ราชบุรีสุดอบอุ่นกับการรวมตัวของเหล่า MINIsters ในงาน ‘MINI THAILAND UNITED 2023’
มินิ ประเทศไทย ชวนมาสนุกในบรรยากาศหนาวๆ ที่ราชบุรีในงาน ‘MINI THAILAND UNITED 2023’ ในธีม ‘IT ALL STARTS WITH BIG LOVE’ กิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกปีและถือเป็นการรวมตัวของเหล่า MINIsters ที่ใหญ่ที่สุดมาร่วมกันสังสรรค์และเอ็นจอยกับหลากหลายกิจกรรมสุดพิเศษ ภายใต้บรรยากาศที่อบอวลไปด้วยพลังแห่งความรักที่ยิ่งใหญ่หลากหลายรูปแบบของเหล่าสาวกมินิ
พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับการรวมตัวของ มินิ หลากหลายรุ่นที่ยกทัพมาให้แฟน ๆ ได้สัมผัสภายในงานโดยเฉพาะ พร้อมเพลิดเพลินไปกับอาหาร เครื่องดื่ม และมินิคอนเสิร์ตที่จัดเต็ม สร้างความประทับใจให้สาวกมินิตลอดค่ำคืน ท่ามกลางขุนเขาและธรรมชาติอันงดงาม ณ เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี
มินิสเตอร์ที่เข้าร่วมงานยังได้เติมสีสันความสนุกแบบ มินิ กับเวิร์คช็อปสุดพิเศษน่ารักมากมาย ไม่ว่าจะเป็น My ‘MINI’ Tag ให้ลองทำป้ายหนังห้อยกระเป๋าสุดคราฟท์, My ‘MINI’ Colour กิจกรรมเพ้นต์สีพวงกุญแจรูปรถมินิสุดน่ารัก, โซนระบายสีสำหรับเด็ก
กิจกรรมเพ้นต์หน้าแฟนซี, MINI Tee-I-Y ให้ออกแบบลายเสื้อยืดของตัวเองแบบไม่เหมือนใคร, ‘MINI’ Tea Spiration ให้เลือกดื่มชาสูตรต่าง ๆ หรือนำกลับไปชงง่าย ๆ ได้ที่บ้าน
นอกจากนี้ ยังตื่นเต้นกับเกมท้าทายความสามารถต่างๆ อย่างยิงธนู, ปาลูกโป่ง, ปากระป๋อง, ยิงปืน และโยนห่วง ร่วมชิงของที่ระลึกน่าสะสม
ที่พลาดไม่ได้กับการช้อปเพลินๆ กับสินค้าสุดชิคที่ BIG LOVE MARKET ตลาดเปิดท้ายของเหล่า MINIsters มาส่งต่อสินค้าสุดเลิฟและไอเท็มเก๋ ๆ เฉพาะในงานนี้
ปิดท้ายด้วย ‘มินิ คอนเสิร์ตสุดมัน’ จากหลากหลายศิลปินดังที่มาเติมความสนุกสนานให้เพิ่มขึ้นอีกระดับ ไม่ว่าจะเป็น ลุลา, บี พีระพัฒน์, Jetset’er, Tilly Bird และ Three Man Down อีกด้วย
อยากจะบอกว่าไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนมินิหรือชอบบรรยากาศสนุกๆ อาหารอร่อย ดนตรีดีๆ ก็มากันได้กับงานประจำปีที่ทาง มินิ ประเทศไทย เค้ารังสรรค์ขึ้นมาถ้ารู้ข่าวรีบซื้อตั๋วเพราะงานดีๆ แบบนี้มีปีละครั้งเท่านั้น
#MINITHUnited #ITALLSTARTSWITHBIGLOVE #BIGLOVE #MINITH #MINI
BALMUDA เครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์ดังแดนปลาดิบบินสู่ไทยแล้ว!
นอกจากเปิดตัวแบรนด์ BALMUDA ครั้งแรกในไทยในงานยังชวนทุกคนสัมผัสการใช้ชีวิตสไตล์ BALMUDA ภายใต้ธีม “My first love” ที่ทุกคนจะได้สัมผัสความโดดเด่นของ BALMUDA The Toaster และ BALMUDA The Pot พร้อมชิม Afternoon Tea ที่รังสรรค์โดย 2 เชฟชื่อดัง ได้แก่ เชฟไก่-ธนัญญา กุลตั้งพานิช Iron Chef ประเทศไทย มาพร้อมเมนู Portuguese egg tart ปิ้งด้วยโหมดขนมปังบาแก็ตในอุณหภูมิความร้อนที่เหมาะสม ทำให้ egg tart ได้ความกรอบนุ่มอร่อยกำลังดี
ส่วน เชฟบิ๊ก- อรรถสิทธิ์ พัฒนเสถียรกุล Top Chef นำเสนอเมนู Brie Caramalize Onion Mushroom Bruschetta ปิ้งในโหมดขนมปังชีสโทสต์ ทำให้ขนมปังมีสีสันเหลืองทองน่ารับประทาน โดยเชฟได้ใช้ BALMUDA The Toaster ในการทำอาหารทั้ง 2 เมนู รับประทานคู่กับชา หรือกาแฟร้อนๆ รสชาติกลมกล่อมจาก BALMUDA The Pot เนรมิตบรรยากาศให้เป็น Afternoon Tea ที่แสนเฟอร์เฟคที่สุด
BALMUDA (บัลมูดา) ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2246 โดย เกน เทราโอะ (Gen Terao) โดยเน้นคอนเซปต์ “Better Moments…Better Life” ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ดีกว่า เติมเต็มความสุข รอยยิ้มให้กับทุกคนและครอบครัวในทุกวัน สำหรับกุญแจแห่งความสำเร็จของ BALMUDA คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ได้อย่างประณีตสวยงาม แถมยังคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยที่ครบครัน ด้วยฟังก์ชั่นการใช้งานที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด เน้นความมินิมอล แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ นำเสนอด้วยโทนสีเรียบง่าย คลาสสิค สื่อถึงความเป็น Timeless design ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ของทุกคน ด้วยความเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของแบรนด์จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ BALMUDA สามารถครองใจคนญี่ปุ่น และโด่งดังไปทั่วโลก มีวางจำหน่ายหลายภูมิภาค ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมัน ออสเตรีย สวิสเซอร์แลนด์ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา ประเทศไทย สิงคโปร์ และมาเลเซีย
ทำไม BALMUDA The Toaster ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นเครื่องปิ้งขนมปังที่อร่อยที่สุด เพราะ BALMUDA The Toaster พัฒนาขึ้นจากความตั้งใจของ BALMUDA ที่ต้องการนำเสนอเครื่องปิ้งที่เน้นคุณภาพ และสามารถปิ้งขนมปังได้หลากหลายชนิด ดังนั้นขนมปังทุกชนิดที่ปิ้งด้วย BALMUDA The Toaster จะต้องมีกลิ่นหอมอบอวล รูปทรงขนมปังสีเหลืองทอง ด้านนอกกรอบแต่ด้านในนุ่มฟูกำลังดี ให้รสสัมผัสละมุมลิ้นอร่อยตั้งแต่คำแรก เชื่อมโยงทุกโสตสัมผัสได้อย่างกลมกล่อมลงตัว รสชาติอร่อยสมบูรณ์แบบ เพิ่มโมเม้นท์ในการรับประทานอาหารกับครอบครัวและเพื่อนฝูงให้มีความสุขยิ่งขึ้น
BALMUDA The Toaster ที่จำหน่ายในไทยจะมีฟังค์ชั่นการทำความร้อนของ BALMUDA The Toaster ให้มีอุณหภูมิที่เหมาะกับขนมปังที่มีจำหน่ายในไทยโดยเฉพาะที่สามารถปิ้งขนมปังได้ทั้ง ขนมปังหัวกะโหลก ชีสโทสต์ บาแก็ต ครัวซองต์ เบเกิล อิงลิชมัฟฟิน พิซซ่าโทสต์ เค้กข้าว กราแต็ง ส่วน BALMUDA The Pot กาต้มน้ำที่นอกจากจะโดดเด่นด้วยดีไซน์ที่สวยงาม ขนาดกะทัดรัด มีน้ำหนักเบาแล้ว ยังผสานเทคโนโลยีไอน้ำ ที่สามารถควบคุมอุณหภูมิความร้อนได้อย่างแม่นยำ มีฟังค์ชันที่ง่ายต่อการใช้งาน พวยกาทรงโค้งเรียวสวยช่วยเทน้ำไหลรินลงภาชนะได้โดยไม่หกเลอะเทอะ เพิ่มสนุทรีย์ในการดริปกาแฟ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของทุกคน
ร่วมสัมผัสประสบการณ์การใช้ชีวิตสไตล์ BALMUDA กับ 2 ไอเทมสุดฮิต BALMUDA The Toaster ที่สุดแห่งเครื่องปิ้งขนมปัง ราคา 11,990 บาท และ BALMUDA The Pot กาต้มน้ำดีไซน์เก๋ ราคา 5,990 บาท ได้แล้ววันนี้ ที่ เพาเวอร์บาย, เซ็นทรัล ช่องทางออนไลน์ BALMUDA.co.th
“BACK IN ALL-BLACK” ปาร์ตี้ฉลองอัปเกรดตัวตึง 650
จบไปอย่างสวยงามกับงานเปิดตัวคู่แฝดตระกูล 650 จาก ‘โรยัล เอ็นฟีลด์’ แบรนด์มอเตอร์ไซด์คลาสสิกจากเมืองผู้ดี โดยมีรุ่น Interceptor 650 และ Continental GT 650 ที่เพิ่มโทนสีดำสุดเท่ พร้อมล้อแม็ก และ ไฟ LED ยืนหนึ่งด้วยเครื่องยนต์ 2 สูบอันเลื่องชื่อ โดยในงานได้รับเกียรติจาก Anuj Dua หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ โรยัล เอ็นฟีลด์ ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค กล่าวต้อนรับสื่อมวลชน และกลุ่มคนรัก Royal Enfield กว่าร้อยชีวิต ณ ร้าน Quaint สุขุมวิท 61 เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566
Interceptor 650 มา 4 สีใหม่ ประกอบด้วยสองรุ่นสไตล์สีดำแบล็คเอาท์อย่าง – Black Ray และ Barcelona Blue – และสีคู่คัสตอมใหม่ – Black Pearl และ Cali Green ในซีรีส์สีทึบแบล็คเอาท์ กลุ่มสีใหม่นี้ประกอบกับกลุ่มสียอดนิยมที่มีอยู่แล้วอย่าง Mark 2, Sunset Strip และ Canyon Red
ครั้งนี้ Royal Enfield ได้เปิดตัวรุ่น Continental GT 650 เวอร์ชั่นสีดำล้วนร่วมด้วย ได้แก่ Slipstream Blue และ Apex Grey โดยจะมีให้เลือกคู่ไปกับสีสุดฮอตอย่าง Mr Clean, Dux Dulux, British Racing Green และ Rocker Red โดยสีใหม่ทั้งหมดจะมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านการใช้งาน ตามหลัก ‘การยศาสตร์’ ที่ดี เช่น เบาะนั่งที่สบายยิ่งขึ้น สวิตช์เกียร์ใหม่ พอร์ตชาร์จ USB และไฟหน้า LED ใหม่ทั้งหมด
พบกับ 4 สีใหม่สุดเก๋าของ Interceptor 650 และอีก 2 เฉดสีใหม่เท่ๆ จากรุ่น Continental GT 650 ที่มากับราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 243,900 บาท และ 252,900 บาท ตามลำดับ สามารถสั่งจอง และทดลองขับขี่ได้ที่โชว์รูม Royal Enfield ทั่วประเทศเดือนพฤศจิกายนนี้!!
#ContinentalGT650 #Interceptor650 #TonOfFun #EasyGotBack #RoyalEnfieldTwins #RoyalEnfieldThailand #RidePure #PureMotorcycling
‘ATIA’ พรีเมี่ยมสกินแคร์ส่งตรงจากยุโรป!
เอทิต้า บิวตี้ แคร์ จำกัด นำโดย ส้ม–อาทิตยา จีวะสุวรรณ กรรมการผู้จัดการบริษัท เอทิต้า บิวตี้ แคร์ จำกัด ได้เปิดตัว ATIA (อะเทีย) แบรนด์สกินแคร์ใหม่ล่าสุด สูตรพิเศษจากสถาบันชั้นนำของอังกฤษที่รวบรวมส่วนผสมที่ดีที่สุดจากยุโรป ซึ่งคิดค้นมาสำหรับทุกคน ที่ผิวบอบบาง แพ้ง่าย และแก้ปัญหาผิวได้อย่างตอบโจทย์ทุกจุด ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘Beautiful Smart and Confident’ ณ The Gardens of Dinsor Palace ถนนเอกมัย งานนี้ยังได้นักแสดงสาวมากความสามารถ อย่าง ทับทิม–อัญรินทร์ ธีราธนันพัฒน์ รับหน้าที่พิธีกร พร้อมด้วยแขกรับเชิญพิเศษที่มาร่วมงานนี้อาทิ เคน วงซิล ZEAL และ เอมมิสแกรนด์ สมุทรปราการ2016 พร้อมด้วย พญ. ลักษณารีย์ จิรสุขประเสริฐ กุมารแพทย์ผิวหนังมาร่วมพูดคุยและเป็นเกียรติในงานครั้งนี้
ส้ม– อาทิตยา จีวะสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอทิต้า บิวตี้ แคร์ จำกัด เปิดเผยถึงการจัดงานเปิดตัวในครั้งนี้ว่า “การเปิดตัวของ ATIA ในประเทศไทยครั้งนี้ ได้มีความพร้อมกับตลาดของประเทศไทย เนื่องจากได้ศึกษาและเรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคของไทยมาสักพักจนเริ่มหาช่องทางใหม่ๆเพื่อเข้าถึงลูกค้าชาวไทยในวงกว้างมากขึ้น ส่วนของผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ของ ATIA เรามีความมั่นใจมากอยู่แล้วเนื่องจากกว่าจะออกผลิตภัณฑ์ทุกตัวและเราได้ลงมือศึกษาและคัดเลือกส่วนผสมด้วยตัวเองทั้งสิ้นและยังเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศมานานแล้วจึงคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ลูกค้าชาวไทยจะได้ใช้สกินแคร์ระดับพรีเมี่ยมในราคาที่เข้าถึงได้สักที
Beautiful Smart and Confident
“บริษัท เอทิต้า บิวตี้ แคร์ จำกัด เราพร้อมอย่างมากกับการเปิดตัวสกินแคร์ที่มีส่วนผสมสุดพรีเมี่ยมนำเข้าจากยุโรป มีสินค้าประกอบด้วย ATIA Foaming Face Cleanser 2 ATIA BRIGHTENING revival Day Cream 3 ATIA ANTI AGING Essence Night Cream โดยผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ของ ATIAมีการจัดจำหน่ายที่ประเทศอังกฤษและยุโรป ซึ่งเป็นที่นิยมมามากว่า 4ปี
โดยมีโปรดักที่มีคุณภาพไม่ว่าจะเป็น ATIA Foaming Face Cleanserผลิตภัณฑ์ล้างหน้าครีมนุ่มละมุน สูตรอ่อนโยนต่อผิว, ATIA Brightening Revival Day Creamซึ่งเป็น Day Cream ที่มีส่วนผสมของSPF 20 PA+++ ให้ผิวหน้า พร้อมเผชิญกับแสงแดดระหว่างวันได้อย่างเต็มที่ และATIA ANTI AGING essence Night Cream พื่อแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุด ลดปัญหาผิว รอยดำ สีผิวไม่สม่ำเสมอ รูขุมขนกว้างมาพร้อมกับสารสกัดที่สำคัญหลากหลายชนิดเพื่อการบำรุงอย่างล้ำลึกในยามค่ำคืน
สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ ATIA ได้ที่ช่องทาง Line : @atiathailand Instagram , atia-international.com , Lazada , Shopee และ Youtube
‘เชค แช็ค’ ชวน P7 โชว์สตรีทอาร์ตสุดคลูบน BTS พร้อมพงษ์!
Shake Shack X P7 อินสตอลเลชั่น ณ สถานีบีทีเอส พร้อมพงษ์
ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ เชค แช็ค ได้ชักชวน P7 ศิลปินและดีไซเนอร์ที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับผลงานแนวสตรีทอาร์ตให้มาร่วมสร้างสรรค์อินสตอลเลชันอาร์ต ณ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสพร้อมพงษ์ ซึ่งอีกไม่นาน ทางเดินลอยฟ้าเส้นนี้กำลังจะเชื่อมห้างสรรพสินค้าในย่าน เอ็มดิสทริค (EM DISTRICT) ทั้ง 3 แห่งเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ (THE EMSPHERE) ที่กำลังจะเผยโฉมในเร็วๆ นี้อีกด้วย
งานนี้ P7 ยังได้นำเสนอฝีไม้ลายมือกับเส้นสายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสนุกสนานและขี้เล่น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวในแบบฉบับของเขา เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศของสถานีรถไฟใต้ดินในเมืองนิวยอร์กขึ้นมาใหม่ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นการย้อนรำลึกถึงที่มาของ เชค แช็ค ในธีม “From New York to THE EMSPHERE” ผลงานการออกแบบภาพวาดที่แสดงออกถึงตัวตนของศิลปินผ่านคาแรคเตอร์ตัวการ์ตูนในแบบที่เหนือจินตนาการหลากหลายรูปแบบของ P7 นั้น เป็นตัวแทนของความหลากหลายของผู้คนในย่านสุขุมวิท และสีต่างๆ ที่เขาเลือกใช้ ล้วนสื่อถึงความคึกคักและบ่งบอกถึงพลังงานอันไม่เคยหยุดนิ่งของย่านนี้
ใครที่ช่างสังเกตุก็อาจจะแอบเห็นรายละเอียดเล็กๆ บางอย่างที่บอกใบ้เป็นนัยถึงเมนูพิเศษที่กำลังจะเปิดตัวที่ ดิ เอ็มสเฟียร์ แช็ค และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการสร้างสรรค์ผลงานอันน่าจดจำสำหรับการทำงานร่วมกันในครั้งนี้ เชค แช็ค จึงเชิญชวนแฟนคลับมาร่วมสนุกกับเกมชิงของรางวัลสุดชิคที่จัดทำขึ้นแบบเอ็กซ์คลูซีฟในธีมของ เชค แช็ค ทั้งนี้แช็คแฟนสามารถติดตามข่าวสารการเข้าร่วมกิจกรรมได้ง่ายๆ โดยการกดติดตามบัญชีอย่างเป็นทางการของ เชค แช็ค ทั้งทางเฟซบุ๊คและ อินสตาแกรม @shakeshackthailand เพื่อที่จะได้ไม่พลาดกิจกรรมสนุกๆ
อีกระดับของเบอร์เกอร์อเมริกันสไตล์คลาสสิค
เชค แช็ค จะยังคงความอร่อยสไตล์อเมริกันในแบบดั้งเดิมพร้อมการสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่จะให้บริการในร้านสาขาที่สองนี้ ทุกๆ เมนูที่เสิร์ฟในร้านจะต้องใช้วัตถุดิบชั้นเลิศที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี จากแหล่งผลิต และผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน และทุกเมนูจะต้องทำสดใหม่ สำหรับเมนูซิกเนเจอร์นั้นมีทั้ง ShackBurger®, Chicken Shack, Shroom Burger, Crinkle-Cut Fries, Shakes, ShackMeister® Ale, Shack Red®, Shack White® และ Shack Attack รวมถึงยังมีเมนูพิเศษสำหรับประเทศไทยเท่านั้นอีกด้วย
สำหรับสาขาที่สองของ เชค แช็ค เรายังคงจับมือร่วมกันกับพันธมิตรทางธุรกิจ อย่างแม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด เพื่อสานต่อพันธสัญญาของ เชค แช็ค ที่ยึดมั่นในเรื่องของการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ดี “Stand For Something Good®” ผ่านการคัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุด รวมถึงการแสดงเจตนารมณ์ที่จะเป็นพื้นที่ที่สร้างสรรค์บรรยากาศอันมีชีวิตชีวาและเป็นมิตรสำหรับการรวมตัวของผู้คนบนถนนสุขุมวิทอันเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวานี้
สถานที่ตั้ง: เชค แช็ค ห้างสรรพสินค้า ดิ เอ็มสเฟียร์ (THE EMSPHERE) ชั้น M และ GM 628 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110
###
เกี่ยวกับเชค แช็ค
เชค แช็ค เสิร์ฟเมนูที่ยกระดับรูปแบบอาหารอเมริกันแบบคลาสสิกอันหลากหลายด้วยการใช้วัตถุดิบ ระดับพรีเมี่ยมทุกอย่าง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีกับความอร่อยในแบบ made-to-order ของเบอร์เกอร์เนื้อแองกัส,ไก่ทอดกรอบ, มิลค์เชคที่ปั่นด้วยมือ, น้ำเลมอนเนดที่ทำสดๆ ที่ร้าน, เบียร์, ไวน์ และอื่นๆ อีกมากมาย ด้วยคุณภาพของอาหารมาตรฐานสูง ในราคาที่คุ้มค่า รวมไปถึงการบริการที่อบอุ่นเป็นกันเอง และคำมั่นสัญญาที่จะยกระดับความใส่ใจให้กับทุกๆ ประสบการณ์ ของลูกค้าทุกคนที่มาที่ร้าน ทำให้เชค แช็ค มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางด้วยความรวดเร็ว สิ่งที่เชค แช็ค นำเสนอก็คือความมุ่งมั่นในการยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ดี (Stand for Something Good®) เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้แต่วัตถุดิบระดับ พรีเมี่ยมเท่านั้น ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพของพนักงานและความใส่ใจในเรื่องของการออกแบบที่เป็นแรงบันดาลใจ ให้กับผู้คนได้ รวมไปถึงการลงทุนในการสนับสนุนช่วยเหลือชุมชนอย่างเต็มกำลัง นับตั้งแต่เปิดแช็คสาขาแรกในปี 2547 ที่สวนสาธารณะเมดิสันสแควร์พาร์ค บริษัทได้ขยายกิจการออกไปอีกมากกว่า 300 แห่งใน 32 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงเมืองหลวงอย่างดีซี ทั้งหมดรวมแล้วกว่า 500 แห่งทั่วโลกทั้งลอนดอน,ฮ่องกง,เซี่ยงไฮ้,สิงคโปร์, เม็กซิโก, อิสตันบูล, ดูไบ, โตเกียว, โซล และสาขาอื่นๆ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
Instagram: @shakeshackthailand | facebook.com/shakeshackthailand
เกี่ยวกับแม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด
ก่อตั้งในปี 2499 แม็กซิมส์ เคเทอร์เรอร์ จำกัด (บริษัทหุ้นส่วนจำกัดในฮ่องกง) คือหนึ่งในบริษัทชั้นนำเกี่ยวกับอาหาร และเครื่องดื่มในภาคพื้นเอเชีย ซึ่งประกอบไปด้วยร้านอาหารจีน, ร้านอาหารตะวันออก และร้านอาหารตะวันตก, ร้านบริการอาหารแบบด่วน, ร้านเบเกอร์รี่, ร้านกาแฟ, ร้านอาหารที่เป็นเครือของญี่ปุ่น และสถาบันการจัดเลี้ยง ในขณะเดียวกันก็ให้บริการในเรื่องของสินค้าสำหรับเทศกาลต่างๆ ที่มีความหลากหลาย รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่ได้รับ รางวัลการันตีอย่างขนมไหว้พระจันทร์ HONG KONG MX นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิบัตรของแบรนด์ในเครืออีกหลากหลาย ทั้งสตาร์บัคส์ คอฟฟี่, เกนกิ ซูชิ, อิปปุโดะ ราเมง, เดอะ ชีสเค้ก แฟคทอรี่ และเชค แช็ค ที่มีสาขาอยู่ทั่วทุกมุมเมือง รวมกันแล้วมากกว่า 1,800 แห่ง ทั่วภูมิภาคในฮ่องกงและมาเก๊า, เมืองจีน, เวียดนาม, กัมพูชา, ไทย, สิงคโปร์ และมาเลเซีย
เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสวนาวิเคราะห์อนาคต EV ไทย “EV & Beyond by GWM” ครั้งที่ 2!
เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดเสวนา “EV & Beyond by GWM” ปีที่ 2 ในหัวข้อ “Be Ready For The Future Of EV จับตาอนาคต EV ไทย…มีหวังแค่ไหน” ร่วมกับ THE STANDARD WEALTH ซึ่งการเสวนาครั้งนี้จัดขึ้น ณ GWM Experience Center ไอคอนสยามโดยมีณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย), กฤษฎา อุตตโมทย์ นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT), วฤต รัตนชื่น ผู้ช่วยผู้ว่าการวิจัย นวัตกรรม และพัฒนาธุรกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) และดวงดาว ขาวเจริญ ผู้อำนวยการกองนโยบายอุตสาหกรรมรายสาขา (สศอ.) มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจ โดยมี ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน พิธีกรชื่อดังเป็นผู้ดำเนินรายการ โดยภายในงานมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจมากมาย ในหัวข้อดังต่อไปนี้

จากข้อมูลการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในตลาดโลกเมื่อเปรียบเทียบกับรถยนต์สันดาปภายในช่วงระหว่างปี 2560 และ 2565 ในกลุ่มรถยนต์นั่งส่วนบุคคล จะเห็นได้ว่า ในปี 2560 มีรถยนต์ไฟฟ้า 1.2 ล้านคัน และ รถยนต์สันดาปภายใน 85.09 ล้านคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนในจำนวนรถยนต์นั่งส่วนบุคคล 70 คันจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน แต่ในปี 2565 พบว่า มีการขายรถยนต์สันดาปภายในลดลงเหลือเพียง 63.2 ล้านคัน ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้ามียอดขายสูงถึง 10.6 ล้านคัน ซึ่งถือเป็นปีแรกที่มียอดขายเกินกว่า 10 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วน 1:7 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตที่ก้าวกระโดดในระยะเวลาเพียง 5 ปี โดยประเทศที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ ประเทศจีนที่มีสัดส่วนการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าที่ค่อนข้างหนาแน่น คือ 1:4 หรือทุก ๆ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล 4 คันจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 1 คัน นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าทั้งโลกประมาณ 18 % ซึ่งคาดว่าในปี 2573 จะมีสัดส่วนมากถึง 60 – 85%
เมื่อมองถึงวิวัฒนาการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ตั้งแต่เดือนมกราคม – กันยายนของปีนี้ ประเทศไทยได้มีการจดทะเบียนยานยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ทุกประเภทไปแล้วมากถึง 67,933 คัน เป็นรถยนต์ไฟฟ้านั่งส่วนบุคคลสูงถึง 50,344 คัน รวมถึงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งปีแรกของปี 2565 พบว่าในไทยมีการยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นถึง 400%
จากภาพรวมการเติบโตของยานยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก ประเทศจีนถือเป็นประเทศหลักของการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในโลก โดยสามารถถอดบทเรียนความสำเร็จของประเทศจีน ผ่านกลยุทธ์ Push และ Pull พบว่ามี 3 ปัจจัยด้วยกันที่ผลักดันให้อัตราการใช้รถยนต์ไฟฟ้าขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 1) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการใช้งาน รวมถึงการวางแผนเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ครอบคลุม 2) การออกนโยบายส่งเสริมที่แข็งแกร่งของภาครัฐจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับประเทศและความพร้อมในการสนับสนุนจากภาคเอกชน และการวาง Roadmap ที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า 3) การสนับสนุนการยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่
สำหรับนโยบายของภาครัฐ จีนมีแผนการพัฒนาชาติอย่างชัดเจน โดยกำหนดให้ภายในปี 2030 รถยนต์ที่ขายจะต้องมีสัดส่วนของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 40% และมีการออกนโยบายทั้งแบบ tax และ non-tax ไม่ว่าจะเป็น การลดค่าจดทะเบียนรถยนต์ใหม่ การให้เงินสนับสนุนในการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า การให้สิทธิพิเศษแก่รถยนต์ไฟฟ้าด้านการกำหนดวันและเวลาของการวิ่ง เรื่องที่จอดพิเศษ ฯลฯ นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเปิดให้ผู้เล่นต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญและความสามารถอย่าง Tesla เข้ามาลงทุนในประเทศ ซึ่งสร้างความตื่นตัวให้กับผู้เล่นในตลาด เกิดเป็นการแข่งขันอย่างสร้างสรรค์นำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมยานยนต์
ปัจจุบันประเทศไทยมีหัวจ่ายสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารวมการชาร์จทั้งแบบ DC และ AC มากกว่า 4,000 หัวจ่าย จากทั้งหมดกว่า 1,400 สถานีทั่วประเทศ โดยเมื่อเทียบเป็นสัดส่วนกับของโลกจะเห็นได้ว่า ปริมาณหัวจ่าย DC สาธารณะตามค่าเฉลี่ยทั่วโลกนั้นอยู่ที่ 15-16 คัน ต่อ 1 หัวจ่ายสาธารณะ ในขณะที่ประเทศไทยอยู่ที่ 20 คัน ต่อ 1 หัวจ่ายสาธารณะ แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในไทยเติบโตรวดเร็วกว่าสถานีชาร์จ โดยเมื่อเทียบกับตลาดสำคัญอย่างประเทศจีนพบว่า อยู่ที่ 7 คัน ต่อ 1 หัวจ่าย ดังนั้น การสนับสนุนการขยายโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้าจากภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เพื่อให้มีการขยายสถานีเครือข่ายที่ครอบคลุมการใช้งานจึงมีความสำคัญ
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เดินหน้าตามแผนการขยายสถานีชาร์จให้เพียงพอต่อความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นในไทย โดยมีสถานีอัดประจุไฟฟ้า G-Charge Supercharging Station ใจกลางเมืองย่านสยามสแควร์ที่ชาร์จเร็วด้วยกำลังไฟฟ้าสูงสุดถึง 160 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่ง G-Charge Supercharging Station แห่งนี้ ถือเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศไทยของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ GWM Partner Store ไปแล้ว 22 แห่ง ซึ่งเป็นสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว (DC Fast Charge) และในปีนี้ GWM วางแผนขยายสถานี DC Fast Charge เป็นทั้งสิ้น 55 แห่งครอบคลุมในทุกภูมิภาคของไทย พร้อมให้บริการผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกแบรนด์ เพื่อยกระดับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้มีความพร้อมและตอบสนองการใช้งานของผู้บริโภคในอนาคต
ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนการใช้รถยนต์พลังงานใหม่เกิดจากสถานการณ์สภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน ซึ่งได้เดินหน้าสู่ “ภาวะโลกเดือด” หรือ “Global Boiling” ก่อให้เกิดการร่วมมือกันของหลาย ๆ ประเทศเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน โดยหลาย ๆ ประเทศทั้งในยุโรป และประเทศจีนมีการห้ามหรือจำกัดการจำหน่ายรถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป รวมถึงการที่ผู้ประกอบการหลายแบรนด์มุ่งพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยในฐานะหนึ่งในผู้นำการผลิตและส่งออกยานยนต์หลักของโลก ก็ต้องมีการปรับตัวให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งภาครัฐเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญและมีการออกนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2561 และไม่เคยหยุดการพัฒนาอันนำมาสู่การตั้ง คณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ด EV รวมถึงการออกนโยบายที่เข้มข้นและต่อเนื่องอย่าง นโยบาย 30@30 และยังคงเผื่อเวลาให้กับรถยนต์ไฟฟ้าสันดาปได้เตรียมตัวเพื่อเดินหน้าสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ
โดยนโยบาย 30@30 หรือ แนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ได้มีการออกมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้มข้นอย่างต่อเนื่อง แบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ๆ ได้แก่
- ด้านการผลิต ส่งเสริมการลงทุนทั้งในด้านการผลิตและชิ้นส่วน เพื่อดึงดูดนักลงทุนเข้าสู่ตลาดไทย
- การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าทั้งในด้านภาษี และไม่ใช่ภาษี อาทิ การลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์จาก 8% เป็น 2% และการเปิดให้นำเข้ารถยนต์มาทดลองตลาด ภายใน 2 ปี โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องผลิตชดเชยภายในประเทศ รวมไปถึงการกำหนดให้ใช้ชิ้นส่วนสำคัญภายในประเทศเพื่อกระตุ้นการสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้เติบโตมากขึ้น
- การส่งเสริมด้านการตลาดในประเทศ สนับสนุนภาครัฐให้มีการจัดซื้อจัดจ้างรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ รถที่ใช้ในงานราชการรถประจำตำแหน่ง รวมไปถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนรถสาธารณะสู่พลังงานไฟฟ้า
หนึ่งในความท้าทายของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าคือ การที่นโยบายและโครงสร้างพื้นฐานจะต้องเติบโตตามทันความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นของรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อปรับใช้และรองรับให้เหมาะสมกับการใช้งานที่ครอบคลุม ทั้งมาตรการส่งเสริมการใช้ มาตราการส่งเสริมการผลิต และมาตรการการขยายสถานีชาร์จ เพื่อให้พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน
จากมุมมองผู้ผลิต เกรท วอลล์ มอเตอร์ เชื่อมั่นว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า แต่ยังคงมีความท้าทายอยู่ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ๆ ดังนี้
- ด้าน Localization การผลิตภายใต้นโยบายการส่งเสริมการลงทุนนั้น ต้องใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) อย่างต่ำ 40% ซึ่งปัจจุบันซัพพลายเชนในประเทศยังเป็นการผลิตรถยนต์สันดาปภายในอยู่ ซึ่งทำให้การหาซัพพลายเออร์และชิ้นส่วนให้ได้ 40% นั้นถือเป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะแบตเตอรี่ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของรถไฟฟ้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงได้นำ SVOLT เข้ามาเปิดโรงงานผลิตในประเทศไทยเพื่อเพิ่มสายพานการผลิตแบตเตอรี่ให้กับการผลิตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ ORA รองรับความต้องการยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด
- ความท้าทายของจำนวนการผลิตและการขาย โดย OEM ที่เข้านโยบายการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐจะต้องผลิตรถยนต์ให้ได้ 1.5, 2, และ 3 เท่าของจำนวน CBU ที่ได้ขายไป ซึ่งในปัจจุบันได้เริ่มเห็นการทำสงครามราคาแล้ว รวมถึงยังมีค่ายใหม่ ๆ ที่จะมีเข้ามาอีกในปีหน้า ซึ่งถือเป็นความท้าทายในการบริหารเรื่องการขายและสต็อกในการผลิต ยิ่งไปกว่านั้น จะสามารถทำให้ความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและในภูมิภาคเติบโตอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สัมพันธ์กับอุปทานในการผลิตได้อย่างไร
- ด้านนโยบายของภาครัฐในการสนับสนุนการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งต้องมีความต่อเนื่อง ชัดเจน และเป็นรูปธรรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดอุปสงค์การใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงมาตรการการส่งเสริมการลงทุนที่ต้องดึงดูดใจและช่วยเหลือในระยะยาว
ณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) ได้เผยมุมมองของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ต่ออนาคตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ เล็งเห็นถึงศักยภาพของตลาดยานยนต์ในประเทศไทยนั่นเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เราเข้ามาสู่ตลาดแห่งนี้ตั้งแต่ปี 2564 โดยเรามุ่งหน้าดำเนินงานด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ Mission 9 in 3 การเปิดตัวยานยนต์คุณภาพภายใน 3 ปี การรับฟังเสียงของผู้บริโภค รวมถึงการมุ่งหน้าส่งมอบสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความเชื่อมั่นต่อการพัฒนาและการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย และพร้อมที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ไฮบริด ปลั๊กอิน-ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์สันดาปภายในไปสู่สังคมยานยนต์ไฟฟ้า เรามั่นใจว่าประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียนและระดับโลกได้อย่างแน่นอน และเราจะยังคงเดินหน้าเติมเต็มระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทย รวมถึงเริ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ORA Good Cat ในประเทศไทย นอกจากนี้เรายังมองไปถึงโอกาสทางธุรกิจที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและเศรษฐกิจไทย ทั้ง ซอฟแวร์ เอไอ และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ อีกมาก เป็นส่วนประกอบในการสร้าง S Curve ที่แข็งแรงให้กับเศรษฐกิจไทย โดยมี เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยืนหยัดเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันยานยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศไทย”
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) พร้อมยกระดับและเติมเต็มการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยการขยายความร่วมมือและผนึกกำลังกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันส่งเสริมศักยภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้บรรลุเป้าหมายสู่การเป็นศูนย์กลางด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง
‘Philips Hue’ เปิดประสบการณ์แสงสุดล้ำครั้งแรกในไทย!
บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) ผู้นำธุรกิจระบบไฟ หลอดไฟและอุปกรณ์แสงสว่างระดับโลก ภายใต้ แบรนด์ฟิลิปส์ (Philips) ในประเทศไทยมากว่า 71 ปี ได้มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรโลก สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “Unlock the extraordinary potential of light for brighter lives and a better world” ปลดล็อกศักยภาพพิเศษของแสงไฟ เพื่อชีวิตที่สดใสและโลกที่น่าอยู่กว่าเดิม
เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์แตกต่างกันไป ล่าสุด ฟิลิปส์ จึงได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มฟิลิปส์ ฮิว “Philips Hue” นวัตกรรมและเทคโนโลยีสุดล้ำของอุปกรณ์แสงสว่าง IoT อัจฉริยะที่เข้ามาเติมเต็ม และช่วยยกระดับภาพ เสียง และแสงแบบ Seamless & Dynamic เต็มรูปแบบครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ความบันเทิงภายในบ้าน เพิ่มสีสัน ความสนุก รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจส่วนบุคคล ทั้งคอ ซีรีส์ คอหนัง แฟนกีฬา สายฟังเพลง สายเกม Console สาย PC gaming/E-sport หรือแม้แต่สายทำ Content ด้วยระบบไฟ IoT อัจฉริยะที่เปลี่ยนแสงได้ถึง 16 ล้านเฉดสีรุ่นใหม่เน้นด้าน Home entertainment และ PC gaming ที่มาพร้อมฟีเจอร์สุดล้ำ เข้ามาช่วย Upgrade กลุ่มลูกค้าที่มี Philips Hue อยู่แล้วที่บ้าน และสร้างประสบการณ์แสงเหนือระดับให้กับกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องการเพิ่มอรรถรสความบันเทิงภายในบ้าน หรือคอนโดสุดหรู ได้แก่
- Philips hue Play HDMI Sync Box กล่องอัจฉริยะสำคัญ ที่จะปลดล็อกประสบการณ์ Entertainment ซึ่งจะทำหน้าที่ sync ภาพ และเสียงจากแหล่งภาพ เช่น Apple tv, Chromecast tv, Android box, AIS playbox, True ID box และ Console เกมทุกค่าย เพื่อทำให้ระบบไฟ Philips Hue สามารถ sync แสงไปกับภาพและเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบ seamless ที่สุด โดยมี HDMI in มาให้ถึง 4 ports
- Philips hue Play Gradient Strip for TV ไฟเส้นอัจฉริยะ 16 ล้านเฉดสีที่สามารถไล่หลายเฉดสีในเส้นเดียวสำหรับติดกับหลัง TV ทั่วไปขนาดจอ 55”-60” เพื่อแสดงแสงได้ตรงตามภาพในแต่ละมุมขอบของจอ ใช้คู่กับ Philips Hue Sync Box
- Philips hue Play Gradient Strip for PC ไฟเส้นอัจฉริยะ 16 ล้านเฉดสีที่สามารถไล่หลายเฉดสีในเส้นเดียวสำหรับติดกับหลังจอมอนิเตอร์ PC ทั่วไป เพื่อแสดงแสงได้ตรงตามภาพในแต่ละมุมขอบของจอ PC มีมาให้เลือกทั้งแบบสำหรับจอเดียวขนาด 24-27, จอเดียวขนาด 32-34 และขนาด 24-27 แบบ 3 จอติด
- Philips hue Play Light Bar ไฟแท่งอัจฉริยะ 16 ล้านเฉดสีที่ปรับใช้ได้ทั้งแนวตั้ง แนวนอน และยึดติดหลัง TV เสริม Ambience การดูหนังฟังเพลงเล่นเกมในจุดที่คุณต้องการได้ตามจินตนาการคุณ
จาร์กันนาธาน ศรีนิวาสัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) กล่าว “การแพร่ระบาดของโควิด 19 ทำให้การใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป เช่น การอยู่บ้านมากขึ้น เลือกสนุกหรือทำกิจกรรมในบ้านมากขึ้น รวมไปถึงการเวิร์คฟอร์มโฮม อีกทั้งเทรน Smart Home ได้เข้ามามีบทบาทมากกว่าที่เคยมีมา ด้วยการอำนวยความสะดวกให้ผู้คน ระบบไฟแสงสว่าง IoT อัจฉริยะถือเป็น Smart Devices ที่เสมือนประตูเข้าสู่โลก Smart Home ในการใช้ไฟสำหรับทำกิจกรรมต่างๆ ที่บ้านในทุกวัน ซึ่งนอกเหนือจากที่เราใช้ไฟในการสร้างบรรยากาศ หรือปรับเปลี่ยนอารมณ์ขณะอยู่ที่บ้าน อีกโจทย์ที่ฟิลิปส์ฮิว ได้พัฒนาและศึกษาความต้องการการใช้งานที่หลากหลายของผู้บริโภค เราจึงมุ่งลงทุนวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเติมเต็มการใช้ชีวิตในบ้านให้ “สนุก” ยิ่งขึ้น ตอบรับการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายภายในบ้านมากกว่าที่เคย การมีประสบการณ์เหนือระดับในเรื่อง Home entertainment รวมไปถึงให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารจัดการการประหยัดพลังงาน เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้คน และใส่สุขภาพของผู้บริโภค เช่น การถนอมสายตา การใช้แสงช่วยให้การนอนหรือตื่นนอนดีสดชื่นขึ้น ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต และตอบโจทย์ความสนใจและสร้างแรงบันดาลใจของแต่ละบุคคล ตามวิสัยทัศน์บริษัทว่าด้วย Brighter lives, Better world”
รณวิทย์ ศรฤทธิ์ชิงชัย ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและการตลาด บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม Philips Hue ที่ช่วยด้าน Home entertainment, Console gaming และ PC gaming เป็นอุปกรณ์แสงสว่าง IoT อัจฉริยะที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค มีระบบการควบคุมอัจฉริยะเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอร์ท มีระบบสั่งการด้วยเสียง รองรับการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบอัตโนมัติไร้รอยต่อ เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับการรับชมความบันเทิงภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นการดูทีวี ซีรีส์ กีฬา ภาพยนตร์ รวมถึงการเล่นเกมส์ทั้ง Console และ PC ด้วยบรรยากาศจากแสงที่แตกต่างกันถึง 16 ล้านเฉดสี สามารถปรับหรี่หรือเพิ่มแสงได้ตามต้องการให้เหมาะสมกับกิจกรรม และสร้างบรรยากาศสุดยอดความบันเทิงที่อยู่ตรงหน้า หรือจากเสียงเพลงที่เราเปิดฟัง”
เพื่อเป็นการแนะนำผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Philips Hue เพื่อ Home entertainment เราได้จับมือกับอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังทั้งสาย Lifestyle และ สาย Gaming ในการแนะนำสินค้าสู่ผู้บริโภค พร้อมร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ เช่น Samsung TV ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ Philips Hue ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์กลุ่มทีวี และจอภาพ พร้อมทั้งพันธมิตรอื่นๆที่จะทยอยเข้ามาเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาตลาดร่วมกัน โดยมีการรับประกันสินค้านานถึง 2 ปี พร้อมบริการหลังการขายที่เชื่อถือได้ รวมถึงการขยายช่องทางจำหน่ายผ่านตัวแทนและร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ อาทิ Philips lighting Official Store ทั้งใน Shopee และ Lazada , ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ฟิลิปส์บนออนไลน์, Homepro, Power Buy, Power Mall บุญถาวร และร้าน DotLife
รอพบแคมเปญพิเศษได้มากมาย เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ที่จะช่วยเพิ่มบรรยากาศ ความเพลิดเพลิน และแรงบันดาลใจที่ไม่มีใครเหมือนกับผลิตภัณฑ์ฟิลิปส์ ฮิว “Philips Hue” หนึ่งในนวัตกรรมของแสงไฟ เพื่อชีวิตที่สดใสและโลกที่น่าอยู่กว่าเดิม ติดตามรายละเอียดผลิตภัณฑ์ต่างๆของทางฟิลิปส์เพิ่มเติมได้ที่ www.philips-hue.com/th-th หรือ www.lighting.philips.co.th หรือที่ Facebook : PhilipsLightingThailand และสามารถสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้จากทาง Philips lighting Official Store ทั้งใน Shopee และ Lazada
WHA ปิดดีล CHANGAN ตั้งเป้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100,000 คันต่อปีในไทย!
ในพิธีลงนามในสัญญาครั้งสำคัญนี้ ได้รับเกียรติจาก จาง เซียวเซียว (Ms. Zhang Xiaoxiao) อัครราชทูตจีน ประจำแผนกพาณิชย์ สถานทูตจีนประจำประเทศไทยร่วมเป็นสักขีพยาน โดยมีนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ เซิน ซิงหัว (Mr. Shen Xinghua) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย จำกัด และกรรมการผู้จัดการและประธานกรรมการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นผู้ลงนามในสัญญา
เซิน ซิงหัว (Mr. Shen Xinghua) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฉางอาน ออโต้ เซ้าท์อีส เอเชีย จำกัด และกรรมผู้จั
จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่
นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 เป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่ 9 ของดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป ในประเทศไทย มีพื้นที่ทั้งหมด 2,443 ไร่ (รวมพื้นที่ส่วนขยาย) ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์ของอี
ทั้งนี้การเข้ามาลงทุนตั้
“การตัดสินใจลงทุ
*********
เกี่ยวกับดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป
บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป) ผู้นำอันดับหนึ่งในการให้บริ
- กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ มุ่งให้บริการศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้า และโรงงาน Built-to-Suit แบบ พรีเมียมที่ได้มาตรฐานระดั
บโลกแก่ลูกค้า โดยบริษัทฯ เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการสร้ างอาคารโรงงาน และคลังสินค้าแบบ Built-to-Suit มาตั้งแต่ปี 2546 ปัจจุบันบริษัทฯ มีพื้นที่คลังสินค้ าและโรงงานแบบ Built-to-Suit รวมทั้งสิ้นกว่า 2.9 ล้าน ตารางเมตร บนทำเลที่ตั้งในจุดยุทธศาสตร์ กว่า 52 แห่งทั่วประเทศ - กลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม ในฐานะผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมคุ
ณภาพระดับโลก ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ มีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน สาธารณูปโภค คลัสเตอร์อุตสาหกรรม ได้แก่ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมยานยนต์ คลัสเตอร์อุตสาหกรรมปิโตรเคมี รวมถึงบริการอุตสาหกรรมต่างๆ ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มีนิคมอุตสาหกรรมทั้งสิ้น 12+ แห่งบนพื้นที่กว่า 71,300 ไร่ โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ ในประเทศไทยที่จังหวัดระยอง ชลบุรีและสระบุรี ในปี 2561 คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบี ยงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) ได้ประกาศอย่างเป็นทางการให้นิ คมอุตสาหกรรมของดับบลิวเอชเอ 11 แห่งเป็นพื้นที่เขตส่งเสริมอุ ตสาหกรรมเป้าหมายในโครงการพั ฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สอดคล้องกับพันธกิจของดับบลิ วเอชเอ กรุ๊ป ในการมุ่งมั่นส่งเสริมการพัฒนา 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve) ของประเทศด้วย รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมดับบลิ วเอชเอ อินดัสเตรียล โซน – เหงะอาน ในประเทศเวียดนามอีกหนึ่งแห่ง - กลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคและไฟฟ้า
ในฐานะผู้ให้บริการด้ านระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ให้กับลูกค้าในนิคมอุ ตสาหกรรมแต่เพียงผู้เดียว รวมถึงการร่วมลงทุนด้านไฟฟ้ากั บผู้ผลิตพลังงานไฟฟ้าชั้ นนำของโลก ดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป จึงสามารถสร้างความมั่ นใจในการให้บริการด้านสาธารณู ปโภคแก่ลูกค้าในนิคมอุ ตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่อง โดยบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) ในเครือดับบลิวเอชเอ กรุ๊ป มีกำลังการผลิตน้ำรวมถึง 168 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และมีกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัดส่ วนการถือหุ้นของโรงไฟฟ้าที่เริ่ มดำเนินการเชิงพาณิชย์รวม 847 เมกะวัตต์ - กลุ่มธุรกิจดิจิทัล ดับบลิ
วเอชเอ กรุ๊ป มีบริการดิจิทัลโซลูชันต่างๆ อย่างครบครัน ทั้งนี้บริษัทฯ ได้เปิดตัว WHAbit แอปพลิเคชันด้านเฮลธ์แคร์ เพื่อยกระดับการเข้าถึงบริการด้ านการดูแลสุขภาพ และการแพทย์ทางไกล โดยประสานความร่วมมือกั บโรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อปี 2565 นอกจากนั้นบริษัทฯ เดินหน้าทรานสฟอร์มองค์กรสู่ดิ จิทัลผ่านโครงการต่าง ๆ กว่า 32 โครงการเพื่อก้าวสู่การเป็น Technology Company ในปี 2567
เกี่ยวกับฉางอาน ออโตโมบิล
ฉางอาน ออโตโมบิล มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่มณฑลโฉงฉิ
‘สกินส์ ฟอร์ สกิน’ ชวนคนไทยเป็นฮีโร่!
วาสลีน ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในการดูแลสุขภาพผิวดีทุกวัน เดินหน้าสานต่อภารกิจการทำสิ่งดีๆ ของ “ยูนิลีเวอร์” จับมือ “สภากาชาดไทย” และ “เซเว่น อีเลฟเว่น” เปิดตัว “โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน” เชิญชวนผู้บริโภคร่วมเป็นฮีโร่ในชีวิตจริงที่มีส่วนช่วยในการมอบชีวิตใหม่ให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบนผิวหนังอย่างรุนแรงอีกหลายร้อยชีวิต โดยสร้างการรับรู้ให้คนไทยตระหนักในความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการบริจาคผิวหนังสำหรับนำมาต่อลมหายใจให้กับผู้ที่ผิวหนังได้รับบาดเจ็บเสียหายอย่างรุนแรงท่ามกลางสภาวะขาดแคลนผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทย พร้อมเปิดตัว “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน” โดยทุกๆ 1 กระปุกที่จำหน่ายได้ วาสลีนจะบริจาคเงิน 1 บาทสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของสภากาชาดไทย
สถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง ผู้นำฝ่ายพัฒนาตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าและผิวกาย บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด กล่าวว่า “ในฐานะองค์กรชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างยั่งยืน ยูนิลีเวอร์มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนให้กับทุกคน ความมุ่งหวังประการหนึ่งของเราคือการส่งเสริมให้ทุกคนมีสุขภาพดี มีความมั่นใจ และมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยยูนิลีเวอร์ครองความเป็นผู้นำในตลาดสกินแคร์ด้วยวาสลีน แบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์การดูแลสุขภาพผิวมายาวนานกว่า 150 ปี สำหรับประเทศไทยมีผู้ได้รับบาดเจ็บจนผิวหนังได้รับความเสียหายรุนแรงจากเหตุไม่คาดฝันเป็นจำนวนมาก วาสลีนซึ่งเชื่อว่าการมีสุขภาพผิวดีจะช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด จึงต้องการเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่ช่วยสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการบริจาคผิวหนัง เพื่อให้ธนาคารผิวหนังมีผิวหนังสำรองเพียงพอต่อการนำไปช่วยชีวิตคน โดยเราได้ร่วมกับสภากาชาดไทยและเซเว่น อีเลฟเว่น ริเริ่มและดำเนินโครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน เพื่อผลักดันให้ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการบริจาคผิวหนังเพื่อช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย และเสริมสร้างโลกใบใหม่ที่ซึ่งผิวของคนทั่วโลกได้รับการดูแลรักษาและมีสุขภาพดีอย่างแท้จริง โดยผนึกพลังอินฟลูเอนเซอร์ทั้งสายบันเทิง ความงาม ผิวหนัง รวมทั้งสายเกมมิ่ง เพื่อให้สามารถสื่อสารไปยังคนทุกกลุ่มได้อย่างครอบคลุม พร้อมทั้งขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ผิวของทุกคนได้รับการดูแลรักษาให้มีสุขภาพดี โดยเปิดโอกาสให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับโครงการผ่านการซื้อผลิตภัณฑ์ ‘วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน’ โดยวาสลีนจะบริจาคเงินสมทบแก่สภากาชาดไทย 1 บาทสำหรับทุกๆ 1 กระปุกที่จำหน่ายได้ ซึ่งจะช่วยให้สภากาชาดไทยในฐานะองค์กรการกุศลระดับชาติสามารถดำเนินงานด้านสาธารณประโยชน์และเป็นที่พึ่งของสังคมไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป”
“โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน” มุ่งสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้คนไทยเห็นความสำคัญและความจำเป็นเร่งด่วนของการบริจาคผิวหนัง เพื่อช่วยเพิ่มและคงปริมาณผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทยให้เพียงพอสำหรับนำไปรักษาอาการบาดเจ็บรุนแรงบนผิวหนัง พร้อมทั้งขับเคลื่อนให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสร้างสรรค์สังคมที่ผิวของทุกคนได้รับการดูแลรักษาให้มีสุขภาพดีซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับคนไทยในท้ายที่สุด โดยวาสลีนได้รับความร่วมมือจากเกมเมอร์แถวหน้าของไทยที่ต่างรู้กันดีว่า “สกิน” ของคาแรคเตอร์ในเกมเป็นสิ่งมีค่าที่ต้องใช้เวลาและความเพียรพยายามกว่าจะได้มา ทั้งยังเป็นสิ่งที่สะท้อนศักยภาพและสำคัญต่อการแสดงออกถึงตัวตนของผู้เล่นแต่ละคน จึงพร้อมใจกันสละ “สกิน” พิเศษในเกมที่ตนเองชื่นชอบ แทนการกระทำเชิงสัญลักษณ์ในการบริจาคผิวหนัง นอกจากนี้ “โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน” ยังได้แพทย์ผิวหนังและอินฟลูเอนเซอร์หลากหลายสายมาร่วมเป็นกระบอกเสียงอีกด้วย
สำหรับ “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน” เจลลี่บริสุทธิ์และเข้มข้น 100% ซึ่งสามารถใช้ได้แม้กับผิวแพ้ง่ายหรือผิวเด็ก วางจำหน่ายในเซเว่น อีเลฟเว่น ทั่วประเทศ โดยบนบรรจุภัณฑ์มีข้อความเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นฮีโร่ในชีวิตจริงผ่าน “โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน” เพียงสแกน QR Code ไปยังไมโครไซต์ของโครงการหรือเข้าไปที่ www.vaseline-skinsforskin.com จะได้พบกับข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเรื่องราวเกี่ยวกับการบริจาคผิวหนังอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งมีลิงก์ให้ผู้ที่สนใจสามารถคลิกเข้าไปลงทะเบียนแสดงความจำนงเป็นผู้บริจาคผิวหนังได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว
จันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “สภากาชาดไทยมีภารกิจในการให้บริการรักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ประชาชน โดยได้จัดตั้งธนาคารผิวหนัง (Skin bank) ขึ้นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2558 เพื่อจัดเก็บผิวหนังจากผู้บริจาคอวัยวะและเนื้อเยื่อที่เสียชีวิตสำหรับให้บริการแก่โรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ต้องการนำไปใช้รักษาแผลผู้ป่วยไฟไหม้ น้ำร้อนลวก หรือประสบอุบัติเหตุขั้นรุนแรง เพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและลดโอกาสพิการหรือเสียชีวิต พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติให้แก่ผู้ป่วย แต่ผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทยกำลังตกอยู่ในสภาวะขาดแคลนจนไม่สามารถส่งมอบให้กับโรงพยาบาลต่างๆ นำไปใช้รักษาผู้ป่วยได้ในทันที การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการบริจาคผิวหนังจึงเป็นวาระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องได้รับการส่งเสริมจากทุกภาคส่วนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ในโอกาสนี้ สภากาชาดไทยขอขอบคุณวาสลีนที่ได้ริเริ่มโครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน และขอบคุณเซเว่น อีเลฟเว่น ที่อำนวยความสะดวกเป็นช่องทางจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ‘วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน’ เพื่อระดมเงินทุนสนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย ร่วมถ่ายทอดภารกิจของสภากาชาดไทยผ่านโครงการ “สกินส์ ฟอร์ สกิน” ที่เป็นจุดเริ่มต้นในการดูแลผิวเพื่อสร้างความสำคัญและเกิดคุณค่าเมื่อได้ร่วมบริจาคผิวหนังเพื่อผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป”
รศ.นพ.สุภนิติ์ นิวาตวงศ์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย กล่าวว่า “ผิวหนังคือปราการด่านแรกของร่างกาย เมื่อได้รับความเสียหายย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ หากผู้ที่ผิวหนังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงไม่ได้รับผิวหนังมาปะรักษาบาดแผล จะมีโอกาสเสียชีวิตสูงเนื่องจากการติดเชื้อและการสูญเสียโปรตีน แร่ธาตุ และน้ำเหลือง การปลูกถ่ายผิวหนังจะสามารถช่วยลดระยะเวลาการรักษาให้เร็วขึ้น ลดความเจ็บปวดจากการล้างและปิดแผลด้วยผ้าก๊อซทุกวัน ช่วยให้แผลไม่หดรั้งตามข้อพับและข้อต่อจึงลดโอกาสพิการและเพิ่มโอกาสรอดชีวิต เราเชื่อว่าโครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน จะมีส่วนช่วยสร้างการรับรู้ในวงกว้างเกี่ยวกับการบริจาคผิวหนัง ทำให้คนในสังคมรับรู้ว่ามีวิธีกระบวนการรักษาลักษณะนี้ในโรงพยาบาล รวมถึงช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนผิวหนังสำรองในธนาคารผิวหนัง ซึ่งจะทำให้สภากาชาดไทยมีความพร้อมอยู่เสมอที่จะส่งมอบผิวหนังไปทำการรักษาเยียวยาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงทีเมื่อมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น”
ทั้งนี้ ธนาคารผิวหนังดำเนินงานในรูปแบบการขอรับบริจาค เช่นเดียวกับการขอรับบริจาคอวัยวะ หรือเนื้อเยื้อต่างๆ ซึ่งต้องได้รับการยินยอมจากญาติของผู้บริจาคที่เสียชีวิตแล้ว โดยผู้ที่สนใจและต้องการบริจาคผิวหนังสามารถแจ้งความประสงค์ไปยังธนาคารผิวหนังของสภากาชาดไทยได้โดยตรง หรือดาวน์โหลดเอกสารแสดงความจำนงบริจาคอวัยวะได้ที่เว็บไซต์ของสภากาชาดไทย กรอกข้อมูลส่วนบุคคลให้ครบถ้วนพร้อมทำเครื่องหมายในช่องสี่เหลี่ยมที่ระบุรายละเอียดการบริจาคว่า ‘อวัยวะทุกส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นประโยชน์ได้’ แล้วส่งไปรษณีย์มาที่ศูนย์รับบริจาคอวัยวะ สภากาชาดไทย โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมาเพื่อให้ยืนยันความประสงค์อีกครั้ง
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับ “โครงการสกินส์ ฟอร์ สกิน” เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยที่ได้รับการบาดเจ็บทางผิวหนังขั้นรุนแรงและสนับสนุนการทำงานเพื่อสาธารณประโยชน์ของสภากาชาดไทยกับ “วาสลีน ปิโตรเลียม เจลลี่ ลิมิเต็ด อิดิชัน” วางจำหน่ายแล้วที่เซเว่น อีเลฟเว่น ทุกสาขาทั่วประเทศไทยแล้ว โดยทุกการซื้อหนึ่งกระปุก วาสลีนร่วมบริจาค 1 บาทสมทบทุนให้สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2567 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด และสามารถติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/VaselineThailand หรือ https://www.vaseline-skinsforskin.com/
เปิดราคา BMW i5 รถซีดานระดับผู้บริหารไฟฟ้า 100% พร้อมเปิดตัว i5 M60 xDrive แรงสุดในรุ่น!
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เป็นรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างเยี่ยมยอดมาตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษ และการเปิดตัว BMW i5 รุ่นใหม่ในวันนี้ก็นับเป็นก้าวแรกของซีรีส์ 5 บนเส้นทางใหม่กับการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% เรารู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัว BMW i5 ใหม่ ให้นักขับชาวไทยได้สัมผัสกันเป็นครั้งแรก ในฐานะรถซีดานไฟฟ้าระดับพรีเมียมสำหรับผู้บริหารที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความสนุกสนานในยามขับขี่ เราหวังว่าทั้ง BMW i5 eDrive40 M Sport และ BMW i5 M60 xDrive จะตอบโจทย์แฟน ๆ ชาวไทยที่กำลังมองหารถยนต์ที่มอบทั้งความสงบ นุ่มสบายในยามเดินทาง และความสนุกในการขับขี่ โดยไม่พลาดทุกการเชื่อมต่อกับโลกภายนอก”

บีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport ราคาจำหน่าย: 4,999,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)
บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive ราคาจำหน่าย: 5,599,000 บาท
(รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)
BMW i5 ใหม่ มาพร้อมกับกระจังหน้าทรงไตคู่อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ด้วยรูปทรงที่ยื่นออกมาเด่นชัดมากขึ้นจากด้านหน้า ล้อมด้วยกรอบที่กว้างกว่าในรุ่นก่อน และตกแต่งด้วยระบบไฟ BMW Iconic Glow บริเวณกรอบ ส่วนไฟหน้าทั้งสองดวง มีหลอด LED จัดเรียงเป็นแถบในแนวตั้งเพื่อทำหน้าที่เป็นทั้งไฟเลี้ยวและไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่ในเวลากลางวัน ส่วนด้านข้างของตัวรถ ดูโฉบเฉี่ยวและทรงพลังด้วยแนวเส้นสายที่สูงเด่น เสริมรายละเอียดด้วยลูกเล่นอย่างสเกิร์ตข้างสีดำ มือจับประตูที่เรียบสนิทไปกับพื้นผิวของประตูรถ และเลข 5 ที่ประดับอยู่บนเสา C พร้อมด้วยหลังคากระจกแบบพาโนรามา ขณะที่ส่วนท้ายรถก็เตะตาไม่แพ้กันด้วยไฟท้ายดีไซน์เรียบหรู
BMW i5 ใหม่ ทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับชุดแต่งสไตล์สปอร์ตที่เติมความเข้มในสไตล์ M แบบรอบคัน ไม่ว่าจะเป็นสปอยเลอร์หลังดีไซน์ M สีเดียวกับบอดี้ สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู i5 eDrive40 M Sport และสปอยเลอร์สีดำเงาแบบ high-gloss สำหรับ BMW i5 M60 xDrive เบรกคาลิเปอร์ (สีน้ำเงินเข้ม dark blue metallic สำหรับรุ่น i5 eDrive40 M Sport และสีแดง red high-gloss สำหรับรุ่น i5 M60 xDrive) และพิเศษสำหรับ BMW i5 M60 xDrive กับชุดแต่งไฟหน้าสีดำ M Lights Shadow Line ส่วนล้อแม็กมาในสองขนาดและสองสไตล์ ได้แก่ล้ออัลลอย BMW Individual aerodynamic ขนาด 21 นิ้ว สีดำ Jet Black แบบสลับสี สำหรับรุ่น i5 M60 xDrive และล้ออัลลอย M aerodynamic ขนาด 20 นิ้ว สีเทาเข้ม Black Grey แบบสลับสี
ในด้านสมรรถนะ ตัวท็อปอย่าง BMW i5 M60 xDrive พร้อมมอบความแรงถึงขีดสุดด้วยระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบพลังงานไฟฟ้า BMW xDrive Electric กับชุดมอเตอร์ที่ให้กำลังขับถึง 442 กิโลวัตต์ / 601 แรงม้า และแรงบิด 795 นิวตันเมตร หรือสูงสุดกว่า 820 นิวตันเมตร เมื่อเปิดใช้งานระบบ M Sport Boost หรือ M Launch Control ทั้งหมดนี้ ทำให้ BMW i5 M60 xDrive ทั้งเร็วและแรงเต็มพิกัดในสไตล์ M ด้วยอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพียง 3.8 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 230 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยพลังจากชุดแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงที่ติดตั้งอยู่ใต้ตัวถังรถ ความจุพลังงานสุทธิ 81.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งทำให้บีเอ็มดับเบิลยู i5 M60 xDrive มีระยะการขับขี่ถึง 455-516 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือ 466 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC
ส่วนในรุ่น BMW i5 eDrive40 M Sport ก็แรงไม่น้อยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าในระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ให้พละกำลัง 250 กิโลวัตต์ / 340 แรงม้า พร้อมแรงบิด 400 นิวตันเมตร และสามารถส่งแรงบิดได้สูงสุดถึง 430 นิวตันเมตรเมื่อเปิดใช้งานระบบ Sport Boost หรือ Launch Control และแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูงชุดเดียวกับรุ่น i5 M60 xDrive จึงมอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 6 วินาที และมีระยะการขับขี่อยู่ที่ 497-582 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือ 501 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC
BMW i5 ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีการชาร์จไฟฟ้าที่เปี่ยมไปด้วยศักยภาพสูงสุด ด้วยหัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) รองรับการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ AC กำลังไฟ 22 กิโลวัตต์ และการชาร์จแบบไฟฟ้ากระแสตรง DC สูงสุดที่ 205 กิโลวัตต์ จะช่วยให้เจ้าของสามารถชาร์จไฟให้แก่แบตเตอรี่ BMW i5 จาก 10% ถึง 80% ภายในเวลาเพียง 30 นาที
BMW i5 พลังงานไฟฟ้ายังคงรักษาสมดุลระหว่างความสปอร์ตสุดเร้าใจและความสะดวกสบายสำหรับทุกการเดินทางไว้ เช่นเดียวกับซีรีส์ 5 รุ่นก่อน ๆ ด้วยความกว้างของตัวรถที่มากขึ้น การกระจายน้ำหนักหน้า-หลังที่แทบจะสมบูรณ์แบบที่อัตราส่วน 50:50 และโครงสร้างที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งในทุกส่วน ส่วนช่วงล่างของ BMW i5 ทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับระบบ Adaptive Suspension Professional ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมด้วยระบบปรับองศาล้อหลังขณะเข้าโค้ง (Integral Active Steering) ความสปอร์ตในสไตล์ M ยังเห็นได้เด่นชัดในห้องโดยสารของ BMW i5 ใหม่ ด้วยพวงมาลัยหนังสไตล์ M ตกแต่งด้วย CraftedClarity ที่ทำจากแก้วคริสตัล และเบาะนั่งด้านหน้าแบบ Comfort พร้อมระบบปรับด้วยไฟฟ้า ขณะที่ระบบไฟส่องสว่างทั้งภายในและภายนอกห้องโดยสาร ม่านบังแดดสำหรับผู้โดยสารที่เบาะหลัง และชุดอุปกรณ์ Travel & Comfort ก็เสริมความหรูหราและสะดวกสบายให้ทุกการเดินทาง โดยห้องโดยสารด้านในของ BMW i5 eDrive40 M Sport จะมาพร้อมกับสี Dark Silver M ประดับด้วยขอบ Aluminium Rhombicle ในขณะที่ BMW i5 M60 xDrive จะมาพร้อมสี Dark Silver M accent ที่ผสมผสานเข้ากับวัสดุ Carbon Fibre และขอบสีเงิน high-gloss silver นอกจากนี้ ทั้งคนขับ ผู้โดยสารด้านหน้า และผู้โดยสารที่เบาะหลังทั้ง 2 ด้าน ยังจะได้รับความสะดวกสบายอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยระบบการปรับอุณหภูมิ ความแรงลม และการระบายอากาศแบบแยกโซน รวมไปถึงระบบการตั้งโปรแกรมเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ 5 ระดับ เซ็นเซอร์แสงอาทิตย์ที่ด้านหลัง และระบบกรองฝุ่นละอองระดับนาโนพาร์ทิเคิล (nano particulate filters) พร้อมจะส่งมอบทั้งประสบการณ์การใช้งานอันแสนจะง่ายไปพร้อมกับสภาพอากาศที่บริสุทธิ์ตลอดระยะเวลาการเดินทาง
สำหรับที่นั่งคนขับด้านหน้า ยังคงมุ่งเน้นไปที่ความสบายและมั่นใจของผู้ขับขี่ ด้วยระบบหน้าจอโค้ง BMW Curved Display ที่แบ่งออกเป็นจอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้ว และจอแสดงระบบควบคุม Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว บนระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 ที่มาพร้อมฟีเจอร์ QuickSelect ทำให้ผู้ขับขี่ BMW i5 สามารถใช้งานฟังก์ชันต่าง ๆ ผ่านไอคอนที่จัดเรียงมาในรูปแบบแถวแนวตั้งด้านข้างคนขับ ช่วยลดระยะเวลาในการใช้งานเมนูย่อยก่อนการเปิดใช้ฟีเจอร์นั้น ๆ นอกจากนี้ หน้าจอแสดงผลแบบโค้ง BMW Curved Display ยังทำงานควบคู่ไปกับระบบ BMW iDrive เพื่อส่งมอบการควบคุมที่ง่ายดายผ่านระบบหน้าจอสัมผัส ปุ่มคำสั่งบนพวงมาลัย และอุปกรณ์ควบคุม BMW iDrive Controller ที่บริเวณกลางคอนโซล นอกจากนี้ แพ็คเกจ BMW Live Cockpit Professional ยังมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล BMW Head-Up Display และมุมมองแบบ Augmented View ซึ่งผู้ขับขี่สามารถใช้งานเป็นหน้าจอสำหรับควบคุมการใช้งานด้านต่าง ๆ หรือจะใช้เป็นเป็นหน้าจอเสริมแบบ instrument cluster ก็ได้
อีกหนึ่งฟีเจอร์ไฮไลท์ภายในห้องโดยสารก็คือแถบ BMW Interaction Bar ที่ประดับด้วยขอบคริสตัลที่ครอบคลุมทั้งแถบไปจนถึงบานประตู ให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการใช้งานได้ผ่านหน้าจอสัมผัส ทั้งยังส่งมอบบรรยากาศภายในห้องโดยสารที่สามารถปรับแต่งได้ถึง 6 แบบตามรสนิยมเจ้าของ ได้แก่ Personal, Efficient, Sport และ Sport+, Expressive และ Relax
นอกเหนือไปจากระบบการควบคุมที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นอย่างดีและที่สุดของความสะดวกสบายด้านการใช้งาน BMW i5 ยังมุ่งส่งมอบประสบการณ์ด้านความบันเทิงที่เหนือชั้นให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดย BMW i5 M60 xDrive ใช้ระบบเสียงรอบทิศทางจากแบรนด์ระดับโลก Bowers & Wilkins ซึ่งถือเป็นการปราฏตัวครั้งแรกบนบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 5 เพื่อมอบสุนทรียะทางเสียงให้แก่ผู้ใช้จากลำโพงทั้งหมด 17 ตัว มีกำลังขับรวมถึง 655 วัตต์ ตัวปรับรูปแบบเสียง 7 แบนด์ และลำโพงสำหรับมอบเสียงเบสโดยเฉพาะที่ติดตั้งไว้ภายใต้ขอบโลหะบริเวณประตูรถ ทำให้ BMW i5 M60 xDrive สามารถมอบขุมพลังและความยืดหยุ่นทางเสียงให้คุณได้ทุกรูปแบบไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม ในขณะที่ BMW i5 eDrive40 M Sport พร้อมส่งมอบความบันเทิงอย่างเต็มที่ ด้วยระบบเสียง hi-fi จากแบรนด์ Harman Kardon ที่ใช้ลำโพงถึง 12 ตัวและแอมป์ดิจิตอล มีกำลังขับรวม 205 วัตต์ รวมทั้งยังสามารถปรับแต่งรูปแบบเสียงได้ตามต้องการ
นอกจากนี้ ระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8.5 ของ BMW i5 ยังร่วมส่งมอบความสนุกไปอีกขั้นด้วยการให้ผู้ใช้เข้าถึงคอนเทนท์ดิจิทัลได้หลากหลายรูปแบบยิ่งกว่าทุกครั้ง ครอบคลุมทั้งข้อมูลสำคัญและเนื้อหาด้านความบันเทิง รวมทั้งยังมีการอัพเดทที่รวดเร็วฉับไวยิ่งกว่าเดิม โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญก็คือแพลตฟอร์ม AirConsole ที่ให้ผู้ขับและผู้โดยสารสามารถเล่นเกมได้อย่างสนุกสนาน ในขณะที่ยานพาหนะจอดอยู่กับที่เพื่อให้ทุกคนยังสามารถเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์ด้านความบันเทิงแม้ในขณะที่กำลังจอดชาร์จรถก็ตาม
ในขณะขับขี่บนท้องถนน BMW i5 ใหม่ มาพร้อมกับระบบ Driving Assistant Professional ที่รวมทั้งระบบช่วยควบคุมพวงมาลัยและการเปลี่ยนเลน (Steering and Lane Change Assist) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชัน Stop & Go (Active Cruise Control with Stop & Go function) ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง เอาไว้ด้วยกัน ในระหว่างการจอดรถ ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ Parking Assistant รุ่น Plus จะใช้กล้อง ควบคู่กับระบบคลื่นอัลตราซาวน์เพื่อช่วยผู้ขับขี่ในหลายสถานการณ์ ผ่านระบบช่วยจอดรถ Parking Assistant ระบบช่วยถอยรถ Reversing Assistant ระบบเตือนระยะห่าง Active Park Distance Control ระบบการช่วยจอดแบบ Lateral Parking Aid และระบบกล้องรอบทิศทาง Surround View โดยผู้ขับขี่สามารถดูสภาพแวดล้อมรอบตัวรถได้ทุกที่ทุกเวลาด้วยภาพแบบสามมิติผ่านแอปพลิเคชัน My BMW รวมทั้งยังสามารถซื้อฟังก์ชัน BMW Drive Recorder ที่บันทึกภาพเคลื่อนไหวแบบความละเอียดสูงจากกล้องรอบทิศทางได้จาก BMW ConnectedDrive Store
เพื่อต่อยอดประสบการณ์การขับขี่อันยอดเยี่ยมในรถยนต์ BMW บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ขอแนะนำบริการล่าสุด Proactive Care ที่นำข้อมูลและนวัตกรรม AI มายกระดับการดูแลลูกค้าไปอีกขั้น โดยระบบจะตรวจสอบและคาดการณ์ความจำเป็นในการเข้ารับบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ขับขี่ และให้ข้อเสนอแนะก่อนนำรถยนต์เข้ารับบริการ
ระบบ Proactive Care จะสังเกตการณ์ข้อมูลของตัวรถในทุกด้าน นับตั้งแต่การวิเคราะห์การทำงานของยาง การแจ้งเตือนปัญหาต่าง ๆ ไปจนถึงรอบการเข้ารับบริการ ระบบจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ควบคู่ไปกับข้อมูลที่ผู้ขับขี่กำหนด และแจ้งข้อความแนะนำได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นทางแอป My BMW ผ่านระบบในตัวรถ ทางอีเมล ผ่านดีลเลอร์ที่กำหนด หรือแม้แต่โทรศัพท์จากบริการ Roadside Assistance นอกจากนี้ ระบบ Proactive Care ยังสามารถให้คำแนะนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอัปเกรดซอฟต์แวร์ของตัวรถด้วยตนเอง การขอรับบริการขณะเดินทาง หรือแม้แต่การแนะนำศูนย์บริการ เป็นต้น
บริการ Proactive Care พร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้สำหรับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7 (ตั้งแต่เวอร์ชั่น 07/2019) หรือใหม่กว่า โดยลูกค้าที่ใช้บริการจะต้องมีสัญญาใช้งานบริการ BMW ConnectedDrive พร้อมบันทึกข้อมูลรถยนต์ในแอป My BMW หรือหน้าเว็บ My BMW Portal ซึ่งรวมถึง BMW ID และรายละเอียดการติดต่อ และการยินยอมในเรื่องนโยบายความเป็นส่วนตัว และการอนุญาตให้ผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการสามารถติดต่อได้
ลูกค้าที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูทั่วประเทศ
