ฮุนได EXCLUSIVE DEAL! โปรแรง MOTOR EXPO 2023

หลังสร้างปรากฏการณ์อย่างยิ่งใหญ่กับธีมสุดล้ำ “PIXEL CLOUD” ฮุนไดยกขบวนยนตกรรมคุณภาพครบทุกประเภท ทั้งเครื่องยนต์สันดาปและขุมพลังไฟฟ้ามาเปิดตัวแบบจัดเต็มครั้งแรกใน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 40” (Motor Expo 2023) ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) พร้อมประกาศโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ฉลองเปิดศักราชของแบรนด์ยานยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกสู่เมืองไทย มอบความคุ้มค่าจุใจด้วยข้อเสนอสุดพิเศษ และสิทธิประโยชน์มากมายเมื่อซื้อรถยนต์ทุกรุ่นภายในงาน อาทิ อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0% และผ่อนนานสูงสุด 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่งและ พ.ร.บ. นาน 1 ปี รวมถึงฟรีค่าแรงเช็คระยะนาน 3 ปีหรือ 60,000 กิโลเมตร* โปรโมชันจัดหนักสำหรับ IONINQ 5, Hyundai Santa Fe, และ Elantra N รุ่นไฮไลต์ของงาน รวมถึง MPV รุ่นยอดนิยมอีกมากมาย อีกทั้งเป็นการกระตุ้นผู้บริโภคชาวไทยให้หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น

โปรโมชันสำหรับรุ่น IONIQ 5

รถไฟฟ้า 100% โดดเด่นด้วยนวัตกรรมยานยนต์แนวใหม่ภายใต้ดีไซน์กลิ่นอายรถคลาสสิกอย่างลงตัว ตอบโจทย์การวิ่งทางไกลสูงสุด 481 กม. (WLTP) พร้อมกำลังเครื่อง 217 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 185 กม./ชม. ติดตั้งระบบชาร์จเร็ว 350 kW Ultra-fast Charging ชาร์จไฟจาก 10-80% ใน 17 นาที โดยคว้า 3 สาขารางวัลจากงาน 2022 World Car Awards และรางวัลอื่นๆ จากนานาประเทศทั่วโลก

  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อมพ.ร.บ. นาน 1 ปี
  • ฟรีโฮมชาร์จเจอร์พร้อมค่าแรงติดตั้ง สำหรับการเดินสายไฟพร้อมอุปกรณ์ป้องกันทางไฟฟ้าระยะ 15 เมตร และอุปกรณ์ที่กำหนดเท่านั้น*
  • ฟรีค่าแรงเช็คระยะครั้งที่ 1 – 10 ตามตารางการบำรุงรักษา (นาน 10 ปี หรือ 150,000 กม.)**
  • รับประกันแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง (High Voltage Battery) 8 ปี หรือ 160,000 กม.**
  • รับประกันตัวรถ (Warranty) 5 ปี หรือ 150,000 กม.**
  • บริการ Vehicle to Vehicle (V2V) จำนวน 2 ครั้งต่อปี ฟรีนาน 5 ปี บริการในกรุงเทพฯ เท่านั้น
  • บริการยก/ลากไม่จำกัดจำนวนครั้งและระยะทาง นาน 5 ปี ไปยังศูนย์บริการฮุนไดหรือจุดชาร์จที่ใกล้ที่สุด

ราคาเริ่มต้น 
Premium:           1,699,000 บาท
Exclusive:          1,899,000 บาท
First Edition:       2,399,000 บาท (จำนวนจำกัด)

สำหรับลูกค้าที่สนใจ IONIQ 5 สามารถนัดหมายทดลองขับได้ที่ H-Space หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้หลายช่องทาง

โปรโมชันสำหรับรุ่น Hyundai Santa Fe

เอสยูวี 3 แถว 7 ที่นั่งระดับพรีเมียมเจ้าของรางวัลจากเวทีอันทรงเกียรติ มาพร้อมเทคโนโลยีการขับขี่ที่ล้ำสมัย และระบบความปลอดภัยขั้นสูง ผสานความหรูหราอย่างเหนือชั้นด้วยหลังคา Panoramic Sunroof ระบบเสียงชั้นนำของโลกจากแบรนด์ Harman Kardon และฟีเจอร์พรีเมียมครบครัน

  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

ราคาเริ่มต้น 1,849,000 บาท

โปรโมชันสำหรับรุ่น Elantra N

สุดยอดยานยนต์จากแบรนด์สมรรถนะสูงของฮุนได ขับเคลื่อนด้วยด้วยเครื่องยนต์ Theta-II 2.0 T-GDi เทอร์โบ มอบกำลังสูงสุด 280 แรงม้าและแรงบิดสูงสุด 392 นิวตันเมตร มาพร้อมระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Hyundai SmartSense ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่เร้าใจทั้งบนท้องถนน และในสนามแข่ง

  • รับประกันคุณภาพ (Warranty coverage) 5 ปี หรือ 150,000 กม.**
  • สิทธิประโยชน์พิเศษสำหรับลูกค้า 100 ท่านแรกเท่านั้น เมื่อสมัคร N Membership มูลค่า 50,000 บาท
    • รับส่วนลดพิเศษ มูลค่า 100,000 บาท*
    • รับบัตรสมาชิก N Member Card สุด Exclusive
    • ฟรี โมเดล Mini GT Elantra N Diecast (ขนาด 1:64)
    • ฟรี แว่นกันแดด Limited Edition จาก Hyundai N x STEALER
    • สิทธิพิเศษต่างๆ ทั้งรับสิทธิทดลองขับรถ Hyundai ตระกูล N และอีกมากมาย

ราคาเริ่มต้น 2,999,000 บาท

รุ่นอื่นๆ ก็ยังจัดโปรโมชันสุดเดือด!

โปรโมชันสำหรับรุ่น Hyundai Staria

  • ดอกเบี้ย 0% ผ่อนสูงสุด 48 เดือน*
  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

โปรโมชันสำหรับรุ่น Hyundai Stargazer

  • ออกรถภายในเดือน รับแคมเปญสูงสุดมูลค่า 120,000 บาท*

โปรโมชันสำหรับรุ่น Hyundai Creta

  • ออกรถภายในเดือน รับแคมเปญสูงสุดมูลค่า 110,000 บาท*

โปรโมชันสำหรับรุ่น Hyundai H-1

  • ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี

สัมผัสสุดยอดยานยนต์ทั้งจากแบรนด์ฮุนไดและแบรนด์ระดับพรีเมียมในเครือได้ที่บูธหมายเลข A07 งานมหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันนี้ถึง 11 ธันวาคม 2566 และสามารถติดตามข่าวสารกิจกรรมและโปรโมชันอื่น ๆ ผ่านเว็บไซต์ hyundai.com

โปรดสอบถามรายละเอียดของโปรโมชันสำหรับรถยนต์แต่ละรุ่นจากพนักงานบูธฮุนได ข้อเสนอและสิทธิประโยชน์ทั้งหมดไม่สามารถแลกเปลี่ยนหรือทอนเป็นเงินสดได้ บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเงื่อนไขใด ๆ โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า

*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด
**แล้วแต่อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน


เปิดแล้ว! ‘เชค แช็ค’ เอ็มสเฟียร์ พร้อมสองเมนูใหม่ท้าให้ลอง!!!

ไปก่อนอร่อยก่อนกับ ‘เชค แช็ค’ ร้านเบอร์เกอร์สุดไอคอนิกบินตรงจากนิวยอร์กสาขาที่สองในกรุงเทพฯ พร้อมเสริฟ ‘ชิคเก้น ไบท์’ และ ‘มิลค์เชค ไซส์เล็ก’ 2 เมนูใหม่ครั้งแรกที่ เอ็มสเฟียร์ และเพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 ธันวาคม 2023 เชค แช็ค ชวนทุกคนให้มาสนุกสนานผ่านการแสดงดนตรี และการโชว์วาดภาพพร้อมของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เตรียมไว้ให้กับผู้โชคดี และแขก 100 ท่านแรกที่มาเข้าคิวหน้าร้านจะได้รับของที่ระลึกแบบลิมิเต็ดเอดิชั่น สำหรับลูกค้าคนแรกจะเป็นผู้โชคดีที่ได้รับรางวัลอิ่มอร่อยกับแช็คเบอร์เกอร์ตลอดหนึ่งปีเต็ม!

‘ชิคเก้น ไบท์’ และ ‘มินิ มิลค์เชค’

การเปิดตัวสาขาใหม่ที่ เอ็มสเฟียร์ นี้ เชค แช็ค ยังถือโอกาสเปิดตัวอีก 2 เมนูใหม่ที่มาเสริมทัพความอร่อยให้กับทั้งสองสาขา โดยเริ่มที่เมนูสุดโปรดของแฟนๆ อย่าง ‘ชิคเก้น ไบท์’ (Chicken Bites)  อกไก่นุ่มๆ หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ทอดกรอบๆ ที่มีให้เลือกอิ่มอร่อยได้ในขนาด 6 หรือ 10 ชิ้น เสิร์ฟคู่กันกับซอสบาร์บีคิว หรือซอสฮันนี่มัสตาร์ดตามใจชอบ ทุกออเดอร์ทำสดใหม่ใช้เนื้อไก่คุณภาพดี ปลอดสารเคมีนำไปคลุกเคล้ากับแป้ง ผงพริกคาเยนและปาปริก้าจนทั่วก่อนที่จะนำไปทอดกรอบ ทำให้รสชาติมีความเข้มเต็มคำของเนื้อไก่ที่ฉ่ำนุ่มเป็นพิเศษในทุกๆ ครั้งที่เสิร์ฟ นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกใหม่ มิลค์เชคขนาด 10 ออนซ์อร่อยพอดีคำ

‘เอ็มสเฟียร์ แช็ค’ มุมถ่ายรูปห้ามพลาด

เพื่อสื่อถึงจิตวิญญาณอันมีสีสันรวมถึงวัฒนธรรมดนตรีสดในย่านสุขุมวิท สไตล์การตกแต่งของ ‘แช็ค’ แห่งนี้จึงดึงเอาแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันแสนคึกคักของย่านนี้มาเป็นธีมหลักในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่สื่อถึงจังหวะของคลื่นเสียงและกระแสพลังงานอันอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความคึกคักของวัฒนธรรมการแสดงดนตรีสด ผ่านเส้นสายที่เป็นกริดแบบสมมาตรตัดด้วยเส้นโค้งที่ออกแบบให้ทั้งขาดเป็นช่วงจังหวะและพลิ้วไหวในแบบคลื่นเสียงที่ร้อยประสานสร้างเป็นบรรยากาศที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและความขี้เล่นในแบบของเชค แช็ค

งานนี้ได้ศิลปินที่รู้จักกันดีจากงานสไตล์ภาพวาดกราฟฟิตี้อย่าง P7 หรือ พีรพงษ์ ลิ้มธรรมรงค์ มาสร้างสรรค์ภาพวาดบนผนังสุดสดใสด้วยคาแรคเตอร์ที่ออกแบบในแนวเหนือจินตนาการอันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อให้เล่าเรื่องสอดคล้องไปด้วยกันกับดีไซน์ที่สะท้อนถึงแนวคิดของคลื่นเสียงภายในร้าน โดยภาพวาดบนฝาผนังจะเป็นตัวแทนพลังงานอันไม่เคยหยุดนิ่งของย่านสุขุมวิท ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายแต่หลอมรวมกลมกลืนกันอย่างมีจังหวะของทั้งผู้คนและบรรยากาศในย่านนี้

2 เมนูพิเศษเฉพาะสาขาเอ็มสเฟียร์

นอกจากเมนูที่เป็นซิกเนเจอร์ของประเทศไทยอย่าง ‘Pandan Sticky Rice Shake’ หรือ มิลค์เชคข้าวเหนียวเจลลีใบเตย และ  ‘Shack Attack Concrete’ แช็ค แอทแทค ไอศกรีมพรีเมียมรสช็อกโกแลตปั่นผสมฟัดจ์บราวนี่จาก After You และช็อกโกแลตชังค์สุดเข้มข้นแล้ว เชค แช็ค สาขา ดิ เอ็มสเฟียร์ ยังพร้อมเสิร์ฟเมนูสุดเอกซ์คลูซีฟ เฉพาะสาขานี้เท่านั้น อีกสองรายการที่สะท้อนถึงความมีชีวิตชีวาของย่านสุขุมวิท คือ ‘Mango Passionfruit Concrete’ แมงโก้ แพชชั่นฟรุต  ที่นำไอศกรีมรสวานิลลามาปั่นรวมกันกับเสาวรสสด ยูสุพิวรี และเนื้อมะม่วงสด แล้วโรยหน้าด้วยข้าวแต๋นกรุบกรอบเคี้ยวเพลิน กับ ‘Matchachio Concrete’ มัทฉะชิโอ้ ที่นำไอศกรีมรสวานิลลามาปั่นรวมกับถั่วพิสทาชิโอทั้งแบบบดละเอียดและแบบอบกรอบ และคุกกี้ชาเขียวมัทฉะ ท็อปหน้าด้วยผงมัทฉะที่ให้สีเขียวสดใส น่ารักสะดุดตาและอร่อยไปพร้อมๆ กัน!

และที่พิเศษไปกว่านั้น ร้าน เชค แช็ค สาขา เอ็มสเฟียร์ ยังพร้อมเสิร์ฟคราฟต์ไซเดอร์ท้องถิ่นของไทย จากโรงกลั่นเอาท์ลอว์ บริวเวอรี่ ซึ่งเป็นโรงกลั่นขนาดเล็กจากจังหวัดเลย ทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยเครื่องดื่ม ‘Hard-Core Passion Cider’ ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากงานประกวด Asian Beer Championship นี้ ได้รับการขนานนามว่าเป็นแอปเปิ้ลไซเดอร์รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ผสมผสานกับสัมผัสของผลไม้เมืองร้อนที่เปี่ยมด้วยรสชาติอย่างเสาวรสอันสดชื่นแบบไทยๆ

ร่วมยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ดีของสังคม

เพื่อให้เป็นไปตามพันธสัญญาของเชค แช็ค ในการที่จะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ดีของสังคม Stand For Something Good® ดังนั้นรายได้ 5% จากการยอดขายจากเมนู Mango Passionfruit Concrete  จะถูกนำไปบริจาคให้กับโครงการ Chef Care Dream Academy ที่อยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิ CHEF CARES ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2021 โดยโครงการ ‘เชฟ แคร์ ดรีม อคาเดมี’ (Chef Cares Dream Academy) นี้เป็นโครงการไม่แสวงหาผลกำไรที่เน้นให้ความช่วยเหลือเยาวชนและสนับสนุนทุนการศึกษา สานฝันให้เยาวชนที่ขาดโอกาสให้ได้เรียนรู้ศาสตร์และศิลป์การทำอาหาร เพื่อมุ่งสู่การเป็นเชฟมืออาชีพ

ไปลองกันได้นะกับ เชค แช็ค ศูนย์การค้า เอ็มสเฟียร์ (EMSPHERE) ชั้น G

#shakeshack #shakeshackthailand


ALL NEW HILUX CHAMP รถกระบะท้ายเรียบ “เพื่อทุกโอกาสของทุกคนเป็นไปได้”

เปิดตัวพร้อมราคากันมาแล้วกับ ALL-NEW HILUX CHAMP กระบะมหาชนที่ออกแบบมาถูกอกถูกใจหลายคนเหลือเกินเพราะถือว่าคิดมาเป็นอย่างดีตอบโจทย์ทุกไลฟสไตล์ HILUX CHAMP กระบะท้ายเรียบแบบเปิดได้ 3 ทาง เพิ่มความสามารถในการบรรทุก สะดวก และทนทาน พร้อมโครงสร้างที่เอื้อต่อการดัดแปลง ช่วยลดต้นทุน ลดเวลา ลดค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ ตอบโจทย์ทั้งในเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนตัว กับทางเลือกแบบช่วงล้อสั้น 2,750 มม. ทำให้รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด 4.9 เมตร หรือช่วงล้อยาว 3,085 มม. สามารถบรรทุกตะกร้าขนาดมาตรฐานได้ถึง16 ใบ

HILUX CHAMP เปิดตัวมาทั้งหมด 8 รุ่นย่อยกับเครื่องยนต์ 3 ทางเลือก ได้แก่

  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.7 ลิตร กำลังสูงสุด 166 แรงม้า (122 กิโลวัตต์) ที่ 5,200 รอบ/นาที
  • เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร กำลังสูงสุด 139 แรงม้า (102 กิโลวัตต์) ที่ 5,600 รอบ/นาที
  • เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร กำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) ที่ 3,400 รอบ/นาที

ระบบเกียร์มีให้เลือกใช้งานทั้ง เกียร์ธรรมดา 5 สปีดและเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ พร้อม Sequential Shift แรงเต็มสมรรถนะ นุ่มนวล แม่นยำในทุกจังหวะ ขับสบายทุกเส้นทาง รวมถึงโครงสร้างแชสซีส์สุดแกร่ง พื้นที่ตัดขวางใหญ่ ขึ้นรูปจากเหล็กกล้าแข็งแรงสูง (High Strength Steel) ทรงตัวมั่นคงทั้งทางตรง และเข้าโค้งพร้อมลุยทุกเส้นทาง

การออกแบบดูโดดเด่นโดนใจรูปทรงเหลี่ยม Retro Polygon ไฟหน้าแบบ LED พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน รูปทรงห้องโดยสารแบบ Polygon เพิ่มความแข็งแรงให้กับห้องโดยสารพร้อมการเข้า-ออก ที่สะดวกยิ่งขึ้น กันชนหน้าดีไซน์แบบแยกประกอบ 3 ชิ้น ง่ายต่อการปรับเปลี่ยนและตกแต่ง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงพร้อมดีไซน์มุมกันชนแบบ Swept-back Angle เพื่อความสะดวกในการการขับในพื้นที่แคบ

โครงสร้างที่ถูกออกแบบเพื่อการดัดแปลงตามแนวคิด MONOZUKURI โครงสร้างที่พร้อมรองรับการดัดแปลงเพิ่มเติมจากอู่ต่อตัวถัง และสำนักแต่งรถ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายและสร้างโอกาสทั้งในเชิงพาณิชย์และการใช้งานส่วนตัว Pre-hole บริเวณรางหลังคา และพื้นกระบะ โครงสร้างแชสซีส์แบบเรียบ ท่อน้ำมันเชื้อเพลิงแบบโค้งงอได้โครงสร้างกระบะท้ายเรียบพัฒนาและปรับแต่งตำแหน่ง Upper Absorber ให้อยู่ใต้โครงสร้างจุดต่อเติม เพื่อเพิ่มพื้นที่การบรรทุกได้มากขึ้น

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สะดวกสบายด้วยการออกแบบให้มีพื้นที่เหนือศีรษะที่สูงขึ้นด้วยการปรับตำแหน่งเสา A ให้ชันขึ้น เพื่อทัศนวิสัยที่เปิดกว้าง และลดจุดบอดขณะเลี้ยว สร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยห้องโดยสารโทนสีดำ-ส้ม พร้อมเลือกใช้วัสดุที่ทนทานง่ายต่อการดูแลรักษา ด้วยเบาะนั่งแถวยาวแบ่งส่วน 60 : 40 ในรุ่นเกียร์ธรรมดา และ เบาะนั่งแบบแยกในรุ่นเกียร์อัตโนมัติ โดยเบาะนั่งสามารถปรับเอนได้เพิ่มความสะดวกสบายให้ผู้ขับขี่

ระบบ Fleet Telematics Service (FTS) by TOYOTA “ระบบบริหารยานพาหนะ และการขนส่งครบวงจรด้วย Built-in เทคโนโลยีจากโตโยต้า” ช่วยคุณบริหารรถยนต์ ได้ง่าย และเต็มประสิทธิภาพ ให้การจัดการ และการดำเนินธุรกิจของคุณมีประสิทธิภาพทั้งด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพสินค้า โดยพร้อมทดลองใช้งานฟรี 3 เดือน

อุปกรณ์ความปลอดภัย มั่นใจเต็มร้อย พร้อมปกป้องทุกเส้นทางด้วย ระบบป้องกันล้อล็อก AB (Anti-lock Brake System) ระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake – force Distribution) ถุงลมเสริมความปลอดภัย 2 ตำแหน่ง โครงสร้างตัวถังนิรภัย GOA ช่วยดูดซับแรงกระแทกรอบด้านได้ดีเยี่ยม และเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด พร้อมระบบดึงรั้งกลับ และผ่อนแรงดึงอัตโนมัติ

อุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า เปิดโอกาสให้ทุกไลฟ์สไตล์ ด้วยความหลากหลายของอุปกรณ์ตกแต่งมากกว่า 70 รายการเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย เช่น เครื่องเล่นวิทยุพร้อมจอ ชุดตกแต่ง Smart&Cool แพ็คเกจ ประกอบด้วย ชุดตกแต่งกันชนหน้า ชุดตกแต่งมุมกันชนหน้า คิ้วตกแต่งด้านข้าง และโลโก้ TOYOTA บนกระจังหน้าสีแดง นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน เช่น พื้นปูกระบะ แร็คหลังคา ที่วางแก้ว และอุปกรณ์เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ เช่น กล้องบันทึกภาพด้านหน้า สัญญาณกะระยะถอยหลัง และกล้องมองหลัง โดยอุปกรณ์ตกแต่งแท้โตโยต้า ให้การรับประกันสูงสุด 3 ปี หรือ 100,000 กม.

ราคาในแต่ละรุ่น (รวม VAT และเครื่องปรับอากาศ)

  • 2.4 ดีเซล เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล้อสั้น รุ่นตกแต่งพิเศษ    577,000 บาท
  • 2.4 ดีเซล เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล้อยาว                             562,000 บาท
  • 2.4 ดีเซล เกียร์อัตโนมัติ แบบไม่มีกระบะ ช่วงล้อสั้น     536,000 บาท
  • 2.4 ดีเซล เกียร์ธรรมดา ช่วงล้อยาว                              527,000 บาท
  • 2.4 ดีเซล เกียร์ธรรมดา แบบไม่มีกระบะ ช่วงล้อยาว     499,000 บาท
  • 2.7 เบนซิน เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล้อสั้น                            499,000 บาท
  • 2.7 เบนซิน เกียร์อัตโนมัติ แบบไม่มีกระบะ ช่วงล้อสั้น   487,000 บาท
  • 2.0 เบนซิน เกียร์ธรรมดา ช่วงล้อสั้น                             459,000 บาท

มี 4 สี ให้เลือกดังนี้

►SUPER WHITE 2 ►OFF WHITE DARK GREY METALLIC* SILVER METALLIC*

  • สำหรับรุ่น 2.4 ดีเซล เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล้อสั้น รุ่นตกแต่งพิเศษ มีเฉพาะสี SUPER WHITE2, DARK GREY METALLIC*   และ SILVER METALLIC*
  • สำหรับรุ่น 2.7 เบนซิน เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล้อสั้น และ 2.0 เบนซิน เกียร์ธรรมดา ช่วงล้อสั้น มีเฉพาะสี OFF WHITE, DARK GREY METALLIC*   และ SILVER METALLIC*
  • สำหรับรุ่น 2.4 ดีเซล เกียร์อัตโนมัติ ช่วงล้อยาว และ 2.4 ดีเซล เกียร์ธรรมดา ช่วงล้อยาว  มีเฉพาะสี OFF WHITE, DARK GREY METALLIC*  และ SILVER METALLIC*
  • สำหรับรุ่น 2.4 ดีเซล เกียร์ธรรมดา แบบไม่มีกระบะ ช่วงล้อยาว มีเฉพาะสี OFF WHITE และ SILVER METALLIC*
  • สำหรับรุ่น 2.7 เบนซิน เกียร์อัตโนมัติ แบบไม่มีกระบะ ช่วงล้อสั้น และ 2.4 ดีเซล เกียร์อัตโนมัติ แบบไม่มีกระบะ ช่วงล้อสั้น มีเฉพาะสี SUPER WHITE2 , DARK GREY METALLIC และ SILVER METALLIC*

หมายเหตุ : สำหรับสี Dark Grey Metallic , Silver Metallic ราคาจะเพิ่ม 7,000 บาท จากราคาด้านบน


‘ยางพาราอนุรักษ์ทะเล’ จากเทคนิคสุราษฎร์ธานีคว้ารางวัลชนะเลิศ Ford+ Innovator Scholarship ปีที่ 9

ฟอร์ด ประเทศไทย ร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน หรือ PDA สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA และบริษัท ทีวีบูรพา จำกัด จัดการแข่งขันชิงชนะเลิศโครงการ Ford+ Innovator Scholarship 2023 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 โดยปีนี้เป็นการประกวดผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ในหัวข้อ นวัตกรรมทางสังคมพลังบวกเพื่อยกระดับโลกให้น่าอยู่ (Social innovation+ for a better world challenge) มอบทุนการศึกษา 16 ทุน มูลค่ารวม 840,000 บาท โดยผลงานนวัตกรรม ‘ชุดกักเก็บคราบนํ้ามันบนผิวนํ้าผลิตจากนํ้ายางพารา’ จากวิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศไปครอง ณ อาคาร เคเอ็กซ์ Knowledge Exchange for Innovation Center

โครงการ Ford+ Innovator Scholarship ในปีนี้เปิดกว้างให้นักเรียนและนักศึกษาจากชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษาและอุดมศึกษามีโอกาสเข้าร่วมส่งไอเดียสิ่งประดิษฐ์มาประชันกัน โดยมีทีมให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมถึง 230 ทีม และมีทีมที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย 10 ทีม ประกอบด้วย ทีมนักเรียนมัธยมศึกษา 4 ทีม ทีมนักเรียนอาชีวศึกษา 3 ทีม และทีมนักศึกษามหาวิทยาลัย 3 ทีม ซึ่งทุกทีมที่ผ่านเข้ารอบได้รับการฝึกอบรมและคำแนะนำในการพัฒนาผลงาน เรียนรู้ทักษะการเป็นผู้ประกอบการและต่อยอดผลงาน พร้อมเสริมแกร่งทักษะการนำเสนอ โดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญจากฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารนวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์จากทีวีบูรพา ซึ่งผู้ชนะในปีนี้ ประกอบด้วย

รางวัลชนะเลิศระดับประเทศ  ‘ชุดกักเก็บคราบนํ้ามันบนผิวนํ้าผลิตจากนํ้ายางพารา’

ผลงานนวัตกรรม ‘ชุดกักเก็บคราบนํ้ามันบนผิวนํ้าผลิตจากนํ้ายางพารา’ จากทีมนักเรียนอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่จะช่วยบรรเทาปัญหานํ้ามันรั่วในทะเลซึ่งส่งผลเสียต่อระบบนิเวศน์ทางทะเล ทีมนักศึกษาได้ออกแบบเครื่องกักเก็บคราบนํ้ามันด้วยแผ่นวัสดุที่ผลิตจากนํ้ายางพาราเพื่อซับและเก็บคราบนํ้ามันบริเวณชายฝั่งทะเลหรือรอบเกาะต่างๆ และใช้พลังงานแสงอาทิตย์ช่วยประหยัดพลังงาน ช่วยกักเก็บคราบนํ้ามันไม่ให้แพร่กระจายสู่ท้องทะเล

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ‘ต้นแบบเครื่องตากข้าวประหยัดพลังงาน’ จากทีมนักเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ ที่ได้แนวคิดมาจากปัญหาการตากข้าวบนถนนในท้องถิ่นซึ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมาย จึงได้ออกแบบนวัตกรรมเครื่องการตากข้าวที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจวัดค่าความชื้นสัมพัทธ์ไอนํ้าจากการระเหยออกจากเมล็ดข้าวผ่านทางท่อรูพรุน ร่วมกับเซนเซอร์ตรวจจับค่าความเข้มแสง และใช้พลังงานไฟฟ้าจากโซลาเซลล์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ‘เซลล์แสงอาทิตย์แบบโปร่งใส เพิ่มประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานจากแสงอาทิตย์’ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เป็นนวัตกรรมที่ตัวเซลล์แสงอาทิตย์มีลักษณะโปร่งใส สามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้ทั้งบานหน้าต่างและตัวอาคาร เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้า อีกทั้งยังให้ความสวยงามสามารถใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 3 ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ‘ผลงาน AI ตรวจจับความเสียหายของส่วนประกอบรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไมโครโฟนความแม่นยำสูง’ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่ประยุกต์เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ มาใช้แยกประเภทเสียงที่เกิดขึ้นและวิเคราะห์ตำแหน่งที่บกพร่องของเครื่องยนต์และส่งการแจ้งเตือนผ่านซอฟต์แวร์รถยนต์ เพื่อบอกถึงความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

รางวัล Ford+ Popular Vote ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ‘ต้นแบบเครื่องตากข้าวประหยัดพลังงาน’ จากสถาบัน โรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรพ์ จังหวัดกาฬสินธุ์

รางวัล Ford+ Best of Teamwork ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ‘หุ่นยนต์กายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง’ จากสถาบันโรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า จังหวัดเชียงราย

“ฟอร์ดภูมิใจที่ได้ร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนนวัตกรรมของเยาวชนไทยในโครงการ Ford+ Scholarship เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นเยาวชนตื่นตัวและให้ความสนใจส่งผลงานสร้างสรรค์นวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์เข้ามาจำนวนมาก เราได้เห็นศักยภาพและความตั้งใจของเยาวชนไทยจากการนำเสนอผลงานซึ่งมีโอกาสนำไปต่อยอดและประยุกต์ใช้ให้เกิดขึ้นได้จริง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชนและสังคม” กมลชนก ประเสริฐสม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ฟอร์ด ประเทศไทยและตลาดอาเซียน กล่าว

ในฐานะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง ฟอร์ดมุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน โดยผสานองค์ความรู้และการสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีความชำนาญผ่านการจัดสรรงบประมาณกองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี หรือ ฟอร์ด ฟันด์ ซึ่งเป็นหน่วยงานดูแลรับผิดชอบการบริหารและจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมของฟอร์ดทั่วโลก


ไป’สุรวงศ์ ‘แวะทัก’น้องเมฆา!’ได้ที่ Grande Centre Point Surawong

เปิดตัวแล้ว! โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ โรงแรมระดับ 5 ดาว แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางย่านสุรวงศ์ ที่ผสานการพักผ่อนอย่างเหนือระดับ พร้อมดื่มด่ำไปกับไลฟ์สไตล์คนกรุงที่เข้ากับวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว โดดเด่นด้วยทำเลที่ตั้งในย่านศูนย์กลางธุรกิจและดีไซน์อันมีเอกลักษณ์ของโรงแรม ที่จะมาสร้างสีสันให้กับย่านสุรวงศ์มีความสวยงามและคึกคักขึ้นมาอีกครั้ง

ด้านหน้าโรงแรมโดดเด่นด้วย “น้องเมฆา” มาสค็อตของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ ที่ออกแบบโดยศิลปินไทย “น้ำน้อย-ปรียศรี พรหมจินดา” โดย 3D Mapping หรือการออกแบบไฟส่องสว่างลงบนน้องเมฆาในครั้งนี้เป็นผลงานจาก “ปาลาปลุยสตูดิโอ” ที่ต้องการสื่อสารกับผู้ที่ผ่านไปผ่านมาว่า “น้องเมฆา” มาสค็อตสุดคิ้วท์จะนำพาความสดใสและรอยยิ้มมาสู่คนรอบข้างและย่านสุรวงศ์ และความสดใสให้ทุกคน ด้วยการแสดงสีหน้าอารมณ์ต่างๆ ส่งยิ้มและทักทายผู้ที่ผ่านไปมาให้ได้มาร่วมถ่ายรูปกัน 

โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ แลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางย่าน สุรวงศ์ เป็นโรงแรมที่เชื่อมต่อถนนสายธุรกิจหลายสายทั้งถนนสีลม สาทร และเจริญกรุง อีกทั้งยังเป็นย่านธุรกิจที่สำคัญแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ มีความหลากหลายทั้งผู้คนและมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรมของอาคารบ้านเรือนที่ผสมผสานระหว่างโครงสร้างไทยแบบดั้งเดิมด้านการออกแบบ เป็นย่านที่มีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจครบทุกด้านด้วยที่ตั้งในย่านใจกลางเมือง ใกล้ทั้งแหล่งธุรกิจ แหล่งช้อปปิ้งที่สำคัญ และย่านที่พักอาศัย เดินทางสะดวก สามารถเดินไปยังท่าเรือแม่น้ำเจ้าพระยาได้

ตัวโรงแรมถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากเสน่ห์ของสถาปัตยกรรมตะวันตกแนวโคโลเนียล โดยทีมสถาปนิกจากบริษัท Palmer & Turner ซึ่งนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการออกแบบอาคาร ผสมผสานรูปทรงตะวันตกให้เหมาะสมกับยุคสมัย ส่วนการตกแต่งภายใน บริษัท Interior Visions เป็นผู้ดูแลการออกแบบ โดยอินทีเรียดีไซเนอร์ได้  แรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวของย่านการค้าหลักของกรุงเทพฯ ทั้งย่านสุรวงศ์ บางรัก เจริญกรุง พาหุรัด และเยาวราช จึงหยิบมาถ่ายทอดในงานดีไซน์ต่างๆ ที่ประดับอยู่ในโรงแรม

โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ บริการห้องพักขนาดเริ่มต้น 44 – 106 ตารางเมตร พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สระว่ายน้ำบนชั้นดาดฟ้า สตรีมซาวน่า ฟิสเนต เกมส์รูม ห้องอาหาร Bangrak Grill Rooftop Restaurant สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของสไตล์อเมริกันสเต็กเฮ้าส์ พร้อมดื่มด่ำกับทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันงดงามของแม่น้ำเจ้าพระยา, ห้องอาหาร Hua นำเสนออาหารที่ผสมผสานอาหารจานโปรดแบบดั้งเดิมจากฮ่องกงเข้ากับกลิ่นอายไชน่าทาวน์แบบดั้งเดิม พร้อมด้วย Let’s Relax Spa ผ่อนคลายกับบริการนวดแผนไทย ที่จะช่วยคืนความสดชื่นมีชีวิตชีวาหลังการเดินทางหรือเดินช้อปปิ้งมาตลอดทั้งวันอีกด้วย

จากทำเลที่ตั้งที่อยู่ใจกลางย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ทำให้การเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้า BTS ซึ่งอยู่ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า BTS สุรศักดิ์ ประมาณ 550 เมตร และห่างจากท่าเรือตากสิน 550 เมตร นอกจากนี้ ยังสามารถสัมผัสชีวิตสองข้างทางด้วยการเดินไปชมตลาดน้อย ท่าเรือตากสิน และถนนเจริญกรุง โดยรถ Shuttle Services ของโรงแรม

ในงานเปิดตัว โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ได้รับเกียรติจาก สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ และ เมสินี แก้วราตรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด (LHMH) ร่วมต้อนรับเหล่าเซเลบริตี้ ดาราและคนดังจากหลากหลายวงการที่มาร่วมแสดงความยินดี เช็คอินกับแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในย่านสุรวงศ์กันอย่างคับคั่ง พร้อมสนุกสนานไปกับมินิคอนเสิร์ตสุดมันส์จาก “แสตมป์-อภิวัชร์ เอื้อถาวรสุข” ที่มาสร้างความประทับใจในงานฉลองเปิดตัว แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ อย่างยิ่งใหญ่


“FUTURE FOR ALL” มอบความเหนือระดับผ่านบูธที่ “ลดระดับ” ที่งาน Motor Expo 2023

มหกรรมยานยนต์ครั้งที่ 40 หรือ “Motor Expo 2023” หนึ่งในงานแสดงยนตรกรรมประจำปีสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นเป็นประจำในช่วงปลายปีเพื่อให้คนรักรถทุกคนได้มาสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษและจับจองเป็นเจ้าของรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ กลับมาอีกครั้งภายใต้คอนเซ็ปต์ “FUTURE FOR ALL” ย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่ให้ความสำคัญในเรื่องความหลากหลาย (Diversity) ความเท่าเทียม (Equity) และการเคารพถึงความแตกต่าง (Inclusion) พร้อมปรับเปลี่ยนดีไซน์บูธใหม่ที่ยังมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับเช่นเคย เปลี่ยนแปลงแค่การ “ลดระดับ” พื้นต่างระดับในทุกมุมของบูธ ยึดหลักการออกแบบอย่างเท่าเทียม หรือ Universal Design พร้อมเปิดรับให้ทุกคนเข้าถึงบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างสะดวกสบาย

เมอร์เซเดส-เบนซ์ หยิบยกอินไซด์ที่ได้จากการสัมภาษณ์กลุ่มคนหลากหลายที่ต่างก็เป็นผู้ขับขี่รถยนต์บนท้องถนน และเป็นกลุ่มผู้เข้าชมงาน Motor Expo ในปีก่อน ๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ ผู้สูงอายุ ผู้ใช้วีลแชร์ คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกเล็กและมีรถเข็นเด็ก โดยพบว่าหนึ่งในปัญหาที่พวกเขาต้องพบเจอคือ “พื้นต่างระดับ” ซึ่งเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถชมยนตรกรรมและสัมผัสเทคโนโลยีต่าง ๆ ภายใน บูธได้ทุกมุมเท่าที่ควร เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงตัดสินใจออกแบบบูธใหม่เพื่อสร้างความเท่าเทียมแก่ทุกคนด้วยหลักการออกแบบ Universal Design ที่มุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ให้ผู้เยี่ยมชมทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัด โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ทั้งบูธให้เป็นพื้นราบและมีทางเดินที่กว้างขวางมากพอ เพื่อความสะดวกสบายและปลอดภัยในการสัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษภายในบูธร่วมกัน

นอกจากการปรับเปลี่ยนบูธให้เป็นพื้นราบแล้ว ทุกคนยังสามารถเข้ามาร่วมสัมผัสยนตรกรรมแห่งโลกอนาคตจากเมอร์เซเดส-เบนซ์  ที่มาพร้อมไฮไลท์กว่า 4 รุ่น ซึ่งมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น “GLC 220 d 4MATIC Avantgarde” หนึ่งในเอสยูวีดีไซน์สปอร์ตขนาดกลางที่ได้รับความนิยมสูงสุด มาในรูปแบบเครื่องยนต์ดีเซลและห้องโดยสารที่กว้างขวางขึ้น “EQE 350 4MATIC SUV Electric Art” รถยนต์ที่ผสานความสปอร์ตและความยั่งยืนแห่งโลกอนาคตอย่างลงตัว เหมาะกับการขับขี่ทั้งในรูปแบบ On Road และ Off Road “C 220 d AMG Line” รถยนต์ซีดานดีไซน์โฉบเฉี่ยวที่ได้รับความนิยมตลอดกาล โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยขั้นสูงสุด และ “GLE 300 d 4MATIC AMG Dynamic” ตัวแทนด้านขุมพลังแห่งสมรรถนะและความสะดวกสบายอันเหนือระดับ รวมถึงรถยนต์อีกกว่า 15 รุ่น พร้อมรับข้อเสนอพิเศษมากมายได้ที่งาน Motor Expo 2023 ณ อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 เมืองทองธานี วันที่ 1-11 ธันวาคม 2566 นี้

สามารถรับข้อเสนอพิเศษเดียวกับ Motor Expo ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทั่วประเทศได้แล้ววันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2566 นี้ และสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นต่าง ๆ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ที่ www.mercedes-benz.co.th หรือที่ศูนย์บริการเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดตามข่าวสารอัพเดทผ่านทาง Facebook: Mercedes-Benz Thailand IG: @MercedesBenzThailand และ LINE: @mercedesbenzth


Garrett Popcorn Shops® เดินหน้าเสิร์ฟความอร่อยระดับโลกพิเศษรสชาติใหม่!

นับตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2557 Garrett Popcorn ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากคนไทย ด้วยรสชาติยอดนิยมอย่าง คาราเมลคริสพ์™ชีสคอร์น และชิคาโกมิกซ์™ ซึ่งเป็นการผสมผสานที่ลงตัวของคาราเมลคริสพ์และชีสคอร์น ด้วยสูตรพิเศษและกระป๋องที่เป็นเอกลักษณ์ ความนิยมของ Garrett Popcorn ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2566 ได้เปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัลเวสต์เกต, เมกาบางนา และสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ซึ่งการขยายสาขาทั้ง 3 สาขานี้เป็นการตอบรับความต้องการของแฟนๆ ทั้งในและรอบ กรุงเทพฯ

Garrett Popcorn ขยายโอกาสให้แฟนๆ ทั่วประเทศไทย ด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ พร้อมบริการสุดพิเศษ อย่างบริการคั่วป๊อปคอร์นและจัดส่งในวันเดียวกัน เพื่อให้แฟน ๆ ทั่วประเทศสามารถสั่งป๊อปคอร์นสุดพิเศษที่เป็นได้ทั้งของว่างและของขวัญ ส่งตรงถึงบ้านคุณ นอกจากนี้ ยังมอบบริการจัดส่งฟรีสำหรับการสั่งซื้อเพื่อเติมเต็มความสุขในช่วงเทศกาล

“เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ Garrett Popcorn ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากลูกค้าในประเทศไทย และตื่นเต้นที่จะเปิดตัวหน้าร้านใหม่ เพื่อให้ทุกคนได้เข้าถึงรสชาติของป๊อปคอร์นสุดโปรดได้ง่ายยิ่งขึ้น ร้านค้าของเราถือเป็นหัวใจสําคัญที่สะท้อนประสบการณ์ของ Garrett ได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเรามีแฟนๆ มากมายทั่วประเทศ เราจึงได้พัฒนาเว็ปไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีบริการจัดส่งฟรีทั่วประเทศ เพื่อเข้าถึงแฟน ๆ ได้มากยิ่งขึ้น หลังจากที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทยมากว่า 10 ปี เรายังคงเติบโตและนําความมหัศจรรย์ของ Garrett Popcorn Shops มาสู่แฟนๆ และชุมชนของเรา ซึ่งสร้างช่วงเวลาแห่งความสัมพันธ์และการเฉลิมฉลอง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่” คุณซินดี้ เจสกิ้น ประธานและผู้อำนวยการปฏิบัติการ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน รองประธานกรรมการบริหารของ Garrett Brands

กำลังมองหาของว่างสำหรับช่วงวันหยุดอยู่หรือเปล่า?

Garrett Popcorn นำเสนอมากกว่าเมนูยอดฮิต ซึ่งกำลังจะเปิดตัวเมนูฤดูกาลพิเศษอย่าง ดาร์กช็อกโกแลตโกโก้คาราเมลคริสพ์ ที่ร้าน Garrett Popcorn ทุกสาขาในประเทศไทย ตั้งแต่วันนี้ – 1 มกราคม 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด ดาร์กช็อกโกแลตโกโก้คาราเมลคริสพ์ เป็นส่วนผสมระหว่างคาราเมลคริสพ์แบบคลาสสิกและคาราเมลคริสพ์ที่เคลือบด้วยผงโกโก้และดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้น เพื่อการผสมผสานที่น่าตื่นเต้นและไม่เหมือนใคร


Glade Essences Elite เปิดประสบการณ์อยู่บ้านก็ได้กลิ่นเขาใหญ่, แม่ริม, ภูเก็ต!

Glade ประเทศไทย เปิดตัวคอลเลกชันเจลน้ำหอมที่ทุกคนกำลังจับตามอง ภายใต้ชื่อ Glade
Essences Elite ที่ออกแบบมาเพื่อกำหนดนิยามใหม่ให้กับกลุ่มผู้ใช้ผลิตภัณฑ์น้ำหอมในบ้านซึ่ง Glade Essences Elite ตัวใหม่ล่าสุดนี้ จะมอบประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร
ผ่านความหอมครั้งใหม่นี้

Glade Essences Elite จะให้ทุกคนได้สัมผัสกับกลิ่นอายความหอมทั้ง 3 กลิ่น
ซึ่งแต่ละกลิ่นผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถันเต็มไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยทั้ง 3
กลิ่น ได้แก่

  • Refreshing Khao-Yai Breeze: กลิ่นหอมสดชื่นที่ทำให้ตื่นตัว
    ราวกับอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่ร่มรื่นของเขาใหญ่
    มอบความรู้สึกเหมือนยกธรรมชาติแสนสงบมาไว้ที่บ้าน
  • Mae-Rim Roses & Peony: กลิ่นหอมสุดหรูหรา จากดอกกุหลาบ
    และดอกพีโอนีอันนุ่มนวล มอบบรรยากาศที่เลอค่าและสง่างาม
  • Phuket Sunshine Breeze: กลิ่นอายจากแสงอาทิตย์ที่สดใสในเมืองภูเก็ต
    มอบมวลพลังงานที่ดีและอบอุ่นให้กับบ้าน

ซึ่งทั้ง 3 กลิ่นนี้ล้วนถูกสร้างขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญในทุกๆ กระบวนการผลิตจนได้กลิ่นหอมที่ลงตัว ประกอบกับบรรจุภัณฑ์ที่ถูกออกแบบอย่างยอดเยี่ยมจนสามารถนำบรรยากาศนั้นๆ มาไว้ในมือคุณได้อย่างง่ายดาย

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้ ใหม่ ดาวิกา นักแสดงและนางแบบชาวไทย มานำเสนอผลิตภัณฑ์และยังเป็นตัวแทนในการแสดงถึงตัวตนของ Glade Essences Elite หรือในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์อีกด้วย ซึ่งความร่วมมือระหว่าง ใหม่ ดาวิกา และ Glade ครั้งนี้ได้สร้างแรงดึงดูดและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์โดยเป็นการสร้างแรงบันดาลใจผ่านกลิ่นต่าง ๆ และเชิญชวนให้ทุกคนมาลองว่าชอบกลิ่นไหนผ่าน ‘Own the Vibe’

‘Own the vibe’ สื่อถึงกลิ่นหอมที่สามารถหมายถึงการใช้กลิ่นผ่านประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่แตกต่างให้สามารถสร้างบรรยากาศในแบบที่ต้องการและสื่อตัวตนของแต่ละบุคคลได้ โดยงานเปิดตัว Glade Essences Elite ครั้งนี้จะเปลี่ยนความคิดเดิมๆ ที่มีต่อน้ำหอมที่ใช้ในบ้าน โดยทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครและได้สัมผัสและยอมรับถึงแก่นแท้ของแต่ละกลิ่นหอมที่ Glade สร้างขึ้น


‘ORA 07’ สปอร์ตคูเป้พลังไฟฟ้า 100% ของแรงค่าย GWM

จัดเต็มแบบจุกๆ กับ ORA 07 – More Than Stunning รถยนต์ไฟฟ้าสปอร์ตคูเป้จากค่าย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ORA 07 มีสองรุ่นย่อยได้แก่ รุ่น LONG RANGE และรุ่น PERFORMANCE ซึ่งทั้งสองรุ่นขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ความจุ 83.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง สำหรับรุ่น LONG RANGE มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 150 กิโลวัตต์ (204 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 340 นิวตัน-เมตร ชาร์จหนึ่งครั้งวิ่งได้สูงสุด 640 กิโลเมตร(NEDC Standard) และรุ่น PERFORMANCE มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 300 กิโลวัตต์ (408 แรงม้า) แรงบิดสูงสุด 680 นิวตัน-เมตร ชาร์จหนึ่งครั้งวิ่งได้ระยะทางสูงสุด 550 กิโลเมตร (NEDC Standard) พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ โดยรุ่น PERFORMANCE สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 ได้ในเวลาเพียง 4.3 วินาที

ORA 07 มาพร้อมโหมดการขับขี่มากถึง 6 โหมด ได้แก่ โหมดประหยัด โหมด WELL BEING โหมดปกติ โหมดสปอร์ต โหมดสปอร์ตพลัส และโหมดส่วนบุคคล ที่พร้อมตอบโจทย์การขับขี่ที่หลากหลายในการใช้งานในชีวิตประจำวันหรือการขับขี่ที่เร้าใจ ORA 07 มีเฉดสีรถภายนอกทั้งหมด 3 เฉดสี ได้แก่ สีขาว สีเทา และสีพิเศษ สีม่วง (เฉพาะรุ่น PERFORMANCE) และเฉดสีรถภายในทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีน้ำตาล (เฉพาะสีเทาและสีม่วงในรุ่น PERFORMANCE)

ORA 07 ออกแบบสไตล์ซูเปอร์สตรีมไลน์ ซึ่งลายเส้นโค้งพลิ้วไหวให้ความหรูหราและความสปอร์ตได้อย่างลงตัวโดย ORA 07 มีมิติตัวรถ 1,862 x 4,871 x 1,500 มิลลิเมตร (กว้าง x ยาว x สูง) ระยะฐานล้อ 2,870 มิลลิเมตร ระยะความสูงใต้ท้องรถ (Ground Clearance) 125 มิลลิเมตร น้ำหนักรถ 2,115 กิโลกรัม ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระแมคเฟอร์สัน และระบบกันสะเทือนหลังแบบมัลติลิงก์ที่ให้การขับขี่ที่ยึดเกาะถนนและนั่งสบายทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

ดีไซน์ด้านหน้าของตัวรถถูกออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ของรถซูเปอร์คาร์เพื่อเพิ่มแรงกด ด้วยกระจังหน้าที่ถูกออกแบบตามประกายแสงบนผิวน้ำยามแสงแดดสะท้อนลงมา รับฝากระโปรงหน้าทรงหยดน้ำที่เว้าลงและนูนขึ้นทั้งสองด้าน ไฟหน้า Intelligent LED ทรงกลมแบบเรโทรที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะอย่างระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ระบบปรับไฟสูง-ต่ำอัตโนมัติ และฟังก์ชันหน่วงเวลาไฟส่องทางหลังดับเครื่อง (Follow Me Home) พร้อม Daytime Running Light และไฟตัดหมอกด้านหน้าแบบ LED

หน้าต่างไร้กรอบที่เป็นกระจกแบบ 2 ชั้น เพื่อช่วยในเรื่องของการดูดซับเสียง โดยจะเลื่อนลงเมื่อเปิดประตู และเลื่อนปิดโดยอัตโนมัติเมื่อปิดประตู ส่วนด้านหลังของรถถูกออกแบบด้วยดีไซน์ Fast-Back ไฟท้ายรูปทรงวงรีแบบ LED และหลังคาแก้วแบบพาโนรามิคขนาดใหญ่ (Panoramic Glass Roof) ตั้งแต่ด้านหน้าจรดท้ายที่มีคุณสมบัติช่วยเก็บเสียง กรองแสง และลดความร้อน รวมถึงช่วยให้ภายในห้องโดยสารดูโปร่งมากขึ้น

ในรุ่น PERFORMANCE จะมีความพิเศษมากขึ้นด้วยฝาท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าระบบแฮนด์ฟรี และสปอยเลอร์ไฟฟ้าพร้อมฟังก์ชัน เปิด-ปิดอัตโนมัติที่สามารถตั้งให้เปิดเมื่อปลดล็อกรถ หรือเมื่อความเร็วถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง นอกเหนือจากนี้ ORA 07 ยังยกระดับภาพลักษณ์การขับขี่ให้หรูหราและมั่นใจด้วยล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว พร้อมยางขนาด 235/50 R18 ในรุ่น LONG RANGE และล้ออัลลอยขนาด 19 นิ้วที่มีลักษณะคล้ายอุ้งแมว พร้อมยางขนาด 235/45 R19 ในรุ่น PERFORMANCE

ORA 07 ตกแต่งภายในเป็นแบบเรโทรที่แฝงความลักซ์ชัวรี ผสมผสานระหว่างเส้นโค้งและเหลี่ยมมุมได้อย่างลงตัว ด้วยห้องโดยสารแบบซุปเปอร์คาร์ พร้อมกับคอนโซลกลางรูปตัว T ลำโพง Infinity® คุณภาพสูง 11 ตัว (สำหรับรุ่น PERFORMANCE) ที่ทำงานร่วมกับระบบแอมพลิฟายเออร์อิสระและระบบปรับระดับเสียงอัตโนมัติตามความเร็วรถ ฟังก์ชันไฟตกแต่งห้องโดยสารแบบหลากสีและเป็นจังหวะ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อม PM2.5 filter และระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย

สะดวกสบายด้วยที่จับประตูเปิดอัตโนมัติแบบไฟฟ้า เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับแบบไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง และระบบดันหลังปรับไฟฟ้า ซึ่งเบาะนั่งผู้โดยสารแถวที่ 2 มีที่พักแขนตอนกลาง และช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลัง พร้อมช่องเสียบ USB A และ USB C โดยสำหรับรุ่น PERFORMANCE จะมีระบบ Memory Seat ระบบ Welcome Seat ระบบเบาะนวดไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ เพิ่มเข้ามาเป็นพิเศษเพื่อมอบความสะดวกสบายอีกขั้นให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า เบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับเบาะแยกได้แบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่และความสะดวกในการใช้สอยตามอเนกประสงค์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

หน้าจอกลางอัจฉริยะแบบสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว รองรับความบันเทิงได้ทั้ง Apple CarPlay, Android Auto, MP5, Bluetooth, ระบบนำทาง, และแสดงข้อมูลการขับขี่ โดยหน้าจอกลางอัจฉริยะนี้สามารถเชื่อมต่อกับหน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่แบบดิจิทัลขนาด 10.25 นิ้ว และหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกด้านหน้า (สำหรับรุ่น PERFORMANCE) พวงมาลัยปรับแบบไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมสวิตช์ควบคุมเครื่องเสียงและสวิตช์ควบคุมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ เกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้าแบบก้านด้านหลังพวงมาลัย และระบบ Intelligent Quick Start System ที่ช่วยให้รถพร้อมออกเดินทางได้ทันทีเมื่อนั่งบนเบาะคนขับและเหยียบเบรก

ORA 07 ยังอัดแน่นไปด้วยระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่และระบบความปลอดภัย เพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกขณะของการเดินทาง ประกอบด้วย

  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA)
  • กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา
  • ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI)
  • ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTA&RCTB)
  • เซนเซอร์กะระยะ 4 จุดด้านหน้า และ 4 จุดด้านหลัง สำหรับรุ่น LONG RANGE และ 6 จุดด้านหน้า และ 6 จุดด้านหลัง สำหรับรุ่น PERFORMANCE
  • คันเร่งอัจฉริยะ (Intelligent One Pedal) สามารถเร่งหรือชะลอความเร็วได้เพียงคันเร่งเดียว
  • ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW)
  • ระบบช่วยรักษาระยะให้อยู่กลางเลน (LCK)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK)
  • ระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM)
  • ระบบช่วยออกตัวบนทางชัน (HSA)
  • ระบบช่วยเตือนการเปิดประตู (DOW)
  • ระบบตรวจความดันลมยาง (TPMS)
  • ระบบจ่ายกระแสไฟ (V2L) เทคโนโลยีที่ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ากลายเป็นแหล่งไฟฟ้าที่สามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ได้ในยามจำเป็น
  • ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ 3 รูปแบบ (IIP) และระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) เฉพาะรุ่น PERFORMANCE เท่านั้น

สำหรับสาวกแบรนด์ ORA เตรียมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่แบบฉบับยนตรกรรมไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของ ORA 07 ได้ในตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2023 ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.gwm.co.th


XLARGE เปิดตัวคอลเลกชันสุดเท่ผลงานคอลแลปร่วม ALEX FACE

XLARGE (เอ็กซ์ลาร์จ) แบรนด์สตรีทแฟชั่นชื่อดังระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เตรียมปล่อยคอลเลกชันใหม่ โดยเป็นการร่วมงานกับ ALEX FACE สตรีทอาร์ตติสชื่อดังจากผลงานคาแรคเตอร์เด็ก 3 ตาหน้าบึ้ง ที่มาพร้อมกับชุดมาสคอตหูกระต่าย ที่ใคร ๆ ก็เคยเห็นและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลก ซึ่งคอลเลกชันสุดพิเศษนี้ ประกอบไปด้วย เสื้อผ้า กระเป๋า รวมไปถึงมินิฟิกเกอร์รุ่นลิมิติด อิดิชัน ที่แฟนๆ และนักสะสมต้องห้ามพลาด พร้อมวางจำหน่ายครั้งแรกในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 นี้ ที่ร้าน XLARGE สาขา Siam Center ชั้น M

คอลเลกชันคอลแลปพิเศษในครั้งนี้ มีหลากหลายไอเทม มาเอาใจแฟน ๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อยืด และ เสื้อฮู้ด XLARGE ในโทนสีสุดเท่และคลาสสิค อย่างขาวและดำ มาพร้อมคาแรคเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของ ALEX FACE ที่ออกแบบมาเพื่อคอลเลกชันนี้โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีกระเป๋าผ้าทรง Tote Bag และมินิฟิกเกอร์ หลากหลายดีไซน์ให้เลือกสะสมอีกด้วย

ALEX FACE (อเล็ก เฟส) พัชรพล แตงรื่น สตรีทอาร์ตติสผู้โด่งดังและทรงอิทธิพลในประเทศไทย จบการศึกษาในภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะสถาปัตยกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง โด่งดังจากคาแรคเตอร์เด็ก 3 ตาหน้าบึ้งได้รับแรงบันดาลใจจากลูกของเขาที่เกิดในปี 2009 ด้วยความที่ในตอนนั้นสังคมวุ่นวายจนเขาก็เกิดความกังวลเรื่องลูกว่าจะเติบโตขึ้นมาเป็นอย่างไร และสิ่งนี้ดึงดูดความสนใจไปที่งานของเขาด้วยการสร้างตัวละครตามคาเเรกเตอร์ของเธอ งานของเขาจึงเป็นการสะท้อนสิ่งที่เขาคิด ความกังวล สะท้อนถึงจิตใจที่อ่อนแอ แม้ว่าเธออาจจะดูน่ารักตั้งแต่แรกเห็น แต่เธอก็มักจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตของโลกอยู่เสมอ

และอีกหนึ่งความพิเศษในวันเปิดตัวคือ เมื่อซื้อสินค้าในคอลเลกชัน XLARGE คอลแลป ALEX FACE ครบ 4,500 บาท รับสิทธิ์ร่วม Raffle เพื่อซื้อ XLARGE×ALEX FACE [ MINI FIGURE X-DROP ]⁠ มูลค่า 5,590 บาท โดยสงวนสิทธิ์ในการ Raffle 1 ใบเสร็จต่อ 1 ฟิกเกอร์ และเลือกได้ 1 ลาย ซึ่งจะประกาศผลในวันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป


Privacy Preference Center