บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย สนับสนุน DP World Tour ส่ง BMW บริการนักกอล์ฟรายการ Thailand Classic
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ตอกย้ำบทบาทในฐานะผู้สนับสนุนกีฬากอล์ฟระดับโลก ประกาศความร่วมมือในฐานะพาร์ทเนอร์และผู้สนับสนุนยานพาหนะอย่างเป็นทางการของการแข่งขันกอล์ฟรายการ Thailand Classic โดย DP World Tour โดยความร่วมมืออย่างเป็นทางการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นในการสนับสนุนกีฬาระดับโลกของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และยังเป็นความร่วมมือระดับโลกกับ DP World Tour ที่มีมายาวนานกว่า 30 ปี ซึ่งได้ประกาศขยายเวลาความร่วมมือเพิ่มอีก 5 ปี ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้
ในฐานะพาร์ทเนอร์และผู้สนับสนุนยานพาหนะอย่างเป็นทางการของ DP World Tour ในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 15 คัน ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7, บีเอ็มดับเบิลยู X7, บีเอ็มดับเบิลยู X6, บีเอ็มดับเบิลยู X5, และ บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้เข้าแข่งขันในรายการ Thailand Classic ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ณ สนามกอล์ฟ อมตะ สปริง คันทรี คลับ จังหวัดชลบุรี เพื่อมอบที่สุดแห่งประสบการณ์ด้านยนตรกรรมระดับพรีเมียมให้แก่นักกอล์ฟในทัวร์นาเมนต์ระดับโลก
นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive40 ให้กับนักกอล์ฟมากฝีมือที่หวดวงสวิงทำโฮลอินวันที่หลุม 13 พาร์ 3 ระหว่างการแข่งขันได้เป็นคนแรก โดยบีเอ็มดับเบิลยู iX เป็นรุ่นรถยนต์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมความล้ำยุคด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้งานยิ่งขึ้น
มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ในฐานะพาร์ทเนอร์อย่างเป็นทางการของการแข่งขันกอล์ฟรายการ Thailand Classic โดย DP World Tour ให้แก่ มร. เบน โคเวน ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจการแข่งขัน DP World Tour เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักกอล์ฟผู้เข้าแข่งขัน ระหว่างวันที่ 16 – 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 ณ สนามกอล์ฟ อมตะ สปริง คันทรี คลับ จังหวัดชลบุรี
ทัวร์นาเมนต์ Thailand Classic เป็นการแข่งขันกอล์ฟครั้งแรกในประเทศไทยซึ่งจัดโดย DP World Tour นับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา มีผู้เข้าแข่งขันนักกอล์ฟรวม 132 คน การแข่งขัน DP World Tour เป็นซีรี่ส์การแข่งขันระดับโลกที่ประกอบไปด้วยการแข่งขันกว่า 40 ทัวร์นาเมนต์ จัดขึ้นใน 25 ประเทศในทวีปยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชีย แอฟริกา และออสตราเลเชีย ความร่วมมือระหว่าง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และ DP World Tour นับเป็นหนึ่งในความร่วมมือด้านกีฬากอล์ฟอาชีพระดับนานาชาติที่ยาวนานและประสบความสำเร็จที่สุด และเป็นความภาคภูมิใจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือระดับโลกในครั้งนี้
*********
เกี่ยวกับ DP World Tour
DP World Tour เป็นทัวร์นาเมนต์กอล์ฟอาชีพชายของกลุ่ม European Tour ซึ่งมีตารางการแข่งขันทั่วโลกอย่างน้อย 39 ทัวร์นาเมนต์ ใน 26 ประเทศ สำหรับฤดูกาลแข่งขันปี 2566
การแข่งขัน DP World Tour ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักในชื่อ European Tour ริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2515 สำหรับตารางการแข่งขันในปี 2566 ประกอบด้วยการแข่งขันกอล์ฟใน Rolex Series 5 รายการ การแข่งขัน Major Championship 4 รายการ และการแข่งขัน World Golf Championship 1 รายการ รวมถึงทัวร์นาเมนต์อื่น ๆ ทั่วโลก โดยมีรางวัลขั้นต่ำ 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับทุกรายการที่จัดโดย DP World Tour
การแข่งขันในฤดูกาลนี้ จะปิดฉากด้วยการแข่งขัน Rolex Series รอบสุดท้าย DP World Tour Championship ในดูไบ เพื่อเฟ้นหาผู้ชนะจากการแข่งขัน Race to Dubai ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับ Rolex
DP World เป็นผู้ให้บริการด้านสมาร์ทซัพพลายเชนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำระดับชั้นนำของโลก และบริการด้านโลจิสติกส์ เป็นพันธมิตรหลักของรายการแข่งขัน DP World Tour ภายใต้การกำกับดูแลโดยกลุ่ม European Tour
Max Wash ประกาศขอเป็นหนึ่งเดินหน้าลุยธุรกิจ ‘คาร์แคร์’
ศิลป์ ธีรนิติ ประธานบริหาร ศูนย์บริการล้างรถครบวงจร Max wash เปิดเผยว่า หลังจากที่ Max wash เปิดให้บริการสาขาแรกในสถานีบริ
สำหรับศูนย์บริการล้างรถครบวงจร Max wash ถือกำเนิดขึ้นจากจุดเริ่มต้นของ ประธานบริหาร ที่มองเห็นถึงโอกาสและศั
อีกทั้ง ศูนย์บริการล้างรถครบวงจร Max wash ยังมีทีมงานที่มีความรู้เรื่
จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมาปีนี้
จากนั้นบริษัทยังมีแผนที่
สำหรับศูนย์บริการล้างรถครบวงจร Max wash ถือเป็นผู้ให้บริการดูแลรถยนต์
ศูนย์บริการล้างรถครบวงจร Max wash มุ่งเน้นการพัฒนาการบริการให้มี
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ฉลองครบรอบ 100 ปี เปิดตัว 4 รุ่นพิเศษ!
บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ร่วมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำมอเตอร์ไซค์ระดับโลก พร้อมความสำเร็จมากมายตลอดหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ภายใต้ปรัชญา ‘Make Life A Ride’ และยังคงยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ด้วยแนวคิดที่มองการณ์ไกลและการพัฒนาแนวคิดยนตรกรรมที่ล้ำยุคอย่างต่อเนื่อง ผสานกับความก้าวหน้าล่าสุดของเทคโนโลยีการขับขี่ ในโอกาสนี้ ยังได้เปิดตัวรถมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองมรดกอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศของแบรนด์ โดย BMW R 18 และ BMW R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี จะผลิตขึ้นเพียง 1,923 คันในแต่ละรุ่นทั่วโลก เพื่อรำลึกถึงปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ซึ่งมีการเปิดตัว BMW R 32 รถมอเตอร์ไซค์รุ่นแรกจากแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด นอกจากนั้น BMW R nineT Urban G/S และ BMW R nineT Scrambler ยังมาพร้อมสีตัวถังภายนอกแบบใหม่ ช่วยเสริมรูปลักษณ์ให้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เรื่องราวของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เริ่มต้นจากหัวหน้านักออกแบบ Max Friz ผู้สร้างสรรค์มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูรุ่นแรกซึ่งถูกเปิดตัวที่งานเยอรมันมอเตอร์โชว์ ปี ค.ศ. 1923 (พ.ศ. 2466) ณ ประเทศเยอรมนี ในปีถัดมา Rudolf Schleicher ได้สร้างผลงานชิ้นสำคัญในการพัฒนาเครื่องยนต์ BMW R 37 ซึ่งนำไปสู่การเปิดตัวมอเตอร์ไซค์สปอร์ตรุ่นแรกของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ในปี ค.ศ. 1937 (พ.ศ. 2467) Ernst Jakob Henne ยังทำลายสถิติความเร็วบนท้องถนนกับ BMW 500 Kompressor ซึ่งสามารถทำความเร็วได้สูงถึง 279.503 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในปี ค.ศ. 1939 (พ.ศ. 2482) Georg ‘Schorsch’ Meier ยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็นผู้ชนะจากต่างประเทศคนแรกในการแข่งขัน Senior TT กับรถมอเตอร์ไซค์ BMW Kompressor
มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “เส้นทางอันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตอกย้ำแรงผลักดันอันไม่หยุดยั้งที่นำไปสู่ความสำเร็จของแบรนด์ แม้ต้องพบกับความท้าทายต่าง ๆ นับครั้งไม่ถ้วน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ไม่เคยหยุดความกระตือรือร้นและแรงบันดาลใจ พร้อมมุ่งมั่นที่จะปฏิวัติท้องถนนด้วยแนวคิดนวัตกรรมสองล้อ ในช่วงหนึ่งศตวรรษที่ผ่านมาคือก้าวย่างสำคัญของเราในการเฉลิมฉลองปรัชญา ‘Make Life A Ride’ ซึ่งช่วยผลักดันให้บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เติบโตขึ้นทุกวันนับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัท เพื่อร่วมเดินทางอันสุดพิเศษสู่ศตวรรษหน้าของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เราขอเชิญชวนแฟน ๆ มาร่วมสานต่อเรื่องราวแห่งตำนานของผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ระดับโลกกับรถมอเตอร์ไซค์ 4 รุ่นใหม่ ซึ่งจะมาสร้างความตื่นเต้นให้เหล่าสาวกบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ชาวไทยในปีนี้”
BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี (สี Classic Chrome)
ราคาจำหน่าย: 1,219,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ที่สื่อถึงแก่นแท้ของมอเตอร์ไซค์ในแบบดั้งเดิม การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจจากต้นกำเนิดของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จึงมอบกลิ่นอายความคลาสสิกได้อย่างถึงอารมณ์ด้วยชิ้นส่วนแฮนด์เมดต่าง ๆ ที่ล้วนตอกย้ำถึงความเรียบง่ายที่ยังคงตอบโจทย์การใช้งานในทุกองค์ประกอบ สัดส่วนที่ลงตัวของ BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิกรุ่นพี่อย่าง BMW R 5 ถ่ายทอดออกมาเป็นเอกลักษณ์ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลาด้วยดีไซน์เปลือยสะกดสายตา
หัวใจหลักของ BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 4 จังหวะ 2 สูบขนาดใหญ่ ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ที่ได้รับการพัฒนาใหม่ให้ทรงพลังทั้งในด้านดีไซน์และประสิทธิภาพ มาพร้อมความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 158 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ยังใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยเพลา มาพร้อมกับชุดเกียร์ 6 สปีด แบบ claw-shift และคลัทช์เดี่ยวแบบแห้ง และยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่างๆ นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังได้รับแรงบันดาลใจจาก BMW R 5 ยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม
ระบบช่วงล่างของ BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังคงความคลาสสิกด้วยการใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิกแทนการควบคุมด้วยไฟฟ้า โดยมีคานรับน้ำหนักกลางที่ปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อการควบคุมที่เฉียบคมและนุ่มสบาย ระยะยุบตัวโช้คหน้า 120 มิลลิเมตร และระยะยุบตัวโช้คหลัง 90 มิลลิเมตร ระบบเบรกของ BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มาพร้อมดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า ดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง และคาลิปเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ พร้อมล้อซี่ลวดที่เสริมลุคให้สะดุดตายิ่งขึ้น
BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ยังพิเศษด้วยโหมดการขับขี่ที่เหนือระดับกว่ารุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนต์เดียวกัน มาพร้อม 3 โหมด ได้แก่ ‘Rain’ ‘Roll’ และ ‘Rock’ เลือกปรับได้ตามความชอบเฉพาะตัว พกพาเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครันมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความปลอดภัยด้วยฝาถังน้ำมันเชื้อเพลิงพร้อมระบบล๊อก ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) ระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ระบบเกียร์ถอยหลัง (Reverse Gear) ระบบสัญญาณกันขโมย ระบบป้องกันรถกระชาก (Anti-hopping Clutch) เสริมความล้ำสมัยด้วยระบบสตาร์ทแบบไร้กุญแจ (Keyless Ride) นอกจากนี้ ไฟหน้า Adaptive LED แบบใหม่ พร้อมระบบไฟส่องสว่างตอนกลางวันยังช่วยสร้างเอกลักษณ์ที่เฉพาะตัวให้แก่รถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้
ดีไซน์ของรุ่นนี้นำเอกลักษณ์ความคลาสสิกมาผสานเข้ากับดีไซน์แบบร่วมสมัย สืบทอดรายละเอียดต่าง ๆ จาก BMW R 5 ที่ได้สร้างตำนานไว้ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมเสริมลูกเล่นดีไซน์ด้วยการทำสีแบบลายเส้นบนตัวถัง ส่วนโครงสร้างเฟรมและถังน้ำมันสร้างเส้นสายที่เชื่อมต่อกันตั้งแต่หน้ารถไปจนถึงซุ้มล้อหลัง สร้างความสง่างามด้านดีไซน์จากมุมข้าง
BMW R 18 รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มาในสี Classic Chrome และยังอวดโฉมรูปลักษณ์ที่งดงาม พร้อมตัวเลือกการออกแบบโครเมียมอันสง่างามซึ่งมีส่วนประกอบโครเมียมต่าง ๆ บริเวณคันโยกมือและเท้า ที่จับแฮนด์ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้า และกระจก คุณสมบัติอื่นที่เป็นเอกลักษณ์เพิ่มเติมของรถมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ ได้แก่ ท่อไอเสีย Akrapovic ชุบโครเมียมทรงตรงแบบเจาะรูสไตล์ใบพัดลวดลายโลโก้บีเอ็มดับเบิลยู และเบาะนั่งบุนวมสีแดง Oxblood
BMW R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี (สี Classic Chrome)
ราคาจำหน่าย: 1,099,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
มอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ใหม่ มาใน 3 รุ่น ได้แก่ BMW R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี BMW R nineT Urban G/S และ BMW R nineT Scrambler โดยทั้ง 3 รุ่นล้วนขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ความจุเครื่องยนต์ 1,170 ซีซี ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐานมลพิษ EU-5 ส่งพละกำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที ให้ความเร็วสูงสุดมากกว่า 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทั้งสามรุ่นมีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 5.1 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร และรองรับน้ำมันเบนซินค่าออกเทน 95 ถึง 98 นอกจากนั้น ระบบคลัทช์แห้งแผ่นเดียวทำงานด้วยระบบไฮโดรลิก และระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อม Helical gear teeth ได้รับการติดตั้งมาเพื่อให้การส่งกำลังที่เหนือกว่าอีกด้วย
BMW R nineT Urban G/S (สี Imperial Blue Metallic)
ราคาจำหน่าย: 809,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
โหมดการขับขี่แบบ Pro ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทั้ง 3 รุ่น ประกอบด้วยโหมดการขับขี่มาตรฐาน Rain และ Road เพิ่มเติมด้วยโหมด Dyna สำหรับ BMW R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี ส่วน BMW R nineT Urban G/S และ R nineT Scrambler มาพร้อมโหมด Dirt โดยขณะขับขี่ด้วยโหมด Dyna หรือ Dirt ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสความสปอร์ตยิ่งขึ้น ระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC และ ABS Pro จะทำงานขณะขับขี่บนถนนที่มีแรงเสียดทานสูง ระบบ Dynamic Traction Control หรือ DTC ช่วยเสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ในขณะที่ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น แม้ขณะเบรกในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก
BMW R nineT Scrambler (สี Manhattan Metallic Matt)
ราคาจำหน่าย: 809,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
การออกแบบของ BMW R nineT Urban G/S และ R nineT Scrambler ใหม่ ยังคงรักษาองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ด้วยไฟหน้า LED มาพร้อมไฟส่องสว่างตอนกลางวัน ไฟเลี้ยวแบบ LED ล้อซี่ลวดสีทอง และยางล้อออฟโรด ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี มากับไฟส่องสว่างแบบ LED พร้อมไฟหน้าแบบปรับได้และไฟส่องสว่างตอนกลางวัน ระบบทำความร้อนที่แฮนด์ (Heated Grips) และโช๊คหน้าแบบกลับหัวซึ่งสามารถปรับได้ยังช่วยเสริมการควบคุมรถและเสถียรภาพให้ดีขึ้น
BMW R nineT รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 100 ปี โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามด้วยสี Classic Chrome และชุดแต่ง Option 719 Wheel classic และ Option 719 Billet pack shadow คุณภาพสูง ในขณะที่ BMW R nineT Urban G/S และ BMW R nineT Scrambler มาในสีฟ้า Imperial Blue Metallic และสี Manhattan Metallic Matt ตามลำดับ
ทั้งนี้ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่และแคมเปญฉลองครบรอบ 100 ปี บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMWMotorradTH เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวอื่น ๆ
The Viper Mini Signature Edition สุดยอดดีไซน์วัสดุแมกนีเซียมอัลลอยด์!
Razer™ แบรนด์ไลฟ์สไตล์เกมเมอร์เปิดตัว Razer Viper Mini Signature Edition สุดยอดเทคโนโลยีเมาส์สำหรับเล่นเกม Viper Mini Signature Edition สร้างขึ้นจากงานฝีมือและวิศวกรรมอันพิถีพิถันที่สะสมมาเป็นระยะเวลาหลายปี เป็นเมาส์เล่นเกมไร้สายสมรรถนะสูงระดับไฮเอนด์ มีคุณสมบัติน้ำหนักเบาเป็นพิเศษที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในระดับเดียวกันของ Razer
Viper Mini Signature Edition เมาส์สำหรับเล่นเกมที่มีน้ำหนักเพียง 49 กรัมเกมเมอร์สามารถสัมผัสกับความสมบูรณ์แบบรอบด้านอย่างแท้จริง ด้วยอุปกรณ์ต่อพ่วงสำหรับเล่นเกมระดับท็อปเกมมิ่งเกียร์ที่อัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีที่ดีที่สุดเทียบกับสินค้าราคาระดับเดียวกันในตลาด ทั้งหมดนี้อยู่ในรูปแบบที่สมบูรณ์แบบรวมอยู่ในหนึ่งเดียวให้คุณครอบครอง
“เราต้องการที่จะสร้างเมาส์สำหรับเล่นเกมที่มีน้ำหนักเบาที่สุด แต่กลับดีที่สุดออกมาให้ได้” Barrie Ooi หัวหน้าฝ่ายเกม PC ของ Razer กล่าว “เราต้องคิดล้ำหน้ากว่าการออกแบบปกติของเรามาก โดยพิจารณาละเอียดถึงการเลือกใช้วัสดุและการออกแบบทางอุตสาหกรรมแบบที่เป็นไปได้ต่างๆ เพื่อสร้างแมกนีเซียมอัลลอยด์ที่มีความทนทานเป็นพิเศษใช้ในโครงทั้งภายนอกและภายใน เกิดเป็นรูปทรง Viper Mini ที่แฟนๆ ชื่นชอบ ด้วยเหตุนี้ Viper Mini Signature Edition จึงเบาเพียง 49 กรัมแบบดุดันไม่เกรงใจใคร”
การใช้แมกนีเซียมอัลลอยด์และเทคนิคการฉีดขึ้นรูปทำให้สามารถลดน้ำหนักได้อย่างมากในเมาส์โดยไม่ลดทอนความทนทานของตัวแมกนีเซียมอัลลอยด์เลย ในขณะที่ดีไซน์ยอดนิยมอย่าง Viper Mini ยังช่วยให้จับได้ถนัดมือ องค์ประกอบที่ลงตัวเหล่านี้ช่วยให้ Viper Mini Signature Edition มีน้ำหนักเบาเพียง 49 กรัม ในขณะที่ยังคงให้ประสิทธิภาพระดับโลก
สร้างขึ้นจากโลหะผสมแมกนีเซียมคุณภาพสูง Viper Mini Signature Edition ทำลายความเชื่อที่ว่าน้ำหนักเบาจะไม่แข็งแรง ข้อจำกัดนี่ใช้ไม่ได้กับ Viper Mini Signature Edition เนื่องจากเทคโนโลยีการออกแบบล้ำหน้าที่ซับซ้อนและทนทานเป็นพิเศษซึ่งสร้างขึ้นโดยใช้เทคนิคของการฉีดขึ้นรูป
“Viper Mini Signature Edition เป็นตัวแทนของการออกแบบและวิศวกรรมที่มีความทะเยอทะยานมากที่สุดเท่าที่เราเคยทำมา” Charlie Bolton หัวหน้าฝ่ายออกแบบอุตสาหกรรมของ Razer กล่าวต่อ “เราต้องการผลักดันมากกว่าการดีไซน์แบบรังผึ้งแบบดั้งเดิม และสิ่งนี้ต้องการวัสดุที่มีอัตราส่วนความแข็งแรงต่อน้ำหนักที่โดดเด่น หลังจากเปรียบเทียบพลาสติก คาร์บอนไฟเบอร์ และแม้แต่ไททาเนียม ในที่สุดเราก็เลือกแมกนีเซียมอัลลอยด์เนื่องจากคุณสมบัติที่พิเศษของมัน”
แต่ละยูนิตของ Viper Mini Signature Edition ถูกสร้างขึ้นด้วยโครงภายนอกที่ขึ้นรูปด้วยการฉีด จากนั้นจึงนำไปกลึง CNC ขัดเงา และเปลือกโครงภายนอกจะผ่านกระบวนการทู่เพื่อลดความไวต่อการกัดกร่อน หลังจากนั้นจึงทาสีและประกอบ ในแต่ละขั้นตอน แต่ละหน่วยงานถูกตรวจสอบอย่างพิถีพิถันเพื่อรักษาคุณภาพสูงสุดเท่านั้น
มาพร้อมกับนวัตกรรมล่าสุด Viper Mini Signature Edition เป็นเมาส์ระดับไฮเอนด์ที่ไม่หยุดยั้ง ด้วยเซ็นเซอร์ออปติคัล Razer™ Focus Pro 30K, Razer™ Optical Mouse Switches Gen-3 และ HyperPolling Wireless พร้อมอัตราการส่งข้อมูลไร้สายที่แท้จริงถึง 4000 Hz Viper Mini Signature Edition นำเสนอเทคโนโลยีการเล่นเกมไร้สายที่เร็วที่สุดจาก Razer เพื่อความเร็วที่สูงขึ้นและประสิทธิภาพที่เสถียร นอกจากนี้ Viper Mini Signature Edition ยังสามารถชาร์จจนเต็มภายในเวลาไม่ถึง 90 นาทีด้วยอัตราการชาร์จ 2C ซึ่งมากกว่าความสามารถในการชาร์จสูงสุดของเมาส์ไร้สายอื่นๆ ส่วนใหญ่ถึงสี่เท่า
Viper Mini Signature Edition มาพร้อมกับ Razer HyperPolling Wireless Dongle ที่จับคู่ไว้ล่วงหน้า, ชุดแผ่นรองเมาส์ Corning® Gorilla® Glass 3, ผ้าทำความสะอาดไมโครไฟเบอร์, ชุดเทปจับเมาส์ Razer 2 ชุด และแผ่นแอลกอฮอล์ 2 แผ่น สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม Viper Mini Signature Edition ยังมีการรับประกันเพิ่มเติมอีก 3 ปี
Viper Mini Signature Edition เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ที่ต้องการเมาส์เกมประสิทธิภาพสูงที่มีน้ำหนักเบามากโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพหรือคุณสมบัติของมัน ทำให้เป็นเมาส์เกมที่ดีที่สุดของ Razer
ข้อมูลทั่วไปของ RAZER VIPER MINI SIGNATURE EDITION
- Razer HyperSpeed Wireless and Wired modes
- Razer™ Focus Pro 30K Optical Sensor
- Up to 750 inches per second (IPS) / 70 G acceleration
- 99.8% resolution accuracy
- Razer™ Optical Mouse Switches Gen-3 rated for 90M clicks
- Battery Life: Up to 60 hours with HyperSpeed wireless
- True wireless 4000 Hz polling rate with Razer HyperPolling Wireless Dongle
- 1.8 m / 6 ft Speedflex Type C cable for charging and wired use
- Approximate size: 119 mm / 4.68 in (Length) x 62 mm / 2.44 in (Width) x 39 mm / 1.53 in (Height)
- Approximate weight: 49g / 1.72oz (Excluding cable)
ฉลองครบรอบ15ปี MMS ศูนย์บริการซ่อมบำรุงรถยนต์แบบครบวงจรจับแจก ‘เปอโยต์ 2008’!
บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ภายใต้กลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร (One-Stop Service) สำหรับรถญี่ปุ่นและยุโรปที่หมดระยะการรับประกัน ฉลองการดำเนินธุรกิจครบปีที่ 15 จัดแคมเปญสุดพิเศษ แทนคำขอบคุณลูกค้าเพียงเข้ามาใช้บริการที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทุกสาขา ก็มีสิทธิ์ลุ้นรับรถยนต์ เปอโยต์ 2008 และอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท โดยมีการจับรางวัลย่อยทุก 2 เดือน ตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 14 พฤศจิกายน 2566
อรุณ สมุทรสาร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ มอเตอร์ เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ได้ดำเนินธุรกิจมาถึงปีที่ 15 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีการเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งเป็นผลจากลูกค้าที่ได้มอบโอกาสและความไว้วางใจ ให้เราเป็นผู้ดูแลรถยนต์เป็นจำนวนรวมกว่า 500,000 คัน และลูกค้าองค์กรกว่า 500 บริษัท รวมถึงการได้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจ กับองค์กรระดับโลกอย่าง บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ผู้นำด้านโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนยานยนต์จากเยอรมนี จึงได้จัดแคมเปญพิเศษเพื่อเฉลิมฉลอง และแทนคำขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า การก้าวเดินต่อไปจากนี้ จะเป็นก้าวย่างที่มั่นคง จากการที่เราเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลังการขาย ที่อยู่ภายใต้ระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystem) ที่ครอบคลุมทุกมิติ ของกลุ่มบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) ด้วยการบริหารจัดการวิเคราะห์ฐานข้อมูลได้เป็นอย่างดี รวมถึงการพัฒนาบุคลากรผ่าน ‘มาสเตอร์ ออโตโมทีฟ เทรนนิ่ง’ (Master Automotive Training-MAT) สถาบันฝึกอบรมมาตรฐาน ที่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์รถยนต์ชั้นนำระดับโลก ปัจจุบัน เรามีเครือข่ายให้บริการทั้งหมด 21 สาขา และมีโครงการเพิ่มสาขา เป็นจำนวนกว่า 30 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี”
หนึ่งในหลายปัจจัยที่ทำให้ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ เติบโตได้อย่างมั่นคง คือ การมีพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง บริษัท โรเบิร์ต บ๊อช จำกัด ผู้นำด้านโซลูชั่นส์การขับเคลื่อนยานยนต์จากเยอรมนี พร้อมกับพันธมิตร ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และยางรถยนต์ชั้นนำ อาทิเช่น น้ำมันเครื่อง TOTAL, MOBIL, VALVOLINE,โช้กอัพ KAYABA, ผ้าเบรก-จานเบรก BOSCH ยางรถยนต์ Continental, Pirelli, Goodyear, Yokohama, Michelin, แบตเตอรี่ BOSCH และ TUNAP ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก และช่วยดูแลรักษารถยนต์ ยืดอายุการใช้งานเครื่องยนต์ จากประเทศเยอรมนี และได้เปิดศูนย์บริการ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ สาขาแรก บนถนนรามอินทรา ปัจจุบันนับเป็นเวลากว่า 15 ปี แห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น อีกทั้งยังมีการพัฒนาโครงสร้างทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งการค้าส่งและค้าปลีกกับตัวแทน และร้านขายส่งอะไหล่ชั้นนำกว่า 300 ร้านค้าทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสและช่องทางในการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการ ทั้งในแบบออฟไลน์-ออนไลน์ และหมายเลขโทรศัพท์ 4 หลัก ‘1396 MMS CAR SERVICES AND TYRES’ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลต่างๆ และสร้างประสบการณ์พิเศษ ให้กับลูกค้าทุกราย
จากวันนั้น เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ก็เริ่มได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค และเป็นที่ยอมรับในตลาด พร้อมดำเนินการขยายเครือข่ายให้บริการ โดยเน้นปักหลักบนพื้นที่ยุทธศาสตร์ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า อาทิ สาขางามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3 และสำโรง ก่อนขยายสาขาสู่ต่างจังหวัดที่ระยองเป็นแห่งแรก ภายในระยะเวลา 2 ปี มีการขยายสาขาทั้งหมดถึง 5 แห่ง และเพิ่มเป็น 10 สาขา ในอีก 3 ปีถัดมา ครอบคลุมการขยายตัวของเมืองสู่ภาคตะวันออก กับสาขาบางแสนและพัทยาตามลำดับ พร้อม 3 สาขาล่าสุด คือพุทธบูชา กาญจนาภิเษก และศรีนครินทร์ ที่เปิดบริการช่วงต้นปีที่ผ่านมา
เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ให้บริการภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘หนัก-เบา เราซ่อมได้’ อาทิ การตรวจสภาพพร้อมบำรุงรักษาตามระยะทาง, ทำความสะอาดระบบปรับอากาศ, เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง, แบตเตอรี่, ยาง, เบรก ไปจนถึงการซ่อมช่วงล่าง, เกียร์อัตโนมัติ เครื่องยนต์ และระบบไฮบริด โดยบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ที่ผ่านการฝึกอบรมจากสถาบัน มาสเตอร์ ออโตโมทีฟเทรนนิ่ง พร้อมการรับประกันคุณภาพงานซ่อมสูงสุด 1 ปี หรือ 20,000 กม. ลูกค้าสามารถผ่อนชำระ 0% ได้หลายรายการ หรือแม้แต่โปรแกรมที่ปรึกษา ช่วยดูแลรถยนต์สำหรับลูกค้าองค์กร เพื่อช่วยในการควบคุมค่าใช้จ่าย ตอบโจทย์การบำรุงรักษารถยนต์แบบครบวงจร อีกทั้งให้ความสำคัญกับความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า เพื่อทำให้กลายเป็นลูกค้าประจำ หรือแนะนำลูกค้าใหม่ ให้เข้ามาใช้บริการ
โอกาสพิเศษฉลองครบ 15 ปี เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ จัดแคมเปญให้ลูกค้าได้ลุ้นรับรถยนต์ เปอโยต์ 2008*, สร้อยคอทองคำ*, iPhone 14*, แบตเตอรี่ BOSCH* ยาง Continental* น้ำมันเครื่อง TOTAL* ผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ TUNAP* จากประเทศเยอรมนี รวมถึงบัตรกำนัลจาก ซิกท์ รถเช่า* และอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท เพียงเข้ามาใช้บริการที่ เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ ทุกสาขา ครบ 4,500 บาท โดยมีการจับรางวัลย่อยทุก 2 เดือน ตั้งแต่ 15 มีนาคม ถึง 14 พฤศจิกายน 2566
ปัจจุบัน เอ็มเอ็มเอส บ๊อช คาร์ เซอร์วิส แอนด์ ไทร์ มีเครือข่ายพร้อมให้บริการทั้งหมด 21 สาขาคือ เกษตร-นวมินทร์, ประดิษฐ์มนูธรรม, พระราม 4, รามอินทรา, งามวงศ์วาน, สุขาภิบาล 3, สำโรง, เพชรเกษม, ราชพฤกษ์, ลำลูกกา, รังสิต, รามคำแหง, คู้บอน, พุทธบูชา, กาญจนาภิเษก, ศรีนครินทร์, ระยอง, บางแสน, พัทยา, อุบลราชธานี และภูเก็ต
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
สอบถามข้อมูล โทร. 1396 MMS CAR SERVICES AND TYRES
LINE Official: @mmsbosch
Facebook: MMSBoschcarservice
www.mmsboschcarservice.com
แอลจีเริ่มต้นปี 2566 เปิดตัวเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะกว่า 34 รุ่น!
แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ตอบรับเทรนด์ความยั่งยืนโลก ส่งทัพนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า 34 รุ่น ครบครันที่สุดเท่าที่เคยมีมา ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องปรับอากาศที่ได้รับการออกแบบโดยคำนึงถึงความยั่งยืนและมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค พร้อมเปิดตัว “LG Objet Collection” ครั้งแรกในประเทศไทย โดดเด่นด้วยนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างยั่งยืนของคนรุ่นใหม่ และเสริมสไตล์การตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น นอกจากนี้ แอลจียังได้ประกาศวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับการดำเนินงานของแอลจีในระดับโลกที่มุ่งสร้างชีวิตที่กว่าสำหรับทุกคน (Better Life for All) โดยภายในงานเปิดตัวไลน์อัพสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าประจำปี พ.ศ. 2566 ยังได้รับเกียรติจาก “มารีญา พูลเลิศลาภ” ผู้ให้ความสำคัญและสนับสนุนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน มาร่วมเป็นแขกรับเชิญในงานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเรื่อง ‘ความยั่งยืนกับนวัตกรรมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า’ อีกด้วย
ซองฮัน จาง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แอลจี ประเทศไทย สานต่อวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) จากการดำเนินงานของแอลจีในระดับโลก ประกาศวิสัยทัศน์ด้านความยั่งยืนประจำปี 2566 โดยมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับอนาคตที่ยั่งยืน ผ่านการนำเสนอไลน์อัพเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ล่าสุดที่มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ในขณะที่แผนการดำเนินงานในปีนี้ยังเตรียมนำเสนอนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของแอลจีระดับโลกในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในการผลิตสินค้าลง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2560 เพื่อทำให้วิสัยทัศน์ Better Life for All กลายเป็นจริง”
อาภัสรา สังขวิจิตร ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จากวิสัยทัศน์ดังกล่าว เป็นที่มาของแนวทางการดำเนินงานของ แอลจี ประเทศไทย ในปีนี้ที่มุ่งเน้นการนำเสนอไลน์อัพผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องปรับอากาศที่ครบครัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืน ทั้งในแง่ฟังก์ชันการใช้งานอัจฉริยะ คุณภาพและความทนทาน ตัวช่วยประหยัดไฟ พร้อมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการตอบสนองเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้บริโภค พร้อมกันนี้ ยังได้เปิดตัว LG Objet Collection ซึ่งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ภายในบ้านระดับพรีเมียมที่โดดเด่นทั้งนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้บริโภค และการออกแบบมาเพื่อสร้างความสวยงาม เสริมสไตล์ตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งเรื่องฟังก์ชันที่ครบครันและดีไซน์ที่สวยงาม”
นวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าของแอลจีที่เปิดตัวในปีนี้ทั้งหมด 34 รุ่น ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเครื่องปรับอากาศ ได้แก่ เครื่องปรับอากาศภายในบ้าน 4 รุ่น เครื่องฟอกอากาศ 1 รุ่น เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าในเครื่องเดียวกัน 1 รุ่น เครื่องซักผ้าฝาหน้า 11 รุ่น เครื่องซักผ้าฝาบน 4 รุ่น ตู้ถนอมผ้า 1 รุ่น ตู้เย็น 5 รุ่น เครื่องดูดฝุ่นแบบไร้สาย 4 รุ่น และเครื่องดูดฝุ่นแบบถังเก็บฝุ่น 3 รุ่น สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ LG Objet Collection มาพร้อมฟีเจอร์การใช้งานที่ส่งเสริมไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตแบบยั่งยืน ด้วยการเชื่อมต่อแอปพลิเคชัน LG ThinQ™ เพื่อสั่งงาน ควบคุม และตรวจสอบการทำงานผ่านสมาร์ทโฟนได้ทุกที่ทุกเวลา อีกทั้งโดดเด่นด้วยส่วนผสมสีเขียวแบบพรีเมียมอันเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลคชันนี้ที่ช่วยเพิ่มความเรียบหรูและทันสมัยให้กับการตกแต่งบ้าน โดยในคอลเลคชันใหม่นี้ประกอบด้วย
- LG ART COOLTM: เครื่องปรับอากาศภายในบ้านที่ขับเคลื่อนด้วยระบบ ดูอัล อินเวอร์เตอร์ (Dual Inverter) ประหยัดพลังงานยิ่งขึ้นและทำความเย็นได้เร็วขึ้น มาในสีเขียวมหาสมุทรที่ช่วยปรับสมดุลบรรยากาศภายในบ้านให้ผ่อนคลายและเหมาะแก่การพักผ่อน
- LG Wash Tower: เครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าในเครื่องเดียวที่มาในรูปแบบทาวเวอร์ โดดเด่นที่แผงควบคุมตรงกลางเดียวกันพร้อม Smart Pairing ที่เชื่อมต่อโปรแกรมการอบผ้าต่อจากการทำงานของเครื่องซักผ้าโดยอัตโนมัติ ตอบโจทย์การประหยัดเวลาในการทำงานบ้าน พร้อมประหยัดพื้นที่การใช้งาน พร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะ AI DD™ช่วยทำความสะอาดผ้าได้ล้ำลึกและอ่อนโยน
- LG InstaView Door-in-DoorTM: ตู้เย็นดีไซน์พรีเมียม มาพร้อมด้วยเทคโนโลยี InstaView ที่ทำให้มองเห็นด้านในตู้เย็นโดยไม่ต้องเปิดประตู เพียงเคาะ 2 ครั้ง นอกจากจะช่วยประหยัดพลังงานแล้ว ยังช่วยให้อาหารในตู้เย็นสดใหม่ยาวนานยิ่งขึ้น และเทคโนโลยี Hygiene Fresh+TM ที่มากับระบบกรองอากาศ 5 ขั้นตอน ช่วยกำจัดแบคทีเรียและกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสมผสานด้วยเทคโนโลยี Linear CoolingTM ที่ช่วยเก็บอาหารให้สดนานยิ่งขึ้น ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ทำความเย็นได้อย่างสม่ำเสมอ
- LG CordZero™ A9 All-in-One Tower: เครื่องดูดฝุ่นไร้สาย โดดเด่นด้วยแท่นชาร์จแบตเตอรี่ที่สามารถขจัดฝุ่นจากถังเก็บฝุ่นได้อัตโนมัติ เพื่อเพิ่มระดับความสะดวกสบายสูงสุดให้แก่ผู้ใช้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการสัมผัสฝุ่น พร้อมเทคโนโลยี Kompressor™ ช่วยบีบอัดฝุ่นและสิ่งสกปรก ได้มากถึง 2.4 เท่าทำให้มีพื้นที่จัดเก็บฝุ่นเพิ่มขึ้น
- LG Styler: ตู้ถนอมผ้าที่มาพร้อมเทคโนโลยี TrueSteamTM มอบประสบการณ์การดูแลเสื้อผ้าที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษแบบ 4-in-1 ทั้งฆ่าเชื้อ ขจัดกลิ่นอับ ช่วยให้ผ้าเรียบ และผ้าแห้งนุ่มฟู เพิ่มพื้นที่การใช้งานด้วยราวแขวนผ้าถึง 5 ราว ช่วยให้อบผ้าพร้อมกันได้หลายชิ้นจึงประหยัดเวลาและพลังงานมากขึ้น
แอลจียังได้เปิดตัวเครื่องปรับอากาศภายในบ้าน LG DUALCOOL Master รุ่น IHQ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคประหยัดค่าไฟสูงสุด การันตีด้วยฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับ 3 ดาว และยังคำนึงถึงเรื่องความสะอาดของอากาศเพราะสามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายในอากาศได้กว่า 99.9 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเทคโนโลยี Plasmaster Ionizer++ พร้อมอำนวยความสะดวกเรื่องการควบคุมสั่งงานได้จากทุกที่ และตรวจสอบค่าไฟได้แบบเรียลไทม์ผ่านแอปพลิเคชัน LG ThinQ™ นอกจากนี้ แอลจียังตระหนักดีถึงความสำคัญของเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของผู้บริโภค รวมถึงช่วยให้ผู้บริโภคชาวไทยรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปัจจุบัน จึงได้เปิดตัว LG PuriCare 360 Hit เครื่องฟอกอากาศที่มาในขนาดกะทัดรัดยิ่งขึ้น แต่ยังคงเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์แบบ 360 องศาเพื่อกรองและฟอกฝุ่นขนาดเล็กก๊าซกลิ่นไม่พึงประสงค์และสารระเหยในหลายขั้นตอนกระจายอากาศสะอาดบริสุทธิ์ได้อย่างรอบทิศทาง
นอกจากนี้ แอลจียังเอาใจลูกค้าที่ชื่นชอบการตกแต่งบ้านด้วยโทนสีสันสดใส ด้วยการส่ง LG Macaron ตู้เย็น 2 ประตูรุ่นใหม่ มาใน 3 สี ได้แก่ สีฟ้าพาสเทล (Clay Mint) สีเบจ (Beige) และสีชมพูพาสเทล (Clay Pink) พร้อมประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีที่ครบครัน ทั้ง Door Cooling+TM ที่มีจุดปล่อยลมเย็นบนบานประตูด้านบน ช่วยสร้างความเย็นได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง และ Linear CoolingTM ช่วยควบคุมความเย็นให้คงที่และสม่ำเสมอ ตู้เย็น LG Macaron รุ่นใหม่นี้จึงตอบโจทย์ผู้บริโภค Gen Z ได้เป็นอย่างดีทั้งในแง่ประสิทธิภาพการใช้งานและการเสริมสไตล์ตกแต่งบ้านอย่างลงตัวเพื่อมอบประสบการณ์อากาศเย็นสดชื่นและบริสุทธิ์พร้อมความคุ้มค่าและประหยัดพลังงาน
แอลจีขอเชิญชวนผู้บริโภคชาวไทยมาเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ให้ยั่งยืนยิ่งขึ้นด้วยตัวเลือกนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ 34 รุ่นของแอลจี ที่พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สานต่อโครงการ BMW Service Apprentice
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เดินหน้าส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า ให้แก่นักศึกษาอาชีวะที่มีศักยภาพ ผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีเป้าหมายในการดำเนินงานตามที่รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมบริการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยมุ่งเน้นที่การผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งระบบไปสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมทั้งพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมยานยนต์ บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลิตและพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยพัฒนาการของนวัตกรรมยานยนต์และความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องของยนตรกรรมไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อสร้างอีโคซิสเต็มยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญด้านยานยนต์ไฟฟ้าเป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่ใหม่สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เราจึงมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมยานยนต์ จึงมีความมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับความสามารถของบุคลากรอาชีวศึกษาไทย เพื่อสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ รับกับความต้องการใช้งานยนตรกรรมไฟฟ้าในประเทศได้อย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ BMW Service Apprentice Program และ German-Thai Dual Excellence Education Program ที่ดำเนินการมากว่า 11 ปี”
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมกับหอการค้าเยอรมัน-ไทย และผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการ ได้จัดทำโครงการ BMW Service Apprentice Program ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education program – GTDEE) เพื่อมอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนและเบี้ยเลี้ยงตลอดระยะเวลาสองปีในโครงการให้กับนักศึกษาอาชีวะ พร้อมอบรมความรู้และฝึกฝนทักษะในสายงานด้านช่างเทคนิคให้แก่นักศึกษา ณ ศูนย์ฝึกอบรมของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
นอกจากนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา นักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมและจบหลักสูตรสองปีในโครงการ BMW Service Apprentice Program จะได้รับการรับรองมาตรฐานตามหลักสูตรการศึกษาและฝึกอบรมระบบทวิภาคีในต่างประเทศในระดับ A จากหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศเยอรมนี (DIHK Quality Category A) ซึ่งหลักสูตรการเรียนการสอนในระดับดังกล่าว จะเทียบเท่ากับหลักสูตรการฝึกอาชีพสาขาเมคคาทรอนิกส์ในรถยนต์ (Automotive Mechatronics) ของประเทศเยอรมนี โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย นับเป็นองค์กรแรกในประเทศไทยที่ดำเนินการด้วยมาตรฐานในระดับ A สำหรับนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมโปรแกรม โดยกว่า 74% ของนักเรียนทั้งหมดที่สำเร็จการศึกษาได้เข้าทำงานกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู
ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อให้สอดคล้องกับนวัตกรรมและความนิยมในยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย นักศึกษาอาชีวะที่ผ่านการทดลองปฏิบัติงานในระหว่างที่เข้าร่วมโครงการ จะได้รับโอกาสในการฝึกงานกับช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญของบีเอ็มดับเบิลยู ที่ได้ผ่านการอบรมประกาศนียบัตรช่างไฟฟ้าแรงดันสูง ซึ่งประกอบไปด้วย 5 หลักสูตรเฉพาะทาง ได้แก่ หลักสูตรช่างยานยนต์ ช่างยานยนต์อาวุโส ช่างยานยนต์ขั้นสูง ช่างยานยนต์เฉพาะรุ่นรถยนต์ และช่างยานยนต์แรงดันไฟฟ้าสูง จึงมั่นใจได้ว่าจะสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้กับบุคลากรอาชีวศึกษารุ่นใหม่ได้อย่างดีเยี่ยม
ตลอดระยะเวลากว่า 11 ปี มีนักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาจาก 5 แห่ง ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) วิทยาลัยการอาชีพบางแก้วฟ้า (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) และวิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ โดยเข้าร่วมโครงการ BMW Service Apprentice Program แล้ว 11 รุ่น ทั้งหมด 247 คน และสำหรับโครงการการศึกษาระบบทวิภาคีเยอรมัน-ไทย (German-Thai Dual Excellence Education Program) ซึ่งมีหลักสูตรประกาศนียบัตร 3 หลักสูตร มีนักศึกษาจากสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาและวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เข้าร่วมแล้ว 8 รุ่น ทั้งหมด 107 คน รวมทั้งหมดจากสองโครงการ 354 คน โดยมุ่งสนับสนุนโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักศึกษาอาชีวะทั้งในด้านทฤษฎีและปฏิบัติ เดินหน้าสู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาไทยสู่แรงงานทักษะขั้นสูงเพื่อยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ และส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้สามารถรองรับความต้องการของผู้ขับขี่ในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โตโยต้า ส่งเสริมศิลปะเยาวชนในโครงการ TOYOTA Dream Car Art Contest 2023 ชิงถ้วยพระราชทาน
“โตโยต้า รถยนต์ในฝัน“ หรือ “TOYOTA Dream Car Art Contest” เป็นโครงการประกวดวาดภาพระบายสีระดับโลก จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความสามารถของเยาวชนไทย ควบคู่ไปกับส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้มีโอกาสในการแสดงความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ ผ่านการใช้ศิลปะเป็นสื่อกลางในการวาดภาพระบายสีภายใต้หัวข้อ “รถยนต์ในฝัน” รวมถึงเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่เกิดความสนใจในเทคโนโลยี และนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคต และเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาส สนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทย ให้พัฒนาก้าวไกลสู่เวทีระดับสากล
ศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวว่า “ปัจจุบันโตโยต้าให้การสนับสนุนโครงการที่เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเด็ก และเยาวชนมากมาย ซึ่ง TOYOTA Dream Car Art Contest เป็นโครงการที่โตโยต้าให้ความสำคัญ และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยเรามุ่งหวังให้เด็ก และเยาวชน ได้พัฒนาความรู้ ความสามารถ รวมถึงทักษะทางด้านศิลปะ โดยเน้นที่การแสดงออกทางด้านจินตนาการ และความคิดสร้างสรค์ พร้อมกระตุ้นให้เกิดความสนใจในเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เยาวชนไทยของเราได้ประสบความสำเร็จ จนเป็นที่ยอมรับด้านความเป็นเลิศทางด้านศิลปะ และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในเวทีระดับสากล โดยโตโยต้าภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ในการสร้างโอกาส และสนับสนุนเพื่อมอบอีกหนึ่งความสุขให้กับสังคมไทย“
TOYOTA Dream Car Art Contest จัดขึ้นภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา และส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ของเยาวชนไทย โดยมุ่งหวังให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการผ่านผลงานศิลปะ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการสร้างโอกาส และสนับสนุนความสามารถของเยาวชนไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับโลก โดยโตโยต้ามุ่งหวังที่จะยกระดับ และเสริมสร้างทักษะของเยาวชนไทยทั่วประเทศ ผ่านการจัดกิจกรรมเวิร์คชอพในรูปแบบออนไลน์และรูปแบบการลงพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะด้านศิลปะ และการสร้างผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับนักเรียน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ความรู้พื้นฐานด้านการวาดภาพ และเสริมจินตนาการด้านความคิด ภายใต้หัวข้อ “โตโยต้ารถยนต์ในฝัน“ และได้สอดแทรกแนวคิด “รถรักษ์โลก“ เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ตระหนักถึงความร่วมมือกัน ในการสร้างสังคมแห่งความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ “Carbon Neutrality” ผ่านการนำเสนอผลงานรถยนต์ในฝันที่ประหยัดพลังงาน และลดการปลดปล่อยมลพิษสู่อากาศ อย่างเช่น รถยนต์พลังงานไฮโดรเจน ในการประกวดครั้งนี้ด้วย
ศุภกร กล่าวต่อว่า “นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้แก่โครงการฯ และเยาวชนไทย ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ฯ สยามบรมราชกุมารี ได้พระราชทานถ้วยรางวัลแก่ผู้ชนะการประกวด TOYOTA Dream Car Art Contest 2023 ในระดับประเทศ สำหรับเยาวชนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม อันดับ 1 ของทั้ง 3 รุ่น และทุนการศึกษาพร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ ให้กับเยาวชนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ชนะเลิศจากการ ประกวดระดับประเทศ จะได้รับโอกาสส่งผลงานเข้าร่วมประกวด TOYOTA Dream Car Art Contest ณ ประเทศญี่ปุ่น ผม และทางคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเชื่อมั่นว่า ผลงานของเด็กไทยใน ปีนี้ จะเป็นที่น่าจับตามอง และสามารถคว้ารางวัลจากเวทีการประกวดระดับโลกได้ในที่สุด“
การประกวดแบ่งออกเป็น 3 รุ่น ได้แก่
1. รุ่นระดับอายุไม่เกิน 7 ปี
2. รุ่นระดับอายุ 8-11 ปี
3. รุ่นระดับอายุ 12-15 ปี
สมัครเข้าร่วมกิจกรรมประกวดภาพวาดระบายสีในหัวข้อ “โตโยต้ารถยนต์ในฝัน” หรือ “TOYOTA Dream Car Art Contest 2023” ได้ที่ช่องทางออนไลน์ ตามรายละเอียดดังต่อไปนี้
ช่องทางการสมัคร ดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.dreamcarthailand.com วิธีการส่งผลงาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.dreamcarthailand.com ระยะเวลารับสมัคร ตั้งแต่วันนี้ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2566 การพิจารณาผลงาน คัดเลือกผลงานที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแต่ละรุ่นจำนวน 3 ผลงาน รวมทั้งสิ้น 9 ผลงาน การประกาศผลผู้ชนะ ประกาศผลการประกวดระดับประเทศเดือน มิถุนายน 2566
รางวัลการประกวดระดับประเทศ ผู้ชนะการประกวดทั้ง 3 รุ่น จะได้รับรางวัลดังนี้
- ถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรฯ สยามบรมราชกุมารี
- ประกาศนียบัตรจากกระทรวงศึกษาธิการ
- ทุนการศึกษาจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท
TOYOTA Dream Car Art Contest เป็นโครงการที่โตโยต้าให้ความสำคัญ และดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง มีเยาวชนไทยประสบความสำเร็จ สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ ด้วยการคว้ารางวัลระดับโลกมากถึง 35 รางวัล จากผู้เข้าร่วมประกวดกว่า 80 ประเทศทั่วโลก สามารถก้าวสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่หลังจากที่จบโครงการ โดยการได้รับทุนการศึกษาต่อต่างประเทศในสาขาศิลปะที่ตนเองสนใจ และได้รับโอกาสเข้าร่วมการประกวดในเวทีระดับโลก และในปีที่ผ่านมาได้ขยายโอกาสให้กับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ได้แสดงทักษะและความสามารถในการวาดภาพ ซึ่งโตโยต้ามีความยินดีและภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงเป็นแรงผลักดันให้เยาวชนไทยมุ่งมั่นทำตามความฝันของตนเอง
ศุภกร กล่าวขอบคุณผู้มีส่วนร่วมในโครงการว่า “อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จนั่นคือ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผมขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ และดำเนินงานตลอดจนผู้แทนจำหน่ายโตโยต้าทั่วประเทศ ที่สนับสนุน และให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรม รวมถึงการเสริมความรู้ด้านศิลปะแก่นักเรียนก่อนการประกวด ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพผมขอเป็นกำลังใจให้เด็ก และเยาวชนที่ชนะเลิศการประกวดในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลในการประกวดระดับโลกที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างชื่อเสี่ยงให้กับประเทศไทยต่อไป“
ร่วมสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมเด็กไทย สู่พลังแห่งจินตนาการอันยิ่งใหญ่กับการประกวดวาดภาพระบายสี Toyota Dream Car Art Contest 2023 ติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ Facebook: Toyota Dream Car Art Contest , Line OA: @dreamcar2023 หรือ โทร. 096-847-1417 “โตโยต้า ร่วมขับเคลื่อนความสุข“
วอลโว่เอาใจสายบอนสีจัดกิจกรรม Pure Love for Life ในเดือนแห่งความรักษ์!
วอลโว่ คาร์ (ประเทศไทย) สานต่อการสร้างจิตสำนึก “รักษ์” สิ่งแวดล้อมในเดือนแห่งความ “รัก” ตลอดกุมภาพันธ์กับ กิจกรรม Pure Love for Life งานนิทรรศการจัดแสดงต้นบอนสี หลายรูปทรง หลากสีสัน ที่ถูกนำมาเนรมิตให้กลายเป็น Fleuradium Installation แบ๊คดร๊อปภาพถ่ายสะท้อนแง่มุมของความรักที่ไม่เพียงมอบสู่คน แต่รวมถึงความรักที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน การนำขวดแก้วที่เป็นขยะกลับมาใช้ใหม่เป็นองค์ประกอบในการตกแต่ง ผู้สนใจสามารถเข้าชมและถ่ายภาพนิทรรศการจัดแสดงต้นบอนสีที่ Volvo Studio Bangkok ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้า ICONSIAM ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 10.30 – 21.00 น.
พิเศษ ในวันอาทิตย์ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 เวลา 14.00-15.00 น. ร่วมทำกิจกรรมเวิร์กชอปจัดกระถางบอนสีเพื่อเป็นของขวัญให้ตัวคุณหรือคนที่คุณรัก แบบไม่มีค่าใช้จ่ายกับคุณโจ้ ชยวัสส์ เจ้าของผลงาน นิทรรศการ Pure Love for Life ผู้สนใจร่วมกิจกรรมเวิร์กชอป สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://bit.ly/3DmmncC
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับวอลโว่ได้ที่เว็บไซต์ www.volvocars.com/th หรือ http://www.facebook.com/volvocarsth หรือเยี่ยมชม Volvo Studio Bangkok ได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าICONSIAM เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวอลโว่

ฟอร์ดจับมือ FREC กรุงเทพฯ จัดแสดงแสงสีใน Bangkok Design Week 2023
ฟอร์ด ประเทศไทย สนับสนุนพันธมิตรศูนย์การเรียนรู้ฟอร์ดเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ศูนย์ FREC กรุงเทพฯ นำเสนอผลงานในเทศกาลการออกแบบ Bangkok Design Week 2023 ย่านนางเลิ้ง ซึ่งเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรม ทั้งนาฏศิลป์ ดนตรี และอาหาร ภายใต้แนวคิด ‘Enlighten Nang Loeng’ เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเมืองที่น่าอยู่และเป็นมิตรกับคนเมือง โดยฟอร์ดได้นำพนักงานและสื่อมวลชนร่วมเปิดประสบการณ์นางเลิ้ง ชม 7 ผลงานออกแบบสร้างสรรค์ และชมนิทรรศการ ‘Ford Presents Enlighten Nang Loeng’ โชว์แสงสีแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค โดยกิจกรรมนี้จะมีถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566
ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการดำเนินงานเพื่อชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง ตอกย้ำการดำเนินงานแบบใส่ใจดูแลกันและกัน โดยปีนี้เป็นครั้งแรกที่ฟอร์ดได้ร่วมสนับสนุนพันธมิตรศูนย์ FREC กรุงเทพฯ ร่วมงานเทศกาลการออกแบบ ภายใต้แนวคิด ‘เมือง-มิตร-ดี: Urban‘NICE’zation’ เพื่อนำเสนอการออกแบบที่ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตคน โดยพันธมิตรศูนย์ FREC กรุงเทพฯ นำโดยศูนย์วิจัยชุมชนเมือง หรือ USL ได้ทำงานร่วมกับผู้นำชุมชนจัดแสดงนิทรรศการออกแบบสร้างสรรค์ในพื้นที่ย่านนางเลิ้ง ซึ่งเป็น 1 ใน 9 ย่านเศรษฐกิจของเทศกาลการออกแบบกรุงเทพฯ ในปีนี้
ภายในงานสื่อมวลชน และพนักงานฟอร์ดได้รับฟังข้อมูลโครงการที่น่าสนใจของมูลนิธิรักษ์อาหาร (Scholars of Sustenance Thailand – SOS Thailand) และโครงการ Urban Learning Day ของศูนย์วิจัยชุมชนเมือง ที่ได้ร่วมกับเครือข่ายมิตรเมืองจากภาคส่วนต่างๆ ในกิจกรรมที่สะท้อนถึงความสำคัญงานของออกแบบสร้างสรรค์ในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ในกรุงเทพฯ
สื่อมวลชนได้ร่วมเปิดประสบการณ์ศิลปะในย่านนางเลิ้งผ่าน 7 ผลงานที่รังสรรค์โดยกลุ่มศิลปิน Sense of Nang Loeng และศิลปินชาวฝรั่งเศส เอลวีร์ บ็องดูแอ็ล (Elvire Bonduelle) ที่มีชื่อเสียงด้านการนำตัวอักษรมาสร้างสรรค์ชิ้นงานศิลปะ โดยเส้นทางชมงานประกอบด้วย สวนพี่แดง, Parkpods, บ้านนางเลิ้ง, จุบจิบจับใจ, Memorial Wall, Sartorial
และปิดท้ายกิจกรรมด้วยงานแสดงไฟแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ‘Ford Presents Enlighten Nang Loeng’ ณ โรงเรียนสตรีจุลนาค ซึ่งศูนย์วิจัยชุมชนเมืองได้ร่วมกับศิลปิน KIMBAB:) and friends รังสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ จากสถาปัตยกรรมของโรงเรียนสตรีจุลนาค ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าแก่ในย่านนางเลิ้ง เพื่อนำผู้ชมย้อนไปถึงเรื่องราวและประสบการณ์ร่วมในวัยเรียนผ่านแสง และอัตลักษณ์ของสถาปัตยกรรมภายในโรงเรียน
ผู้สนใจเข้าร่วมชมงานเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ Bangkok Design Week 2023 ย่านนางเลิ้ง สามารถเข้าร่วมงานได้ที่โรงเรียนสตรีจุลนาค ถนนหลานหลวง ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2566 โดยติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเฟซบุ๊ค FREC Bangkok และท่านสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่กิจกรรมผ่าน Hashtag #2023ไปด้วยกันกับฟอร์ด #FordXFRECBKK #ExperienceNangLoeng
