เผยโฉม RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% ในราคาเริ่มต้นไม่ถึงล้าน!

RIDDARA (ริดดารา) เผยโฉม RIDDARA RD6 รถกระบะไฟฟ้า 100% ชูนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ผสานศักยภาพรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ดีไซน์โดดเด่นพรีเมียม สะดวกสบายระดับ SUV พร้อมลุยไปกับทุกกิจกรรมของครอบครัว เปิดราคาเริ่มต้น 899,000 บาท

RIDDARA หนึ่งแบรนด์ในเครือ GEELY Holding Group โดยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ชั้นนำของโลก Fortune Global 500 ติดต่อกันอย่างยาวนาน โดยปัจจุบัน GEELY Holding Group บริหารแบรนด์รถยนต์ชั้นนำหลากหลายแบรนด์ครอบคลุมหลายเซกเมนท์ อาทิ  ZEEKR , LYNK&CO,  VOLVO, POLESTAR, รวมไปถึง LOTUS โดย RIDDARA มีการบริหารงานอย่างอิสระ แต่ยังคงตอบรับและสอดคล้องกับกลยุทธ์หลักของ GEELY Holding Group โดยมีการทำงานและได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ขั้นตอนการผลิตอัจฉริยะ การจัดการด้านคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสร้างการเติบโตให้อุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน

RIDDARA RD6 นับเป็น “THE FIRST EV PICK UP IN THAILAND” กระบะไฟฟ้า 100% ที่เปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบและพร้อมให้เป็นเจ้าของเป็นแบรนด์แรกในประเทศไทย โดดเด่นด้วยนวัตกรรม M.A.P (Multiplex Attached Platform) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์มรถยนต์ที่พัฒนาเอาจุดเด่นของรถกระบะและรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาผสมผสานกัน ทำให้ RIDDARA RD6 มีความโดดเด่นทั้งในด้านของการออกแบบ สมรรถนะและความอัจฉริยะในแบบฉบับของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยโครงสร้างตัวถังขนาดใหญ่และมีความปลอดภัยสูง อีกทั้งยังมอบพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางนั่งสบาย และติดตั้งระบบความปลอดภัยและระบบช่วยในการขับขี่ที่ครบครัน พร้อมฟังก์ชันการใช้งานที่รองรับทั้งการเดินทาง และการทำกิจกรรมแบบเอาท์ดอร์ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีค่าบำรุงรักษาและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่น้อยกว่ารถกระบะสันดาปทั่วไป

RIDDARA RD6 ให้สมรรถนะที่โดดเด่นด้วยอัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4.5 วินาที และแรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร มาพร้อมช่องจ่ายกระแสไฟตามมาตรฐานยุโรปขนาด 6KW ที่กระบะท้ายพร้อมระบบป้องกันการจ่ายไฟฟ้าอัจฉริยะสามารถปล่อยกระแสไฟฟ้าได้ทั้งในขณะจอดรถ ล็อกรถ ชาร์จไฟ หรือแม้กระทั่งขณะขับรถ นอกจากนี้ยังมาพร้อมการเชื่อมต่อและควบคุมรถผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือทำให้สามารถควบคุมการทำงานของระบบต่างๆ ภายในรถจากระยะไกลผ่านสมาร์ทโฟน

RIDDARA RD6 มอบความความสะดวกสบายระดับ SUV ด้วยห้องโดยสารระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาสำหรับทุกคนในครอบครัว ให้ห้องโดยสารที่เงียบสงบด้วยเทคโนโลยี Pure Electric NVH Silent  พร้อมหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 14.6 นิ้ว รองรับการเชื่อมต่อ  Apple CarPlay และ Carbit link พร้อมที่ชาร์จสมาร์ทโฟนไร้สายขนาด 50W มีระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone และช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ที่มาพร้อมระบบกรองอากาศ CN95 filter PM 2.5 เบาะหนังคุณภาพสูง ดีไซน์เอกลักษณ์ ปรับด้วยไฟฟ้า 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายอากาศที่เบาะโดยสาร เบาะหน้าเอนได้แบบ 180 องศา ปรับแต่งเพิ่มพื้นที่การใช้งานที่หลากหลายเพื่อทุกคนในครอบครัว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง และสิ่งอำนวยความสะดวกอีกครบครันพร้อมมอบความสะดวกสบายในทุกเส้นทาง

RIDDARA RD6 ในรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4 แบบอัตโนมัติ โดยมีโหมดการขับขี่ 7 โหมด สำหรับสภาพถนนที่แตกต่างกัน (Sand / Mud / Off-road / Wading / Economy / Comfort / Sport) อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยความสามารถในการลุยน้ำลึกได้สูงสุด 815 มิลลิเมตร มีพื้นที่บรรทุกกระบะท้ายขนาด 1,200 ลิตร ช่องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้าขนาด 70 ลิตร และพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมใต้เบาะผู้โดยสารด้านหลังอีก 48 ลิตร อีกทั้งยังมีความสามารถในการลากจูงได้สูงสุดถึง 3,000 กิโลกรัม พร้อมบันไดท้ายซ่อนภายในประตูท้ายกระบะ ให้การขึ้นลงท้ายกระบะเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย

RIDDARA RD6 มาพร้อมระบบความปลอดภัยรอบคัน ซึ่งรวมถึงระบบช่วยในการขับขี่ ADAS (Advanced Driving Assistance Systems) สูงสุด 14 ระบบ และกล้องมองภาพรอบทิศทาง 540 องศา รวมไปถึงถุงลมนิรภัย 6 จุดช่วยปกป้องทั่วทั้งห้องโดยสาร ยิ่งไปกว่านั้นตัวรถสร้างขึ้นจากเหล็กกล้าที่มีความแข็งแรงสูงซึ่งคิดเป็นกว่า 70% ของโครงสร้างรถ

RIDDARA RD6 มีให้เลือกทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยมี 4 รุ่นย่อย ด้วยราคาจำหน่ายดังนี้

  • RIDDARA RD6 2WD 63kWh ราคา 899,000 บาท
  • RIDDARA RD6 2WD 73kWh ราคา 999,000 บาท
  • RIDDARA RD6 4WD 73kWh ราคา 1,149,000 บาท
  • RIDDARA RD6 4WD 86kWh ราคา 1,299,000 บาท

พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ เมื่อจอง RIDDARA ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ธันวาคม 2567  

  • อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารและสถาบันการเงินที่ร่วมรายการกำหนด) 
  • รับโฮมชาร์จเจอร์พร้อมค่าบริการติดตั้งฟรี 
  • ฟรีประกันภัยชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี 
  • การรับประกันคุณภาพรถใหม่ครอบคลุมระยะเวลา 6 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร  
  • การรับประกันมอเตอร์ขับเคลื่อนและแบตเตอรี่ขับเคลื่อน เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือระยะทาง 200,000 กิโลเมตร 
  • ฟรีค่าอะไหล่และค่าแรงบํารุงรักษาตามระยะทางสูงสุด 6 ครั้ง ภายใน 6 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร 
  • ฟรี แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตภายในรถขนาด 2GB ระยะเวลา 1 ปี 
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี 6 ปี 

พร้อมกันนี้ RIDDARA ได้เปิดตัวบริการหลังการขายภายใต้ชื่อ RIDDARA CARE ที่พร้อมดูแลและให้บริการลูกค้าทุกท่านผ่านผู้แทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ รวมไปถึงการจัดตั้งศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า RIDDARA Call Center ที่ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ที่หมายเลข 02-039-5777


เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘Real Wellness My Way’

‘Where Wellness Gets Real’ ถือเป็นจุดยืนใหม่ล่าสุดของแบรนด์ ‘เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ’ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมให้เทรนด์และแนวทางในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมนั้นให้จับต้องได้ ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลเชิงลึกของสมาชิกของเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ต้องการแนวทางด้านการดูแลสุขภาพที่จับต้องได้และมีประสิทธิภาพ โดยไม่ใช่แค่เพียงแต่การออกกำลังทางกายภาพเท่านั้น โดยเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ที่ประกอบไปด้วยการดูแลจากภายใน สุขภาพจิตที่ดี รักษาสมดุลการกิน สุขภาพกายภาพและสิ่งแวดล้อมที่ดี เสริมให้สามารถเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายมากขึ้น สนุกสนาน ตอบโจทย์ความต้องการของชีวิต ทิศทางใหม่นี้ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการนำเสนอแนวทางที่เชื่อถือได้และมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ ซึ่งช่วยให้ก้าวเข้าสู่เส้นทางในการดูแลสุขภาพที่ดีของทุกคนอย่างเป็นรูปธรรม

‘Real Wellness My Way’ ในประเทศไทย จะตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ทั่วโลกโดยหยิบนำเรื่องราวจริงของสมาชิก เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่พร้อมจะก้าวสู่เส้นทางสายสุขภาพ โดย Real Wellness Ambassadors จะถูกคัดเลือกจากสมาชิกของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่แชร์เรื่องราวสุดท้าทายของพวกเขา พร้อมกับโชว์ให้เห็นว่า เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ได้ช่วยให้เส้นทางสู่การมีสุขภาพองค์รวมที่ดีของพวกเขานั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งแคมเปญนี้มุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์จริงที่ไม่ปรุงแต่ง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่ทุกคนที่กำลังจะริเริ่มต้นเส้นทางเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเอง รู้สึกเป็นตัวของตัวเองและมั่นใจ ขณะเดียวกันก็เน้นย้ำความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการดูแลสุขภาพที่แท้จริง

แคมเปญที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ‘Real Wellness My Way’ จัดขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่มากขึ้นของแต่ละบุคคลเกี่ยวกับความเป็นอยู่ที่ดี จากผลสำรวจข้อมูลเชิงลึกของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เปิดเผยว่าร้อยละ 71 ของคนไทยตอนนี้ให้ความสำคัญอย่างมากในด้านการดูแลสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนไปในสู่การออกกำลังอย่างเป็นประจำที่บ้านหรือท่ามกลางธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้นร้อยละ 47 ของคนไทยนั้นมีความท้าทายในการมีไลฟ์สไตล์ที่กระตือรือร้น และการรักษาสุขภาพจิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แคมเปญนี้มุ่งตอบโจทย์ช่องว่างที่มีอยู่ ทั้งนี้ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ มีพื้นที่ให้บริการที่พร้อมให้ทุกคนเข้ามาสัมผัสประสบการณ์ที่ประทับใจ โปรแกรมต่าง ๆ จากผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้บริการตามความต้องการ อีกทั้งแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ปรับให้เหมาะสมเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยโดยเฉพาะ

“ลูกค้าในประเทศไทยมีความคล้ายคลึงกับลูกค้าในตลาดอื่น ๆ โดยแสวงหาการดูแลด้านสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละคนและไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน” จูเลียน เบรา ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยและสิงคโปร์ ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ กล่าวพร้อมเสริมว่า “แคมเปญล่าสุดของเรา ‘Real Wellness My Way’ สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ที่สามารถมอบประสบการณ์ในโซลูชนในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่น่าสนใจ ตรงจุด และเพลิดเพลินใจ เราตื่นเต้นอย่างมากที่แบรนด์และบริการของเรานั้นสนับสนุนเส้นทางด้านสุขภาพของทุกคน และตอบโจทย์ลูกค้าชาวไทยอย่างมาก โดยเรียกได้ว่าทิ้งความกดดันด้านเป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีที่เกินเอื้อม หรือแม้กระทั่งแนวทางด้านสุขภาพที่มากมายและซับซ้อนไว้ได้เลย”

เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ประเทศไทย ตอกย้ำในฐานะผู้นำด้านการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ผ่านแคมเปญใหม่ล่าสุดนี้เพื่อให้นิยามที่ดีด้านสุขภาพของทุกคนนั้นให้เกิดขึ้นจริงผ่านผลลัพธ์ที่ใคร ๆ ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แคมเปญในการเฟ้นหา ‘Real Wellness Ambassadors’ ของเวอร์จิ้น แอ็คทีฟ พร้อมเปิดให้สมาชิกมาร่วมเปิดประสบการณ์แล้ววันนี้


Volvo Electric Vehicle Driving Academy หลักสูตรขับรถไฟฟ้าครั้งแรกในไทยจาก ‘วอลโว่’

ครั้งแรกในประเทศไทย วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย จัดงานอบรมหลักสูตรการเรียนขับรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในงาน Volvo Electric Vehicle Driving Academy ฝึกสอนโดยผู้ชำนาญการที่จัดขึ้นช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ จังหวัดปทุมธานี มีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 500 คน ในกิจกรรมเน้นให้ผู้เรียนได้เพิ่มทักษะด้านการขับรถไฟฟ้าที่ถูกต้องและปลอดภัย เข้าใจความต่างระหว่างรถยนต์สันดาปและรถไฟฟ้าในการใช้งาน การบำรุงรักษา และสมรรถนะของรถเพื่อเสริมความมั่นใจให้ผู้ขับ

Volvo Electric Vehicle Driving Academy กิจกรรมอบรมหลักสูตรการเรียนขับขี่รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ถูกต้องและปลอดภัย ด้วยเจตนารมย์ของวอลโว่ที่ต้องการมุ่งเน้นให้ผู้ใช้รถไฟฟ้าได้เรียนรู้ถึงวิธีการขับขี่ที่ถูกต้อง ตระหนักถึงความปลอดภัยของตัวผู้ขับและเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างขับขี่ มุ่งเน้นให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ในแต่ละทักษะและทดลองขับในสถานการณ์จริงบนสนาม โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลตลอดหลักสูตร สำหรับผู้ที่สนใจรถไฟฟ้าหรือใช้รถไฟฟ้าเป็นประจำที่ต้องการเรียนรู้การขับขี่รถไฟฟ้าอย่างปลอดภัยเพื่อเพิ่มความมั่นใจและนำไปต่อยอดการใช้งานในปัจจุบัน

หลักสูตรการขับขี่รถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในครั้งนี้ เป็นการอบรมทั้งในภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติในหลากหลายทักษะ โดยเน้นการอบรมให้ความรู้ขั้นพื้นฐานที่กระชับเข้าใจง่าย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับท่านั่, องศาการวางมือบนพวงมาลัย, วิธีการทรงตัวของรถขณะหมุนพวงมาลัย, ความต่างของมาตรฐานระยะทางแบบ NEDC / WLTP / CLTC, ข้อแนะนำการขับขี่รถไฟฟ้าในขณะน้ำท่วมสูงระยะเบรกและเรียนรู้ปฏิกิริยาตอบสนองของรถ, วิธีการใช้งานระบบช่วยขับขี่ One Pedal Drive, รวมไปถึงคำแนะนำการติดตั้งเครื่องชาร์จที่บ้านเพื่อเป็นข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจ โดยในภาคปฏิบัติมีการจำลองสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นบนท้องถนนถึง 4 รูปแบบทักษะ ให้ผู้เข้าร่วมได้ปฎิบัติเพื่อนำไปต่อยอดการใช้งานรถไฟฟ้าในชีวิตประจำวันหากจำเป็น อาทิ

Braking and Avoiding: หลักสูตรจำลองการเบรกและหักหลบ เมื่อเจอสิ่งกีดขวางด้านหน้า

Moose test: ทดสอบการทรงตัวและการควบคุมตัวรถเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ในขณะมีสิ่งกีดขวางยื่นออกมาบนถนน หรือสถานการณ์ที่ทำให้ต้องเปลี่ยนเลนกระทันหันในระหว่างขับขี่ จำลองโดยการวางกรวยล้อมกรอบเป็นเส้นทาง เพื่อให้เลี้ยวรถไปยังทิศทางที่ต้องการ ในทักษะนี้จะเป็นการสอนบังคับพวงมาลัยเพื่อ

Avoiding obstacles: จำลองเหตุการณ์ฉุกเฉินเมื่อเกิดสิ่งกีดขวางขึ้นกลางถนน เป็นเหตุให้ผู้ขับขี่ต้องตัดสินใจเปลี่ยนเลนเป็นทางซ้ายหรือขวาทันที โดยจัดจำลองกรวยจราจรเป็นรูปตัว Y สร้างสถานการณ์ให้ผู้เข้าร่วมได้ตัดสินใจด้วยตนเอง

Understeer (Half circle): จำลองเหตุการณ์ที่อาจทำให้รถเกิดอาการหน้าดื้อโค้งจากการสูญเสียการควบคุมทิศทางของรถ โดยจำลองทดสอบรถบนพื้นเปียกลื่นเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดทักษะการรับมือเมื่อพบเจอกับปัญหานี้ และการหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิด

แรนดีพ ซิง กานวากรรมการผู้จัดการ บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่ผ่านมา กู๊ดเยียร์มุ่งมั่นนำเสนอนวัตกรรมยางที่ได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเสริมประสบการณ์และประสิทธิภาพการขับขี่และความปลอดภัย เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมครั้งนี้กับ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ยางกู๊ดเยียร์ รุ่น กู๊ดเยียร์ เอฟฟิเชียนกริป เพอร์ฟอร์มานซ์ เอสยูวี (Goodyear EfficientGrip Performance SUV) ซึ่งเป็นยางติดรถไฟฟ้า Volvo EX30 ได้รับการออกแบบขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานกับรถไฟฟ้าไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการรองรับแรงบิด และดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้เป็นอย่างดี มีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มการยึดเกาะถนน เพราะเราเชื่อว่ายางที่มีคุณภาพจะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการขับรถ”

นอกเหนือจาก บริษัท กู๊ดเยียร์ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กิจกรรม Volvo Electric Vehicle Driving Academy ยังได้รับความร่วมมือจาก บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)บริษัท เอไอจี ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ บริษัท อีแซดเอสวีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดงานเพื่อมอบความรู้ และพัฒนาทักษะด้านการขับขี่รถไฟฟ้าที่ถูกต้องภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อการสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนให้แก่ผู้ใช้งานรถทั่วประเทศ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากมีรถดีๆ ใช้สักคันไปเลย Volvo Studio ICONSIAM ได้ที่ชั้น ห้างสรรพสินค้าไอคอนสยาม และ เยี่ยมชม Volvo Studio EmSphere ได้ที่ชั้น ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-161-4144

สำหรับลูกค้าวอลโว่ปัจจุบัน สามารถลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษเฉพาะลูกค้าวอลโว่เท่านั้นได้ที่ https://bit.ly/459u6HD

คริส เวลส์กรรมการผู้จัดการ บริษัท วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย กล่าวว่า “รถไฟฟ้ากำลังได้รับความสนใจอย่างมากในกลุ่มผู้บริโภคในประเทศเนื่องจากคุณสมบัติที่สะท้อนการขับเคลื่อนที่ยั่งยืนสู่อนาคต อาทิ ไร้ไอเสียจึงไม่ก่อให้เกิดมลพิษใช้พลังงานและมีค่าซ่อมบำรุงต่ำ และให้อัตราการขับเคลื่อนที่ทรงพลัง อย่างไรก็ตามการใช้งาน และดูแลรักษารถไฟฟ้านั้นมีความแตกต่างจากรถสันดาปอยู่บางประการ วอลโว่ คาร์ ประเทศไทย ในฐานะบริษัทผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมี่ยม และผู้นำด้านความปลอดภัย เห็นถึงความสำคัญในการสร้างความเข้าใจและทักษะที่เกี่ยวกับการใช้งานรถไฟฟ้า บริษัทฯ จึงได้จัดกิจกรรม  Volvo Electric Vehicle Driving Academy  เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้งานรถไฟฟ้า และเสริมทักษะการขับขี่ปลอดภัยตามมาตรฐานสากลของวอลโว่แก่ผู้ใช้รถไฟฟ้าที่สนใจทั่วประเทศ พร้อมสานต่อเจตนารมย์ในการสร้างความปลอดภัยให้ทุกการเดินทางทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม”


นีเวีย ใหม่ ‘ลูมินัส630 ไทอามิดอล’ ลดจุดด่างดำทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ไบเออร์สด๊อรฟ ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นตัวจริงในการขจัดปัญหาจุดด่างดำบนใบหน้า จัดงาน NIVEA Luminous630 Owning Your Spotlight เปิดตัว สูตรใหม่ ‘นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล’ (NIVEA LUMINOUS630 Thiamidol) ที่สุดแห่งชุดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าจัดการฝ้าและจุดดำฝังลึกด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากนีเวีย ที่พร้อมจัดการปัญหาจุดด่างดำลึกรวมไปถึงฝ้าแดดสะสม 10 ปี ช่วยให้จุดด่างดำลดเลือนลงถึง 82% พร้อมต้อนรับสองคู่จิ้นสุดฮอต อย่าง เต-นิว ตะวัน วิหครัตน์ และ ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ และ มิ้ลค์-เลิฟ พรรษา วอสเบียน และ ภัทรานิษฐ์ ลิ้มปติยากร ที่มาร่วมยืนยันประสิทธิภาพ และเผยเคล็ดลับดูแลหน้าใส พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากหนุ่มๆ Atlas

สุภสิตา ไกรศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ผลิตภัณฑ์นีเวีย ภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “นีเวีย ลูมินัส630 เป็นผลิตภัณฑ์ที่นีเวียภาคภูมิใจ และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าของเราในเรื่องการจัดการปัญหาฝ้าแดด และจุดด่างดำสะสมฝังลึกบนผิวหน้าอย่างเห็นผลได้จริง ตั้งแต่ครั้งแรกที่เราเปิดตัวไปเมื่อปี พ.ศ. 2562 แต่เราในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผิวชั้นนำระดับโลก เราไม่เคยหยุดในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น เราจึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของบรรจุภัณฑ์และส่วนผสม เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ปัญหาผิวหน้าสำหรับผู้หญิงไทยมากที่สุด สำหรับ สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล นี้ เราได้เพิ่มประสิทธิภาพให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย “ไทอามิดอล” สารไบรท์เทนนิ่งประสิทธิภาพดีที่สุดจากนีเวีย ที่ใช้เวลาคิดค้นและพัฒนาจากศูนย์วิจัยของไบเออร์สด๊อรฟในประเทศเยอรมนีมากว่า 10 ปี หนึ่งเดียวที่จัดการฝ้าแดดและจุดด่างดำได้ถึงต้นตอ โดยไม่มีผลข้างเคียง และที่พิเศษที่สุดคือ สูตรนี้สามารถจัดการลดเลือนได้ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็นและจุดด่างดำที่มองไม่เห็นใต้ชั้นผิวที่กำลังจะขึ้นมาอยู่บนผิว ดังนั้นพูดได้เต็มปากว่าลูมินัส630 ไทอามิดอลเป็นเซรั่มที่ช่วยตัดวงจรฝ้าและจุดด่างดำตัวจริง”

สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล มาพร้อมสารไบรท์เทนนิ่งทรงประสิทธิภาพที่สุดของนีเวียอย่าง “ไทอามิดอล” เข้มข้น  จัดการปัญหาได้ถึงต้นตอ ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็นและมองไม่เห็น ช่วยยับยั้งเอนไซน์ไทโรซิเนส อันเป็นจุดกำเนิดของการเกิดฝ้า ช่วยลดการผลิตเม็ดสี (เมลานิน) ส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนัง ปัญหาฝ้าแดดและจุดด่างดำฝังลึกที่สะสมมานานจึงสามารถจางลงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิว ให้พร้อมเผยผิวสวยกระจ่างใสได้อย่างมั่นใจเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง

ภญ. ชัญญาพัชญ์ ปริวัฒน์ชัยสาร หัวหน้าฝ่ายคุณภาพและพัฒนาเทคนิคสินค้า บริษัทไบเออร์สด๊อรฟ ภูมิภาคอาเซียน  กล่าวว่า “นีเวีย ทุ่มเทในการคิดค้นและพัฒนาเพื่อส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพนี้กว่า 10 ปี ผ่านการวิจัยเพื่อไขความลับกลไกชีวภาพของผิวหน้าจนสามารถจำลองไทโรซิเนส สารที่เป็นต้นตอของฝ้าแดดในผิวมนุษย์ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก จากนั้นได้ทำการทดลองกับสารไบรท์เทนนิ่งกว่า 50,000 สารทั่วโลก จนค้นพบสารไบรท์เทนนิ่งที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดอย่าง ’ไทอามิดอล’ สารลิขสิทธิ์เฉพาะของไบเออร์สด๊อรฟ ที่ผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับจากแพทย์ผิวหนังทั่วโลกว่าสามารถจัดการกับปัญหาฝ้าแดด และจุดด่างดำฝังลึกอย่างได้ผลจริง อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผิวหน้าอีกด้วยค่ะ”

นายแพทย์ วรภัทร ลิ้มสุทธิวันภูมิ  แพทย์ด้านความงามและผิวพรรณ กล่าวว่า “ในปัจจุบัน ฝ้า และจุดด่างดำ ยังคงเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ยาก โดยเฉพาะในเมืองไทยที่แดดค่อนข้างแรง และอนุมูลอิสระ ที่เกิดจากมลพิษ การใช้ชีวิตประจำวัน และ ความเครียด กระตุ้นให้ผิวผลิตเม็ดสี ส่วนเกิน โดยผ่านเอนไซน์หลักที่มีชื่อว่าไทโรซิเนส จากนั้นเม็ดสีส่วนเกิน จะถูกส่งขึ้นผิวชั้นบน เห็นเป็น ฝ้ากระ จุดด่างดำ  เราถึงเลี่ยงการเกิดจุดดำได้ยากมาก ซึ่งจากการได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัยระดับโลกของนีเวีย ที่ประเทศเยอรมนี ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและงานทดลองที่น่าเชื่อถือในการพัฒนาสูตรและส่วนผสมต่าง ๆ เพื่อมาตอบโจทย์ปัญหาผิวอย่างจริงจัง ทำให้เห็นว่า ไทอามิดอล คือ สารไบรท์เทนนิ่งที่โด่งดังมากในวงการหมอผิวหนังระดับโลกได้มีการหยิบยกไปพูดในการประชุมสัมมนาทางการแพทย์ระดับโลกเลยทีเดียวว่าสามารถไปยับยั้งการผลิตเม็ดสีส่วนเกิน ได้ที่ต้นตอ คือ ที่เอนไซน์ไทโรซิเนส ทำให้ลดการสร้างเม็ดสีส่วนเกิน ฝ้ากระ จางลง ผิวแลดูสว่างใส และที่สำคัญเลยคือ อ่อนโยน ระคายเคืองต่ำ สามารถทาทุกวัน เช้า-เย็น ได้ตั้งแต่แรก จึงเป็นสารที่แนะนำคนไข้ที่มีปัญหาฝ้ากระ จุดด่างดำ รวมถึงรอยดำจากสิวครับ”

สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล นำเสนอเป็นชุดผลิตภัณฑ์ครบเซ็ต ให้ได้บำรุงกันอย่างเต็มสูตร ประกอบด้วย

  • นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล แอนตี้สปอต ดาร์ก สปอต แอดวานซ์ เซรั่ม (NIVEA LUMINOUS630 THIAMIDOL ANTISPOT DARK SPOT ADVANCED SERUM) เซรั่มเข้มข้นผสานไทอามิดอล สำหรับบำรุงผิวหน้า ช่วยลดเลือนฝ้าแดด และจุดด่างดำสะสมฝังลึกนาน 10 ปี ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็น และมองไม่เห็นใต้ชั้นผิว ได้ถึง 82% จัดการลงลึกถึงต้นตอ เพื่อผิวกระจ่างใส เห็นผลได้ใน 7 วัน โดยไม่ก่อความระคายเคืองผิว ขนาด 30 มล. ราคา 700 บาท
  • นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล แอนตี้สปอต ไนท์ คอมเพลคชั่น รีแพร์ (NIVEA LUMINOUS630 THIAMIDOL ANTISPOT NIGHT COMPLEXATION REPAIR) ครีมบำรุงเข้มข้นเพื่อปลอบประโลมผิวหน้ายามค่ำคืน ผสานไทอามิดอล ที่ตรงเข้าฟื้นฟูถึงเซลล์ผิว ลดเลือนทั้งจุดด่างดำที่มองเห็น และมองไม่เห็นใต้ชั้นผิว เพื่อผลลัพธ์ผิวเปล่งปลั่งกระจ่างใสกว่าเดิมถึง 80% เมื่อตื่นนอนในยามเช้า ลดเลือนฝ้าแดด และจุดด่างดำสะสมฝังลึกเห็นผลได้ในสองสัปดาห์ ขนาด 50 มล. ราคา 849 บาท
  • นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล เดลี่ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ ไลท์ ครีม SPF50 PA+++ (NIVEA LUMINOUS630 THIAMIDOL DAILY MOISTURIZER LIGHT CREAM SPF50 PA+++ ) ครีมบำรุงผสมสารกันแดด เนื้อสัมผัสบางเบา ช่วยลดปัญหาฝ้าแดดและจุดด่างดำฝังลึก ทั้งจุดด่างดำที่มองเห็น และมองไม่เห็นใต้ชั้นผิว  พร้อมปกป้องผิวจากแสงแดดด้วย SPF50+++ สูตรควบคุมความมัน มีสารไทอามิดอล ลดเลือนฝ้าแดด จุดด่างดำถึงต้นตอ และลดโอกาสการเกิดซ้ำของฝ้าแดดและจุดด่างดำฝักลึก ขนาด 40 มล. ราคา 699 บาท

พร้อมต้อนรับผิวหน้ากระจ่างใสในระดับโกลด์ สแตนดาร์ด ให้คุณมั่นใจได้มากกว่าที่เคย ด้วยชุดผลิตภัณฑ์ สูตรใหม่ นีเวีย ลูมินัส630 ไทอามิดอล ที่ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิมได้แล้วที่ร้านค้าชั้นนำ ทุกช่องทางการจำหน่าย และทุกสาขาทั่วประเทศ


เบนซ์ ธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ปรับโฉมใหม่ยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

จุดเริ่มต้นของตำนานแห่งดวงดาวในประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี 2484 เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการแห่งแรก ประสบการณ์ยาวนานกว่า 8 ทศวรรษ และเป็นอันดับ 1 ครองใจผู้ใช้รถยาวนานกว่า 80 ปี ปัจจุบันได้เปิดให้บริการ 4 สาขา ได้แก่ ลุมพินี, งามวงศ์วาน, ราชดำเนิน และ บางพลัด ให้บริการโดยทีมงานคุณภาพมากประสบการณ์ การันตีมาตรฐานโดย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และล่าสุด ในปี 2567 ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ได้พัฒนาพื้นที่การให้บริการโฉมใหม่ เพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้าทุกท่าน โดยจัดงานฉลองเปิดตัวโฉมใหม่อย่างเป็นทางการ ภายในงานได้รับเกียรติจาก ปภณ วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด, รัฐพล วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัทธนบุรีประกอบรถยนต์ จำกัด, Martin Schwenk President and CEO Mercedes-Benz Thailand และคณะผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดี

ปภณ วิริยะพันธุ์ ประธานบริหาร บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด ได้แสดงวิสัยทัศน์จากสถานการณ์ในปัจจุบันและการคาดการณ์ถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่องของกลุ่มลูกค้าผู้ใช้รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางบริษัทฯ จึงมีนโยบายขยายธุรกิจในส่วนบริการหลังการขายแบบครบวงจร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการรองรับจำนวนลูกค้าให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และส่งมอบประสบการณ์การใช้บริการที่ดีที่สุดให้แก่ทุกคน

ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ให้บริการบนพื้นที่ขนาดรวม 2,193 ตารางเมตร โดยเน้นการออกแบบพื้นที่การใช้งานให้มีประโยชน์สูงสุด ซึ่งแบ่งออกเป็นโซนพื้นที่รองรับลูกค้าและพื้นที่ซ่อมบำรุงรถยนต์ พร้อมช่องซ่อมบำรุงรถยนต์ 9 ช่องบริการ สามารถรองรับการเข้ารับบริการรถยนต์มากกว่า 16 คันต่อวัน เครื่องมือครบครันและเทคโนโลยีที่ทันสมัยตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ดูแลลูกค้าทุกท่านด้วยทีมงานที่ปรึกษาการให้บริการ และช่างผู้เชี่ยวชาญที่ใส่ใจรายละเอียดในการดูแลรถยนต์ของลูกค้าทุกคัน จึงสามารถวิเคราะห์และแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ตรงจุด เพิ่มความรวดเร็วในการซ่อม พร้อมพื้นที่รองรับลูกค้า เต็มเปี่ยมด้วยความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้บริการในรูปแบบ Customer Centric ตามหลักการของบริษัท ธนบุรีพานิช ที่มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และบริการด้วยความจริงใจ

แนวทางการดำเนินงานในปี 2567 ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน เน้นแนวทาง Trustworthy, Proactive , Service mind, Quality, Effectiveness, Learning Agility พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการทำงานของบุคลากร โดยมั่นใจว่าแนวทางดังกล่าว จะช่วยเสริมความแกร่งของแบรนด์ อีกทั้งเพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นำพาองค์กรสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับ Core Value ของธนบุรี พานิช ทั้งนี้ นอกจากจะเสริมความแข็งแกร่งด้วยการพัฒนาพื้นที่สาขาเพื่อรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ธนบุรีพานิชยังเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมทางการตลาดและลูกค้าสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นโมเมนต์พิเศษในวันส่งมอบรถใหม่ หรือกิจกรรมหลากหลายรูปแบบที่สร้างความประทับใจ สำหรับคู่รัก, ครอบครัว, และไลฟ์สไตล์อื่นๆ ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย  ด้วยคาดหวังว่าศูนย์บริการธนบุรีพานิชแห่งใหม่ จะมอบประสบการณ์ที่สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าตลอดการใช้งานรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพราะเป้าหมายสำคัญคือการดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดนับตั้งแต่วินาทีแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย

ปัจจุบันศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน โฉมใหม่ ตั้งอยู่บนถนนดินสอ โดยลูกค้าผู้ใช้บริการสามารถใช้ทางเข้า จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เลี้ยวซ้ายเข้าถนนดินสอตรงไป 45 เมตร ศูนย์บริการธนบุรีพานิช สาขาราชดำเนิน ตั้งอยู่ฝั่งขวามือพร้อมให้บริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ ระหว่างเวลา 08.00 – 17.00 น.


เกรท วอลล์ มอเตอร์ ชู 4 กลยุทธ์หลัก ผลักดันประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ของรถยนต์พวงมาลัยขวาระดับโลก!

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ย้ำประเทศไทยเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ล่าสุด ได้เร่งเดินหน้ามุ่งสู่เป้าหมายนี้ผ่านแนวคิด Local Excellence to Global Success ด้วยการเสริมศักยภาพให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นแบบรอบด้าน ผ่านการปรับกลยุทธ์เพื่อเร่งเครื่องมุ่งสู่เป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทย, บริการหลังการขายที่ครอบคลุม รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ, การขยายเครือข่ายและการบริหารผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจฟลีทและรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) และการสร้างแบรนด์ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและคนทั่วโลก เพื่อมุ่งสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จทั้งระดับภูมิภาคและบนเวทีโลก เพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 อย่างแข็งแกร่งและเต็มภาคภูมิ ภายใต้การนำทัพโดย ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน  และ เจมส์ หยาง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ ร่วมกับ วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองประธาน และ ไมเคิล ฉง กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย)

ภายใต้สถานการณ์ในตลาดรถยนต์ที่แข่งขันสูงอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย รวมถึงความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่างๆ ทั่วโลกนั้น Great Wall Motors International หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อกำกับ ดูแล และบริหารธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการดำเนินธุรกิจ สู่การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตอกย้ำการเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำระดับโลก พร้อมเดินหน้าเติบโตคู่กับคนไทยและประเทศไทยในระยะยาว

ปาร์คเกอร์ ฉี ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตลาดต่างประเทศ กล่าว “ประเทศไทยเป็นประเทศยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกภายใต้กลยุทธ์ “Ecological Globalization” เนื่องจากเป็นพื้นที่เปี่ยมด้วยศักยภาพสูงในหลายๆ ด้าน ทั้งภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และทรัพยากรบุคคลที่มีทักษะความรู้ความสามารถ ที่เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางด้านการผลิตและการดำเนินธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากนี้ เรามีการนำพันธมิตรของธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมาลงทุนในประเทศไทย สร้างระบบนิเวศยานยนต์พลังงานใหม่ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผมมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าภายใต้การดำเนินธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ Local Excellence to Global Success จะทำให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและการก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ลงทุนในประเทศไทยไปแล้วกว่า 12,000 ล้านบาท และเราวางแผนที่จะเพิ่มการลงทุนเป็นสองเท่า ด้วยการลงทุนรวมกว่า 23,000 ล้านบาทเพื่อรองรับตลาด นอกเหนือไปจากการส่งมอบนวัตกรรมใหม่ๆ ให้แก่ลูกค้าชาวไทยแล้ว เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงสนับสนุนการจ้างงานในท้องถิ่น รวมถึงการดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับพาร์ทเนอร์ และทีมผู้บริหารและพนักงานในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและมั่นคงร่วมกัน”

“บทบาทต่อจากนี้ของเรา คือ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญเชิงกลยุทธ์ผ่านการลงทุนระยะยาว รวมถึงปรับเปลี่ยนการดำเนินงานหลากหลายด้านผ่านกลยุทธ์ด้านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและการแข่งขันสูง ผมขอยืนยันว่าเราจะยังคงดำเนินธุรกิจในประเทศไทยในระยะยาว นำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ยอดเยี่ยมให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับในตลาดโลก หลังจากประสบผลสำเร็จในการจำหน่ายแล้วกว่า 14 ล้านคันทั่วโลก Great Wall Motors International ตั้งเป้ายอดจำหน่ายในต่างประเทศที่ 1 ล้านคัน ภายในปี พ.ศ. 2573 นี้ โดยในช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2567 เราทำยอดขายในตลาดต่างประเทศได้ถึง 316,000 คัน เติบโตจากปีที่แล้วถึง 22.17%” ปาร์คเกอร์ ฉี กล่าวปิดท้าย

ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) เตรียมปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่เข้มข้นในปัจจุบัน ผ่าน 4 กลยุทธ์สำคัญ ภายใต้แนวคิด Local Excellence to Global Success เพื่อปรับปรุงการดำเนินงาน สร้างการเติบโต ขยายฐานลูกค้า รวมถึงขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาสู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก ประกอบด้วย

  • กลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ (Product Strategy) ที่เปี่ยมด้วยนวัตกรรมขั้นสูงที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการปรับตำแหน่งการตลาดของผลิตภัณฑ์ใหม่ให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการปรับแผนผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของคนไทยอย่างแท้จริง ในราคาที่เหมาะสมที่แข่งขันได้ นอกจากนี้ ยังเตรียมนำผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายของประเภทเครื่องยนต์ เพื่อตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ผ่านการรับฟังเสียงของผู้บริโภค (User-Centric) เพื่อนำไปพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปี พ.ศ. 2568 เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดตัว HAVAL H6 HEV และ PHEV ไมเนอร์เชนจ์ รวมถึง GWM TANK ในเครื่องยนต์ดีเซล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งภายใต้กลยุทธ์เดียวกันนี้ และภายในงาน Motor Expo 2024 ปลายปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะนำนวัตกรรมใหม่ มาจัดแสดง พร้อมสร้างเสียงฮือฮาถึง 2 รุ่น ตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม SUV ที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันให้โรงงานอัจฉริยะที่จังหวัดระยอง เป็นศูนย์กลางของการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาระดับโลก
  • กลยุทธ์ด้านการบริการหลังการขาย (After-Sales Service Strategy) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าหมายในการส่งมอบบริการหลังการขายที่รวดเร็ว ครอบคลุม และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการบริหารจัดการอะไหล่ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านการสร้างศูนย์กระจายอะไหล่ขนาดใหญ่สำหรับตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศจีนซึ่งจะมีพื้นที่กว่า 30,000 ตารางเมตร รวมถึงการเพิ่มจำนวนการเก็บชิ้นส่วนอะไหล่กว่า 1,000 SKUs ในประเทศไทย โดยมี Part fill rate ที่ 97% รวมถึงการพัฒนาโครงการศูนย์สีและซ่อมตัวถังที่ได้มาตรฐานครบวงจร (Certified Body & Paint) ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และขยายสู่ต่างจังหวัดให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาการให้บริการผ่าน GWM Smart Service เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและอุ่นใจให้กับลูกค้าในการใช้งาน ให้รองรับการใช้งานที่หลากหลายและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเร่งพัฒนาความรู้และความสามารถของช่างเทคนิคอย่างเข้มข้น ผ่านหลักสูตรที่เข้มข้นของศูนย์ฝึกอบรม (GWM Training Center) ที่ได้เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้สามารถมอบบริการที่ดีและมีคุณภาพให้แก่ลูกค้า รวมถึงการรับฟังเสียงของลูกค้าเพื่อนำไปปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีและความพึงพอใจสูงสุดในทุกครั้งที่ใช้บริการ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการเป็นเจ้าของรถยนต์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์
  • กลยุทธ์ด้านการขาย (Sales Strategy) ผ่านการสร้างการเติบโตและการบริหารเครือข่ายผู้จัดจำหน่ายเพื่อการขายที่มีประสิทธิภาพ โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งเน้นการทำงานพูดคุยกับพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาการดำเนินงานให้มีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการเติบโตและการแข่งขันที่สูงขึ้นของตลาด นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังมุ่งมั่นในการขยายเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น พร้อมเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรผู้จำหน่าย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาด โดยในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีพาร์ทเนอร์ สโตร์ ครอบคลุมทั่วประเทศทั้งหมด 70 แห่ง  นอกเหนือไปจากนี้ ยังร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในฐานะ Authorized Fleet Partner ทั่วประเทศ เพื่อเดินหน้าขยายธุรกิจฟลีทให้ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้าองค์กรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งบริษัทรถเช่า ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ ลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) และการเข้าร่วมประมูลของหน่วยงานภาครัฐ ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายธุรกิจรถยนต์ใช้แล้วภายใต้ GWM Certified Pre-Owned (CPO) เป็นบริการซื้อขายรถยนต์ใช้แล้วที่ผ่านการรับรองคุณภาพจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคที่กำลังมองหารถยนต์ใช้แล้วคุณภาพดีที่ได้มาตรฐานอีกด้วย
  • กลยุทธ์ด้านการสร้างแบรนด์ (Brand Building) ให้แตกต่างสู่การเป็นแบรนด์ในใจของคนไทยและทั่วโลก เกรท วอลล์ มอเตอร์ เน้นการสร้างแบรนด์ในระยะยาวโดยมีผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง (User-Centric) ผ่านกิจกรรมระดับโลกต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยายการรับรู้ของแบรนด์เพื่อเข้าถึงและสร้างการจดจำในกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ให้ได้มากยิ่งขึ้น ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้มีความทันสมัยและสร้างความแตกต่างมากยิ่งขึ้น ผ่านการสื่อสารเทคโนโลยีอันล้ำสมัยต่างๆ ที่มอบทั้งความปลอดภัยและความสะดวกสบาย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทั้งที่เป็น First-in-class และ Best-in-class ด้านกิจกรรมเพื่อสังคม


เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเพื่อสังคมให้มากยิ่งขึ้น สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน โดยร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเข้าไปมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนมากยิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงมุ่งมั่นในการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณค่าและจงรักภักดีกับแบรนด์ โดยส่งเสริมการแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีที่มีต่อแบรนด์สู่เพื่อน ครอบครัว และบุคคลรอบข้าง สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นำไปสู่การเติบโตของชุมชนผู้ใช้งานของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างยั่งยืนในอนาคต

นอกจากกลยุทธ์ทั้ง 4 ด้าน เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้มีความฉับไวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผ่านโครงสร้างองค์กรที่เอื้อต่อการตัดสินใจ เพื่อสอดรับกับการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ประกอบกับการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทีมผู้บริหารและทีมงานที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนให้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) มุ่งหน้าสู่เป้าหมายที่วางไว้ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอย่างแข็งแกร่ง พร้อมทั้งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและส่งออกรถยนต์พวงมาลัยขวาของเกรท วอลล์ มอเตอร์ สู่ผู้ใช้งานทั่วทุกมุมโลก เพื่อก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ชั้นนำของโลก และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการเติบโตในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และไม่หยุดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งมอบนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค


โซดาสิงห์ จับมือ Harley-Davidson® เปิดตัวโซดาดีไซน์ฉลากพิเศษลิมิเต็ดเอดิชัน!

โซดาสิงห์ จับมือ Harley-Davidson เปิดตัวโซดาสิงห์ดีไซน์พิเศษลิมิเต็ดเอดิชันโดยโซดาสิงห์ถือเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแรกในเอเชียที่ได้คอลแลปกับแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ระดับไอคอนนิกอย่าง Harley-Davidson พร้อมกันนี้ โซดาสิงห์ยังเดินหน้าเปิดตัวแคมเปญสื่อสารแบบครบวงจร ที่จะประกอบไปด้วยกิจกรรมมากมายสำหรับแฟนๆ ของทั้งสองแบรนด์

ในงานเปิดตัวมีการเผยโฉม Harley-Davidson Low Rider™ S ดีไซส์พิเศษด้วยลายกราฟิกเช่นเดียวกับดีไซน์ฉลากโซดารุ่นพิเศษลิมิเต็ดเอดิชัน โดยรถมอเตอร์ไซค์คันดังกล่าว เป็นรางวัลใหญ่ในแคมเปญชิงโชค สำหรับลูกค้าที่ซื้อโซดารุ่นลิมิเต็ดเอดิชันจาก Singhaonline.com ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมชิงรางวัลจะต้องมียอดซื้อขั้นต่ำ 999 บาท และ สั่งซื้อสินค้าระหว่างวันที่ 15 ตุลาคม ถึง 10 พฤศจิกายน 2567

ธิติพร ธรรมาภิมุขกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า “การร่วมมือกันในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของโซดาสิงห์ เนื่องจากเป็นการจับมือกับแบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานของโลกอย่าง Harley-Davidson เป็นครั้งแรก ซึ่งนอกจากจะสร้างสีสันให้กับตลาด ตอบโจทย์ความหลากหลายของผู้บริโภคและขยายฐานสู่กลุ่มผู้ชื่นชอบและขับขี่รถจักรยานยนต์ Harley-Davidson นี่ถือเป็นกลยุทธ์ที่ตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่อยู่เคียงข้างและให้กำลังใจ เป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน”

มาร์ค โอ ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย กล่าวว่า “การร่วมมือกันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของความมุ่งมั่นในการขยายพันธมิตร ที่จะมาร่วมเติมสีสันให้กับไลฟ์สไตล์แบบ Harley-Davidson ให้แก่แฟนๆ ของเรา ซึ่งการจับมือกันครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Harley-Davidson ในการเข้าถึงตลาดไทยอย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งชูภาพลักษณ์ระดับตำนาน ความซ่า และ แนวคิดอิสระภาพแห่งการผจญภัยที่ทั้งสองแบรนด์มีร่วมกัน” มาร์ค โอ ฟลาเฮอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ Harley-Davidson สำหรับตลาดเกิดใหม่ในเอเชียและอินเดีย กล่าว

โซดาสิงห์ ถือเป็นเครื่องดื่มแรกในเอเชียที่ได้ร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Harley-Davidson เนื่องจากจุดเด่นของทั้งสองแบรนด์ ต่างก็มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน ด้วยเอกลักษณ์แบรนด์ที่มีความซ่า การสร้างสรรค์ที่ไม่หยุดนิ่ง ความคลาสสิกของแบรนด์มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และครองใจผู้บริโภคหลากหลายกลุ่มในวงกว้าง ที่สำคัญแบรนด์ยังทำหน้าที่มากกว่าการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพให้กลุ่มเป้าหมาย แต่เป็นแบรนด์ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คน ซึ่งที่ผ่านมาโซดาสิงห์ก็มีการทำกลยุทธ์ Collaboration อย่างต่อเนื่อง เช่น การจับมือกับมิสเตอร์การ์ตูน ศิลปินช่างสักระดับโลก ในการสร้างสรรค์ผลงานลงบนฉลากลิมิเต็ดเอดิชัน

สำหรับขวดโซดาสิงห์ดีไซน์ฉลากพิเศษลิมิเต็ดเอดิชั่นลาย Harley-Davidson ในบรรจุภัณฑ์ (Special Package) พิเศษ มีวางจำหน่ายแล้วตามเอาท์เล็ททั่วประเทศ รวมทั้งป๊อปอัพในห้างสรรพสินค้าที่ได้รับเลือก ตัวแทนจำหน่าย Harley-Davidson และ Singhaonline.com (สินค้ามีจำหน่ายในเวลาจำกัด) โดยสินค้ามีจำนวนจำกัด 3,000 เซ็ทเท่านั้น โดยจะจำหน่ายผ่านโปรโมชั่นค้าปลีกและกิจกรรมชิงโชค นอกจากนี้ยังมีเสื้อยืด Harley-Davidson รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน 2 ลาย 2 สี จำนวนจำกัด 3,000 ตัว รวมถึงสินค้าอื่น ๆ เช่น ที่เปิดขวด และแก้วเครื่องดื่ม เป็นต้น

อีกไฮไลท์ของความร่วมมือในครั้งนี้ ยังรวมไปถึงโรดโชว์ขบวนมอเตอร์ไซค์ Harley-Davidson ซึ่งจะเดินทางผ่าน โคราช ภูเก็ต พิษณุโลก เชียงใหม่ และเชียงราย โดยจะมีบาร์เคลื่อนที่ของโซดาสิงห์ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับประสบการณ์จากความร่วมมือในครั้งนี้โดยตรง โดยขบวนรถมอเตอร์ไซค์จะเข้าร่วมงาน “Asia Harley Days™” ครั้งที่ 3 เทศกาลมอเตอร์ไซค์และดนตรีที่จะเกิดขึ้น ณ สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย ในวันที่ 15-16 พฤศจิกายน 2567 ร่วมกับคอนเสิร์ต Singha Soda Music Concert 2024 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asiaharleydays.com


GWM Alxa Hero Festival 2024 เปิดประสบการณ์ลุยทะเลทรายมองโกเลีย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำรถยนต์พลังงานใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมอัจฉริยะ ตอกย้ำความเป็นผู้นำกับความสำเร็จระดับโลกในตลาดรถยนต์ออฟโรดทั้งเอสยูวีฮาร์ดคอร์และเอสยูวีออฟโรดฮาร์ดคอร์ การันตีด้วยยอดขายอันดับหนึ่งในตลาดจีนมากว่า 2 ทศวรรษ ยกทัพเหล่าผู้ใช้รถจริง และพาร์ทเนอร์ร่วมสัมผัสความน่าตื่นเต้นของการผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่แห่งปีในเทศกาล Alxa Hero Festival 2024 มหกรรมมอเตอร์สปอร์ตออฟโรด ณ ทะเลทรายมองโกเลียทางตอนเหนือของประเทศจีน บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร ที่รวบรวมบรรดาผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยสายลุย รวมถึงแฟน ๆ ออฟโรดจากทั่วทุกมุมโลก ในปีนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขนทัพรถยนต์ออฟโรดที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดทรงพลังจากทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ GWM TANK, GWM POER และ GWM HAVAL เพื่อร่วมท้าพิสูจน์สมรรถนะความทนทานและแข็งแกร่งผ่านการแข่งขันรถออฟโรด การแข่งรถ การทดสอบการขับขี่ในเส้นทางทะเลทราย พร้อมการเข้าร่วมชมเทศกาลดนตรีและการตั้งแคมป์ รวมถึงได้สัมผัสอารยธรรมจีนที่งดงามอันเป็นเอกลักษณ์ ในช่วงวันที่ 30 กันยายน – 4 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา

ในงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้จัดแสดงสุดยอดนวัตกรรมอันทรงพลัง และถ่ายทอดผ่านไลฟ์สไตล์ของผู้ขับขี่ที่ชื่นชอบกิจกรรมออฟโรดมาร่วมจัดแสดงภายในบูธที่จัดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 7 โซนหลักให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทคโนโลยีและนวัตกรรมออฟโรดสุดอัจฉริยะอย่างใกล้ชิด นำโดย โซนเวทีหลัก โซนจัดแสดงวัฒนธรรมออฟโรด เช่น รถยนต์ในการแข่งขันดาการ์แรลลี (Dakar Rally) และกำแพงที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมออฟโรด โซนจัดแสดงรถเอสยูวีออฟโรดสุดลักซ์ชัวรี่ GWM TANK 700 และรถจักรยานยนต์ทัวริ่งสุดหรู Great Wall SOUO โซนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด เช่น GWM HAVAL H9, GWM POER 2.4T Off-Road และ GWM TANK 400 โซนจัดแสดงรถออฟโรดดัดแปลงจากบรรดาสำนักแต่งรถชื่อดังในประเทศจีนที่นำรถแต่งในแบรนด์ GWM มาประชันโฉมกัน รวมถึงแบรนด์และร้านค้าที่จัดจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งรถออฟโรดโดยเฉพาะ โซนจัดแสดงรถที่ถูกตกแต่งจากทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ เอง และโซนกิจกรรมด้านความบันเทิง เพื่อมอบที่สุดแห่งประสบการณ์การขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่ไม่อาจหาจากที่ไหนได้อีก นับว่าเป็นการสะท้อนกลยุทธ์สำคัญ อย่าง ‘GO WITH MORE’ ในการหยั่งรากลึกเข้าไปในตลาดระดับท้องถิ่น สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายและความตื่นเต้นในการขับขี่ออฟโรด จนกลายเป็นพื้นที่ที่แสดงอัตลักษณ์และเป็นคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ระดับโลก

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ท้าพิสูจน์สมรรถนะรถยนต์ออฟโรดพลังงานใหม่หลากหลายรุ่นที่มาพร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดแข็งแกร่งระดับโลก ผ่าน 6 รุ่นตัวท็อปสายโหด นำโดยแบรนด์ GWM TANK อย่าง GWM TANK 300 รถยนต์เอสยูวีออฟโรดระดับพรีเมียมที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การขับขี่ออฟโรดอย่างแท้จริง ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร และกำลังสูงสุด 220 แรงม้า ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อรองรับ 7 โหมดการขับขี่ ได้แก่ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด โหมดพื้นหิมะ โหมดพื้นโคลน โหมดพื้นทราย และโหมด 4L ให้ผู้ขับเลือกใช้ได้ตามอัธยาศัย อีกทั้งยังมีระบบช่วงล่างที่เกาะพื้นถนนได้ดี ส่วนด้านหน้าและ Multi-link ด้านหลังช่วยเสริมความสามารถการลุยในเส้นทางออฟโรด นอกจากนี้ตัวรถยังมีระบบกันสะเทือนที่แข็งแกร่งและความสามารถในการเข้าโค้งที่เป็นเลิศ โดยล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว และยาง H/T ทำให้เหมาะกับการขับขี่ในทุกสภาพถนนแม้จะเป็นทะเลทราย เพิ่มขีดความสามารถในการขับขี่ที่ดุดันยิ่งกว่าด้วย GWM TANK 400 Hi-4T และ GWM TANK 500 Hi-4T ที่ให้โหมดการขับขี่สูงสุดถึง 12 รูปแบบ เหมาะกับทั้งการขับขี่ในเมืองและแบบออฟโรด โดยเพิ่มโหมดการขับขี่ให้อีก 5 โหมดเพิ่มเติม ได้แก่ โหมดพื้นหิน โหมดตะลุยน้ำ โหมดขับขี่อัตโนมัติ โหมดขับขี่ระดับเชี่ยวชาญ และโหมด 4H เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้มั่นใจว่าจะได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ซับซ้อนได้อย่างไม่มีสะดุดในทุกเส้นทาง

ต่อด้วยแบรนด์ GWM POER รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงระดับโลกอย่าง GWM POER 2.4T Off-Road โดยรถยนต์รุ่นนี้นับว่าเป็นรถกระบะที่มีพละกำลังสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรถกระบะออฟโรดในระดับเดียวกัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 183 แรงม้า และระบบขับเคลื่อน 9 โหมดที่ช่วยให้การขับขี่ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและท้าทายกลายเป็นเรื่องง่าย ขนาดตัวถังยาว 5,462 มม. กว้าง 1,992 มม. และสูง 1,960 มม. ล้อขนาด 18 นิ้ว และยาง A/T ที่ออกแบบมาให้ลุยได้ดีในทุกสภาพถนน มอบประสบการณ์การขับขี่สุดเพลิดเพลินที่เต็มไปด้วยความมันส์ในเส้นทางออฟโรดได้อย่างเต็มพิกัด มาพร้อมกับ GWM POER Shanghai Performance ที่ถูกออกแบบมาพร้อมสมรรถนะขั้นสูงที่มีระยะทางการวิ่งยาวนาน ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร กำลังสูงสุด 352 แรงม้า และมีความสามารถในการลากจูงถึง 3.3 ตัน ระบบกันสะเทือน Multi-link และระบบขับเคลื่อน 9 โหมดเช่นเดียวกับ GWM POER 2.4T Off-Road ช่วยให้ขับขี่ราบรื่นในสภาพถนนที่ท้าทายได้อย่างมั่นใจ

นอกจากนี้ แบรนด์ GWM HAVAL ส่งรถยนต์ออฟโรดรุ่นเรือธงอย่าง GWM HAVAL H9 ที่ตอบโจทย์การใช้งานที่พร้อมขับขี่ได้ในทุกสถานการณ์และทุกสภาพถนนสำหรับครอบครัวคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญในด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายเป็นหลัก โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 217 แรงม้า พร้อมระบบขับเคลื่อน 7 โหมดเช่นเดียวกับ GWM TANK 300  

ภายในงาน นอกจากจะได้ทดสอบสมรรถนะสุดทรงพลังของ GWM TANK, GWM POER และ GWM HAVAL จากทั้ง 3 แบรนด์แล้ว ตัวแทนของสื่อมวลชนไทยยังได้ร่วมกิจกรรมไฮไลต์สุดพิเศษในงาน Alxa Hero Festival 2024 อย่าง T3 Competition กิจกรรมการแข่งขันออฟโรดบนเส้นทางทะเลทรายที่น่าจับตามองมากที่สุด โดยจะต้องแข่งกันแบบทีม ประกอบด้วยยานพาหนะ 3 คันที่แข่งพร้อมกัน ซึ่งรถยนต์ที่ทาง เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งเข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ GWM TANK 300, GWM TANK 400 Hi-4T และ GWM TANK 500 Hi-4T ทีมที่ทำเวลาเข้าเส้นชัยทั้ง 3 คันได้เร็วที่สุดจะเป็นทีมที่คว้าชัยชนะ ในงานนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมงานและสื่อมวลชนอย่างล้มหลาม เรียกเสียงฮือฮาได้จากทุกรุ่นที่นำมาจัดแสดงและร่วมทดสอบสมรรถนะสุดท้าทาย ซึ่งสะท้อนความเป็นเลิศของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในด้านการขับขี่ของออฟโรดและการใช้งานได้อย่างครบวงจร พร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่สู่การเป็นบริษัทชั้นนำที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) พร้อมตอกย้ำการเป็นเจ้าตลาดของรถเอสยูวีออฟโรดระดับโลกอย่างแท้จริง

สำหรับชาวไทย สามารถเป็นเจ้าของ ALL NEW GWM TANK 300 HEV และ ALL NEW GWM TANK 500 HEV ได้แล้ววันนี้ร่วมกับข้อเสนอสุดคุ้มเดือนตุลาคม โดย ALL NEW GWM TANK 300 HEV มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุดถึง 300,000 บาท มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PRO ในราคา 1,349,000 บาท (จากราคา 1,649,000 บาท) และรุ่น ULTRA ในราคา 1,499,000 บาท (จากราคา 1,799,000 บาท) โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีส้ม สีดำ สีเทา และสีขาว สำหรับ ALL NEW GWM TANK 500 HEV มาพร้อมกับส่วนลดสูงสุดถึง 200,000 บาท ให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น PRO ในราคา 1,849,000 บาท (จากราคา 2,049,000 บาท) และรุ่น ULTRA ในราคา 2,069,000 บาท (จากราคา 2,269,000 บาท) โดยมีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 4 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเทา และสีเทาคริสตัล สำหรับลูกค้าที่สนใจ


ZEEKR เปิดตัว “ZEEKR 009” รถเอ็มพีวีพลังงานไฟฟ้าเซกเมนต์ลักชูรี

ซีเคอาร์ อินเทลลิเจนท์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (ZEEKR Intelligent Technology) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตยานยนต์พลังงานไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ลักชูรี ต่อยอดความสำเร็จจากการเปิดตัว ZEEKR X เปิดตัว ‘ZEEKR 009’ เอ็มพีวีพลังงานไฟฟ้า เจาะเซกเมนต์ลักชูรี ผสานความเป็นที่สุดของความหรูหราระดับเฟิร์สคลาส,  นวัตกรรมอัจฉริยะ, สมรรถนะที่เหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงสุด ภายใต้แนวคิด “Every Journey Shines” ให้ทุกโมเมนต์ของการเดินทางมีความหมายกับทุกคนในรถ

ZEEKR 009 เป็นยนตรกรรมที่ครบครันทั้ง “ความหรูหรา นวัตกรรมอัจฉริยะ สมรรถนะที่เหนือชั้น และความปลอดภัยขั้นสูงสุด” โดดเด่นด้วยแนวคิด “Every Journey Shines” ที่เน้นความสะดวกสบายผสมผสานความหรูหรากับห้องโดยสารที่ถูกออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์คุณภาพระดับเฟิร์สคลาสของสายการบิน ด้วยเบาะที่นั่งผู้โดยสารแถวสองแบบ Sofaro First Class Airline Seats พร้อมโหมดการการปรับแบบ Eames Lounge Chair Mode ที่สามารถปรับเอนนอนได้เพียงปุ่มเดียว และโต๊ะแบบพับเก็บได้

เบาะนั่งบุด้วยหนัง Nappa แบบนุ่ม เบาะนั่งคนขับ, ผู้โดยสารด้านหน้าและผู้โดยสารแถวสองมาพร้อมระบบนวดไฟฟ้า มีหน้าจอ OLED แบบทัชสกรีนขนาด 15.05 นิ้ว และหน้าจอเสมือนบนกระจก AR-HUD ขนาด 35.95 นิ้ว พร้อมหน้าจอเพดาน สำหรับผู้โดยสารด้านหลังแบบ Touch Screen OLED ขนาด 17 นิ้ว ช่วยเพิ่มประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือชั้นด้วยชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 8295จำนวนสองชุด เพื่อเสริมการประมวลผลที่รวดเร็วและทรงพลัง รองรับคำสั่งได้ถึง 60 ล้านคำสั่งต่อวินาที รวมถึงระบบเสียงรอบทิศทางจาก YAMAHA  30 ตัวที่พร้อมให้ความบันเทิงได้ในทุกการเดินทาง

ZEEKR 009 โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์คู่ที่มีกำลังสูงสุด 450 kW หรือเทียบเท่า 603 แรงม้า และแรงบิด 693 N•m  ทำให้รถสามารถเร่งความเร็วจาก 0-100 km/h ได้ในเวลาเพียง 4.5 วินาที แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนขนาด 116 kWh โดยสามารถวิ่งได้ไกลถึง 686 กม. ตามมาตรฐาน NEDC ทำให้ ZEEKR 009 เป็นรถที่มีสมรรถนะสูงและสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังเพิ่มสุนทรียภาพในการเดินทางด้วย ระบบช่วงล่างถุงลมประสิทธิภาพสูง พร้อมระบบ CCD Electromagnetic Vibration Reduction System ช่วยลดแรงสะเทือนที่จะเข้าสู่ในห้องโดยสาร และ ZEEKR 009 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงสุดที่ได้รับการออกแบบเพื่อปกป้องผู้โดยสารอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งโครงสร้างด้านท้ายของรถที่ผลิตจากอลูมิเนียมชิ้นเดียวมีความแข็งแรงสูงพร้อมถุงลมนิรภัย 7 ตำแหน่งพร้อมปกป้องผู้ขับขี่และผู้โดยสารทั่วทั้งคัน

ZEEKR 009 มี 3 โทนสีรถภายนอกได้แก่

  • สีขาว Crystal White (ภายในโทนสีดำ)
  • สีน้ำเงิน Electric Blue (ภายในโทนสีดำ หรือ ภายในทูโทนสีน้ำเงิน/ขาว)
  • สีดำ Phantom Black (ภายในโทนสีดำ หรือ ภายในทูโทนสีเทา/ขาว)

ราคา 3,099,000 บาท พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ ประกันภัยชั้น 1, การรับประกันตัวรถ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปีหรือ 180,000 กิโลเมตร อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน  24 ชั่วโมง และบริการ Mobile Service นาน 5 ปี และ พิเศษสุด สำหรับลูกค้า 1,000 ท่านแรก รับฟรี Wallbox จาก “VREMT” พร้อมแพคเกจติดตั้ง* มูลค่า 70,000 บาท

*หมายเหตุ: เมื่อจองและรับรถภายใน 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

ZEEKR ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่ล้ำสมัย หรูหรา แต่ยังเตรียมแผนขยายการรับรู้ และสร้างฐานลูกค้าในประเทศไทย ทั้งการสปอนเซอร์ให้กับดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ประภากาศ อังศุสิงห์ แห่งแบรนด์ HOOK (HOOK’S by PRAPAKAS PRESENTED by ZEEKR) ในแฟชั่นโชว์ครั้งใหญ่ระดับประเทศ และคอร์สอบรบเพิ่มทักษะการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างปลอดภัยสำหรับเจ้าของรถยนต์ ZEEKR ที่สนามแข่งรถแก่งกระจานเซอร์กิต ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการกิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์  ที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้ยังเน้นกลยุทธ์ด้านบริการหลังการขายระดับพรีเมียมด้วยโปรแกรมบริการพิเศษสำหรับเจ้าของรถ ZEEKR  ทุกรุ่น เช่น การรับประกันมอเตอร์และแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี และ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง และ Mobile Service นานถึง 5 ปี เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจในคุณภาพและการดูแลรักษารถยนต์ไฟฟ้า


BMW R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) สุดยอดสองล้อสายลุย!

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉม บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) สุดยอดมอเตอร์ไซค์แอดเวนเจอร์ โดดเด่นด้วยออปชั่นและอุปกรณ์ตกแต่งพิเศษมากมาย สะดุดตายิ่งขึ้นด้วยตราสัญลักษณ์ Ultimate Edition บริเวณฝาครอบกระจกมองหลัง บนแฮนด์จับทั้งสองข้าง และบนกล่องสัมภาระอะลูมิเนียม ผสานความตื่นเต้นเร้าใจในการผจญภัยเข้ากับความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างลงตัว พร้อมบุกตะลุยไปได้ในทุกสภาพเส้นทาง

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) สืบทอดเอกลักษณ์ของ GS ที่เป็นมอเตอร์ไซค์คู่ใจพร้อมลุยทั้งทางออฟโร้ดและบนถนน ทรงพลังด้วยเครื่องยนต์สองลูกสูบสี่จังหวะที่ระบายความร้อนด้วยอากาศ/ของเหลว ขนาด 1,254 ซีซี เติมเต็มด้วยระบบควบคุมแกนลูกเบี้ยวแบบแปรผันด้วยเทคโนโลยี BMW ShiftCam ส่งกำลังสูงสุด 100 กิโลวัตต์ / 136 แรงม้า ที่ 7,750 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 143 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ปลดล็อคอีกขั้นของขุมพลังแห่งการเดินทาง ส่วนระบบหัวฉีดคู่และระบบไอเสียใหม่ผ่านการรับรองมาตรฐานยูโร 5 ที่เน้นการประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยมลพิษสู่อากาศ

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) มาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐาน 3 แบบ ได้แก่ ‘Eco’, ‘Rain’ และ ‘Road’ ขณะที่ ‘Riding Modes Pro’ นำเสนอโหมดการขับขี่เพิ่มเติม ได้แก่ ‘Dynamic’, ‘Dynamic Pro’, ’Enduro’ และ ‘Enduro Pro’ รองรับสภาพการขับขี่ที่หลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมยกสมรรถนะการขับขี่และความปลอดภัยสู่ขั้นสูงสุดด้วยระบบช่วงล่างที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า (Dynamic ESA) ระบบ Hill Start Control ที่ทำให้ผู้ขับขี่ออกตัวในทางลาดชันได้อย่างมั่นใจ ขณะที่ระบบ Dynamic Traction Control (DTC) และ ABS Pro ให้การเข้าโค้งอย่างราบรื่น ส่วนระบบ Dynamic Brake Control (DBC) ใหม่ล่าสุดช่วยเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องเบรกในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยการตัดกำลังของเครื่องยนต์ ทำให้สามารถควบคุมรถได้อย่างแม่นยำ ผ่อนคลาย และมั่นใจได้ในความปลอดภัยบนทุกเส้นทางผจญภัยที่รออยู่ข้างหน้า

ก้าวล้ำยิ่งขึ้นกับระบบการเชื่อมต่อและควบคุมการทำงานของรถผ่านจอแสดงผลสี TFT ขนาด 6.5 นิ้ว และระบบ BMW Motorrad Multi-Controller ให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงทุกฟังก์ชันของรถ ตลอดจนการเชื่อมต่อต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย และยังมีช่องเสียบ USB 2 แบบสำหรับใช้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้อีกด้วย

มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังคงสืบทอดเอกลักษณ์ความปราดเปรียวและทรงพลังของ GS ด้วยไฟหน้าแบบ LED ที่ส่องสว่างแม้ในช่วงกลางวัน สร้างความโดดเด่นสะดุดตา และยังปรับเปลี่ยนกลมกลืนไปกับทางโค้งตามตำแหน่งความลาดเอียงของตัวรถ มาพร้อมไฟ Cruising ซึ่งจะเปิดไฟเลี้ยวด้านหน้าทั้งสองแบบหรี่ไว้ตลอดเวลา เพิ่มความโดดเด่นสะดุดตาบนท้องถนน ขณะที่ไฟท้าย LED แบบ multifunctional สามารถสลับระหว่างไฟกระพริบสีเหลือง ไฟเบรกสีแดง และไฟท้ายส่องสว่างได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยระบบควบคุมความเร็วคงที่ (Cruise Control) และระบบ Keyless Ride

BMW R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition
ราคาจำหน่าย1,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

*รูปภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์เท่านั้น สเป็คที่ขายในประเทศไทยมาพร้อมล้อซี่ลวดสีดำ

ตัวรถมาในสีดำ Black Storm Metallic พร้อมล้อซี่ลวดสีดำ สะท้อนความแข็งแกร่งทนทานสไตล์ออฟโร้ด เสริมความหรูหราด้วยชุดแต่ง Option 719 แพ็คเกจ Shadow ที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอะลูมิเนียมขึ้นรูปอย่างประณีตในโทนสีดำ/เงิน ไม่ว่าจะเป็นฝาครอบเครื่องยนต์ ฝาครอบกระจกมองหลัง ที่พักเท้า แป้นเกียร์และเบรกเท้า มือจับ ฝาถังน้ำมัน อีกทั้งยังเพิ่มความดุดันด้วยกระจกบังลมรมดำ ฝาครอบเครื่องยนต์สีดำ กล่องอะลูมิเนียมท้ายและข้างสีดำ ป้าย Ultimate Edition บนมือจับ บนกล่องสัมภาระท้ายและกล่องทั้งสองข้าง รวมถึงปลอกกุญแจพิเศษสำหรับรุ่น Ultimate Edition

บีเอ็มดับเบิลยู R 1250 GS Adventure (Ultimate Edition) พร้อมให้เหล่านักบิดจับจองเป็นเจ้าของที่ราคา 1,399,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยจะวางจำหน่ายในประเทศไทยจำนวนจำกัดเพียง 24 คันเท่านั้น และยังพิเศษกับความเฉพาะตัวที่เป็นเอกลักษณ์ให้กับรถแต่ละคันด้วยหมายเลขประจำตัวรถตั้งแต่หมายเลข 1 ถึง 24 ยิ่งไปกว่านั้น ยังคุ้มค่าเหนือระดับด้วยอุปกรณ์ตกแต่งสุดพิเศษ มูลค่ากว่า 400,000 บาท มอบความอุ่นใจด้วยการรับประกันตัวรถนาน 5 ปี บริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง และการรับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 2 ปี

สามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลเพิ่มเติมของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ ที่ www.bmw-motorrad.co.th เฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Motorrad Thailand หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ


Privacy Preference Center