‘โรยัล เอ็นฟีลด์’ เผยโฉม 650 รุ่นอัปเกรด สวยเท่เหมือนเกิดใหม่!
Interceptor 650 มาใน 4 สีใหม่ ประกอบด้วยสองรุ่นสไตล์สีดำแบล็
สไตล์แบล็คเอาท์ใน Interceptor และ Continental GT ที่เน้นโทนสีดำตั้งแต่หัวจรดท้
Anuj Dua หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ โรยัล เอ็นฟีลด์ ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ได้กล่าวถึงการเปิดตั
นับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนกั
ประเทศไทยมีกลุ่มผู้
สองคู่แฝดตัวตึง 650 รุ่นอัปเกรดใหม่นี้จะเปิดจองได้
#RoyalEnfieldTwins #Interceptor650 #ContinentalGT650 #PureMotorcycling #RoyalEnfieldThailand
เผยโฉมพร้อมราคา ‘แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่’ เริ่มต้น 1,529,000 บาท!
ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ตอบสนองอย่างทันใจและทรงพลัง มอบแรงบิดสูงสุด 335 นิวตัน–เมตร และมีอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กม./ลิตร โดยระบบสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด (Intelligent Multi-mode drive) ประกอบไปด้วยการทำงานของโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) นอกจากนี้ในขณะลดความเร็ว ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วนั้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ (Regeneration) นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถเข้าถึงอารมณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้า กับสวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Switch) ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ที่ได้รับการพัฒนาโดยเพิ่ม Charge Mode เข้ามาเป็นครั้งแรก ในแอคคอร์ด
ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นในทุกมิติ ผสานความหรูหราสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารกว้าง ครบครันด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย และสะท้อนภาพลักษณ์อย่างมีระดับ อาทิ Google built-in ปุ่ม Experience Selection Dial ที่เลือกปรับได้ดั่งใจ ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ (Multi-color Ambient Light) ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง
ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว ช่องเชื่อมต่อ USB Type C 4 ตำแหน่ง อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) เป็นต้น ครั้งแรกในโลกกับรุ่น e:HEV RS ที่เสริมความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นในดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน มาพร้อมหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) ไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังแบบ LED Sequential และระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ (Honda Smart Key System) พร้อม Honda Smart Key Card เป็นต้น
ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ผสานการทำงานของกล้องมุมกว้างด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้
- ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
- ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
- ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
- ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
- ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) หรือ ใหม่ ครั้งแรกใน แอคคอร์ด กับระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าและคนเดินถนน
- ใหม่ ครั้งแรกใน แอคคอร์ด กับ ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)
พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อื่น ๆ* อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (ACL) ระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System: MMS) ถุงลม 8 ตำแหน่ง ในทุกรุ่นย่อย เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหลัง ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (ANC) และเซนเซอร์ตรวจจับเสียงรบกวนจากพื้นถนน (Road noise ANC) อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่ออันล้ำสมัยที่เชื่อมผู้ใช้งานกับรถให้เป็นหนึ่งเดียว อาทิ ใหม่ ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้า กับฟังก์ชันการอัปเดตซอฟต์แวร์ Over-The-Air (OTA) ช่วยให้ผู้ใช้รถไม่เพียงสามารถอัปเดตระบบ Infotainment แต่ยังสามารถอัปเดตการทำงานของ ECU จากทางไกลได้ และใหม่ ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT มาพร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้า เป็นต้น
ราคาจำหน่าย ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ทั้ง 3 รุ่นย่อย ได้แก่
- รุ่น e:HEV RS ราคา 1,799,000 บาท
- รุ่น e:HEV EL ราคา 1,669,000 บาท
- รุ่น e:HEV E ราคา 1,529,000 บาท
มาพร้อมสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) และสีดำคริสตัล (มุก) พร้อมภายในสีดำ และสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)
ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้น ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด “The Premium Sedan” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ คิ้วบันไดไดนามิก LED ราคา 6,500 บาท ชุดโลโก้ Accord และ H Mark หลังสีดำ ราคา 1,500 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 2,200 บาท ชุดฝาปิดจุกลม H Mark ราคา 850 บาท และฟิล์มกันรอยบริเวณขอบประตู ราคา 1,200 บาท หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจ
ชุดแต่งรอบคัน ได้แก่
- Aero Smart Package ราคา 29,990 บาท ประกอบด้วยสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง และสเกิร์ตข้าง
- Aero Sport Package ราคา 39,500 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV E และ e:HEV EL) ประกอบด้วยสเกิร์ตหน้าสเกิร์ตหลังสเกิร์ตข้างและสปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต
- Film Package ราคา 1,700 บาท ประกอบด้วยฟิล์มกันรอยบริเวณที่เปิดประตู และฟิล์มกันรอยกันชนหลัง
ข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2566 รับข้อเสนอดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมรับ Honda Exclusive Care (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย
- ฟรีประกันภัย 1 ปี
- ฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
- ฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
- ฟรี Honda Ultimate Care (ฮอนด้า อัลติเมท แคร์) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมงอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร ต่อจากการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร สิ้นสุด รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถขับ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจ ด้วยบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน และทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ด้าน e:HEV (e:HEV Expert) จากเครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจรครอบคลุมทั่วประเทศ
ฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า แอคคอร์ด นับเป็นรถที่สำคัญรุ่นหนึ่งของฮอนด้า ในฐานะแฟลกชิปโมเดลทั้งในระดับโลกและประเทศไทย ที่นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ ๆ มาโดยตลอด ในวันนี้ แอคคอร์ด เจเนอเรชันที่ 11 พร้อมขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนด้วยเทคโนโลยี e:HEV ที่เหมาะสมที่สุด ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลก อีกทั้งพร้อมมอบคุณค่าที่ยกระดับตลาดรถยนต์ในกลุ่ม D-Segment อีกขั้น กับ ฮอนด้า แอคคอร์ด
อี:เอชอีวี ใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ มอบการขับเคลื่อนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงพลัง มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย พร้อมด้วยหลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอันล้ำสมัย ที่ได้รับการติดตั้งในรถยนต์คันนี้ เพื่อให้เป็นรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
“โดยฮอนด้า ให้ความสำคัญกับการทำตลาดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่รถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหญ่ ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของการขายรถยนต์ไฮบริดที่มากที่สุดในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในตลาดรถยนต์รวมในประเทศไทย ซึ่งการเปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการตอกย้ำความเป็นผู้นำของฮอนด้าในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทั้งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในภาพรวม สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านการจ้างงาน และด้าน Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อีกทั้งเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงจุดแข็งด้านคุณภาพการผลิต และความเชื่อมั่นของรถที่ผลิตในไทยที่ได้มาตรฐานระดับเดียวกับฮอนด้าทั่วโลกได้เป็นอย่างดี”
ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/accordehev
หมายเหตุ
*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
– สำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 14,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท
– ราคาอุปกรณ์ตกแต่ง ไม่รวม VAT 7%
– กรณีติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพร้อมรถยนต์ใหม่ รับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร
‘โคอะลา มาร์ช’ พาเปิดโลกขนมคาแรกเตอร์ยอดฮิตกับ10 โซนสุดปัง!
สาวก ‘โคอะลา มาร์ช’ ช่วงนี้คุณจะยิ่งตกหลุมรัก มาร์ชคุง และวอลซ์จัง 2 คาแรกเตอร์ที่คุ้นเคยมากกว่าเดิม เมื่อ บริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบิสกิตสอดไส้ ภายใต้แบรนด์ “โคอะลา มาร์ช (Koala’s March)” ทุ่มจัดนิทรรศการ ‘โคอะลา มาร์ช เวิลด์ เปิดใจให้โลกน่ารักเวรี่มาร์ช’ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของบิสกิตรูปโคอะลาครั้งแรกในไทยผ่านโซนต่างๆ 10 โซน
แกะกล่องด้วยการเริ่มต้นเดินทางผ่านอุโมงค์ 6 เหลี่ยม เปรียบเสมือนกับเรากำลังก้าวเข้าสู่กล่องโคอะลา มาร์ช ที่เราคุ้นเคย ในห้องเฮกซากอน มิลเลอร์ (Hexagon Mirror) ซึ่งรายล้อมไปด้วยกระจกและคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่ร่วมเดินทางไปกับคุณ จุดนี้เซลฟี่เก็บภาพความประทับใจได้แบบรัวๆ ต่อมาจะพบกับห้องที่มีเหล่าโคอะลา มาร์ช มาขับกล่อมเพลง มาร์ชต้อนรับทุกคน ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ และการเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงแห่งความสนุกสนาน เมื่อเดินผ่านม่านเข้ามาอีกชั้นก็จะพบกับ ‘โคอะลา แองเจิล’ และ ‘โคอะลา เดวิล’ ที่กำลังนั่งกินโคอะลา มาร์ช อย่างเพลิดเพลินไปกับวัตถุดิบของขนมโคอะลา มาร์ช ซึ่งตกแต่งห้องให้เป็นช็อกโกแลตและนม สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของรสบิทเทอร์ช็อกโกแลต และรสไวท์มิลก์ อันแสนอร่อย ชวนให้นึกถึงรสชาติที่เราติดใจ โดยผนังด้านหนึ่งจะมีรูปใบหน้าของ โคอะลา มาร์ช ที่เกิดจาการนำกล่องขนมสองรสชาตินี้จำนวนกว่า 2,000 กล่องมาตกแต่งจัดเรียงเอาไว้อย่างน่าทึ่ง
ไม่เพียงเท่านั้น มาร์ชคุง และวอลซ์จัง พระนางสองคาแรกเตอร์หลักจะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของพวกเขา ทั้งความชอบ ความฝันในแง่มุมต่างๆ รวมทั้งยังได้พบกับสมาชิกอีก 214 ลวดลาย เห็นแล้วจะเพลิดเพลินไปกับอิริยาบถและความขี้เล่นในเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน ในโซนนี้คุณจะได้ร่วมสนุกกับการทายชื่อสมาชิกใหม่ของโคอะลา มาร์ช ลุ้นรับกระเป๋าผ้าลายเอ็กคลูซีพ นอกจากนี้ยังได้พบกับ โคอะลา มาร์ช คาแรกเตอร์ของ 77 จังหวัดในประเทศไทย แบบละลานตาทั่วแผนที่รูปขวานทองของไทย ใครอยู่จังหวัดไหน ตามหาให้เจอแล้วแชะภาพไปรับของรางวัลได้อีก
ประทับใจกับคาแรกเตอร์ต่างๆ แล้ว ในโซนถัดไป จะพาทุกคนไปรับรู้ถึงที่มาของบิสกิตสอดไส้โคอะลา มาร์ช ที่มีการจำลองโรงงานทำขนม มาให้เห็นผ่าน 6 กระบวนการผลิต ที่เรียกว่า กว่าจะได้บิสกิตสอดไส้ครีมหอมกรุ่นได้นั้น เขาต้องพิถีพิถันและใส่ใจในทุกขั้นตอนอย่างมากเลยทีเดียว ที่สำคัญจะได้รู้กันล่ะว่า สาเหตุที่โคอะลา มาร์ช พุงป่องน่ารักตะมุตะมิ มาจากไส้ครีมอันหอมหวานหอมกรุ่นนั่นเอง
ด้วยความที่ โคอะลา มาร์ช เป็นขนมที่อยู่คู่กับผู้คนมาอย่างยาวนาน ในห้องถัดมา จึงบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แพคเกจจิ้ง ให้เข้ากับยุคสมัย คลายความสงสัยว่าทำไม โคอะลา มาร์ช ถึงเป็นขนมที่ถูกใจวัยรุ่นทุกยุคเสมอ โดยเฉพาะ แพคเกจจิ้ง หรือกล่องทรง 6 เหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์ ตรงนี้มีที่มาน่าสนใจ เพราะแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบมาจากรูปทรงของต้นยูคาลิปตัส หรืออาหารของโคอะลา ซึ่งทางผู้ผลิต โคอะลา มาร์ช ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการอนุรักษ์และดูแลปกป้อง โคอะลา จากผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผ่านการเป็นสมาชิกของโครงการ Australian Foundation Koala องค์กรที่ร่วมสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาโคอะลา ที่จะทำให้ทุกคนบนโลกได้พบเจอความน่ารักของ โคอะลาตลอดไป
นิทรรศการนี้ โคอะลา มาร์ช ยังชวนทุกคนสนุกไปด้วยกันกับโซนต่างๆ โดยมี มาร์ชคุง วอลซ์จัง และสมาชิกอื่นๆ อยู่เคียงข้าง อาทิ เกาะโคอะลา มาร์ชและน้องนางเงือก ที่จะกระโดดขึ้นเหนือน้ำ ทำให้ทุกคนผ่อนคลาย หรือการเลือกคาแรกเตอร์ที่คุณอยากเป็นเพื่อจำลองว่าตนเองเป็นหนึ่งในสมาชิกของโคอะลา มาร์ช
และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในช่วงท้าย ทุกคนต้องร้องว้าว! กับสวนดอกไม้ยักษ์นานาพรรณ ผลงานอันน่าตื่นตาของศิลปินชื่อดัง “ปั้น-นภัสชล ตั้งนุกูลกิจ” ผู้มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะการตัดกระดาษและมีความหลงใหลในหมู่มวลดอกไม้ชนิดที่ศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเธอบรรจงคัดสรรกระดาษพิเศษ และทุ่มเทแสดงฝีมือผ่านกรรมวิธีการผลิตสุดพิถีพิถัน จนเนรมิตสวนดอกไม้ในโลกของโคอะลา มาร์ช ออกมาได้อย่างน่ารักเวรี่มาร์ช ที่จะทำให้คุณมูฟออนจากความน่ารักของ โคอะลา มาร์ช ไม่ได้เลย
ซาดาฟูมิ มัตซึชิตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด กล่าวว่า “โคอะลา มาร์ช หรือขนมโคอะลา เป็นขนมปังกรอบสอดไส้พอดีคำที่มอบความสุขให้กับทุกคนมาอย่างต่อเนื่องตลอด 39 ปี มีคาแรกเตอร์น่ารักถึง 214 ลวดลาย ที่คอยสร้างเซอร์ไพร์สให้กับทุกคำที่รับประทานและประทับใจในความอร่อย ความขี้เล่นของ มาร์ชคุงและวอลซ์จัง รวมถึงเหล่าคาแรกเตอร์ต่างๆ ซึ่งทุกคนจะรู้จักโลกของโคอะลา มาร์ช มากยิ่งขึ้นในนิทรรศการครั้งนี้”
สำหรับนิทรรศการ ‘โคอะลา มาร์ช เวิลด์ เปิดใจให้โลกน่ารักเวรี่มาร์ช’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2566 นี้ ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (River City Bangkok) ชั้น 2 ห้อง RCB Galleria 2 ด้วยการลงทะเบียนผ่าน Line : Koalas-march หรือ http://bit.ly/3MASbQg เพื่อร่วมสนุกและแลกของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟหน้างาน นิทรรศการนี้จัดทำโดยบริษัท CUE Group ผู้รังสรรค์ความน่ารักและส่งต่อให้โคอะลา มาร์ช ได้เป็นอีกหนึ่งความสดใสในโลกของคุณ! ติดตามข่าวสารได้ที่เพจ https://www.facebook.com/ilovekoalamarch
‘นิสสัน ไฮเปอร์ แอดเวนเจอร์’ ต้นแบบสายลุยรักษ์โลก!
เมื่อเดินทางผ่านภูเขาหิมะ หรือเส้นทางที่เต็มไปด้วยโคลนของป่าฝนอันเขียวชอุ่ม ระบบควบคุมการขับขี่ e-4ORCE จากนิสสันจะช่วยควบคุมล้อทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ มั่นใจได้ว่านักเดินทางจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีสไตล์
รูปโฉมภายนอกถูกออกแบบให้ปราดเปรียวสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟ ด้วยลายเส้นทแยงมุมด้านข้างที่โดดเด่น เสริมให้เห็นถึงความกว้างขวางของห้องโดยสารภายใน เสริมทิศทางการลื่นไหลของอากาศผ่านสปอยเลอร์ด้านหน้าที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของกระจกที่รวมหลังคา กระจกด้านข้าง และพื้นที่แบนราบขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านท้ายของตัวรถไว้ ล้อ และกันชนหน้า และหลังติดตั้งอุปกรณ์ยึดเกาะหิมะ เพื่อให้รถสามารถขับผ่านพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะได้อย่างทรงพลัง และง่ายดาย
ขณะที่ความโดดเด่นของภายใน และพื้นที่โดยสารได้รับการออกแบบเพื่อสร้างการขับขี่ในทุกสถานการณ์เป็นเรื่องง่าย และสะดวกสบาย แผงหน้าปัดเชื่อมต่อกับด้านล่างของกระจกหน้ารถ เปรียบเสมือนจอที่เสริมให้วิสัยทัศน์การมองเห็นกว้างขึ้น ราวกับตัวรถมีความโปร่งใส
นอกจากนี้ การเชื่อมต่อพื้นที่ภายใน และภายนอกรถยังทำได้อย่างลงตัว ภายในยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระสำหรับอุปกรณ์กลางแจ้ง เช่น เต็นท์ สกี หรือแม้แต่เรือคายัค เบาะนั่งด้านหลังมีความพิเศษที่สามารถหมุนได้ 180 องศา ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่นั่งที่สะดวกสบายเมื่อหมุนเก้าอี้มาด้านหลังตัวรถ คุณสมบัตินี้ที่มาพร้อมกับบันไดที่พับได้อัตโนมัติ มีประโยชน์มากเมื่อตั้งแคมป์ เตรียมตัวเล่นสกี หรือนั่งชมวิวทิวทัศน์ภายนอก
นิสสัน ไฮเปอร์ แอดเวนเจอร์ จะถูกจัดแสดงแบบดิจิตอลในงาน Japan Mobility Show สำหรับผู้ที่สนใจ นิสสัน มอเตอร์จะมีการถ่ายทอดสดมิวสิกวิดีโอบนช่องยูทูปของนิสสันไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม และจะมีการเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบแต่ละคันในวิดีโอจนกว่าจะถึงวันงาน
มิตซูบิชิส่งสามตัวตึงคว้า 3 สุดยอดรางวัลออกแบบยอดเยี่ยมแห่งญี่ปุ่น Good Design Award 2023
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) คว้ารางวัลออกแบบยอดเยี่ยมจากรถยนต์ 3 รุ่น นำโดย ออล–นิว ไทรทัน1 รถกระบะขนาด 1 ตัน ออล–นิว เอ็กซ์ฟอร์ซ2 รถยนต์อเนกประสงค์แบบเอสยูวีขนาดเล็ก และ เดลิกา มินิ รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กยกสูงแบบเคคาร์3 (Kei-car) จากงาน Good Design Award4 2023 จัดโดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Institute of Design Promotion) ด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยมีเครื่องหมาย G Mark เป็นสัญลักษณ์การันตีการออกแบบที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากองค์กรธุรกิจจากทั่วโลกที่เข้าร่วมประกวดในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์ เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และอุปกรณ์ไอที
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสร้างสรรค์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์อันแตกต่างและโดดเด่น ภายใต้ปรัชญาการออกแบบ “ความแข็งแกร่งทรงพลังและฉลาดปราดเปรียว” (Robust & Ingenious) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความเชื่อมั่น อุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง ไปพร้อมกับประสบการณ์เหนือระดับที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผ่านการสร้างสรรค์ยนตรกรรม ด้วยแนวคิดหลักที่มุ่งเน้นความแข็งแกร่งทนทานเปี่ยมด้วยพละกำลัง ผสานเทคโนโลยีอันชาญฉลาดปราดเปรียวคล่องตัว และรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับการพัฒนาและขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้เหมาะกับยุคสมัย โดยรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ ไทรทัน เอ็กซ์ฟอร์ซ และเดลิกา มินิ ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมในปี 2023 (Good Design Award 2023) จากการหลอมรวมความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) ที่สะท้อนปรัชญาการออกแบบพร้อมกับแสดงถึงแนวคิดการดีไซน์ที่โดดเด่นและแตกต่าง
ออล–นิว ไทรทัน
ออล–นิว ไทรทัน เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะแห่งยนตรกรรมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แบบเต็มพิกัด มอบการขับขี่ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย อุ่นใจได้บนทุกเส้นทาง ออล–นิว ไทรทัน พร้อมฝ่าฟันเส้นทางที่สมบุกสมบันบนทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าสภาพอากาศหรือสภาพถนนจะทรหดเพียงใด โดยได้รับการออกแบบด้วยแนวคิด “บีสต์โหมด” (Beast Mode) เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความแข็งแกร่งทนทาน ตามแบบฉบับของรถกระบะขนานแท้ พร้อมด้วยความแข็งแรงบึกบึนและปราดเปรียวตามสไตล์รถยนต์มิตซูบิชิ ขณะที่ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบอย่างหรูหราในทุกจุด เติมความสะดวกสบายเหนือระดับเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สไตล์รถส่วนตัว ควบคู่ไปกับการใช้งานเชิงพาณิชย์เพื่อการเติบโตของธุรกิจ
ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินรางวัล
กลุ่มเป้าหมายหลักของรถกระบะรุ่นนี้คือกลุ่มลูกค้าในตลาดอาเซียนและละตินอเมริกา และเพื่อให้ตอบโจทย์ในการเป็นรถคู่ใจสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์และการใช้งานแบบรถส่วนตัวในภูมิภาคดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีพลังในการขับเคลื่อนที่เหนือกว่ารถยนต์โดยสารทั่วไป รวมถึงให้การขับขี่ที่สนุก ควบคุมได้ดั่งใจ ซึ่งแตกต่างจากรถเพื่อการพาณิชย์รุ่นอื่นๆ ด้วยสไตล์การออกแบบด้านหน้ารถที่ผสมผสานความแข็งแกร่ง ที่มาพร้อมกับชุดไฟ LED ที่แตกต่างโดดเด่นด้วยเส้นแสงแบบแนวราบและซุ้มล้อทรงเหลี่ยม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่และถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ รถกระบะรุ่นนี้ยังมีห้องโดยสารที่กว้างขวาง แผงควบคุมที่ใช้งานง่าย รวมถึงกระบะตอนท้ายที่ใหญ่โตบรรทุกสินค้าได้มาก ทั้งยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตลอดจนแผ่นปิดท้ายรถกระบะ ที่สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือทักษะสูง
เว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.com/en/products/triton
ออล–นิว เอ็กซ์ฟอร์ซ
ออล–นิว เอ็กซ์ฟอร์ซ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอสยูวีขนาดเล็ก มอบความสะดวกสบายและการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารอันกว้างขวางและพื้นที่เก็บของอเนกประสงค์ ผสมผสานอย่างลงตัวกับความคล่องแคล่วปราดเปรียว ขนาดตัวรถที่พอเหมาะพอเจาะ และสมรรถนะในการควบคุมขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจได้ในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลาย ภายใต้การออกแบบด้วยแนวคิดที่ผสานสมดุลแห่งสไตล์ที่หรูละมุนผนวกความแข็งแกร่งมั่นคง (Silky & Solid) การออกแบบของรถรุ่นนี้เน้นความโดดเด่นสะดุดตาและทรงพลังตามแบบฉบับรถเอสยูวีที่แท้จริง พร้อมด้วยการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ดูโฉบเฉี่ยว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย
ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินรางวัล
การออกแบบภายนอก ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ด้านหน้าและซุ้มล้อหลังอันทรงพลัง สร้างความรู้สึกที่ดูใหญ่โตโอ่อ่า แม้ว่าจะเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ผนวกรวมกับรูปทรงของชุดไฟหน้าและชุดไฟท้าย ที่สะท้อนเสน่ห์แบบรถอเนกประสงค์ที่ล้ำสมัย ขณะที่การผสมผสานอย่างลงตัวและความกลมกลืนอย่างเหนือชั้นของการออกแบบสี วัสดุ และพื้นผิว (CMF) ทำให้ภายในห้องโดยสารสะท้อนความน่าทึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ไปกันได้ดีกับรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างลงตัว การใช้ลวดลายหกเหลี่ยมทั้งภายในและภายนอกยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การออกแบบตัวรถโดยรวมมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกด้วย
เว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.com/en/products/xforce/
เดลิกา มินิ ใหม่!
เดลิกา มินิ รุ่นใหม่ คือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กยกสูงแบบเคคาร์ ที่ใช้ชื่อเดียวกับรถมินิแวนอย่างเดลิกา โดดเด่นด้วยการผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางและสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่พร้อมพาคุณไปค้นพบความสนุกเร้าใจในทุกเส้นทาง (Daily Adventure) ในรูปแบบของรถสไตล์เอสยูวี ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังที่น่าประทับใจ เช่นเดียวกับรถเดลิกา พร้อมด้วยห้องโดยสารที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบครันทั้งสำหรับกิจกรรมเอาท์ดอร์และการขับขี่ในชีวิตประจำวัน
ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินรางวัล
ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าประทับใจ ให้ความรู้สึกที่ดูแข็งแกร่ง บึกบึน และทรงพลัง แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังให้ความรู้สึกที่ดูน่ารักและเป็นมิตร โดยเฉพาะไฟหน้าวงแหวนที่ตัดขอบด้านบน รวมถึงสีตัวถังที่สะท้อนถึงความคล่องแคล่วปราดเปรียว ผสานรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและสะดุดตาที่ชวนให้พาออกไปผจญภัย การออกแบบในห้องโดยสารยังสอดรับกับภายนอก สร้างภาพลักษณ์ที่ดูสบายตาและแข็งแกร่ง ส่วนกรอบกระจกหน้าต่างที่กลมกลืนกับสีภายนอกยังสะท้อนความซุกซนสนุกสนานอีกด้วย
เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น)
www.mitsubishi-motors.co.jp/lineup/delica_mini/special/
- ไทรทัน ได้รับการจัดจำหน่ายในชื่อ L200 ในบางประเทศ โดยออล–นิว ไทรทัน มีกำหนดออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นปี 2567
- เอ็กซ์ฟอร์ซ ไม่มีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
- เคคาร์ เป็นประเภทรถยนต์ขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น
- Good Design Award เป็นระบบการประเมินและยกย่องการออกแบบที่ครอบคลุมมากที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศญี่ปุ่น และดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง Good Design Product Selection System ในปี 2500 ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา การตัดสินรางวัลนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นผ่านการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบ และมีการมอบรางวัลไปแล้วรวมทั้งหมดกว่า 50,000 รางวัล ด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยมีเครื่องหมาย G Mark เป็นสัญลักษณ์การันตีการออกแบบที่ยอดเยี่ยม ทำให้ในปัจจุบัน รางวัลนี้เป็นที่ยอมรับจากบริษัทและองค์กรธุรกิจจากทั่วโลกที่ได้เข้าร่วมส่งผลงาน
‘MQDC’ ทุ่ม 7,000 ล้าน เปิดตัว ‘Whizdom Craftz Samyan’ คอนโดระดับพรีเมียมใจกลางสามย่าน!
Whizdom Craftz Samyan โปรเจ็กต์แรกภายใต้แบรนด์
อัษฎา แก้วเขียว ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ MQDC เล่าถึงการปั้นโปรเจ็กต์ใหม่ว่า “แบรนด์วิสซ์ดอม มีความโดดเด่นในการด้านการพั
Whizdom Craftz Samyan เป็นโครงการเปี่ยมศั
Whizdom Craftz Samyan คราฟท์ขึ้นจาก 5 คอนเซ็ปต์เพื่อตอบโจทย์ยูนี
- Empowered Work — จากอินไซต์ของแบรนด์พบว่าคนรุ่
นใหม่ต้องการที่อยู่อาศัยที่พร้ อมหนุนไลฟ์สไตล์ Work from Anywhere พื้นที่ใช้สอยในห้องของ Whizdom Craftz สามารถตอบโจทย์การใช้ที่อยู่ อาศัยเป็น SOHO – Small Office Home Office ของคนรุ่นใหม่พร้อมรองรั บการทำธุรกิจภายในที่อยู่อาศั ยได้อย่างลงตัว นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางยังมี Co-working Space ที่กว้างขวาง พร้อมซัพพอร์ตการนั่งประชุมหรื อคุยงานท่ามกลางบรรยากาศอันผ่ อนคลายแต่เปี่ยมฟังก์ชันการใช้ งานหลากหลาย ซึ่งรวมถึง Whizdom Club พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาศั กยภาพให้เหล่านิวเจนได้ไปต่อได้ อย่างไม่มีสะดุดในทุก ๆ วัน - Curated Living — Whizdom Craftz Samyan คือนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตระดั
บพรีเมียมใจกลางสามย่าน ด้วยการเป็นอาคารที่สูงที่สุ ดในสามย่าน ผู้อยู่อาศัยจะได้เพลิดเพลินกั บสระว่ายน้ำสำหรับออกกำลังกายที่ ตั้งอยู่ในหลายชั้นพร้อมเชื่ อมต่อกับโซนพื้นที่สีเขียว ให้สามารถออกกำลังกายและผ่ อนคลายกับวิวสวนเต็มไปด้ วยธรรมชาติอันสดชื่น พร้อมด้วย Sky Trail เส้นทางออกกำลังกายกลางแจ้งท่ ามกลางความร่มรื่น นอกจากนี้ ภายในทุกยูนิตยังมีครัวปิดในดี ไซน์โมเดิร์น พร้อมด้วย Walk-in Closet ระดับพรีเมียม (80% ของยูนิตทั้งหมด) และพื้นที่ส่วนกลางอีกมากมายเพื่ อยกระดับการใช้ชีวิตขึ้นไปอี กสเต็ป - Singular Nature —แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทุ่
มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขาให้ ความสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้าง Well Being และการหาเวลาพักผ่อนและดู แลตนเอง Whizdom Craftz Samyan จัดเต็มกับสร้างพื้นที่สีเขี ยวกว่าใจกลางเมืองในโครงการเพื่ อให้ธรรมชาติได้มาบูสต์พลังกาย- ใจให้ผู้อยู่อาศัยได้รีชาร์จ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว ให้ได้สัมผัสธรรมชาติใจกลางเมื องและดื่มด่ำกับการชมพระอาทิตย์ ลับขอบฟ้าและวิวแม่น้ำเจ้ าพระยาในทุก ๆ วัน ในด้านการออกแบบสถาปั ตยกรรมของอาคาร โครงการตั้งใจออกแบบอาคารให้เป็ นดั่ง Sky Cliff หรือหน้าผาสูงระฟ้า สร้างมุมมองใหม่เป็นหน้าผาสู งใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุกระจกที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มอบดี ไซน์ทันสมัยที่สามารถผสมผสานกั บธรรมชาติได้อย่างสวยงามสะดุดตา - Selected Smart Living — Whizdom Craftz Samyan ชูการอยู่อาศัยแบบสมาร์ตด้วยนวั
ตกรรมที่ล้ำสมัยในทุก ๆ ส่วนของโครงการ ทั้งระบบดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, การใช้ Big Data ในการบริหารจัดการพื้นที่, “FAHSAI” หอฟอกอากาศอัจฉริยะที่ตั้งอยู่ ในสวนหน้าโครงการเพื่อสร้ างอากาศสะอาดให้ผู้อยู่อาศั ยและชุมชนโดยรอบ ตลอดจนจุดชาร์จ EV เพื่อความสะดวกสบายในการชาร์ จสำหรับเจ้าของรถไฟฟ้าในโครงการ - MQDC Standards — แบรนด์ Whizdom Craftz พัฒนาขึ้นภายใต้วิชั่นการพั
ฒนาโครงการด้วยมาตรฐานของ MQDC ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิ จในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดี ของทุกชีวิตบนโลกนี้ (For All Well-Being) โครงการในเครือ MQDC มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่ เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่ผู้ พักอาศัย
อัษฎา แก้วเขียว เผยถึงภาพรวมของแบรนด์วิสซ์ดอม ว่า “แบรนด์วิสซ์ดอมตั้งเป้าที่
อริสา นันทาภิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่
อริสา นันทาภิวัฒน์ “ด้วยความเข้าใจถึงความต้
Whizdom Craftz Samyan เป็นคอนโดมิเนียมสูง 55 ชั้น ประกอบด้วยห้องชุดพักอาศัย 423 ยูนิตในราคาเริ่มต้น 7.99 ล้านบาทสำหรับห้อง 38 ตร.ม. โดยมีตัวเลือกห้องทั้งหมด ได้แก่ 1 ห้องนอน (30-39 ตร.ม.) 1 ห้องนอนแบบลอฟต์ (46-57 ตร.ม.) 2 ห้องนอน (53-66 ตร.ม.) และยังมีห้องขนาดใหญ่ ได้แก่ 2 ห้องนอนพลัส (77-89 ตร.ม.) 2 ห้องนอนแบบลอฟต์ (70-90 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (96-105 ตร.ม.) นอกจากนี้ ยังมีห้อง Duplex (99-100 ตร.ม) และเพนต์เฮ้าส์ขนาด (188-233 ตร.ม.) อีกด้วย
Whizdom Craftz Samyan จัดเต็มกับพื้นที่ส่วนกลางทั้
“เราเตรียมเปิด Sales Gallery เป็นครั้งแรกในวันที่ 7-8 ตุลาคมนี้ให้ผู้ที่สนใจได้สัมผั
คอนโดระดับพรีเมียมสุดคราฟท์แห่
Whizdom Craftz Samyan จะเปิด Sales Gallery ให้ชมห้องตัวอย่างและเปิดพรี
นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจยั
ดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองการชมห้
‘ฮุนได โมบิลิตี้’ เปิด ‘H-SPACE’ ศูนย์บริการแฟล็กชิปแห่งใหม่พร้อมดูแลครบวงจร!
H-SPACE ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดี พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมศั
H-SPACE กำหนดเปิดให้บริการในเร็วๆนี้ พร้อมมอบความเป็นเลิศ ทั้งการเป็นศูนย์บริการและศูนย์
เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของฮุ
วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อ H-SPACE ว่า “ศูนย์แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์
ส่วนสำคัญของ H-SPACE คือโชว์รูมขนาดใหญ่ซึ่งได้รั
แน่นอนว่าการมอบประสบการณ์ชั้
H-SPACE ยังเสริมความเชื่อมั่นในด้านบริ
นอกจากนี้ เพื่อเป็นการขานรับต่อวิสัยทั
ในโอกาสการเปิดตัว H-SPACE ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ยังเปิดตัว ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ (Hyundai STARGAZER X) ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มรถยนต์
สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ เสริมความโดดเด่น ด้วยล้ออัลลอยด์อัพเกรดขนาด 17 นิ้ว พร้อมดีไซน์ diamond-cut สวยสะดุดตา ภายในห้องโดยสารมาพร้อมการตกแต่
ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ ยังติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ อย่างเบรกมือไฟฟ้า (EPB) พร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (Auto Hold) เซ็นเซอร์ช่วยจอดทั้งด้านหน้า – ด้านหลัง และดิสก์เบรกหลังเป็นครั้งแรก ด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่
สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ มาพร้อมกับข้อเสนอ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี1 และ ฟรีค่าแรง 2 ปี หรือ ภายในระยะ 40,000 กม.2 นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญพิเศษด้วยข้อเสนอ เงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 46,999 บาท1 หรือ เลือกผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้น 7,900 บาท1 และอีกหนึ่งความพิเศษคือ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฮุนได เอช-วัน อีลิท เอฟอี โดยที่ตัวอักษร FE หมายถึง “Final Edition” มาพร้อมออพชันเฉพาะสุดพิเศษกับ หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมวิทยุ FM/AM รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัย รองรับการเชื่อมต่อที่
การเปิดตัว H-SPACE รวมถึง สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ และ ฮุนได เอช-วัน อีลิท เอฟอี ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการขับเคลื่
ขอเชิญท่านร่วมสัมผัสวิวั
1 เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด
2 แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน
New MG5 10th Anniversary Special Edition ปรับลุคสปอร์ตสุดคูล!
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์นั่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จับสปอร์ตคูเป้ซีดาน MG5 ตกแต่งเป็นรุ่นพิเศษ New MG5 10th Anniversary Special Edition โดยมาพร้อมตัวถังสีใหม่ “Crayon Grey” คุมโทนการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในด้วยสไตล์ “โมโนโครม” ใส่ออปชั่นเพื่อการขับขี่ไว้อย่างครบครัน ตั้งธงเพิ่มความคุ้มค่าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ปอร์ตคูเป้ซีดานยิ่งขึ้นด้วยราคา ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 589,900 บาท ดาวน์เริ่มต้นเพียง 10% พร้อมให้สัมผัสคันจริงแล้วที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ
MG5 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบันมียอดขายสะสมแล้วกว่า 21,000 คัน ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจนคว้ารางวัลการออกแบบระดับโลกอย่าง “Good Design Award 2021” สาขา “Compact Sport Cars” จากประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าคนไทยต่างให้การยอมรับด้านการออกแบบดีไซน์ และเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ รวมถึงการบริหารพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ MG5 ยังคงคอนเซ็ปต์การเป็นรถเก๋งซีดานที่มีห้องโดยสารใหญ่ที่สุดในคลาส มีมิติตัวถังขนาดใหญ่เทียบเท่า C-Segment ผู้โดยสบายจึงได้รับความสะดวกสบายในทุกตำแหน่งที่นั่ง
พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ตลาด B-Segment ว่า “การแข่งขันในตลาดรถเก๋งค่อนข้างดุเดือด ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากหลากหลายปัจจัย อีกทั้งวิวัฒนาการของเทคโนโลยียานยนต์ที่พัฒนาก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ และแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงรุกจากค่ายรถต่าง ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง ไตรมาสสุดท้ายจึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น
การมาของ New MG5 10th Anniversary Special Edition จะนำพาแบรนด์ไปสู่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเจนใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้สีเทา – ดำ ในการตกแต่งเพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรุ่นพิเศษ ตั้งแต่ตัวถังสีเทาเฉดใหม่ Crayon Grey ที่สอดรับกับการตกแต่งด้วยสีดำในหลากหลายตำแหน่งรอบคัน จัดวางโลโก้ 10th Anniversary ที่ประตูท้าย และล้ออัลลอยสีดำดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว
ภายในห้องโดยสารยังคงใส่ความสปอร์ตในทุกอณู มาพร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment แบบ Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ครบครันด้วยเทคโนโนโลยีความปลอดภัย พร้อมรองรับการเชื่อมต่อมัลติมีเดีย ตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี
ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้คนไทยได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมที่คุ้มค่า จึงส่ง New MG5 10th Anniversary Special Edition จำหน่ายในราคา 589,900 บาท และเพื่อเพิ่มโอกาสในการจองซื้อรถให้กับลูกค้ามากขึ้น เอ็มจี ร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำเพื่อให้ลูกค้าชำระเงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 58,990 บาท (10% จากราคาจำหน่าย) และมอบประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่จองซื้อภายในวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2566 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เท่านั้น พร้อมเปิดให้จองรถได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแอพพลิเคชัน MG THAILAND และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่ bit.ly/NewMG5-10thAnniversarySpecialEdition รวมทั้งสัมผัสคันจริงได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพ 150 แห่ง ทั่วประเทศ”
หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เท่านั้น
ฟอร์ดรวมพลังอาสาสมัครจัด Global Caring Month พร้อมสานต่อกิจกรรม Water Go Green ปีที่ 8
ฟอร์ด ประเทศไทย ระดมอาสาสมัครร่วมกิจกรรม Ford Global Caring Month พร้อมกับอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกในเดือนกันยายน โดยในประเทศไทย ฟอร์ดได้ร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) สานต่อกิจกรรม ‘Water Go Green’ หรือการจัดการน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ซึ่งในปีนี้ฟอร์ดจัดกิจกรรมที่โรงเรียนบ้านหมอมุ่ย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ฟอร์ด ฟันด์) และมีอาสาสมัครจากฟอร์ด ประเทศไทย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) พนักงานของผู้จำหน่ายฟอร์ด และสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมกว่า 70 คน
“การออกไปช่วยเหลือชุมชนเป็นพันธกิจสำคัญของอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลก เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับชุมชนควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ครั้งนี้นับเป็นปีที่ 8 ที่เราได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงโรงงานฟอร์ดในจังหวัดระยองด้วยการส่งมอบความรู้ในการจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาระบบจัดการน้ำของโรงเรียนและช่วยลดค่าไฟฟ้า ทั้งยังร่วมกันปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสานเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชน โดยนำผลผลิตที่ได้มาใช้บริโภคภายในโรงเรียนและสร้างรายได้เสริมแก่ชุมชน” รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว
ฟอร์ด ฟันด์ เป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด ที่ช่วยระดมความร่วมมือจากอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกมาดำเนินโครงการ Global Caring Month ร่วมกันในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกแก่ชุมชนต่างๆ ทั่วโลก ปีนี้ฟอร์ด ฟันด์ ได้สนับสนุนงบประมาณราว 1,350,000 บาท เพื่อให้ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม Water Go Green ที่โรงเรียนบ้านหมอมุ่ย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นต้นแบบแก่ชุมชนรอบข้าง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมอบองค์ความรู้ด้านการนำนวัตกรรมมาช่วยจัดสรรทรัพยากรน้ำให้แก่ชุมชน เพื่อใช้ในการเกษตร อุปโภคบริโภค และยังนำมาสร้างรายได้เสริมได้
อาสาสมัครฟอร์ดและสื่อมวลชนได้ร่วมกันติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 10 แผง พร้อมแบตเตอรี่ให้แก่โรงเรียนบ้านหมอมุ่ย ซึ่งระบบโซลาร์เซลล์จะต่อเข้ากับแปลงปลูกผักและระบบส่องสว่างในโรงเรียน ช่วยให้โรงเรียนประหยัดค่าไฟฟ้าลงประมาณ 30% อาสาสมัครฟอร์ดยังได้ร่วมกันทำกิจกรรมอาสาตลอดทั้งวัน ทั้งขุดลอกและล้อมรั้วรอบสระน้ำยาวกว่า 110 เมตร รวมถึงปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการสร้างแปลงเกษตรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำแปลงปลูกผักด้วยอิฐบล็อกรวม 20 แปลง ประกอบโรงเรือนเพาะเห็ด 1 หลัง และนำก้อนเชื้อเห็ดเข้าโรงเรือน
ติดตั้งแปลงปลูกผักยกสูงพร้อมเชื่อมต่อระบบจ่ายน้ำ ผสมดินเพาะปลูกและนำต้นกล้าผักลงปลูกในเข่งและตะกร้า รีไซเคิลยางรถยนต์ใช้แล้วเป็นภาชนะปลูกผัก ติดตั้งรถเข็นสูบน้ำด้วยระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรจะนำไปบริโภคภายในโรงเรียนและจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ โครงการนี้ถือเป็นต้นแบบกิจกรรมเพื่อสังคมที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนซึ่งสามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในอนาคตได้
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำวิสัยทัศน์อีวีในไทยพร้อมเปิดตัว EQE รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด!
เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ในงาน “Ambition for the Future” เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ดำเนินงานตามแผนด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เติมพอร์ตอีวีอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สองรุ่น ‘EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic’ และ ‘Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+’ นำเสนอผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ “Electric. Crafted by Mercedes-Benz” พร้อมเผยแนวคิดของโมเดลธุรกิจแห่งยุค “Retail of the Future” เตรียมพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก ในปี 2024 วางเป้าหมายในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าครอบคลุมในทุกมิติ
หนึ่งในแผนงานหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบ ตอกย้ำเป้าหมายระดับโลกในการทำให้รถยนต์ทุกรุ่นในพอร์ตเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในปี 2030 โดยล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดเวิลด์พรีเมียร์ของรถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า “Mercedes-Benz CLA Concept” ที่งาน IAA Mobility 2023 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัยในยุคดิจิทัล และในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเดินหน้าขับเคลื่อนตลาดด้วยการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นแรก อย่าง EQS และ EQB ขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ระดับลักชั่วรี่แบรนด์แรกที่ผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงและประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย
เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในโมเดลของ Mercedes-Benz EQE พร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic และ Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมทั้ง 2 รุ่น โดยสามารถจองผ่านช่องทางออนไลน์หรือติดต่อได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic คือรถเอสยูวีขนาดกลางในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเช่นเดียวกันกับรุ่นแฟล็กชิพอย่าง EQS สะท้อนการออกแบบที่ผสานดีไซน์อันเหนือระดับเข้ากับความเหนือชั้นของฟังก์ชั่นและความสะดวกสบายตามแบบฉบับของรถเอสยูวี และอีกหนึ่งโมเดลที่ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานของ EQE ก็คือ Mercedes-AMG EQE 53 ซึ่งถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมกับจิตวิญญาณของ AMG ที่จะมอบสมรรถนะที่ทรงพลังและประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดให้กับลูกค้าทุกคนที่เป็นเจ้าของ”
ในงาน “Ambition for the Future” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เผยแนวคิดของโมเดลธุรกิจใหม่ที่มีชื่อว่า “Retail of the Future” โดยเตรียมปรับใช้ในช่วงต้นปี 2024 ด้วยเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีกให้กับตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี่ในประเทศไทย ชูโมเดลธุรกิจที่เน้นความโปร่งใสของราคาและข้อเสนอจากผู้จำหน่ายฯ ที่ต้องเท่าเทียมกัน การจัดการความพร้อมของสต็อกรถยนต์ และการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ภายใต้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยที่ผู้จำหน่ายฯ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการบริการลูกค้า นอกจากนี้ในโมเดลธุรกิจใหม่ จะไม่ได้เน้นเพียงแค่การขายรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่จะส่งเสริมเครือข่ายการค้าปลีกของแบรนด์ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ
“โมเดลธุรกิจนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี่ที่มีความแข็งแกร่ง และสร้างความโปร่งใสในด้านราคาด้วยกระบวนการจัดการที่มีมาตรฐาน ลูกค้าทุกคนจะได้รับการเสนอราคาและข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และสามารถเข้าถึงสต็อกของรถยนต์ทุกรุ่นจากทุกผู้จำหน่ายฯ ไม่ว่าจะเป็นผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ ซึ่งทางผู้จำหน่ายฯ จะอยู่ในทุกขั้นตอนการซื้อรถของลูกค้า ตั้งแต่การทำใบเสนอราคา การทดลองขับ จนไปถึงขั้นตอนการสั่งจอง และการส่งมอบรถยนต์ โดยโมเดลธุรกิจนี้จะทำให้ผู้จำหน่ายไม่ต้องแบกรับภาระด้านการจัดการคลังสินค้าและสต็อกรถยนต์ เพราะรถจะถูกนำส่งมาจากคลังสินค้ากลางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งหมายความว่าผู้จำหน่ายฯ จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสต็อกและความเสี่ยงด้านต้นทุนของธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้จำหน่ายฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านการบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน” มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวเสริม
การแถลงวิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงาน “Ambition for the Future” พร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่น ถือเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 2024 เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะขยายพอร์ตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” มาใช้ในประเทศไทย เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ยกระดับคุณค่าของแบรนด์ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายผู้จำหน่ายฯ อย่างเป็นทางการ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์
