จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ชวน ฟังใจ ผลักดันศิลปินไทยสู่เวทีโลก!
ในเดือนมกราคม 2568 KEEP WALKING Music Space ได้เปิดรับสมัคร Walkers ศิลปินหน้าใหม่ ทั้งศิลปินเดี่ยวและวงดนตรี ซึ่งมีผลงานเพลงที่แต่งขึ้นเองโดยไม่จำกัดแนวเพลง โดยได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยจำนวนศิลปินทั้งเดี่ยวและวงดนตรีที่สมัครเข้าร่วมถึง 130 ทีม ก่อนที่จะได้รับการคัดเลือกเหลือ 10 Walkers ที่ผ่านรอบออนไลน์ออดิชั่น ได้แก่ CHUM, DONNIE GOON The Shine Mob, Fahlithh, For Who High, LAUGH LAUGH LAUGH, MATTYMETRIC, Mut Matthew, NTFOLK, Varis และ YEP MAY YEP
จากนั้น Walkers ทั้ง 10 ทีมได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานพิเศษกับ 3 Keepers ซึ่งมีความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘ภูมิ – วิภูริศ ศิริทิพย์’ กับการแชร์ประสบการณ์และความท้าทายในการแสดงบนเวทีระดับโลก ‘บู้ Slur – ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์’ ที่ผสมผสานทักษะการเล่นดนตรีเข้ากับสไตล์เฉพาะตัวได้อย่างลงตัว และ ‘ก้อง H 3 F – เทพวิพัฒน์ ประชุมชนเจริญ’ ผู้บุกเบิกการนำตำนานเพลงยุคเก่ากลับมาสู่กระแสอีกครั้ง ทั้งนี้เพื่อปูทางและเตรียมความพร้อมให้กับศิลปินหน้าใหม่สู่เส้นทางอาชีพในวงการดนตรีไทยต่อไปในอนาคต จากนั้น ทีมที่ผ่านเข้ารอบได้เข้าสู่การคัดเลือกรอบออฟไลน์ออดิชั่น ณ Blossom Thong lo 10 ซึ่งถูกแปลงโฉมในเวลากลางวันให้กลายเป็นเวทีแห่งการแสดงความสามารถอย่างไร้กรอบและขีดจำกัด ก่อนปิดท้ายด้วยการประกาศผล 3 ทีมที่ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้ายภายในงานแถลงข่าว
3 ทีมสุดท้ายที่ได้รับการคัดเลือกจากทีมผู้เข้ารอบ 10 ทีม ได้แก่ For Who High, NTFOLK และ Varis จะได้รับโอกาสในการขึ้นแสดงบนเวทีระดับโลกในเทศกาล Wanderland Festival 2025 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในระหว่างวันที่ 22-23 มีนาคม ศกนี้ รวมถึงเทศกาลดนตรี Bangkok Music City 2025 ณ ย่านสร้างสรรค์ เจริญกรุง กรุงเทพฯ ที่มีเป้าหมายในการผลักดันวงการดนตรีไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ในระหว่างวันที่ 1-2 มีนาคม พ.ศ. 2568 รวมถึงโอกาสในการบันทึกเสียงในสตูดิโอร่วมกับทีมงานระดับมืออาชีพ
#KeepWalkingMusicSpace #ก้าวข้ามกรอบดนตรี #KeepWalking
BMW X3 (G45) กลับมาอีกครั้งในเจนเนอเรชันที่ 4
บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ มีรูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยองค์ประกอบต่างๆ ที่ดูกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว พร้อมลดทอนดีไซน์บางส่วนให้สะอาดตาและโฉบเฉี่ยวที่สุด ภายใต้รูปทรงและสัดส่วนที่เป็นเอกลักษณ์ของรถยนต์ในตระกูล X ทุกรุ่น ด้วยความยาวที่เพิ่มขึ้น 34 มิลลิเมตรและความกว้างที่เพิ่มขึ้น 29 มิลลิเมตรจากรุ่นก่อนหน้า บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ได้นำขนาดของตัวถังที่ใหญ่ขึ้นมาผสานกับความสูงที่ลดลง 25 มิลลิเมตรและระยะล้อที่กว้างขึ้น จึงทำให้ตัวรถดูทรงพลังและสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม
ส่วนหน้ารถมาพร้อมกับกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่เป็นเอกลักษณ์ของ BMW แต่ปรับโฉมด้วยรูปลักษณ์แบบใหม่
ไม่ว่าจะเป็นซี่กระจังหน้าที่จัดวางในแนวตั้งและทแยงมุม พร้อมไฟ BMW Iconic Glow ที่กรอบกระจังหน้าในทั้งสองรุ่น ขณะที่ไฟขับขี่กลางวัน ไฟด้านข้าง และไฟเลี้ยว ล้วนติดตั้งอยู่ในชุดไฟหน้า LED โดยจัดเรียงมิติซ้อนกันเป็นรูปตัว L ส่วนไฟหน้าดวงหลักแบบ Adaptive LED ใช้ระบบไฟสูงแบบ matrix high beam เพื่อลดการรบกวนสายตาผู้ขับขี่คนอื่น พร้อมด้วยฟังก์ชันปรับองศาขณะเข้าโค้ง ตกแต่งด้วยรายละเอียดในสีฟ้า พร้อมชุดแต่ง M Lights Shadowline
ทรวดทรงด้านข้างของบีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ โดดเด่นด้วยสเกิร์ตและแนวหลังคาที่ทอดยาวไปด้านท้ายรถ ซุ้มล้อหลังขนาดใหญ่ส่งให้ช่วงท้ายรถดูกว้างขึ้นอย่างชัดเจน ขณะที่กระจกหลังถูกล้อมกรอบด้วยสปอยเลอร์บนหลังคาและที่บังลมด้านข้าง BMW X3 20d xDrive M Sport Pro ใหม่ ซ่อนปลายท่อไอเสียไว้ในกันชนท้าย มาพร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 20 นิ้วในดีไซน์ Double spoke แบบสลับสี ส่วน BMW X3 M50 xDrive ขับเน้นความสปอร์ตอย่างเต็มพิกัดด้วยชุดท่อไอเสียคู่ทั้งด้านซ้ายและขวา พร้อมล้ออัลลอย M ขนาด 21 นิ้ว ลาย Star spoke แบบสลับสี
ภายในห้องโดยสาร บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ผสานความสารพัดประโยชน์ในแบบ SAV ตัวจริง เข้ากับความกว้างขวาง โอ่อ่า และบรรยากาศสุดพรีเมียม โดยในส่วนของที่นั่งคนขับยังคงเน้นผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลางด้วยองค์ประกอบครบครัน ทั้งจอโค้ง BMW Curved Display ระบบควบคุมมัลติฟังก์ชัน BMW Interaction Bar พวงมาลัยแบบตัดขอบล่าง และคันเกียร์ที่มาในดีไซน์ใหม่ ส่วนไฟในห้องโดยสารก็ได้รับการออกแบบมาในโทนสีที่ตัดกันอย่างลงตัวบนพื้นผิวคอนโซลหน้ารถและบานประตู โดยจัดวางเป็นกรอบรอบปุ่มควบคุมฟังก์ชันต่าง ๆ ช่องแอร์ และมือจับประตู ส่วนพื้นที่เก็บสัมภาระก็กว้างขวางสมกับความอเนกประสงค์ของตระกูล X3 ด้วยความจุสัมภาระสูงสุด 1,700 ลิตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้าถึง 570 ลิตร ผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้สัมผัสความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ด้วยเบาะนั่งสไตล์สปอร์ตที่ปรับได้ด้วยระบบไฟฟ้า และหุ้มด้วยวัสดุ Veganza ในรุ่น X3 20d xDrive M Sport Pro ส่วนรุ่นใหญ่อย่าง X3 M50 xDrive ถือเป็นครั้งแรกที่นำหนัง BMW Individual leather Merino มาใช้กับเบาะในรุ่น X3 เช่นเดียวกับแผงควบคุมด้านหน้าในชุดแต่ง Luxury ที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในรุ่นนี้ด้วยพื้นผิวแบบถักจากวัสดุรีไซเคิลในลุคสุดเรียบหรู
บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive M Sport Pro ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ ขนาด 2.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า (145 กิโลวัตต์) และมอบอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 7.7 วินาที ส่วนตัวแรง X3 M50 xDrive ซึ่งเป็น X3 ที่มีสมรรถนะ M Performance เป็นรุ่นแรกในตลาดไทย จะยกระดับความตื่นเต้นทั้งบนท้องถนนและเส้นทางออฟโรดไปอีกขั้นด้วยเครื่องยนต์ 6 สูบ เทคโนโลยี TwinPower Turbo ความจุ 3.0 ลิตร ส่งกำลังสูงสุด 398 แรงม้า (293 กิโลวัตต์) สู่ล้อทั้งสี่ผ่านเกียร์อัตโนมัติ Steptronic Sport 8 จังหวะ และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive ทั้งหมดนี้ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู X3 M50 xDrive ใหม่ สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.ได้ใน 4.6 วินาที นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ทั้งสองรุ่น ยังพร้อมเติมความแรง ให้การตอบสนองที่ฉับไวยิ่งกว่าเมื่อกดคันเร่งด้วยระบบ Sport Boost โดยทั้งสองรุ่นนำระบบ mild hybrid 48V มาทำงานคู่กับเครื่องยนต์หลักเพื่อให้ส่งกำลังได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและประหยัดน้ำมันมากขึ้นไปพร้อมกัน
บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ยกระดับทั้งความคล่องตัว เสถียรภาพขณะเข้าโค้ง และความสะดวกสบายในการเดินทางไกล ด้วยตัวถังที่แข็งแกร่งกว่ารุ่นก่อนหน้า ฐานล้อหลังที่กว้างขึ้น และการปรับแต่งทุกส่วนประกอบและระบบควบคุมอย่างละเอียด โดย BMW X3 M50 xDrive เสริมความคล่องตัวด้วยช่วงล่างแบบ Adaptive M พวงมาลัยหนังสไตล์ M และเบรก M Sport ส่วนในด้านระบบช่วยการขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่มาพร้อมระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบเตือนการออกนอกเลน เป็นมาตรฐาน มาพร้อม Driving Assistant Plus ซึ่งเพิ่มทั้งระบบเตือนการเปลี่ยนเลนและระบบช่วยจำกัดความเร็วสำหรับรุ่น X3 20d xDrive M Sport Pro และ Driving Assistant Professional ใน X3 M50 xDrive ที่เพิ่มความสะดวกไปอีกขั้น และเมื่อถึงเวลาต้องถอยจอด X3 ทั้งสองรุ่นก็มาพร้อมกับระบบ Parking Assistant Plus ที่ประกอบด้วยระบบช่วยถอยจอด Reversing Assistant รวมถึงกล้องมองหลังที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน และสามารถอัพเกรดเป็น Parking Assistant Professional ผ่าน ConnectedDrive Upgrade โดยจะเพิ่มฟังก์ชัน Manoeuvering Assistant และ Remote Control Parking
นอกเหนือจากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ทั้งหมดนี้ บีเอ็มดับเบิลยู X3 ใหม่ ยังยกระดับความสะดวกสบายและความเพลิดเพลินในการขับขี่ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ เช่น ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 3 โซน กระจกลดเสียงรบกวน ฟังก์ชัน Comfort Access ระบบเปิดประตูท้ายอัตโนมัติ ระบบพับกระจกมองข้างแบบไฟฟ้า ระบบสัญญาณกันขโมย และระบบ BMW Live Cockpit Professional
BMW X3 M50 xDrive
ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ: 4,499,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)
BMW X3 20d xDrive M Sport Pro
ประกาศราคาอย่างเป็นทางการ: 3,799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและแพ็คเกจ BSI Standard)
บีเอ็มดับเบิลยู X3 20d xDrive ใหม่ พร้อมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของได้เร็วๆ นี้ โดยมีให้เลือกในสี Alpine White, Black Sapphire Metallic, Brooklyn Grey Metallic และ Tanzanite Blue Metallic ส่วน BMW X3 M50 xDrive เพิ่มอีกหนึ่งทางเลือกด้วยสีพิเศษเฉพาะรุ่นอย่าง Dune Grey metallic
New Era @One Bangkok ช็อปใหม่ใหญ่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!
New Era แบรนด์หมวกและแฟชั่นจากอเมริกา เปิดตัวหน้าร้านใหม่ล่าสุดที่ One Bangkok ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายในงานยังเปิดตัวหมวกรุ่นล่าสุด “9SEVENTY” หมวกที่ผสมผสานระหว่างทรงหมวก 9FIFTY และปีกหมวก 9FORTY โดยทำจากวัสดุผ้ายืดที่ให้ความสบายในการสวมใส่
งานเปิดตัวเริ่มต้นด้วยแฟชั่นโชว์สุดตื่นตาตื่นใจ ตามมาด้วยการเปิดตัวคอลลาบอเรชั่นใหม่ ๆ และ Talk Session กับผู้บริหารและแขกรับเชิญสุดพิเศษ ได้แก่ ฮง กิตติภัฏ นพรัตนาวงศ์ TZ Worldwide แบรนด์สตรีทพรีเมี่ยมจากดีไซเนอร์ชาวไทย, บาส เรืองศักดิ์ กลัดสกุล 4BANG แรปเปอร์ซอยท่าวัง และกอล์ฟ F.HERO ที่มาร่วมอัปเดตเทรนด์แฟชั่นและเปิดตัวคอลแลบสุดตื่นเต้นประจำปี 2025
Daniel Broderick ตำแหน่ง MD APAC ของ New Era “การเติบโตจากร้านสาขาแรกขนาด 50 ตารางเมตร เมื่อ 9 ปีก่อน สู่ร้านที่ใหญ่กว่า 200 ตารางเมตร ซึ่งเป็นหน้าร้านที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในวันนี้ ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของ Bangkok Sportswear เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนของแบรนด์ New Era ในประเทศไทย ตลอดศตวรรษที่ผ่านมา New Era ได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของวงการกีฬา สู่การเป็นไอคอนระดับโลกในด้านแฟชั่น ดนตรี และวัฒนธรรมสตรีทแวร์”
วิชนารถ สิริสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บางกอกสปอร์ตแวร์ จำกัด กล่าว “New Era ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมสตรีทแวร์ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และเราจะยังคงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการผลักดันเทรนด์ใหม่ๆ ต่อไป”
New Era จากแบรนด์แรกที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ผลิตอย่างเป็นทางการสำหรับหมวกกีฬาทั้ง MLB, NFL, และ NBA ก่อนพาหมวกโลโก้ NY และ LA ดังไกลไปทั่วโลก จนกลายเป็นแบรนด์หมวกและเครื่องแต่งกายแนวสตรีทแวร์ชั้นนำระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานและเป็นที่นิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ทั่วโลก ซึ่งการเปิดสาขาใหม่ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ New Era ในการขยายตลาดในประเทศไทย และเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านแฟชั่นสตรีทแวร์อย่างแท้จริง
**********
New Era เริ่มก่อตั้งในปี 1920 และได้ผลิตพร้อมออกแบบหมวกที่มีคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก นอกจากนี้ ทางแบรนด์ยังมีไลน์สินค้าเสื้อผ้าและแอคเซสซอรี ที่ทำให้แบรนด์ New Era กลายเป็นผู้นำตลาดของวงการกีฬา และเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมสตรีทและไลฟ์สไตล์ไปทั่วโลก ด้วยการถือไลเซนส์กว่า 500 ใบในพอร์ตโฟลิโอ New Era จึงกลายเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมไปในวงกว้าง ทั้งโลกของกีฬา แฟชั่น ดนตรี และความบันเทิง ซึ่ง New Era Cap สนับสนุนให้ทุกคนแสดงออกถึงสไตล์และตัวตนที่แท้จริงผ่านสินค้าของทางแบรนด์ ปัจจุบัน ธุรกิจครอบครัวที่ส่งต่อมาถึงสี่รุ่น มีสำนักงานใหญ่ในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก รวมถึงได้ทำการตลาดและจัดจำหน่ายในกว่า 125 ประเทศทั่วโลก
BMW GROUP ประเทศไทย เร่งเครื่องรับปี 68 พร้อมตอกย้ำผู้นำตลาดพรีเมียม
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เปิดฉากปี 2568 อย่างแข็งแกร่งด้วยการประกาศกลยุทธ์สำคัญระลอกแรก หลังจากที่รักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมของประเทศไทยไว้ได้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยจากเสียงตอบรับที่ดีของลูกค้าชาวไทยที่มีต่อรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยตลอดรอบปีที่ผ่านมา บริษัทจึงพร้อมที่จะสานต่อกระแสตลาดด้วยการเปิดตัวรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ใหม่รวม 9 รุ่นในช่วงต้นปีนี้ เพื่อนำสมรรถนะและนวัตกรรมสุดตื่นตาจากสนามแข่งมาให้สัมผัสกันบนท้องถนนในไทย ก่อนจะเดินหน้าเปิดตัวรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกตลอดปี 2568
สำหรับปีที่ผ่านมา ท่ามกลางตลาดรถยนต์เซกเมนต์พรีเมียมในประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน บีเอ็มดับเบิลยูและมินิทำยอดส่งมอบรถยนต์รวมกันอยู่ที่ 13,659 คันในปี 2567 ครองส่วนแบ่งตลาดที่ 45% ทั้งนี้ ยอดจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ 12,208 คันของบีเอ็มดับเบิลยูในปีที่แล้ว ทำให้แบรนด์ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำยอดจดทะเบียนรถยนต์ระดับพรีเมียมในประเทศไทยได้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ขณะที่การเปิดตัวรุ่นใหม่ในตระกูล New MINI Family ส่งผลให้มินิมียอดส่งมอบรถเพิ่มสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 7.6%
นอกเหนือจากยอดส่งมอบรถยนต์ที่มั่นคงในภาพรวมแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังทำผลงานในตลาดรถยนต์สำหรับลูกค้าองค์กรได้อย่างยอดเยี่ยมในปีที่แล้ว หลังจากที่ส่วนแบ่งตลาดฟลีทในกลุ่มรถยนต์หรูของบีเอ็มดับเบิลยูขยายตัวขึ้นมาเป็น 70% ในปี 2567 หรือโตขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 27% ซึ่งเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่กลุ่มธุรกิจการโรงแรมมีให้ต่อบีเอ็มดับเบิลยู
เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราได้ก้าวเข้าสู่ปี 2568 อย่างเต็มตัว ด้วยความมุ่งมั่นที่แรงกล้ายิ่งขึ้นในการยกระดับทั้งนวัตกรรมการขับขี่และความพึงพอใจของลูกค้า ในปีที่ผ่านมา รถยนต์พลังงานไฟฟ้าและรุ่นสมรรถนะสูงของเราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นในตลาด เราจึงพร้อมสนองความต้องการของลูกค้าทันทีด้วยทัพรถยนต์ใหม่จากตระกูล M และ M Performance นำโดยบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 4 ใหม่ พร้อมด้วยมินิ จอห์น คูเปอร์ เวิร์คส์ รุ่นแรกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และซูเปอร์ไบค์ บีเอ็มดับเบิลยู S 1000 RR ที่ผ่านการปรับโฉมอีกครั้ง นอกจากการเปิดตัวรุ่นใหม่ทั้งหมดนี้แล้ว เรายังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับเครือข่ายผู้จำหน่ายที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ภายใต้เป้าหมายที่จะนำแนวคิด ‘Retail Next’ เข้าไปเป็นหัวใจของโชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยูทุกแห่งทั่วประเทศภายในสองปีข้างหน้า สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราในการยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าทั้งในด้านการขายและบริการ ผ่านความร่วมมือกับผู้จำหน่ายตลอดทั้งปี 2568″
ในปี 2567 ภารกิจการขับเคลื่อนนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยูดำเนินอย่างต่อเนื่องด้วยไลน์รถยนต์ไฟฟ้า รวมทั้งสิ้น 6 รุ่นในประเทศไทย หลังจากที่ได้เปิดตัวบีเอ็มดับเบิลยู i5 และ iX2 เข้ามาเสริมทัพรุ่น iX3, i4, i7 และ iX ทั้งนี้ ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูเติบโตอย่างก้าวกระโดดในปีที่แล้ว โดยพุ่งขึ้นจาก 13.5% ในปี 2566 มาเป็น 22.6% ในปี 2567 และมีส่วนช่วยผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดพรีเมียมของบีเอ็มดับเบิลยูเพิ่มสูงขึ้นเป็นสถิติใหม่ที่39.9% ส่วนการเปิดตัวมินิในเจเนอเรชันใหม่ New MINI Family ในปีที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ชาวไทยได้เป็นเจ้าของมินิไฟฟ้าโฉมใหม่ได้ ทั้งในรุ่นคูเปอร์ คันทรีแมน และน้องใหม่ล่าสุดอย่างเอซแมน จึงทำให้ยอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าของมินิเติบโตขึ้นกว่า 44% จากปีก่อนหน้า
สำหรับตลาดไทย แฟน ๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู M ยังคงให้การต้อนรับรุ่นใหม่อย่างบีเอ็มดับเบิลยู M5 และ M4 CS อย่างอบอุ่น หลังจากที่เปิดตัวไปในงานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 41 ที่ผ่านมา และปี 2568 ก็จะตื่นเต้นเร้าใจ
ยิ่งกว่าเดิม ด้วยรถยนต์ใหม่จากตระกูล M และ M Performance ที่จ่อคิวรอเปิดตัวเพิ่มเติมอีกตลอดปี
สถิติและผลการดำเนินงานในตลาดไทยทั้งหมดนี้ ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าและตลาดที่มอบให้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ตลอดปี 2567 บริษัทได้พิสูจน์ถึงสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยและหนึ่งในบริษัทที่ได้รับการยอมรับสูงสุดโดยผู้บริโภคไทย ด้วยรางวัลจากเวที “Thailand’s Most Admired Company” สาขาอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยนิตยสาร BrandAge และรางวัลสาขาตลาดรถยนต์พรีเมียมจากเวที “No.1 Brand Thailand” โดยนิตยสาร Marketeer ส่วนในวงการยานยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู R 1300 GS ก็ได้รับเลือกให้เป็นรถจักรยานยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีโดยสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย (สรยท.) ขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และ i5 ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรถยนต์ยอดเยี่ยมแห่งปีและรถยนต์ไฟฟ้ายอดเยี่ยมแห่งปีด้วยเช่นกัน
ผลการสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าในปี 2567 เผยให้เห็นว่าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ทำผลงานได้ดีขึ้นทั้งในด้านการขายและการบริการ ด้วยคะแนน Net Promoter Score (NPS) ด้านการขายที่ 95 คะแนน (เพิ่มขึ้น
1 คะแนนจากปี 2566) และด้านการบริการที่ 93 คะแนน (เพิ่มขึ้น 2 คะแนนจากปี 2566) โดยนับเป็นสถิติสูงสุดสำหรับทั้งสองด้าน
ในปี 2568 นี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้นในทุกจุดสัมผัส แนวคิด “Retail Next” ที่มุ่งเน้นการผสานนวัตกรรมดิจิทัลและงานออกแบบที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง จะขยายตัวครอบคลุมโชว์รูมและศูนย์บริการกว้างขวางขึ้นในปีนี้ ภายใต้เป้าหมายที่จะเพิ่มอัตราส่วนของโชว์รูมแบบ Retail Next จาก 60% เป็น 100% ทั่วประเทศภายในสองปีข้างหน้า ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัวโชว์รูม เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส อยุธยา ในช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยพื้นที่โชว์รูมและศูนย์บริการรวม 8,800 ตารางเมตรที่ครบครันด้วยประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ และงานออกแบบที่สะท้อนมรดกทางวัฒนธรรมของอยุธยา
เพื่อตอบสนองต่อกระแสความสนใจในผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย บริษัทได้ขยายความร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายด้วยการรับรองโชว์รูม “M Certified” เพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่
ยุโรปา มอเตอร์ (สาขาสำนักงานใหญ่), อมร เพรสทีจ รังสิต และบาร์เซโลนา มอเตอร์ บางแค ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยูมีโชว์รูม M Certified พร้อมมอบประสบการณ์สุดตื่นตาตื่นใจในโลกของบีเอ็มดับเบิลยู M ให้กับลูกค้าในกว่า 8 สาขาทั่วกรุงเทพฯ
ทางด้านมินิ ก็เตรียมเดินเกมรุกต่อยอดความคึกคักจากปีที่ผ่านมา ด้วยการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายมินิอย่างเป็นทางการ ทั้งที่บาร์เซโลนา มอเตอร์ บางแค, เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ และยุโรปา มอเตอร์ สำนักงานใหญ่ ส่วนบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ก็ได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรแล้วเช่นกันด้วยการเปิดตัวโชว์รูมใหม่ของโมโตกรุ๊ปในย่านพระราม 5
มินิเตรียมกลับสู่สายการผลิตในไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
โรงงานและสายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง นับเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ในประเทศไทย และยังเป็นส่วนสำคัญของเครือข่ายสายการผลิตทั่วโลก ในปีนี้ โรงงานแห่งนี้จะได้ต้อนรับมินิ ในโอกาสที่มินิ คันทรีแมน รุ่นล่าสุด จะหวนคืนสู่สายการผลิตในประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้แฟน ๆ ชาวไทยจับจองเป็นเจ้าของมินิรุ่นใหญ่ตัวนี้กันได้ง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การกลับมาของมินิยังทำให้โรงงานแห่งนี้เป็นสายการผลิตแห่งเดียวในโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่สามารถประกอบรถยนต์และรถจักรยานยนต์จากทั้งแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
พร้อมยกระดับบริการทางการเงินด้วยนวัตกรรมดิจิทัล ต่อยอดความไว้วางใจของลูกค้า ท่ามกลาง
ความท้าทายตลอดปี 2567
บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ทำผลงานได้อย่างมั่นคงในปี 2567 ด้วยยอดลูกค้าใหม่ที่ลดลงจากปีก่อนหน้าเล็กน้อยท่ามกลางการหดตัวของตลาดรวมในประเทศไทย อย่างไรก็ดี กลยุทธ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาเสริมประสบการณ์ให้กับลูกค้า สามารถสร้างเสียงตอบรับได้ดีไม่น้อย และส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของลูกค้าใหม่ที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์และมอเตอร์ไซค์จากทั้ง บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด วางใจในบริการทางการเงินของบริษัท ขณะที่ 1 ใน 3 รายก็เลือกจัดการข้อตกลงทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ myBMW / MINI Finance
นอกจากนี้ ธุรกิจในกลุ่มประกันภัยรถยนต์และกลุ่มลูกค้าองค์กรล้วนทำผลงานได้ดีในปี 2567 ด้วยอัตราการเข้าถึงตลาดที่เพิ่มขึ้นเป็น 64% และ 68% ตามลำดับ
จริยา คูนลินทิพย์ ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “เรามีเป้าหมายที่จะยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า สอดคล้องกับทิศทางในภาพรวมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ซึ่งเป็นผลให้ในปีที่แล้ว เราทำคะแนน Net Promoter Score ได้สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 78 คะแนน เรายังคงยกให้ลูกค้าเป็นหัวใจหลักในการทำงานทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด คันใหม่อย่างง่ายดายและสบายใจที่สุดด้วยข้อเสนอทางการเงินของเรา หรือประสบการณ์พิเศษมากมายสำหรับลูกค้า เช่น การแข่งขัน BMW Golf Cup หรือกิจกรรม BMW Driving Experience ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 เราก็จะสานต่อภารกิจเหล่านี้ด้วยนวัตกรรมที่มี AI เป็นแรงขับเคลื่อน เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์และเข้าถึงบริการทางการเงินของเราได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นไปอีก”
ในปี 2567 บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ได้นำระบบอัตโนมัติแบบ Robotic Process Automation (RPA) เข้ามาใช้งานรวม 12 ระบบ ซึ่งส่งผลให้การอนุมัติสินเชื่อของลูกค้าราว 13% สามารถทำได้แบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ขณะที่การแนะนำเทคโนโลยีลายเซ็นแบบดิจิทัลที่ปลอดภัยก็ทำให้ 36% ของสัญญาใหม่ในปีที่แล้วผ่านการเซ็นรับรองแบบดิจิทัล
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย กางแผนธุรกิจพร้อมลุยปี 2568
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปีที่ผ่านมา ถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญขอเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เข้มข้นในตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี แต่เรายังคงสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่ง และเดินหน้าพัฒนาแบรนด์อย่างต่อเนื่อง เราพร้อมก้าวเข้าสู่ปี 2568 ภายใต้วิสัยทัศน์ “Brand at Heart, Performance in Mind” ที่จะยกระดับการดำเนินงานที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ การขับเคลื่อนผลประกอบการทางธุรกิจ และการขยายไลน์อัพรถยนต์ให้ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% ควบคู่ไปกับสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้าผ่านกิจกรรมสุดพิเศษที่จะเข้าถึงไลฟ์สไตล์และยกระดับมอบประสบการณ์ของผู้บริโภคในทุกมิติ”
โดยในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเดินหน้าธุรกิจอย่างเต็มกำลัง เริ่มต้นด้วยการต่อยอดความสำเร็จของโมเดลล่าสุดอย่าง The new E-Class, CLE Coupé, EQE 300 Sedan, EQS 450 4MATIC SUV และอีกหลากหลายรุ่นจากทุกเซกเมนต์ของแบรนด์ รวมถึงการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่จาก Mercedes-AMG พร้อมกันถึง 3 รุ่น ในงาน Motor Show 2025 เพื่อสร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงไตรมาสแรกของปี
สำหรับโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงสะท้อนความโดดเด่นในเรื่องของราคาจำหน่ายที่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ ความโปร่งใสในขั้นตอนการซื้อรถ และการยกระดับประสบการณ์ในทุกมิติสำหรับลูกค้าทุกคน รวมถึงการนำแนวคิด MAR20X (Mercedes-Benz Retail Experience) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการพัฒนาและออกแบบศูนย์บริการของเมอร์เซเดส-เบนซ์ มาปรับใช้ในประเทศไทย ครอบคลุมทั้งในด้านการยกระดับช่องทางการมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Touchpoints) การพัฒนาบุคลากรและกระบวนการ (People & Process) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digitalization) และการออกแบบสถาปัตยกรรม (Architecture) โดยในปีที่ผ่านมา มีตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ กว่า 50% ที่เริ่มดำเนินงานภายใต้แนวคิด MAR20X และในปีนี้จะขยายสู่ 60% จนไปถึงในปี 2570 ที่บริษัทฯ วางแผนที่จะขยายให้ครอบคลุมมากกว่า 90% ของจำนวนตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการทั้งหมดในประเทศไทย
นอกจากนี้ ในด้านของกิจกรรมพิเศษสำหรับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะมีการจัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี เริ่มด้วยกิจกรรมที่จัดร่วมกับคอมมูนิตี้อย่างเป็นทางการอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลับ (ประเทศไทย) ในการรวมรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสสิก ในตำนานไว้มากกว่า 10 คัน มาขับขี่กันใน Road Trip สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ระหว่างวันที่ 15-16 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องด้วยการจัดกิจกรรมทดสอบรถยนต์ประจำปีอย่าง Mercedes-Benz Driving Events และ SUV Driving Events รวมทั้งสิ้น 18 ครั้ง โดยมีทั้งการขับขี่ในบนถนนและบนสนามแข่ง (On Road/On Track) รวมถึงการกลับมาในรอบ 5 ปี ของ “MercedesTrophy” รายการการแข่งขันกอล์ฟ ที่มีนักกอล์ฟผู้ร่วมแข่งขันมากกว่า 1,000 คน จาก 7 รอบการแข่งขัน โดยทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์และลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน
พุทธิ ตุลยธัญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการฝ่ายบริการลูกค้า บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “สำหรับความสำเร็จในด้านการบริการลูกค้าในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีเครือข่ายศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมทั้งหมด 41 แห่ง และมีศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง (Certified Body & Paint Service Center) ที่ครอบคลุมทั่วภูมิภาคกว่า 26 แห่ง ในส่วนของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มียอดการเติบโตเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยแพ็กเกจ MBSP มียอดขายเพิ่มขึ้นกว่า 12% พร้อมกับการเปิดตัวแพ็กเกจ MBSP Extra Guarantee Lite ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าเก่าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ขณะที่ผลิตภัณฑ์จาก MBTires มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 84% และบริการ Digital Extras บนแพลตฟอร์ม Mercedes-Benz Store มียอดขายเพิ่มขึ้น 86% นอกจากนี้ เรายังจัดแคมเปญต่าง ๆ เพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น แคมเปญ Welcome Back Stars สำหรับการคืนสิทธิการรับประกันคุณภาพเดิมของ High Voltage Battery จนถึงอายุรถปีที่ 10 และการร่วมมือกับแบรนด์มิชลิน ในแคมเปญ Mercedes-Benz & Michelin Sustainability in Motion เพื่อช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
ทางด้านฝ่ายบริการลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมพัฒนาและนำเสนอบริการหลังการขายแก่ลูกค้าในทุกมิติ โดยมีแผนที่จะเปิดตัว Service Select Loyalty Program สำหรับลูกค้าเก่าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อมอบประสบการณ์การดูแลรถยนต์ทั้งในด้านการบำรุงรักษาและข้อเสนอพิเศษสำหรับชิ้นส่วนอะไหล่ StarParts รวมถึงการยกระดับประสบการณ์ด้านดิจทัลด้วยบริการ Digital Extras ที่จะมีแพ็คเกจเสริมอย่าง Entertainment Package Plus ซึ่งมาพร้อมฟีเจอร์วิดีโอสตรีมมิงและการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในรถยนต์ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและความบันเทิงให้กับผู้ใช้งาน อีกทั้งกิจกรรม Nationwide Service Clinics ที่จะจัดร่วมกับทีม Flying Doctor จากประเทศเยอรมนี ต่อเนื่องเป็นปีที่ 18 เพื่อมอบการบริการและการดูแลรักษารถยนต์ที่เป็นมาตรฐานระดับโลก
“ทุกการลงทุนและความมุ่งมั่นของเรา ล้วนสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่มีอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย เรามองเห็นถึงโอกาสการเติบโตที่มั่นคง และศักยภาพอันแข็งแกร่งของตลาด เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเดินหน้าพัฒนารถยนต์ที่ตอบโจทย์ทุกการขับขี่และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการส่งมอบประสบการณ์แบบลักชัวรี ผ่านการบริการและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้กับลูกค้าทุกคน เพื่อสร้างแรงผลักดันให้กับธุรกิจรีเทลและภาพรวมอุตสาหกรรมให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวสรุป
Booking.com แนะนำวิธีเที่ยวแบบประหยัดงบ!
เทรนด์ใหม่ในปีหน้าอีกหนึ่งคือการเดินทางเพื่อสุขภาพและการพักผ่อน โดย 81% ของผู้เดินทางชาวไทยจะเลือกเดินทางเพื่อฟื้นฟูสุขภาพและมองหากิจกรรมที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ เช่น การบำบัดด้วยความเย็นและสั่นสะเทือนทั่วร่างกาย นอกจากนี้ การเลือกทริปเดินทางยังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดย 53% ของผู้เดินทางชาวไทยสนใจซื้อเสื้อผ้ามือสองในระหว่างการเดินทาง เนื่องจากการรับรู้ถึงผลกระทบของภาวะโลกร้อนและความต้องการลดการบริโภคนิยม
ในแง่ของการเดินทางกลุ่มชายไทย ปี 2568 จะมีการตีความใหม่ของ “ทริปชายแท้” โดยไม่เน้นกิจกรรมแบบเดิม ๆ แต่หันมาทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพจิตและการพัฒนาตัวเอง ผู้ชายไทย 62% ยืนยันว่าพวกเขาจะสนับสนุนให้เพื่อนหรือคู่รักไปทริปชายแท้ที่มีกิจกรรมเพื่อความสงบสุข และท้าทายขีดจำกัดทางร่างกายและจิตใจ ทริปเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ผู้เดินทางได้พักผ่อน แต่ยังส่งเสริมการเชื่อมสัมพันธ์และลดความเครียดจากชีวิตประจำวัน
ทั้งนี้ ไม่ว่าผู้เดินทางกลุ่มไหนกำลังวางแผนสำหรับพักผ่อนในวันหยุด ท่องเที่ยวค้นหาประสบการณ์ที่น่าประทับใจ หรือเดินทางเพื่อหลีกหนีจากชีวิตประจำวันอันแสนวุ่นวาย Booking.com ก็เป็นตัวช่วยในการเดินทางแม้จะเป็นทริปที่จองในนาทีสุดท้าย
- จองทุกอย่างในที่เดียว: เพื่อให้การจองเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดเวลาในการวางแผนทริป ซึ่งอาจจะทำให้ราคาขึ้นได้ แนะนำด้วยการจองที่พัก รถเช่า และกิจกรรมการเดินทางทั้งหมดในที่เดียว
- ท่องเที่ยวกลางสัปดาห์เพื่อผ่อนคลาย: การพักผ่อนช่วงกลางสัปดาห์เป็นโอกาสดีในการรับข้อเสนอที่ดีที่สุด นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ดีสำหรับหลีกเลี่ยงความแออัดในวันหยุดและเพลิดเพลินกับความสงบได้มากยิ่งขึ้น
- ยืดหยุ่นเป็นหลัก: ทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้เดินทางได้รับข้อเสนอที่ดีเยี่ยมหรือดีลพิเศษ คือ การยืดหยุ่นกับเวลาและสถานที่ที่ต้องการไป
- จองรีสอร์ทเมื่อคุณท่องเที่ยวกับครอบครัว: รีสอร์ทจะมอบความเป็นส่วนตัว ความยืดหยุ่น และอิสระให้แก่ผู้เดินทางราวกับกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน
- จองทริปผ่านดีลพิเศษและเริ่มออกเดินทาง: ค้นหาข้อเสนอหรือดีลพิเศษที่น่าตื่นตาตื่นใจเมื่อจองการเดินทางในนาทีสุดท้ายบน Booking.com
- สมัครสมาชิกโปรแกรมสมนาคุณ Genius: สมัครได้ฟรีและใช้งานได้ง่าย โดยสมาชิกสามารถปลดล็อกเลเวลเพื่อเข้าถึงส่วนลดตลอดชีพ รวมทั้งได้รับสิทธิ์การเข้าถึงของสมนาคุณด้านการเดินทางที่ไม่มีวันหมดอายุ
‘หมาก ปริญ’ ลุย Blue Hour สัมผัสวัฒนธรรม Après Ski เมืองนิเซโกะ
งานนี้ ‘หมาก ปริญ สุภารัตน์‘ ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษเพียงหนึ่งเดียวจากไทยเข้าร่วมสัมผัสกับกิจกรรมต่างๆ ภายใต้อากาศหนาวเย็นระดับติดลบท่ามกลางหิมะขาวโพลน พร้อมดื่มด่ำกับ Johnnie Walker Blue Label Ice Chalet ที่เก็บไว้ในความเย็นอุณหภูมิระดับติดลบก่อนไปลิ้มรสมื้ออาหารชั้นเลิศ และที่ขาดไม่ได้คือการแพร์ริ่งอาหารมื้อพิเศษกับเครื่องดื่มไฮไลท์ประจำ ทริปนี้ที่นอกจากจะเข้ากับรสชาติอาหารแล้ว ยังช่วยสร้างโมเมนต์ดีๆ เคล้าไปกับบรรยากาศแห่งวัฒนธรรมการสังสรรค์หลังกิจกรรมสกี หรือที่เรียกว่า Aprés Ski ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน
ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2568 นักสกีและแขกที่มาเยือนโรงแรมพาร์ค ไฮแอท นิเซโกะ ฮานาโซโนะ จะได้สัมผัสประสบการณ์พิเศษในรีสอร์ทสกีสุดหรู กับ Johnnie Walker Blue Label Ice Chalet สก็อตช์วิสกี้ที่รังสรรค์อย่างประณีตโดย ดร.เอ็มม่า วอล์กเกอร์ มาสเตอร์เบลนเดอร์ของแบรนด์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามของเทือกเขาแอลป์ โดดเด่นด้วยกลิ่นหอมของแอปเปิลอบซินนามอน ผสานรสชาติที่ลุ่มลึกและซับซ้อน เหมาะสำหรับการเฉลิมฉลองช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ของ Après Ski บรรจุในขวดดีไซน์พิเศษที่ผสานลวดลายดาวและฮาวด์สทูธ (houndstooth) อันเป็นเอกลักษณ์ของ Perfect Moment ด้วยสีน้ำเงินและสีเงินที่สะท้อนความหรูหราและสง่างาม
#JohnnieWalkerIceChalet #KeepWalking #DepthofBluexMarkPrin
**********
จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ บลูเลเบิ้ลเป็นสก๊อตวิสกี้ที่โดดเด่น สร้างสรรค์โดยทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อรังสรรค์รสชาติที่ผสานความเป็นเลิศของสก๊อตวิสกี้ที่ดีที่สุด นำโดย ดร. เอ็มมา วอล์กเกอร์ ผู้ซึ่งคัดเลือกวิสกี้ที่หายากที่สุดจากทั่วทั้งสี่มุมเมืองของสกอตแลนด์ โดยมีเพียง 1 ใน 10,000 ถังของสก๊อตช์วิสกี้ที่บ่มแล้วกว่า 10 ล้านถัง จึงสามารถนำมาผลิตเป็น Johnnie Walker Blue Label โดยทุกขวดมีรสชาติสก๊อตช์วิสกี้ที่นุ่มลึกและมีชีวิตชีวากว่าใคร พร้อมด้วยกลิ่นผลไม้ เครื่องเทศ และสโมค
ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม สูตรลับความอ่อนเยาว์ใน 4 สัปดาห์!
จะดีแค่ไหน ถ้าเราสามารถเปิดสวิตซ์ความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้อีกครั้ง ยูเซอริน ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เวชสำอางความงามอันดับหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจและแนะนำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังทั่วโลก พร้อมสร้างปรากฎการณ์ครั้งสำคัญกับประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเวชสำอางเมืองไทย ในงานฉลองเปิดตัว ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม (EUCERIN EPICELLINE® SERUM) นวัตกรรมล่าสุดในการจัดการปัญหาผิวแห่งวัยได้อย่างตรงจุด ที่พัฒนาจากการศึกษาด้าน Epicgenetic Science เป็นเวลากว่า 15 ปี จนสามารถคิดค้น Patented Age Clock Technology เทคโนโลยีระดับสิทธิบัตรของยูเซอริน จนนำไปสู่การค้นพบ “อีพิเซลีน” (EPICELLINE®) สารทรงประสิทธิภาพสูงสุดจากกว่า 50,000 สาร ที่ช่วยเปิดสวิตช์ความอ่อนเยาว์ให้ผิวได้อย่างตรงจุด จัดการ 10 สัญญาณแห่งวัย+ ระดับเซลล์ผิว1 ให้ผิวดูอ่อนเยาว์ลงถึง 5 ปีใน 4 สัปดาห์*
เภสัชกรหญิงวราพร ลิขิตจรรยากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ถือเป็นความยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้ ที่เราได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของยูเซอริน กับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดอย่าง ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม ที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเราในการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ใส่ใจในการดูแลผิวให้แลดูอ่อนกว่าวัย คงความเยาว์วัยแบบที่เห็นผลได้จริง ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม นี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของเราเพราะนวัตกรรมที่ผ่านการศึกษามาอย่างยาวนาน พร้อมบทพิสูจน์ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการมากถึง 15 ฉบับ ทำให้เรามั่นใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์นี้ว่าสามารถลดเลือนริ้วรอย ช่วยเปิดสวิตซ์ความอ่อนเยาว์ให้ผิว สามารถอวดผิวสวยได้อย่างมั่นใจ”
ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม (EUCERIN EPICELLINE® SERUM) คือผลลัพธ์จากการวิจัยด้าน เอพิเจเนติกส์ (Epigenetics) ที่ยูเซอรินศึกษาวิจัยมาถึง 15 ปี เพื่อค้นหาเทคโนโลยีที่จะช่วยวัดและปลดล็อกอายุของเซลล์ผิวในระดับที่ลึกลงไป จนค้นพบ Patented Age Clock Technology ที่ได้รับการจดสิทธิบัตร และยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์ยูเซอรินสามารถคำนวณอายุผิวที่แท้จริงได้อย่างแม่นยำ จนค้นพบ อีพิเซลีน (EPICELLINE®) สารทรงประสิทธิภาพจากการวิเคราะห์มากกว่า 50,000 สารสำคัญ ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถเปิดสวิตช์ความอ่อนเยาว์ให้กับผิว คืนการทำงานของเซลล์ผิว และจัดการ 10 สัญญาณแห่งวัยที่มองเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการดูแลผิวพรรณสำหรับวัย 30 ปีขึ้นไปที่เริ่มมีปัญหาริ้วรอยมาเยือน ให้ได้คงความอ่อนเยาว์ของผิวไว้ได้ตั้งแต่แรกเริ่ม
“การศึกษา Epigenetic Science คือศาสตร์การศึกษาการเปลี่ยนแปลงในการแสดงออกของยีนส์ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับของ DNA ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของยีนส์ โดยอาจจะไปมีผลต่อการเปิดสวิตช์หรือปิดสวิตช์ในการทำงานของยีนส์ นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงลักษณะของเซลล์ที่ถูกควบคุมโดยยีนส์นั้น ๆ การเปลี่ยนแปลงของ Epigenetic นั้นเป็นกลไกที่สามารถเกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรืออาจเกิดจากผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น ไลฟ์สไตล์ อาหาร การออกกาลังกาย การสัมผัสกับรังสี UVA/UVB หรือจากสิ่งแวดล้อมภายนอกอื่น ๆ เป็นต้น และการเปลี่ยนแปลงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดช่วงชีวิตของเรา โดยหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงนี้คือ DNA Methylation ซึ่งทำหน้าที่สร้างสิ่งกีดขวางการทำงานของยีนส์ เปรียบได้กับการที่ยีนส์ซึ่งมีหน้าที่กำกับการสร้างผิวหนังถูกปิดสวิตช์การทำงาน ส่งผลให้ขาดการสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนผิวเดิมที่เสื่อมสลายตามกาลเวลา ทำให้ภาพรวมของผิวขาดความชุ่มชื้น เกิดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจกระบวนการ Epigenetic ทราบกลไกและเชื่อมโยงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จะมีส่วนช่วยให้เราสามารถปรับไลฟ์สไตล์และการใช้ชีวิตประจำวันให้ดีขึ้น ส่งผลโดยรวมให้เรามีสุขภาพที่แข็งแรง ดูอ่อนเยาว์เสมอ” นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ นายกสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าว

“เพื่อฉลองอีกก้าวความสำเร็จของยูเซอริน เราได้ “คิม” คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทลมัส มาร่วมงานกับเราในฐานะพรีเซนเตอร์อย่างเป็นทางการของ ยูเซอริน อีพิเซลีน เซรั่ม เพราะคุณคิมนอกจากจะเป็นตัวแทนของสาวยุคใหม่วัยเริ่ม 30 แล้ว ยังเป็นคนที่ใส่ใจดูแลตัวเองเสมอ มีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลาและมองหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง โดยจะต้องศึกษาให้เข้าใจถึงข้อมูลและความน่าเชื่อถือในประสิทธิภาพแล้วจึงจะตัดสินใจใช้ ซึ่งตรงกับแนวทางของยูเซอริน” เภสัชกรหญิงวราพร กล่าวเสริม
+ผิวหย่อนคล้อย, ผิวไม่กระชับ, ริ้วรอยร่องลึก, ริ้วรอยแรกเริ่ม, กรอบหน้าไม่ชัด, ผิวแห้ง, ผิวหมองคล้ำ, ผิวดูแก่กว่าวัย, สีผิวไม่สม่ำเสมอ, ผิวหยาบกร้าน
1ผิวชั้นอีพิเดอร์มิส
*ทดสอบในอาสาสมัครจำนวน 160 คน อายุ 30-55 ปี เดือน ส.ค. – ต.ค. 2566 โดย MWResearch ประเทศไทย
Leapmotor C10 รถไฟฟ้าช่วงล่างขั้นเทพจูนนิ่งอิตาลี!
Leapmotor C10 ได้รับรางวัลการออกแบบระดับนานาชาติ ได้แก่ International CMF Design Award 2023 และ French Design Award 2024 ด้วยการออกแบบที่แปลกใหม่ เปิดตัวมาในราคา 1,098,000 บาท กับระยะทางการขับขี่สูงสุดถึง 477 กิโลเมตร (มาตรฐาน NEDC) ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยวที่เพลาหลัง ภายในมีกว้างขวาง, เบาะที่นั่งแบบซิลิโคนที่มีความปลอดภัยต่อเด็กทารก พร้อมซอฟต์แวร์ four-leaf clover แบบศูนย์รวม Leap 3.0 และระบบจัดการแบตเตอรี่ด้วย AI ที่ทำงานผ่านชิป Qualcomm® Snapdragon™ 8155 พร้อม Leap OS 4.0 มีหน้าจอ Infotainment ขนาด 14.6 นิ้ว รองรับคำสั่งเสียง ระบบ OTA และหน้าจอแสดงข้อมูลขนาด 10.2 นิ้ว นอกจากนี้ยังมี กล้อง 360 องศา ไฟตกแต่งภายในที่ปรับเปลี่ยนได้ถึง 64 สี และระบบ ADAS ขั้นสูง อาทิ Adaptive Cruise Control (ACC), Automatic Emergency Braking (AEB), และ Lane Keeping Assist (LKA)
Leapmotor C10 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Leap 3.0 และมีพื้นที่กว้างขวาง ปลอดภัย มีสมรรถนะในการขับขี่สูง ด้วยมิติรถขนาดใหญ่ ยาว 4,739 มิลลิเมตร, กว้าง 1,900 มิลลิเมตร, สูง 1,680 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2,825 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้น 190 มิลลิเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่แบบ Lithium-Iron Phosphate (LFP) ขนาด 69.9 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง รองรับการชาร์จเร็ว 30%-80% ภายใน 30 นาที นอกจากนี้ Leapmotor C10 ยังมาพร้อมแชสซีที่ปรับจูนโดย Maserati เพื่อความสมดุลระหว่างความหรูหรา ความสะดวกสบายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ส่วนการควบคุม เทคโนโลยีแบบ Cell-To-Chassis (CTC) 2.0 ช่วยเพิ่มความจุแบตเตอรี่ 17.5 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มความแข็งแกร่งของโครงสร้าง และปรับปรุงการจัดการความร้อนได้ดียิ่งขึ้น
เบาะซิลิโคนที่ผ่านการรับรอง OEKO-Tex Standard 100® ปลอดภัยและไม่เป็นอันตรายต่อเด็กทารก มาพร้อมกับหลังคา Panoramic Sunroof ขนาด 2.1 ตารางเมตร เบาะคนขับออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ พร้อมระบบระบายอากาศ, พื้นที่เก็บสัมภาระสูงสุด 1,410 ลิตร, พร้อมพอร์ต USB หลายจุด, การชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย Wireless Charger และระบบเสียงรอบทิศทางด้วยลำโพง 12 ตัว Leapmotor C10 มีสีตัวถังให้เลือก 5 สี ได้แก่ Glazed Green, Pearly White, Canopy Grey, Tundra Grey และ Metallic Black และภายในมี 2 สี คือ Criollo Brown และ Midnight Aurora
พระนครยนตรการ ตั้งเป้าและพร้อมเปิดโชว์รูม Leapmotor อย่างเป็นทางการทั้ง 15 แห่ง ภายในสิ้นปี 2567 โดยโชว์รูม Leapmotor สาขาลาดพร้าว และ Leapmotor สาขารัชโยธิน ที่พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ในปลายเดือนพฤศจิกายนศกนี้ และตั้งเป้าที่จะขยายโชว์รูมเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่สนใจรถ Leapmotor C10 อีกด้วย
สำหรับลูกค้าที่สนใจรถ C10 สามารถเข้าเยี่ยมชมรถคันจริงได้ที่โชว์รูม Leapmotor สาขาลาดพร้าว และสาขา รัชโยธิน สามารถดูแคมเปญพิเศษต่างๆ ได้ที่ facebook/leapmotorthailand
*********
Leapmotor จัดตั้งขึ้นในปี 2558 และเป็นบริษัทยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยมี จู เจียงหมิง เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทและยังเป็นวิศวกรไฟฟ้าที่มีประสบการณ์ด้านเทคนิคมาเป็นเวลากว่า 30 ปี Leapmotor มีสำนักงานใหญ่ที่เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน บริษัทมีธุรกิจในด้านต่างๆ ตั้งแต่การออกแบบยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ, การวิจัยและพัฒนา, การผลิตการขับขี่อันอัจฉริยะ, การควบคุมมอเตอร์ไฟฟ้า, การพัฒนาระบบแบตเตอรี่ และโซลูชันเครือข่ายยานยนต์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของคลาวด์คอมพิวติ้ง
ในฐานะที่เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยี ชิ้นส่วนหลักของ Leapmotor จึงถูกพัฒนาและผลิตขึ้นเองภายในบริษัท ซึ่งรวมถึงระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและระบบอัจฉริยะ โดยสัดส่วนของชิ้นส่วนที่พัฒนาและผลิตขึ้นเองคิดเป็นสัดส่วน 60% ของต้นทุนยานพาหนะทั้งหมด บริษัทยังได้เปิดตัวเทคโนโลยีไฟฟ้าอัจฉริยะชั้นนำอย่างต่อเนื่อง เช่น ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า Eight-in-One, เทคโนโลยี Cell-to-Chassis ที่ผลิตในระดับอุตสาหกรรมเป็นรายแรก รวมทั้งการออกแบบระบบไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (E/E) แบบรวมศูนย์ที่เรียกว่า 4 โดเมนในหนึ่งเดียว (Four-Domain-in-One) ซึ่งเป็นครั้งแรกของวงการ Stellantis ได้ลงทุนใน Leapmotor เมื่อปี 2566 และช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2567 โดยทาง Stellantis และ Leapmotor ได้จัดตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาในชื่อ Leapmotor International B.V. เพื่อขยายตลาดในต่างประเทศอีกด้วย
*********
บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด (PNA) เป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย และทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2502นับเป็นบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเชี่ยวชาญมาเป็นเวลากว่า 60 ปี กลุ่ม บริษัท พระนครยนตรการ จำกัด (PNA) ให้บริการด้านยานยนต์แบบครบวงจร ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์, การรับจ้างประกอบรถยนต์, การปรับแต่งรถ, การบริหารจัดการฟลีทรถยนต์, การให้เช่ารถยนต์สำหรับองค์กร, การให้สินเชื่อสำหรับผู้ซื้อรถ, การบริหารจัดการศูนย์ PDI (Pre-Delivery Inspection) และการจัดการคลังอะไหล่
หญิงไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก หญิงเอเชียคนแรกผู้พิชิต BMW Certified Instructor ระดับ 2
ความสำคัญของการได้รับการรับรองเป็น BMW Certified Instructor ไม่ใช่เพียงแค่การเป็นผู้ฝึกสอนที่ได้รับการรับรองจากบีเอ็มดับเบิลยูเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงทักษะและความสามารถด้านการขับขี่และความรู้เกี่ยวกับรถยนต์ในเชิงลึกอย่างรอบด้านตั้งแต่ในระดับ 1 ตลอดมาจนถึงทักษะในการขับขี่ระดับสูงและทักษะการสอนตามมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยูในระดับ 2 ดังนั้น ผู้ฝึกสอนที่เข้ารับการทดสอบแต่ละคน จะต้องพบกับความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง และไม่ง่ายเลยที่ผู้หญิงจะผ่านหลักสูตรนี้ วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับหญิงไทยคนแรกของเอเชียที่ได้ผ่านการรับรอง BMW Certified Instructor หลักสูตรสุดหินกัน
ชไมพรเล่าถึงความยากลำบากในการสอบ BMW Certified Instructor ระดับ 1 ว่าต้องใช้ความพยายามอย่างมาก โดยเฉพาะการสอบที่เยอรมนีซึ่งเธอเป็นหญิงไทยคนแรกที่ได้ไปสอบ ต้องฝ่าฟันทั้งข้อสอบทฤษฎีฟิสิกส์ยานยนต์และเครื่องยนต์เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับเธอที่ไม่ได้มีความรู้ด้านวิศวกรรม รวมถึงการสอบขับที่ต้องฝึกดริฟท์อย่างหนัก กว่าจะผ่านได้ต้องใช้เวลาถึงสองปี
การก้าวสู่ระดับ 2 ยิ่งทวีความยากขึ้นไปอีก ชไมพรเผยว่าเป็น “ก้าวกระโดด” ที่ต้องฝึกฝนอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะการควบคุมรถที่ความเร็วสูงกว่า 260 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การดริฟท์ Figure Eight และ Fast Lap เธอยังต้องฝึกฝนทักษะ Lead a group ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะการขับขี่ที่แม่นยำ การสังเกต และการสื่อสารเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ขับขี่คนอื่นๆ เธอได้เดินทางไปฝึกซ้อมเพิ่มเติมที่เกาหลีใต้เพื่อพัฒนาทักษะเฉพาะด้านเหล่านี้ โดยใช้เวลาฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นนานถึง 3 วันเต็ม ประกอบกับการฝึกฝนด้วยตนเองเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในสนามโกคาร์ทเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดสอบ
เส้นทางสู่ความสำเร็จของคุณชไมพรเริ่มต้นจาก BMW Driver Training เมื่อ 20 ปีก่อน จุดประกายความหลงใหลในการควบคุมรถ และพัฒนาฝีมือจนก้าวสู่การเป็นนักแข่งรถมืออาชีพ ก่อนจะผันตัวมาเป็นผู้ฝึกสอนด้วยแพสชั่นที่ต้องการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ โดยมีคุณณัฐวุฒิ เจริญสุขวัฒนะ นักแข่งรถชื่อดังในยุคนั้น รวมถึงคุณวุฒินันท์ สภาวสุ และคุณเมฆสิทธิ วีระปรศุ ซึ่งทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งในคณะผู้ฝึกสอน BMW Certified Instructor รุ่นบุกเบิก อันเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญยิ่ง
ปัจจุบัน ชไมพรเป็นส่วนหนึ่งของทีมผู้ฝึกสอนของ BMW Driving Experience โปรแกรมฝึกอบรมทักษะการขับขี่ที่ออกแบบมาเพื่อฝึกอบรมการขับขี่รถยนต์อย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ผู้ขับสามารถประเมินสถานการณ์และรับมือได้อย่างเหมาะสม ไม่จำกัดเฉพาะผู้ขับขี่รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู โปรแกรมนี้เน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เสริมความสามารถในการขับขี่ ผ่านการเรียนรู้ทักษะการขับขี่ที่ท้าทายและสนุกสนาน เน้นย้ำการขับขี่อย่างปลอดภัย ช่วยพัฒนาทักษะการขับขี่ทั่วไปและการตอบสนองในกรณีฉุกเฉิน ดำเนินการโดยทีมผู้ฝึกสอนที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งนี้ ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้รับทั้งความรู้ ทักษะ และความสนุกในการขับขี่ไปพร้อมกัน โดยเมื่อสิ้นสุดการอบรม จะได้รับประกาศนียบัตรจากบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งสามารถนำไปใช้ต่อยอดในการเรียนทักษะการขับขี่ขั้นสูงของบีเอ็มดับเบิลยูในระดับสากลได้อีกด้วย
BMW Driving Experience จัดขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกในเดือนกันยายน พ.ศ. 2547 โดยปีนี้นับเป็นปีที่ 20 ของกิจกรรม BMW Driving Experience ในประเทศไทย ซึ่งได้มีการยกระดับรูปแบบของโปรแกรมให้มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นและขยายศักยภาพในการรองรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ถึง 30 คน โดยคอร์สของ BMW Driving Experience ปัจจุบันนี้ แบ่งเป็น 3 หลักสูตร ได้แก่
- BMW Safety Training เหมาะกับผู้ที่มีทักษะการขับขี่ทุกระดับ เน้นการเสริมทักษะที่จำเป็นในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและขับขี่ได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
- BMW M Race Track Training คอร์สอบรมที่มีความเข้มข้นและท้าทายยิ่งขึ้นด้วยการฝึกฝนเทคนิคการขับขี่ขั้นสูง เพื่อใช้แก้สถานการณ์คับขันบนท้องถนน รวมถึงเทคนิคการขับขี่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ผู้ร่วมฝึกได้นำเอาศักยภาพของทั้งตนเองและรถยนต์ออกมาได้อย่างเต็มเปี่ยม
- BMW M Drift Basic โปรแกรมฝึกฝนทักษะการขับขี่ในรูปแบบการดริฟท์อย่างปลอดภัย โดยมีผู้ฝึกสอน BMW Certified Instructor คอยสอนเทคนิคให้แบบตัวต่อตัว เป็นการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์ออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่
โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสรถยนต์สมรรถนะสูงกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในตระกูล M ที่มาพร้อมขุมพลังมอเตอร์สปอร์ตสุดเร้าใจในสนามแข่งระดับตำนานของประเทศไทย เพื่อท้าทายขีดจำกัดและสนุกสนานกับความเร็วภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของทีมผู้ฝึกสอน
ชไมพรได้ให้คำแนะนำสำหรับผู้หญิงที่สนใจเข้าร่วม BMW Driving Experience ว่า อย่ากลัวที่จะลอง เพราะผู้หญิงมีความละเอียดอ่อนในการขับขี่ และโปรแกรมนี้จะช่วยเสริมสร้างทักษะและความมั่นใจในการขับขี่ นอกจากนี้ เธอยังฝากถึงผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ใฝ่ฝันจะเป็นผู้ฝึกสอนว่า ต้องมีความอดทน ใส่ใจในรายละเอียด และมีใจรักในการขับรถและการสอน
ความสำเร็จของชไมพร ปภัสร์พงษ์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ด้วยความรัก ความมุ่งมั่น และความพยายาม ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ และเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้หญิงทุกคน ที่กล้าที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง และไล่ตามความฝัน
