‘โรยัล เอ็นฟีลด์’ เผยโฉม 650 รุ่นอัปเกรด สวยเท่เหมือนเกิดใหม่!

รถจักรยานยนต์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของ Royal Enfield Interceptor 650 และ Continental GT 650 ได้ดึงดูดกลุ่มคนรักจักรยานยนต์ทั่วโลกในเรื่องประสบการณ์การขับขี่สุดมันส์มาตั้งแต่ปี 2018 ครั้งนี้ รุ่นคู่แฝดตัวตึงสุดเท่อย่าง Interceptor และ Continental GT 650 มาในสีสันใหม่ล่าสุดอันน่าทึ่ง พร้อมคุณสมบัติด้านการใช้งานและรูปลักษณ์ภายนอกสุดเร้าใจ

Interceptor 650 มาใน 4 สีใหม่ ประกอบด้วยสองรุ่นสไตล์สีดำแบล็คเอาท์อย่าง – Black Ray และ Barcelona Blue – และสีคู่คัสตอมใหม่ – Black Pearl และ Cali Green ในซีรีส์สีทึบแบล็คเอาท์ กลุ่มสีใหม่นี้ประกอบกับกลุ่มสียอดนิยมที่มีอยู่แล้วอย่าง Mark 2, Sunset Strip และ Canyon Red ครั้งนี้ Royal Enfield เปิดตัวคอนติเนนทอล จีที 650 เวอร์ชั่นสีดำล้วน ได้แก่ Slipstream Blue และ Apex Grey โดยจะมีให้เลือกคู่ไปกับสีสุดฮอตอย่าง Mr Clean, Dux Dulux, British Racing Green และ Rocker Red โดยสีใหม่ทั้งหมดจะมาพร้อมกับคุณสมบัติด้านการใช้งาน ตามหลักการยศาสตร์ที่ดี เช่น เบาะนั่งที่สบายยิ่งขึ้น สวิตช์เกียร์ใหม่ พอร์ตชาร์จ USB และไฟหน้า LED ใหม่ทั้งหมด

สไตล์แบล็คเอาท์ใน Interceptor และ Continental GT ที่เน้นโทนสีดำตั้งแต่หัวจรดท้าย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์หรือท่อไอเสียที่รับประกันว่าจะทำให้ใจเต้นแรงและดึงดูดทุกสายตา และมาพร้อมกับล้ออัลลอยลายโดดเด่น พร้อมยาง Tubeless ในทั้งสองรุ่น

Anuj Dua หัวหน้าฝ่ายธุรกิจ โรยัล เอ็นฟีลด์ ภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ได้กล่าวถึงการเปิดตัวสีใหม่ของรถจักรยานยนต์ 650 Twin ว่า “Interceptor 650 และ Continental GT 650 ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากผู้ชื่นชอบการขับขี่ทั่วโลก เรามั่นใจว่า สีใหม่โดยเฉพาะรุ่นสีดำล้วน รวมถึงล้ออัลลอยสีดำ จะเป็นเหตุผลที่ลูกค้าหลงรักในการขับขี่รถจักรยานยนต์เหล่านี้ ในขณะที่การอัพเกรดฟังก์ชันใหม่จะยิ่งเพิ่มประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานและเร้าใจ”

นับตั้งแต่การเปิดตัวในเดือนกันยายน 2018 ของ 650 Twins ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ชื่นชอบรถจักรยานยนต์ทั่วโลก และมีส่วนสำคัญในการขยายธุรกิจและความสำเร็จไปทั่วโลกของแบรนด์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่ง Interceptor 650 เป็นรถโรดสเตอร์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายความโมเดิร์นคลาสสิค ได้สร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ชื่นชอบยานยนต์ทั่วโลก โดยได้รับรางวัลหลายรางวัล เช่น MCN ‘Retro Motorcycle of the Year’ สองครั้งติดต่อกัน และยังได้รับรางวัล “Bike of the year” 2 ปีติดต่อกัน (พ.ศ. 2562-2563) ในประเทศไทย Continental GT 650 เติบโตขึ้นจนกลายเป็นตัวเอกของรถสไตล์คาเฟ่เรซเซอร์ และอยู่ในระดับแนวหน้าของสังคมารขี่รถจักรยานยนต์ในอินเดีย

ประเทศไทยมีกลุ่มผู้หลงใหลในรถจักรยานยนต์และเสน่ห์อันเหนือกาลเวลาของโรยัล เอ็นฟีลด์ มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ให้ลูกค้าเป็นมากกว่าผู้ขับขี่ คือเป็นครอบครัวที่แน่นแฟ้นที่ในหมู่นักบิดกับยอดขายรุ่น Interceptor 650 ถึงกว่า 4,000 คัน 

สองคู่แฝดตัวตึง 650 รุ่นอัปเกรดใหม่นี้จะเปิดจองได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 243,900 บาท สำหรับ Interceptor 650 และ 252,900 บาทสำหรับ Continental GT 650 

#RoyalEnfieldTwins #Interceptor650 #ContinentalGT650 #PureMotorcycling #RoyalEnfieldThailand


เผยโฉมพร้อมราคา ‘แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่’ เริ่มต้น 1,529,000 บาท!

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยระบบฟูลไฮบริด e:HEV ในทุกรุ่นย่อย ตอบสนองอย่างทันใจและทรงพลัง มอบแรงบิดสูงสุด 335 นิวตันเมตร และมีอัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25 กม./ลิตร โดยระบบสามารถปรับเปลี่ยนโหมดการทำงานให้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์การขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด (Intelligent Multi-mode drive) ประกอบไปด้วยการทำงานของโหมดการขับขี่ 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) นอกจากนี้ในขณะลดความเร็ว ระบบจะเปลี่ยนพลังงานที่เกิดขึ้นจากการลดความเร็วนั้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า และชาร์จกลับไปยังแบตเตอรี่ (Regeneration) นอกจากนี้ผู้ขับขี่ยังสามารถเข้าถึงอารมณ์การขับขี่ด้วยไฟฟ้า กับสวิตช์ควบคุมโหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Switch) ซึ่งติดตั้งอยู่บริเวณคอนโซลกลาง ที่ได้รับการพัฒนาโดยเพิ่ม Charge Mode เข้ามาเป็นครั้งแรก ในแอคคอร์ด

ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นในทุกมิติ ผสานความหรูหราสง่างามและความสปอร์ตไว้อย่างลงตัว ภายในห้องโดยสารกว้าง ครบครันด้วยเทคโนโลยีและฟังก์ชันการใช้งานเพื่อความสะดวกสบาย และสะท้อนภาพลักษณ์อย่างมีระดับ อาทิ Google built-in  ปุ่ม Experience Selection Dial ที่เลือกปรับได้ดั่งใจ  ไฟสร้างบรรยากาศภายในห้องโดยสารแบบปรับเฉดสีได้ (Multi-color Ambient Light)  ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง BOSE 12 ตำแหน่ง

ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) ขนาด 11.5 นิ้ว  ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 12.3 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว  ช่องเชื่อมต่อ USB Type C 4 ตำแหน่ง  อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) เป็นต้น  ครั้งแรกในโลกกับรุ่น e:HEV RS ที่เสริมความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้นในดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน มาพร้อมหลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof)  ไฟเลี้ยวด้านหน้าและด้านหลังแบบ LED Sequential  และระบบควบคุมประตูอัจฉริยะ (Honda Smart Key System)  พร้อม Honda Smart Key Card เป็นต้น

ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ผสานการทำงานของกล้องมุมกว้างด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) หรือ ใหม่ ครั้งแรกใน แอคคอร์ด กับระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าและคนเดินถนน
  • ใหม่ ครั้งแรกใน แอคคอร์ด กับ ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำสมัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อื่น * อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS)  ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (ACL)  ระบบเพิ่มความเสถียรและความคล่องตัวในการขับขี่ (Motion Management System: MMS) ถุงลม 8 ตำแหน่ง ในทุกรุ่นย่อย  เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และหลัง 4 จุด  ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors)  ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า และระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหลัง ระบบควบคุมเสียงรบกวนเข้าห้องโดยสาร (ANC)  และเซนเซอร์ตรวจจับเสียงรบกวนจากพื้นถนน (Road noise ANC)  อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อการเชื่อมต่ออันล้ำสมัยที่เชื่อมผู้ใช้งานกับรถให้เป็นหนึ่งเดียว อาทิ ใหม่ ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้า กับฟังก์ชันการอัปเดตซอฟต์แวร์ Over-The-Air (OTA) ช่วยให้ผู้ใช้รถไม่เพียงสามารถอัปเดตระบบ Infotainment แต่ยังสามารถอัปเดตการทำงานของ ECU จากทางไกลได้ และใหม่ ระบบเชื่อมต่อ Honda CONNECT มาพร้อมเทคโนโลยี Digital Key เป็นครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้า เป็นต้น

ราคาจำหน่าย ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ทั้ง 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น e:HEV RS ราคา 1,799,000 บาท
  • รุ่น e:HEV EL ราคา 1,669,000 บาท
  • รุ่น e:HEV E ราคา 1,529,000 บาท

มาพร้อมสีภายนอกให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาวแพลทินัม (มุก)  สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก)  สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก)  และสีดำคริสตัล (มุก) พร้อมภายในสีดำ และสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง (เฉพาะรุ่น e:HEV RS)

ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมอีกขั้น ด้วยชุดอุปกรณ์ตกแต่งโมดูโล (Modulo) ที่มาพร้อมแนวคิด “The Premium Sedan” โดยมีไอเท็มอุปกรณ์ตกแต่งให้เลือก อาทิ คิ้วบันไดไดนามิก LED ราคา 6,500 บาท ชุดโลโก้ Accord และ H Mark หลังสีดำ ราคา 1,500 บาท คิ้วตกแต่งซุ้มล้อด้านหน้า ราคา 2,200 บาท ชุดฝาปิดจุกลม H Mark ราคา 850 บาท และฟิล์มกันรอยบริเวณขอบประตู ราคา 1,200 บาท หรือเลือกตกแต่งในรูปแบบแพ็กเกจ
ชุดแต่งรอบคัน ได้แก่

  • Aero Smart Package ราคา 29,990 บาท ประกอบด้วยสเกิร์ตหน้า สเกิร์ตหลัง และสเกิร์ตข้าง
  • Aero Sport Package ราคา 39,500 บาท (สำหรับรุ่น e:HEV E และ e:HEV EL) ประกอบด้วยสเกิร์ตหน้าสเกิร์ตหลังสเกิร์ตข้างและสปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต
  • Film Package ราคา 1,700 บาท ประกอบด้วยฟิล์มกันรอยบริเวณที่เปิดประตู และฟิล์มกันรอยกันชนหลัง

ข้อเสนอพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ เมื่อจองและรับรถยนต์ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 – 31 ธันวาคม 2566 รับข้อเสนอดอกเบี้ย 2.29%** พร้อมรับ Honda Exclusive Care (ฮอนด้า เอ็กซ์คลูซีฟ แคร์) ประกอบด้วย

  • ฟรีประกันภัย 1 ปี
  • ฟรีรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง
  • ฟรีแพ็กเกจเช็กระยะ ค่าแรง ค่าอะไหล่ 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)
  • ฟรี Honda Ultimate Care (ฮอนด้า อัลติเมท แคร์) ขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน 24 ชั่วโมงอีก 2 ปี หรือ 40,000 กิโลเมตร ต่อจากการรับประกันคุณภาพรถใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร สิ้นสุด รวมเป็น 5 ปี หรือ 140,000 กิโลเมตร (อย่างใดอย่างหนึ่งถึงก่อน)

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถขับ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ได้อย่างมั่นใจและอุ่นใจ ด้วยบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐาน และทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์ด้าน e:HEV (e:HEV Expert) จากเครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจรครอบคลุมทั่วประเทศ

ฮิเดโอะ คาวาซากะ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าฮอนด้า แอคคอร์ด นับเป็นรถที่สำคัญรุ่นหนึ่งของฮอนด้า ในฐานะแฟลกชิปโมเดลทั้งในระดับโลกและประเทศไทย ที่นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัยใหม่ ๆ มาโดยตลอด ในวันนี้ แอคคอร์ด เจเนอเรชันที่ 11 พร้อมขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนด้วยเทคโนโลยี e:HEV ที่เหมาะสมที่สุด ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั่วโลก อีกทั้งพร้อมมอบคุณค่าที่ยกระดับตลาดรถยนต์ในกลุ่ม D-Segment อีกขั้น กับ ฮอนด้า แอคคอร์ด
อี:เอชอีวี ใหม่ ที่ผสานเทคโนโลยีระบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ มอบการขับเคลื่อนที่ชาญฉลาดยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยพลังขับเคลื่อนหลักจากมอเตอร์ไฟฟ้าอันทรงพลัง มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ในทุกรุ่นย่อย พร้อมด้วยหลากหลายเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายและความปลอดภัยอันล้ำสมัย ที่ได้รับการติดตั้งในรถยนต์คันนี้ เพื่อให้เป็นรถที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ

โดยฮอนด้า ให้ความสำคัญกับการทำตลาดในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นที่รถยนต์ไฮบริดเป็นหลัก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหญ่ ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนของการขายรถยนต์ไฮบริดที่มากที่สุดในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ในตลาดรถยนต์รวมในประเทศไทย ซึ่งการเปิดตัว ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ในครั้งนี้จะมีส่วนสำคัญในการตอกย้ำความเป็นผู้นำของฮอนด้าในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทั้งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในภาพรวม สร้างมูลค่าเพิ่มทั้งในด้านการจ้างงาน และด้าน Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ อีกทั้งเป็นเครื่องยืนยันให้เห็นถึงจุดแข็งด้านคุณภาพการผลิต และความเชื่อมั่นของรถที่ผลิตในไทยที่ได้มาตรฐานระดับเดียวกับฮอนด้าทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสกับ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/accordehev

หมายเหตุ

*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น

**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ

สำหรับสีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 14,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 10,000 บาท

ราคาอุปกรณ์ตกแต่ง ไม่รวม VAT 7%

กรณีติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งพร้อมรถยนต์ใหม่ รับประกันอุปกรณ์ตกแต่งนาน 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร


‘โคอะลา มาร์ช’ พาเปิดโลกขนมคาแรกเตอร์ยอดฮิตกับ10 โซนสุดปัง!

สาวก ‘โคอะลา มาร์ช’  ช่วงนี้คุณจะยิ่งตกหลุมรัก มาร์ชคุง และวอลซ์จัง 2 คาแรกเตอร์ที่คุ้นเคยมากกว่าเดิม เมื่อ บริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายบิสกิตสอดไส้ ภายใต้แบรนด์ “โคอะลา มาร์ช (Koala’s March)” ทุ่มจัดนิทรรศการ ‘โคอะลา มาร์ช เวิลด์ เปิดใจให้โลกน่ารักเวรี่มาร์ช’ เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของบิสกิตรูปโคอะลาครั้งแรกในไทยผ่านโซนต่างๆ  10 โซน

แกะกล่องด้วยการเริ่มต้นเดินทางผ่านอุโมงค์ 6 เหลี่ยม เปรียบเสมือนกับเรากำลังก้าวเข้าสู่กล่องโคอะลา มาร์ช ที่เราคุ้นเคย ในห้องเฮกซากอน มิลเลอร์ (Hexagon Mirror) ซึ่งรายล้อมไปด้วยกระจกและคาแรกเตอร์สุดน่ารักที่ร่วมเดินทางไปกับคุณ จุดนี้เซลฟี่เก็บภาพความประทับใจได้แบบรัวๆ  ต่อมาจะพบกับห้องที่มีเหล่าโคอะลา มาร์ช มาขับกล่อมเพลง    มาร์ชต้อนรับทุกคน ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับ และการเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงแห่งความสนุกสนาน  เมื่อเดินผ่านม่านเข้ามาอีกชั้นก็จะพบกับ ‘โคอะลา แองเจิล’ และ ‘โคอะลา เดวิล’ ที่กำลังนั่งกินโคอะลา มาร์ช อย่างเพลิดเพลินไปกับวัตถุดิบของขนมโคอะลา มาร์ช ซึ่งตกแต่งห้องให้เป็นช็อกโกแลตและนม สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของรสบิทเทอร์ช็อกโกแลต และรสไวท์มิลก์ อันแสนอร่อย ชวนให้นึกถึงรสชาติที่เราติดใจ โดยผนังด้านหนึ่งจะมีรูปใบหน้าของ โคอะลา มาร์ช ที่เกิดจาการนำกล่องขนมสองรสชาตินี้จำนวนกว่า 2,000 กล่องมาตกแต่งจัดเรียงเอาไว้อย่างน่าทึ่ง

ไม่เพียงเท่านั้น มาร์ชคุง และวอลซ์จัง  พระนางสองคาแรกเตอร์หลักจะพาทุกคนไปรู้จักตัวตนของพวกเขา ทั้งความชอบ ความฝันในแง่มุมต่างๆ  รวมทั้งยังได้พบกับสมาชิกอีก 214 ลวดลาย เห็นแล้วจะเพลิดเพลินไปกับอิริยาบถและความขี้เล่นในเวอร์ชั่นที่แตกต่างกัน ในโซนนี้คุณจะได้ร่วมสนุกกับการทายชื่อสมาชิกใหม่ของโคอะลา มาร์ช ลุ้นรับกระเป๋าผ้าลายเอ็กคลูซีพ นอกจากนี้ยังได้พบกับ โคอะลา มาร์ช คาแรกเตอร์ของ 77 จังหวัดในประเทศไทย แบบละลานตาทั่วแผนที่รูปขวานทองของไทย ใครอยู่จังหวัดไหน ตามหาให้เจอแล้วแชะภาพไปรับของรางวัลได้อีก

ประทับใจกับคาแรกเตอร์ต่างๆ แล้ว ในโซนถัดไป จะพาทุกคนไปรับรู้ถึงที่มาของบิสกิตสอดไส้โคอะลา มาร์ช ที่มีการจำลองโรงงานทำขนม มาให้เห็นผ่าน 6 กระบวนการผลิต ที่เรียกว่า กว่าจะได้บิสกิตสอดไส้ครีมหอมกรุ่นได้นั้น เขาต้องพิถีพิถันและใส่ใจในทุกขั้นตอนอย่างมากเลยทีเดียว ที่สำคัญจะได้รู้กันล่ะว่า สาเหตุที่โคอะลา มาร์ช พุงป่องน่ารักตะมุตะมิ มาจากไส้ครีมอันหอมหวานหอมกรุ่นนั่นเอง

ด้วยความที่ โคอะลา มาร์ช เป็นขนมที่อยู่คู่กับผู้คนมาอย่างยาวนาน ในห้องถัดมา จึงบอกเล่าเรื่องราวการพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แพคเกจจิ้ง ให้เข้ากับยุคสมัย คลายความสงสัยว่าทำไม โคอะลา มาร์ช ถึงเป็นขนมที่ถูกใจวัยรุ่นทุกยุคเสมอ  โดยเฉพาะ แพคเกจจิ้ง หรือกล่องทรง 6 เหลี่ยมที่เป็นเอกลักษณ์  ตรงนี้มีที่มาน่าสนใจ เพราะแรงบันดาลใจสำคัญในการออกแบบมาจากรูปทรงของต้นยูคาลิปตัส หรืออาหารของโคอะลา  ซึ่งทางผู้ผลิต โคอะลา มาร์ช ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการอนุรักษ์และดูแลปกป้อง โคอะลา จากผลกระทบต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผ่านการเป็นสมาชิกของโครงการ Australian Foundation Koala องค์กรที่ร่วมสนับสนุนงานวิจัยพัฒนาโคอะลา ที่จะทำให้ทุกคนบนโลกได้พบเจอความน่ารักของ  โคอะลาตลอดไป

นิทรรศการนี้ โคอะลา มาร์ช ยังชวนทุกคนสนุกไปด้วยกันกับโซนต่างๆ โดยมี มาร์ชคุง วอลซ์จัง และสมาชิกอื่นๆ อยู่เคียงข้าง อาทิ เกาะโคอะลา มาร์ชและน้องนางเงือก ที่จะกระโดดขึ้นเหนือน้ำ ทำให้ทุกคนผ่อนคลาย  หรือการเลือกคาแรกเตอร์ที่คุณอยากเป็นเพื่อจำลองว่าตนเองเป็นหนึ่งในสมาชิกของโคอะลา มาร์ช

และอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญในช่วงท้าย ทุกคนต้องร้องว้าว! กับสวนดอกไม้ยักษ์นานาพรรณ  ผลงานอันน่าตื่นตาของศิลปินชื่อดัง “ปั้น-นภัสชล ตั้งนุกูลกิจ”  ผู้มีชื่อเสียงทางด้านศิลปะการตัดกระดาษและมีความหลงใหลในหมู่มวลดอกไม้ชนิดที่ศึกษาค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเธอบรรจงคัดสรรกระดาษพิเศษ และทุ่มเทแสดงฝีมือผ่านกรรมวิธีการผลิตสุดพิถีพิถัน จนเนรมิตสวนดอกไม้ในโลกของโคอะลา มาร์ช ออกมาได้อย่างน่ารักเวรี่มาร์ช ที่จะทำให้คุณมูฟออนจากความน่ารักของ โคอะลา มาร์ช ไม่ได้เลย

ซาดาฟูมิ มัตซึชิตะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยลอตเต้ จำกัด กล่าวว่า “โคอะลา มาร์ช หรือขนมโคอะลา เป็นขนมปังกรอบสอดไส้พอดีคำที่มอบความสุขให้กับทุกคนมาอย่างต่อเนื่องตลอด 39 ปี  มีคาแรกเตอร์น่ารักถึง 214 ลวดลาย  ที่คอยสร้างเซอร์ไพร์สให้กับทุกคำที่รับประทานและประทับใจในความอร่อย ความขี้เล่นของ มาร์ชคุงและวอลซ์จัง รวมถึงเหล่าคาแรกเตอร์ต่างๆ ซึ่งทุกคนจะรู้จักโลกของโคอะลา มาร์ช มากยิ่งขึ้นในนิทรรศการครั้งนี้”

สำหรับนิทรรศการ ‘โคอะลา มาร์ช เวิลด์ เปิดใจให้โลกน่ารักเวรี่มาร์ช’ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 ตุลาคม – 12 พฤศจิกายน 2566 นี้ ณ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก (River City Bangkok) ชั้น 2 ห้อง RCB Galleria 2 ด้วยการลงทะเบียนผ่าน Line : Koalas-march หรือ http://bit.ly/3MASbQg เพื่อร่วมสนุกและแลกของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟหน้างาน นิทรรศการนี้จัดทำโดยบริษัท CUE Group ผู้รังสรรค์ความน่ารักและส่งต่อให้โคอะลา มาร์ช ได้เป็นอีกหนึ่งความสดใสในโลกของคุณ! ติดตามข่าวสารได้ที่เพจ https://www.facebook.com/ilovekoalamarch


‘นิสสัน ไฮเปอร์ แอดเวนเจอร์’ ต้นแบบสายลุยรักษ์โลก!

เป้าหมายหลักของนิสสัน ไฮเปอร์ แอดเวนเจอร์ คือ การรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้คนที่ชื่นชอบการใช้ชีวิตกลางแจ้ง แบตเตอรี่ความจุสูงยังเป็นแหล่งพลังงานได้ถึงสองเท่า ช่วยให้ผู้ใช้สามารถชาร์จพลังงานให้กับอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ความสว่าง ณ จุดตั้งแคมป์ หรือแม้แต่ชาร์จเจ็ตสกีไฟฟ้า จากคุณสมบัติการถ่ายเทพลังงาน V2X หรือ vehicle-to-everything และยังสามารถจ่ายพลังงานให้กับบ้านที่เรียกว่า V2H หรือ vehicle-to-home รวมถึงชุมชนท้องถิ่นโดยการส่งพลังงานส่วนเกินให้กับโครงข่ายไฟฟ้าที่เรียกว่า V2G หรือ vehicle-to-grid ได้อีกด้วย

เมื่อเดินทางผ่านภูเขาหิมะ หรือเส้นทางที่เต็มไปด้วยโคลนของป่าฝนอันเขียวชอุ่ม ระบบควบคุมการขับขี่ e-4ORCE จากนิสสันจะช่วยควบคุมล้อทั้งสี่ได้อย่างแม่นยำ มั่นใจได้ว่านักเดินทางจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่น ปลอดภัย และมีสไตล์

รูปโฉมภายนอกถูกออกแบบให้ปราดเปรียวสะท้อนไลฟ์สไตล์ที่แอคทีฟ ด้วยลายเส้นทแยงมุมด้านข้างที่โดดเด่น เสริมให้เห็นถึงความกว้างขวางของห้องโดยสารภายใน เสริมทิศทางการลื่นไหลของอากาศผ่านสปอยเลอร์ด้านหน้าที่จะช่วยเพิ่มสมรรถนะตามหลักอากาศพลศาสตร์ ซึ่งได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในส่วนของกระจกที่รวมหลังคา กระจกด้านข้าง และพื้นที่แบนราบขนาดใหญ่ที่อยู่ด้านท้ายของตัวรถไว้ ล้อ และกันชนหน้า และหลังติดตั้งอุปกรณ์ยึดเกาะหิมะ เพื่อให้รถสามารถขับผ่านพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะได้อย่างทรงพลัง และง่ายดาย

ขณะที่ความโดดเด่นของภายใน และพื้นที่โดยสารได้รับการออกแบบเพื่อสร้างการขับขี่ในทุกสถานการณ์เป็นเรื่องง่าย และสะดวกสบาย แผงหน้าปัดเชื่อมต่อกับด้านล่างของกระจกหน้ารถ เปรียบเสมือนจอที่เสริมให้วิสัยทัศน์การมองเห็นกว้างขึ้น ราวกับตัวรถมีความโปร่งใส

นอกจากนี้ การเชื่อมต่อพื้นที่ภายใน และภายนอกรถยังทำได้อย่างลงตัว ภายในยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระสำหรับอุปกรณ์กลางแจ้ง เช่น เต็นท์ สกี หรือแม้แต่เรือคายัค เบาะนั่งด้านหลังมีความพิเศษที่สามารถหมุนได้ 180 องศา ซึ่งทำให้เกิดพื้นที่นั่งที่สะดวกสบายเมื่อหมุนเก้าอี้มาด้านหลังตัวรถ คุณสมบัตินี้ที่มาพร้อมกับบันไดที่พับได้อัตโนมัติ มีประโยชน์มากเมื่อตั้งแคมป์ เตรียมตัวเล่นสกี หรือนั่งชมวิวทิวทัศน์ภายนอก


นิสสัน ไฮเปอร์ แอดเวนเจอร์ จะถูกจัดแสดงแบบดิจิตอลในงาน Japan Mobility Show สำหรับผู้ที่สนใจ นิสสัน มอเตอร์จะมีการถ่ายทอดสดมิวสิกวิดีโอบนช่องยูทูปของนิสสันไปจนถึงวันที่ 25 ตุลาคม และจะมีการเผยโฉมรถยนต์ต้นแบบแต่ละคันในวิดีโอจนกว่าจะถึงวันงาน


มิตซูบิชิส่งสามตัวตึงคว้า 3 สุดยอดรางวัลออกแบบยอดเยี่ยมแห่งญี่ปุ่น Good Design Award 2023

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น (มิตซูบิชิ มอเตอร์ส) คว้ารางวัลออกแบบยอดเยี่ยมจากรถยนต์ 3 รุ่น นำโดย ออลนิว ไทรทัน1 รถกระบะขนาด 1 ตัน ออลนิว เอ็กซ์ฟอร์ซ2  รถยนต์อเนกประสงค์แบบเอสยูวีขนาดเล็ก และ เดลิกา มินิ รุ่นใหม่ ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กยกสูงแบบเคคาร์3 (Kei-car) จากงาน Good Design Award4 2023 จัดโดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Institute of Design Promotion) ด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยมีเครื่องหมาย G Mark เป็นสัญลักษณ์การันตีการออกแบบที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากองค์กรธุรกิจจากทั่วโลกที่เข้าร่วมประกวดในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ ยานยนต์ เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และอุปกรณ์ไอที

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทุ่มเทอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสร้างสรรค์การออกแบบที่มีเอกลักษณ์อันแตกต่างและโดดเด่น ภายใต้ปรัชญาการออกแบบความแข็งแกร่งทรงพลังและฉลาดปราดเปรียว” (Robust & Ingenious) ด้วยความมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความเชื่อมั่น อุ่นใจได้ในทุกเส้นทาง ไปพร้อมกับประสบการณ์เหนือระดับที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผ่านการสร้างสรรค์ยนตรกรรม ด้วยแนวคิดหลักที่มุ่งเน้นความแข็งแกร่งทนทานเปี่ยมด้วยพละกำลัง ผสานเทคโนโลยีอันชาญฉลาดปราดเปรียวคล่องตัว และรองรับการใช้งานได้อย่างเต็มที่ พร้อมกับการพัฒนาและขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้เหมาะกับยุคสมัย โดยรถยนต์ใหม่ 3 รุ่น ได้แก่ ไทรทัน เอ็กซ์ฟอร์ซ และเดลิกา มินิ ได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมในปี 2023 (Good Design Award 2023) จากการหลอมรวมความเป็นที่สุดแห่งดีเอ็นเอของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส (Mitsubishi Motors-ness) ที่สะท้อนปรัชญาการออกแบบพร้อมกับแสดงถึงแนวคิดการดีไซน์ที่โดดเด่นและแตกต่าง

ออลนิว ไทรทัน

ออลนิว ไทรทัน เป็นรถกระบะขนาด 1 ตัน ที่อัดแน่นด้วยสมรรถนะแห่งยนตรกรรมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส แบบเต็มพิกัด มอบการขับขี่ที่ปลอดภัย สะดวกสบาย อุ่นใจได้บนทุกเส้นทาง ออลนิว ไทรทัน พร้อมฝ่าฟันเส้นทางที่สมบุกสมบันบนทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าสภาพอากาศหรือสภาพถนนจะทรหดเพียงใด โดยได้รับการออกแบบด้วยแนวคิดบีสต์โหมด” (Beast Mode) เต็มเปี่ยมด้วยพลังแห่งความแข็งแกร่งทนทาน ตามแบบฉบับของรถกระบะขนานแท้ พร้อมด้วยความแข็งแรงบึกบึนและปราดเปรียวตามสไตล์รถยนต์มิตซูบิชิ ขณะที่ภายในห้องโดยสารได้รับการออกแบบอย่างหรูหราในทุกจุด เติมความสะดวกสบายเหนือระดับเพื่อตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์สไตล์รถส่วนตัว ควบคู่ไปกับการใช้งานเชิงพาณิชย์เพื่อการเติบโตของธุรกิจ

ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินรางวัล

กลุ่มเป้าหมายหลักของรถกระบะรุ่นนี้คือกลุ่มลูกค้าในตลาดอาเซียนและละตินอเมริกา และเพื่อให้ตอบโจทย์ในการเป็นรถคู่ใจสำหรับการใช้งานในเชิงพาณิชย์และการใช้งานแบบรถส่วนตัวในภูมิภาคดังกล่าว จึงจำเป็นต้องมีพลังในการขับเคลื่อนที่เหนือกว่ารถยนต์โดยสารทั่วไป รวมถึงให้การขับขี่ที่สนุก ควบคุมได้ดั่งใจ ซึ่งแตกต่างจากรถเพื่อการพาณิชย์รุ่นอื่นๆ ด้วยสไตล์การออกแบบด้านหน้ารถที่ผสมผสานความแข็งแกร่ง ที่มาพร้อมกับชุดไฟ LED ที่แตกต่างโดดเด่นด้วยเส้นแสงแบบแนวราบและซุ้มล้อทรงเหลี่ยม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างเต็มที่และถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ รถกระบะรุ่นนี้ยังมีห้องโดยสารที่กว้างขวาง แผงควบคุมที่ใช้งานง่าย รวมถึงกระบะตอนท้ายที่ใหญ่โตบรรทุกสินค้าได้มาก ทั้งยังมีฟีเจอร์อื่นๆ ที่ได้รับการออกแบบให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ตลอดจนแผ่นปิดท้ายรถกระบะ ที่สะท้อนถึงความประณีตของช่างฝีมือทักษะสูง

เว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.com/en/products/triton

ออลนิว เอ็กซ์ฟอร์ซ

ออลนิว เอ็กซ์ฟอร์ซ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์แบบเอสยูวีขนาดเล็ก มอบความสะดวกสบายและการใช้งานที่ยอดเยี่ยม ด้วยพื้นที่ห้องโดยสารอันกว้างขวางและพื้นที่เก็บของอเนกประสงค์ ผสมผสานอย่างลงตัวกับความคล่องแคล่วปราดเปรียว ขนาดตัวรถที่พอเหมาะพอเจาะ และสมรรถนะในการควบคุมขับขี่ที่ปลอดภัยและมั่นใจได้ในสภาพอากาศและสภาพถนนที่หลากหลาย ภายใต้การออกแบบด้วยแนวคิดที่ผสานสมดุลแห่งสไตล์ที่หรูละมุนผนวกความแข็งแกร่งมั่นคง (Silky & Solid) การออกแบบของรถรุ่นนี้เน้นความโดดเด่นสะดุดตาและทรงพลังตามแบบฉบับรถเอสยูวีที่แท้จริง พร้อมด้วยการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่ดูโฉบเฉี่ยว ให้ความรู้สึกล้ำสมัย

ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินรางวัล

การออกแบบภายนอก ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์ด้านหน้าและซุ้มล้อหลังอันทรงพลัง สร้างความรู้สึกที่ดูใหญ่โตโอ่อ่า แม้ว่าจะเป็นรถยนต์ขนาดเล็ก ผนวกรวมกับรูปทรงของชุดไฟหน้าและชุดไฟท้าย ที่สะท้อนเสน่ห์แบบรถอเนกประสงค์ที่ล้ำสมัย ขณะที่การผสมผสานอย่างลงตัวและความกลมกลืนอย่างเหนือชั้นของการออกแบบสี วัสดุ และพื้นผิว (CMF) ทำให้ภายในห้องโดยสารสะท้อนความน่าทึ่งน่าตื่นตาตื่นใจ ที่ไปกันได้ดีกับรูปลักษณ์ภายนอกได้อย่างลงตัว การใช้ลวดลายหกเหลี่ยมทั้งภายในและภายนอกยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การออกแบบตัวรถโดยรวมมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกด้วย

เว็บไซต์ www.mitsubishi-motors.com/en/products/xforce/

เดลิกา มินิ ใหม่!

เดลิกา มินิ รุ่นใหม่ คือรถยนต์นั่งส่วนบุคคลขนาดเล็กยกสูงแบบเคคาร์ ที่ใช้ชื่อเดียวกับรถมินิแวนอย่างเดลิกา โดดเด่นด้วยการผสานห้องโดยสารที่กว้างขวางและสมรรถนะการขับขี่อันทรงพลัง ภายใต้แนวคิดการออกแบบที่พร้อมพาคุณไปค้นพบความสนุกเร้าใจในทุกเส้นทาง (Daily Adventure) ในรูปแบบของรถสไตล์เอสยูวี ที่ให้สมรรถนะการขับขี่อันทรงพลังที่น่าประทับใจ เช่นเดียวกับรถเดลิกา พร้อมด้วยห้องโดยสารที่สะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างครบครันทั้งสำหรับกิจกรรมเอาท์ดอร์และการขับขี่ในชีวิตประจำวัน

ความเห็นของคณะกรรมการตัดสินรางวัล

ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่น่าประทับใจ ให้ความรู้สึกที่ดูแข็งแกร่ง บึกบึน และทรงพลัง แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังให้ความรู้สึกที่ดูน่ารักและเป็นมิตร โดยเฉพาะไฟหน้าวงแหวนที่ตัดขอบด้านบน รวมถึงสีตัวถังที่สะท้อนถึงความคล่องแคล่วปราดเปรียว ผสานรูปลักษณ์ที่ทันสมัยและสะดุดตาที่ชวนให้พาออกไปผจญภัย การออกแบบในห้องโดยสารยังสอดรับกับภายนอก สร้างภาพลักษณ์ที่ดูสบายตาและแข็งแกร่ง ส่วนกรอบกระจกหน้าต่างที่กลมกลืนกับสีภายนอกยังสะท้อนความซุกซนสนุกสนานอีกด้วย

เว็บไซต์ (ภาษาญี่ปุ่น)

www.mitsubishi-motors.co.jp/lineup/delica_mini/special/

  1. ไทรทัน ได้รับการจัดจำหน่ายในชื่อ L200 ในบางประเทศ โดยออลนิว ไทรทัน มีกำหนดออกจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นปี 2567
  2. เอ็กซ์ฟอร์ซ ไม่มีจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น
  3. เคคาร์ เป็นประเภทรถยนต์ขนาดเล็กในประเทศญี่ปุ่น
  4. Good Design Award เป็นระบบการประเมินและยกย่องการออกแบบที่ครอบคลุมมากที่สุดเพียงหนึ่งเดียวในประเทศญี่ปุ่น และดำเนินการต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่มีการก่อตั้ง Good Design Product Selection System ในปี 2500 ตลอด 60 ปีที่ผ่านมา การตัดสินรางวัลนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นผ่านการสร้างสรรค์ผลงานออกแบบ และมีการมอบรางวัลไปแล้วรวมทั้งหมดกว่า 50,000 รางวัล ด้วยมาตรฐานระดับโลก โดยมีเครื่องหมาย G Mark เป็นสัญลักษณ์การันตีการออกแบบที่ยอดเยี่ยม ทำให้ในปัจจุบัน รางวัลนี้เป็นที่ยอมรับจากบริษัทและองค์กรธุรกิจจากทั่วโลกที่ได้เข้าร่วมส่งผลงาน

‘MQDC’ ทุ่ม 7,000 ล้าน เปิดตัว ‘Whizdom Craftz Samyan’ คอนโดระดับพรีเมียมใจกลางสามย่าน!

Whizdom Craftz Samyan โปรเจ็กต์แรกภายใต้แบรนด์ใหม่ระดับพรีเมียมอย่าง Whizdom Craftz ที่แตกไลน์ออกมาจากแบรนด์วิสซ์ดอม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรุ่นใหม่เปี่ยมแพชชันที่กำลังขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า คนเหล่านี้เติบโตมาในยุคดิจิทัลและมีความใส่ใจเป็นพิเศษกับทุกดีเทลการใช้ชีวิตเพื่อทะยานสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ Whizdom Craftz Samyan ได้ดึงไลฟ์สไตล์ของเหล่านิวเจนมาสร้างสเปซที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่แอ็กทีฟไม่หยุดนิ่ง ด้วยเหตุนี้  Whizdom Craftz Samyan จึงจัดเต็มกับดีไซน์ที่ทันสมัยเปี่ยมฟังก์ชันและพื้นที่ส่วนกลางที่คราฟท์ขึ้นมาอย่างพิถีพิถันผ่าน 5 คอนเซ็ปต์ที่บ่งบอกคาแรกเตอร์ของแบรนด์ Whizdom Craftz ได้แก่ Empowered Work, Curated Living, Singular Nature, Selected Smart Living และ MQDC Standards มุ่งยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตสุดพิเศษที่ช่วยขับเคลื่อนความสำเร็จและสร้างแรงบันดาลใจไม่รู้จบให้แก่ผู้อยู่อาศัย

อัษฎา แก้วเขียว ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ MQDC เล่าถึงการปั้นโปรเจ็กต์ใหม่ว่า “แบรนด์วิสซ์ดอม มีความโดดเด่นในการด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ปลดล็อกการใช้ชีวิตที่สะดวกสบายและลงตัวที่สุดสำหรับผู้คนในทำเลนั้น ๆ สำหรับแบรนด์ ‘วิสซ์ดอม คราฟท์’ เราคำนึงถึงการรังสรรค์พื้นที่ซึ่งเข้าใจชีวิตที่ไม่หยุดนิ่งของนิวเจนที่เปี่ยมด้วยเอนเนอร์จี้และแพชชัน ‘วิสซ์ดอม คราฟท์’ จะเป็นที่อยู่อาศัยที่เข้ามาบูสต์ศักยภาพให้พวกเขาได้บรรลุเป้าหมายอันท้าทายและเป็นตนเองในแบบที่ดีและเก่งขึ้นในทุก ๆ วัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Crafted Lifestyle for Individual Aspirations’”อัษฎา เผยถึงกลยุทธ์ “ความคราฟท์” ของแบรนด์ว่า “สำหรับการคราฟท์โครงการนี้ขึ้นมา ตั้งแต่การเลือกทำเลไปจนถึงคอนเซ็ปต์การออกแบบ เราได้อิงจากการศึกษาอย่างละเอียด โดยสำหรับพื้นที่สามย่าน เราทำเวิร์กชอปการครีเอตพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของนักศึกษา คนทำงาน และผู้อยู่อาศัยในย่านนั้น ทำให้โครงการของเราสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และซัพพอร์ตทุกกิจกรรมของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ ทุกดีเทลจะต้องเปี่ยมด้วยคุณภาพและเพียบพร้อมด้วยนวัตกรรมทันสมัยตามมาตรฐานของโครงการ MQDC”

Whizdom Craftz Samyan เป็นโครงการเปี่ยมศักยภาพบนอาคารสูง 55 ชั้น จำนวน 423 ยูนิต มาพร้อมสเปซที่พร้อมเชื่อมต่อทุกความเป็นไปได้เพื่อซัพพอร์ตการใช้ชีวิตแบบไร้ขีดจำกัด ผ่านพื้นที่ใช้สอยที่มอบความสะดวกสบายในยุค New Normal ทั้งยังใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมการจัดการที่ใช้ AI เข้ามาทำให้การอยู่อาศัยสมาร์ตยิ่งขึ้น และที่สำคัญ Whizdom Craftz Samyan ตั้งอยู่บนทำเลทองระดับแรร์ไอเทม อยู่ใกล้กับสถาบันการศึกษามากมาย โรงพยาบาลชั้นนำ คอมมูนิตี้ที่เป็นแหล่งรวมคนรุ่นใหม่ ตลอดจนห้างสรรพสินค้าและแหล่งเที่ยว-กิน-ช้อปที่ครบครันตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนยุคนี้

Whizdom Craftz Samyan คราฟท์ขึ้นจาก 5 คอนเซ็ปต์เพื่อตอบโจทย์ยูนีคไลฟ์สไตล์ได้อย่างลงตัว ได้แก่

  1. Empowered Work — จากอินไซต์ของแบรนด์พบว่าคนรุ่นใหม่ต้องการที่อยู่อาศัยที่พร้อมหนุนไลฟ์สไตล์ Work from Anywhere พื้นที่ใช้สอยในห้องของ Whizdom Craftz สามารถตอบโจทย์การใช้ที่อยู่อาศัยเป็น SOHO – Small Office Home Office ของคนรุ่นใหม่พร้อมรองรับการทำธุรกิจภายในที่อยู่อาศัยได้อย่างลงตัว นอกจากนี้พื้นที่ส่วนกลางยังมี Co-working Space ที่กว้างขวาง พร้อมซัพพอร์ตการนั่งประชุมหรือคุยงานท่ามกลางบรรยากาศอันผ่อนคลายแต่เปี่ยมฟังก์ชันการใช้งานหลากหลาย ซึ่งรวมถึง Whizdom Club พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาศักยภาพให้เหล่านิวเจนได้ไปต่อได้อย่างไม่มีสะดุดในทุก ๆ วัน
  2. Curated Living — Whizdom Craftz Samyan คือนิยามใหม่ของการใช้ชีวิตระดับพรีเมียมใจกลางสามย่าน ด้วยการเป็นอาคารที่สูงที่สุดในสามย่าน ผู้อยู่อาศัยจะได้เพลิดเพลินกับสระว่ายน้ำสำหรับออกกำลังกายที่ตั้งอยู่ในหลายชั้นพร้อมเชื่อมต่อกับโซนพื้นที่สีเขียว ให้สามารถออกกำลังกายและผ่อนคลายกับวิวสวนเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสดชื่น พร้อมด้วย Sky Trail เส้นทางออกกำลังกายกลางแจ้งท่ามกลางความร่มรื่น นอกจากนี้ ภายในทุกยูนิตยังมีครัวปิดในดีไซน์โมเดิร์น พร้อมด้วย Walk-in Closet ระดับพรีเมียม (80% ของยูนิตทั้งหมด) และพื้นที่ส่วนกลางอีกมากมายเพื่อยกระดับการใช้ชีวิตขึ้นไปอีกสเต็ป
  3. Singular Nature —แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ที่ทุ่มเทให้กับงานอย่างเต็มที่ แต่อีกหนึ่งสิ่งที่พวกเขาให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้าง Well Being และการหาเวลาพักผ่อนและดูแลตนเอง Whizdom Craftz Samyan จัดเต็มกับสร้างพื้นที่สีเขียวกว่าใจกลางเมืองในโครงการเพื่อให้ธรรมชาติได้มาบูสต์พลังกาย-ใจให้ผู้อยู่อาศัยได้รีชาร์จ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สีเขียว ให้ได้สัมผัสธรรมชาติใจกลางเมืองและดื่มด่ำกับการชมพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าและวิวแม่น้ำเจ้าพระยาในทุก ๆ วัน ในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมของอาคาร โครงการตั้งใจออกแบบอาคารให้เป็นดั่ง Sky Cliff หรือหน้าผาสูงระฟ้า สร้างมุมมองใหม่เป็นหน้าผาสูงใจกลางเมือง โดดเด่นด้วยการใช้วัสดุกระจกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่มอบดีไซน์ทันสมัยที่สามารถผสมผสานกับธรรมชาติได้อย่างสวยงามสะดุดตา
  4. Selected Smart Living — Whizdom Craftz Samyan ชูการอยู่อาศัยแบบสมาร์ตด้วยนวัตกรรมที่ล้ำสมัยในทุก ๆ ส่วนของโครงการ ทั้งระบบดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง, การใช้ Big Data ในการบริหารจัดการพื้นที่, “FAHSAI” หอฟอกอากาศอัจฉริยะที่ตั้งอยู่ในสวนหน้าโครงการเพื่อสร้างอากาศสะอาดให้ผู้อยู่อาศัยและชุมชนโดยรอบ ตลอดจนจุดชาร์จ EV เพื่อความสะดวกสบายในการชาร์จสำหรับเจ้าของรถไฟฟ้าในโครงการ
  5. MQDC Standards — แบรนด์ Whizdom Craftz พัฒนาขึ้นภายใต้วิชั่นการพัฒนาโครงการด้วยมาตรฐานของ MQDC ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้พันธกิจในการสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของทุกชีวิตบนโลกนี้ (For All Well-Being) โครงการในเครือ MQDC มุ่งสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตที่เหนือกว่าด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรแก่ผู้พักอาศัย

อัษฎา แก้วเขียว เผยถึงภาพรวมของแบรนด์วิสซ์ดอม ว่า “แบรนด์วิสซ์ดอมตั้งเป้าที่จะเป็นตัวเลือกแรกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่มองหาที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย และล่าสุด Whizdom Craftz ก็เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ที่เติมเต็มไลฟ์สไตล์พรีเมียมเหนือระดับสุดคราฟท์ใจกลางเมือง เราพร้อมเดินหน้ารังสรรค์โปรเจ็กต์ที่ตอบโจทย์เรียลดีมานด์ของย่านนั้น ๆ และยกระดับการใช้ชีวิตที่ลงตัวของคนรุ่นใหม่ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เราเตรียมเปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์วิสซ์ดอมอีกแน่นอน”

อริสา นันทาภิวัฒน์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดโครงการ เน้นย้ำถึงจุดเด่นของโครงการว่า “Whizdom Craftz Samyan เป็นที่สุดแห่งที่อยู่อาศัยที่สะท้อนความสำเร็จและชีวิตเหนือระดับสำหรับนิวเจนยุคนี้ ด้วยมูลค่าโครงการ ขนาดพื้นที่ใช้สอย และส่วนกลางระดับไฮเอนด์ที่คราฟท์ขึ้นเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตสุดแอ็กทีฟ ทุก ๆ ดีเทลของโครงการดีไซน์ขึ้นมาเพื่อเติมพลังการใช้ชีวิตและสปาร์กไอเดียใหม่ ๆ ให้เหล่านิวเจนไปต่อได้แบบไม่มีสะดุด นอกจากนี้ Whizdom Craftz Samyan ถือเป็นโครงการระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในการลงทุน ทั้งยังเหนือกว่าในแง่การให้ความสำคัญกับการมอบพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตร.ม. และระบบการจัดการแบบสมาร์ตในทุก ๆ ส่วนตามมาตรฐานอันเข้มงวดของ MQDC เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและประหยัดเวลาในการใช้ชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายของโครงการต้องการมากที่สุด”

อริสา นันทาภิวัฒน์
“ด้วยความเข้าใจถึงความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตที่ต่างกันออกไป เลยกลายเป็นโจทย์ที่ทำให้เรานำมาดีไซน์การจัดวางเลย์เอาต์หลากหลาย เพื่อให้สามารถตอบสนองกลุ่มนิวเจนที่จะเข้ามาอยู่อาศัยรวมกันที่ Whizdom Craftz Samyan โดยทุกเลย์เอาต์ต้องพร้อมเป็นสเปซที่รองรับการทำงาน โปรเจ็กต์งานอดิเรกสุดสร้างสรรค์ และการพักผ่อนได้อย่างลงตัวที่สุด”

Whizdom Craftz Samyan เป็นคอนโดมิเนียมสูง 55 ชั้น ประกอบด้วยห้องชุดพักอาศัย 423 ยูนิตในราคาเริ่มต้น 7.99 ล้านบาทสำหรับห้อง 38 ตร.ม. โดยมีตัวเลือกห้องทั้งหมด ได้แก่ 1 ห้องนอน (30-39 ตร.ม.) 1 ห้องนอนแบบลอฟต์ (46-57 ตร.ม.) 2 ห้องนอน (53-66 ตร.ม.) และยังมีห้องขนาดใหญ่ ได้แก่ 2 ห้องนอนพลัส (77-89 ตร.ม.) 2 ห้องนอนแบบลอฟต์ (70-90 ตร.ม.) และ 3 ห้องนอน (96-105 ตร.ม.) นอกจากนี้ ยังมีห้อง Duplex (99-100 ตร.ม) และเพนต์เฮ้าส์ขนาด (188-233 ตร.ม.) อีกด้วย

Whizdom Craftz Samyan จัดเต็มกับพื้นที่ส่วนกลางทั้งสิ้น 2,316 ตร.ม. และที่จอดรถรวม 359 คัน มอบการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยด้วยการรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง กล้องวงจรปิดในทุกพื้นที่ ระบบคีย์การ์ดเข้า-ออก ประตูล็อกดิจิทัล นอกจากนี้ สิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการยังออกแบบมาให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม

“เราเตรียมเปิด Sales Gallery เป็นครั้งแรกในวันที่ 7-8 ตุลาคมนี้ให้ผู้ที่สนใจได้สัมผัสกับห้องตัวอย่าง ซึ่งเรามั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีด้วยความพิเศษของโครงการที่หาไม่ได้จากโครงการอื่นๆ” อริสา นันทาภิวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

คอนโดระดับพรีเมียมสุดคราฟท์แห่งนี้เหนือกว่าด้วยแนวคิดใหม่ที่นำสิ่งที่นิวเจนมองหาในที่อยู่อาศัยใจกลางเมืองมาเป็นหัวใจของทุกการออกแบบพื้นที่ ทำให้ Whizdom Craftz Samyan สามารถตอบโจทย์โมเดิร์นไลฟ์สไตล์แห่งอนาคตของคนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด

Whizdom Craftz Samyan จะเปิด Sales Gallery ให้ชมห้องตัวอย่างและเปิดพรีเซลพร้อมกันครั้งแรก 7-8 ตุลาคม 2566 สามารถจองเพื่อร่วมงานพรีเซลได้ทาง https://mqdc.link/4654TO5 สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดโทร 1265

นอกจากนี้สำหรับผู้ที่สนใจยังสามารถรับชมรายละเอียดของโครงการ Whizdom Craftz Samyan พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษได้ที่งาน MQDC Well Living Expo ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่  12-15 ตุลาคม 66 บริเวณ แฟชั่นฮอลล์ ชั้น 1 สยามพารากอน

ดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองการชมห้องตัวอย่างได้ทาง www.mqdc.com/whizdom/craftz-samyan/registration


‘ฮุนได โมบิลิตี้’ เปิด ‘H-SPACE’ ศูนย์บริการแฟล็กชิปแห่งใหม่พร้อมดูแลครบวงจร!

ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย (HMT) ผู้จัดจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ของฮุนไดในประเทศไทย ประกาศเปิดตัว ‘H-SPACE’ ศูนย์บริการแฟล็กชิปแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ นำเสนอธีมการตกแต่งใหม่ระดับโลกของฮุนได พร้อมด้วยพื้นที่ฝึกอบรมบุคลากรทันสมัย และคลังอะไหล่ที่ใหญ่ระดับแนวหน้าในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างปรากฏการณ์ใหม่สู่วงการยานยนต์ไทย ด้วยสุดยอดโซลูชันบริการ และนวัตกรรมล้ำสมัยแบบครบวงจร

H-SPACE ตั้งอยู่บนถนนวิภาวดี พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมศักยภาพของแบรนด์ฮุนไดในประเทศไทย และเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทในการมอบประสบการณ์ลูกค้าอันดีเยี่ยม ผ่านการยกระดับขีดความสามารถด้านบริการ และความเชี่ยวชาญของบุคลากรมืออาชีพ ด้วยเนื้อที่ถึง 7.45 ไร่ ศูนย์แห่งนี้จึงเป็นหนึ่งในศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิคที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค แสดงถึงวิสัยทัศน์แห่งอนาคตอันโดดเด่นของฮุนได


H-SPACE กำหนดเปิดให้บริการในเร็วๆนี้ พร้อมมอบความเป็นเลิศ ทั้งการเป็นศูนย์บริการและศูนย์การฝึกอบรมด้านเทคนิค ตอกย้ำความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของฮุนได ในการยกระดับประสบการณ์ยานยนต์ให้กับลูกค้าในเมืองไทย พื้นที่ภายในศูนย์ประกอบด้วยโซนโชว์รูมที่หรูหราทันสมัย ตามมาตรฐานการออกแบบตกแต่งโชว์รูมใหม่ของฮุนไดทั่วโลก (Global Dealership Space Identity หรือ GDSI 2.0) รวมถึงศูนย์บริการหลังการขายที่ล้ำสมัยสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า คลังสินค้าอะไหล่แบบครบวงจร ศูนย์แห่งนี้จึงขึ้นแท่นเป็นหนึ่งในคลังสินค้าชั้นนำของฮุนได รวมถึงเป็นศูนย์ฝึกอบรมทรัพยากรบุคคลที่โดดเด่นอีกแห่งหนึ่

เจ กิว จอง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของฮุนได ต่อตลาดประเทศไทยนั้นไม่เคยเปลี่ยนแปลง เพราะที่นี่ถือเป็นเสาหลักที่สำคัญในกลยุทธ์อาเซียนของเรา โดยเรามุ่งมั่นดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ (Progress for Humanity) ซึ่งผลักดันให้เรานำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสรรค์สร้างอนาคตที่ยั่งยืน สำหรับกลยุทธ์ปี 2568 เราตั้งเป้าหมายสู่การเป็นผู้นำด้านการใช้พลังงานไฟฟ้าและเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันการเดินทางอัจฉริยะระดับพรีเมียม (Smart Mobility Solution Provider) การเปิดตัว H-SPACE ถือเป็นหนึ่งในการยืนยันถึงคำมั่นสัญญาของเราในการมอบประสบการณ์ ที่ไม่เพียงแค่ความยอดเยี่ยม แต่ยังยกระดับทุกความคาดหวังของลูกค้าให้สูงขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า H-SPACE จะทำให้เราก้าวเป็นผู้นำแบรนด์นวัตกรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแน่นอน”

วัลลภ เฉลิมวงศาเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮุนได โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อ H-SPACE ว่า “ศูนย์แห่งนี้เป็นมากกว่าศูนย์บริการ เพราะได้หลอมรวมความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ที่มีต่อลูกค้าของเรา โดยในทุกรายละเอียดของศูนย์ นับตั้งแต่ส่วนจัดแสดงโชว์รูมไปจนถึงแผนกบริการครบวงจร ล้วนได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น เรายังขยายความมุ่งมั่นไปสู่การลงทุนอย่างมหาศาล เพื่อสร้างแผนกการฝึกอบรมและการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบ ผู้ที่มาใช้บริการ H-SPACE ไม่ใช่เป็นเพียงลูกค้าทั่วไปเท่านั้น หากเป็นแขกคนสำคัญ ที่จะได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยม ตลอดการเยี่ยมชมและสัมผัสรถยนต์ฮุนไดรุ่นใหม่ล่าสุด ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ล้ำสมัย และการรับประกันการบริการจากมาตรฐานที่เหนือชั้น โดยช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตอบสนองทุกความคาดหวังของลูกค้าอย่างสมบูรณ์แบบมากที่สุด”

ส่วนสำคัญของ H-SPACE คือโชว์รูมขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการออกแบบ ภายใต้ธีมระดับโลกใหม่ล่าสุดของฮุนได Global Dealership Space Identity (GDSI 2.0) ซึ่งผู้ที่มาใช้บริการจะได้ดื่มด่ำกับการตกแต่งที่หรูหราสวยงาม ผสานสิ่งอำนวยความสะดวกล้ำสมัย เข้ากับบรรยากาศที่สะดวกสบายและผ่อนคลายอย่างลงตัว เพื่อให้สามารถสัมผัสรถยนต์ฮุนไดด้วยประสบการณ์แปลกใหม่ ชนิดที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ใดมาก่อน

แน่นอนว่าการมอบประสบการณ์ชั้นเลิศไม่ได้มีเพียงแค่ส่วนโชว์รูม หากยังรวมถึงแผนกบริการหลังการขายสุดไฮเทค พร้อมศูนย์บริการซ่อมแซมตัวถังและทำสีที่ครอบคลุม รวมถึงศูนย์ซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า (EV Repair Center) และศูนย์ซ่อมขุมพลังไฟฟ้าแรงสูง (High-Voltage Repair Center) ด้วยนวัตกรรมใหม่ล่าสุดซึ่งควบคุมการทำงาน โดยช่างเทคนิคที่เชี่ยวชาญระดับสูงในอุตสาหกรรม ฮุนได โมบิลิตี้ ต้องการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ลูกค้าว่ารถยนต์ฮุนไดทุกคันจะอยู่ในสภาพสมบูรณ์ พร้อมมอบสมรรถนะสูงสุดให้เสมอ โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและอายุการใช้งาน

H-SPACE ยังเสริมความเชื่อมั่นในด้านบริการที่เปี่ยมประสิทธิภาพ และทันเวลาด้วยศูนย์อะไหล่ทดแทน (Parts Delivery Center) ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในคลังสินค้าที่โดดเด่นที่สุดของฮุนได ครอบคลุมพื้นที่ถึง 2,000 ตร.ม. พร้อมด้วยไหล่แท้ฮุนไดมากกว่า 10,000 รายการ โดยปัจจุบันมีชิ้นส่วนอะไหล่คงคลังมากกว่า 90% รองรับรถยนต์ฮุนไดทุกรุ่นที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยในปัจจุบัน พร้อมตั้งเป้าขยายอัตราชิ้นส่วนอะไหล่คงคลังเป็น 95% ภายในปีนี้ จึงรับประกันได้ถึงการให้บริการที่รวดเร็ว ลดระยะเวลาหยุดใช้งานรถ และการันตีว่าในทุกการซ่อม จะเป็นไปตามมาตรฐานขั้นสูงของฮุนไดในทุกขั้นตอน

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการขานรับต่อวิสัยทัศน์และอนาคตที่ยั่งยืนของเรา ศูนย์แห่งนี้จะให้บริการเครื่องชาร์จไฟความเร็วสูงในอนาคตอันใกล้ ภายใต้ชื่อ E-pit ซึ่งจะให้กำลังไฟสูงสุด 540 กิโลวัตต์ จึงเป็นสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าที่เร็วที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งจะไม่สงวนสิทธิ์เฉพาะลูกค้าฮุนไดเท่านั้น แต่ยังเปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปด้วย ถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องพิสูจน์ความมุ่งมั่นของฮุนได ในการสรรสร้างอนาคตสีเขียวอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญของ H-SPACE คือความเชื่อที่ว่าความเป็นเลิศที่แท้จริงเริ่มต้นจากบุคลากร การสร้างศูนย์ฝึกอบรมทรัพยากรบุคคลจึงเป็นข้อพิสูจน์ถึงปรัชญาข้อนี้ของเรา ศูนย์ฝึกอบรมแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อยกระดับ และพัฒนาทักษะของบุคลากรฮุนได ตลอดจนส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น H-SPACE ยังมีกำลังรองรับงานซ่อมบำรุงหลังการขายสูงสุด 800 งานต่อเดือนด้วยช่องบริการมากถึง 14 ช่อง ฮุนไดจึงขอรับประกันว่า ทุกครั้งที่ลูกค้าเข้ามา จะต้องได้สัมผัสคุณภาพและบริการที่เหนือระดับ

ในโอกาสการเปิดตัว H-SPACE ฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย ยังเปิดตัว ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ (Hyundai STARGAZER X) ผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มรถยนต์ตระกูลมินิเอ็มพีวี ชูจุดเด่นที่เป็นมากกว่ารถยนต์ เพราะมาพร้อมความโดดเด่นที่แตกต่างจากรุ่นอื่น ด้วยองค์ประกอบจากงานออกแบบ Cross Dedicated Design อันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งในส่วนฝากระโปรง กันชนหน้า – หลัง ซุ้มล้อ แร็กหลังคา และอุปกรณ์พิเศษเฉพาะรุ่นหลายรายการ

สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ เสริมความโดดเด่น ด้วยล้ออัลลอยด์อัพเกรดขนาด 17 นิ้ว พร้อมดีไซน์ diamond-cut สวยสะดุดตา ภายในห้องโดยสารมาพร้อมการตกแต่งพิเศษเฉพาะตัว ด้วยดีไซน์เบาะนั่งแบบ Cross Dedicated Seat และผ้าบุหลังคาแบบใหม่ เพื่อมอบบรรยากาศที่แตกต่าง และประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นอย่างแท้จริง

ฮุนได สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ ยังติดตั้งอุปกรณ์พิเศษ อย่างเบรกมือไฟฟ้า (EPB) พร้อมระบบหน่วงเบรกอัตโนมัติ (Auto Hold) เซ็นเซอร์ช่วยจอดทั้งด้านหน้า – ด้านหลัง และดิสก์เบรกหลังเป็นครั้งแรก ด้วยคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุม ทำงานร่วมกับระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูงหลายรายการ (Advanced Driver Assistance System) พร้อมด้วยเครื่องยนต์เบนซิน Smartstream 1.5 ลิตร MPI อันทรงพลัง สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ จึงมอบทั้งประสิทธิภาพความปลอดภัย และสมรรถนะการขับขี่เป็นเลิศบนทุกเส้นทาง

สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ มาพร้อมกับข้อเสนอ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี1 และ ฟรีค่าแรง 2 ปี หรือ ภายในระยะ 40,000 กม.2 นอกจากนี้ ยังจัดแคมเปญพิเศษด้วยข้อเสนอ เงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 46,999 บาท1 หรือ เลือกผ่อนชำระรายเดือนเริ่มต้น 7,900 บาท1 และอีกหนึ่งความพิเศษคือ รุ่นลิมิเต็ดอิดิชัน ฮุนได เอช-วัน อีลิท เอฟอี โดยที่ตัวอักษร FE หมายถึง “Final Edition” มาพร้อมออพชันเฉพาะสุดพิเศษกับ หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว พร้อมวิทยุ FM/AM รวมถึงระบบอินโฟเทนเมนต์ล้ำสมัย รองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลายทั้ง USB, AUX, Bluetooth และเชื่อมต่อโทรศัพท์แบบแฮนด์ฟรีผ่าน Bluetooth โดย เอช-วัน อีลิท เอฟอี มีจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 1,200 คันสุดท้ายเท่านั้น

การเปิดตัว H-SPACE รวมถึง สตาร์เกเซอร์ เอ็กซ์ และ ฮุนได เอช-วัน อีลิท เอฟอี ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งการขับเคลื่อนอันแน่วแน่ของฮุนได โมบิลิตี้ ประเทศไทย เพื่อก้าวข้ามทุกความคาดหวัง และสร้างนิยามใหม่ของประสบการณ์ยานยนต์อันเหนือชั้น โดยฮุนไดจะยังคงยึดมั่นสร้างสรรค์ “ความก้าวหน้าเพื่อมนุษยชาติ” ด้วยการเสริมสร้างแรงบันดาลใจผ่านผลิตภัณฑ์ล้ำสมัย และเคียงคู่ลูกค้าฮุนไดบนทุกเส้นทาง ทั้งในปัจจุบันและรุ่นต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

ขอเชิญท่านร่วมสัมผัสวิวัฒนาการด้านการขับเคลื่อน บนเส้นทางแห่งอนาคตของเราได้ที่ H-SPACE ตลอดจนค้นพบข้อเสนอ และอีกระดับของบริการเพื่อยานยนต์ขั้นสูงอีกมากมายจากฮุนได

1 เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทฯ กำหนด
2 แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน


New MG5 10th Anniversary Special Edition ปรับลุคสปอร์ตสุดคูล!

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย สร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์นั่งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2566 จับสปอร์ตคูเป้ซีดาน MG5 ตกแต่งเป็นรุ่นพิเศษ New MG5 10th Anniversary Special Edition โดยมาพร้อมตัวถังสีใหม่ “Crayon Grey” คุมโทนการตกแต่งทั้งภายนอกและภายในด้วยสไตล์ “โมโนโครม” ใส่ออปชั่นเพื่อการขับขี่ไว้อย่างครบครัน ตั้งธงเพิ่มความคุ้มค่าให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ปอร์ตคูเป้ซีดานยิ่งขึ้นด้วยราคา ด้วยราคาจำหน่ายเพียง 589,900 บาท ดาวน์เริ่มต้นเพียง 10% พร้อมให้สัมผัสคันจริงแล้วที่โชว์รูมเอ็มจีทั่วประเทศ

MG5 ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก หลังเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 จนถึงปัจจุบันมียอดขายสะสมแล้วกว่า 21,000 คัน ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นจนคว้ารางวัลการออกแบบระดับโลกอย่าง “Good Design Award 2021” สาขา “Compact Sport Cars” จากประเทศญี่ปุ่น ลูกค้าคนไทยต่างให้การยอมรับด้านการออกแบบดีไซน์ และเลือกใช้วัสดุที่มีคุณภาพ รวมถึงการบริหารพื้นที่ภายในห้องโดยสารที่ดีเยี่ยม ส่งผลให้ MG5 ยังคงคอนเซ็ปต์การเป็นรถเก๋งซีดานที่มีห้องโดยสารใหญ่ที่สุดในคลาส  มีมิติตัวถังขนาดใหญ่เทียบเท่า C-Segment ผู้โดยสบายจึงได้รับความสะดวกสบายในทุกตำแหน่งที่นั่ง

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงสถานการณ์ตลาด B-Segment ว่า “การแข่งขันในตลาดรถเก๋งค่อนข้างดุเดือด ในขณะที่ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจากหลากหลายปัจจัย อีกทั้งวิวัฒนาการของเทคโนโลยียานยนต์ที่พัฒนาก้าวล้ำอย่างรวดเร็ว รวมถึงการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่ และแคมเปญส่งเสริมการขายเชิงรุกจากค่ายรถต่าง ๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง  ไตรมาสสุดท้ายจึงเป็นโอกาสดีที่ทำให้ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายขึ้น

การมาของ New MG5 10th Anniversary Special Edition จะนำพาแบรนด์ไปสู่กลุ่มลูกค้าวัยรุ่นเจนใหม่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยใช้สีเทา – ดำ ในการตกแต่งเพื่อบ่งบอกถึงความเป็นรุ่นพิเศษ ตั้งแต่ตัวถังสีเทาเฉดใหม่ Crayon Grey ที่สอดรับกับการตกแต่งด้วยสีดำในหลากหลายตำแหน่งรอบคัน จัดวางโลโก้ 10th Anniversary ที่ประตูท้าย และล้ออัลลอยสีดำดีไซน์ใหม่ขนาด 17 นิ้ว

ภายในห้องโดยสารยังคงใส่ความสปอร์ตในทุกอณู มาพร้อมหน้าจอแสดงผลอัจฉริยะแบบดิจิตอลขนาด 7 นิ้ว และหน้าจอ Infotainment แบบ Touchscreen ขนาด 10 นิ้ว พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน ครบครันด้วยเทคโนโนโลยีความปลอดภัย พร้อมรองรับการเชื่อมต่อมัลติมีเดีย ตอบโจทย์การขับขี่ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

ด้วยความมุ่งหวังที่จะให้คนไทยได้เป็นเจ้าของยนตรกรรมที่คุ้มค่า จึงส่ง New MG5 10th Anniversary Special Edition จำหน่ายในราคา 589,900 บาท และเพื่อเพิ่มโอกาสในการจองซื้อรถให้กับลูกค้ามากขึ้น เอ็มจี ร่วมกับสถาบันการเงินชั้นนำเพื่อให้ลูกค้าชำระเงินดาวน์เริ่มต้นเพียง 58,990 บาท (10% จากราคาจำหน่าย) และมอบประกันภัยชั้น 1 พร้อม พ.ร.บ. นาน 1 ปี สำหรับลูกค้าที่จองซื้อภายในวันที่ 1 – 31 ตุลาคม 2566 และรับรถยนต์ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 เท่านั้น พร้อมเปิดให้จองรถได้ตั้งแต่วันนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือแอพพลิเคชัน MG THAILAND และสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมที่ bit.ly/NewMG5-10thAnniversarySpecialEdition รวมทั้งสัมผัสคันจริงได้ที่โชว์รูมและศูนย์บริการคุณภาพ 150 แห่ง ทั่วประเทศ”

หมายเหตุ: เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด เท่านั้น


ฟอร์ดรวมพลังอาสาสมัครจัด Global Caring Month พร้อมสานต่อกิจกรรม Water Go Green ปีที่ 8

ฟอร์ด ประเทศไทย ระดมอาสาสมัครร่วมกิจกรรม Ford Global Caring Month พร้อมกับอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกในเดือนกันยายน โดยในประเทศไทย ฟอร์ดได้ร่วมกับสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน (PDA) สานต่อกิจกรรม ‘Water Go Green’ หรือการจัดการน้ำด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ซึ่งในปีนี้ฟอร์ดจัดกิจกรรมที่โรงเรียนบ้านหมอมุ่ย ตำบลละหาร อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองทุน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี (ฟอร์ด ฟันด์) และมีอาสาสมัครจากฟอร์ด ประเทศไทย โรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) โรงงานออโต้อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) พนักงานของผู้จำหน่ายฟอร์ด และสื่อมวลชนร่วมกิจกรรมกว่า 70 คน

“การออกไปช่วยเหลือชุมชนเป็นพันธกิจสำคัญของอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลก เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับชุมชนควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ครั้งนี้นับเป็นปีที่ 8 ที่เราได้ให้การสนับสนุนโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงโรงงานฟอร์ดในจังหวัดระยองด้วยการส่งมอบความรู้ในการจัดการทรัพยากรน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อพัฒนาระบบจัดการน้ำของโรงเรียนและช่วยลดค่าไฟฟ้า ทั้งยังร่วมกันปรับพื้นที่ในโรงเรียนให้เป็นแปลงเกษตรผสมผสานเพื่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชน โดยนำผลผลิตที่ได้มาใช้บริโภคภายในโรงเรียนและสร้างรายได้เสริมแก่ชุมชน” รัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย กล่าว

ฟอร์ด ฟันด์ เป็นหน่วยงานเพื่อสังคมของฟอร์ด ที่ช่วยระดมความร่วมมือจากอาสาสมัครฟอร์ดทั่วโลกมาดำเนินโครงการ Global Caring Month ร่วมกันในเดือนกันยายนของทุกปี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกแก่ชุมชนต่างๆ ทั่วโลก ปีนี้ฟอร์ด ฟันด์ ได้สนับสนุนงบประมาณราว 1,350,000 บาท เพื่อให้ฟอร์ด ประเทศไทย จัดกิจกรรม Water Go Green ที่โรงเรียนบ้านหมอมุ่ย ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพในการพัฒนาให้เป็นต้นแบบแก่ชุมชนรอบข้าง โดยเน้นย้ำความสำคัญของการมอบองค์ความรู้ด้านการนำนวัตกรรมมาช่วยจัดสรรทรัพยากรน้ำให้แก่ชุมชน เพื่อใช้ในการเกษตร อุปโภคบริโภค และยังนำมาสร้างรายได้เสริมได้

อาสาสมัครฟอร์ดและสื่อมวลชนได้ร่วมกันติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จำนวน 10 แผง พร้อมแบตเตอรี่ให้แก่โรงเรียนบ้านหมอมุ่ย ซึ่งระบบโซลาร์เซลล์จะต่อเข้ากับแปลงปลูกผักและระบบส่องสว่างในโรงเรียน ช่วยให้โรงเรียนประหยัดค่าไฟฟ้าลงประมาณ 30% อาสาสมัครฟอร์ดยังได้ร่วมกันทำกิจกรรมอาสาตลอดทั้งวัน ทั้งขุดลอกและล้อมรั้วรอบสระน้ำยาวกว่า 110 เมตร รวมถึงปรับปรุงพื้นที่ให้เหมาะสมต่อการสร้างแปลงเกษตรในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำแปลงปลูกผักด้วยอิฐบล็อกรวม 20 แปลง ประกอบโรงเรือนเพาะเห็ด 1 หลัง และนำก้อนเชื้อเห็ดเข้าโรงเรือน

ติดตั้งแปลงปลูกผักยกสูงพร้อมเชื่อมต่อระบบจ่ายน้ำ ผสมดินเพาะปลูกและนำต้นกล้าผักลงปลูกในเข่งและตะกร้า รีไซเคิลยางรถยนต์ใช้แล้วเป็นภาชนะปลูกผัก ติดตั้งรถเข็นสูบน้ำด้วยระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแปลงเกษตรจะนำไปบริโภคภายในโรงเรียนและจัดจำหน่ายเพื่อเพิ่มรายได้ โครงการนี้ถือเป็นต้นแบบกิจกรรมเพื่อสังคมที่ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับชุมชนซึ่งสามารถนำไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ ในอนาคตได้


เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำวิสัยทัศน์อีวีในไทยพร้อมเปิดตัว EQE รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุด!

เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ลักชัวรี่ในงาน “Ambition for the Future” เดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยผ่านวิสัยทัศน์ “Ambition to Lead” ดำเนินงานตามแผนด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electrification) เติมพอร์ตอีวีอย่างต่อเนื่องด้วยการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% สองรุ่น ‘EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic’ และ ‘Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+’ นำเสนอผ่านนิยามใหม่ของยนตรกรรมไฟฟ้าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ “Electric. Crafted by Mercedes-Benz” พร้อมเผยแนวคิดของโมเดลธุรกิจแห่งยุค “Retail of the Future” เตรียมพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก ในปี 2024 วางเป้าหมายในการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ และมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าครอบคลุมในทุกมิติ

หนึ่งในแผนงานหลักของเมอร์เซเดส-เบนซ์ คือการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบ ตอกย้ำเป้าหมายระดับโลกในการทำให้รถยนต์ทุกรุ่นในพอร์ตเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในปี 2030 โดยล่าสุด เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้จัดเวิลด์พรีเมียร์ของรถยนต์ต้นแบบพลังงานไฟฟ้า “Mercedes-Benz CLA Concept” ที่งาน IAA Mobility 2023 แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของแบรนด์ในด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าและการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ที่ล้ำสมัยในยุคดิจิทัล และในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จในการเดินหน้าขับเคลื่อนตลาดด้วยการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 2 รุ่นแรก อย่าง EQS และ EQB ขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ระดับลักชั่วรี่แบรนด์แรกที่ผลิตแบตเตอรี่แรงดันสูงและประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย

เพื่อตอกย้ำเป้าหมายในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้า เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในโมเดลของ Mercedes-Benz EQE พร้อมกันถึง 2 รุ่น ได้แก่ EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic และ Mercedes-AMG EQE 53 4MATIC+ พร้อมให้ลูกค้าชาวไทยได้เป็นเจ้าของสุดยอดยนตรกรรมทั้ง 2 รุ่น โดยสามารถจองผ่านช่องทางออนไลน์หรือติดต่อได้ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ ทั่วประเทศ

มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “EQE 350 4MATIC SUV AMG Dynamic คือรถเอสยูวีขนาดกลางในเซกเมนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มีความโดดเด่นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ล้ำสมัยเช่นเดียวกันกับรุ่นแฟล็กชิพอย่าง EQS สะท้อนการออกแบบที่ผสานดีไซน์อันเหนือระดับเข้ากับความเหนือชั้นของฟังก์ชั่นและความสะดวกสบายตามแบบฉบับของรถเอสยูวี และอีกหนึ่งโมเดลที่ถูกพัฒนามาจากพื้นฐานของ EQE ก็คือ Mercedes-AMG EQE 53 ซึ่งถือเป็นสุดยอดยนตรกรรมสมรรถนะสูงภายใต้แบรนด์ Mercedes-AMG ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทย มาพร้อมกับจิตวิญญาณของ AMG ที่จะมอบสมรรถนะที่ทรงพลังและประสบการณ์การขับขี่ขั้นสุดให้กับลูกค้าทุกคนที่เป็นเจ้าของ”

ในงาน “Ambition for the Future” เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เผยแนวคิดของโมเดลธุรกิจใหม่ที่มีชื่อว่า “Retail of the Future” โดยเตรียมปรับใช้ในช่วงต้นปี 2024 ด้วยเป้าหมายหลักในการยกระดับมาตรฐานของธุรกิจค้าปลีกให้กับตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรี่ในประเทศไทย ชูโมเดลธุรกิจที่เน้นความโปร่งใสของราคาและข้อเสนอจากผู้จำหน่ายฯ ที่ต้องเท่าเทียมกัน การจัดการความพร้อมของสต็อกรถยนต์ และการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ภายใต้มาตรฐานของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย โดยที่ผู้จำหน่ายฯ จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในทุกขั้นตอนของการบริการลูกค้า นอกจากนี้ในโมเดลธุรกิจใหม่ จะไม่ได้เน้นเพียงแค่การขายรถยนต์ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่จะส่งเสริมเครือข่ายการค้าปลีกของแบรนด์ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ได้อย่างไร้รอยต่อ

“โมเดลธุรกิจนี้จะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะแบรนด์รถยนต์ระดับลักชัวรี่ที่มีความแข็งแกร่ง และสร้างความโปร่งใสในด้านราคาด้วยกระบวนการจัดการที่มีมาตรฐาน ลูกค้าทุกคนจะได้รับการเสนอราคาและข้อเสนอที่เหมาะสมที่สุดจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย และสามารถเข้าถึงสต็อกของรถยนต์ทุกรุ่นจากทุกผู้จำหน่ายฯ ไม่ว่าจะเป็นผ่านช่องทางออนไลน์หรือออฟไลน์ ซึ่งทางผู้จำหน่ายฯ จะอยู่ในทุกขั้นตอนการซื้อรถของลูกค้า ตั้งแต่การทำใบเสนอราคา การทดลองขับ จนไปถึงขั้นตอนการสั่งจอง และการส่งมอบรถยนต์ โดยโมเดลธุรกิจนี้จะทำให้ผู้จำหน่ายไม่ต้องแบกรับภาระด้านการจัดการคลังสินค้าและสต็อกรถยนต์ เพราะรถจะถูกนำส่งมาจากคลังสินค้ากลางของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ซึ่งหมายความว่าผู้จำหน่ายฯ จะไม่มีค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บสต็อกและความเสี่ยงด้านต้นทุนของธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ดังกล่าวจะทำให้ผู้จำหน่ายฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านการบริการที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมให้กับลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทุกคน” มาร์ทิน ชเวงค์ กล่าวเสริม

การแถลงวิสัยทัศน์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในงาน “Ambition for the Future” พร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่น ถือเป็นก้าวสำคัญของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 2024 เมอร์เซเดส-เบนซ์ มีแผนที่จะขยายพอร์ตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำโมเดลธุรกิจ “Retail of the Future” มาใช้ในประเทศไทย เพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับให้กับลูกค้า ยกระดับคุณค่าของแบรนด์ และสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายผู้จำหน่ายฯ อย่างเป็นทางการ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์


Privacy Preference Center