นิสสัน นาวารา หนุน ‘เหยี่ยวไฟ’ ด่านหน้าปะทะไฟป่า!
ทุกๆ ต้นปีทุกคนจะต้องประสบกับปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ซึ่งไม่ใช่แค่คนในกรุงเทพฯ แต่ผลกระทบเป็นระดับประเทศหรือจริงๆ จะเรียกว่าปัญหาระดับโลกเลยก็ได้ เอาแค่ในประเทศเราก่อนหลักๆ ฝุ่นควันนอกจากจะเกิดจากการก่อสร้าง การใช้รถยนต์ที่เครื่องยนต์เผาไหม้ไม่ดี แต่คงปฎิเสธไม่ได้ว่าการเผาป่าก็เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน
ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ทาง นิสสัน ประเทศไทย ได้ชวนให้เราขึ้นเหนือไปเยี่ยมเยือนทีม ‘เหยี่ยวไฟ’ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่–ลำพูน ทีมงานด่านหน้าที่จะเข้าไปลุยกับไฟป่าโดยตรง การไปครั้งนี้นอกจากจะนำเอาสิ่งของจำเป็นในการทำงานไปมอบให้ทีมเหยี่ยวไฟในการทำงานแล้วนิสสันยังเอา นิสสัน นาวารา PRO-4X “กระบะพันธุ์แกร่งที่กล้า…เผชิญทุกความท้าทาย” ไปช่วยในภาระกิจช่วงหน้าแล้งเป็นเวลา 3 เดือนถึง 2 คัน กิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อเน้นย้ำความสำคัญของ “วันรณรงค์ให้ปลอดควันพิษจากไฟป่า” 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี
ในปีนี้ (2566) นิสสันได้สนับสนุนภารกิจทีม ‘เหยี่ยวไฟ’ หนึ่งในหน่วยงานภายใต้กรมป่าไม้และรับผิดชอบป่าไม้ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ด้วยรถกระบะนิสสัน นาวารา รุ่น PRO-4X จำนวน 2 คันที่ปรับแต่งช่วงล่างและติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ให้เหมาะสมกับการปฏิบัติภารกิจการป้องกันและดับไฟป่า รวมทั้งให้บริการบำรุงรักษาตลอดระยะเวลาการทำภารกิจในช่วงหน้าแล้ง พร้อมมอบอุปกรณ์ที่จำเป็นที่ช่วยให้อาสาสมัครในพื้นที่สามารถทำภารกิจได้สะดวก ลดความเสี่ยงอันตรายและมีความปลอดภัยในขณะปฏิบัติงานมากขึ้น
ปีที่ผ่านมา(2565) นิสสัน นาวารา PRO-4X ได้ร่วมปฏิบัติการกับทีมเหยี่ยวไฟถึง 48 ครั้งระหว่างเดือนมีนาคม–พฤษภาคม 2565 และช่วยให้ทีมเหยี่ยวไฟเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ทั้งการลดระยะเวลาในการปฏิบัติงาน ประมาณ 30-50% จากเดิมการปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าต่อครั้งจะใช้เวลาเฉลี่ย 5 ชั่วโมง – 2 วัน เหลือเพียงประมาณ 3 ชั่วโมงสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก และ 1 วันสำหรับพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 20 ไร่ขึ้นไป
จันทร์เพ็ญ เกษตรสินธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ และหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟเชียงใหม่ เล่าว่า “สถานการณ์ไฟป่าในปี 2566 นี้มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้น โดยในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีการเกิดไฟป่ามากกว่าปี 2565 เป็นอย่างมาก เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ภาวะภัยแล้งที่มาเร็วและในวงกว้าง ช่วง 3 เดือนระหว่างกุมภาพันธ์–เมษายนจะเป็นช่วงที่แล้งที่สุด และไฟป่ามีความรุนแรงมากที่สุด แต่เจ้าหน้าที่ของเรามีจำกัด และต้องปฏิบัติงานในป่าที่ทุรกันดาร ร้อน อันตรายมาก การสนับสนุนจากนิสสันอย่างต่อเนื่องนอกจากจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานได้สะดวกยิ่งขึ้นแล้ว ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ พวกเรามีกำลังใจจะที่สู้ให้เต็มที่เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะรู้ว่ามีคนเห็นค่าของงานที่เราทำ”
รถกระบะนิสสัน นาวารา PRO-4X เหมาะสำหรับการปฏิบัติภารกิจนี้ เพราะความทรงพลัง สมรรถนะ และความแกร่งที่ส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของรถกระบะพันธุ์แกร่งจากนิสสัน สามารถบุกตะลุยไปตามเส้นทางทุรกันดารที่ปกติจะเข้าถึงได้ยากลำบาก นอกจากนี้อุปกรณ์ต่าง ๆ จากนิสสันจะสนับสนุนให้อาสาสมัครของหมู่บ้านในพื้นที่การดูแลของทีมเหยี่ยวไฟเข้าถึงจุดที่เกิดไฟไหม้ ดับไฟได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนช่วยอำนวยความสะดวก และเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น
นิสสันนาวารา PRO-4X มาพร้อมเครื่องยนต์สมรรถนะสูง YS23DDTT แบบ 4 สูบ DOHC เทอร์โบคู่ ความจุ 2.3 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 190 hp (Ps) และแรงบิดสูงสุดถึง 450 นิวตันเมตร (Nm) มาพร้อมเกียร์ออโตเมติก 7 สปีด ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่แบบธรรมดา (M mode) ได้เพื่อการขับขี่ที่ควบคุมได้ดังใจ และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเทคโนโลยีช่วยการขับขี่และความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน
นิสสันนาวารา PRO-4X พร้อมเต็มที่กับการบรรทุกหนักด้วยโครงสร้างโมโนเฟรมแชสซีทำจากเหล็กกล้าชิ้นเดียวตลอดคัน (Fully Boxed Frame) ที่มีชื่อเสียงของนิสสัน มีพื้นที่บรรทุกของได้มาก บันไดในตัวที่กันชนหลังช่วยให้เข้าออกกระบะท้ายได้ง่ายและฝาท้ายแบบผ่อนแรงที่ช่วยในภารกิจต่างๆได้ง่ายขึ้น รวมถึงจุดยึดของรอบๆ ทั้งแบบที่ด้านล่างและที่รางแบบเลื่อนปรับได้ช่วยให้การบรรทุกสัมภาระเป็นไปอย่างปลอดภัยและสะดวกสบาย
การเกิดไฟป่ามีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของไทยซึ่งเป็นแหล่งที่มีป่าไม้อยู่มาก ปัญหาจากไฟป่าจะทวีความรุนแรงมากขึ้นในฤดูแล้ง คือ ในช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์–พฤษภาคมของทุกปี
อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย เล่าว่า “นิสสันดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมานานกว่า 70 ปี และถือว่าเราเป็นสมาชิกของสังคมไทยที่มีหน้าที่ปกป้องดูแลทรัพยากรเช่นเดียวกับชาวไทยทุกคน นิสสันได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วยความรับผิดชอบ เรามุ่งเน้นการมีส่วนร่วมและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมและชุมชนเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจและสังคมให้ก้าวสู่อนาคตได้อย่างยั่งยืน นิสสันตระหนักดีว่าไฟป่าเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แต่ยังทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 ที่เป็นภัยต่อสังคมในวงกว้าง การป้องกันและดับไฟที่จุดเกิดเหตุจึงเป็นภารกิจที่สำคัญและต้องอาศัยความกล้าที่จะเผชิญทุกความท้าทายในการระงับปัญหานี้ เราจึงได้ให้การสนับสนุนคนที่เป็นด่านหน้าในการเผชิญและพิชิตไฟป่าเพื่อช่วยให้เขาปฏิบัติภารกิจได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ”

‘วิโทอาซ’ บำรุงครบจบในขั้นตอนเดียวใหม่ล่าสุดจาก ‘ซันโทรี่ เวลเนส’
ซันโทรี่ เวลเนส ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงามชั้นนำจากประเทศญี่ปุ่น รุกทำการตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ในประเทศไทย เปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า วิโทอาซ: สเปเชียล อิน วัน เซรั่ม (vitoas: Specials in One Serum) ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี WOW (Water-in-Oil-in-Water) สิทธิบัตรเฉพาะของซันโทรี่ จากประเทศญี่ปุ่น ผสานโลชั่น เซรั่ม และครีมเข้าด้วยกันเพื่อการดูแลผิวแบบครบจบในขั้นตอนเดียว
บริษัท ซันโทรี่ เวลเนส (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินธุรกิจส่งตรงถึงผู้บริโภคภายใต้ซันโทรี่ กรุ๊ป และเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ซันโทรี่ เวลเนส ลิมิเตด (“SWE”) และ ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด เอเชีย พีทีอี จำกัด (“SBFA”) ซึ่งผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า วิโทอาซ: สเปเชียล อิน วัน เซรั่ม (vitoas: Specials in One Serum) ที่เปิดตัวในครั้งนี้จะถือเป็นผลิตภัณฑ์สกินแคร์แบรนด์แรกสำหรับตลาดในประเทศไทยของ ซันโทรี่ เวลเนส ที่ต้องการสนับสนุนผู้บริโภคชาวไทยด้วยแนวคิดเรื่องสุขภาพและความงามแบบองค์รวม
อิชิโระ อาระ ผู้จัดการทั่วไป ของบริษัท ซันโทรี่ เวลเนส เอเชีย แปซิฟิก กล่าวว่า “ในนามของ ซันโทรี่ เวลเนส เรามีความยินดีที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าตัวแรกในประเทศไทย วิโทอาซ: สเปเชียล อิน วัน เซรั่ม (vitoas: Specials in One Serum) ซันโทรี่ เวลเนส นำชีววิทยาศาสตร์ หรือ Science of Life มาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนพันธกิจของเราในการทำให้ชีวิตของทุกคนมีความสุขสดใสเพิ่มขึ้น ทั้งร่างกาย ผิวพรรณ และจิตใจ ทั้งนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะขยายธุรกิจสกินแคร์สู่ตลาดไทย เพื่อตอบสนองแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพ ความงาม และความเป็นอยู่ที่ดีของคนไทย”
วิโทอาซ ใช้เทคโนโลยี WOW (Water-in-Oil-in-Water) อันล้ำสมัยและได้รับการจดสิทธิบัตรเฉพาะ ที่คิดค้นโดยทีมวิจัยและพัฒนาของ ซันโทรี่ เวลเนส โดยเทคโนโลยี WOW เป็นการผสานเนื้อสัมผัสของน้ำที่ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยน้ำมันและห่อหุ้มด้วยน้ำอีกครั้ง ซึ่งโครงสร้างโมเลกุลอันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยให้ วิโทอาซ: สเปเชียล อิน วัน เซรั่ม (vitoas: Specials in One Serum) รวมสามขั้นตอนที่จำเป็นต่อการดูแลผิว ได้แก่ โลชั่น เซรั่ม และครีม ไว้ในผลิตภัณฑ์เดียวที่ครบจบในหนึ่งขั้นตอน ทั้งนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น รวมถึงความกระจ่างใสของผิวที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผิวแข็งแรง แลดูอ่อนเยาว์ อย่างเห็นได้ชัด
เทคโนโลยี WOW ใน วิโทอาซ: สเปเชียล อิน วัน เซรั่ม (vitoas: Specials in One Serum) มีส่วนประกอบ ดังนี้:
- โลชั่น (เนื้อสัมผัส น้ำ) : อุดมไปด้วย “ไฮยาลูรอนิค แอซิด” (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวอย่างทั่วถึง ช่วยให้ผิวอิ่มฟูขึ้นและลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ให้ดูจางลง
- เซรั่ม (เนื้อสัมผัส น้ำมัน) : ประกอบด้วย “คอลลาเจน” (Double Deep-Layer Collagen) จากปลาคินเมะได ซึ่งเป็นแหล่งคอลลาเจนชั้นดี และ “โปรติโอไกลแคน” (Proteoglycan) ที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวหนัง รวมถึงการผลิตคอลลาเจนและกรดไฮยาลูรอนิค และยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้แก่ผิว โดยเซรั่มจะซึมซาบเข้าบำรุง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น ให้ผิวดูกระชับ ริ้วรอยดูลดเลือนลง
- ครีม (เนื้อสัมผัส น้ำ): ช่วยล็อคความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ด้วย “เซราไมด์” (Ceramide) ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว และเสริมเกราะป้องกันให้ผิว อีกทั้งทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอีกด้วย
นอกจากนี้ วิโทอาซ ยังรวมเอาคุณค่าของสารสกัดและส่วนผสมที่ทรงคุณค่าจากธรรมชาติถึง 27 ชนิด มาไว้ในผลิตภัณฑ์ เช่น สารสกัดจากไข่มุก, ส้มยูสุ, อาร์แกนออยล์, ดอกพีโอนี, ดอกเอเดลไวส์, พุทรา, อะเซโลร่า, โสม, ลูกเดือย, วิทซ์เฮเซล, ใบบัวบก เป็นต้น เพื่อช่วยเติมเต็มความอ่อนเยาว์ให้กับผิว และ หยุดปัญหาแห่งวัยของผิวทั้ง 5 มิติ ได้แก่ ริ้วรอยแลดูลดเลือนลง ลดเลือนจุดด่างดำ ผิวแลดูกระจ่างใสและเรียบเนียน เติมเต็มและล็อคความชุ่มชื้นให้ผิว
ร่วมสัมผัสผิวหน้าอันชุ่มชื้น กระจ่างใส แลดูอ่อนเยาว์ในขั้นตอนเดียว ได้แล้ววันนี้ที่ร้านค้าออนไลน์ของ BRAND’S ที่ store.brandsworld.co.th
#vitoas #vitoasSpecialsinOneSerum #ตอบโจทย์ทุกความแตกต่าง #SuntoryWellnessThailand
Ultraboost Light 2023 เบากว่าที่เคยมีมา!
อาดิดาส เปิดตัว Ultraboost Light รองเท้าวิ่งรุ่นล่าสุดจากตระกูลยอดนิยม สู่อีกขั้นของนวัตกรรมการออกแบบรองเท้าวิ่งเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของนักวิ่งประเภทต่างๆ รวมถึงยังตอบรับทุกความคิดเห็นของเหล่าผู้ใช้งานด้วยการนำ Light BOOST วัสดุใหม่ล่าสุดมาติดตั้งบริเวณแกนกลางรองเท้า เพื่อให้มีน้ำหนักเบาลงกว่าเทคโนโลยี BOOST เดิมถึง 30% ซึ่งส่งผลในการช่วยเสริมประสิทธิภาพการวิ่ง พร้อมส่งมอบพลังและการตอบสนองในทุกย่างก้าว รวมถึงรองรับแรงกระแทกและมอบความนุ่มสบายได้ตลอดเส้นทาง
ไซมอน ล็อตเก็ตต์ (Simon Lockett) ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ประเภทรองเท้าวิ่งจากอาดิดาส กล่าวว่า “อาดิดาสทราบดีว่าการวิ่งเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะทุกคนต่างมีเป้าหมายในการวิ่งที่แตกต่างกัน ส่งผลให้ความต้องการในรองเท้าวิ่งก็แตกต่างกันไปด้วย ดังนั้น เราจึงได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทรองเท้าวิ่งให้ตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนนักวิ่งอยู่เสมอ ซึ่งด้วยเทคโนโลยีล่าสุด อย่าง Light BOOST นักวิ่งทุกคนจะได้สัมผัสประสบการณ์การวิ่งของ Ultraboost ในแบบฉบับที่น้ำหนักเบาลงกว่าเดิม”
รองเท้าวิ่ง Ultraboost Light ประกอบด้วย:
- เทคโนโลยี LEP (Linear Energy Push) รุ่นใหม่บริเวณแกนกลางรองเท้า ซึ่งถูกพัฒนามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตอบสนองในทุกย่างก้าว พร้อมทำงานร่วมกับพื้น Light BOOST ใหม่ได้อย่างลงตัว
- อัปเปอร์ผลิตจากผ้า PRIMEKNIT+ น้ำหนักเบา เพิ่มการระบายอากาศ มอบความนุ่มสบาย และโอบกระชับรูปเท้า
- พื้นรองเท้าชั้นล่างจากยาง Continental™ มอบการยึดเกาะได้เป็นอย่างดี ช่วยให้วิ่งได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพอากาศ
- ปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์จากการผลิตต่ำลง 10% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน
Ultraboost Light ‘10th-anniversary edition’
นอกจากนี้ อาดิดาสยังเปิดตัวรองเท้าวิ่ง Ultraboost Light สีพิเศษ ‘10th-anniversary edition’ เพื่อเฉลิมฉลองการครบรอบ 10 ปี ของเทคโนโลยี BOOST โดยรองเท้าวิ่งสีพิเศษนี้มาในสีดำสลับเหลือง ดีไซน์ใกล้เคียงกับรองเท้าวิ่งรุ่น Energy Boost ซึ่งเป็นรองเท้าโมเดลแรกที่ใช้เทคโนโลยี BOOST
รองเท้าวิ่ง Ultraboost Light ราคา 7,000 บาท จะเริ่มวางจำหน่ายล่วงหน้าสำหรับสมาชิก adiClub ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 16.00 น. ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th, LINE Shopping: @adidasthailand และจะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป ณ อาริ รันนิ่ง, ซูเปอร์สปอร์ต, เจดี สปอร์ต และร้านค้าอุปกรณ์กีฬาชั้นนำที่ร่วมรายการทั่วประเทศ
*รองเท้าวิ่ง Ultraboost Light ผ่านกระบวนการผลิตที่มีปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์ต่ำกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 10% นับตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ การผลิต กล่องบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ล้วนผ่านการคำนวณปริมาณคาร์บอนฟุตพรินท์เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ISO 14067 และสานต่อความคิดริเริ่มของอาดิดาสในการช่วยลดคาร์บอนฟุตพรินท์
#ULTRABOOST #Impossibleisnothing #adidasrunning และ #adidasThailand
เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือ Evolt หนึ่งในพาร์ทเนอร์ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า!
บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เดินหน้าส่งเสริมการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ในประเทศไทย โดยมีการจัดทริปทดสอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium ตะลุยเส้นทางการขับขี่จากภูเก็ตถึงปลายทางที่หัวหิน นำโดย มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความโดดเด่นของ EQS ที่มีระยะทางการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าสูงสุดถึง 702 กิโลเมตร พร้อมพบปะกับ วิศรุต อมรชัยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายธุรกิจ บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด (Evolt) ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำในประเทศไทย ระหว่างการชาร์จ EQS บริเวณสถานีชาร์จของ Evolt Technology
Evolt Technology ถือเป็นหนึ่งในพาร์ทเนอร์ที่สำคัญต่อแผนการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า
ของเมอร์เซเดส–เบนซ์ ประเทศไทย โดยที่ผ่านมา เมอร์เซเดส–เบนซ์มีการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบกระแสตรง (DC Charging Station) ร่วมกับ Evolt Technology ที่ศูนย์เตรียมรถยนต์ใหม่ของเมอร์เซเดส–เบนซ์ (Vehicle Preparation Center) รวมถึงจุดชาร์จบริเวณลานจอดรถของโรงแรมโหมด สาทร (Mode Sathorn) เพื่ออำนวยความสะดวกในการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในจุดดังกล่าว
EQS 500 4MATIC AMG Premium เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ ที่เปิดไลน์การผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 702 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charge) สูงสุด 11 kWh จาก 0-100% ภายใน 10 ชั่วโมง และการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC charge) สูงสุด 200 kWh จาก 10-80% ภายใน 31 นาที

อยากรู้เรื่องอนาคตต้องที่ ‘ศูนย์รวมนวัตกรรมและโซลูชันทางธุรกิจแบบครบวงจรแอลจี’
แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในผู้ให้บริการโซลูชันสำหรับองค์กรชั้นนำระดับโลก เดินหน้าผลักดันย่านนวัตกรรมต้นแบบด้านดิจิทัลของประเทศไทย เปิดตัว “ศูนย์รวมนวัตกรรมและโซลูชันทางธุรกิจแบบครบวงจรแอลจี” (LG Business Innovation Center) ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บนพื้นที่ให้บริการ Co-working space และพื้นที่เช่าสำนักงานเทคและสตาร์ทอัพ ‘ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์’ โดยมุ่งนำเสนอตัวเลือกนวัตกรรมสินค้าจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ที่มาพร้อมโซลูชันอัจฉริยะที่จะมาเติมเต็มทุกความต้องการของลูกค้าองค์กรชั้นนำที่มองหาตัวช่วยยกระดับธุรกิจให้ล้ำสมัยและเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิด “Innovation for You” ของศูนย์ฯ แห่งใหม่นี้
ซองฮัน จอง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2566 เป็นปีที่ผู้คนกลับมาดำเนินชีวิตตามปกติ ธุรกิจต่าง ๆ กลับมาให้บริการอย่างเต็มรูปแบบ แอลจี ประเทศไทย เล็งเห็นถึงโอกาสในการเสริมแกร่งธุรกิจโซลูชันสำหรับองค์กรของแอลจี ซึ่งนำเสนอผลิตภัณฑ์จอแสดงผลเชิงพาณิชย์ประสิทธิภาพสูงสำหรับลูกค้าองค์กร (B2B) ประกอบด้วย จอแสดงผล LED Signage จอแสดงผล Digital signage และระบบทีวีสำหรับกลุ่มธุรกิจบริการ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจากความเชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมด้านจอดิจิทัลของแอลจีอย่างต่อเนื่อง โดยการเปิดตัว LG Business Innovation Center แห่งใหม่นี้ภายใต้งบการลงทุน 100 ล้านบาท นอกจากเพื่อการจัดแสดงนวัตกรรมสินค้าและโซลูชันสำหรับองค์กรได้อย่างครบครันที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังถือเป็นการตอกย้ำความเป็นผู้นำธุรกิจโซลูชันสำหรับองค์กรของแอลจีอีกด้วย”
จีรภา คงสว่างวงศา รองประธานบริหารฝ่ายธุรกิจกลุ่มลูกค้าองค์กรและไอที ภาคพื้นอินโดไชน่า บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “LG Business Innovation Center ถูกออกแบบมาอย่างเข้าใจความต้องการของลูกค้าองค์กรเป็นอย่างดี ตามแนวคิด ‘Innovation for You’ โดยลูกค้าองค์กรที่เข้ามาเยี่ยมชมศูนย์บริการแห่งนี้ จะได้สัมผัสกับนวัตกรรมหน้าจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ที่มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนได้รับคำแนะนำเชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญของแอลจีเกี่ยวกับการเลือกผลิตภัณฑ์จอแสดงผลเชิงพาณิชย์พร้อมโซลูชันการจัดการหน้าจอที่ตอบโจทย์ความต้องการขององค์กรได้อย่างดีที่สุด ทั้งนี้ LG Business Innovation Center พร้อมต้อนรับลูกค้าองค์กรที่กำลังมองหาจอแสดงผลเชิงพาณิชย์คุณภาพสูงที่มาพร้อมตัวช่วยจัดการเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงช่วยยกระดับธุรกิจให้มีความล้ำสมัยยิ่งขึ้น โดยแอลจีคาดหวังว่าศูนย์บริหารแห่งใหม่นี้จะมีกลุ่มธุรกิจองค์กรเข้ามาใช้บริการและรับคำปรึกษาด้านธุรกิจถึง 2,000 รายภายในปีแรกของการเปิดตัว”
“ในปี 2565 เราเห็นการเติบโตของสินค้าจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ในภาพรวมอยู่ที่ร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสินค้าที่ทำยอดขายโดดเด่น ได้แก่ จอแสดงผล LED Signage มียอดขายเติบโตสูงสุดร้อยละ 2,000 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ระบบทีวีเชิงพาณิชย์ซึ่งรวมถึงกลุ่มธุรกิจโรงแรม โรงพยาบาล อาคารที่พักอาศัย และการศึกษา มียอดขายเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากปีที่ผ่านมา โดยแอลจียังตั้งเป้าการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจ B2B อีก 200% จากการเปิดตัวศูนย์ฯ แห่งใหม่นี้ รวมถึงโครงการใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปีนี้” จีรภา กล่าว
LG Business Innovation Center จัดแสดงผลิตภัณฑ์จอแสดงผลเชิงพาณิชย์อย่างครบครัน โดยแบ่งออกเป็น 9 โซน ตามประเภทธุรกิจ ได้แก่
- โซนจอสำหรับธุรกิจขนส่งและการเดินทาง จอแสดงผลเชิงพาณิชย์ชนิดโปร่งแสง (Transparent OLED) สำหรับติดตั้งที่หน้าต่าง รถไฟฟ้า เป็นต้น และจอแสดงผลชนิดยาวพิเศษสำหรับจอแสดงข้อมูลเที่ยวบิน
- โซนจอสำหรับธุรกิจอาหารบริการด่วน ประกอบด้วย จอคีออสก์ สำหรับสั่งอาหารระบบสัมผัส (Self-ordering kiosk) และจอดิจิทัลเมนูบอร์ด
- โซนจอสำหรับธุรกิจปั๊มน้ำมันและการใช้งานแบบกลางแจ้ง ประกอบด้วย โซลูชันสำหรับสถานีชาร์จรถไฟฟ้า และจอแสดงผลกลางแจ้งความสว่างระดับสูง
- โซนจอสำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร ประกอบด้วย จอ LED แบบ All-in-One ขนาดใหญ่ 136 นิ้ว สำหรับห้องประชุมขนาดใหญ่ และจอสำหรับรองรับการประชุมออนไลน์แบบครบวงจรอย่าง จอ One Quick Series
- โซนจอสำหรับการเรียน ประกอบด้วย จออินเทอร์แอคทีฟดิจิทัลบอร์ดระบบสัมผัส มาพร้อมปากกา Active Pen
- โซนจอสำหรับห้องควบคุมและงานภาครัฐ ประกอบด้วย จอ LED แบบไร้สาย (LED Bloc) หรือจอแสดงผลที่สามารถนำมาต่อกันได้ตามขนาดที่ต้องการโดยไม่ต้องใช้การเชื่อมต่อด้วยสายเคเบิลระหว่างกล่องจอ มาพร้อม ConnectedCare ซึ่งเป็นโซลูชันบริการคลาวด์ของแอลจี ช่วยตรวจสอบการทำงานจากระยะไกล จึงสามารถรองรับการใช้งานอย่างมีเสถียรภาพ
- โซนจอสำหรับธุรกิจ (Hospitality) ประกอบด้วย โซลูชันสำหรับกลุ่มลูกค้าโรงแรม โรงพยาบาล ที่พักอาศัย
- โซนจอสำหรับการแพทย์ ประกอบด้วย จอสำหรับใช้งานในโรงพยาบาลตั้งแต่ห้องผ่าตัด จอมอนิเตอร์สำหรับการผ่าตัด (Surgical Monitors) จอสำหรับใช้ในการวินิจฉัยโรค (Clinical & Diagnose Monitor) รวมถึงจอดิจิทัลตรวจจับการเอ็กซเรย์ (Digital X-Ray Detector)
- โซนจอสำหรับที่อยู่อาศัยระดับพรีเมียม ประกอบด้วย จอแสดงผล Micro LED (LG Magnit) ซึ่งเป็นจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 136 นิ้ว แสดงภาพและสีได้อย่างสมจริงสูงสุดด้วยเทคโนโลยีหลอดไฟ Micro LED ที่เปล่งแสงในตัวเองได้ถึง 24 ล้านดวง มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos & Dolby Vision ระดับพรีเมียม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเติมเต็มความบันเทิงในที่อยู่อาศัย ตลอดจนธุรกิจโรงแรมชั้นนำ
นอกเหนือจากจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ที่ถูกจัดแสดงอยู่ในโซนธุรกิจประเภทต่าง ๆ ภายในศูนย์แห่งนี้มีจอแสดงผลหลากหลายดีไซน์ อาทิ จอ LED แบบโค้ง จอ LED แบบทำมุม 90º, LED Transparent Film,จออินเทอร์แอ็คทีฟ เป็นต้น ทั้งนี้ จอแสดงผลเชิงพาณิชย์ทั้งหมดภายในศูนย์ฯ ถูกจัดแสดงเพื่อเป็นไอเดียสำหรับการออกแบบธุรกิจ โดยลูกค้าองค์กรยังสามารถรับคำปรึกษาด้านการออกแบบจอให้เหมาะกับพื้นที่และการใช้งานจากผู้เชี่ยวชาญของแอลจีเพื่อสั่งซื้อจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ชนิดพิเศษที่ตรงตามความต้องการของธุรกิจโดยเฉพาะได้อีกด้วย
LG Business Innovation Center เปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปที่ชั้น 1 ทรู ดิจิทัล พาร์ค เวสต์ ถนนสุขุมวิท ซอย 101/1 สำหรับลูกค้าธุรกิจองค์กรที่สนใจเยี่ยมชมศูนย์ฯ สามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ http://lge.ai/61853S2Ah หรือติดตามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจอแสดงผลเชิงพาณิชย์ของแอลจีได้ที่ www.lg.com
Cloud 11 จับเทรนด์ Creator Economy ปั้นฮับเพื่อคนรุ่นใหม่!
ณรงค์ เจียรวนนท์ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ โครงการ Cloud 11 กล่าวว่า “เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจโลก และผลักดันให้แต่ละอุตสาหกรรมเติบโตอย่างก้าวกระโดด อุตสาหกรรมบันเทิงและการสร้างสรรค์คอนเทนต์ เป็นหนึ่งอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างมาก อาทิ การใช้ AI สร้างสรรค์คอนเทนต์หรือการใช้แพล็ตฟอร์มต่างๆ ในการกระจายคอนเทนต์ไปสู่ผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอุตสาหกรรมคอนเทนต์ โดยเฉพาะทางด้านวัฒนธรรมอันโดดเด่นซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ อีกทั้งยังมีบุคลากรที่มีศักยภาพมากมาย แต่ปัจจุบันทรัพยากรเหล่านี้ยังกระจัดกระจาย และยังไม่ได้มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้อย่างเต็มที่
Cloud 11 จึงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองเชื่อมต่อ Ecosystem ของการสร้างสรรค์คอนเทนต์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เป็น Hub ของคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย พัฒนาศักยภาพของครีเอเตอร์ ด้วยบุคลากรที่เก่ง แหล่งเรียนรู้ เงินลงทุน และโอกาส เป็น Gateway ที่จะทำให้ครีเอเตอร์คนไทยสามารถร่วมกันผลักดันให้วัฒนธรรมที่โดดเด่นของไทยเป็น Soft Power หรือพลังทางวัฒนธรรมไปสู่ประชาคมโลกได้ และช่วยสร้างความชื่นชอบ หรือ Brand Love ในวัฒนธรรมไทยอีกด้วย”
วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MQDC กล่าวว่า “MQDC ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในปรัชญา ‘For All Well-being’ และมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์และพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของทุกสรรพสิ่งให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ทุกโครงการที่พัฒนาโดย MQDC จะต้องสร้างประโยชน์ให้ชุมชนรอบข้าง สังคม และประเทศ ด้วยการนำองค์ความรู้ รวมถึงนวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการกำหนดแนวทางการพัฒนาโครงการที่สอดคล้องไปกับนโยบายการพัฒนาประเทศบริษัทฯ จึงได้ตัดสินใจลงทุนโครงการ Cloud 11 ไปพร้อมๆ กับการสร้าง Innovation Clusters ในย่านนวัตกรรมสุขุมวิทใต้ ให้เป็นย่านสำหรับคนรุ่นใหม่และการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป”
องศา จรรยาประเสริฐ ผู้อำนวยการโครงการ Cloud 11 กล่าวว่า “อุตสาหกรรมบันเทิงได้เข้าสู่ยุคใหม่จากการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี คอนเทนต์ครีเอเตอร์มีบทบาทมากขึ้น จนเกิดเทรนด์ Creator Economy ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงในยุคใหม่นี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาโครงการ Cloud 11 ให้เป็นฮับคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียผ่านแนวคิด Empowering Creators โดยจะเป็นศูนย์รวมระบบนิเวศการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด ผ่านการผนึกกำลังพันธมิตรจากทั้งระดับโลกและในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ในการสร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ให้เป็นฮับของครีเอเตอร์และอุตสาหกรรมคอนเทนต์โดยเฉพาะ
นอกจากพื้นที่ทางกายภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การสร้างสรรค์คอนเทนต์และตอบสนองการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้ครบทุกแง่มุมแล้ว Cloud 11 ยังมอบทั้งแรงบันดาลใจ องค์ความรู้ และโอกาสในการพัฒนาต่อยอดให้กับครีเอเตอร์ ผู้ประกอบการด้านคอนเทนต์ และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เรามุ่งหวังว่า Cloud 11 จะสามารถช่วยส่งเสริมและสนับสนุนครีเอเตอร์ให้ก้าวไปสู่เวทีระดับโลกได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนศักยภาพของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ของประเทศไทยสู่ระดับแนวหน้าของโลก”
Cloud 11 เกิดขึ้นภายใต้แนวคิด “Empowering Creators” ติดปีกคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ผ่านความตั้งใจที่จะเป็นฮับของคนรุ่นใหม่ที่สนใจเป็นครีเอเตอร์ ให้กล้าสานฝันต่อยอดอาชีพและธุรกิจด้านคอนเทนต์ โครงการนี้เป็นมากกว่าเพียงโครงการอสังหาริมทรัพย์ Mixed-use แต่เป็นการนำเสนอโมเดลการสร้าง Innovation Cluster รูปแบบใหม่ที่ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่
- Content Creation Ecosystem เป็นระบบนิเวศการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด เพรียบพร้อมด้วยพื้นที่สตูดิโอ เงินทุนสนับสนุน บุคลากร และอุปกรณ์ทันสมัย สำหรับการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่หลากหลาย อาทิ เพลง พอดแคสต์ ภาพยนตร์ วิดีโอสั้น แอนิเมชั่น เกม และ งานศิลปะหรือการดีไซน์ต่างๆ โดยโครงการจะเป็นศูนย์รวมของผู้เล่นหลากหลายขนาด ตั้งแต่สตาร์ทอัพ SME ในไทย ไปจนถึงบริษัทด้านคอนเทนต์ข้ามชาติระดับโลก
- Virtual – Physical Bridge เป็นสะพานนำครีเอเตอร์ไทยสู่เวทีระดับโลก ผ่านเทคโนโลยีเชื่อมโลกจริงกับโลกเสมือน Web3 อย่าง Metaverse เปิดโอกาสให้คอนเทนต์ที่สร้างสรรค์โดยคนไทย เข้าถึงผู้ชมและฐานแฟนในต่างประเทศได้อย่างมีอรรถรส (immersive) นอกจากนี้การนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ จะช่วยให้เรื่องลิขสิทธิ์และการแบ่งรายได้ตลอดห่วงโซ่การสร้างสรรค์คอนเทนต์เป็นไปอย่างยุติธรรมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- Inclusive Progress การโอบกอดความแตกต่างอย่างเท่าเทียมเป็นคุณค่าที่สำคัญของ Cloud 11 โครงการจะมีการจัดโปรแกรมส่งเสริมศักยภาพให้ครีเอเตอร์รุ่นใหม่ ศิลปินที่ไม่ได้อยู่ในกระแสหลัก รวมถึงผู้ประกอบการขนาดเล็ก ให้สามารถเติบโตได้อย่างเสมอภาค นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับการสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ผ่านการออกแบบพื้นที่สีเขียว สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ เป็นเวทีให้ทั้งครีเอเตอร์และผู้คนในชุมชนได้ทำกิจกรรมร่วมกันรวมไปถึงการสนับสนุนธุรกิจระดับท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนโดยรอบอีกด้วย
โครงการ Cloud 11 ประกอบไปด้วย 7 องค์ประกอบหลัก ได้แก่
- Creative Office & Studio Space สำนักงาน Grade-A พร้อมพื้นที่สตูดิโอ ตอบโจทย์การทำงานวงการครีเอเตอร์ ด้วยเวลาเปิดทำการ 24 ชั่วโมง พร้อมระบบแอร์ทำความเย็นยืดหยุ่นและเงียบ ลิฟท์ส่วนตัวสำหรับศิลปินดารา พร้อมมาตรฐาน LEED ด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม มาตรฐาน WELL ด้านสุขภาวะและความเป็นอยู่ของผู้ใช้อาคาร และมาตรฐาน WiredScore SmartScore ด้านระบบเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมระบบโครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงพิเศษสำหรับการทำงานด้านคอนเทนต์
- Hybrid Retail ศูนย์การค้าคอนเซปต์ใหม่ สนับสนุนธุรกิจร้านค้าของครีเอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น Fulfillment Center สำหรับการสต๊อก แพ็ก ส่งสินค้า โดยมีหน้าร้านขนาดเล็กมีประสิทธิภาพ หรือ Cloud Kitchen สำหรับครีเอเตอร์สายอาหารที่ยังไม่ประสงค์ลงทุนหน้าร้าน นอกจากนี้ในศูนย์การค้าจะยังมีแบรนด์ระดับโลกทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ (creator collaboration) ต่อยอดนำลิขสิทธิ์ผลงานไปใช้ผลิตสินค้าพิเศษด้วย
- Smart Hotel และ Lifestyle Hotel โรงแรมสองแบรนด์ใหม่ระดับโลก ที่จะเปิดตัวในไทยเป็นครั้งแรก ตอบโจทย์กลุ่มคนรุ่นใหม่ สตาร์ทอัพ นักลงทุน และนักธุรกิจต่างชาติ ตอบรับการสร้างย่านนวัตกรรม
- Education สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัย พื้นที่บ่มเพาะ เพื่อสร้างบุคลากรด้าน
การสร้างสรรค์คอนเทนต์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม - Cultural ประกอบไปด้วยฮอลล์จัดงานคอนเสิร์ต การแข่งขันอีสปอร์ต โรงละคร Blackbox Theatre สำหรับครีเอเตอร์และศิลปินรุ่นใหม่
- Public Space สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่สาธารณะที่เปิดให้
ครีเอเตอร์ได้มาแสดงศักยภาพ และให้คนในชุมชนได้เข้ามาออกกำลังกายพักผ่อนหย่อนใจ
เพื่อตอบโจทย์การเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในย่านสุขุมวิทใต้
Cloud 11 เป็นโครงการที่ถือหุ้นและลงทุน 100% โดยบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์
คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) โครงการตั้งอยู่บนพื้นที่ 27 ไร่ ติดถนนสุขุมวิท ใกล้ BTS สถานีอุดมสุข เริ่มต้นก่อสร้างปี พ.ศ. 2565 โดยบริษัท Thai Obayashi งานเสาเข็มและฐานรากเสร็จ 100% ขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโครงสร้างอาคาร คาดว่าจะเปิดให้บริการช่วงไตรมาส 4 พ.ศ.2567 Cloud 11 เปิดรับจองพื้นที่ศูนย์การค้าและสำนักงานแล้ว บริษัท องค์กร หรือหน่วยงาน ที่สนใจ สามารถลงทะเบียนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง www.cloud11bangkok.com
เมอร์เซเดส-เบนซ์ จับมือ SHARGE หนึ่งในผู้ให้บริการเครื่องชาร์จไฟฟ้า Mercedes-Benz Wallbox
มาร์ทิน ชเวงค์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ถ่ายภาพร่วมกับ พีระภัทร ศิริจันทโรภาส กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด (SHARGE)
ในโอกาสการทดสอบการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่น EQS 500 4MATIC AMG Premium บนเส้นทางภูเก็ต-หัวหิน เพื่อร่วมแสดงเจตนารมณ์ในการส่งเสริมการใช้งานและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (EV Infrastructure) ในประเทศไทย โดย SHARGE ถือเป็นพาร์ทเนอร์ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เป็นผู้ติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้า Mercedes-Benz Wallbox ให้กับลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแก่ลูกค้าทุกคน
EQS 500 4MATIC AMG Premium เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ
ที่เปิดไลน์การผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ทำให้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุดถึง 702 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charge) สูงสุด 11 kWh จาก 0-100% ภายใน 10 ชั่วโมง และการชาร์จไฟฟ้ากระแสตรง (DC charge) สูงสุด 200 kWh จาก 10-80% ภายใน 31 นาที
ไฮโซกี้-สราวุธ เสรีธรณกุล คนไทยคนแรกที่ได้ครอบครอง McLaren ARTURA
วงการซูเปอร์คาร์คึกคักอีกครั้ง เมื่อ McLaren Bangkok ที่ได้สิทธิ์เป็นผู้แทนจำหน่ายแมคลาเรน(McLaren) รถซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย อันเป็นหนึ่งในบริษัท นิช คาร์ กรุ๊ป จำกัด โดย วิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ ได้ทำการส่งมอบซูเปอร์คาร์ McLaren ARTURA คันแรกของประเทศไทยให้กับ ไฮโซกี้–สราวุธ เสรีธรณกุล นักธุรกิจและนักแข่งรถซูเปอร์คาร์ ซึ่งถือเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้ครอบครองซูเปอร์คาร์คันดังกล่าว
ไฮโซกี้ ยังบอกเล่าประสบการณ์หลังจากที่ได้สัมผัสกับ McLaren ARTURA ว่า “ไลฟ์สไตล์ส่วนตัวผมเป็นคนที่หลงใหลในความเร็ว ชอบความเร็วมาตั้งแต่เด็ก อายุ 12 ขวบก็เริ่มขับ Go-Kart ขับ Drifting แล้ว ผมลงแข่งมาเรื่อยๆ ชอบกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวกับรถยนต์ ครอบครัวก็สนับสนุนด้วย จนได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งในรายการ Supercar Thailand และ Thailand Super Series แล้วก็ตระเวนแข่งมาทั่วเอเชีย ปีนี้ก็ 7 ปีแล้วที่ผมแข่งซูเปอร์คาร์ ผมมองว่ามันเป็นกีฬาที่มีเสน่ห์ คนขับต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับรถถึงบังคับพวงมาลัยไปจนจบการแข่งขันได้ และผมก็เคยสัมผัสกับ รถซูเปอร์คาร์มาหลายแบรนด์แล้วแต่ละแบรนด์ก็มีคาแรคเตอร์ที่ต่างกันไป อย่าง McLaren ผมรู้สึกชอบเป็นพิเศษ เพราะส่วนใหญ่นักแข่งรถจะชอบรถที่แรงเพอร์ฟอร์แมนซ์ดี McLaren ตอบโจทย์ตรงนี้ได้ค่อนข้างดีเลย ส่วนตัวผมเองได้มีโอกาสสัมผัสกับ McLaren คือล็อตแรก ๆ เลยที่มีการนำเข้ามา พอได้ลองขับก็ชอบเลย ซื้อเลย คันแรกที่มี คือ McLaren 650S Spider คันสีเหลือง ต่อมาคันที่สอง McLaren 720S ล่าสุดก็ตัดสินใจซื้อคันนี้ McLaren ARTURA ที่ทำให้ผมตัดสินใจซื้อ เพราะชอบที่เร็วและแรง เพอร์ฟอร์แมนซ์ดี ข้อดีอีกอย่างของ McLaren ซึ่งทำออกมาได้ดีคือ ระบบ Traction Control เป็นระบบช่วยเหลือการขับขี่ยานพาหนะ อย่างเราเดินคันเร่ง 100% ผมรู้สึกว่ารถก็ไม่หมุน ระบบ Traction สามารถตัดได้ดี ผู้ที่ไม่ค่อยชำนาญในการขับซูเปอร์คาร์ไม่ต้องกลัวรถหมุน ถ้าเป็นโหมดระบบ Traction Control จะตัดระบบได้ละเอียดมาก รถรุ่นนี้ สำหรับผมผมว่า ใช้งานง่าย เพราะส่วนตัวผมขับรถแข่งประจำ ซึ่งรถจะค่อนข้างแรง ดุดันหน่อย พอมาขับรุ่นนี้แล้ว รู้สึกโอเคเลย ขับสบาย ใช้งานได้ในทุก ๆ วันจริง ๆ ผมมีรถซูเปอร์คาร์ เกือบทุกแบรนด์ McLaren ผมยกให้เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ผมชอบและรักเลยครับ”
สำหรับความพิเศษของ McLaren ARTURA ทาง McLaren ยังคงยึดมั่นในปรัชญาการออกแบบ โดยถือได้ว่าเป็นผู้บุกเบิกด้านการใช้เทคโนโลยีไฮบริดกับรถไฮเปอร์คาร์ McLaren P1 เป็นรุ่นแรก ตามมาด้วย McLaren Speedtail ซึ่งมาพร้อมระบบส่งกำลังที่ทำให้รถรุ่นนี้ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 250 ไมล์ต่อชั่วโมง
McLaren ARTURA ไม่เพียงดุดันในสนามแข่ง แต่ยังเหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยโหมดไฟฟ้า 100% ซึ่งผู้ขับขี่จะได้เปิดประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีที่มาพร้อมสมรรถนะรอบด้านและความก้าวล้ำในทุกมิติ โดยจุดเริ่มต้นของการพัฒนารถรุ่นนี้ คือการเพิ่มแบตเตอรี่ที่เปี่ยมประสิทธิภาพและพลังงาน โดยไม่กระทบต่อน้ำหนักของรถโดยรวม เนื่องจากน้ำหนักของรถซูเปอร์คาร์ส่งผลต่อทุกๆ สมรรถนะทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอัตราการเร่ง การเบรก การเข้าโค้ง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นที่ส่งผลให้น้ำหนักของรถยนต์ขับเคลื่อนได้อย่างเบาสบาย ดังนั้น ความเชี่ยวชาญของทีมงานในด้านวิศวกรรมวัสดุ ที่เน้นให้รถยนต์น้ำหนักเบาสามารถชดเชยน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นได้ ด้วยแพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด ที่ชื่อว่า McLaren Carbon Fibre Lightweight Architecture (MCLA) แบ่งได้เป็น 3 องค์ประกอบหลัก คือ
- Carbon Fibre Monocoque
- Electrical Architecture
- โครงสร้างแชสซีส์และระบบช่วงล่าง ซึ่งทีมงานออกแบบ MCLA ขึ้นใหม่ทั้งหมด และออกแบบแพลตฟอร์มนี้ให้สามารถปรับเปลี่ยน เพื่อสอดคล้องกับรถยนต์แต่ละรุ่นได้มากกว่าแพลตฟอร์มรุ่นแรก จุดเด่นสำคัญของ Carbon Fibre Monocoque คือ ปลอดภัยกว่า แข็งแรงกว่า และน้ำหนักเบากว่า
ช่องว่างด้านหลังของ Monocoque ได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่สำหรับแบตเตอรี่ HV ซึ่งได้รับการปกป้องรอบด้านด้วย Carbon Fibre Safety Cell ซึ่งติดตั้งให้อยู่บน Carbon Fibre SMC Floor ในตำแหน่งต่ำที่สุดอันจะเอื้อต่อจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำที่สุดของรถยนต์ และช่วยในเรื่องเสถียรภาพการขับขี่ที่ดียิ่งขึ้น ด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดสมรรถนะสูง McLaren ARTURA มีน้ำหนักรวม(ไม่รวมของเหลว) 1,395 กิโลกรัม ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้รถยนต์รุ่นนี้ได้ชื่อว่าเป็นซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริดที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในรถยนต์ประเภทเดียวกัน เลยก็ว่าได้ สำหรับการออกแบบแชสซีส์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด ได้แก่ E-Differential แนวคิดระบบมัลติลิงก์แบบใหม่ ช่วงล่างด้านหลัง Proactive Damping Control ที่ผสานกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว เช่น ระบบพวงมาลัยแบบ Electro-Hydraulic ที่เพิ่มความแม่นยำ คล่องตัว และเสถียรภาพในการขับขี่ซึ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อผู้ขับขี่ให้ใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ผู้ขับขี่ยังคงสนุกกับการขับ McLaren ARTURA ด้วยการสัมผัสทุกความรู้สึกจากผิวถนนสู่พวงมาลัย
นอกเหนือจากนี้ยังพัฒนา Ethernet Electrical Architecture ใหม่ ที่ใช้ Domain Controller 4 ชุด และประเภทเครือข่ายใหม่ล่าสุดสำหรับยานยนต์ สำหรับความเร็วที่สูงขึ้นและแบนด์วิดท์ที่กว้างขึ้น ซึ่งทำให้เราสามารถลดน้ำหนักรวมได้สูงสุดถึง 25% จากการลดการใช้ชุดสายไฟและสายสัญญาณต่าง ๆ พร้อมกับนำเทคโนโลยีล่าสุดของระบบเครือข่ายมาใช้กับ McLaren ARTURA พร้อมกันนี้ ระบบ High-Performance Hybrid Powertrain ทำให้ McLaren ARTURA เป็นผู้นำด้านสมรรถนะเครื่องยนต์ V6 ที่ให้สมรรถนะสูงกว่าแต่มีน้ำหนักเบากว่าเครื่องยนต์ V8 ถึง 50 กิโลกรัม ขณะที่ ชุดเกียร์แบบใหม่ 8 สปีดซึ่งไม่มีเกียร์ถอยหลัง แต่เราสามารถออกแบบให้ใช้ Axial Flux Motor สำหรับการถอยหลังได้อย่างไร้กังวล และนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนวัตกรรมล้ำหน้าด้านวิศวกรรมใน McLaren ARTURA ที่ออกแบบมาเพื่อให้ McLaren ARTURA เป็นซูเปอร์คาร์ที่สามารถผสมผสานกับผู้ขับขี่ได้อย่างลงตัวมากที่สุด
McLaren Bangkok มุ่งหวังที่จะให้ McLaren ARTURA เป็นตัวผลักดันสามารถเพิ่มยอดขายของ McLarenในประเทศไทยได้มากยิ่งขึ้น ด้วยกลยุทธ์ที่มุ่งหวังให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์รถซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริดที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะและเทคโนโลยีล้ำสมัยในราคาที่เหมาะสม เพื่อที่จะทำให้ลูกค้ากลุ่มที่เคยอุดหนุน Performance Car ในกลุ่มสิบล้านต้น ๆ หันมาสนใจ McLaren กันมากยิ่งขึ้น เพื่อตอกย้ำความสำเร็จของแบรนด์ McLaren ในตลาดรถซูเปอร์คาร์ของเมืองไทย
ติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ทาง
Facebook: https://www.facebook.com/McLarenBKK
Instagram: https://www.instagram.com/mclarenbangkok/
Website: https://bangkok.mclaren.com/en
Tel: 02-321-1111, 081-434-7777
เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ตั้งเป้าปี 2566 ส่งมอบรวมกว่า 1,000 คัน
เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์รถยนต์ฝรั่งเศส
เปอโยต์ และ จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการในประเทศไทย แถลงผลประกอบการปี 2565 ปลื้มทั้งสองแบรนด์โตเกินเป้า ส่งมอบลูกค้าสะสมรวมกว่า 1,600 คัน เปิดแผนปี 2566 ตั้งเป้าทำยอดขายรวมกว่า 1,000 คัน ลุยขยายเครือข่ายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร พร้อมเตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า เปอโยต์ 2 รุ่นใหม่ ในงานมอเตอร์โชว์ ปีนี้ อีกทั้งขยายแบรนด์ระดับพรีเมียมรับแรงหนุนตลาดยนตรกรรมไฟฟ้าโตก้าวกระโดด
สุนทรพันธ์ เดชะเทศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด
เผยว่า “นับตั้งแต่มีการนำแบรนด์รถยนต์ เปอโยต์ เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยอีกครั้ง ภายใต้การบริหารของ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ก็ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้ชื่นชอบเอสยูวีสัญชาติฝรั่งเศส ทั้ง เปอโยต์ รุ่น 2008, 3008 และ 5008 เจ็ดที่นั่ง ดีไซน์สวยเฉียบ สมรรถนะเยี่ยม พร้อมบริการหลังการขายครบครัน จากความสำเร็จดังกล่าว ทำให้เราได้รับความไว้วางใจจากบริษัทแม่ สเตลแลนทิส ให้เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่าย จี๊ป ราชาออฟ-โรดสัญชาติอเมริกัน อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อต้นปี 2565 เปิดตลาดด้วยการนำเข้ารถ 2 รุ่นยอดนิยมอย่าง แรงเลอร์ รูบิคอน และ กลาดิเอเตอร์ รูบิคอน โดยภาพรวมยอดขายรถยนต์ทั้งสองแบรนด์ตลอดปีที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจ และเป็นฐานข้อมูลให้เรานำมาใช้จัดแคมเปญส่งเสริมการขาย และกิจกรรมทางการตลาดต่างๆเพื่อเสริมภาพลักษณ์ และสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนให้กับแบรนด์ ได้เป็นอย่างดี”
เปอโยต์ เอสยูวี 3 รุ่น อีกทั้ง Special editions เพิ่มทางเลือกสำหรับกลุ่มลูกค้าพรีเมียม
ส่งมอบรถไปแล้ว 1,618 คัน พร้อมเล็งเป้า 1,000 คัน ในปีนี้
ภาพรวมยอดขาย เปอโยต์ ปี 2565 ทำได้ถึง 590 คัน เติบโตจากปีที่ 2564 ถึง 34% และมียอดขายสะสมนับตั้งแต่เริ่มกลับมาทำตลาดในเมืองไทย ในช่วงเวลาเพียง 3 ปี รวม 1,618 คัน และเชื่อมั่นว่าตลอดปี 2566 ด้วยความพึงพอใจของลูกค้าพร้อมการบริการ ที่ดีเยี่ยม จนนำไปสู่การบอกต่อขยายเป็นวงกว้าง อีกทั้งสมรรถนะ และความโดดเด่นของรถที่ได้รับรางวัล Red Dot Design Awards ต่อเนื่องหลายปี จากรุ่น 2008 และ 3008 แรงหนุนเหล่านี้ จะทำให้สามารถดันยอดขายได้ถึง 1,000 คัน หรือเติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 70%
ต่อยอดความสำเร็จ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า เปอโยต์ 2 รุ่นใหม่ เดินเครื่องเต็มสูบ
สู่ยุคยนตรกรรมไฟฟ้า พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม
เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม ปลุกกระแสความนิยมผู้บริโภค ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถ เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) มีแผนนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า เปอโยต์ รุ่นใหม่เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้บริโภค ได้แก่ เปอโยต์ รุ่น e-2008 ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% และรุ่น 408 ปลั๊ก-อิน ไฮบริด โดยจะเปิดตัวให้สัมผัสก่อนใครในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 เป็นการเตรียมพร้อมก้าวสู่ยุคแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าเต็มตัว พร้อมมีแผนขยายแบรนด์ใหม่ๆ ในอนาคตจากบริษัทแม่ และเดินหน้าเพิ่มศักยภาพด้านงานบริการ เน้นความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
ตลาดรถยนต์พันธุ์แกร่งสดใส ดันยอดขาย จี๊ป โตน่าพอใจ
ตั้งเป้าขายปี 2566 แตะ 150 คัน
ในช่วงไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปี 2565 หลังจาก เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ได้ทำพิธีลงนามกับ สเตลแลนทิส เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ จี๊ป อย่างเป็นทางการในประเทศไทย บริษัทฯ ได้มีการส่งมอบรถ จี๊ป ให้ลูกค้าไปแล้ว 46 คัน ด้วยข้อจำกัดเรื่องซัพพลายในปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีรถที่รอการส่งมอบอีกจำนวนหนึ่ง บริษัทฯ จึงได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มขึ้นกว่า 150 คัน ในปีนี้
เตรียมเผยโฉม จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน รุ่นพิเศษ
พร้อมลุยกิจกรรมทางการตลาดทุกมิติ
สำหรับแฟนตัวยงของออฟ-โรด สัญชาติอเมริกัน เตรียมพบกับ จี๊ป แรงเลอร์ รูบิคอน รุ่นพิเศษ ที่ครบครันด้วยชุดแต่ง Mopar ลิขสิทธิ์แท้จากสหรัฐอเมริกา สะท้อนเอกลักษณ์ของรุ่นยอดนิยมดังกล่าว ซึ่งจะเผยโฉมให้ได้สัมผัสในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2566 อีกทั้งลุยกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ โดยเน้นประสบการณ์ขับรถ จี๊ป พร้อมสานสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของ รถ จี๊ป ในประเทศไทย
เชื่อมั่นแบรนด์ เชื่อมั่นในศักยภาพของ
เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) สู่การขยาย เครือข่ายผู้จำหน่าย
ทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด
ด้วยชื่อชั้นของแบรนด์ รูปลักษณ์ สมรรถนะ อีกทั้งเครือข่ายและบริการหลังการขายครบครันของ เปอโยต์ และ จี๊ป นอกจากจะสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ที่สนใจร่วมธุรกิจ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความสำเร็จ ปัจจุบัน เปอโยต์ มีเครือข่ายโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการมาตรฐานครบวงจร 9 สาขา ได้แก่ เกษตร-นวมินทร์, เยาวราช, สุขุมวิท, มีนบุรี, วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์, อุบลราชธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต, พัทยา และอีก 1 สตูดิโอ สยามพารากอนโดยมีแผนเปิดเพิ่มตามหัวเมืองใหญ่อีก 5 สาขา รวมเป็น 15 สาขาในปีนี้ คือ เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุดรธานี, นครราชสีมา และกรุงเทพฯ พร้อมตั้งเป้าหมาย 20 สาขาภายในปี 2567
ส่วน จี๊ป เริ่มจากสาขาสุขุมวิท โดยตั้งแต่ต้นปี 2566 ได้ขยายเพิ่มอีก 3 สาขา ได้แก่ พัทยา, วงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์ รวมถึงสาขานิมิตรใหม่ ที่คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในช่วงไตรมาสแรกของปี นอกจากนี้ยังเตรียมลุยปักหมุดในต่างจังหวัดเพิ่มอีก 5 สาขา คือ เชียงใหม่, อุดรธานี, ขอนแก่น, นครราชสีมา และอุบลราชธานี พื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีกำลังซื้อที่ดี พร้อมกับการเปิดโอกาสสำหรับผู้ที่สนใจจากทั่วประเทศ ได้ร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งและยั่งยืน ให้กับทั้งสองแบรนด์อีกด้วย
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! เพิ่มหลักพันได้หลักหมื่น!
เออิอิชิ โคอิโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เปิดตัวครั้งแรกในไทยเมื่อปี 2561 โดยนับเป็นการปฏิวัติวงการ ที่ทำให้เกิดเซ็กเมนต์ใหม่ในตลาด ซึ่งก็คือตลาดรถเอ็มพีวีในวันนี้ และนับแต่นั้นเป็นต้นมา มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ก็ครองตำแหน่งแชมป์ตลาดเอ็มพีวี ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดรถยนต์เอ็มพีวีก็มีส่วนแบ่งทางการตลาดที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี”
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ได้รับการออกแบบโดยดึงจุดเด่นที่เป็นดีเอ็นเอสำคัญของรถมิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มาผสมผสานกับความพรีเมี่ยมของรถคอมแพกต์เอสยูวี และกลายเป็น รถครอสโอเวอร์ ในรูปแบบที่ลงตัว และได้รับการพัฒนามาเป็น มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ เจนเนอเรชั่น 2 ที่เปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์ โชว์ เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2565 ซึ่งนอกจากจะมีดีไซน์ที่หรูหราแนวเอสยูวีมากขึ้นแล้ว ยังมีการตกแต่งภายในห้องโดยสารที่เน้นคุณภาพและสุนทรียภาพ พร้อมกับเกียร์ CVT ใหม่ และระบบช่วงล่างที่ดีเยี่ยมอีกด้วย
ด้วยสโลแกน ‘Live Life Adventure’ มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! ได้รับการพัฒนาให้เป็นรถเอสยูวีที่สามารถตอบสนองทั้งการขับขี่ในเมืองใหญ่ และการผจญภัยสำหรับการออทริปการเดินทาง เหนือกว่ารถอื่นๆ ในรุ่นเดียวกัน พร้อมท้าทายทุกเส้นทาง ด้วยรูปลักษณ์ใหม่สไตล์โฉบเฉี่ยวที่มีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น สะดวกสบายด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่สนุกเร้าใจภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางและประณีตทุกรายละเอียด ช่วยตอบโจทย์และรองรับทุกสมาชิกในครอบครัวให้เดินทางสู่ทุกจุดหมายได้อย่างมั่นใจ เปี่ยมสุนทรียภาพ
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! มาพร้อมรูปลักษณ์ใหม่จากไฟหน้าจรดไฟท้ายเพื่อตอกย้ำความสปอร์ตสุดเท่เหนือชั้น แข็งแกร่งทรงพลังยิ่งขึ้น ดีไซน์ด้านหน้ารถแบบ Advanced Dynamic Shield เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่สะดุดตา เสริมอารมณ์เอสยูวีสุดหรูผสานความดุดัน เติมเต็มความล้ำสมัยและปลอดภัยยิ่งกว่าด้วยไฟหน้าแบบ LED ยกชุด ทั้งไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (DRL) แบบ LED ไฟเลี้ยว LED และไฟตัดหมอก LED โดยนักออกแบบของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้เสริมดีไซน์สุดเท่ด้านหลังรถด้วยไฟท้ายแบบ LED และไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ติดตั้งตำแหน่งสูงเพื่อเพิ่มทัศนวิสัยขณะขับขี่ช่วงเวลากลางคืน
เสริมความโดดเด่นด้วยล้ออัลลอยสปอร์ตทูโทนขนาด 17 นิ้ว พร้อมยางที่มีขนาดใหญ่ขึ้น กลมกลืนกับการตกแต่งกระจังหน้า กันชนหน้าและหลัง แผงตกแต่งข้างประตู และซุ้มล้อแบบ “ครอสดีไซน์” (CROSS Design) สุดเท่ไม่ซ้ำใคร นอกจากนี้ยังเพิ่มความเฉียบคมของรูปลักษณ์ภายนอกด้วยหลังคาสีดำและราวหลังคาสีดำ สีตัวถังมีให้เลือก 4 สี โดยมีสีใหม่ คือ สีเขียว (Green Bronze Metallic) พร้อมด้วยสีขาวมุก (Quartz White Pearl) สีเงิน (Blade Silver) และสีเทา (Graphite Gray) พร้อมกับมีสีทูโทนอีก 2 สไตล์ ได้แก่ สีเขียวหลังคาดำ (Green Bronze Metallic with Black Roof) และสีขาวหลังคาดำ (Quartz White Pearl with Black Roof) ให้ลูกค้าเลือกสรร
ภายในห้องโดยสารของมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! ตกแต่งด้วยความประณีตเพื่อสร้างบรรยากาศที่หรูหรา สบายกว่าด้วยเบาะหนังที่มีคุณสมบัติสะท้อนความร้อนสีทูโทน ดำ-น้ำเงิน พิถีพิถันในการออกแบบแผงควบคุมด้วยแนวคิด Horizontal Axis จอแสดงข้อมูลการขับขี่ (Dashboard) แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว แสดงผลข้อมูลที่จำเป็นครบครัน และพวงมาลัย 4 ก้านหุ้มหนังดีไซน์ใหม่ พร้อมสวิตช์ควบคุมระบบล็อกความเร็วบนพวงมาลัย (Cruise Control) สวิตช์ควบคุมระบบเครื่องเสียง และปุ่มรับสาย-วางสายโทรศัพท์บนพวงมาลัย
นอกเหนือจากความสะดวกสบายและความโอ่โถงกว้างขวางของห้องโดยสาร ผู้โดยสารทุกที่นั่งจะได้เพลิดเพลินกับเทคโนโลยีทันสมัยมากมาย ได้แก่ หน้าจอระบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว รองรับ Bluetooth และการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Auto ระบบเบรกมือไฟฟ้าพร้อมระบบ Brake Auto Hold ช่องต่ออุปกรณ์ USB-A และ USB-C ช่องจ่ายกระแสไฟ DC 12 โวลต์ ระบบปรับอากาศด้านหลังแบบแยกอิสระ พร้อมแผงควบคุมและช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง กระจกมองหลังแบบตัดแสงสะท้อนอัตโนมัติ และระบบปัดน้ำฝนแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีระบบควบคุมการเปิด-ปิดไฟหน้าแบบอัตโนมัติ และระบบปรับอากาศแบบดิจิตอลที่มีแผ่นกรองอากาศ PM 2.5
ตอกย้ำความเป็นรถเอสยูวีพรีเมี่ยมที่พร้อมสำหรับทุกเส้นทางและทุกสีสันของชีวิต ด้วยระบบการขับขี่ใหม่ที่ช่วยยกระดับความสะดวกสบายและความปลอดภัย โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีช่วยเสริมความปลอดภัยขณะเข้าโค้ง “เอวายซี” (Active Yaw Control: AYC) ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ช่วยควบคุมการขับเคลื่อนให้เข้าโค้งได้กระชับแม่นยำ ปลอดภัยกว่าด้วยการควบคุมการขับเคลื่อนและการเบรกของล้อหน้าด้านซ้ายและด้านขวา เพิ่มสมรรถนะการเข้าโค้งและรักษาเสถียรภาพการขับขี่ได้ดีบนถนนที่เปียกลื่น
ระบบความปลอดภัยอื่นๆ ประกอบด้วย ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว (Active Stability Control: ASC) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและควบคุมการลื่นไถล (Traction Control System: TCL) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist: HSA) ระบบไฟกระพริบฉุกเฉินอัตโนมัติ (Emergency Stop Signal System: ESS) ถุงลมนิรภัยคู่หน้า คานเหล็กนิรภัยกันกระแทกบริเวณแผงประตูและการออกแบบตัวถังด้านหน้าช่วยลดความรุนแรงจากแรงกระแทกของรถที่เกิดขึ้นกับคนเดินถนน ด้วยระยะความสูงจากพื้น 220 มิลลิเมตร ทำให้รถรุ่นนี้โดดเด่นเหนือกว่ารถรุ่นอื่นๆ ในประเภทเดียวกัน เสริมทัศนวิสัยที่ดีกว่าและการขับขี่ที่เหนือกว่า มั่นใจในทุกสภาพถนนด้วยช่วงล่างและระบบกันสะเทือนที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงใหม่ให้ความนุ่มนวล นั่งสบาย และยึดเกาะถนนเป็นอย่างดี
ขุมพลังขับเคลื่อนของมิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! เป็นเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ MIVEC DOHC 1.5 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 105 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 141 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ ECO-Dynamic CVT ตอบสนองการทำงานกับเครื่องยนต์อย่างรวดเร็ว นุ่มนวล และประหยัดน้ำมัน
มิตซูบิชิ เอ็กซ์แพนเดอร์ ครอส ใหม่! วางจำหน่ายที่ศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ทั่วไทย ด้วยราคา 946,000 บาท ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นเพียง 7,000 บาทจากรุ่นเดิม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อศูนย์บริการรถยนต์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส หรือมิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวัน ระหว่างเวลา 8:30 – 17:00 น.
