากาศวิ่งบนเส้นทางประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาอีกด้วย
การเดินทางไปร่วมกิจกรรม “Honda Run 2025” ครั้งนี้สื่อก็ได้ทดลองขับรถยนต์ฟูลไฮบริด e:HEV ที่ให้ทั้งความแรงและความประหยัด พร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่น ทั้ง ฮอนด้า เอชอาร์–วี อี:เอชอีวี ที่มากับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV เครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร พร้อมด้วยแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันสูงสุดถึง 25.6 กิโลเมตร/ลิตร
ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ฟูลไฮบริดผสานการขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง 2 ตัว กับเครื่องยนต์ ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดมอเตอร์สูงสุด 315 นิวตัน-เมตร ประหยัดน้ำมันสูงถึง 25 กิโลเมตร/ลิตร
บริษัทฯ จะมีการส่งมอบเงินจากการจัดกิจกรรมให้กับโรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ในช่วงเดือนมีนาคม 2568 โดยฮอนด้าจะยังคงยืนหยัดในการดำเนินธุรกิจเคียงข้างสังคมไทย สานต่อเจตนารมณ์ของฮอนด้าในการเป็นองค์กรที่สังคมต้องการให้ดำรงอยู่ต่อไป
กลับมาอีกครั้งในรอบ 7 ปี ‘มินิ คันทรีแมน’ ประกอบไทย!
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ประกาศการกลับมาประกอบรถยนต์มินิ คันทรีแมน ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ซึ่งถือเป็นการกลับมาผลิตรถยนต์รุ่นนี้ในประเทศไทยอีกครั้งในรอบ 7 ปี การตัดสินใจครั้งนี้ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศไทย และภารกิจในการตอบสนองความต้องการรถยนต์ระดับพรีเมียมในตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้พัฒนากระบวนการผลิตที่สามารถรองรับการผลิตมินิ คันทรีแมน เอส ALL4 ทั้งรุ่น Classic และ Hightrim บนสายการผลิตเดียวกัน ทั้งนี้ มินิ ประเทศไทย พร้อมนำเสนอราคามินิ คันทรีแมน เอส ALL4 สำหรับรุ่น Classic ในราคาเริ่มต้นที่ 2,599,000 บาท และ 2,799,000 บาท สำหรับรุ่น Hightrim
เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีความภูมิใจที่ได้กลับมาประกอบรถยนต์มินิ คันทรีแมน ในประเทศไทยอีกครั้ง การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อตลาดไทย และความเชื่อมั่นในศักยภาพของรถยนต์รุ่นที่ได้รับความนิยมสูงรุ่นนี้ โรงงานผลิตของเราในประเทศไทยดำเนินงานภายใต้มาตรการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่ามินิ คันทรีแมน ทุกคันได้มาตรฐานการประกอบระดับสูง ความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศนี้ทำให้เราสามารถส่งมอบยนตรกรรมที่ผสานความโดดเด่นด้านดีไซน์และความสนุกในการขับขี่เข้ากับความน่าเชื่อถือได้อย่างลงตัว”
มินิ คันทรีแมน เอส ALL 4 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2567 มาพร้อมดีไซน์สวยสะอาดตา ตัวรถมีเอกลักษณ์เฉพาะที่โดดเด่นสไตล์มินิ ทั้งหน้าสั้น ท้ายยาว ฐานล้อที่ยาวขึ้น และกระจังหน้าทรงแปดเหลี่ยม เติมสีสันให้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าด้วยตัวเลือกสีใหม่ น้ำเงิน Slate Blue ตัดกับหลังคาสีดำ Jet Black โดยในรุ่น Classic เลือกใช้ล้อขนาด 18 นิ้ว ดีไซน์ Asteroid Spoke และรุ่น Hightrim มาพร้อมกับล้อขนาด 19 นิ้วแบบทูโทน ดีไซน์ Kaleido Spoke
มินิ คันทรีแมน เอส ALL4 ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ / 204 แรงม้า และแรงบิด 300 นิวตันเมตรลงสู่ล้อทั้งสี่ผ่านระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ALL4 ทั้งรุ่น Classic และ Hightrim มอบสมรรถนะและความคล่องตัวระดับเดียวกัน ด้วยอัตราการเร่งความเร็วจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 7.4 วินาที และความเร็วสูงสุด 228 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ชุดแต่งภายนอก ทั้งรุ่น Classic และ Hightrim ติดตั้งไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมไฟสูงอัตโนมัติมาให้ทั้งคู่ เช่นเดียวกับฝาครอบกระจกข้างสีดำ และรางสำหรับขนสัมภาระบนหลังคารถ รุ่น Hightrim โดดเด่นกว่าด้วยบรรยากาศที่แตกต่างในห้องโดยสาร เปิดรับสภาพแวดล้อมภายนอกผ่านหลังคากระจกแบบพาโนรามา ส่วนรุ่น Classic ก็ยังสวย สะดุดตาทั่วทั้งห้องโดยสาร ด้วยพวงมาลัยแบบสปอร์ต เบาะนั่งคนขับแบบ active seat เบาะหลังปรับได้ แท่นชาร์จไร้สายสำหรับสมาร์ทโฟน และหน้าจอ OLED ทรงกลมขนาดใหญ่ที่เป็นหัวใจของการออกแบบห้องโดยสารในมินิเจนเนอเรชันนี้ ทั้งยังเป็นประตูสู่ฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมายจาก MINI Connected และจุดชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สายอีกด้วย
ส่วนรุ่น Hightrim ยกระดับความหรูหราภายในไปอีกขั้น ด้วยเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตแบบ John Cooper Works เพดานห้องโดยสารมาดขรึมในสีดำ Anthracite และระบบเสียงเซอร์ราวด์จาก Harman Kardon ส่วนวัสดุในรุ่น Classic เลือกหุ้มเบาะนั่งด้วยผ้าและหนังเทียม Vescin สีดำตัดน้ำเงิน และรุ่น Hightrim ใช้หนังเทียม Vescin ล้วนในโทนสีน้ำตาล Vintage Brown และดำ Dark Petrol
มินิ คันทรีแมน เอส ALL4 ใหม่ ทั้งสองรุ่นย่อย มอบความมั่นใจบนทุกเส้นทางด้วยตัวช่วยครบครันสำหรับการขับขี่และเข้าจอด ทั้ง Dynamic Stability Control (DSC), Dynamic Brake Control (DBC), Park Distance Control (PDC) ระบบแจ้งเตือนการชนหลังเกิดอุบัติเหตุ และอื่นๆ อีกมากมาย
มินิ คันทรีแมน เอส ALL4 มีให้เลือก 6 สีด้วยกัน ได้แก่ น้ำเงิน Slate Blue, เขียว Smokey Green, น้ำเงิน Blazing Blue, ขาว Nanuq White, เงิน Melting Silver และแดง Chili Red II
บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย เริ่มดำเนินสายการผลิตตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยมีพื้นที่การผลิตครอบคลุมมากกว่า 253,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง ห่างจากกรุงเทพมหานครไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 114 กิโลเมตร (70 ไมล์)
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย สามารถประกอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นต่างๆ ทั้งหมด 18 รุ่น โดยมีกำลังการผลิตรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิมากกว่า 30,000 คันต่อปี และรถจักรยานยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สูงสุดที่ 15,000 คันต่อปี ส่งผลให้เป็นหนึ่งในโรงงานประกอบรถยนต์ที่มีความยืดหยุ่นมากที่สุด ทั้งยังมีความพร้อมในด้านบุคลากรไทยที่มีทักษะสูงและมีความทุ่มเทในการทำงาน โดยยานยนต์จากทั้ง 3 แบรนด์ (บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด) ได้รับการผลิตในประเทศที่โรงงานระยอง ซึ่งเป็นโรงงานแห่งเดียวในเครือข่ายการผลิตทั่วโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่มีการผสมผสานกระบวนการผลิตในลักษณะนี้ นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี พ.ศ. 2543 บีเอ็มดับเบิลยู แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของบีเอ็มดับเบิลยูในตลาดไทย และจะยิ่งมีศักยภาพเพิ่มขึ้นจากการนำมินิ คันทรีแมน กลับมาผลิตในประเทศในครั้งนี้
มาเซราติ ประเทศไทย เปิดตัว ‘กรันคาบริโอ’ ใหม่ 2 พลังขับเคลื่อน!
ปิยะเทพ ศิวากาศ ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ มาเซราติ ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นช่วงเวลาที่ดี ที่ลูกค้าในประเทศไทย จะได้สัมผัสกับยนตรกรรมเปิดประทุนสุดหรู ซึ่งเป็นตำนาน กับ มาเซราติ กรันคาบริโอ ใหม่ ที่ได้รับการพัฒนาแบบคู่ขนานไปกับรุ่น กรันทูริสโม โดยเปิดตัวพร้อมกันสองรุ่น ทั้งแบบที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปพลังแรง สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบความคลาสสิก และรุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% เทคโนโลยีจากสนามแข่ง ผสานความแรงและการตอบสนองที่เร้าใจ ในแบบฉบับของยนตรกรรมแห่งอนาคต”
มาเซราติ กรันคาบริโอ โทรเฟโอ มากับเครื่องยนต์สันดาป ‘เน็ททูโน’ เบนซิน วี6 สูบ ทวินเทอร์โบ 3.0 ลิตร 550 แรงม้า (CV) ทรงพลังที่สุดที่เคยผลิตมาขณะที่ มาเซราติ กรันคาบริโอ โฟลกอเร ใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่ง ฟอร์มูลา อี (Formula E) อาทิ แบตเตอรี่ 800 โวลต์ ขับเคลื่อนด้วยพลัง 761 แรงม้า (CV) แรงบิดมหาศาล 1,350 นิวตันเมตร จาก 3 มอเตอร์ไฟฟ้า (หน้า 1 หลัง 2) และใช้เทคโนโลยีการติดตั้งแบตเตอรี่กับโครงสร้างรถเป็นทรงคล้ายตัวอักษร T ส่งผลให้ตำแหน่งการขับสามารถทำได้ดี และมีดีไซน์แบบรถสปอร์ตพันธุ์แท้ อีกทั้งเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างตัวถัง
มาเซราติ กรันคาบริโอ สะดวกสบายในการเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกลด้วยระบบขับเคลื่อนแบบ all-wheel drive พร้อมหลังคาเปิดประทุนผลิตจากผ้าใบคุณภาพสูง มีให้เลือก 5 สี ที่ควบคุมการใช้งานได้ง่ายเพียงกดปุ่มที่แผงหน้าปัด และใช้พื้นที่เพียงเล็กน้อยเมื่อพับเก็บในท้ายรถแบบอัตโนมัติ ใช้เวลาเพียง 14 วินาที รวมถึงเปิดใช้งานได้ในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
ห้องโดยสาร 4 ที่นั่งเหมาะสำหรับเดินทางท่องเที่ยว เปิดหลังคาท้าสายลม ดื่มด่ำความสุนทรีย์สไตล์อิตาเลียนที่เป็นเอกลักษณ์ โดยหนึ่งในตัวเลือกพิเศษ คือ แผ่นบังลม เหมาะสำหรับการใช้งานเมื่อมีผู้โดยสาร 2 คน และสามารถพับเก็บได้ ช่วยลดกระแสลมปั่นป่วนในห้องโดยสาร ช่วยเพิ่มความรื่นรมย์ในการขับได้อย่างเต็มที่
มาเซราติ ให้ความสำคัญกับเรื่องดีไซน์และทุกรายละเอียด ผสมผสานสมรรถนะและความสนุกในการขับ นอกจากนี้ ความเหนือชั้นของเทคโนโลยีที่เป็นจุดเด่นและแตกต่าง ผ่านการสรรค์เป็นระบบอินโฟเทนเมนต์และบริการช่วยเหลือผู้ขับ ที่การันตีความปลอดภัยและความสุนทรีย์ในทุกเส้นทาง พร้อมจะสร้างประสบการณ์ในการเดินทางที่เหนือระดับ รักษาสมดุลระหว่างความงดงามในดีไซน์ และการใช้งานที่เปี่ยมอรรถประโยชน์

มาเซราติ กรันคาบริโอ โทรเฟโอ ราคาเริ่มต้น 18,900,000 บาท*
มาเซราติ กรันคาบริโอ โฟลกอเร** ราคาเริ่มต้น 14,900,000 บาท*
*ราคารวม warranty 3 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
** Battery warranty นาน 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร
