เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ เปิดตัว ‘Reformer Revolution’ รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส 4 คลาสใหม่!
จุดเด่นของ ‘Reformer Revolution’ คือการเข้าถึงความสนใจและครอบคลุมความต้องการที่หลากหลายของผู้เล่นแต่ละคนได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าคุณกำลังต้องการพัฒนาทักษะ เป็นผู้ชื่นชอบการออกกำลังกายที่มองหาความหลากหลายในกิจวัตรประจำวัน หรือมือใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นออกกำลังกายก็ตาม คลาส รีฟอร์เมอร์ 4 คลาสที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ สามารถตอบโจทย์ของผู้เล่นทุกระดับสมรรถภาพและความสามารถ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมอย่างแท้จริง
รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส – Foundations
การสอนในคลาสนี้จะดำเนินอย่างช้าๆ ในรูปแบบเวิร์คชอป โดยเน้นการอธิบายอุปกรณ์ แบบฝึกหัด และศัพท์เฉพาะ พร้อมยึดหลักการพื้นฐาน ด้วยการวางรากฐานสำหรับการฝึกพิลาทิสอย่างมั่นคง ทำให้คลาสนี้เหมาะสำหรับผู้ฝึกเริ่มต้นและผู้ที่ห่างหายจากการฝึกพิลาทิสไปนาน
รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส – Align
เป็นคลาสที่เหมาะกับผู้ฝึกทุกระดับ ด้วยโปรแกรมการฝึกที่ท้ายทายแต่ยังมีระดับความยากที่เหมาะสมกับผู้ฝึกแต่ละคน โดยคลาสรีฟอร์เมอร์ Align นี้จะช่วยพัฒนาศักยภาพของผู้ฝึกพิลาทิสได้เป็นอย่างดี
รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส – Athletic
ผู้ฝึกในคลาสนี้จะได้เคลื่อนไหวไปพร้อมกับเสียงเพลงด้วยการใช้ท่าออกกำลังของพิลาทิสผสมผสานไปกับโปรแกรมการออกกำกายแบบหนักสลับเบา (HIIT) เหมาะสำหรับผู้ฝึกพิลาทิสที่มองหาความสนุกที่ท้าทายและต้องการฝึกคลาสพิลาทิสที่มีจังหวะเร็วขึ้น
รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส – Recovery
รีฟอร์เมอร์รีคัฟเวอรี่ เป็นซิกเนเจอร์คลาสของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟที่จะเปิดโอกาสให้คุณได้ปลดปล่อยและผ่อนคลายไปกับท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อ ครอบคลุมไปถึงเอ็นข้อต่อและเส้นใยกล้ามเนื้อด้วยท่าทางที่หลากหลายโดยใช้เครื่องพิลาทิส รีฟอร์เมอร์ ที่ใช้การยืดเหยียดแบบมีการเคลื่อนไหว (Dynamic) และการยืดเหยียดค้าง (Static) สร้างความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง มั่นคงและสมดุลให้กับผู้ร่วมคลาส ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายการออกกำลังแบบไหน คลาสรีฟอร์เมอร์รีคัฟเวอรี่ ก็ถูกออกแบบมาเพื่อทุกคน
“การปลูกฝังความแข็งแกร่ง ความสมดุล และความกลมกลืนผ่านพิลาทิสไม่ได้เป็นเพียงการฝึกฝนทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างจิตใจและร่างกายอีกด้วย ซึ่งคลาส ‘Reformer Revolution’ ของเรา มุ่งหวังที่จะช่วยค้นพบความแข็งแกร่งภายในตนเองและเสริมสร้างมีสุขภาพที่ดีแบบองค์รวมให้แก่ทุกคน” ครูแพรว ธิดารัตน์ วิระสันติ หัวหน้าฝ่ายพิลาทิสและโยคะ ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ประเทศไทย
จูเลียน เบรา ผู้อำนวยการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ของ เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ กล่าวว่า “นอกจากสิ่งอำนวยความสะดวกด้านฟิตเนสและสุขภาพแบบองค์รวมที่น่าประทับใจแล้ว เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ ยังมีความตั้งใจในการนำเสนอโปรแกรมที่มีคุณภาพและสร้างสรรค์โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเฉพาะ โดย รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส เป็นหนึ่งในโฟกัสหลักของประสบการณ์การออกกำลังกายแบบกลุ่มของเรา และเรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้นำเสนอศักยภาพของประสบการณ์นี้ให้ทุกคนได้สัมผัส สำหรับใครที่กำลังมองหาความคลาสสิค ผมขอแนะนำให้ลองคลาส Foundations & Align ส่วนใครที่ต้องการคลาสที่ใช้พลังสูงและเสริมสร้างความยืดหยุ่นให้กับร่างกายคุณในเวลาเดียวกัน ผมอยากให้ลองนึกภาพการออกกำลังกายแบบ HIIT บนเตียงรีฟอร์เมอร์ ซึ่งคลาส Athletic ของเรานั้นจะเหมาะกับคุณอย่างมาก สุดท้ายนี้ผมแนะนำให้มาลองคลาส Recovery สำหรับคนที่กำลังมองหาการยืดร่างกายเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากการนั่งทำงานทั้งวันในออฟฟิศ ทั้งนี้แต่ละคลาส รีฟอร์เมอร์ พิลาทิส ของเราสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ทุกรูปแบบและยังมอบพลังงานความสดชื่นแบบที่คุณมองหาในแต่ละวันได้อีกด้วย”
เตรียมพบกับโขน ‘สัจจะพาลี’ ครั้งประวัติศาสตร์ ณ วัดไชยวัฒนาราม อยุธยา
พนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร กล่าวว่า “เพื่อตอบสนองนโยบายซอฟท์พาวเวอร์ของรัฐบาลและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและศิลปวัฒนธรรม กรมศิลปากรได้ดำเนินโครงการ ‘ราตรีนี้ที่วัดไชยวัฒนาราม’ ตั้งแต่พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมาและได้รับการตอบรับที่ดีจึงได้สานต่อโครงการไปถึงสิ้นเดือนเมษายน 2567 นี้ ภายใต้ชื่องาน ‘ยามค่ำอยุธยา ๒๕๖๗ – Ayutthaya Sundown 2024’ มีจุดเด่นคือการจัดแสดงโขนประกอบแสงสี โดยสำนักการสังคีตร่วมกับมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา ที่ถือเป็นการแสดงครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย เราขอขอบคุณมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยาที่ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทยนับเป็นตัวอย่างที่ดีของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนด้านวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่ประจักษ์ทั้งคนในประเทศ และนานาประเทศ”
นายลสิต อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักการสังคีต กล่าวว่า “สำนักการสังคีตให้ความสำคัญในการดำเนินงานโครงการจัดการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีสัญจรไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยเสมือนเรา “ยกโรงละครแห่งชาติออกไปหาประชาชน” โดยสร้างสรรค์และปรับองค์ประกอบการแสดงเล่าเรื่องให้กระชับและชวนติดตาม รวมทั้งผสานเทคโนโลยีอันทันสมัยมาเพิ่มอรรถรสในการชมการแสดงชุด “สัจจะพาลี” ที่จัดขึ้นที่วัดไชยวัฒนารามครั้งนี้ ถือเป็นอีกตอนที่มีความสำคัญของเรื่องรามเกียรติ์ ไม่เพียงมีเนื้อหาที่สนุกสนานยังเป็นตอนที่รวบรวมตัวละครเอกของเรื่องเอาไว้มากมาย”
สมคิด รุจีปกรณ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิสุทธิรัตน์ อยู่วิทยา กล่าวว่า “มูลนิธิฯ ก่อตั้งมากว่า 20 ปีมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีอย่างยั่งยืนแก่คนในสังคมไทย มูลนิธิฯ ร่วมมือกับกรมศิลปากรเพื่อดำเนินการโครงการต่างๆ อาทิ โครงการพัฒนาศักยภาพทักษะด้านช่างเพื่อบูรณะจิตรกรรมประติมากรรมไทย โครงการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่จริงนอกโรงเรียนให้กับคุณครูเพื่อใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตร ผ่านเส้นทางทัศนศึกษาโบราณสถานรวมถึงโครงการบูรณะโบราณสถานของไทย”
การแสดงโขนประกอบแสงสี เรื่องรามเกียรติ์ ชุด สัจจะพาลี จัดแสดงในวันที่ 9–10 มีนาคม 2567 เวลา 17:30 น. ณ วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา สามารถเข้าชมได้ฟรี โดยผู้ชมเพียงชำระค่าเข้าโบราณสถานวัดไชยวัฒนารามเพียง 10 บาทต่อท่าน ซึ่งรายได้จากส่วนนี้ทางโบราณสถานจะนำไปบำรุงสถานที่ต่อไป
Power Work ส่ง ‘Wallbox’ EV Charger เติมพลังไฟ IONIQ 5

เพาว์เวอร์ เวิร์คจับมือ ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด
คมสิทธิ์ แสงมณี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท เพาว์เวอร์ เวิร์ค จำกัด “Power Work (เพาว์เวอร์ เวิร์ค) เป็นบริษัทสตาร์ทอัพให้บริการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการ ภายใต้ แบรนด์ Wallbox ล่าสุด ได้ร่วมมือกับ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ให้บริการผลิตภัณฑ์และบริการติดตั้ง Wallbox EV Charger รุ่น Pulsar Plus ที่มีขนาดกระทัดรัด และมีน้ำหนักเพียง 1 กิโลกรัม เป็นระบบชาร์จแบบ AC Charger ให้กำลังไฟถึง 7.4 kW รองรับการชาร์จไฟให้กับรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นทุกขนาด ให้กับลูกค้าที่เลือกใช้ ไอออนิค 5 (IONIQ 5) รถยนต์ไฟฟ้า 100% จาก ฮุนได โดยบริการครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งอุปกรณ์ เพื่อความปลอดภัยที่เชื่อมั่นได้ตลอดการใช้งาน ตั้งเป้าส่งมอบ 1,500 เครื่อง ภายในปี 2568”

Power Work ตั้งเป้าเป็นผู้นำ EV Charger ในอีก 2 ปีข้างหน้า
ทั้งนี้ Power Work ยังมีพันธมิตรคู่ค้า ที่สำคัญ เช่น อาวดี้ ประเทศไทย (Audi Thailand) ติดตั้ง EV Charger ให้กับผู้ใช้รถอีวีของ Audi ในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา นอกเหนือจากนี้ Power Work วางโรดแมปในอีก 2 ปีข้างหน้า ในการก้าวเป็นผู้นำ EV Charger ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือกโดยเริ่มจากกลุ่มธุรกิจเครื่องชาร์จรถยนต์อีวี ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายของ Wallbox EV Charger เพิ่มขึ้น 5 เท่าโดยในระยะยาว Power Work มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในตลาด EV Charger และเป็น Top of Mind ของกลุ่มลูกค้าธุรกิจและผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจในอุตสาหกรรมอีวี
เตรียมระเบิดความมันส์ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2024’ กับ 72 นักกอล์ฟหญิงระดับโลก 22-25 ก.พ. นี้!
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ได้สร้างปรากฎการณ์ใหม่และความคึกคักให้แก่วงการกอล์ฟไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับครั้งนี้ เราพร้อมที่จะส่งต่อแรงบันดาลใจในกีฬากอล์ฟให้กับทุกคนอีกครั้ง โดยทัวร์นาเมนต์ได้รับการตอบรับจากนักกอล์ฟหญิงชั้นนำระดับโลกทั้งไทยและต่างชาติเข้าร่วมดวลวงสวิงจำนวน 72 คน นำโดย ลิเลีย วู มือหนึ่งของโลกที่จะมาป้องกันแชมป์สนามนี้ พร้อมด้วยนักกอล์ฟไทย ซึ่งปีนี้เข้าร่วมแข่งขันถึง 11 คน นำโดย เม-เอรียา จุฑานุกาล อดีตมือหนึ่งของโลกและอดีตแชมป์รายการนี้ นอกจากนี้ ฮอนด้ายังได้เตรียมรางวัลพิเศษสำหรับนักกอล์ฟคนแรกที่ทำโฮลอินวันที่หลุม 16 เป็นรถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่น e:HEV RS มูลค่า 1,799,000 บาท ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยสร้างสีสันในการแข่งขันมากยิ่งขึ้น”
“ในนามของ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ รู้สึกภูมิใจที่ได้มีส่วนช่วยพัฒนาวงการกอล์ฟหญิงไทย และต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้การแข่งขันนี้จัดขึ้นอีกครั้ง เชื่อว่าจะเป็นอีกครั้งที่แฟนกอล์ฟในไทยและจากทั่วทุกมุมโลกจะได้ร่วมเชียร์กอล์ฟอย่างสนุกสนานแน่นอน”
สำหรับ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2024 มีนักกอล์ฟร่วมแข่งขันจำนวน 72 คน โดยเป็นนักกอล์ฟที่มาจากอันดับ Priority List ของแอลพีจีเอทัวร์ 2023 จำนวน 60 คน นักกอล์ฟรับเชิญ 12 คน ซึ่งรวมถึงผู้ชนะจากการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2024 National Qualifiers 1 คน โดยในส่วนนักกอล์ฟจาก Priority List นำโดยแชมป์เก่า ลิเลีย วู มือ 1 ของโลก ซีลีน บูติเยร์ และรัวหนิง หยิน ซึ่งปีที่แล้วทั้ง 3 คนฟอร์มร้อนแรง สามารถคว้าแชมป์รวมกันทั้งหมดถึง 10 รายการ โดย ลิเลีย คว้าแชมป์ 4 รายการ เป็นเมเจอร์ 2 รายการ บูติเยร์ คว้าแชมป์ 4 รายการ เป็นเมเจอร์ 1 รายการ และรัวหนิง คว้าแชมป์ 2 รายการ เป็นเมเจอร์ 1 รายการ นอกจากนี้ ยังมี อัลลิเซ่น คอร์ปุซ เจ้าของแชมป์เมเจอร์ รายการ ยูเอส วีเมนส์ โอเพ่น และ จิน ยอง โค อดีตนักกอล์ฟมือ 1 ของโลก ยืนยันร่วมลุ้นแชมป์รายการนี้ เช่นเดียวกันกับ เอมี หยาง ที่จะลงลุ้นแชมป์เป็นสมัยที่ 4 สำหรับนักกอล์ฟไทยที่ได้สิทธิ์จาก Priority List มีทั้งหมด 5 คน นำโดย เม-เอรียา เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ จัสมิน สุวัณณะปุระ พราว-ชเนตตี และ แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ
ในส่วนนักกอล์ฟรับเชิญจำนวนทั้งหมด 12 คน นำโดยนักกอล์ฟไทย 6 คน ได้แก่ โม-โมรียา จุฑานุกาล ซิม-ณัฐกฤตา วงศ์ทวีลาภ แหวน-พรอนงค์ เพ็ชรล้ำ ว่าน-จารวี บุญจันทร์ แพงกี้-แอลล่า แกลิทสกีย์ และ ฮัท-สุวิชยา วินิจฉัยธรรม แชมป์จากการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2024 National Qualifiers พร้อมด้วยนักกอล์ฟต่างชาติ อาทิ ยูทิง ชื่อ (จีน) ฝาแฝดพี่น้องอิวาอิ ชิซาโตะ อิวาอิ และอากิเอะ อิวาอิ (ญี่ปุ่น) และ ลูซี ลี (สหรัฐฯ)
ลิเลีย วู นักกอล์ฟชาวอเมริกันแชมป์เก่าในรายการนี้ ซึ่งยืนยันจะกลับมาป้องกันแชมป์ กล่าวว่า “การคว้าแชมป์แรกที่ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากของปี 2023 และเป็นฤดูกาลที่ดีที่สุดในเส้นทางอาชีพของฉัน รู้สึกตื่นเต้นและมีความพร้อมที่จะกลับมาป้องกันแชมป์และพบกับแฟนๆ ชาวไทย ซึ่งในปีนี้จะได้เชียร์กันสนุกมากขึ้น เพราะมีแชมป์หน้าใหม่ในแอลพีจีเอ และนักกีฬาไทยหน้าใหม่เข้ามาเล่นในรายการอีกด้วย”
เมียว-ปาจรีย์ เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอทัวร์ 2 รายการ กล่าวว่า “สำหรับรายการฮอนด้า แอลพีเอ ไทยแลนด์ มีความพิเศษกว่าทุกแมตช์อยู่แล้ว เป็นการแข่งขันในสนามที่อบอุ่นเพราะได้เล่นต่อหน้าแฟนกอล์ฟชาวไทยและเล่นในสนามเดียวกับเพื่อนนักกอล์ฟไทยอีกหลายๆ คน ซึ่งบรรยายกาศแบบนี้หาไม่ได้ง่ายนัก เมียวก็จะทำเต็มที่ค่ะ”
สุพจน์ วงศ์จรัสรวี คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เผยว่า “กอล์ฟเป็นอีกชนิดกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีโลกและได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะกอล์ฟสตรี ประเทศไทยเองก็ยังถือเป็น Sports Destination ของกีฬากอล์ฟในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย เชื่อว่าการจัด รายการ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ครั้งนี้ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมกอล์ฟในเมืองไทยและที่สำคัญ ยังช่วยโปรโมต Soft Power ของประเทศได้เป็นอย่างดีทั้งเรื่องอาหาร และศิลปวัฒนธรรม”
วินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมงาน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ซึ่งถือเป็นไลฟ์สไตล์อีเวนต์สำหรับทุกเพศทุกวัย นอกจากจะมีเกมกอล์ฟที่เข้มข้นสำหรับแฟนกีฬา ยังมีกิจกรรมการออกบูทของผู้สนับสนุนการแข่งขันให้ได้ร่วมสนุกกันได้ทั้งครอบครัว พร้อมด้วยโซนอาหารและเครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังสามารถรับชมการถ่ายทอดสดทางพีพีทีวี เอชดี ช่อง 36 ได้ตลอด 4 วันของการแข่งขัน”
ธยาน์ ก่อนันทเกียรติ กรรมการผู้จัดการใหญ่ สยามคันทรีคลับ กล่าวเสริมว่า “สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส มีความพร้อมในการต้อนรับนักกีฬาและแฟนๆ และเพิ่งได้รับรางวัลสนามกอล์ฟยอดเยียมของไทยในปี 2023 จากเวิลด์กอล์ฟอวอร์ดส์ เราได้ดูแลสภาพสนามอย่างดีมาโดยตลอดและยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานของแอลพีจีเอทัวร์ที่สนามต้องสร้างความท้าทายกับนักกอล์ฟ นอกจากนั้น ยังได้มีการตกแต่งภายในคลับเฮาส์และปรับภูมิทัศน์รอบคลับเฮ้าส์ใหม่อีกด้วย”
ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2024 เปิดจำหน่ายบัตรทั้งแบบทั่วไปและแบบวีไอพีที่ hondalpgathailand.com โดยผู้ที่ถือบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพจะได้ส่วนลดสูงสุด 15% และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี และอายุมากกว่า 60 ปี สามารถลงทะเบียนเข้าชมการแข่งขันโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ hondalpgathailand.com หรือเฟซบุ๊ก facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรม instagram.com/hondalpgathailand
XLARGE เปิดสาขาใหม่ชั้น 2 โซน Beacon พร้อมเปิดคอลเลคชั่นใหม่ฝีมือ HelloiamJK
XLARGE (เอ็กซ์ลาร์จ) แบรนด์สตรีทแวร์ระดับตำนานโลโก้กอริลลาสุดไอคอนิกที่ได้รับความนิยมมากว่า 30 ปี เปิดตัวร้านใหม่ที่ชั้น 2 เซ็นทรัลเวิล์ด โซน Beacon ศูนย์รวมแบรนด์แฟชั่นระดับโลกมากมาย และพิเศษมากยิ่งขึ้น XLARGE ยังกลับมาสร้างความว้าวอีกครั้งกับการเปิดตัวคอลเลกชันที่เป็นการคอลแลปกับ HelloiamJK เป็นครั้งแรกอีกด้วย
XLARGE x HelloiamJK
คอลเลกชันที่ XLARGE คอลแลปกับ HelloiamJK นี้ นำเสนอคอลเลกชันที่เต็มไปด้วยสีสัน ที่ใส่ความเป็นแฟชั่นยุค 2000 เต็มไปด้วยจินตนาการสุดล้ำ ใช้กอริลลาที่เป็นไอคอนของแบรนด์ XLARGE เป็นตัวละครหลัก ที่ชื่นชอบและนำรถตุ๊กๆ มาทำเป็นหน้ากาก โดยมีเพื่อนๆ ในแก๊ง ที่เป็นคาแรคเตอร์จากผลไม้ไทย แสดงถึงคอลเลกชั่นพิเศษที่เปิดตัวในประเทศไทยโดยเฉพาะ
เหนือ-จักรกฤษณ์ อนันตกุล หรือ HelloiamJK ศิลปิน และ นักออกแบบ ที่ทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลกมาแล้วมากมายมีผลงานทั้งงานเพ้นท์ กำกับมิวสิควิดีโอ และยังเคยเป็น Senior Art Director ให้กับบริษัทกราฟิกชื่อดังของอเมริกาอย่าง YWFT จึงทำให้เขาเข้าใจในเรื่องของการเล่าเรื่องผ่านศิลปะเชิงทดลอง ที่ผสมผสานความเข้าใจเรื่องของ Branding เอาไว้อย่างลงตัว ทำให้นี่เองเป็นจุดน่าสนใจที่ทำให้เหนือ ได้รับความไว้วางใจจาก XLARGE และร่วมกันทำคอลเลคชั่นนี้ออกมา ซึ่งความเจ๋งของงานออกแบบชุดนี้คือการผสมโลโก้กอลิล่าเข้ากับความเป็นไทยอย่างรถตุ๊กตุ๊ก ทุเรียน ในสีสันเมืองร้อนที่จี๊ดจ๊าดสนุกสนาน และถือเป็นครั้งแรกที่มีการสกรีนลายที่ชายเสื้อด้านหลัง และ ปลายแขนอีกด้วย คาดว่าราคาในอนาคตน่าจะพุ่งสูงเอาเรื่องทีเดียว
XLARGE ความนิยมระดับโลก
XLARGE ได้รับความนิยมมากมายในระดับโลก ตั้งแต่ลอสแอนเจลิสไปจนถึงญี่ปุ่น และยังเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในสไตล์สุดคลาสสิค แต่ไม่เคยตกยุค มาพร้อมกลิ่นอายของเทรนด์แฟชั่นยุคใหม่ เน้นความเรียบง่าย หลากหลายสไตล์ และมีดีไซน์สุดเท่ แบบสตรีทแวร์ขนานแท้ มาพร้อมคอลเลคชั่นออริจินัล คอลลาบอเรชั่นสุดพิเศษ หรืออย่างคอลเลกชันล่าสุดนี้ ที่มีให้เลือกทั้งเสื้อยืด, แจ็คเก็ต, หมวก และแอคเซสเซอรี่ในสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร
คอลเลกชัน XLARGE คอลแลปกับ HelloiamJK พร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของได้แล้วที่ XLARGE สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ สยามเซ็นเตอร์ และ xlarge.co.th และสามารถติดตามข่าวสารติดตามข่าวสาร และรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเพจ facebook.com/XLARGE.TH และ instagram.com/xlarge_th
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส เปิดตัวรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดครั้งแรกใน XPANDER รถเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง!
รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ผสานความสะดวกสบายและความอเนกประสงค์ในการใช้งานแบบรถครอบครัวเอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง เข้ากับรูปลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวสะดุดตา พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่แบบรถเอสยูวี ไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งยนตรกรรมรุ่นนี้เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 2560 ก่อนที่จะขยายตลาดสู่ภูมิภาคอาเซียน ลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง และตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ขณะที่ รถยนต์เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ได้รับการเปิดตัวตามมาในปี 2562 เอ็กซ์แพนเดอร์นับเป็นรุ่นที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัทฯ ด้วยยอดขายรวมกว่า 130,000 คัน ทั่วโลก ในปีงบประมาณ 2565 ถือเป็นรุ่นที่มียอดขายสูงสุดเป็นอันดับ 3 ต่อจากมิตซูบิชิ ไทรทัน2 และมิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ โดยมียอดขายสะสมรวมสูงกว่า 650,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเป็นครั้งแรก และเฉพาะในประเทศไทย ยานยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ มียอดขายสะสมรวมทั้งสิ้นสูงกว่า 64,000 คัน นับตั้งแต่เปิดตัวขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม 2561
รถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดรุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นนี้ ได้ผสานระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าและเทคโนโลยีระบบควบคุมการขับเคลื่อน อันเป็นเอกลักษณ์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส เข้าไว้ด้วยกัน โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริดใน เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี และเอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ด้วยการต่อยอดจากระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs) นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) ที่ทำงานสอดผสานอย่างลงตัวกับเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เพื่อมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่ พร้อมด้วยโหมดการขับขี่ที่หลากหลาย ซึ่งช่วยเสริมสมรรถนะการเกาะถนน และช่วยให้ควบคุมรถได้อย่างง่ายดายและคล่องตัวบนทุกสภาพถนน
ไฮไลท์สำคัญ: Mitsubishi e:MOTION
Mitsubishi e:MOTION เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง และมั่นใจในทุกเส้นทาง โดยผสานการทำงานอย่างสมบูรณ์ของ 3 สุดยอดเทคโนโลยีจากมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้แก่
- ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด (HEV System) มอบการขับขี่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และน่าตื่นเต้นเร้าใจ ให้ความคล่องตัว ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าจากระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ซึ่งได้รับการถ่ายทอดและพัฒนามาจากความสำเร็จของระบบรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEVs)
- โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ (7 Drive Mode) ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ ได้ตามต้องการ ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ปลอดภัย มั่นใจได้ในทุกเส้นทาง ลุยได้ในทุกสภาพถนน
- ระบบควบคุมการขับเคลื่อนและสมดุลขณะเข้าโค้ง (Active Yaw Control: AYC) เทคโนโลยีที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส มอบการขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจ ควบคุมรถได้อย่างคล่องตัวโดยเฉพาะขณะเข้าโค้ง
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด เอชอีวี ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ ประกอบด้วยรูปแบบการขับขี่แบบ EV (พลังงานไฟฟ้า 100%) รูปแบบการขับขี่แบบไฮบริด และระบบชาร์จไฟกลับขณะเบรกหรือ Regenerative Braking จึงโดดเด่นในด้านอัตราประหยัดน้ำมัน
ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด มอบอัตราเร่งที่ทรงพลัง ไหลลื่นไม่มีสะดุด ตอบสนองได้อย่างยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร MIVEC โดยมีแบตเตอรี่ขับเคลื่อนที่ได้รับการพัฒนาสำหรับรถยนต์รุ่นนี้โดยเฉพาะ มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงและแบตเตอรี่ตอบสนองต่อแรงบิด 255 นิวตันเมตรได้อย่างรวดเร็วเมื่อออกตัว และให้อัตราเร่งที่ทันใจเมื่อกดคันเร่ง ผู้ขับขี่จึงสามารถเปลี่ยนเลนบนทางด่วนได้อย่างราบรื่นไร้กังวล
เครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร DOHC MIVEC 16 วาล์ว ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่มีอัตราส่วนการขยายตัวสูง (วงจร Atkinson) พร้อมกับมีประสิทธิภาพการเผาไหม้ที่สูงกว่าด้วยการติดตั้งปั๊มน้ำไฟฟ้าเป็นครั้งแรกในเครื่องยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมคอมเพรสเซอร์แอร์ไฟฟ้าเพื่อลดการสูญเสียทางกล ช่วยเสริมให้อัตราประหยัดน้ำมันของเครื่องยนต์ดีขึ้น กว่าเดิมราวร้อยละ 34 สำหรับการขับขี่ในเมือง และให้อัตราประหยัดน้ำมันที่ดีขึ้นกว่าเดิมราวร้อยละ 15 สำหรับการขับขี่ในเมืองและนอกเมือง เมื่อดำเนินการทดสอบตามมาตรฐานการวัดระยะทางรถยนต์ไฟฟ้าแบบ NEDC
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ ที่พัฒนาขึ้นใหม่ ที่ลุยได้ในทุกสภาพถนน
โหมดการขับขี่ 7 รูปแบบประกอบด้วย โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมดและอีก 5 โหมดสำหรับพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างกันตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ เพื่อสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำ
ผู้ขับขี่สามารถเลือกใช้โหมดการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) 2 โหมด ได้ทุกเมื่อตามที่ต้องการ ซึ่งประกอบด้วย EV Priority Mode ที่ขับเคลื่อนรถด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ โดยปราศจากการทำงานของเครื่องยนต์ หากพลังงานแบตเตอรี่เหลือน้อย ผู้ขับขี่สามารถปรับเข้าสู่ Charge Mode เพื่อชาร์จแบตเตอรี่ได้ทุกเวลา ทั้งในขณะที่ตัวรถกำลังเคลื่อนที่หรือขณะหยุดนิ่ง เพื่อให้สามารถกลับมาสนุกกับการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้อีกครั้ง
โหมดการขับขี่อีก 5 รูปแบบ ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดในการขับขี่และการควบคุมตัวรถที่ตอบสนองได้อย่างแม่นยำบนพื้นผิวถนนที่มีสภาวะแตกต่างหลากหลายตามภูมิประเทศและภูมิอากาศ โดยพัฒนาระบบขับเคลื่อน 2 ล้อหน้าให้ดียิ่งกว่ารุ่นเดิมมีรายละเอียดดังนี้
- Normal Mode เป็นโหมดที่สมดุลและเหมาะสมที่สุดสำหรับการขับขี่ทั่วไปในชีวิตประจำวัน
- Wet Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนถนนที่เปียกลื่น โดยช่วยป้องกันการลื่นไถล ให้การควบคุมที่มั่นใจและเกาะถนนเป็นเลิศแม้ขณะฝนตกหนัก
- Gravel Mode เหมาะสำหรับการขับขี่บนทางทางลูกรัง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่บนพื้นผิวถนนที่ลื่นและขรุขระ
- Tarmac Mode เหมาะกับการขับขี่บนถนนลาดยาง ที่ให้พละกำลังและการควบคุมการขับขี่ที่คล่องตัว มั่นใจได้ในทุกสถานการณ์ แม้บนถนนที่คดเคี้ยว
- Mud Mode ทางโคลน เพิ่มการตอบสนองและการควบคุมที่ทรงพลังบนถนนดินโคลนสมบุกสมบัน
ภายในห้องโดยสาร โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว แสดงข้อมูลที่หลากหลายและใช้งานได้ง่ายโดยจะแสดงข้อมูลสำคัญเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด อาทิ แสดงรูปแบบการขับขี่ที่จะเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์การขับขี่และอัตราเร่ง รวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้พลังงาน อัตราการประหยัดพลังงานเมื่อขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV) ระดับพลังงานคงเหลือในแบตเตอรี่ และข้อมูลอื่นๆ ทั้งนี้ เมื่อมีการเปลี่ยนโหมดการขับขี่ จะมีการแสดงภาพกราฟฟิกกลางหน้าจอเพื่อแจ้งโหมดการขับขี่ที่กำลังทำงานอย่างชัดเจน ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือกการแสดงผลหน้าจอได้ตามความต้องการ ระหว่าง แบบ Enhanced Mode ที่ล้ำสมัย หรือแบบ Classic Mode ที่ถอดแบบมาจากมาตรวัดระบบอนาล็อก หัวเกียร์ใหม่แบบ Electric Shift ที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบเกียร์ไฟฟ้า (Shift-by-Wire) อันทันสมัย เพิ่มความสะดวกสบาย ใช้งานได้ง่าย
เพื่อรองรับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด ชุดแบตเตอรี่ขับเคลื่อนจึงได้รับการติดตั้งไว้ใต้พื้นบริเวณเบาะนั่งคู่หน้า จึงทำให้รถยนต์ตระกูลเอ็กซ์แพนเดอร์ ยังคงมีพื้นที่ห้องโดยสารภายในที่กว้างขวาง ด้วยเบาะนั่ง 3 แถว พร้อมรองรับผู้โดยสาร 7 ที่นั่ง อีกทั้งห้องเครื่องยนต์และบริเวณรอบชุดแบตเตอรี่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่ โดยชุดแบตเตอรี่ยังได้รับการปกป้องด้วยคานรับด้านหน้าและคานขวางด้านหน้า เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานของตัวถัง พร้อมด้วยการพัฒนาช่วงล่างและระบบกันสะเทือนใหม่ทั้งหมดเป็นพิเศษ ระบบเบรกยังได้รับการปรับปรุงใหม่ ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นและชะลอความเร็วอย่างมั่นใจ ด้วยดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ
ภายนอกตัวรถ โดดเด่นด้วยโลโก้ “HEV” ที่กระจังหน้าและฝาประตูท้าย พร้อมด้วยโลโก้ “HYBRID EV” ที่ประตูหน้า และการตกแต่งด้วยเส้นสายสีน้ำเงินที่กันชนหน้า กาบข้างประตู กันชนหลัง และล้ออัลลอยแบบทูโทนทั้ง 4 ล้อ สีตัวถังมีให้เลือกหลากหลาย มาพร้อมด้วยสีใหม่ล่าสุดที่เพิ่มจากรุ่นก่อน คือ สีขาว White Diamond ช่วยสะท้อนถึงความพรีเมียม และนิยามความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่ดูสะอาดตาของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ให้ความรู้สึกทั้งแข็งแกร่งและโดดเด่นเป็นประกาย ร่วมด้วยสีที่โดดเด่นสะดุดตา อย่าง สีเงิน Blade Silver Metallic สีเทา Graphite Gray Metallic และสีดำ Jet Black Mica รวมถึงสีเขียว Green Bronze Metallic ที่เป็นสีพิเศษเฉพาะของรุ่น เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี
โดยในโอกาสเฉลิมฉลองการเปิดตัวใหม่นี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส พร้อมมอบราคาพิเศษช่วงแนะนำ ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 7 เมษายน 2567 เพื่อเป็นของขวัญให้กับลูกค้ามิตซูบิชิ ที่รักทุกท่าน โดยมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 912,000 บาท ขณะที่ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายช่วงแนะนำเริ่มต้นที่ 946,000 บาท ซึ่งมีราคาจำหน่ายเท่ากับรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน
หลังจากช่วงเวลาพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เอชอีวี ใหม่! จะมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 933,000 บาท และ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส เอชอีวี ใหม่! มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 961,000 บาท ซึ่งมีราคาที่ไม่ต่างจากรุ่นเครื่องยนต์สันดาปในปัจจุบัน
นอกจากนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังมอบข้อเสนอสุดพิเศษ มิตซูบิชิ เอ็กซ์ตร้า แคร์ เพื่อให้ลูกค้าทุกท่านสามารถครอบครองและขับขี่รถทั้งสองรุ่นใหม่นี้โดยไม่ต้องกังวล ได้แก่
- การรับประกันคุณภาพรถใหม่ ตลอด 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
- แพ็กเกจบำรุงรักษานาน 5 ปี
- ฟรีค่าแรงสำหรับการเช็คระยะตลอด 5 ปี
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงนาน 5 ปี
- พร้อมกับประกันภัยชั้น 1 ฟรีหนึ่งปี
- เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด บริษัทฯ จึงขยายการรับประกันระบบขับเคลื่อนไฮบริด ยาวนานถึง 5 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง
- และขยายการรับประกันพิเศษสำหรับแบตเตอรี่ขับเคลื่อนไฮบริดในปีที่ 6-10 โดยไม่จำกัดระยะทาง
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสุดพิเศษให้ลูกค้าทุกท่านเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งสองรุ่นได้ง่ายยิ่งขึ้นด้วยดอกเบี้ยพิเศษ 0% สำหรับการดาวน์ 25% และผ่อนนาน 48 เดือน
ลูกค้าที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือทดลองขับได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูมผู้จัดจำหน่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วประเทศ และพบกับกิจกรรมพิเศษที่โชว์รูมทั่วประเทศได้ระหว่างวันที่ 3 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 นอกจากนี้ ลูกค้าสามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อต้อนรับการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่นี้ เริ่มจากในกรุงเทพฯ ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 2 – 4 กุมภาพันธ์ 2567 ตามมาด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคกลาง และภาคเหนือ โดยจะมีการประกาศแจ้งวัน-เวลา-สถานที่จัดงานในแต่ละภูมิภาคในช่องทางการสื่อสารโซเชียลมีเดีย ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย
‘Retail of the Future’ ซื้อเบนซ์ที่ไหนทั่วไทยราคาเดียวกัน!
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ยกระดับอุตสาหกรรมค้าปลีกระดับลักชัวรี่ในไทย เปิดตัวโมเดลธุรกิจ ‘Retail of the Future’ อย่างเป็นทางการ เดินหน้าพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกของแบรนด์สู่ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ พร้อมนำเสนอประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าในทุกมิติ หลังการหารือกับตัวแทนจำหน่ายฯ ทั่วประเทศ และประกาศความพร้อมเมื่อเดือนกันยายน 2566 ที่ผ่านมา
‘Retail of the Future’ เป็นโมเดลธุรกิจที่มอบข้อได้เปรียบให้กับลูกค้าโดยตรง เน้นเรื่องความโปร่งใสด้านราคาและข้อเสนอที่เท่าเทียมกันในทุกแพลตฟอร์ม รวมไปถึงการที่ลูกค้าสามารถเลือกรถยนต์ทุกรุ่นที่ต้องการผ่านระบบคลังสินค้าส่วนกลางที่เชื่อมต่อกันทั่วประเทศ โดยผสานความโดดเด่นจากโมเดลธุรกิจให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของลูกค้า การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและจูงใจสำหรับตัวแทนจำหน่ายฯ ในขณะที่สามารถสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับแบรนด์ ในการเข้าถึงลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี
จากการปรับใช้โมเดลธุรกิจและสร้างความสำเร็จมาแล้วในกว่า 10 ประเทศทั่วโลก โดยมี เยอรมนี และมาเลเซีย เป็น 2 ประเทศล่าสุดในปีที่ผ่านมา เป็นข้อพิสูจน์ที่ทำให้เห็นว่าโมเดลธุรกิจ ‘Retail of the Future’ สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทั้งฝั่งตัวแทนจำหน่ายฯ และลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ได้เปิดเผยขั้นตอนการเป็นเจ้าของรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและความคุ้นเคยให้กับลูกค้าทุกคน โดยสรุปเป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
- Step 1 “เข้าใกล้รถที่ใช่”: ลูกค้าทุกคนสามารถเริ่มต้นด้วยการค้นหารถรุ่นที่ชอบ ติดต่อที่ปรึกษาการขาย และลงทะเบียนทดลองขับได้ที่โชว์รูมทั่วประเทศ หรือผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
- Step 2 “เข้าถึงสต็อกกลาง”: ด้วยระบบคลังสินค้าส่วนกลางที่จัดการโดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ จะทำให้ตัวแทนจำหน่ายฯ และลูกค้าทุกคนเข้าถึงรถยนต์ทุกรุ่นเหมือนกันทั่วประเทศ ทำให้ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าไม่ว่าจะซื้อรถที่ไหนก็ได้รถรุ่นที่ต้องการ
- Step 3 “เข้าถึงราคาและข้อเสนอสุดพิเศษ”: รับข้อเสนอและราคาที่ดีที่สุดและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ โดยเริ่มจากการประเมินราคาและเลือกข้อเสนอที่ต้องการ รับใบเสนอราคา เลือกรับข้อเสนอทางการเงินและช่องทางการวางเงินจอง
- Step 4 “เข้าสู่การจองรถ”: ยืนยันการซื้อรถผ่านเอกสารข้อตกลงการซื้อรถยนต์ รับใบจองพร้อมเลือกวันและวิธีการรับรถ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการจัดเตรียมรถยนต์และติดต่อเพื่อยืนยันวันนัดหมาย
- Step 5 “เข้ามาเป็นเจ้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์”: ตรวจเช็กรถยนต์โดยผู้เชี่ยวชาญ วางเงินดาวน์และรับใบกำกับภาษี เซ็นรับรถพร้อมรับประสบการณ์สุดพิเศษจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในขั้นตอนการส่งมอบ
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการเปิดตัวโมเดลธุรกิจ ‘Retail of the Future’ ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ค้าปลีกรูปแบบใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่นำเสนอวิธีการซื้อรถในรูปแบบใหม่ มุ่งมั่นตอบสนองความต้องการของลูกค้า และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับพฤติกรรมและเทรนด์ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ยังส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้าทุกคนเช่นเคย พร้อมยกระดับให้มากขึ้นด้วยการลดความเหลื่อมล้ำด้านราคา ทำให้ลูกค้าทุกคนไม่จำเป็นต้องต่อรองราคาและใช้เวลาไปกับการหาราคาและข้อเสนอที่ดีที่สุด ด้วยการกำหนดนโยบาย ‘One Price’ ราคาเดียวกันทั่วประเทศ ที่จะทำให้ลูกค้าทุกคนได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์”
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย มีความมุ่งมั่นในการส่งมอบรถยนต์ที่มีความหรูหราและเป็นที่ต้องการ ควบคู่ไปกับการนำเสนอประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุกมิติให้กับลูกค้าทุกคน โมเดลธุรกิจ ‘Retail of the Future’ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สะท้อนผ่านทุกก้าวสำคัญในการออกแบบการเดินทางที่น่าตื่นเต้นและน่าประทับใจให้กับผู้ที่เป็นเจ้าของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน
เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยพร้อมแผน ‘Plan S-5’
เกีย คอร์ปอเรชัน ประกาศตั้งบริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมเผยทิศทางการดำเนินธุรกิ
จุน โอ อี ประธาน บริษัท เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้นับเป็นโอกาสอันดีสำหรั
ในส่วนของ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) เราได้วางแผนการดำเนิ
ณัฏฐ์ชัย สุรวรรธนกุล รองประธานฝ่ายขาย เครือข่ายผู้จำหน่าย และบริการหลังการขาย เปิดเผยว่า “ตลาดรถยนต์ในประเทศไทยอยู่
สำหรับ เกีย เซลส์ (ประเทศไทย) ในปี 2566 เรามีผู้จำหน่าย และศูนย์บริการที่ได้รับการแต่
ฌ็อง–ดาวิด คริสติญอง อาเรล รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์
“เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายดังกล่าว เราจึงออกแบบการสื่
“กลยุทธ์ ‘Plan S-5’ ของเราได้วางเป้าหมายไว้อย่างชั
ฟอร์ดเสริมพลังชุมชนนางเลิ้ง ‘Livable Scape: คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี’ ในงานบางกอก ดีไซน์ วีค 2024
ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ร่วมสนับสนุนงบประมาณผ่านกองทุนฟอร์ด ฟันด์ ให้พันธมิตรศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (FREC กรุงเทพฯ) ร่วมเทศกาลการออกแบบ ‘บางกอก ดีไซน์ วีค’ (Bangkok Design Week 2024) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยการจัดงาน บางกอก ดีไซน์ วีค 2024 ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง (Urban Studies Lab – USL) ได้ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy Agency – CEA) จัดกิจกรรมในย่านนางเลิ้งโดยชูคอนเซ็ปท์ ‘Livable Scape: คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี’ เพื่อสะท้อนความคิดและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของกรุงเทพมหานครฯ ระหว่างวันที่ 27 มกราคม ถึง 4 กุมภาพันธ์ โดยมี สิงห์ ลิ้มพิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวกิจกรรม ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค
“ฟอร์ดมีความยินดีที่ได้สนับสนุนพลังสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจในชุมชนและสังคม ผ่านการนำเสนอเอกลักษณ์และศิลปะในพื้นที่ย่านเมืองเก่า ยิ่งไปกว่านั้น ฟอร์ดยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้สนับสนุนศูนย์วิจัยชุมชนเมืองในการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร และสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพของเทศกาลบางกอก ดีไซน์ วีค ให้เป็นแพลตฟอร์มที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาคธุรกิจและสังคมได้อย่างมีมิติมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเสริมการทำงานในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้แก่พื้นที่ย่านต่างๆ อีกด้วย” เจน ฮอลโลเวย์ ผู้จัดการกองทุน ฟอร์ด ฟันด์ กล่าว
เทศกาลบางกอก ดีไซน์ วีค 2024 เกิดขึ้นจากความร่วมมือของนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ ผู้ประกอบการธุรกิจ ศิลปิน และผู้ที่ทำงานในสายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในการนำเสนอความคิดในการพัฒนาเมืองผ่านโปรแกรมหลากหลายรูปแบบ อาทิ งานนิทรรศการ กิจกรรมพูดคุย และกิจกรรมเวิร์กช็อป รวมกว่า 500 โปรแกรม ครอบคลุมย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 13 ย่าน โดยเน้นย้ำการจัดงานใน 3 มิติ ได้แก่
- Hard Matters: เมืองดีต่อกาย กายภาพดี เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงผู้คนให้อยู่สบาย มีสุขภาพดี
- Heart Matters: เมืองดีต่อใจ ใส่ใจผู้คน กิจกรรมหลากหลาย วัฒนธรรมแข็งแรง
- Design Matters: เมืองออกแบบดี ชีวิตดี หัวใจในการพัฒนาพื้นที่ ชุมชน และเศษฐกิจสร้างสรรค์
สำหรับย่านนางเลิ้ง พันธมิตรศูนย์ FREC กรุงเทพฯ รับหน้าที่สร้างสรรค์และนำเสนอ 11 กิจกรรมสำหรับชุมชน ประกอบด้วย
- ศูนย์วิจัยชุมชนเมือง (Urban Studies Lab – USL) จัดแสดงนิทรรศการ ‘ซาวด์บาธ/ซาวด์บาตร’ ที่ USL ทำงานร่วมกับศิลปินถ่ายทอดออกมาในรูปแบบเสียงในชุมชนบ้านบาตร ส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าบาตรทำมือชื่อดังในประเทศไทย นิทรรศการ ‘เสียงสะท้อนของนางเลิ้ง’ นิทรรศการ ‘Nang Loeng Menu Passport’ และนิทรรศการ ‘Biblio-dis-theque’ และกิจกรรม Entertainment in Everyday
- Precious Plastic Bangkok จัดแสดงศิลปะรีไซเคิลในแนวคิด ‘Livable Scape’
- มูลนิธิรักสัตว์ป่า หรือ Love Wildlife จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับสัตว์ป่าในเมืองและวิธีอยู่ร่วมกัน และกิจกรรมเวิร์กช็อปสถานีแมวจรจัด และโต๊ะอาหารจิ๋วให้กระรอก
- มูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ หรือ SOS จัดแสดงนิทรรศการ ‘Whisper of Nobody’ และกิจกรรมโต๊ะกินข้าวนอกบ้าน เพื่อสร้างการตระหนักรู้เรื่องอาหารส่วนเกินในย่านนางเลิ้งและร่วมกันประกอบอาหารในครัวชุมชน
ภายในงานทุกคนจะได้ร่วมชมงานนิทรรศการและงานศิลปะที่มีเอกลักษณ์ของย่านนางเลิ้งที่โรงเรียนสตรีจุลนาคในหัวข้อ ‘นางเลิ้ง บันเทิงทุกวัน’ ผ่าน 4 ผลงาน ได้แก่ นิทรรศการศิลปะแบบอินเตอร์แอคทีฟ ‘ซาวด์บาธ/ซาวด์บาตร’ ที่ได้แรงบันดาลใจจากชุมชนบ้านบาตรในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ชุมชนทำบาตรด้วยมือแห่งเดียวที่ยังหลงเหลือในประเทศไทย นิทรรศการ ‘เสียงของนางเลิ้ง’ ที่นำเสนอเรื่องราว อัตลักษณ์และวิถีชีวิต ผ่านเสียงของชุมชนในชีวิตประจำวัน นิทรรศการรวบรวมผลงานของศูนย์วิจัยชุมชนเมืองในโครงการ ‘Entertainment in Everyday: นางเลิ้ง บันเทิงทุกวัน’ และนิทรรศการ ‘(โ)อบอวล’ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากกลิ่นหอมอบอวลของกะทิและควันเทียน ชวนให้นึกถึงขนมไทยฉบับชาววังที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตชาวนางเลิ้งมาอย่างยาวนาน ก่อนจะปิดท้ายกิจกรรมด้วยการรับประทานอาหารค่ำร่วมกันในกิจกรรม ‘โต๊ะกินข้าวนอกบ้าน’ โดย มูลนิธิรักษ์อาหาร (Scholars of Sustenance – SOS) บนดาดฟ้าโรงเรียนสตรีจุลนาค
เจน ฮอลโลเวย์ ผู้จัดการกองทุน ฟอร์ด ฟันด์ (ที่ 3 จากขวา) พร้อมด้วย สิงห์ ลิ้มพิรัตน์ รองผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว (กลาง) ดร.พงษ์พิศิษฐ์ หุยากรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยชุมชนเมือง และกรรมการศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม (ที่ 2 จากขวา) ขวัญเมือง บุญประสงค์ ผู้อำนวยการเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย (ที่ 3 จากซ้าย) เลอชาติ ธรรมธีรเสถียร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาองค์ความรู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (ซ้ายสุด) ประวิตร โค้วประเสริฐ ผู้จัดการส่วนปฏิบัติการ โครงการเรือไฟฟ้าคลองผดุงกรุงเกษม บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด และ ปัทมนันท์ ธนาพรประดิษฐ์ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาการท่องเที่ยว ส่วนการท่องเที่ยว สำนักงานวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว (ที่ 2 จากซ้าย) ณ พิธีเปิดกิจกรรม ‘Livable Scape: คนยิ่งทำ เมืองยิ่งดี’ ย่านนางเลิ้ง งานบางกอก ดีไซน์ วีค 2024 ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค
ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ บางกอก ดีไซน์ วีค 2024 ย่านนางเลิ้ง สามารถเข้าร่วมงานได้ที่โรงเรียนสตรีจุลนาค ถนนหลานหลวง ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเฟซบุ๊ค FREC Bangkok และท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่กิจกรรมผ่าน Hashtag #FordXFRECBKK #ExperienceNangLoeng สามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับงานได้ที่นี่
GLA 200 AMG Dynamic ปรับโฉมพร้อมเปิดราคา 2.58 ล้านบาท!
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เริ่มต้นปี 2024 ด้วยการเผยโฉม The new GLA เอสยูวีลักชัวรี่ GLA 200 AMG Dynamic โฉมใหม่ที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน ยกระดับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “DYNAMIC ALL THE WAY” ตอบโจทย์ทุกมิติไลฟ์สไตล์การใช้งาน รวมถึงรูปแบบขับขี่ทั้งแบบ On-Road และ Off-Road อย่างลงตัว ในราคา 2,580,000 บาท ปักวันพร้อมจำหน่ายที่ตัวแทนจำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป
GLA 200 AMG Dynamic มาพร้อมเครื่องเบนซิน 4 สูบแถวเรียง รหัส M282 ขนาด 1,332 ซีซี เทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์ รองรับน้ำมัน E85 อีกขั้นของเครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยตัวกรองเขม่าอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดจากการเผาไหม้ มอบพละกำลังสูงสุด 163 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตรที่ 1,620-4,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 7 จังหวะ (7G-DCT) สามารถทำอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 8.7 วินาที และทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง
GLA 200 AMG Dynamic มิติตัวถังยาว 4,436 มม. กว้าง 1,849 มม. สูง 1,605 มม. และพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่มีความจุ 435 – 1,430 ลิตร ดีไซน์ภายนอกมีการตกแต่งแบบ AMG Line Package ที่ให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับรถสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Diamond radiator grille และโลโก้ดาวสามแฉกขนาดใหญ่ ตกแต่งรอบคันแบบ AMG bodystyling และอุปกรณ์กันกระแทกโครงหลังคา aluminium ที่ผสานระหว่างความสปอร์ตและหรูหราตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์
เสริมความปลอดภัยด้วยระบบไฟหน้าแบบ LED High Performance และระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Adaptive Highbeam Assist) ช่วยให้การขับขี่ในช่วงเวลากลางคืนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ติดตั้งล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตจาก AMG แบบ 5 ก้านคู่ ขนาด 19 นิ้ว พร้อม Sports brake และระบบช่วงล่าง Comfort suspension แบบ ride-height lowering นอกจากนี้ รุ่นปรับโฉมยังมาพร้อมการเพิ่มหลังคาพาโนรามิคซันรูฟ เลื่อนเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
ภายในห้องโดยสารถูกตกแต่งแบบ AMG Line Interior ให้ความรู้สึกดุดันแต่ยังแฝงไปด้วยความหรูหราในทุกมิติ เริ่มด้วยพวงมาลัยมัลติฟังก์ชันดีไซน์ใหม่สไตล์สปอร์ตหุ้มหนัง Nappa ต่อเนื่องด้วยแผงหน้าปัดแดชบอร์ดที่แสดงข้อมูลการขับขี่แบบ All-digital instrument display ซึ่งเชื่อมต่อกับหน้าจอแสดงผลบริเวณคอนโซลกลางขนาด 10.25 นิ้ว สะดวกสบายในทุกการขับขี่และการโดยสารด้วยเบาะนั่งแบบ Sport seats หุ้มหนัง ARTICO สลับกับ MICROCUT microfibre สีดำ และยังมาพร้อมระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติ THERMOTRONIC ใหม่แบบ 2 โซน ระบบชาร์จโทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย (Wireless charging) และระบบปรับรูปแบบการขับขี่ DYNAMIC SELECT ที่สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมเพื่อเพิ่มสุนทรียภาพในการขับขี่ พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอีกหลายรายการที่ถูกติดตั้งมาอย่างครบครัน
GLA 200 AMG Dynamic พร้อมเชื่อมต่อความบันเทิงมาสู่ห้องโดยสารอย่างไร้รอยต่อด้วยฟังก์ชั่นเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android (Apple Carplay™ & Android Auto™) และระบบปฏิบัติการมัลติมีเดียใหม่ล่าสุดแบบ “MBUX7” ที่มีระบบ AI ช่วยประเมินพฤติกรรมการใช้งานของผู้ขับขี่อย่างอัจฉริยะ รองรับการสั่งซื้อแอปพลิเคชั่นสำหรับรายงานสภาพการจราจรแบบออนไลน์ Live Traffic Information ติดตั้งอุปกรณ์สื่อสารด้วยสัญญาณ LTE สำหรับบริการ Mercedes me connect ที่จะเปิดประตูสู่ฟังก์ชั่นระดับชั้นนำมากมาย ทั้งยังมีการติดตั้งไฟเรืองแสงล้อมรอบห้องโดยสาร (Ambient lighting) สามารถปรับได้กว่า 64 เฉด ช่วยเพิ่มความบันเทิงและความรื่นรมย์ขณะขับขี่และโดยสารได้ในทุกช่วงเวลา
สำหรับเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยของ GLA 200 AMG Dynamic มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานที่ครบครัน อาทิ ระบบขอความช่วยเหลืออัตโนมัติเมื่อเกิดอุบัติเหตุ โปรแกรมควบคุมการทรงตัวอัตโนมัติ ESP® (Electronic Stability Program) ระบบเบรกป้องกันล้อล็อก ABS (Anti-lock braking system) ระบบเบรก ADAPTIVE BRAKE พร้อมฟังก์ชั่น HOLD และ Hill-Start Assist ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (ATTENTION ASSIST) ระบบช่วยเตือนเมื่อมีรถอยู่ในจุดอับสายตา (Blind Spot Assist) ระบบช่วยการนำรถเข้าจอดอัตโนมัติ (Active Parking Assist with PARKTRONIC) ระบบแจ้งเตือนขณะเปิดประตูรถ (Exit Warning) และระบบรักษาความเร็ว (CRUISE CONTROL) เป็นต้น
GLA 200 AMG Dynamic วางจำหน่ายในราคา 2,580,000 บาท
มีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีขาว (Polar White) สีดำ (Cosmos Black) สีเงิน (Iridium Silver) และสีเทา (Mountain Grey)
