GWM POER SAHAR HEV ส่งถึงมือลูกค้าคนแรกในไทย!
หลังการเปิดราคา GWM POER SAHAR HEV เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2567 ที่ Motor Expo 2024 ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ดำเนินการส่งมอบรถยนต์ล็อตแรกให้กับลูกค้ากลุ่มแรกของประเทศไทย ณ พาร์ทเนอร์ สโตร์ GWM สุวรรณภูมิลาดกระบัง โดยบรรยากาศในการส่งมอบเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุขของลูกค้า
GWM POER SAHAR HEV – The First-Class Intelligent Pickup รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในไทย รุ่นเรือธงล่าสุดภายใต้กลุ่มผลิตภัณฑ์ POER จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาพร้อมกับ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น 2.0T HEV PRO DOUBLE CAB AUTO ในราคา 1,189,000 บาท และ รุ่น 2.0T HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD ในราคา 1,389,000 บาท พิเศษ สำหรับลูกค้าที่ออกรถภายในวันที่31 ธันวาคม 2567 รับส่วนลดพิเศษ 50,000 บาททันที โดย GWM POER SAHAR HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีเทา (Ayers Gray), สีขาว (Hamilton White) และสีดำ (Sun Black) ร่วมกับเฉดสีภายในอย่างสีดำ Jade Black มาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน) และฟรี ค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทางภายในระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 100,000 กิโลเมตร (แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน และไม่รวมอะไหล่สิ้นเปลือง)
สำหรับใครที่สนใจทดลองขับ GWM POER SAHAR HEV สามารถไปสัมผัสประสบการณ์ขับขี่ที่เหนือระดับได้ที่พาร์ทเนอร์ สโตร์ 17 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่
- กรุงเทพฯ และปริมณฑล
GWM อมรรัชดา
GWM ซีซีซี ออโต้ วัชรพล
GWM ไอคอนิก รามอินทรา
GWM คาร์แมน วงศ์สว่าง
GWM มหานคร พหลโยธิน กม.25
GWM มอเตอร์ มอลล์ พระราม 2
GWM สุวรรณภูมิ ลาดกระบัง
GWM พระนคร อุดมสุข
GWM วี อัลติเมทคาร์ บางบัวทอง
—————————–
- ภาคกลาง
GWM พระนคร สระบุรี
GWM ตงเจริญมอเตอร์เซลส์ สมุทรสาคร
—————————–
- ภาคตะวันออก
GWM เอก ระยอง
—————————– - ภาคเหนือ
GWM ซีซีซีออโต้ เชียงใหม่
GWM แองเจิลเวย์ เชียงราย
GWM พระนคร นครสวรรค์
—————————– - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
GWM ฑีฆ อุดรธานี
—————————– - ภาคใต้
GWM อนุภาษ ภูเก็ต
ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และขอต้อนรับลูกค้าที่เปิดใจรับ GWM POER SAHAR HEV เข้าสู่ครอบครัวเป็นคนแรกของประเทศไทย หลังจากที่เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการไปเพียง 12 วันเท่านั้น
เรามั่นใจว่ารถยนต์รุ่นนี้จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์อันหลากหลายของลูกค้า ทั้งท่องเที่ยว ทำงาน และใช้ชีวิตได้อย่างดีเยี่ยม เป็นรถกระบะคันแรก ๆ ในประเทศไทยที่เป็นพลังงานทางเลือกใหม่ให้กับคนไทย อีกทั้งยังเปี่ยมไปด้วยความหรูหรา สะดวกสบาย แต่ยังมีพละกำลังและสมรรถนะที่เต็มเปี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมายที่อัดแน่นอยู่ในรถคันนี้ เพื่อส่งมอบประสบการณ์การเดินทางระดับเฟิร์สคลาสอย่างแท้จริง เราเชื่อว่า GWM POER SAHAR HEV จะช่วยยกระดับมาตรฐานรถกระบะไปอีกขั้น ฉีกกฏการใช้รถกระบะแบบเดิม ๆ เสริมทัพความแข็งแกร่งของยานยนต์พลังงานใหม่ที่ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
GWM เปิดราคา “GWM POER SAHAR HEV” พร้อมเผยโฉม GWM WEY 80 และ GWM TANK 700 ในงาน Motor Expo 2024
GWM POER SAHAR HEV รถกระบะขุมพลังไฮบริดคั
GWM POER SAHAR HEV อัดแน่นเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดล้ำแบบไม่มีกั๊ก
- ไฟหน้าและไฟท้าย LED อัจฉริยะที่ปรับเปลี่ยนได้
หลายรูปแบบ ทั้งระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ ฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทาง หลังดับเครื่องยนต์ - ส่วนการออกแบบภายใน โดดเด่นด้วยเบาะหนังสังเคราะห์
ปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางเฉพาะเบาะคนขับ (สำหรับรุ่น 2.0 HEV PRO DOUBLE CAB AUTO) และเบาะหนังแท้ปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางเฉพาะเบาะคนขับ (รุ่น 2.0 HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) มาพร้อมระบบนวดไฟฟ้ าและระบบระบายอากาศในที่นั่ งแถวหน้า และช่องปรับอากาศเฉพาะสำหรับผู้ โดยสารแถวหลัง - หน้าจอมัลติมีเดียระบบสัมผั
สขนาด 12.3” รองรับทุกการเชื่อมต่อทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, Bluetooth, MP5, online music, online radio, ระบบนำทาง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชั นหยุดอัตโนมัติขณะรถหยุด เกียร์แบบ Electronic Shifter กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start System กระจกมองหลังลดแสงสะท้อนอัตโนมั ติ พร้อมลำโพง 6 ตำแหน่ง (สำหรับรุ่น 2.0 HEV PRO DOUBLE CAB AUTO) และลำโพง Infinity 10 ตำแหน่ง (สำหรับรุ่น 2.0 HEV ULTRA DOUBLE CAB AUTO 4WD) - ระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นไปด้
วยเทคโนโลยีอัจฉริยะมากถึง 29 รายการ อาทิ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ 3 รูปแบบ ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ ในเลนในภาวะฉุกเฉิน ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่ กลางเลน ระบบช่วยชะลอความรุ นแรงของการชนครั้งที่ 2 รวมถึงกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา และเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นไปอี กขั้นด้ วยระบบตรวจสอบสถานะและควบคุ มรถยนต์ผ่านแอปพลิเคชัน - GWM POER SAHAR HEV มีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ สีดำ Sun Black, สีเทา Ayers Gray และ สีขาว Hamilton White
พิเศษสุด สำหรับผู้ที่จอง GWM POER SAHAR HEV ที่จองรถในช่วง Pre-sale และภายในงาน Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 41 จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2567 นี้ รับส่วนลดมูลค่า 50,000 บาท ดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% ผ่อน 48 เดือน ฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม ฟรี บริการระบบตรวจสอบและสั่
* เนื่องจากสถานการณ์ดอกเบี้
** เงื่อนไขการให้บริการเป็
เจมส์ หยาง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ กล่าวว่า “GWM POER ถือเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เรือธงที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความเชี่ยวชาญมากที่สุดผลิตภั
“และจากการขยายตัวของตลาดรถยนต์
GWM WEY 80 PHEV Executive Extended Edition สัมผัสประสบการณ์การเดินทางระดั
GWM WEY 80 PHEV Executive Extended Edition จุดสูงสุดของยนตรกรรมที่ถู
ระบบกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่
GWM WEY 80 PHEV Executive Extended Edition ยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์
GWM TANK 700 Hi4-T ที่สุดของรถยนต์เอสยูวีขุมพลั
GWM TANK 700 Hi4-T รถยนต์ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำสมั
ฟังก์ชันการขับขี่ที่ให้มาถึ
ห้องโดยสาร ยังอัดแน่นไปด้วยความหรู
จัดหนักโปรโมชันสุดเร้าใจสำหรับรถยนต์พลังงานใหม่ทุกรุ่น
รถยนต์ GWM HAVAL และ GWM TANK ทุกรุ่น พบข้อเสนอ 3 ทางเลือกสุดคุ้มค่า ตามความต้องการและไลฟ์สไตล์ที่
สัมผัสประสบการณ์อันล้ำสมัยไปกั
GWM POER SAHAR HEV กระบะไฮบริดราคาเริ่มต้น 1.189 ล้านบาท
- 2.0 HEV Pro Double Cab 2WD ราคา 1,189,000 บาท
- 2.0 HEV Ultra Double Cab Auto AWD ราคา 1,389,000 บาท
ทั้งสองรุ่นมาพร้อมเครื่
มิติตัวรถมีความยาวถึง 5,445 มิลลิเมตร กว้าง 1,991 มิลลิเมตร สูง 1,924 มิลลิเมตร และระยะฐานล้อ 3,350 มิลลิเมตร นับว่ายาวที่สุ
ไฟหน้าและไฟท้าย LED อัจฉริยะที่ปรับเปลี่ยนได้
ห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบายดั่งรถยนต์เอสยูวี การออกแบบภายในโดดเด่นด้วยเบาะหนังสังเคราะห์
หน้าจอมัลติมีเดียระบบสัมผั
ระบบความปลอดภัยที่อัดแน่นไปด้
V-Class แวน 6 ที่นั่งหรูระดับเฟิร์สคลาส!
ดีไซน์ภายนอกคงความภูมิฐานและแฝงความสปอร์ต ด้วยการตกแต่งกระจังหน้าใหม่แบบ Exclusive chrome grille ด้วยวัสดุโครเมียมสุดหรู พร้อมแถบไฟ LED ทั้งยังเป็นครั้งแรกในรถแวนที่มาพร้อมดาวลอย (MB logo on bonnet) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความหรูหราและความเป็นเอกลักษณ์ของ
เมอร์เซเดส-เบนซ์ มอบความปลอดภัยในทุกเส้นทางด้วยไฟหน้าแบบ Multibeam LED สามารถปรับการส่องสว่างให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ และสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ รวมถึงล้อไลท์อัลลอย Monoblock ขนาด 19 นิ้ว และระบบกันสะเทือนแบบ AIRMATIC Suspension ที่จะช่วยซับแรงกระแทกและทำให้ช่วงล่างนุ่มนวลยิ่งขึ้น
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive ถูกออกแบบอย่างประณีตและพิถีพิถันตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ห้องโดยสารภายในตกแต่งด้วย Wood-look มีการติดตั้งฟังก์ชันการใช้งานที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้เป็นอย่างดี ทั้งเบาะนั่งสีเบจที่มอบความเรียบหรูในทุกองศาแบบ 3 ตอน 6 ที่นั่ง พร้อมฟังก์ชันนวดในตัว จัดรูปแบบการนั่งแบบ 2-2-2 และพวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน พร้อม Touchpad ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมระบบต่าง ๆ ของรถได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกระจกมองหลังแบบดิจิทัล ที่ใช้กล้องความละเอียดสูงเพื่อแสดงภาพบนกระจกมองหลัง ช่วยเพิ่มความคมชัดและมุมมองที่กว้างขึ้น ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging) และระบบกุญแจ KEYLESS-Start เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่ด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้โดยใช้แค่ปุ่มกด
ในส่วนของเทคโนโลยีและระบบความบันเทิง มีการผสานรวมเทคโนโลยี MBUX เวอร์ชั่นล่าสุด (Mercedes-Benz User Experience) ซึ่งเป็นระบบอินโฟเทนเมนต์อัจฉริยะที่สามารถควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของรถผ่านหน้าจอสัมผัสและการสั่งงานด้วยเสียง และเป็นครั้งแรกกับ Mercedes-Benz
แอปพลิเคชัน และแพ็กเกจ Digital Extras ในรถแวนที่มาพร้อมกับระบบ Navigation ซึ่งให้ข้อมูลการนำทางแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถวางแผนเส้นทางอย่างแม่นยำและช่วยนำทางอย่างชาญฉลาด พร้อมยกระดับบรรยากาศที่ดีเยี่ยมในห้องโดยสารด้วยคุณภาพของระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester® และแสงไฟ Ambient Light ที่สามารถปรับแต่งได้ถึง 64 เฉดสี ช่วยสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายตามความต้องการของผู้โดยสารในทุกการเดินทาง
ความปลอดภัยในการขับขี่และการโดยสารเป็นสิ่งที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับรถยนต์ในกลุ่ม V-Class ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่มีครอบครัว ดังนั้น เทคโนโลยีต่าง ๆ ใน Mercedes-Benz V 300 d Exclusive จึงมีทั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานและระบบความปลอดภัยขั้นสูง อาทิ ระบบรักษาระยะห่างจากรถด้านหน้าและควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Active Distance Assist DISTRONIC)
ระบบช่วยรักษารถให้อยู่ในช่องทางจราจร (Active Lane Keeping Assist) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Active Blind Spot Assist) ระบบช่วยเบรกแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบรักษาสมดุลของตัวรถเมื่อมีลมมาปะทะด้านข้าง (Crosswind Assist) และระบบช่วยนำรถเข้าจอด พร้อมเทคโนโลยีกล้องแสดงภาพแบบรอบทิศทาง (360º Camera) ฯลฯ
Mercedes-Benz V 300 d Exclusive วางจำหน่ายในราคา 5,820,000 บาท โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีเงิน (Hightech Silver) สีดำ (Obsidian Black) สีขาว (Rock Crystal White) สีเทา (Graphite Grey) สีเทา (Alpine Grey) สีฟ้า (Vintage Blue) และสีทอง (Kalahari Gold)
เมอร์เซเดส-เบนซ์ คว้า 19 รางวัล จากเวที AdPeople Awards & Symposium 2024
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เข้าร่วมงานประกาศรางวัลประจำปีของสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย AdPeople Awards & Symposium 2024 พร้อมคว้ารางวัลทั้งสิ้น 19 รางวัล โดยชนะเลิศรางวัลระดับ “Best” 1 รางวัล “Gold” 4 รางวัล “Silver” 5 รางวัล และ “Bronze” 9 รางวัล ครอบคลุมกว่า 9 หมวดหลักของการตัดสิน โดยมีแคมเปญ “The ‘BENZ’ EFFECT” เป็นฮีโร่แคมเปญที่สามารถคว้ารางวัลมาได้มากที่สุด จากการร่วมมือกับบริษัทเอเจนซี่โฆษณาชั้นนำอย่าง BBDO Bangkok นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลพิเศษ “CLIENT TEAM OF THE YEAR” ในหมวด People Awards แสดงให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพระหว่างแบรนด์และพาร์ทเนอร์ โดยความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันสีสันทางการสื่อสารและการตลาดให้กับผู้บริโภคและตลาดรถยนต์ในประเทศไทย
ผลงาน: “THE ‘BENZ’ EFFECT”
รางวัลที่ได้รับ: 1 Best / 4 Gold / 4 Silver / 4 Bronze
หมวดรางวัล: Public Relations Plan / Film / Direct / Creative Strategy / Craft / Digital & Social
รายละเอียดแคมเปญ: เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้สร้างสรรค์แคมเปญที่มีคนชื่อ “เบนซ์” เข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด ผ่านความร่วมมือกับ BBDO Bangkok ที่ได้ดึง “เบนซ์ – ธนชาติ” ผู้กำกับหนังโฆษณาจาก Salmon House มาตามหาและนำคนชื่อ “เบนซ์” ที่มีความหลากหลายและแตกต่างกันทั้งอายุ เพศ และอาชีพ มาสัมภาษณ์ถึงที่มาของชื่อและแรงบันดาลใจของพ่อแม่รวมถึงผู้ใหญ่ในบ้านในการตั้งชื่อลูกหลานว่า “เบนซ์” และให้คนชื่อเบนซ์ทุกคน ชวนเพื่อนมาร่วมชมบูธที่งาน Motor Show 2024 โดยมีไฮไลท์พิเศษในการให้ “เบนซ์ – ธนวัต” ศิลปินนักวาดภาพประกอบที่รู้จักกันในชื่อ Bloody Hell Big Head มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Icon of Inspiration” สะท้อนการเป็นแบรนด์ระดับไอคอนนิกที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน โดยเป็นทั้งรถยนต์ในฝันและสัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจของทุกคน
ผลงาน: “FUTURE FOR ALL”
รางวัลที่ได้รับ: 1 Silver / 3 Bronze
หมวดรางวัล: Good / Creative Strategy / Experience & Activation / Out of Home
รายละเอียดแคมเปญ: ในงาน Motor Expo 2023 เมอร์เซเดส-เบนซ์ นำเสนอบูธจัดแสดงรถยนต์ผ่านคอนเซ็ปต์ “FUTURE FOR ALL” ด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องความหลากหลาย (Diversity) ความเท่าเทียม (Equity) และการเคารพถึงความแตกต่าง (Inclusion) โดยดึงอินไซด์จากการสัมภาษณ์กลุ่มคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ใช้วีลแชร์ คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กและมีรถเข็นเด็ก ซึ่งมีปัญหากับ “พื้นต่างระดับ” ของบูธจัดแสดงรถยนต์ ทำให้ไม่ได้รับประสบการณ์ที่ดีเท่าที่ควร เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงตัดสินใจออกแบบบูธใหม่เพื่อสร้างความเท่าเทียมแก่ทุกคนด้วยหลักการออกแบบ Universal Design ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ให้ผู้เยี่ยมชมทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัด โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ทั้งบูธให้เป็นพื้นราบและมีทางเดินที่กว้างขวางมากพอ เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยในการสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษภายในบูธร่วมกัน
ผลงาน: “MOM IS HIRING HER PERSONAL DRIVER”
รางวัลที่ได้รับ: 2 Bronze
หมวดรางวัล: Direct
รายละเอียดแคมเปญ: ในช่วงเทศกาลวันแม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดรับสมัครงานตำแหน่ง “คนขับรถส่วนตัว (ให้คุณแม่)” ในแพลตฟอร์มออนไลน์ของแบรนด์ โดยเป็นกิจกรรมภายใต้แคมเปญ “Momcation Test Drive” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อสร้างช่วงเวลาที่มีคุณภาพระหว่างลูกๆ และคุณแม่ โดยล่าสุดมาในธีม “Let me be your Personal Driver” และชวนลูกๆ ที่มีใบขับขี่และรู้ว่าคุณแม่อยากจะไปเที่ยวที่ไหน สามารถที่จะพาคุณแม่ไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ ด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เตรียมพร้อมไว้ให้สำหรับทริปสุดพิเศษ ตลอด 5 วัน 4 คืน
สามารถติดตามแคมเปญและกิจกรรมต่างๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ผ่านแพลตฟอร์ม Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand LINE: @mercedesbenzth
ฟอร์ด เรนเจอร์ MS-RT กระบะสไตล์เรซซิ่ง 1.749 ล้านบาทหล่อแรงจบจากโรงงาน!
ฟอร์ด ประเทศไทย จับมือ อาร์เอ็มเอ กรุ๊ป พันธมิตรผู้ดัดแปลงรถยนต์ที่ได้รับการรับรอง Qualified Vehicle Modifier (QVM) จากฟอร์ด ส่งฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT ครั้งแรกในไทย ในฐานะรถดัดแปลงพิเศษที่โดดเด่นด้วยชุดแต่งที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความร่วมมือระหว่างฟอร์ด, สำนักแต่ง MS-RT และ M-Sport พันธมิตรด้านมอเตอร์สปอร์ตที่ทำงานร่วมกับฟอร์ดในยุโรปมายาวนาน
ฟอร์ด เรนเจอร์ MS-RT รถกระบะทางเรียบสไตล์เรซซิ่งที่ออกแบบมาสำหรับผู้ที่หลงใหลความตื่นเต้นเร้าใจ มาพร้อมตัวเลือก 2 สี ได้แก่ สีเทา คอมมานด์ เกรย์ และสีดำ แอ็บโซลูท แบล็ก พร้อมเปิดรับจองในช่วงแนะนำเพียง 200 คัน ราคา 1,749,000 บาท ผู้ที่สนใจสามารถสั่งจองได้ที่งานมหกรรมยานยนต์มอเตอร์ เอ็กซ์โป ครั้งที่ 41 และผ่านผู้จำหน่ายฟอร์ดที่เข้าร่วมโครงการ
ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT มากับเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตร วี 6 ของฟอร์ด จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติแบบ 10 สปีด มอบพละกำลังสูงสุด 250 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 600 นิวตันเมตร พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ 4A และระบบ Terrain Management System (TMS) พร้อมโหมดการขับขี่ 6 โหมด ได้แก่ โหมดปกติ (Normal) โหมดประหยัด (Eco) โหมดลากจูง (Tow/Haul) โหมดถนนลื่น (Slippery) โหมดโคลนและหิน (Mud/Ruts) และโหมดทราย (Sand) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในทุกสภาพถนน
ด้านการออกแบบ ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ดุดันกระจังหน้าดีไซน์รังผึ้ง พร้อมลิ้นหน้า (Splitter) ในตัว รถดูโหลดต่ำลงด้วยชุดสเกิร์ตด้านข้าง ขึ้น-ลงสะดวกด้วย บันไดข้างพับเก็บอัตโนมัติไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนท้ายรถติดตั้งกันชนหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมดิฟฟิวเซอร์หลังสไตล์มอเตอร์สปอร์ต ฝาท้ายกระบะติดตั้งสัญลักษณ์ MS-RT และสปอยเลอร์หลังแบบดักเทล พร้อมด้วยสปอยเลอร์หลังคา ที่ได้รับการปรับแต่งด้วยการจำลองทางคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างสมดุลทางอากาศพลศาสตร์ และช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ที่ความเร็วสูง ล้ออัลลอยดีไซน์พิเศษลายไดมอนด์ คัท ขนาด 21 นิ้ว ประกอบกับยางแก้มเตี้ยขนาด 275/45 R21 ซึ่งถือเป็นล้อที่ใหญ่ที่สุดที่เคยมีมาในฟอร์ด เรนเจอร์ ภายใต้ซุ้มล้อที่กว้างขึ้นทั้งหน้าและหลัง ทำให้ความกว้างโดยรวมของรถเพิ่มขึ้น 82 มม. เพิ่มความโดดเด่นบนท้องถนน
ระบบช่วงล่างของฟอร์ด เรนเจอร์ MS-RT ได้รับการปรับจูนอย่างพิถีพิถันเพื่อผสานความสบายในการขับขี่และการเกาะถนนที่ดีเยี่ยม ด้วยโช้คอัพคู่ใหม่ที่ปรับจูนแบบสปอร์ตให้มีความนุ่มหนึบ และการลดความสูงของตัวรถลง 40 มิลลิเมตร ที่ไม่เพียงมอบรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการควบคุมรถและเพิ่มเสถียรภาพขณะเข้าโค้งอีกด้วย
ภายในห้องโดยสารออกแบบสไตล์สปอร์ต ด้วยเบาะนั่งคู่หน้าที่ออกแบบเฉพาะให้รองรับสรีระของผู้ขับขี่อย่างลงตัว ด้านข้างเบาะโอบกระชับ เบาะหุ้มด้วยวัสดุหนังสังเคราะห์และหนังกลับ ตกแต่งด้วยโลโก้ MS-RT และเดินด้ายสีน้ำเงินทั้งบนเบาะและรอบห้องโดยสาร เพิ่มความพิเศษด้วยพวงมาลัยสปอร์ตดีไซน์ใหม่ ตกแต่งด้วยแถบสีน้ำเงินที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา และเดินด้ายสีน้ำเงินที่เข้ากันเป็นอย่างดี
ฟอร์ดและอาร์เอ็มเอ พร้อมมอบความอุ่นใจให้แก่ลูกค้าที่เป็นเจ้าของรถฟอร์ด เรนเจอร์ MS-RT ด้วยการรับประกันคุณภาพที่ครอบคลุมทั้งอะไหล่แท้จากฟอร์ดและชิ้นส่วนการดัดแปลงทั้งหมดจากอาร์เอ็มเอ ด้วยระยะเวลาการรับประกันสูงสุด 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
**********
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฟอร์ด เรนเจอร์ ประสบความสำเร็จในการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับตลาดรถกระบะของไทย ด้วยการสร้างความตื่นเต้นผ่านการนำเสนอฟีเจอร์และเทคโนโลยีล้ำสมัยให้กับลูกค้าชาวไทยมาโดยตลอด” นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว “เสียงตอบรับที่ดีจากการจัดแสดงรถต้นแบบเมื่อต้นปี ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้จำหน่ายฟอร์ด และตอกย้ำความมั่นใจว่าฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT จะเป็นอีกตัวเลือกใหม่ที่โดนใจลูกค้ารถกระบะ”
“ถ้าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ คือสุดยอดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ พร้อมชุดแต่ง MS-RT ก็คือสุดยอดรถกระบะสไตล์เรซซิ่ง และการเปิดตัวในวันนี้ ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งมิติใหม่ของตลาดรถกระบะในประเทศไทยที่ไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน” นายรัฐการ กล่าวเสริม
นายดาเรน แอมโบรส กรรมการผู้จัดการ แผนกดัดแปลงและควบคุมการผลิตรถยนต์สำหรับตลาดทั่วโลก อาร์เอ็มเอ กรุ๊ป กล่าวว่า “ในฐานะพันธมิตรผู้ดัดแปลงรถยนต์ภายใต้การรับรอง QVM จากฟอร์ดและผู้นำด้านการผลิตรถยนต์รุ่นพิเศษระดับโลก เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายฟอร์ดและ MS-RT ในการนำเสนอรถดัดแปลงพิเศษที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสู่ประเทศไทย ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ในการดัดแปลงรถยนต์พิเศษ เรามั่นใจว่าฟอร์ด เรนเจอร์ MS-RT จะรักษามาตรฐาน QVM ได้อย่างครบถ้วนและส่งมอบรถยนต์คุณภาพเหนือชั้นให้แก่ผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน”
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ชวนชม 3 ไฮไลท์ที่งาน Motor Expo ครั้งที่ 41
เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมอัจฉริยะ เชิญชวนชาวไทยร่วมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่แห่งอนาคตจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่งาน Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 41 พบกับไฮไลต์สำคัญกับการประกาศราคาขายพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการสำหรับ “GWM POER SAHAR HEV” รถกระบะพลังงานไฮบริดทรงพลังคันแรกของเมืองไทย รวมไปถึงเซอร์ไพรส์พิเศษที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดส่งตรงจากประเทศจีนถึง 2 รุ่น จาก 2 เซกเมนต์ที่กำลังได้รับความนิยมสูงจากผู้บริโภคชาวไทย อย่าง “GWM WEY 80 PHEV” รถยนต์เอ็มพีวีอเนกประสงค์ระดับไฮเอนด์ พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางสุดพรีเมียมและการใช้สอยทางธุรกิจได้อย่างไร้ที่ติ
และ “GWM TANK 700 Hi4-T” สุดยอดรถยนต์เอสยูวีออฟโรดขุมพลังปลั๊กอิน-ไฮบริดที่มาพร้อมสมรรถนะขั้นสุด ผสมผสานสุนทรียภาพและความแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว สู่การเดินทางอันไร้ซึ่งขีดจำกัด และยังตระการตาไปกับขบวนพาเหรดรถยนต์พลังงานใหม่อีกหลากหลายรุ่น ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ GWM ORA, GWM HAVAL และ GWM TANK พร้อมร่วมทดลองขับและรับข้อเสนอสุดพิเศษรวมถึงสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ภายในงาน โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแถลงข่าวเปิดบูธของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผ่านทุกช่องทางของ GWM Thailand ทั้ง Facebook, YouTube และ TikTok ในวันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ตั้งแต่เวลา 12.45 น. เป็นต้นไป
ไฮไลท์สำคัญภายในงาน อาทิ
- การประกาศราคาขายพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ “GWM POER SAHAR HEV” รถกระบะขุมพลังไฮบริดรุ่นแรกในประเทศไทย ที่จะเปลี่ยนนิยามของรถกระบะให้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่มีความดุดัน แข็งแกร่งผสมผสานกับการตกแต่งภายในที่หรูหราและทันสมัยได้อย่างลงตัว ครบครันด้วยเทคโนโลยีสุดอัจฉริยะสู่ความสะดวกสบายเหนือระดับ มาพร้อมกับแพลตฟอร์ม TANK และระบบขับเคลื่อนขุมพลังไฮบริดอันทรงพลัง ร่วมกับข้อเสนอสุดพิเศษ พร้อมให้ชาวไทยได้จับจองและเป็นเจ้าของภายในงานและที่ พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ พร้อมส่งมอบทันที
- สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับรถยนต์เอ็มพีวีโมเดลล่าสุดพร้อมให้ชาวไทยได้ยลโฉมเป็นครั้งแรกกับ “GWM WEY 80 PHEV” และ “GWM TANK 700 Hi4-T” รถยนต์เอสยูวีรุ่นเรือธงจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขุมพลังปลั๊กอิน-ไฮบริด ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 3.0T Hi4-T แบบ Longitudinal parallel hybrid ที่มีความจุกระบอกสูบสูง มีระยะทางขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง สู่ประสบการณ์สุดพรีเมียมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มาพร้อมดีไซน์ล้ำสมัยร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดอัจฉริยะจัดเต็มทุกตารางนิ้ว
- พบกับข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมายให้กับลูกค้าที่ซื้อรถยนต์พลังงานใหม่จาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายในงาน และที่ พาร์ทเนอร์ สโตร์ ทั่วประเทศ พร้อมให้ชาวไทยได้สัมผัสและจับจองรถยนต์พลังงานใหม่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพสู่ประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับแตกต่างยิ่งกว่าใคร ร่วมกับราคาสุดคุ้มค่า ให้ชาวไทยได้มีสิทธิ์เป็นเจ้าของรถยนต์พลังงานใหม่ได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น
- ขบวนไลน์อัปรถยนต์พลังงานใหม่รุ่นยอดนิยม ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านรถยนต์พลังงานใหม่ของประเทศไทย นำทัพด้วยเจ้าเหมียวไฟฟ้าขวัญใจคนไทย GWM ORA Good Cat รุ่น PRO, ULTRA, และ GT ยนตรกรรมระดับมาสเตอร์พีซรถซีดานที่ผสานความสปอร์ตและความสง่างามเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัวอย่าง GWM ORA 07 รถยนต์คอมแพคเอสยูวียอดนิยม GWM HAVAL H6 HEV และเจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่ครบครันทุกฟังก์ชันการขับขี่อย่าง GWM HAVAL JOLION HEV ตามด้วยรถยนต์เอสยูวีออฟโรดสำหรับสายลุย แต่ยังเปี่ยมไปด้วยความหรูหราสง่างาม GWM TANK 500 HEV และ GWM TANK 300 HEV
สัมผัสประสบการณ์อันล้ำสมัยไปกับเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะแห่งอนาคตที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมต้อนรับทุกท่านที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A05 ภายในงาน Thailand International Motor Expo ครั้งที่ 41 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 – 3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 – 10 ธันวาคม 2567 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)
‘Hyundai PALISADE’ สุดยอด D-SUV ระดับพรีเมียมราคาเริ่มต้น 2.299 ล้านบาท!
Hyundai PALISADE ใช้โครงสร้าง Monocoque Structure ที่เพิ่มความปลอดภัย พร้อมยกระดับประสิทธิภาพแห่งการควบคุม ความสะดวกสบายในการขับขี่ และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ผ่านการลดน้ำหนักเครื่องยนต์และการสั่นสะเทือน การออกแบบนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งของโครงสร้างรถยนต์ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ราบรื่นและเปี่ยมประสิทธิภาพ ในส่วนของดีไซน์ โดดเด่นด้วยกระจังหน้าแบบ Premium Parametric Shield เพิ่มความเข้มด้วยการตกแต่งแบบ Dark Metallic Chrome สอดรับกับไฟส่องสว่างเวลากลางวัน DRL แบบ LED เอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมไฟแบบ Full LED ทั้งด้านหน้าและหลังดีไซน์ไม่เหมือนรถยนต์รุ่นใด ให้ทั้งความสวยงามและปลอดภัย งามสง่าด้วยล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ขนาด 20 นิ้ว
ห้องโดยสารกว้างขวางพร้อมฟีเจอร์ล้ำสมัยด้วยกระจกมองหลังแบบไร้ขอบ Frameless พร้อมตัดแสงอัตโนมัติ เบาะแถวที่ 1 และแถวที่ 2 สามารถปรับอุณหภูมิได้ทั้งอุ่นและเย็น เบาะผู้ขับขี่มีระบบบันทึกตำแหน่งที่นั่ง สะดวกสบายกับพื้นที่ legroom กว้างขวาง พร้อมตกแต่งด้วยวัสดุระดับพรีเมียม จอแสดงผลเป็นแบบ Supervision Cluster ขนาด 12.3 นิ้ว ส่วนคอนโซลกลางเป็นแบบ Bride-type ให้ทั้งอรรถประโยชน์และภาพลักษณ์เรียบหรู ดื่มด่ำไปกับดนตรีผ่านเครื่องเสียง Infinity Premium Sound System 12 ลำโพง ทั้งยังมีที่ชาร์จสมาร์ตโฟนไร้สาย
PALISADE มีให้เลือกทั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อและ 2 ล้อ ทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยขุมพลังประสิทธิภาพสูงกับ เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ ขนาด 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 197 แรงม้า ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตันเมตร ที่ 1,750 – 2,750 รอบ/นาที รองรับทุกการใช้งานทั้งในเมืองและการเดินทางช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ด้วยรูปแบบการขับขี่ที่ปรับได้ตามความต้องการ มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้านสมรรถนะและความอเนกประสงค์
Hyundai PALISADE มีให้เลือก 2 รุ่น: PALISADE Prestige ขับเคลื่อน 4 ล้อ ราคา 2,499,000 บาท และ PALISADE Exclusive ขับเคลื่อน 2 ล้อ ราคา 2,299,000 บาท พร้อมเฉดสีพรีเมียม 2 สี ได้แก่ Pearl White และ Space Black สัมผัส Hyundai PALISADE ได้แล้ววันนี้ พร้อมรับข้อเสนอสุดพิเศษ ด้วยอัตราดอกเบี้ย 1.99% ประกันภัยชั้น 1 ฟรี 1 ปี และการรับประกันตัวรถนาน 7 ปี หรือสูงสุด 150,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินแบบไม่จำกัดตลอด 7 ปี พิเศษสุด สำหรับลูกค้า 200 ท่านแรก รับฟรี แพ็กเกจบำรุงรักษานาน 4 ปี หรือสูงสุด 40,000 กิโลเมตร ให้คุณได้รับความคุ้มค่าและความอุ่นใจเสมือนมีทีมงานคอยให้ความช่วยเหลือในทุกเส้นทาง
Hyundai PALISADE เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยในปี 2023 ได้รับการยกย่องเป็น Best 3-row SUV for the Money จาก U.S. News และคว้ารางวัล Best Large Utility ในงาน MotorWeek รวมถึงถูกยกย่องให้เป็น Family Vehicle of the Year จาก Midwest Automotive Media Association นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลอื่น ๆ มากมายทั้งรางวัล Car and Driver’s Mid-Size SUV Editor’s Choice, รางวัล Top Safety Pick+ จากสถาบันประกันความปลอดภัยทางหลวงแห่งสหรัฐฯ (IIHS) และรางวัล 10 Best Interiors & UX จาก Wards Auto โดยรางวัลเหล่านี้ได้เสริมสถานะอันแข็งแกร่งของยานยนต์ฮุนไดให้ยืนหนึ่งในงาน 2023 Best SUV Brands ซึ่งจัดโดย U.S. News & World Report และต่อมาในปี 2024 Hyundai PALISADE ยังคงประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องจากการคว้ารางวัลในงาน Car and Driver’s Editors’ Choice Awards ในหมวด Mid-Size SUV และสามารถรักษาตำแหน่ง คว้ารางวัล TSP ของ IIHS มาได้ต่อเนื่องอีกปี
เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว PALISADE ถือเป็นการยกระดับเทคโนโลยียานยนต์ครั้งสำคัญ ที่ผสานประสบการณ์ด้านไลฟ์สไตล์การเดินทางและการสร้างช่วงเวลาพิเศษกับคนรอบตัว ประเทศไทยนับเป็นตลาดที่สำคัญของฮุนได เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาความสัมพันธ์กับลูกค้าผ่านการยกระดับมาตรฐานด้านคุณภาพ เทคโนโลยี และการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ในฐานะ D-SUV พรีเมียมหนึ่งเดียวในภูมิภาค PALISADE ได้รับการออกแบบให้สร้างความประทับใจแก่ผู้ขับขี่ชาวไทยในทุกมิติ ด้วยความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบความปลอดภัยล้ำสมัย และดีไซน์ที่โดดเด่นทรงพลัง PALISADE จึงสะท้อนความตั้งใจของเราในการเป็นผู้นำตลาด SUV ด้วยการผสานความหรูหรา สมรรถนะ และความอเนกประสงค์ที่ไร้คู่แข่ง”
Hyundai PALISADE ผ่านการจัดอันดับด้านความปลอดภัยโดย ANCAP 5 Star ในปี 2022 ถือเป็นรถยนต์เอสยูวีขนาดใหญ่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยขุมพลังดีเซล ได้รับการออกแบบเพื่อมอบความปลอดภัยขั้นสูงสุด พร้อมปกป้องคุณด้วยถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่ง ประกอบด้วย คู่หน้า ด้านข้าง และม่านถุงลมนิรภัย เสริมด้วยเทคโนโลยี Hyundai SmartSense™ ที่มีทั้งระบบช่วยเตือนและเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (Forward Collision-Avoidance) ระบบเตือนและช่วยคุมพวงมาลัยเมื่อมีรถในจุดอับสายตา (Blind-Spot Collision Avoidance), ระบบป้องกันการเปิดประตูเมื่อมีรถวิ่งมาด้านข้าง (Safe Exit Assist), ระบบควบคุมรถให้อยู่กลางเลน (Lane Following Assist), ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Smart Cruise Control) และระบบกล้องมองภาพจุดอับสายตา (Blind-Spot View Monitor) เพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปิดตัว Hyundai PALISADE ถือเป็นก้าวสำคัญในการตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ด้วยชื่อเสียงอันโดดเด่นในตลาดเอสยูวี ฮุนไดได้ออกแบบรุ่นพรีเมียมนี้ให้ผสานความหรูหรา ความอเนกประสงค์ และสมรรถนะได้อย่างลงตัว เรามั่นใจว่า PALISADE จะได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มเป้าหมายที่มองหารถคุณภาพที่เปี่ยมนวัตกรรมล้ำสมัย พร้อมปักหมุดสร้างมาตรฐานใหม่ให้รถในเซกเมนต์นี้ต่อไป”
เรเว่ ‘DENZA D9’ รุกตลาดรถตู้หรูพลังไฟฟ้าราคาเริ่มต้น 1,999,900 บาท (ราคาพิเศษถึงสิ้นปี 2024)
เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด เปิดตัว DENZA D9 โมเดลแรกอย่างเป็นทางการสำหรับตลาดประเทศไทย โดย ประกาศราคาขายแนะนำ 2 รุ่นย่อย ได้แก่ DENZA D9 Performance AWD ราคา 2,699,900 บาท และ DENZA D9 Premium ราคา 1,999,900 บาท โดยเป็นราคาพิเศษเฉพาะผู้ที่จองตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2567 เท่านั้น และสำหรับผู้ที่จองรถ DENZA D9 Performance AWD ภายในวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 และรับรถภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 จะได้รับโฮมชาร์จเจอร์ ABB พร้อมบริการติดตั้ง
แบรนด์ DENZA ถือกำเนิดขึ้นในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานใหม่ โดยพัฒนาและขับเคลื่อน โดยบีวายดีอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ซึ่งได้ปรับโครงสร้างภายในทำให้แบรนด์อยู่ภายใต้บีวายดี 100% โดยยังคงเน้นความโดดเด่นในการหลอมรวมเทคโนโลยีและความหรูหราเข้าด้วยกันอย่างลงตัวผ่านการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าหลากหลายประเภทที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคไม่ว่าจะเป็นรถครอสโอเวอร์ (Crossover) อย่าง DENZA N7, รถสปอร์ตอเนกประสงค์ (SUV) อย่าง DENZA N8, รถแฮทช์แบ็กทรงสปอร์ตระดับพรีเมียมอย่าง DENZA Z9 GT และรถตู้อเนกประสงค์ (MPV) DENZA D9 ที่เน้นสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีอัจฉริยะ ทั้งยังการันตีด้วยความเป็นที่หนึ่งในตลาดรถตู้อเนกประสงค์ของจีนในปี พ.ศ. 2566 โดยมียอดจองและยอดขายมากกว่า 250,000 คัน
DENZA D9 ลักชัวรี่ MPV ที่ผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อรังสรรค์ที่สุดแห่งประสบการณ์การเดินทางอันหรูหราและเป็นเอกลักษณ์ด้วยการออกแบบภายใต้แนวคิด DENZA π – Motion ดีไซน์ด้านหน้ารถแบบ Pi Motion พร้อมด้วยไฟหน้ารูปแบบ Meteor Arrow และไฟท้ายออกแบบด้วยแนวคิดฝนดาวตกแห่งกาลเวลา มาพร้อมกับสมรรถนะอันเป็นเลิศจากมอเตอร์ไฟฟ้าทรงพลังที่ให้กำลังสูงสุดถึง 275 kW และแรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจาก BYD Blade Battery ขนาด 103.36 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 580 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC โดยสามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร ได้ภายใน 6.9 วินาที เพลิดเพลินกับการเดินทางที่ราบรื่นกว่าที่เคยด้วยระบบกันสะเทือนอัจฉริยะ DiSus-C เทคโนโลยีช่วงล่างแบบไฟฟ้าเอกสิทธิ์เฉพาะจากบีวายดี รองรับการปรับแต่งความกระด้างและความนุ่มนวลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ อีกทั้งยังช่วยเสริมประสิทธิภาพในการควบคุมรถ ลดปัญหาการยุบตัวของตัวรถ การพลิกคว่ำ การเกิดแรงกระชากเมื่อเบรกหรือเหยียบคันเร่ง
พื้นที่ภายในของ DENZA D9 ให้ความรู้สึกโปร่งสบายด้วย Panoramic Glass Roof ขนาด 1.1 ตารางเมตร พร้อมม่านบังแดดไฟฟ้า เนรมิตความกว้างขวางสะดวกสบายพร้อมรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง เพิ่มระดับความหรูหราด้วยเบาะหุ้มหนังแท้ Nappa เบาะนั่งคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่สอง ปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง มาพร้อมระบบพนักพิงดันหลังไฟฟ้า 4 ทิศทาง รวมทั้งยังสามารถปรับหมอนรองศรีษะให้เข้ากับสรีระศรีษะได้อีกด้วย นอกเหนือจากนั้นยังมาพร้อมกับระบบนวดไฟฟ้าและระบบระบายอากาศ ยกระดับความสะดวกสบายขึ้นไปอีกขั้นด้วยระบบจดจำตำแหน่งที่นั่งเบาะคนขับและผู้โดยสารแถวที่สอง ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Welcome Seat และปุ่ม reset ตั้งค่าเบาะ ทำให้สะดวกสบายในการขึ้น-ลงรถ
ครบครันด้วยระบบมัลติมีเดียเพื่อความบันเทิง อาทิ หน้าจอมัลติมีเดียสำหรับผู้โดยสารตอนหน้าขนาด 15.6 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงชั้นนำระดับโลก Dynaudio Hi-Fi Class ลำโพง 14 ตำแหน่ง ที่พักแขนเบาะนั่งโดยสารแถวที่สอง พร้อมหน้าจอ LCD แบบมัลติฟังก์ชัน ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สายทั้งหมด 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ห้องโดยสารตอนหน้า 1 ตำแหน่ง และห้องโดยสารแถวที่สองอีก 2 ตำแหน่ง ทั้งยังมีระบบตู้เย็นภายในรถยนต์ที่สามารถปรับแต่งองศาตั้งแต่ -6 จนถึง 50 และสัญญาณอินเตอร์เน็ต 4G ในตัว ให้ทุกคนใช้ชีวิตยุคออนไลน์ได้อย่างราบรื่นไร้รอยต่อ พร้อมทั้งเติมเต็มความเป็นส่วนตัวให้กับห้องโดยสารด้วยกระจกกันเสียง 2 ชั้นรอบคัน
DENZA D9 ยังมาพร้อมความโดดเด่นของเทคโนโลยีอีกมากมายเพื่อการขับขี่อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นกล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา, เซนเซอร์ช่วยตรวจจับวัตถุรอบคัน 8 ตำแหน่ง, ระบบแสดงผลบนกระจกหน้า (W-HUD) ขนาด 12 นิ้ว รวมถึงเทคโนโลยีช่วยเหลือการขับขี่ที่ครบครันสำหรับทุกเส้นทาง อาทิ
- ระบบช่วยแจ้งเตือนอันตรายจากพฤติกรรมของผู้ขับขี่ (DMS)
- ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC)
- ระบบช่วยควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันอัจฉริยะ (ICC)
- ระบบจดจำป้ายสัญญาณจราจร (TSR)
- ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (AEB)
- ระบบช่วยเตือนการชนด้านหน้า (FCW)
- ระบบช่วยเตือนการชนด้านหลัง (RCW)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อต้องการเปลี่ยนเลน (LCA)
- ระบบช่วยรักษาช่องทางเดินรถฉุกเฉิน (ELKA)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาด้านหน้า (FCTA)
- ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถเคลื่อนผ่านจุดอับสายตาด้านหน้า (FCTB)
- ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA)
- ระบบช่วยเบรกเมื่อมีรถผ่านในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB)
- ระบบช่วยเปิดไฟสูงอัตโนมัติ (HMA)
- ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
- ระบบช่วยเตือนวัตถุเคลื่อนผ่านขณะเปิดประตู (DOW)
- ระบบช่วยควบคุมและช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ (RMI)
- ระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวของรถ (ESC)
- ระบบช่วยป้องกันการลื่นไถลขณะขับขี่ (TCS)
- ระบบช่วยควบคุมการไหลของรถอัตโนมัติ (AVH)
- ระบบควบคุมการทรงตัวบนทางลาดชัน (HHC)
- ระบบช่วยควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (HDC)
- ระบบช่วยเตือนจุดอับสายตา (BSD)
- ระบบช่วยควบคุมและช่วยป้องกันการพลิกคว่ำ (RMI)
โชว์รูมและศูนย์บริการแบรนด์ DENZA นำเสนอบริการระดับพรีเมียมโดยบุคลากรทั้งหมดจาก DENZA ไม่ว่าจะเป็นพนักงานฝ่ายขายและทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ พร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อมอบประสบการณ์และความประทับใจให้กับลูกค้าตั้งแต่ก้าวแรก โดยทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านสำคัญในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใหญ่ในประเทศไทย พร้อมมอบความสะดวกสบายในการเข้าถึงให้กับลูกค้าหลากหลายพื้นที่รวมจำนวนทั้งสิ้น 10 แห่ง ประกอบด้วย
- กรุงเทพมหานคร 3 แห่ง ได้แก่ สาธุประดิษฐ์ เพชรบุรีตัดใหม่ และศรีนครินทร์
- ต่างจังหวัด 7 แห่ง ได้แก่ ระยอง ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต
หลิว เสวียเลี่ยง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายขาย ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท บีวายดี ออโต้ อินดัสทรี จำกัด กล่าวว่า “การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมรถยนต์พลังงานใหม่ในประเทศไทยในช่วงสองถึงสามปีให้หลังสะท้อนถึงศักยภาพที่รอการปลดปล่อยของตลาดพรีเมียมซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้ขยายตัวตามการเติบโตทางเศรษฐกิจในกลุ่มผู้บริโภคในตลาดระดับบน เรายินดีอย่างยิ่งที่ได้สานต่อความสำเร็จกับพันธมิตรระยะยาวอย่างเรเว่ ออโตโมทีฟ กับการเปิดตัวแบรนด์ DENZA อย่างเป็นทางการเพื่อยกระดับประสบการณ์ขับขี่ให้ชาวไทยได้สัมผัสถึงความหรูหราในทุกมิติ เราเชื่อว่าแบรนด์ DENZA จะเข้ามาสร้างสีสันและเพิ่มตัวเลือกผลิตภัณฑ์ยานยนต์ในตลาดให้กับผู้บริโภค กระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และผลักดันตลาดยานยนต์ลักชัวรี่พลังงานใหม่ในประเทศไทยให้เติบไตต่อไป”
ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยในปัจจุบันขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคชาวไทยที่หันมาให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืน จึงยังเห็นการเติบโตและโอกาสของกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ซึ่งรวมถึงรถไฟฟ้าพรีเมียม เรเว่ ออโตโมทีฟ ภายใต้กลุ่มธุรกิจเรเว่ มุ่งมั่นในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ดียิ่งกว่าผ่านการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพพร้อมตัวเลือกที่หลากหลายสำหรับผู้บริโภคทุกกลุ่ม วันนี้ เราพร้อมแล้วที่จะพาชาวไทยไปสัมผัสอีกระดับของความหรูหรากับ DENZA แบรนด์ยนตรกรรมพลังงานใหม่ระดับลักชัวรี่ ที่โดดเด่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย สมรรถนะที่ไม่เป็นรอง เทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำทัพโดย DENZA D9 ซึ่งมาพร้อมดีไซน์ที่สะท้อนความโมเดิร์นและความหรูหรา เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน รวมถึงระบบความปลอดภัยและระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ เราเชื่อว่า DENZA D9 จะไม่เพียงมอบประสบการณ์อันเป็นเอกลักษณ์และความมั่นใจให้กับทุกการเดินทางแต่จะพลิกโฉมวงการยานยนต์ลักชัวรี่อเนกประสงค์ในไทยพร้อมกับสร้างความคึกคักให้กับทั้งอุตสาหกรรมส่งท้ายปีอย่างแน่นอน”
ประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจเรเว่ กล่าวว่า “การเปิดตัวแบรนด์ DENZA นอกจากจะเป็นการนำแบรนด์ยนตรกรรมพลังงานใหม่มาสู่ตลาด ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเรเว่ในการสร้างระบบนิเวศ EV ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้นในประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ EV ในรูปแบบต่างๆ ทั้งยังเป็นการสานต่อความตั้งใจที่จะเป็นหนึ่งกำลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมผ่านรถยนต์พลังงานใหม่ ควบคู่ไปกับการก้าวสู่อนาคตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตอกย้ำความเป็นผู้นำของเรเว่ที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว ที่สำคัญ เราจะยังคงเดินหน้าเสริมสร้างความไว้วางใจและยกระดับประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับทั้งด้านการขายและการบริการหลังการขาย โดยมีโชว์รูมและศูนย์บริการเฉพาะของแบรนด์ DENZA ที่จะพร้อมให้บริการระดับพรีเมียมกับลูกค้าทุกท่านให้เข้ามาสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ระดับลักชัวรี่ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 เป็นต้นไป และจะทยอยเปิดเพิ่มเพื่อรองรับความต้องการใช้รถแบรนด์ DENZA ในอนาคตต่อไป”
‘ฮุนได’ ส่ง ‘RN24’ รถต้นแบบดริฟต์โชว์ในงาน N Day 2024
RN24 คือรถต้นแบบ (Rolling Lab) เจเนอเรชันใหม่จาก Hyundai N ที่พัฒนาต่อยอดจากรถต้นแบบที่ใช้ทดสอบเทคโนโลยีจากสนามแข่งเพื่อปูทางสู่รถยนต์ N รุ่นจำหน่ายจริง โดยเริ่มต้นจากรถซีรีส์ RM (Racing Midship) ในปี 2012 จนมาถึงรถไฟฟ้าอย่าง RN22e และ N Vision 74 ซึ่ง Rolling Lab ทุกรุ่นคือสนามทดสอบเทคโนโลยีสมรรถนะสูง RN24 ยังคงสานต่อเจตนารมณ์นี้ด้วยการผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีมอเตอร์สปอร์ต พร้อมวางรากฐานอนาคตของ ยานยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ N
RN24 กำเนิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ต้องการนำขุมพลังไฟฟ้าที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดมาไว้ในตัวถังที่เล็กที่สุดทีมวิศวกรจึงนำระบบมอเตอร์คู่ขนาด 650 แรงม้า จาก IONIQ 5 N มาติดตั้งในแชสซีรถไฟฟ้าที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง World Rally Championship (WRC) ผลลัพธ์คือรถไฟฟ้าที่ทั้งกะทัดรัด เบา และคล่องตัวสูง ตอบโจทย์สายซิ่งที่หลงใหลในแบรนด์ N
RN24 ใช้ระบบขับเคลื่อน PE จาก IONIQ 5 N โดยมีการออกแบบชุดแบตเตอรี่ใหม่ที่ยังคงความจุไว้ที่ 84 กิโลวัตต์-ชั่วโมง แต่สามารถลดความยาวฐานล้อลง 340 มม. ทำให้มีขนาดเท่ากับรถในกลุ่ม B-segment เทียบเท่ารถแข่ง i20 N Rally1 Hybrid ที่แข่งขันในศึก World Rally Championship (WRC) แชสซีดีไซน์ใหม่สไตล์ WRC ติดตั้งโช้คอัพระดับรถแข่ง และคานรองรับน้ำหนักความแข็งแรงสูง Rolling Lab คันนี้ติดตั้งระบบควบคุมการขับเคลื่อน (Powertrain Drive Control Logic) แบบ WRC ที่ช่วยให้คนขับปรับกำลัง มอเตอร์ไฟฟ้า (PE Power) ความไวในการเร่ง (Acceleration Sensitivity) ความไวของระบบเบรกรีเจนเนอเรทีฟ (Regenerative Brake Sensitivity) และการกระจายกำลังขับเคลื่อน (PE Power Balance) ผ่านปุ่มบนพวงมาลัย เหมือนกับที่ใช้ในรถแข่ง WRC ของฮุนได นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงระบบระบายความร้อนแบตเตอรี่ รวมถึงมอเตอร์ที่ต่อยอดจาก IONIQ 5 N และติดตั้งระบบบังคับเลี้ยวที่ตอบสนองฉับไวระดับรถแรลลี่
RN24 ยังมาพร้อมระบบเสียงภายนอกกำลังสูง เพิ่มลำโพงด้านข้างอีก 2 ตัว นอกเหนือจากระบบ N Active Sound+ ของ IONIQ 5 N และด้วยดีไซน์บังโคลนหลังของ RN24 ที่ทำหน้าที่เป็นกล่องเสียง มอบประสบการณ์เสียงที่ทรงพลัง สมศักดิ์ศรี ยานยนต์สมรรถนะสูง ไฮไลต์สำคัญในบรรดาเทคโนโลยีรถยนต์มอเตอร์สปอร์ตของ RN24 คือระบบควบคุมแรงบิดมอเตอร์ใน ‘Rally Mode’ ที่ทำงานคล้ายกับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อในรถ i20 N Rally 1 ช่วยให้การกระจายแรงบิดไปยังล้อทั้งสี่อย่างมีประสิทธิภาพ แต่แทนที่จะใช้ระบบกลไกแบบ i20 N Rally 1 โมเดล RN24 ใช้การควบคุมแรงบิดด้วยระบบไฟฟ้า ลดความซับซ้อนและต้นทุน จึงมีโอกาสนำมาใช้จริงในรถรุ่นต่อไปในอนาคต
เบรกมือไฟฟ้า (e-Handbrake) ก็เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากประสบการณ์ 10 ปีของ Hyundai N ในศึก WRC ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้มากเพราะไม่ต้องติดตั้งระบบเบรกแบบกลไก ทั้งระบบอุ่นเบรกด้านข้างและระบบไฮดรอลิกแบบเดิม โดยล่าสุดฮุนไดได้ทดสอบนวัตกรรมนี้ในการแข่งขัน WRC’s Central European Rally จุดเด่นทางดีไซน์ของ RN24 อยู่ที่โครงเหล็กแบบเอ็กโซสเกเลตันที่มีความแข็งแรงสูง โดยได้แรงบันดาลใจมาจากรถ WRC ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับขี่แล้ว ยังช่วยเสริมสมรรถนะของรถและการทรงตัวในการขับขี่ความเร็วสูง
ในส่วนของชิ้นส่วนแต่งจาก N Performance Parts มีการติดตั้งล้อแม็กขนาด 19 นิ้วจาก Elantra N แบบหล่อขึ้นรูปสีดำด้าน ที่นอกจากจะดูดีแล้วยังช่วยเพิ่มสมรรถนะด้วย นอกจากนี้ RN24 ยังติดตั้งสปอยเลอร์จากรถแข่ง Touring Car Racing (TCR) ของฮุนได มอเตอร์สปอร์ต ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านอากาศพลศาสตร์ ทำให้รถคล่องตัวและทรงตัวดีขึ้น พร้อมใช้เหล็กเสริมแบบพิมพ์ 3 มิติ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงและลดน้ำหนักไปพร้อมกัน
