เผยโฉม RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% ในราคาเริ่มต้นไม่ถึงล้าน!
RIDDARA หนึ่งแบรนด์ในเครือ GEELY Holding Group โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำของโลก Fortune Global 500 ติดต่อกันอย่างยาวนาน โดยปัจจุบัน GEELY Holding Group บริหารแบรนด์รถยนต์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ครอบคลุมหลายเซกเมนท์ อาทิ ZEEKR , LYNK&CO, VOLVO, POLESTAR, รวมไปถึง LOTUS โดย RIDDARA มีการบริหารงานอย่างอิสระ แต่ยังคงตอบรับและสอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของ GEELY Holding Group โดยมีการทำงานและได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ขั้นตอนการผลิตอัจฉริยะ การจัดการด้านคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน
RIDDARA RD6 นับเป็น “THE FIRST EV PICK UP IN THAILAND” กระบะไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมให้เป็นเจ้าของเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป
RIDDARA RD6 ให้สมรรถนะที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้ายพร้อมระบบป้องกันการจ่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ทั้งในขณะจอดรถ ล็อกรถ ชาร์จไฟ หรือแม้กระทั่งขณะขับรถ นอกจากนี้ยังมาพร้อมการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน
RIDDARA RD6 มอบความความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาสำหรับทุกคนในครอบครัว ให้ห้องโดยสารที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Carbit link พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W มีระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter PM 2.5 เบาะหนังคุณภาพสูง ดีไซน์เอกลักษณ์ ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนได้แบบ 180 องศา ปรับแต่งเพิ่มพื้นที่การใช้งานที่หลากหลายเพื่อทุกคนในครอบครัว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครันพร้อมมอบความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง
RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม พร้อมบันไดท้ายซ่อนภายในประตูท้ายกระบะ ให้การขึ้นลงท้ายกระบะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย
RIDDARA RD6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ
RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมี 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาจำหน่ายดังนี้
- RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
- RIDDARA RD6 2WD 73kWh ราคา 999,000 บาท
- RIDDARA RD6 4WD 73kWh ราคา 1,149,000 บาท
- RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท
พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ เมื่อจอง RIDDARA ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2567
- อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด)
- รับโฮมชาร์จเจอร์พร้อมค่าบริการติดตั้งฟรี
- ฟรีประกันภัยชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี
- การรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร
- การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ขับเคลื่อน เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 200,000 กิโลเมตร
- ฟรีค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทางสูงสุด 6 ครั้ง ภายใน 6 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร
- ฟรี แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถขนาด 2GB ระยะเวลา 1 ปี
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี 6 ปี
พร้อมกันนี้ RIDDARA ได้เปิดตัวบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ RIDDARA CARE ที่พร้อมดูแลและให้บริการลูกค้าทุกท่านผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมไปถึงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า RIDDARA Call Center ที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 02-039-5777
เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Real Wellness My Way’
‘Real Wellness My Way’ ในประเทศไทย จะตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ทั่วโลกโดยหยิบนำเรื่องราวจริงของสมาชิก เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่พร้อมจะก้าวสู่เส้นทางสายสุขภาพ โดย Real Wellness Ambassadors จะถูกคัดเลือกจากสมาชิกของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่แชร์เรื่องราวสุดท้าทายของพวกเขา พร้อมกับโชว์ให้เห็นว่า เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ได้ช่วยให้เส้นทางสู่การมีสุขภาพองค์รวมที่ดีของพวกเขานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งแคมเปญนี้มุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์จริงที่ไม่ปรุงแต่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ทุกคนที่กำลังจะริเริ่มต้นเส้นทางเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง รู้สึกเป็นตัวของตัวเองและมั่นใจ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการดูแลสุขภาพที่แท้จริง
แคมเปญที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ‘Real Wellness My Way’ จัดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้นของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดี จากผลสำรวจข้อมูลเชิงลึกของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เปิดเผยว่าร้อยละ 71 ของคนไทยตอนนี้ให้ความสำคัญอย่างมากในด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนไปในสู่การออกกำลังอย่างเป็นประจำที่บ้านหรือท่ามกลางธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้นร้อยละ 47 ของคนไทยนั้นมีความท้าทายในการมีไลฟ์สไตล์ที่กระตือรือร้น และการรักษาสุขภาพจิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แคมเปญนี้มุ่งตอบโจทย์ช่องว่างที่มีอยู่ ทั้งนี้ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ มีพื้นที่ให้บริการที่พร้อมให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ประทับใจ โปรแกรมต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการตามความต้องการ อีกทั้งแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ปรับให้เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ
“ลูกค้าในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับลูกค้าในตลาดอื่น ๆ โดยแสวงหาการดูแลด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคนและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน” จูเลียน เบรา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและสิงคโปร์ ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ กล่าวพร้อมเสริมว่า “แคมเปญล่าสุดของเรา ‘Real Wellness My Way’ สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่สามารถมอบประสบการณ์ในโซลูชนในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่น่าสนใจ ตรงจุด และเพลิดเพลินใจ เราตื่นเต้นอย่างมากที่แบรนด์และบริการของเรานั้นสนับสนุนเส้นทางด้านสุขภาพของทุกคน และตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยอย่างมาก โดยเรียกได้ว่าทิ้งความกดดันด้านเป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีที่เกินเอื้อม หรือแม้กระทั่งแนวทางด้านสุขภาพที่มากมายและซับซ้อนไว้ได้เลย”
เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ประเทศไทย ตอกย้ำในฐานะผู้นำด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านแคมเปญใหม่ล่าสุดนี้เพื่อให้นิยามที่ดีด้านสุขภาพของทุกคนนั้นให้เกิดขึ้นจริงผ่านผลลัพธ์ที่ใคร ๆ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แคมเปญในการเฟ้นหา ‘Real Wellness Ambassadors’ ของเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ พร้อมเปิดให้สมาชิกมาร่วมเปิดประสบการณ์แล้ววันนี้
Volvo Electric Vehicle Driving Academy หลักสูตรขับรถไฟฟ้าครั้งแรกในไทยจาก ‘วอลโว่’
ครั้งแรกในประเทศไทย วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จัดงานอบรมหลักสูตรการเรียนขั
Volvo Electric Vehicle Driving Academy กิจกรรมอบรมหลักสูตรการเรียนขั
หลักสูตรการขับขี่รถไฟฟ้าเต็มรู
Braking and Avoiding: หลักสูตรจำลองการเบรกและหักหลบ เมื่อเจอสิ่งกีดขวางด้านหน้า
Moose test: ทดสอบการทรงตัวและการควบคุมตั
Avoiding obstacles: จำลองเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกิ
Understeer (Half circle): จำลองเหตุการณ์ที่อาจทำให้รถเกิ
แรนดีพ ซิง กานวา, กรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมา กู๊ดเยียร์มุ่งมั่นนำเสนอนวั
นอกเหนือจาก บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กิจกรรม Volvo Electric Vehicle Driving Academy ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน), บริษัท เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อีแซดเอสวีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดงานเพื่อมอบความรู้ และพัฒนาทักษะด้านการขับขี่
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากมีรถดีๆ ใช้สักคันไปเลย Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น 2 ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกั
สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบัน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิ
คริส เวลส์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “รถไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจอย่
นีเวีย ใหม่ ‘ลูมินัส630 ไทอามิดอล’ ลดจุดด่างดำทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นตัวจริงในการขจัดปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้า จัดงาน NIVEA Luminous630 Owning Your Spotlight เปิดตัว สูตรใหม่ ‘นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล’ (NIVEA LUMINOUS630 Thiamidol) ที่สุดแห่งชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าจัดการฝ้าและจุดดำฝังลึกด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากนีเวีย ที่พร้อมจัดการปัญหาจุดด่างดำลึกรวมไปถึงฝ้าแดดสะสม 10 ปี ช่วยให้จุดด่างดำลดเลือนลงถึง 82% พร้อมต้อนรับสองคู่จิ้นสุดฮอต อย่าง เต-นิว ตะวัน วิหครัตน์ และ ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ และ มิ้ลค์-เลิฟ พรรษา วอสเบียน และ ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร ที่มาร่วมยืนยันประสิทธิภาพ และเผยเคล็ดลับดูแลหน้าใส พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากหนุ่มๆ Atlas
สุภสิตา ไกรศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์นีเวีย ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “นีเวีย ลูมินัส630 เป็นผลิตภัณฑ์ที่นีเวียภาคภูมิใจ และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าของเราในเรื่องการจัดการปัญหาฝ้าแดด และจุดด่างดำสะสมฝังลึกบนผิวหน้าอย่างเห็นผลได้จริง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเปิดตัวไปเมื่อปี พ.ศ. 2562 แต่เราในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวชั้นนำระดับโลก เราไม่เคยหยุดในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เราจึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของบรรจุภัณฑ์และส่วนผสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวหน้าสำหรับผู้หญิงไทยมากที่สุด สำหรับ สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล นี้ เราได้เพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย “ไทอามิดอล” สารไบรท์เทนนิ่งประสิทธิภาพดีที่สุดจากนีเวีย ที่ใช้เวลาคิดค้นและพัฒนาจากศูนย์วิจัยของไบเออร์สด๊อรฟในประเทศเยอรมนีมากว่า 10 ปี หนึ่งเดียวที่จัดการฝ้าแดดและจุดด่างดำได้ถึงต้นตอ โดยไม่มีผลข้างเคียง และที่พิเศษที่สุดคือ สูตรนี้สามารถจัดการลดเลือนได้ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็นและจุดด่างดำที่มองไม่เห็นใต้ชั้นผิวที่กำลังจะขึ้นมาอยู่บนผิว ดังนั้นพูดได้เต็มปากว่าลูมินัส630 ไทอามิดอลเป็นเซรั่มที่ช่วยตัดวงจรฝ้าและจุดด่างดำตัวจริง”
สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล มาพร้อมสารไบรท์เทนนิ่งทรงประสิทธิภาพที่สุดของนีเวียอย่าง “ไทอามิดอล” เข้มข้น จัดการปัญหาได้ถึงต้นตอ ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็นและมองไม่เห็น ช่วยยับยั้งเอนไซน์ไทโรซิเนส อันเป็นจุดกำเนิดของการเกิดฝ้า ช่วยลดการผลิตเม็ดสี (เมลานิน) ส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนัง ปัญหาฝ้าแดดและจุดด่างดำฝังลึกที่สะสมมานานจึงสามารถจางลงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ให้พร้อมเผยผิวสวยกระจ่างใสได้อย่างมั่นใจเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง
ภญ. ชัญญาพัชญ์ ปริวัฒน์ชัยสาร หัวหน้าฝ่ายคุณภาพและพัฒนาเทคนิคสินค้า บริษัทไบเออร์สด๊อรฟ ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “นีเวีย ทุ่มเทในการคิดค้นและพัฒนาเพื่อส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพนี้กว่า 10 ปี ผ่านการวิจัยเพื่อไขความลับกลไกชีวภาพของผิวหน้าจนสามารถจำลองไทโรซิเนส สารที่เป็นต้นตอของฝ้าแดดในผิวมนุษย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก จากนั้นได้ทำการทดลองกับสารไบรท์เทนนิ่งกว่า 50,000 สารทั่วโลก จนค้นพบสารไบรท์เทนนิ่งที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่าง ’ไทอามิดอล’ สารลิขสิทธิ์เฉพาะของไบเออร์สด๊อรฟ ที่ผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผิวหนังทั่วโลกว่าสามารถจัดการกับปัญหาฝ้าแดด และจุดด่างดำฝังลึกอย่างได้ผลจริง อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวหน้าอีกด้วยค่ะ”
นายแพทย์ วรภัทร ลิ้มสุทธิวันภูมิ แพทย์ด้านความงามและผิวพรรณ กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ฝ้า และจุดด่างดำ ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะในเมืองไทยที่แดดค่อนข้างแรง และอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากมลพิษ การใช้ชีวิตประจำวัน และ ความเครียด กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสี ส่วนเกิน โดยผ่านเอนไซน์หลักที่มีชื่อว่าไทโรซิเนส จากนั้นเม็ดสีส่วนเกิน จะถูกส่งขึ้นผิวชั้นบน เห็นเป็น ฝ้ากระ จุดด่างดำ เราถึงเลี่ยงการเกิดจุดดำได้ยากมาก ซึ่งจากการได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยระดับโลกของนีเวีย ที่ประเทศเยอรมนี ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและงานทดลองที่น่าเชื่อถือในการพัฒนาสูตรและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ปัญหาผิวอย่างจริงจัง ทำให้เห็นว่า ไทอามิดอล คือ สารไบรท์เทนนิ่งที่โด่งดังมากในวงการหมอผิวหนังระดับโลกได้มีการหยิบยกไปพูดในการประชุมสัมมนาทางการแพทย์ระดับโลกเลยทีเดียวว่าสามารถไปยับยั้งการผลิตเม็ดสีส่วนเกิน ได้ที่ต้นตอ คือ ที่เอนไซน์ไทโรซิเนส ทำให้ลดการสร้างเม็ดสีส่วนเกิน ฝ้ากระ จางลง ผิวแลดูสว่างใส และที่สำคัญเลยคือ อ่อนโยน ระคายเคืองต่ำ สามารถทาทุกวัน เช้า-เย็น ได้ตั้งแต่แรก จึงเป็นสารที่แนะนำคนไข้ที่มีปัญหาฝ้ากระ จุดด่างดำ รวมถึงรอยดำจากสิวครับ”
สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล นำเสนอเป็นชุดผลิตภัณฑ์ครบเซ็ต ให้ได้บำรุงกันอย่างเต็มสูตร ประกอบด้วย
- นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล แอนตี้สปอต ดาร์ก สปอต แอดวานซ์ เซรั่ม (NIVEA LUMINOUS630 THIAMIDOL ANTISPOT DARK SPOT ADVANCED SERUM) เซรั่มเข้มข้นผสานไทอามิดอล สำหรับบำรุงผิวหน้า ช่วยลดเลือนฝ้าแดด และจุดด่างดำสะสมฝังลึกนาน 10 ปี ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็น และมองไม่เห็นใต้ชั้นผิว ได้ถึง 82% จัดการลงลึกถึงต้นตอ เพื่อผิวกระจ่างใส เห็นผลได้ใน 7 วัน โดยไม่ก่อความระคายเคืองผิว ขนาด 30 มล. ราคา 700 บาท
- นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล แอนตี้สปอต ไนท์ คอมเพลคชั่น รีแพร์ (NIVEA LUMINOUS630 THIAMIDOL ANTISPOT NIGHT COMPLEXATION REPAIR) ครีมบำรุงเข้มข้นเพื่อปลอบประโลมผิวหน้ายามค่ำคืน ผสานไทอามิดอล ที่ตรงเข้าฟื้นฟูถึงเซลล์ผิว ลดเลือนทั้งจุดด่างดำที่มองเห็น และมองไม่เห็นใต้ชั้นผิว เพื่อผลลัพธ์ผิวเปล่งปลั่งกระจ่างใสกว่าเดิมถึง 80% เมื่อตื่นนอนในยามเช้า ลดเลือนฝ้าแดด และจุดด่างดำสะสมฝังลึกเห็นผลได้ในสองสัปดาห์ ขนาด 50 มล. ราคา 849 บาท
- นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล เดลี่ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ไลท์ ครีม SPF50 PA+++ (NIVEA LUMINOUS630 THIAMIDOL DAILY MOISTURIZER LIGHT CREAM SPF50 PA+++ ) ครีมบำรุงผสมสารกันแดด เนื้อสัมผัสบางเบา ช่วยลดปัญหาฝ้าแดดและจุดด่างดำฝังลึก ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็น และมองไม่เห็นใต้ชั้นผิว พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย SPF50+++ สูตรควบคุมความมัน มีสารไทอามิดอล ลดเลือนฝ้าแดด จุดด่างดำถึงต้นตอ และลดโอกาสการเกิดซ้ำของฝ้าแดดและจุดด่างดำฝักลึก ขนาด 40 มล. ราคา 699 บาท
พร้อมต้อนรับผิวหน้ากระจ่างใสในระดับโกลด์ สแตนดาร์ด ให้คุณมั่นใจได้มากกว่าที่เคย ด้วยชุดผลิตภัณฑ์ สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล ที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิมได้แล้วที่ร้านค้าชั้นนำ ทุกช่องทางการจำหน่าย และทุกสาขาทั่วประเทศ
เบนซ์ ธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ปรับโฉมใหม่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า
ปภณ วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด ได้แสดงวิสัยทัศน์จากสถานการณ์ในปัจจุบันและการคาดการณ์ถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางบริษัทฯ จึงมีนโยบายขยายธุรกิจในส่วนบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับจำนวนลูกค้าให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน
ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ให้บริการบนพื้นที่ขนาดรวม 2,193 ตารางเมตร โดยเน้นการออกแบบพื้นที่การใช้งานให้มีประโยชน์สูงสุด ซึ่งแบ่งออกเป็นโซนพื้นที่รองรับลูกค้าและพื้นที่ซ่อมบำรุงรถยนต์ พร้อมช่องซ่อมบำรุงรถยนต์ 9 ช่องบริการ สามารถรองรับการเข้ารับบริการรถยนต์มากกว่า 16 คันต่อวัน เครื่องมือครบครันและเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยทีมงานที่ปรึกษาการให้บริการ และช่างผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจรายละเอียดในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าทุกคัน จึงสามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุด เพิ่มความรวดเร็วในการซ่อม พร้อมพื้นที่รองรับลูกค้า เต็มเปี่ยมด้วยความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการในรูปแบบ Customer Centric ตามหลักการของบริษัท ธนบุรีพานิช ที่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และบริการด้วยความจริงใจ
แนวทางการดำเนินงานในปี 2567 ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน เน้นแนวทาง Trustworthy, Proactive , Service mind, Quality, Effectiveness, Learning Agility พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบุคลากร โดยมั่นใจว่าแนวทางดังกล่าว จะช่วยเสริมความแกร่งของแบรนด์ อีกทั้งเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นำพาองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ Core Value ของธนบุรี พานิช ทั้งนี้ นอกจากจะเสริมความแข็งแกร่งด้วยการพัฒนาพื้นที่สาขาเพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ธนบุรีพานิชยังเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมทางการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์พิเศษในวันส่งมอบรถใหม่ หรือกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สร้างความประทับใจ สำหรับคู่รัก, ครอบครัว, และไลฟ์สไตล์อื่นๆ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ด้วยคาดหวังว่าศูนย์บริการธนบุรีพานิชแห่งใหม่ จะมอบประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดนับตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย
ปัจจุบันศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน โฉมใหม่ ตั้งอยู่บนถนนดินสอ โดยลูกค้าผู้ใช้บริการสามารถใช้ทางเข้า จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินสอตรงไป 45 เมตร ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ตั้งอยู่ฝั่งขวามือพร้อมให้บริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น.
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ชู 4 กลยุทธ์หลัก ผลักดันประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของรถยนต์พวงมาลัยขวาระดับโลก!
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ย้ำประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ล่าสุด ได้เร่งเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายนี้ผ่านแนวคิด Local Excellence to Global Success ด้วยการเสริมศักยภาพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแบบรอบด้าน ผ่านการปรับกลยุทธ์เพื่อเร่งเครื่องมุ่งสู่เป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย, บริการหลังการขายที่ครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ, การขยายเครือข่ายและการบริหารผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจฟลีทและรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) และการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก เพื่อมุ่งสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จทั้งระดับภูมิภาคและบนเวทีโลก เพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างแข็งแกร่งและเต็มภาคภูมิ ภายใต้การนำทัพโดย ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน และ เจมส์ หยาง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ ร่วมกับ วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน และ ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)
ภายใต้สถานการณ์ในตลาดรถยนต์ที่แข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย รวมถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ทั่วโลกนั้น Great Wall Motors International หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับ ดูแล และบริหารธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการดำเนินธุรกิจ สู่การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำการเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำระดับโลก พร้อมเดินหน้าเติบโตคู่กับคนไทยและประเทศไทยในระยะยาว
ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ กล่าว “ประเทศไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกภายใต้กลยุทธ์ “Ecological Globalization” เนื่องจากเป็นพื้นที่เปี่ยมด้วยศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน ทั้งภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความรู้ความสามารถ ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ เรามีการนำพันธมิตรของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมาลงทุนในประเทศไทย สร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผมมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Local Excellence to Global Success จะทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท และเราวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนเป็นสองเท่า ด้วยการลงทุนรวมกว่า 23,000 ล้านบาทเพื่อรองรับตลาด นอกเหนือไปจากการส่งมอบนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าชาวไทยแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่น รวมถึงการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ และทีมผู้บริหารและพนักงานในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคงร่วมกัน”
“บทบาทต่อจากนี้ของเรา คือ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญเชิงกลยุทธ์ผ่านการลงทุนระยะยาว รวมถึงปรับเปลี่ยนการดำเนินงานหลากหลายด้านผ่านกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันสูง ผมขอยืนยันว่าเราจะยังคงดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับในตลาดโลก หลังจากประสบผลสำเร็จในการจำหน่ายแล้วกว่า 14 ล้านคันทั่วโลก Great Wall Motors International ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในต่างประเทศที่ 1 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2573 นี้ โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 เราทำยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ถึง 316,000 คัน เติบโตจากปีที่แล้วถึง 22.17%” ปาร์คเกอร์ ฉี กล่าวปิดท้าย
ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เตรียมปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นในปัจจุบัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด Local Excellence to Global Success เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน สร้างการเติบโต ขยายฐานลูกค้า รวมถึงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ประกอบด้วย
- กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการปรับตำแหน่งการตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับแผนผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง ในราคาที่เหมาะสมที่แข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของประเภทเครื่องยนต์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ผ่านการรับฟังเสียงของผู้บริโภค (User-Centric) เพื่อนำไปพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี พ.ศ. 2568 เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดตัว HAVAL H6 HEV และ PHEV ไมเนอร์เชนจ์ รวมถึง GWM TANK ในเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้กลยุทธ์เดียวกันนี้ และภายในงาน Motor Expo 2024 ปลายปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำนวัตกรรมใหม่ มาจัดแสดง พร้อมสร้างเสียงฮือฮาถึง 2 รุ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม SUV ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้โรงงานอัจฉริยะที่จังหวัดระยอง เป็นศูนย์กลางของการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาระดับโลก
- กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย (After-Sales Service Strategy) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการสร้างศูนย์กระจายอะไหล่ขนาดใหญ่สำหรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งจะมีพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร รวมถึงการเพิ่มจำนวนการเก็บชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 1,000 SKUs ในประเทศไทย โดยมี Part fill rate ที่ 97% รวมถึงการพัฒนาโครงการศูนย์สีและซ่อมตัวถังที่ได้มาตรฐานครบวงจร (Certified Body & Paint) ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และขยายสู่ต่างจังหวัดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการผ่าน GWM Smart Service เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและอุ่นใจให้กับลูกค้าในการใช้งาน ให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งพัฒนาความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้นของศูนย์ฝึกอบรม (GWM Training Center) ที่ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถมอบบริการที่ดีและมีคุณภาพให้แก่ลูกค้า รวมถึงการรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อนำไปปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีและความพึงพอใจสูงสุดในทุกครั้งที่ใช้บริการ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการเป็นเจ้าของรถยนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์
- กลยุทธ์ด้านการขาย (Sales Strategy) ผ่านการสร้างการเติบโตและการบริหารเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการทำงานพูดคุยกับพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตและการแข่งขันที่สูงขึ้นของตลาด นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรผู้จำหน่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด โดยในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีพาร์ทเนอร์ สโตร์ ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งหมด 70 แห่ง นอกเหนือไปจากนี้ ยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในฐานะ Authorized Fleet Partner ทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจฟลีทให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งบริษัทรถเช่า ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการเข้าร่วมประมูลของหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) เป็นบริการซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีที่ได้มาตรฐานอีกด้วย
- กลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ (Brand Building) ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและทั่วโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เน้นการสร้างแบรนด์ในระยะยาวโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) ผ่านกิจกรรมระดับโลกต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายการรับรู้ของแบรนด์เพื่อเข้าถึงและสร้างการจดจำในกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ได้มากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้มีความทันสมัยและสร้างความแตกต่างมากยิ่งขึ้น ผ่านการสื่อสารเทคโนโลยีอันล้ำสมัยต่างๆ ที่มอบทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั้งที่เป็น First-in-class และ Best-in-class ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมให้มากยิ่งขึ้น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณค่าและจงรักภักดีกับแบรนด์ โดยส่งเสริมการแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีที่มีต่อแบรนด์สู่เพื่อน ครอบครัว และบุคคลรอบข้าง สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นำไปสู่การเติบโตของชุมชนผู้ใช้งานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างยั่งยืนในอนาคต
นอกจากกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้มีความฉับไวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงสร้างองค์กรที่เอื้อต่อการตัดสินใจ เพื่อสอดรับกับการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ประกอบกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมผู้บริหารและทีมงานที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของเกรท วอลล์ มอเตอร์ สู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำของโลก และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และไม่หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งมอบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
โซดาสิงห์ จับมือ Harley-Davidson® เปิดตัวโซดาดีไซน์ฉลากพิเศษลิมิเต็ดเอดิชัน!
ในงานเปิดตัวมีการเผยโฉม Harley-Davidson Low Rider™ S ดีไซส์พิเศษด้วยลายกราฟิกเช่นเดียวกับดีไซน์ฉลากโซดารุ่นพิเศษลิมิเต็ดเอดิชัน โดยรถมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าว เป็นรางวัลใหญ่ในแคมเปญชิงโชค สำหรับลูกค้าที่ซื้อโซดารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจาก Singhaonline.com ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมชิงรางวัลจะต้องมียอดซื้อขั้นต่ำ 999 บาท และ สั่งซื้อสินค้าระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม ถึง 10 พฤศจิกายน 2567
ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโซดาสิงห์ เนื่องจากเป็นการจับมือกับแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานของโลกอย่าง Harley-Davidson เป็นครั้งแรก ซึ่งนอกจากจะสร้างสีสันให้กับตลาด ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้บริโภคและขยายฐานสู่กลุ่มผู้ชื่นชอบและขับขี่รถจักรยานยนต์ Harley-Davidson นี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างและให้กำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน”
มาร์ค โอ ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย กล่าวว่า “การร่วมมือกันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความมุ่งมั่นในการขยายพันธมิตร ที่จะมาร่วมเติมสีสันให้กับไลฟ์สไตล์แบบ Harley-Davidson ให้แก่แฟนๆ ของเรา ซึ่งการจับมือกันครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Harley-Davidson ในการเข้าถึงตลาดไทยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งชูภาพลักษณ์ระดับตำนาน ความซ่า และ แนวคิดอิสระภาพแห่งการผจญภัยที่ทั้งสองแบรนด์มีร่วมกัน” มาร์ค โอ ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย กล่าว
โซดาสิงห์ ถือเป็นเครื่องดื่มแรกในเอเชียที่ได้ร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Harley-Davidson เนื่องจากจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ต่างก็มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน ด้วยเอกลักษณ์แบรนด์ที่มีความซ่า การสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง ความคลาสสิกของแบรนด์มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และครองใจผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มในวงกว้าง ที่สำคัญแบรนด์ยังทำหน้าที่มากกว่าการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพให้กลุ่มเป้าหมาย แต่เป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ซึ่งที่ผ่านมาโซดาสิงห์ก็มีการทำกลยุทธ์ Collaboration อย่างต่อเนื่อง เช่น การจับมือกับมิสเตอร์การ์ตูน ศิลปินช่างสักระดับโลก ในการสร้างสรรค์ผลงานลงบนฉลากลิมิเต็ดเอดิชัน
สำหรับขวดโซดาสิงห์ดีไซน์ฉลากพิเศษลิมิเต็ดเอดิชั่นลาย Harley-Davidson ในบรรจุภัณฑ์ (Special Package) พิเศษ มีวางจำหน่ายแล้วตามเอาท์เล็ททั่วประเทศ รวมทั้งป๊อปอัพในห้างสรรพสินค้าที่ได้รับเลือก ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson และ Singhaonline.com (สินค้ามีจำหน่ายในเวลาจำกัด) โดยสินค้ามีจำนวนจำกัด 3,000 เซ็ทเท่านั้น โดยจะจำหน่ายผ่านโปรโมชั่นค้าปลีกและกิจกรรมชิงโชค นอกจากนี้ยังมีเสื้อยืด Harley-Davidson รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 2 ลาย 2 สี จำนวนจำกัด 3,000 ตัว รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ที่เปิดขวด และแก้วเครื่องดื่ม เป็นต้น
อีกไฮไลท์ของความร่วมมือในครั้งนี้ ยังรวมไปถึงโรดโชว์ขบวนมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ซึ่งจะเดินทางผ่าน โคราช ภูเก็ต พิษณุโลก เชียงใหม่ และเชียงราย โดยจะมีบาร์เคลื่อนที่ของโซดาสิงห์ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์จากความร่วมมือในครั้งนี้โดยตรง โดยขบวนรถมอเตอร์ไซค์จะเข้าร่วมงาน “Asia Harley Days™” ครั้งที่ 3 เทศกาลมอเตอร์ไซค์และดนตรีที่จะเกิดขึ้น ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2567 ร่วมกับคอนเสิร์ต Singha Soda Music Concert 2024 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asiaharleydays.com
GWM Alxa Hero Festival 2024 เปิดประสบการณ์ลุยทะเลทรายมองโกเลีย
เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำรถยนต์พลังงานใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมอัจฉริยะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำกับความสำเร็จระดับโลกในตลาดรถยนต์ออฟโรดทั้งเอสยูวีฮาร์ดคอร์และเอสยูวีออฟโรดฮาร์ดคอร์ การันตีด้วยยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดจีนมากว่า 2 ทศวรรษ ยกทัพเหล่าผู้ใช้รถจริง และพาร์ทเนอร์ร่วมสัมผัสความน่าตื่นเต้นของการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีในเทศกาล Alxa Hero Festival 2024 มหกรรมมอเตอร์สปอร์ตออฟโรด ณ ทะเลทรายมองโกเลียทางตอนเหนือของประเทศจีน บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร ที่รวบรวมบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยสายลุย รวมถึงแฟน ๆ ออฟโรดจากทั่วทุกมุมโลก ในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขนทัพรถยนต์ออฟโรดที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดทรงพลังจากทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ GWM TANK, GWM POER และ GWM HAVAL เพื่อร่วมท้าพิสูจน์สมรรถนะความทนทานและแข็งแกร่งผ่านการแข่งขันรถออฟโรด การแข่งรถ การทดสอบการขับขี่ในเส้นทางทะเลทราย พร้อมการเข้าร่วมชมเทศกาลดนตรีและการตั้งแคมป์ รวมถึงได้สัมผัสอารยธรรมจีนที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์ ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 4 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา
ในงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมอันทรงพลัง และถ่ายทอดผ่านไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบกิจกรรมออฟโรดมาร่วมจัดแสดงภายในบูธที่จัดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 7 โซนหลักให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมออฟโรดสุดอัจฉริยะอย่างใกล้ชิด นำโดย โซนเวทีหลัก โซนจัดแสดงวัฒนธรรมออฟโรด เช่น รถยนต์ในการแข่งขันดาการ์แรลลี (Dakar Rally) และกำแพงที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมออฟโรด โซนจัดแสดงรถเอสยูวีออฟโรดสุดลักซ์ชัวรี่ GWM TANK 700 และรถจักรยานยนต์ทัวริ่งสุดหรู Great Wall SOUO โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด เช่น GWM HAVAL H9, GWM POER 2.4T Off-Road และ GWM TANK 400 โซนจัดแสดงรถออฟโรดดัดแปลงจากบรรดาสำนักแต่งรถชื่อดังในประเทศจีนที่นำรถแต่งในแบรนด์ GWM มาประชันโฉมกัน รวมถึงแบรนด์และร้านค้าที่จัดจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งรถออฟโรดโดยเฉพาะ โซนจัดแสดงรถที่ถูกตกแต่งจากทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ เอง และโซนกิจกรรมด้านความบันเทิง เพื่อมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่ไม่อาจหาจากที่ไหนได้อีก นับว่าเป็นการสะท้อนกลยุทธ์สำคัญ อย่าง ‘GO WITH MORE’ ในการหยั่งรากลึกเข้าไปในตลาดระดับท้องถิ่น สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายและความตื่นเต้นในการขับขี่ออฟโรด จนกลายเป็นพื้นที่ที่แสดงอัตลักษณ์และเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ระดับโลก
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ท้าพิสูจน์สมรรถนะรถยนต์ออฟโรดพลังงานใหม่หลากหลายรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดแข็งแกร่งระดับโลก ผ่าน 6 รุ่นตัวท็อปสายโหด นำโดยแบรนด์ GWM TANK อย่าง GWM TANK 300 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียมที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ออฟโรดอย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร และกำลังสูงสุด 220 แรงม้า ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อรองรับ 7 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดพื้นหิมะ โหมดพื้นโคลน โหมดพื้นทราย และโหมด 4L ให้ผู้ขับเลือกใช้ได้ตามอัธยาศัย อีกทั้งยังมีระบบช่วงล่างที่เกาะพื้นถนนได้ดี ส่วนด้านหน้าและ Multi-link ด้านหลังช่วยเสริมความสามารถการลุยในเส้นทางออฟโรด นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบกันสะเทือนที่แข็งแกร่งและความสามารถในการเข้าโค้งที่เป็นเลิศ โดยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และยาง H/T ทำให้เหมาะกับการขับขี่ในทุกสภาพถนนแม้จะเป็นทะเลทราย เพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่ที่ดุดันยิ่งกว่าด้วย GWM TANK 400 Hi-4T และ GWM TANK 500 Hi-4T ที่ให้โหมดการขับขี่สูงสุดถึง 12 รูปแบบ เหมาะกับทั้งการขับขี่ในเมืองและแบบออฟโรด โดยเพิ่มโหมดการขับขี่ให้อีก 5 โหมดเพิ่มเติม ได้แก่ โหมดพื้นหิน โหมดตะลุยน้ำ โหมดขับขี่อัตโนมัติ โหมดขับขี่ระดับเชี่ยวชาญ และโหมด 4H เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้มั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ซับซ้อนได้อย่างไม่มีสะดุดในทุกเส้นทาง
ต่อด้วยแบรนด์ GWM POER รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงระดับโลกอย่าง GWM POER 2.4T Off-Road โดยรถยนต์รุ่นนี้นับว่าเป็นรถกระบะที่มีพละกำลังสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะออฟโรดในระดับเดียวกัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 183 แรงม้า และระบบขับเคลื่อน 9 โหมดที่ช่วยให้การขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและท้าทายกลายเป็นเรื่องง่าย ขนาดตัวถังยาว 5,462 มม. กว้าง 1,992 มม. และสูง 1,960 มม. ล้อขนาด 18 นิ้ว และยาง A/T ที่ออกแบบมาให้ลุยได้ดีในทุกสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่สุดเพลิดเพลินที่เต็มไปด้วยความมันส์ในเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มพิกัด มาพร้อมกับ GWM POER Shanghai Performance ที่ถูกออกแบบมาพร้อมสมรรถนะขั้นสูงที่มีระยะทางการวิ่งยาวนาน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 352 แรงม้า และมีความสามารถในการลากจูงถึง 3.3 ตัน ระบบกันสะเทือน Multi-link และระบบขับเคลื่อน 9 โหมดเช่นเดียวกับ GWM POER 2.4T Off-Road ช่วยให้ขับขี่ราบรื่นในสภาพถนนที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจ
นอกจากนี้ แบรนด์ GWM HAVAL ส่งรถยนต์ออฟโรดรุ่นเรือธงอย่าง GWM HAVAL H9 ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่พร้อมขับขี่ได้ในทุกสถานการณ์และทุกสภาพถนนสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายเป็นหลัก โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 217 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 7 โหมดเช่นเดียวกับ GWM TANK 300
ภายในงาน นอกจากจะได้ทดสอบสมรรถนะสุดทรงพลังของ GWM TANK, GWM POER และ GWM HAVAL จากทั้ง 3 แบรนด์แล้ว ตัวแทนของสื่อมวลชนไทยยังได้ร่วมกิจกรรมไฮไลต์สุดพิเศษในงาน Alxa Hero Festival 2024 อย่าง T3 Competition กิจกรรมการแข่งขันออฟโรดบนเส้นทางทะเลทรายที่น่าจับตามองมากที่สุด โดยจะต้องแข่งกันแบบทีม ประกอบด้วยยานพาหนะ 3 คันที่แข่งพร้อมกัน ซึ่งรถยนต์ที่ทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ GWM TANK 300, GWM TANK 400 Hi-4T และ GWM TANK 500 Hi-4T ทีมที่ทำเวลาเข้าเส้นชัยทั้ง 3 คันได้เร็วที่สุดจะเป็นทีมที่คว้าชัยชนะ ในงานนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชนอย่างล้มหลาม เรียกเสียงฮือฮาได้จากทุกรุ่นที่นำมาจัดแสดงและร่วมทดสอบสมรรถนะสุดท้าทาย ซึ่งสะท้อนความเป็นเลิศของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในด้านการขับขี่ของออฟโรดและการใช้งานได้อย่างครบวงจร พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่สู่การเป็นบริษัทชั้นนำที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) พร้อมตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดของรถเอสยูวีออฟโรดระดับโลกอย่างแท้จริง
สำหรับชาวไทย สามารถเป็นเจ้าของ ALL NEW GWM TANK 300 HEV และ ALL NEW GWM TANK 500 HEV ได้แล้ววันนี้ร่วมกับข้อเสนอสุดคุ้มเดือนตุลาคม โดย ALL NEW GWM TANK 300 HEV มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุดถึง 300,000 บาท มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PRO ในราคา 1,349,000 บาท (จากราคา 1,649,000 บาท) และรุ่น ULTRA ในราคา 1,499,000 บาท (จากราคา 1,799,000 บาท) โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีส้ม สีดำ สีเทา และสีขาว สำหรับ ALL NEW GWM TANK 500 HEV มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุดถึง 200,000 บาท ให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PRO ในราคา 1,849,000 บาท (จากราคา 2,049,000 บาท) และรุ่น ULTRA ในราคา 2,069,000 บาท (จากราคา 2,269,000 บาท) โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเทา และสีเทาคริสตัล สำหรับลูกค้าที่สนใจ
ZEEKR เปิดตัว “ZEEKR 009” รถเอ็มพีวีพลังงานไฟฟ้าเซกเมนต์ลักชูรี
ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (ZEEKR Intelligent Technology) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ต่อยอดความสำเร็จจากการเปิดตัว ZEEKR X เปิดตัว ‘ZEEKR 009’ เอ็มพีวีพลังงานไฟฟ้า เจาะเซกเมนต์ลักชูรี ผสานความเป็นที่สุดของความหรูหราระดับเฟิร์สคลาส, นวัตกรรมอัจฉริยะ, สมรรถนะที่เหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ภายใต้แนวคิด “Every Journey Shines” ให้ทุกโมเมนต์ของการเดินทางมีความหมายกับทุกคนในรถ
ZEEKR 009 เป็นยนตรกรรมที่ครบครันทั้ง “ความหรูหรา นวัตกรรมอัจฉริยะ สมรรถนะที่เหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงสุด” โดดเด่นด้วยแนวคิด “Every Journey Shines” ที่เน้นความสะดวกสบายผสมผสานความหรูหรากับห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์คุณภาพระดับเฟิร์สคลาสของสายการบิน ด้วยเบาะที่นั่งผู้โดยสารแถวสองแบบ Sofaro First Class Airline Seats พร้อมโหมดการการปรับแบบ Eames Lounge Chair Mode ที่สามารถปรับเอนนอนได้เพียงปุ่มเดียว และโต๊ะแบบพับเก็บได้
เบาะนั่งบุด้วยหนัง Nappa แบบนุ่ม เบาะนั่งคนขับ, ผู้โดยสารด้านหน้าและผู้โดยสารแถวสองมาพร้อมระบบนวดไฟฟ้า มีหน้าจอ OLED แบบทัชสกรีนขนาด 15.05 นิ้ว และหน้าจอเสมือนบนกระจก AR-HUD ขนาด 35.95 นิ้ว พร้อมหน้าจอเพดาน สำหรับผู้โดยสารด้านหลังแบบ Touch Screen OLED ขนาด 17 นิ้ว ช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้นด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8295จำนวนสองชุด เพื่อเสริมการประมวลผลที่รวดเร็วและทรงพลัง รองรับคำสั่งได้ถึง 60 ล้านคำสั่งต่อวินาที รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทางจาก YAMAHA 30 ตัวที่พร้อมให้ความบันเทิงได้ในทุกการเดินทาง
ZEEKR 009 โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์คู่ที่มีกำลังสูงสุด 450 kW หรือเทียบเท่า 603 แรงม้า และแรงบิด 693 N•m ทำให้รถสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 km/h ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 116 kWh โดยสามารถวิ่งได้ไกลถึง 686 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ทำให้ ZEEKR 009 เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วย ระบบช่วงล่างถุงลมประสิทธิภาพสูง พร้อมระบบ CCD Electromagnetic Vibration Reduction System ช่วยลดแรงสะเทือนที่จะเข้าสู่ในห้องโดยสาร และ ZEEKR 009 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่ได้รับการออกแบบเพื่อปกป้องผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งโครงสร้างด้านท้ายของรถที่ผลิตจากอลูมิเนียมชิ้นเดียวมีความแข็งแรงสูงพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งพร้อมปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั่วทั้งคัน
ZEEKR 009 มี 3 โทนสีรถภายนอกได้แก่
- สีขาว Crystal White (ภายในโทนสีดำ)
- สีน้ำเงิน Electric Blue (ภายในโทนสีดำ หรือ ภายในทูโทนสีน้ำเงิน/ขาว)
- สีดำ Phantom Black (ภายในโทนสีดำ หรือ ภายในทูโทนสีเทา/ขาว)
ราคา 3,099,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ประกันภัยชั้น 1, การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และบริการ Mobile Service นาน 5 ปี และ พิเศษสุด สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก รับฟรี Wallbox จาก “VREMT” พร้อมแพคเกจติดตั้ง* มูลค่า 70,000 บาท
*หมายเหตุ: เมื่อจองและรับรถภายใน 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567
ZEEKR ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย หรูหรา แต่ยังเตรียมแผนขยายการรับรู้ และสร้างฐานลูกค้าในประเทศไทย ทั้งการสปอนเซอร์ให้กับดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ประภากาศ อังศุสิงห์ แห่งแบรนด์ HOOK (HOOK’S by PRAPAKAS PRESENTED by ZEEKR) ในแฟชั่นโชว์ครั้งใหญ่ระดับประเทศ และคอร์สอบรบเพิ่มทักษะการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยสำหรับเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่สนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิต ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ยังเน้นกลยุทธ์ด้านบริการหลังการขายระดับพรีเมียมด้วยโปรแกรมบริการพิเศษสำหรับเจ้าของรถ ZEEKR ทุกรุ่น เช่น การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี และ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และ Mobile Service นานถึง 5 ปี เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในคุณภาพและการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า
BMW R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) สุดยอดสองล้อสายลุย!
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) สุดยอดมอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์ โดดเด่นด้วยออปชั่นและอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษมากมาย สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยตราสัญลักษณ์ Ultimate Edition บริเวณฝาครอบกระจกมองหลัง บนแฮนด์จับทั้งสองข้าง และบนกล่องสัมภาระอะลูมิเนียม ผสานความตื่นเต้นเร้าใจในการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างลงตัว พร้อมบุกตะลุยไปได้ในทุกสภาพเส้นทาง
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) สืบทอดเอกลักษณ์ของ GS ที่เป็นมอเตอร์ไซค์คู่ใจพร้อมลุยทั้งทางออฟโร้ดและบนถนน ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์สองลูกสูบสี่จังหวะที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ/ของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี เติมเต็มด้วยระบบควบคุมแกนลูกเบี้ยวแบบแปรผันด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ปลดล็อคอีกขั้นของขุมพลังแห่งการเดินทาง ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 5 ที่เน้นการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) มาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐาน 3 แบบ ได้แก่ ‘Eco’, ‘Rain’ และ ‘Road’ ขณะที่ ‘Riding Modes Pro’ นำเสนอโหมดการขับขี่เพิ่มเติม ได้แก่ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ’Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ รองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมยกสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสู่ขั้นสูงสุดด้วยระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า (Dynamic ESA) ระบบ Hill Start Control ที่ทำให้ผู้ขับขี่ออกตัวในทางลาดชันได้อย่างมั่นใจ ขณะที่ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ให้การเข้าโค้งอย่างราบรื่น ส่วนระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ใหม่ล่าสุดช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผ่อนคลาย และมั่นใจได้ในความปลอดภัยบนทุกเส้นทางผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า
ก้าวล้ำยิ่งขึ้นกับระบบการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว และระบบ BMW Motorrad Multi-Controller ให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงทุกฟังก์ชันของรถ ตลอดจนการเชื่อมต่อต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และยังมีช่องเสียบ USB 2 แบบสำหรับใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย
มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์ความปราดเปรียวและทรงพลังของ GS ด้วยไฟหน้าแบบ LED ที่ส่องสว่างแม้ในช่วงกลางวัน สร้างความโดดเด่นสะดุดตา และยังปรับเปลี่ยนกลมกลืนไปกับทางโค้งตามตำแหน่งความลาดเอียงของตัวรถ มาพร้อมไฟ Cruising ซึ่งจะเปิดไฟเลี้ยวด้านหน้าทั้งสองแบบหรี่ไว้ตลอดเวลา เพิ่มความโดดเด่นสะดุดตาบนท้องถนน ขณะที่ไฟท้าย LED แบบ multifunctional สามารถสลับระหว่างไฟกระพริบสีเหลือง ไฟเบรกสีแดง และไฟท้ายส่องสว่างได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) และระบบ Keyless Ride
BMW R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition)
ราคาจำหน่าย: 1,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
*รูปภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น สเป็คที่ขายในประเทศไทยมาพร้อมล้อซี่ลวดสีดำ
ตัวรถมาในสีดำ Black Storm Metallic พร้อมล้อซี่ลวดสีดำ สะท้อนความแข็งแกร่งทนทานสไตล์ออฟโร้ด เสริมความหรูหราด้วยชุดแต่ง Option 719 แพ็คเกจ Shadow ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอะลูมิเนียมขึ้นรูปอย่างประณีตในโทนสีดำ/เงิน ไม่ว่าจะเป็นฝาครอบเครื่องยนต์ ฝาครอบกระจกมองหลัง ที่พักเท้า แป้นเกียร์และเบรกเท้า มือจับ ฝาถังน้ำมัน อีกทั้งยังเพิ่มความดุดันด้วยกระจกบังลมรมดำ ฝาครอบเครื่องยนต์สีดำ กล่องอะลูมิเนียมท้ายและข้างสีดำ ป้าย Ultimate Edition บนมือจับ บนกล่องสัมภาระท้ายและกล่องทั้งสองข้าง รวมถึงปลอกกุญแจพิเศษสำหรับรุ่น Ultimate Edition
บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) พร้อมให้เหล่านักบิดจับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 1,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยจะวางจำหน่ายในประเทศไทยจำนวนจำกัดเพียง 24 คันเท่านั้น และยังพิเศษกับความเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับรถแต่ละคันด้วยหมายเลขประจำตัวรถตั้งแต่หมายเลข 1 ถึง 24 ยิ่งไปกว่านั้น ยังคุ้มค่าเหนือระดับด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสุดพิเศษ มูลค่ากว่า 400,000 บาท มอบความอุ่นใจด้วยการรับประกันตัวรถนาน 5 ปี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และการรับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 2 ปี
สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลเพิ่มเติมของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ ที่ www.bmw-motorrad.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ
