‘คอนติเนนทอล’ ชูนวัตกรรมพิเศษ ContiSeal และเทคโนโลยี ContiSilent ยางแห่งอนาคต
ปีเตอร์ รางเคิล ประธานฝ่ายบริหารภูมิภาคอาเซียน คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ แบงคอก กล่าวถึงธุรกิจในกลุ่มออโตโมทีฟ ว่า “คอนติเนนทอล ในฐานะผู้นำด้านเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลก มีความมุ่งมั่นในการพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ที่มุ่งเน้นมอบความปลอดภัย ยกระดับประสบการณ์ผู้ขับขี่ และผลักดันการขับเคลื่อนอัตโนมัติ และเตรียมพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ในทุกขณะ ซึ่งอีกเทรนด์มาแรงคู่กับรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง เทรนด์ยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Mobility) ก็จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการสร้างความเติบโตให้กับตลาดยานยนต์ในอนาคตอันใกล้อย่างแน่นอน ทั้งนี้ คอนติเนนทอล ออโตโมทีฟ ได้ดำเนินการพัฒนาโซลูชั่นด้านยานยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายในการยกระดับความสะดวกสบาย และมอบประสบการณ์การขับขี่ที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอระบบให้ความช่วยเหลือและควบคุมการขับขี่อัตโนมัติ (Assisted & Automated Driving Control Unit: ADCU) แพลตฟอร์มประมวลผลอเนกประสงค์ที่มีความปลอดภัยสูงและเชื่อถือได้ เหมาะสำหรับระบบการขับขี่อัตโนมัติขั้นสูง (Highly Automated Driving: HAD) โดย ADCD จะทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถตัดสินใจได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งผนวกเข้ากับเทคโนโลยีการจอดรถอัจฉริยะ (Auto-Parking) ตัวช่วยอำนวยความสะดวกในการหาที่จอดรถ สามารถนำรถเข้าจอดได้อย่างปลอดภัยในทุกพื้นที นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญในการพัฒนาโซลูชั่นด้านสถาปัตยกรรมและเครือข่ายสำหรับยานยนต์ ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยีค็อกพิทอัจฉริยะ ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (High-Performance Computing: HPC) ช่วยในการเชื่อมต่อฟังก์ชันการทำงานภายในรถยนต์ตั้งแต่ความบันเทิงไปจนถึงความปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่องเป็นต้น”
คาเรล คูเซรา กรรมการผู้จัดการ คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) กล่าวถึงธุรกิจในกลุ่มยางรถยนต์ว่า “ภาพรวมของตลาดยางรถยนต์ยังคงเติบโตเป็นไปตามเป้า ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า คอนติเนนทอล ไทร์ส ก็พร้อมนำเสนอโซลูชั่นที่สามารถตอบโจทย์ทุกการใช้งานของผู้ขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในทุกมิติ นอกจากนี้เรายังเป็นผู้ผลิตยางให้กับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำ 5 อันดับแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก คือ Tesla, BMW, Volkswagen, BYD และ Geely เป็นต้น โดยเรามียางมาตรฐานพรีเมียมที่ถูกออกแบบมาเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ โดดเด่นด้วยนวัตกรรมพิเศษที่ผู้ขับขี่รถยนต์มองหาอย่าง ContiSeal ที่จะช่วยอุดรอยรั่วได้ทันทีตอบโจทย์รถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มียางอะไหล่ติดตั้งมาในตัวรถ และเทคโนโลยี ContiSilent ที่ติดตั้งโฟมดูดซับเสียงภายในยาง ช่วยลดเสียงรบกวนจากพื้นถนน เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าไม่มีเสียงเครื่องยนต์ ให้การขับขี่และการโดยสารเงียบสงบกว่าที่เคย สามารถขับขี่ได้ระยะทางไกลขึ้นกว่าเดิมด้วยอัตราการต้านทานการหมุนที่ต่ำ ซึ่งนอกจากความโดดเด่นด้านนวัตกรรมยางสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า คอนติเนนทอล ไทร์ส ยังนำเสนอผลิตภัณฑ์ยางสำหรับยานยนต์ทุกประเภท สามารถสนองต่อความต้องการของแบรนด์รถยนต์ยุโรปและเอเชีย ครอบคลุมหลากหลายเซกเมนต์ ทั้งรถกระบะ รถบรรทุก ไปจนถึงรถจักรยานยนต์”
“นอกจากนี้ คอนติเนนทอล ไทร์ส ยังมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมยางรถยนต์ให้มีสมรรถนะสูงเน้นความปลอดภัย
เป็นหลัก เรายังมีการจัดโครงการต่างๆมากมายที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของเรา สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของเราในการเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่ยุคใหม่แห่งอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างยั่งยืน” คาเรล กล่าวเสริม
วิกเนซ เดวาเสนาพาที ผู้จัดการโรงงาน คอนติเนนทอล ไทร์ส (ประเทศไทย) กล่าวเสริมทัพในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการผลิตยางรถยนต์ว่า “ปีนี้ เราได้ก้าวสู่ปีที่ 5 ของการก่อตั้งโรงงานยางคอนติเนนทอล ในประเทศไทย ที่จังหวัดระยอง ที่มีความทันสมัยที่สุดและเป็นหนึ่งในฐานการผลิตใหญ่ของคอนติเนนทอลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในการก้าวสู่การเป็นผู้นำเสนอนวัตกรรมยางรถยนต์ที่มีความโดดเด่นด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยภายในปี 2573 เราตั้งเป้าว่าจะก้าวขึ้นเป็นโรงงานผลิตยางที่มีความโดดเด่นที่สุดทางด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมด้วยความมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าและโซลูชั่นที่ยั่งยืนครอบคลุมตลอดห่วงโซ่การผลิตควบคู่ไปกับการยกระดับความยั่งยืนภายในกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องไปกับนโยบายด้านความยั่งยืนของคอนติเนนทอลในระดับโลก โดยการขยายโรงงานที่จังหวัดระยอง ถือเป็นส่วนหนึ่งของการแผนการลงทุนของธุรกิจยางคอนติเนนทอล เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตให้พร้อมรองรับกับความต้องการของตลาดยาง ในขณะที่ยังยึดมั่นในการบริหารจัดการกระบวนการผลิตด้วยมาตรฐานความปลอดภัยและความอย่างยั่งยืน ยิ่งไปกว่านั้น การลงทุนในเทคโนโลยีที่มีความล้ำสมัย ก็ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการผลิตยางคุณภาพสูงของคอนติเนนทัล ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้อย่างมั่นใจ”
“การจัดงานโชว์เคสในครั้งนี้ คือการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าคอนติเนนทอล เราเป็นมากกว่าผู้ผลิตเทคโนโลยีสำหรับ
ยานยนต์และยางรถยนต์ แต่เราคือผู้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต ที่ยึดถือความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกๆ สิ่งที่เราทำ” ปีเตอร์ กล่าวทิ้งท้าย
ZEEKR X คอมแพกต์เอสยูวีพลังไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 1,199,000 บาท
คอมแพกต์เอสยูวีหรู สำหรับการเดินทางในเมืองและนอกเมือง รองรับลูกค้าที่ชื่นชอบการผจญภัย และการใช้งานแบบครอบครัวได้อย่างลงตัว สร้างขึ้นบนพื้นฐาน Sustainable Experience Architecture (SEA) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ออกแบบสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ
ไฟท้ายแอลอีดี 229 ดวง คาดยาวเต็มความกว้างของฝาท้าย หลังคาเป็นพาโนรามิกซันรูฟ ช่วยสร้างความรู้สึกปลอดโปร่ง และสามารถป้องกันความร้อนและรังสียูวีได้ถึง 99%
แดชบอร์ดกลางติดตั้งทัชสกรีนอเนกประสงค์ 14.6 นิ้ว จอแสดงผลหน้าผู้ขับ 8.8 นิ้ว โดยรุ่น Flagship AWD มาพร้อม ‘Augmented Reality-HUD’ ระบบเฮด-อัพ ดิสเพลย์อัจฉริยะแบบพาโนรามาขนาด 24.3 นิ้ว ฉายภาพคมชัดบนกระจกหน้า และระบบเสียงรอบทิศทางจาก ยามาฮ่า 13 ตำแหน่ง นับเป็นยนตรกรรมไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ ที่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาการเดินทางรูปแบบใหม่ ในยุคที่สังคมตื่นตัวเรื่องพลังงานสะอาด
ZEEKR X Standard RWD มอเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนล้อหลัง กำลังสูงสุด 200 kW ชาร์จเต็ม วิ่งได้ไกลสุด 440 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ราคา 1,199,000 บาท
Flagship AWDZEEKR X มอเตอร์คู่ (ขับเคลื่อน 4 ล้อ) กำลังรวมสูงสุด 315 kW ชาร์จเต็ม วิ่งได้ไกลสุด 420 กิโลเมตร (มาตรฐาน WLTP) ราคา 1,349,000 บาท

ฉลองเปิดโชว์รูมใหม่ รับข้อเสนอเร้าใจ เมื่อจอง ZEEKR X วันนี้ (10 กันยายน 2567)
- ประกันภัยชั้นหนึ่ง นาน 1 ปี*
- รับประกันคุณภาพ 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร*
- รับประกันคุณภาพแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร*
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉินนอกสถานที่ 24 ชั่วโมง*
- ฟรี ‘VReMT’ Wallbox มูลค่า 50,000 บาท*
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ บริษัท ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด
โทร. 02-078-1999
Line: @zemobilityplus
FB: Zeekr Ze Mobility Plus
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
‘ZEEKR House’ โชว์รูมยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่
เปิดแล้ว! โชว์รูมยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ ZEEKR ศรีนครินทร์ แห่งแรกในโซนตะวันออกของกรุงเทพฯ ชูแนวคิด ‘ZEEKR House’ พร้อมสัมผัสและทดลองขับ ZEEKR X ยนตรกรรมรักษ์โลก
ขับเคลื่อนสู่ยุคแห่งยานยนต์พลังงานสะอาด บริษัท ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด ผู้แทนจำหน่ายยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ ‘ZEEKR’ (ซีกเกอร์) ที่ได้รับการแต่งตั้งแห่งแรกอย่างเป็นทางการ จาก ซีกเกอร์ ประเทศไทย ภายใต้ บริษัท นีโอ โมบิลิตี้ เอเชีย จำกัด จัดงานแถลงข่าว เปิดโชว์รูมยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ ZEEKR สาขาศรีนครินทร์ กรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ โดดเด่นด้วยแนวคิดการออกแบบ ‘ZEEKR House’ ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และดีเอ็นเอของแบรนด์ พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ สำหรับผู้ใส่ใจยนตรกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม
งานออกแบบ ZEEKR House ถูกขับเคลื่อนด้วย 3 แนวคิดหลัก คือ Elegant ความสง่างามเหนือระดับ ถ่ายทอดผ่านรายละเอียดการเลือกใช้วัสดุคุณภาพเปี่ยมด้วยรสนิยม, Warm พัฒนาประสบการณ์ด้านยานยนต์โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และ Dynamic เน้นให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี และการขับเคลื่อนอย่างมีพลัง สอดคล้องกับการเป็นยานยนต์พลังงานไฟฟ้า ตัวแทนคนรุ่นใหม่ และวิสัยทัศน์แห่งอนาคต สัญลักษณ์ของ ZEEKR จึงได้รับการออกแบบด้วยแนวคิด ‘New Dawn’ ในลักษณะของประตูที่เปิดสู่รุ่งอรุณใหม่ คุมสีและวัสดุหลักในโทนอบอุ่น รับกับ Façade ภายนอกที่มีขอบสีบรอนซ์ หรือสีของเฟอร์นิเจอร์ลอยตัว เมื่อรวมเข้ากับการลบมุมโค้ง อีกทั้ง จอมัลติมีเดีย แอลอีดี และฝ้าเพดานเรืองแสงขนาดใหญ่ ที่เชื่อมโยงพื้นที่จัดแสดงหลัก เป็นส่วนผสมที่ลงตัวในแบบ Luxury Intelligent
ZEEKR ถือกำเนิดช่วงปี พ.ศ. 2564 มีสำนักงานอยู่ในเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีนเป็นแบรนด์รถยนต์ในเครือ Geely Holding Group ผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติจีนรายใหญ่ ส่งขายทั่วโลกกว่า 2.79 ล้านคัน โดยเกือบ 1 ล้านคัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊ก-อิน ไฮบริด มีพนักงานกว่า 130,000 คน ซึ่งแต่ละตัวอักษรของชื่อ ‘ZEEKR’ ล้วนมีความหมาย โดย ZE คือ Zero (ศูนย์) เป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นไปได้โดยไม่มีที่สิ้นสุด E ตัวถัดมา คือ Evolving the Electric Era (วิวัฒนาการไปสู่ยุคแห่งระบบไฟฟ้า) และ KR คือ Krypton ซึ่งเป็นก๊าซหายากที่จะเปล่งแสงออกมาได้เมื่อโดนไฟฟ้า
ธีรวรรณ จิวจินดา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซี โมบิลิตี้ พลัส จำกัด กล่าวว่า “ZEEKR House ศรีนครินทร์ ได้รับการออกแบบให้เป็นโชว์รูมและศูนย์บริการมาตรฐาน ด้วยมูลค่าการลงทุน 10 ล้านบาท รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์ โดยเน้นให้ความสำคัญในด้านบริการหลังการขาย การดูแลลูกค้า พร้อมศูนย์ฝึกอบรม และเสริมศักยภาพการดำเนินธุรกิจ จากระบบนิเวศทางธุรกิจที่ครบวงจร ของ MGC-ASIA ด้วยพื้นที่อาคารรวมกว่า 2,600 ตารางเมตร ภายใต้อาคาร 2 ชั้น ประกอบด้วยส่วนจัดแสดงหลักเป็นโถงหลังคาสูง สามารถจัดแสดงยานยนต์ไฟฟ้าได้ถึง 8 คัน พร้อมพื้นที่รับรองลูกค้ารถใหม่และส่วนของบริการหลังการขาย นอกจากนี้ยังเตรียมโถงอเนกประสงค์ ที่สามารถปรับใช้ทั้งสำหรับส่งมอบรถใหม่ และบริการหลังการขาย โดยแยกออกมาอย่างเป็นสัดส่วนจำนวน 6 คัน พร้อมกับติดตั้ง Wall Charger รองรับการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าพร้อมกันถึง 4 จุด เรียกว่าใส่ใจทุกรายละเอียด เพื่อบริการที่เป็นเลิศสำหรับลูกค้าทุกท่าน”
สัมผัสความสง่างามเหนือระดับผสานความล้ำสมัย ของโชว์รูมยานยนต์ไฟฟ้าพรีเมียม-ลักชัวรี่ ZEEKR House ศรีนครินทร์ ที่มอบประสบการณ์ใหม่ สไตล์แบรนด์ยนตรกรรมรักษ์โลก พร้อมทดลองขับ ZEEKR X และสัมผัสกับ ZEEKR 009 พวงมาลัยขวา ได้แล้ววันนี้ และเตรียมพบกับ ZEEKR House วิภาวดี-รังสิต พร้อมเปิดบริการภายในเดือนกันยายน 2567
Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé
ขั้นสูงจาก Mercedes-AMG ที่มีมากที่สุดในบรรดารถรุ่นประกอบในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น AMG Performance 4MATIC+, AMG DYNAMIC PLUS Package, AMG dynamic engine mount และ AMG Real Performance Sound
เครื่องยนต์ชุดเดียวกับ CLS 53 และ GLE 53 ซึ่งมาพร้อมขุมกำลังเบนซิน 6 สูบแถวเรียง 3.0 ลิตร เทอร์โบ ทำงานร่วมกับระบบไฟฟ้า Mild-Hybrid 48V ติดตั้งระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AMG Performance 4MATIC+ สามารถกระจายแรงส่งกำลังได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ 100%
เกียร์อัตโนมัติ 9 จังหวะ AMG SPEEDSHIFT MCT 9G ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 560 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ภายในเวลา 4.2 วินาที และเป็นรุ่นแรกในประเทศไทยที่ติดตั้งแพ็กเกจ AMG Driver’s Package ช่วยปลดล็อกความเร็วได้สูงสุดถึง 270 กม./ชม.
Mercedes-AMG CLE 53 4MATIC+ Coupé มาพร้อมระบบปฎิบัติการรุ่นใหม่ล่าสุด MBUX Gen20x ซึ่งนับเป็นรุ่นที่ 2 ของรถที่ทำตลาดในประเทศไทย หลังจาก The new E-Class โดยระบบปฏิบัติการดังกล่าวมีความโดดเด่นด้วยระบบควบคุมการสร้าง routines mode หรือ AI-generated routines ที่ผสานระบบ AI ในการเรียนรู้และบันทึกรูปแบบการใช้งานของผู้ขับขี่
และยังมีการออกแบบปุ่มไอคอนให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมถึง 3 เท่า พร้อมแยกสีให้ผู้ขับขี่สามารถใช้งานได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้นตามมาตรฐานความปลอดภัย Euro NCAP อีกทั้งยังรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในทุกมิติ
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จับมือยูนิเซฟ พร้อมเสริม ‘สะเต็มศึกษา’ เพื่อเยาวชนทั่วประเทศ
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และยูนิเซฟ จับมือส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศไทยเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและการพัฒนาทักษะได้มากขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระดับโลกที่เริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ภายใต้สโลแกน ‘Bridge. Educating young people for tomorrow, today.’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (STEM education) ให้กับเด็กและเยาวชน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต
ภายใต้ความร่วมมือระยะยาวระดับโลกครั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป จะมีส่วนสนับสนุนเป้าหมายระดับโลกของยูนิเซฟเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนจำนวน 10 ล้านคนทั่วโลกผ่านการศึกษาในแต่ละปี ส่วนประเทศไทยความร่วมมือนี้เริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาด้านสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษากว่า 100 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท เป้าหมายคือการเข้าถึงนักเรียน 25,000 คนและครู 500 คนในช่วงสามปีแรกของความร่วมมือ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการอบรมครูในวิชาด้านสะเต็มศึกษา และจัดกิจกรรมนอกเวลาเรียน ค่ายฝึกทักษะด้านสะเต็มศึกษา งานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ และการแนะแนวให้คำปรึกษาแก่เยาวชน โครงการนี้ยังครอบคลุมกลุ่มเยาวชนกลุ่มเปราะบาง และเยาวชนที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) เพื่อให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาทักษะที่จำเป็น
เมื่อต้นเดือนกันยายน 2567 เรเน่ แกร์ฮาร์ด ประธานและซีอีโอของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และ คยองซอน คิม ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ได้เดินทางไปเยี่ยมโรงเรียนอ่างศิลาพิทยาคม จังหวัดชลบุรี โดยได้เข้าร่วมกิจกรรมด้านสะเต็มศึกษากับนักเรียนที่กำลังสำรวจหัวข้อต่างๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สภาพอากาศแบบต่าง ๆ และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ซึ่งกิจกรรมเชิงปฏิบัติและการเรียนรู้นอกห้องเรียนเหล่านี้ ช่วยให้นักเรียนเห็นว่าสะเต็มศึกษาสามารถนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับความท้าทายในชีวิตประจำวันได้อย่างไร
แม้ว่าเด็กส่วนใหญ่ในประเทศไทยจะได้เข้าเรียนในโรงเรียน แต่เด็กจำนวนมากยังขาดทักษะสำคัญที่จำเป็นสำหรับการศึกษาต่อหรือเข้าสู่ตลาดแรงงาน จากรายงาน PISA 2018 พบว่า มีเพียง 1 ใน 5 ของเด็กผู้ชายและ 1 ใน 7 ของเด็กผู้หญิงในประเทศไทยที่มีความสามารถด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่วางแผนจะประกอบอาชีพในด้านวิศวกรรมศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ก่อนอายุ 30 ปี นอกจากนี้ ยังพบว่า เยาวชนไทยกว่า 1.4 ล้านคนไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การจ้างงาน หรือการฝึกอบรม (NEET) โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางทักษะมากขึ้น
Promom ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับเด็ก3 สูตร ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ความสูง ภูมิคุ้มกัน
หมอพลอยเล่าเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลธนาคารกรุงเทพ ตลาดสินค้าแม่และเด็กในประเทศไทยมีมูลค่า 40,300 ล้านบาทในปี 2564 และแม้ปัจจุบันแนวโน้มเด็กเกิดใหม่จะลดลง แต่ Promom ยังมียอดขายที่เติบโตสองหลักในทุกเดือน มีอัตราการซื้อซ้ำสูงกว่า 50% และตั้งเป้าโตถึง 200 ล้านบาทในปลายปีนี้ “พ่อแม่ยุคใหม่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สำหรับลูกมากยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานการทำงานของ Promom ที่เน้นส่งต่อผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมถึงมือคุณแม่ทุกคน”
Promom ยังประกาศเปิดตัว พรีเซนเตอร์คู่แม่ลูก ‘ศรีริต้า เจนเซ่น ณรงค์เดช’ พร้อม ‘น้องกวิณท์’ ในฐานะลูกค้ายาวนานของ Promom โดยริต้าวางแผนจะเผยความประทับใจในผลลัพธ์ที่เห็นจริง จากการที่ให้น้องกวิณท์กินผลิตภัณฑ์เป็นประจำมานาน มุ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์ Promom 3 สูตร
- Multi IMMU 24+ ส่งเสริมเรื่องภูมิคุ้มกัน
- DHA Probio 9+ สร้างความฉลาดสมวัย สมาธิดี ความจำดี หลับสนิท
- Cal-D-KII 6+ ส่งเสริมความสูงเต็มศักยภาพ
Promom ถือเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเด็กระดับพรีเมียมที่ทุ่มเทสุดทั้งความเชี่ยวชาญตามแบบฉบับหมอและนักโภชนาการ และเดินหน้าเติบโตทางธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้เด็กไทยได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
Booking.com จับมือโรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ ยกระดับประสบการณ์การเดินทางผ่านโปรแกรม Travel Proud
จากแบบสำรวจประสบการณ์ด้านการเดินทางของผู้เดินทางชาว LGBTQ+ ประจำปี 2567* ของ Booking.com เผยว่า 75% ของผู้เดินทาง LGBTQ+ ชาวไทยเคยประสบกับการถูกเลือกปฏิบัติขณะการเดินทาง (โดยผู้เดินทาง LGBTQ+ ทั่วโลก 59% ประสบกับความท้าทายนี้เช่นกัน) นอกจากนี้ 80% ของพวกเขาคาดการณ์ล่วงหน้าว่าจะพบพฤติกรรมการเลือกปฏิบัติจากเพื่อนร่วมทาง และคาดว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดจากผู้คนท้องถิ่น (81%) ด้วยความท้าทายเหล่านี้ทำให้ผู้เดินทาง LGBTQ+ ชาวไทย 59% ได้ยกเลิกทริปการเดินทางภายในปีที่ผ่านมาหลังจากพบว่าจุดหมายปลายทางที่พวกเขาวางแผนว่าจะไปไม่มีนโยบายหรือแนวทางเพื่อสนับสนุนชาว LGBTQ+ ที่อาศัยอยู่ในประเทศนั้นๆ
เมื่อการถูกเลือกปฏิบัติยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้เดินทาง LGBTQ+ ต้องเผชิญระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว และด้วยพันธกิจที่ต้องการช่วยให้ทุกคนได้ออกไปสัมผัสโลกกว้างได้อย่างง่ายดายมากยิ่งขึ้น Booking.com จึงเปิดตัวโปรแกรม ‘Travel Proud’ ในปี 2564 ซึ่งเป็นโปรแกรมฝึกอบรมเกี่ยวกับการให้บริการอย่างเท่าเทียมให้กับที่พักคู่ค้าฟรี ช่วยให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ผู้ให้บริการด้านการเดินทางเกี่ยวกับอุปสรรคในการเดินทางที่ผู้เดินทาง LGBTQ+ กำลังเผชิญ โดยที่พักคู่ค้าที่ผ่านการอบรมแล้วจะได้รับการรับรอง Proud Certified และได้รับป้ายสัญลักษณ์ Travel Proud ในหน้าข้อมูลที่พักบน Booking.com เพื่อแสดงให้ผู้เดินทางมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับการต้อนรับอันเป็นมิตรในขณะเข้าพัก
ภายในงานยังมี แพทริค อเล็กซานเดอร์ โบท General Manager Kimpton Maa-Lai Bangkok Hotel, Regional General Manager Luxury & Lifestyle และ ไจ๋ ซีร่า-ศิรวิชญ์ กมลวรวุฒิ นักแสดง นักสร้างสรรค์คอนเทนต์ และตัวแทนผู้เดินทางกลุ่ม LGBTQ+ เข้าร่วมการสัมมนาเพื่อแชร์มุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับความร่วมมือและการโอบรับผู้เดินทาง LGBTQ+ ในแวดวงการเดินทางว่าสามารถช่วยสร้างประสบการณ์การเดินทางอันอบอุ่นและเป็นมิตรได้อย่างไร
ในปี 2567 มีที่พักกว่า 67,000 ที่พักทั่วโลกที่ผ่านการอบรมและได้รับใบรับรอง Proud Certified จาก Booking.com และในประเทศไทยมีจำนวนที่พักมากกว่า 1,700 แห่งที่ได้รับใบรับรองรวมถึงป้ายสัญลักษณ์ Travel Proud บน Booking.com เช่นกัน
CHANGAN Auto Thailand ฉลองครบรอบ 1 ปีกับยอดขาย 8,000 คัน!
“CHANGAN ประเทศไทย” ฉลองความสำเร็จ 1 ปี ด้วยเสียงตอบรับจากชาวไทยเป็
ปี 2024 CHANGAN มีการขยายโชว์รูมไปกว่า 60 แห่งทั่
ในส่วนของโรงงานที่จั
ในปี 2024 คาดว่าแนวโน้มตลาดยานยนต์ทั่วโลกจะมียอดขายเพิ่มขึ้
ในเดือนกันยายน 2024 CHANGAN THAILAND มีแผนเปิดตัวแบรนด์ AVATR และในงาน Motor Expo 2024 มีแผนการเปิดตัว DEEPAL E07 ลูกผสมระหว่าง SUV และกระบะขนาดใหญ่ และมีแผนเปิดตัวรุ่นที่ผลิ
เซิน ซิงหัว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซาท์อีสเอเชีย จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะบริษัทที่มุ่งมั่นพั
**********
CHANGAN Automobile หนึ่งในผู้ผลิ
นิสสัน ‘นาวารา’ ภายในดีไซน์ใหม่เพิ่มความสปอร์ต พร้อมเครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 5
นิสสัน นาวารา โดดเด่นด้วยการตกแต่งภายในดีไซน์ใหม่กับแผงคอนโซลหน้า และคอนโซลกลางที่เสริมความพรีเมียม และมีความสปอร์ตมากยิ่งขึ้น หน้าจอทัชสกรีนคมชัดขนาด 9 นิ้ว ฟังก์ชั่นการใช้งานต่างๆ ครบครัน เสริมวัสดุบุนุ่มคุณภาพสูงในจุดที่สัมผัสบ่อย ยกระดับประสบการณ์ของการใช้งาน
นาวารา สะดวกสบายด้วยช่องสำหรับชาร์จโทรศัพท์มือถือเพื่อการเชื่อมต่อที่ต่อเนื่องไม่สะดุด ช่องเก็บของหลายจุด ช่วยให้จัดเก็บของได้มาก หยิบใช้ได้สะดวก ภายในห้องโดยสารเงียบให้ความเป็นส่วนตัวด้วยกระจกแบบ Accoustic glass ที่ช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก ระบบปรับอากาศออโตเมติกแบบแยกส่วนผู้ขับขี่ และผู้โดยสาร สามารถกำหนดอุณหภูมิที่ต้องการเฉพาะคนได้
นิสสัน นาวารา ยังมาพร้อม NissanConnect ระบบอินโฟเทนเมนต์อัจฉริยะ ที่พร้อมสร้างความบันเทิง ด้วยการรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายกับ Wireless Apple CarPlay และเชื่อมต่อผ่านสายสำหรับ Android Auto* ช่วยให้ผู้ขับขี่ใช้แอพพลิเคชั่น ระบบนำทางผ่านระบบเครื่องเสียงอัจฉริยะของนาวาราได้สะดวก และยังรองรับการสั่งงานด้วยเสียง พร้อมกันนี้ยังมีพอร์ทชาร์จไฟหลายรูปแบบทั้ง Type C และ Type A ครอบคลุมอุปกรณ์อัจฉริยะทุกรูปแบบเพื่อให้สามารถเชื่อมต่อ และสื่อสารได้อย่างไม่ขาดตอนขณะเดินทาง รวมทั้งยังมีช่องเก็บของสำหรับใส่สัมภาระหลายจุด
สำหรับในรุ่น PRO-4X และ PRO-2X ติดตั้งเบาะผู้ขับขี่แบบปรับระบบไฟฟ้า 8 ทิศทาง เพิ่มความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ ที่นั่งตอนหน้าแบบ Zero Gravity ช่วยลดความเมื่อยล้าเมื่อขับทางไกล รวมทั้งเบาะหุ้มวัสดุ Quole Modure ที่สะท้อน และไม่สะสมความร้อนในรุ่น PRO และคาลิเบอร์ จึงนั่งได้สบาย ไม่อบอ้าวแม้การเดินทางไกล
นิสสัน นาวารา มาพร้อมขุมพลัง YS23DDTT ความจุ 2.3 ลิตร 4 สูบแบบทวินเทอร์โบ พลังสูงสุด 190 แรงม้า (Ps) และแรงบิดสูงสุด 450 นิวตันเมตร มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด (7AT) ที่สามารถเปลี่ยนไปเป็นโหมดแมนนวล (M mode) ได้เพื่อเพิ่มการขับขี่ที่ควบคุมได้ตามใจ โดยยังให้การประหยัดเชื้อเพลิงที่ดีเยี่ยมรวมถึงรองรับน้ำมันดีเซลทุกประเภท (B7, B10, and B20) ให้ผู้ใช้งานสามารถไปได้ทุกที่ ทุกความท้าทายในการเดินทาง เครื่องยนต์ใหม่รุ่นนี้มีเสริมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยมาตรฐานยูโร 5 (EURO V) ที่มีการปล่อยไอเสียต่ำ แต่ยังคงให้การตอบสนองทันใจ ประหยัดน้ำมัน โดยมีระบบ Diesel Particulate Filter (DPF) ช่วยกรองละอองเขม่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่รุ่นตัวถังดับเบิ้ลแค็บ คิงแค็บ และ ซิงเกิ้ลแค็บ ในระบบเกียร์แมนนวล 6 สปีด ติดตั้งเครื่องยนต์ รหัส YS23DDT 2.3 ลิตร 4 สูบ เทอร์โบแปรผัน ให้พลังสูงสุด 160 แรงม้า และแรงบิด 403 นิวตันเมตร ที่ทรงพลังพร้อมทุกการบรรทุกหนัก
นิสสัน นาวารา ยังคงเอกลักษณ์ของความแข็งแกร่งของการบรรทุกหนักด้วยแชสซีทำจากเหล็กกล้า ให้ประโยชน์ และความสะดวกของการใช้งาน เช่น บันไดที่กันชนหลังซึ่งช่วยให้เข้าออกและขนของที่กระบะได้สะดวก ฝาท้ายแบบผ่อนแรง การวางตำแหน่งตะขอยึดด้านล่างของกระบะ เพื่อตอบโจทย์การบรรทุกสัมภาระทั้งขนาดใหญ่ และเล็ก รวมถึงบันไดด้านข้างในรุ่นแบบซิงเกิ้ลแค็บ ช่วยการใช้งานจัดวางสัมภาระได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคันใน นาวารา ได้แก่ เทคโนโลยีเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนอัจฉริยะ (Intelligent Forward Collision Warning – IFCW) เทคโนโลยีช่วยเบรกฉุกเฉินอัจฉริยะ (Intelligent Emergency Braking – IEB) เทคโนโลยีเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง (Lane Departure Warning: LDW) เทคโนโลยีช่วยควบคุมรถเมื่อออกนอกช่องทางอัจฉริยะ (Intelligent Lane Intervention – ILI) เทคโนโลยีเตือนจุดอับสายตา (Blind Spot Warning – BSW) เทคโนโลยีป้องกันการชนจากจุดอับสายตาอัจฉริยะ (Intelligent Blind Spot Intervention – IBSI) เทคโนโลยีตรวจจับวัตถุด้านหลังรถขณะถอย (Rear Cross Traffic Alert – RCTA) รวมทั้งเทคโนโลยีเปิดปิดไฟสูงอัตโนมัติ (High Beam Assist – HBA) รวมถึงความปลอดภัยมาตรฐาน ได้แก่ ถุงลมนิรภัย 7 จุด ระบบป้องกันการลื่นไถล ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว เทคโนโลยีออกตัวบนทางลาดชัน เทคโนโลยีควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน และ เทคโนโลยีเตือนเมื่อเมื่อยล้าขณะขับขี่ เป็นต้น
ราคาสำหรับ นิสสัน นาวารา ภายในดีไซน์ใหม่
PRO Series:
- PRO-4X 4WD 7AT…..1,175,000 บาท
- PRO-2X 2WD 7AT…..1,045,000 บาท
ดับเบิ้ลแค็บ
- คาลิเบอร์ E 7 AT แบล็ค อิดิชั่น…..944,000 บาท
- คาลิเบอร์ E 7 AT…..909,000 บาท
- คาลิเบอร์ E 6 MT…..859,000 บาท
คิงแค็บ
- คาลิเบอร์ E 7 AT แบล็ค อิดิชั่น…..859,000 บาท
- คาลิเบอร์ E 7 AT…..825,000 บาท
- คาลิเบอร์ E 6 MT…..775,000 บาท
- E 6MT…..699,000 บาท
- SL 6 MT…..659,000 บาท
ซิงเกิ้ล แค็บ
- 4WD SL 6MT…..669,000 บาท
- SL 6MT…..605,000 บาท
นิสสัน นาวารา ทุกรุ่น มาพร้อมการรับประกัน 5 ปี หรือ 150,000 ก.ม.*** และข้อเสนอต้อนรับการเปิดตัวพิเศษ**** อื่นๆ มากมาย เพื่อเป็นเจ้าของได้ง่ายยิ่งขึ้นอาทิ ดอกเบี้ย 0% พร้อมนิสสันช่วยผ่อน 1,000 บาท จำนวน 10 งวด หรือ ดาวน์เริ่มต้น 19,999 บาท หรือ ผ่อนนานสูงสุด 96 เดือน พร้อมด้วยฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection (NPP) เป็นต้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ผู้จำหน่ายนิสสันทั่วประเทศ รวมถึงศูนย์บริการลูกค้านิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์ของ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทยนิสสัน
*เฉพาะสมาร์ทโฟนที่รองรับ
**รายละเอียดสเป็กขึ้นกับรถแต่ละรุ่น กรุณาติดต่อผู้จำหน่าย
‘*** ขยายรับประกันคุณภาพรถใหม่จาก 3 ปี เป็น 5 ปี โดยรับประกันต่อเนื่องจากระยะเวลารับประกันของผู้ผลิตรถยนต์ (ระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน) เป็นระยะเวลา 5 ปี หรือไม่เกิน 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน / บริหารโปรแกรมโดย บริษัท เอ ดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด รับประกันภัยโดย บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน) / ยกเว้นรุ่น ซิงเกิ้ล แค็บ
‘**** เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ชวน ‘ซี – ฉัตรปวีณ์’ แชร์ความรู้ด้านไอที ณ โรงเรียนเยาววิทย์ พร้อมมอบทุน 500,000 บาท
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เป็นเวลากว่า 20 ปี ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ สนับสนุนโรงเรียนเยาววิทย์ โดยครอบคลุมทั้งการมอบทุนการศึกษาและสิ่งที่จำเป็นต่อการเรียนรู้และการพัฒนาทักษะ รวมถึงการจัดกิจกรรมในหลายหลากรูปแบบที่ช่วยส่งเสริมองค์ความรู้และคุณภาพชีวิตของนักเรียนทุกคน
ซึ่งในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีความตั้งใจที่จะส่งมอบเครื่องมือที่จำเป็นในยุคดิจิทัล ด้วยการสนับสนุนแล็ปท็อปจำนวน 55 เครื่อง เพื่อประโยชน์ในด้านการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเชิญกูรูไอทีชื่อดังของเมืองไทย มาร่วมแนะนำและแบ่งปันอินไซต์ด้านไอทีให้กับบุคลากรของโรงเรียนและนักเรียนทุกคน”
นอกจากการส่งมอบทุนการศึกษาและอุปกรณ์ไอทีให้กับโรงเรียนเยาววิทย์ อีกหนึ่งช่วงสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์และสีสันให้กับนักเรียนทุกคนคือการพูดคุยกับ ซี ฉัตรปวีณ์ ตรีชัชวาลวงศ์ ที่ให้คำแนะนำเทคนิคด้านไอทีอย่างครบถ้วนพร้อมจัดกิจกรรม ‘AI Photo Contest’ ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้โชว์ศักยภาพการสร้างสรรค์รูปที่ผสานการใช้งานของระบบ AI เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้และความเข้าใจต่อเครื่องมือต่างๆ ที่มีประโยชน์ในโลกดิจิทัล
ไทม์ไลน์โครงการการสนับสนุนของเมอร์เซเดส–เบนซ์
- พ.ศ. 2558: โครงการ “Star Volunteer Spirit” ดึงจิตอาสาและพนักงานมาร่วมปรับภูมิทัศน์พื้นที่
- พ.ศ. 2559: โครงการ “Mercedes-Benz Star Charity” ลงพื้นที่ปลูกพริกไทยจำนวน 100 ต้น
- พ.ศ. 2560: โครงการ “Mercedes me BOX” ส่งมอบอุปกรณ์เครื่องเขียนให้กับนักเรียน
- พ.ศ. 2561: โครงการ “The Road to Happiness” ส่งมอบสนามเด็กเล็กที่สร้างจากไม้ไผ่
- พ.ศ. 2562: ร่วมสร้างสนามฟุตบอลใหม่และส่งมอบสนามให้กับโรงเรียน
- พ.ศ. 2563: ส่งมอบปฎิทินและหน้ากากอนามัยในช่วง COVID-19
- พ.ศ. 2564: โครงการ “Light for Children” ติดตั้งแผงโซล่าร์เซลส์จำนวน 43 ยูนิต
- พ.ศ. 2565: เชิญเชฟชื่อดังจากรายการ “MasterChef Thailand” มาสอนทักษะการทำอาหาร
- พ.ศ. 2566: เชิญอดีตนักฟุตบอลทีมชาติมาร่วมกิจกรรมและจัดการแข่งขันนัดพิเศษ
**********
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ กรุ๊ป เอจี ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบธุรกิจทั่วโลกของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และรถตู้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 166,000 คนทั่วโลก โดยมี โอล่า คัลเลนเนียส เป็นประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายรถยนต์ รถตู้ และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ นอกจากนั้น ยังมีเจตนารมณ์ในการเป็นผู้นำของโลกในด้านยานยนต์ไฟฟ้าและซอฟต์แวร์รถยนต์ กลุ่มผลิตภัณฑ์ของบริษัทประกอบด้วยแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และแบรนด์ย่อย เมอร์เซเดส-เอเอ็มจี เมอร์เซเดส-มายบัค จี-คลาส และแบรนด์สมาร์ท โดยมีแบรนด์ Mercedes me ที่นำเสนอการเข้าถึงบริการด้านดิจิทัลจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี เป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์โดยสารระดับลักชัวรีรายใหญ่ที่สุดของโลก ในปี 2566 บริษัทฯ จำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลราว 2 ล้านคัน และรถตู้ 447,800 คัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ขยายเครือข่ายการผลิตใน 2 กลุ่มธุรกิจอย่างต่อเนื่องทั่วโลก โดยมีฐานการผลิตมากกว่า 30 แห่งใน 4 ทวีป ควบคู่ไปกับแนวทางการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการในด้านยานยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน บริษัทได้พัฒนาเครือข่ายการผลิตแบตเตอรี่ของตัวเองทั่วโลกใน 3 ทวีป การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนล้วนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งทั้งต่อกลยุทธ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์และต่อบริษัท สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี ความยั่งยืนหมายถึงการสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในระยะยาว ทั้งลูกค้า พนักงาน นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคมโดยรวม โดยอาศัยพื้นฐานของกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่ม เมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป ซึ่งมุ่งรับผิดชอบต่อผลกระทบในด้านเศรษฐกิจ สภาพแวดล้อม และสังคม จากกิจกรรมทางธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัท และให้ความสำคัญต่อห่วงโซ่คุณค่าโดยรวม
