บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เผยโฉม BMW XM จบครบ’หรู-ลุย-แรง!’
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “BMW XM นำเสนอแนวคิดใหม่ของกลุ่มรถยนต์สมรรถนะสูงในทุกแง่มุม ตอกย้ำถึงศักยภาพของบีเอ็มดับเบิลยู M ในการท้าทายแนวคิดดั้งเดิมและความกล้าที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือกว่าให้เหล่าสาวกบีเอ็มดับเบิลยู นอกจากจะผสมผสานสมรรถนะ ความยั่งยืน และความหรูหราไว้อย่างลงตัว BMW XM ยังสร้างความเป็นไปได้และการตีความรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์แบบใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม จึงพร้อมมอบความรู้สึกของการขับขี่ที่เร้าใจสไตล์ M ที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหนให้กับกลุ่มลูกค้าชาวไทย บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จะยังคงให้ความสำคัญกับอนาคตแห่งการขับเคลื่อนและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องอย่างที่เคยเป็นเสมอมา เพื่อส่งมอบโซลูชันการขับขี่ที่ยั่งยืนและล้ำสมัยให้กับลูกค้าชาวไทยต่อไป”
BMW XM ใหม่ โดดเด่นโฉบเฉี่ยวและหรูหรา สัดส่วนไดนามิกปราดเปรียวและรูปลักษณ์ที่โดดเด่น เค้าโครงทันสมัยของรถยนต์สปอร์ตอเนกประสงค์สะดุดตาด้วยองค์ประกอบการออกแบบสไตล์ M มอบความรู้สึกแข็งแกร่งดุดันเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจให้กับตัวรถ ด้านหน้าของ BMW XM แตกต่างด้วยไฟหน้าแบบแยกส่วน กระจังหน้าทรงไตคู่แบบ ‘Iconic Glow’ ที่มาพร้อมไฟส่องสว่างแบบต่อเนื่อง
ไฟหน้า Adaptive LED อัจฉริยะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยและมอบแสงสว่างบนท้องถนนตลอดจนช่วงเข้าโค้งได้ดียิ่งขึ้น ระบบปรับการทำงานไฟสูงช่วยเปิดและปิดไฟสูงโดยอัตโนมัติเมื่อมีรถสวนหรือมีรถด้านหน้า BMW XM ใหม่ ยังมาพร้อมกับระบบปลดล็อกประตูอัจฉริยะ (Comfort Access System) ให้ผู้ขับขี่สามารถปลดล็อกและสตาร์ทรถได้โดยไม่ต้องใช้กุญแจ พร้อมระบบช่วยผ่อนแรงกระแทกขณะปิดประตูที่ช่วยให้ผู้ขับและผู้โดยสารขึ้นลงรถได้อย่างเงียบเชียบและนุ่มนวล
บริเวณด้านข้างมีแถบสีที่ชวนให้นึกถึงรถยนต์ BMW M1 ทำให้รถดูโดดเด่นยิ่งขึ้น นอกจากนี้การออกแบบของ BMW XM ยังรวมเอาคุณลักษณะต่าง ๆ ที่ทำให้นึกถึงอดีตไม่ว่าจะเป็นโลโก้บีเอ็มดับเบิลยูที่กระจกหลังหรือไฟท้ายทรงเรียว BMW XM ยังสะดุดตายิ่งกว่าใครด้วยล้ออัลลอย M น้ำหนักเบา ขนาด 23 นิ้ว ลาย star spoke แบบสลับสี ซึ่งติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน
BMW XM ใหม่ มากับเครื่องยนต์เบนซิน 8 สูบ ขนาด 4.4 ลิตร พร้อมเทคโนโลยี BMW M TwinPower Turbo ล้ำสมัย ระบบขับเคลื่อน M HYBRID ที่ติดตั้งมาในรถยนต์รุ่นนี้ช่วยเสริมประสิทธิภาพและสมรรถนะของรถโดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษ โดยระบบขับเคลื่อน M HYBRID ในรถยนต์ BMW XM ให้กําลังรวมสูงสุดที่ 480 กิโลวัตต์ / 653 แรงม้า ที่แรงบิดรวมสูงสุด 800 นิวตันเมตร ด้านเครื่องยนต์สันดาปให้พละกำลังสูงสุดที่ 360 กิโลวัตต์ / 489 แรงม้า ที่ 5,400 – 7,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 650 นิวตันเมตร ที่ 1,600 – 5,000 รอบต่อนาที ในขณะที่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าให้กำลังมอเตอร์สูงถึง 145 กิโลวัตต์ / 197 แรงม้า ให้แรงบิดมอเตอร์ไฟฟ้าสูงสุด 280 นิวตันเมตร
นอกจากนี้ ผู้ขับสามารถเลือกกดปุ่ม M Hybrid ที่คอนโซลกลางเพื่อเข้าโหมดใดโหมดหนึ่งจากทั้งหมด 3 โหมด รวมถึงโหมดการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า 100% สำหรับการขับขี่ที่ปลอดมลพิษด้วยความเร็วสูงสุด 140 กม./ชม. บนระยะทาง 82-88 กม. อ้างอิงตามมาตรฐานการทดสอบ WLTP โดยใช้พลังงานจากลิเธียม-ไอออนแบตเตอรี่ขนาด 25.7 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ที่ติดตั้งอยู่ด้านใต้ท้องรถ เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 4.3 วินาที สู่ความเร็วสูงสุดที่ 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ 4 ล้อ M xDrive ที่ติดตั้งใน BMW XM ใหม่ ช่วยให้มั่นใจได้ว่าแรงทั้งหมดจะถูกส่งไปยังถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยยกระดับไดนามิกการขับขี่ให้เหนือชั้นยิ่งขึ้น
ระบบเฟืองท้าย M Sport ยังช่วยเสริมสมรรถนะของรถโดยกระจายกำลังขับเคลื่อนระหว่างล้อหลัง ช่วยให้ตัวรถสามารถยึดเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้นพร้อมเสริมเสถียรภาพการขับขี่ในสถานการณ์ต่างๆ ในขณะเดียวกัน ช่วงล่าง Adaptive M Suspension Professional มอบการควบคุมแบบสปอร์ตโดยไม่ลดทอนความสะดวกสบายแก่ผู้ขับ นอกจากนี้ ระบบช่วยการขับขี่ รุ่น Professional พร้อมระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชั่น Stop&Go ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาความเร็วของรถในระดับที่ต้องการและคงระยะห่างจากรถคันหน้าให้สม่ำเสมอเท่านั้น แต่ยังช่วยให้รถยนต์อยู่ในเส้นทางอย่างคงที่ด้วยระบบบังคับพวงมาลัย เพื่อความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ยังช่วยให้การจอดรถและการบังคับรถทำได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
นอกจากนั้น ระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ยังติดตั้งมาเป็นมาตรฐานเพื่อสร้างความอุ่นใจให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยสําหรับคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ถุงลมนิรภัยด้านข้างและถุงลมนิรภัยศีรษะ ระบบ Teleservices และปุ่มโทรออกฉุกเฉิน รับประกันว่าผู้ขับขี่และผู้โดยสารจะได้รับความช่วยเหลืออย่างมืออาชีพในทุกสถานการณ์ฉุกเฉินไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ระบบควบคุมเสถียรภาพการขับขี่ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรก ระบบช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ ระบบ Active Protection ยังถูกติดตั้งมาเพื่อช่วยให้สามารถควบคุมการขับขี่ได้ดีขึ้นและช่วยตรวจจับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการขับขี่ ระบบสร้างเสียงจำลองเตือนผู้ใช้ถนนรอบข้างและระบบปกป้องคนเดินถนนเมื่อเกิดอุบัติเหตุยังช่วยลดความเสี่ยงให้กับคนเดินถนนที่อยู่ใกล้เคียงกับรถยนต์ได้อีกด้วย
Description automatically generated ภายในห้องโดยสารของ BMW XM ใหม่ ยังมอบความสะดวกสบายเหนือระดับให้กับผู้โดยสาร เบาะนั่งตอนหน้าแบบ M Multifunctional บริเวณที่นั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้า ภายในตกแต่งดีไซน์ M ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ขณะที่พวงมาลัยหุ้มหนังดีไซน์ M และเข็มขัดนิรภัยดีไซน์ M ให้ความรู้สึกสปอร์ตและโฉบเฉี่ยวในการขับขี่
นอกจากนี้ผ้าบุหลังคายังเป็นเสมือนงานประติมากรรม 3 มิติ ลวดลายแบบปริซึมและเมื่อเปิดหลังคาก็จะพบกับหลอดไฟ LED กว่า 100 ดวงบนหลังคาที่ส่องสว่างอย่างงดงามยามค่ำคืน คอนโซลด้านบนยังบุด้วยหนังแบบ BMW Individual ทำให้การตกแต่งภายในดูสะดุดตาและหรูหราไปอีกขั้น ชุดไฟส่องสว่างภายในและภายนอกห้องโดยสาร ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ 4 โซน ระบบระบายอากาศและฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสําหรับเบาะนั่งตอนหน้า ยังถูกติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในรถยนต์รุ่นนี้เช่นกัน
BMW XM ใหม่ ยังได้รับการพัฒนาด้านระบบความบันเทิงและการสื่อสารให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยมาพร้อมจอ BMW Head-up Display และระบบ BMW Live Cockpit Professional แสดงผลบนจอ Control Display ขนาด 12.3 นิ้ว ทำงานบนระบบปฎิบัติการ BMW Operating System 8 ใหม่ล่าสุด ที่ปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้มากยิ่งขึ้น ระบบจำลองเสียงเครื่องยนต์ IconicSounds Electric ให้เสียงขับที่กระตุ้นความตื่นเต้นแม้ในโหมดการขับขี่แบบไร้มลพิษ นอกจากนี้ ระบบเสียงรอบทิศทาง Bowers & Wilkins Diamond ยังมอบสุนทรียภาพแห่งเสียงที่ชวนดื่มด่ำแบบเต็มขั้นด้วยลำโพงขนาด 1,475 วัตต์ และลำโพงพิเศษอีกสี่ตัวบริเวณหลังคา คุณลักษณะเด่นอีกประการของรุ่นรถยนต์นี้คือระบบเชื่อมต่อสมาร์ตโฟน ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์พกพาของตนกับรถยนต์แบบไร้สายผ่าน Apple CarPlay หรือ Android Auto นอกจากนั้น ผู้ขับขี่ยังจะได้รับประโยชน์จาก Connected Package Professional ซึ่งช่วยให้ผู้ขับมั่นใจว่าจะได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและข้อมูลการจราจรอัปเดตล่าสุดเมื่ออยู่บนท้องถนน
BMW XM ใหม่ มีสีภายนอกให้เลือกด้วยกันทั้งหมด 7 สี ได้แก่ สีดำ Black Sapphire, สีเขียว Cape York Green, สีดำ Carbon Black, สีเทา Dravit Grey, สีฟ้า Marina Bay Blue, สีขาว Mineral White และสีแดง Toronto Red และมีสีภายในกับหนัง BMW Individual ‘Merino’ ให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน Deep Lagoon, สีขาว Silverstone, สีดำ Black และ สีส้ม Sakhir Orange มาพร้อมกับแถบตกแต่งด้านข้างรถทั้งหมด 2 ตัวเลือกคือสีทองและสีดำซึ่งพาดผ่านกรอบประตูและล้อรถ ส่งให้ตัวรถโดดเด่นสะดุดตายิ่งขึ้น
ผู้ที่สนใจสัมผัสประสบการณ์รถสปอร์ตอเนกประสงค์สุดหรูพร้อมสมรรถนะอันเหนือชั้นของรถยนต์ BMW XM ใหม่ สามารถเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.bmw.co.th เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมและจองออนไลน์ หรือเฟซบุ๊กแฟนเพจ BMW Thailand เพื่อติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับ BMW XM
ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 รวมสุดยอดนักกอล์ฟนำโดยโปรกอล์ฟหญิง 4 อันดับแรกของโลก!
ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 ก้าวสู่ปีที่ 16 อย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ตอกย้ำการเป็นทัวร์นาเมนต์ที่จัดมายาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปีนี้ได้เพิ่มจำนวนนักกอล์ฟเข้าแข่งขันรวมทั้งสิ้น 72 คน นำโดยนักกอล์ฟหญิง 4 อันดับแรกของโลก ทั้งลิเดีย โค เนลลี่ คอร์ดา มินจี ลี และอาฒยา ฐิติกุล เพื่อชิงเงินรางวัลซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62 ล้านบาท*) พร้อมด้วยรางวัลพิเศษจากฮอนด้า สำหรับผู้ที่ทำโฮลอินวันคนแรกที่หลุม 16 ได้แก่ รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV TECH มูลค่า 1,799,000 บาท โดยการแข่งขันจะกลับมาจัดแบบสนามเปิด คาดมีผู้ชมจากทั่วโลกร่วมเชียร์และให้กำลังใจนักกอล์ฟติดขอบสนามอย่างคับคั่ง มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ สนามสยามคันทรีคลับ
โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เราพร้อมต้อนรับการกลับมาของเหล่านักกอล์ฟและแฟนกอล์ฟจากทั่วโลกกับการจัดการแข่งขันเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยปีนี้ จำนวนผู้เข้าแข่งขันเพิ่มขึ้นเป็น 72 คน ซึ่งรายชื่อนักกอล์ฟมีความ
โดดเด่นเช่นทุกปี ทั้ง นานนา เคิร์สต์ แมดเซน แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ที่จะกลับมาป้องกันแชมป์ ลิเดีย โค นักกอล์ฟสาวมือหนึ่งของโลก รวมถึงสองพี่น้อง เนลลี่–เจสซิก้า คอร์ดา ร่วมด้วย มินจี ลี บรู๊ค เฮนเดอร์สัน และนาสะ ฮาตาโอกะ ยิ่งไปกว่านั้น แฟน ๆ จะได้ร่วมเชียร์ทัพนักกอล์ฟ
สาวไทยที่ตบเท้าเข้าร่วมแข่งขันในบ้านเกิดถึง 11 คน ทั้งนักกอล์ฟดาวรุ่งสาวชาวไทย จีน–อาฒยา ฐิติกุล เจ้าของรางวัลรุกกี้แห่งปี 2022 และนักกอล์ฟสาวไทยที่อายุน้อยสุดที่ครองมือหนึ่งของโลก เมียว–ปาจรีย์ อนันต์นฤการ แพตตี้–ปภังกร ธวัชธนกิจ พร้อมด้วยสองพี่น้องขวัญใจชาวไทย โม–โมรียา และเม–เอรียา จุฑานุกาล แหวน–พรอนงค์ เพชรล้ำ รวมถึงนักกอล์ฟรับเชิญ แจน–วิชาณี มีชัย ว่าน–จารวี บุญจันทร์ พราว–ชเนตตี วรรณแสน เปียโน–อาภิชญา ยุบล และซิม–ณัฐกฤตา วงศ์ทวีลาภ แชมป์จากการแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2023 National Qualifiers”
ลิเดีย โค นักกอล์ฟสาวมือหนึ่งของโลก เจ้าของรางวัลผู้เล่นแห่งปี 2022 ของแอลพีจีเอทัวร์ ตั้งตารอที่จะกลับมาแข่งขันที่ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส อีกครั้ง “ฉันชอบแข่งในประเทศไทย สำหรับ ฮอนด้าแอลพีจีเอ ไทยแลนด์ จะเป็นการลงแข่งรายการแอลพีจีเอทัวร์แรกเพื่อเปิดฤดูกาลของฉัน ซึ่งครั้งนี้ก็จะตั้งใจทำผลงานให้ดีที่สุด ต้องขอบคุณผู้สนับสนุนและหน่วยงานต่าง ๆ ที่จัดการแข่งขันในทุก ๆ ปี”
เนลลี่ คอร์ดา ซึ่งคว้าแชมป์ เพลิแกน วีเมนส์ แชมเปี้ยนชิพ เมื่อปีที่แล้ว จะกลับมาร่วมแข่งขันครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2019 กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่จะได้กลับมาเล่นในเอเชีย ตั้งตารอที่จะทำผลงานให้ดีที่สุด และหวังว่าฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ จะเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในฤดูกาล 2023 นี้”
จีน–อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟไทยวัย 19 ปี ผู้ครองรางวัลรุกกี้ ออฟ เดอะเยียร์ และเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 2 ที่สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก กล่าวว่า “ทัวร์นาเมนต์นี้เป็นประสบการณ์ที่พิเศษสำหรับนักกอล์ฟไทย จีนติดตามชมรายการมาตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และได้เข้าร่วมการแข่งขันในรายการนี้ในฐานะนักกีฬารับเชิญครั้งแรกในปี 2017 ปีนี้ ก็จะได้กลับมาลงเล่นสนามแห่งนี้เป็นครั้งที่ 5 จะพยายามพัฒนาฟอร์มอย่างต่อเนื่องและตั้งใจทำผลงานเต็มที่ให้แฟน ๆ ชาวไทยได้ภูมิใจ และหวังว่าจะมีส่วนช่วยในการส่งต่อแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ เหมือนกับที่จีนได้รับแรงบันดาลใจจาก ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์”
ดร.นิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย “การสนับสนุนกีฬาในทุกระดับล้วนมีความสำคัญ เพราะการได้เห็นนักกีฬาที่มีศักยภาพได้แสดงฝีมือในสนามแข่งขัน ย่อมเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักกีฬาหน้าใหม่ได้กล้าที่จะเดินตามความฝัน นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เห็นการเติบโตอย่างมั่นคงของนักกอล์ฟและแฟนกอล์ฟในประเทศไทย การกีฬาแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณในความทุ่มเทของ ฮอนด้า ไอเอ็มจี รวมทั้งผู้สนับสนุนและพันธมิตรในการส่งเสริมและยกระดับวงการกอล์ฟ ไปพร้อมกับการส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ”
สำหรับการเตรียมความพร้อมในการจัดงาน มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า “เราคาดหวังว่าปีนี้ จะมีแฟนกอล์ฟชาวไทยและชาวต่างชาติมาร่วมเชียร์แบบติดขอบสนามอย่างเนืองแน่น เราพร้อมต้อนรับทุกท่านด้วยกิจกรรมจากบูธผู้สนับสนุน เกมสนุก ๆ ทดลองเล่นกอล์ฟและร่วมระดมทุนเพื่อการกุศลอย่าง Chip-4-Charity และ Beat The Pro รวมถึงร้านอาหาร และสินค้าที่ระลึกมากมายให้แฟนกอล์ฟได้เพลิดเพลินตลอด 4 วันในช่วงการแข่งขัน อยากขอเชิญชวนแฟน ๆ กอล์ฟ ให้ชวนเพื่อน ๆ และครอบครัว มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่น่าประทับใจในทัวร์นาเมนต์มาตรฐานระดับโลกไปด้วยกัน”
นอกเหนือจากทัวร์นาเมนต์แล้ว ยังมีโครงการ “Road to Honda LPGA Thailand” ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มุ่งเน้นส่งเสริมการเติบโตและการพัฒนาอุตสาหกรรมกอล์ฟของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่ การแข่งขัน Honda LPGA Thailand 2023 National Qualifiers โครงการ Young Ambassador และกิจกรรม Junior Golf Clinic รวมไปถึงกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งระดมทุนค่าสมัครจากการแข่งขันNational Qualifiers นำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เพื่อมอบให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านตาลหมัน อ.โป่ง จ.ชลบุรี และการนำรายได้จากการประมูลของที่ระลึกจากนักกีฬา จากกิจกรรม Charity Night เพื่อบริจาคให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร (ที่ 3 จากซ้าย) ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) มนวรา เพชรพลากร(ที่ 2 จากซ้าย) ผู้จัดการทั่วไปส่วนการตลาด และ ผู้จัดการทั่วไปส่วนงานองค์กรสัมพันธ์ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด วินนี่ เฮง (ที่ 2 จากขวา) รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย จีน–อาฒยา ฐิติกุล (ซ้าย) ผู้ครองรางวัลรุกกี้ ออฟ เดอะเยียร์ และเป็นนักกอล์ฟไทยคนที่ 2 ที่สร้างประวัติศาสตร์ขึ้นเป็นมือหนึ่งของโลก และเปียโน–อาภิชญา ยุบล (ขวา) นักกอล์ฟรับเชิญ 2023 ประกาศความพร้อมการแข่งขันกอล์ฟสตรี “ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023” ระหว่างวันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส จังหวัดชลบุรี ชิงเงินรางวัล 1.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 62 ล้านบาท พร้อมด้วยรางวัลพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รถยนต์ฮอนด้า แอคคอร์ด อี:เอชอีวี รุ่น e:HEV TECH มูลค่า 1,799,000 บาท
การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 เปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมแล้วที่เว็บไซต์ https://hondalpgathailand.com/ โดยผู้ชมที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี และมากกว่า 60 ปี สามารถเข้าชมได้ฟรีนอกจากนี้ ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ธนาคารกรุงเทพ รับส่วนลดเพิ่ม 10 % ทุกยอดของการชำระค่าบัตรเข้าชมการแข่งขันผ่านทางเว็บไซต์ และที่สนามสยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส จ.ชลบุรี
สามารถติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทาง PPTV HD ช่อง 36 ได้ตลอด 4 วันของการแข่งขัน และทางแพลตฟอร์มออนไลน์ https://www.pptvhd36.com รวมถึงเฟซบุ๊ก ยูทูป และแอปพลิเคชันของทางสถานี
รายละเอียดบัตรเข้าชมและอัปเดตข่าวสารของการแข่งขันได้ที่ www.hondalpgathailand.com หรือติดตามผ่านทาง www.facebook.com/lpgaThailand และอินสตาแกรมhttps://www.instagram.com/hondalpgathailand
# # #
*หมายเหตุ ค่าเงิน ณ ช่วงเดือนตุลาคม 2565
มูลนิธิรามาธิบดีฯ เผยผลลัพธ์แห่ง “การให้” จากประชาชนในปีที่ผ่าน 2565
- โครงการก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี
- โครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์
- โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้
- โครงการทุนการศึกษารามาธิบดี
- โครงการรามาธิบดีเพื่อโรงพยาบาลชุมชน
- โครงการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด
โดยในปี พ.ศ. 2566 นี้ มูลนิธิรามาธิบดีฯมีโครงการหลักที่จะต้องเร่งระดมทุนใน 2 โครงการดังนี้
โครงการใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา โดยเป็นอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีแห่งใหม่ที่จะทำหน้าที่ทดแทนอาคารเดิม ผู้ป่วยที่มาใช้บริการสามารถใช้สิทธิขั้นพื้นฐานได้อย่างเต็มศักยภาพเทียบเท่าอาคารเดิม มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา และความสะดวกสบายให้แก่ผู้ใช้บริการ ให้ได้รับการบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโรคที่มีความซับซ้อนซึ่งถือเป็นความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ของโรงพยาบาลรามาธิบดี เพื่อเป็นต้นแบบทางการรักษาให้กับโรงพยาบาลอื่น ๆ ต่อไป นอกจากนี้ยังตั้งเป้าให้โครงการนี้เป็นพื้นที่ผลิตบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการรักษาโรคที่มีความซับซ้อน เพื่อร่วมพัฒนาต่อยอดในด้านสาธารณสุขของประเทศให้มีศักยภาพในระดับสากล สามารถแข่งขันได้ และเตรียมความพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) ได้ต่อไป
โครงการนี้จะเป็นอาคารสูง 25 ชั้นและมีชั้นใต้ดิน 2 ชั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ส่วนหนึ่งของด้านหน้าองค์การเภสัชกรรม มีขนาด 15 ไร่ 2 งาน 24 ตารางวา และมีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000 ตารางเมตร ซึ่งมากกว่าพื้นที่ใช้สอยของอาคารสมเด็จพระเทพรัตน์เกือบ 3 เท่า โดยคาดการณ์ว่าสามารถให้บริการผู้ป่วยนอกได้ถึง 2.5 ล้านครั้งต่อปี และให้บริการผู้ป่วยในได้ถึง 55,000 คนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการภายในปี พ.ศ 2571 (อีก 5 ปีข้างหน้า) และแม้จะได้รับเงินสนับสนุนจากภาครัฐบางส่วน แต่โครงการยังคงขาดงบประมาณด้านการก่อสร้างอาคารประมาณ 3,000 ล้านบาท และการจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์ทันสมัยที่มีมูลค่าสูงประมาณ 6,000 ล้านบาท
เป็นโครงการเก่าแก่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับการก่อตั้งมูลนิธิรามาธิบดีฯ โดยก่อตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ไม่สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ ซึ่งครอบคลุมผู้ป่วยยากไร้ในทุกประเภท ได้แก่ ผู้ป่วยจากสถานสงเคราะห์ ผู้ป่วยจิตเวช ภิกษุ แม่ชี ผู้ป่วยเร่ร่อน ผู้ป่วยจากภัยพิบัติ ผู้ป่วยต่างด้าว รวมถึงผู้ป่วยระดับกลางที่ใช้สิทธิประกันตน หรือใช้ประกันสุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิหลายกรณี เช่น สิทธิไม่ครอบคลุมบางโรค ยาหรืออุปกรณ์การแพทย์บางรายการไม่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติที่ผู้ป่วยต้องชำระเพิ่มเติมเอง นอกจากนี้ยังช่วยเหลือครอบคลุมไปดูแลปัญหาด้านจิตใจ ครอบครัว และช่วยค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เนื่องจากรามาธิบดี มีความเชี่ยวชาญ และเป็นความหวังของผู้ป่วยทางด้านโรคซับซ้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่ต้องใช้ค่ารักษาสูงมาก และใช้ระยะเวลาการรักษาเป็นเวลานาน ดังนั้น จึงทำให้จำนวนผู้ป่วยที่ต้องการการสนับสนุนเรื่องเงินสำหรับค่ารักษาพยาบาลนั้นมีจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยใน แต่ละปีมูลนิธิได้ใช้งบประมาณการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้เป็นจำนวนเงินกว่า 100 ล้านบาท โดยเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่มีรายได้ถึง 40% และการช่วยเหลือส่วนที่เหลือไปยังผู้ป่วยผู้มีรายได้ต่ำ โดยผู้ป่วยที่ได้รับการช่วยเหลือเป็นผู้ป่วยเด็กและผู้สูงวัยกว่า 57%
ในปี พ.ศ.2565 ที่ผ่านมาสัดส่วนเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้คิดเป็น 19% จากโครงการทั้งหมดที่มูลนิธิระดมทุนอยู่ โดยมีสัดส่วนของผู้ป่วยยากไร้รายใหม่ที่ได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิฯเพิ่มขึ้นกว่า 4% เมื่อเทียบกับปีพ.ศ. 2564
- แคมเปญ “ความสุขจากการให้…ไม่สิ้นสุด”
แคมเปญที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงผลลัพธ์แห่ง “การให้” จากน้ำใจของคนไทยผ่านการรวบรวมเสียงแทนคำขอบคุณของเหล่าผู้ป่วยภายใต้โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ที่ได้รับการช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลจากน้ำใจของคนไทย และเพื่อตอกย้ำว่า “การให้” จาก “ผู้บริจาค” ที่ส่งต่อความสุขไปยังผู้รับหรือ “ผู้ป่วย”ยังทำให้เกิดความสุขอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น ความสุขของผู้บริจาคที่ได้เห็นผู้ป่วยหายดีได้กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว หรือการมอบทุนทรัพย์ให้กับนักศึกษาผ่านโครงการ “ทุนการศึกษารามาธิบดี” เพื่อมุ่งสร้างบุคลากรทางการแพทย์ให้นำความรู้มาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมไทย หรือแม้กระทั่งความสุขที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการก่อสร้างโครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดี และย่านนวัตกรรมโยธี ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตและโครงการต่างๆที่มูลนิธิให้การดูแลอยู่อีกมากมาย
เทรนด์การทำกิจกรรมด้านการกุศลของคนยุคใหม่
- เพราะคนไทยมีน้ำใจและถูกปลูกฝังให้ช่วยเหลือกัน ทุกครั้งที่เกิดความต้องการเร่งด่วน อย่างเหตุการณ์โรคอุบัติใหม่ อุบัติภัยทางธรรมชาติ การก่อสร้างอาคารโรงพยาบาลแห่งใหม่ คนไทยก็จะร่วมช่วยเหลือตามกำลังที่มี นอกเหนือจากการบริจาคเงิน อาจจะเป็นการให้แรงกาย แรงใจ ความสามารถเป็นจิตอาสา บางคนก็ช่วยเหลือโดยการบอกต่อ กดไลค์ กดแชร์ สำหรับมูลนิธิรามาธิบดีฯ เราเชื่อว่าการให้จากทุกน้ำใจนั้นมีคุณค่า และสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อีกมาก
-
- ความน่าเชื่อถือ และตรวจสอบได้ เป็นสิ่งที่คนในสังคมปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งตรงกับหลักการบริหารจัดการของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ในทุกโครงการของเรามีการวางเป้าหมายที่ชัดเจน และนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้บริหาร ซึ่งท้ายที่สุด ความคืบหน้าและผลลัพธ์ของแต่ละโครงการนั้นสามารถก่อประโยชน์ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
- Online Donation ผลจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การทำบุญออนไลน์ได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกับภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม ทางมูลนิธิรามาธิบดีฯ เองได้ทำการปรับปรุงการให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยตลอดมา บนพื้นฐานของการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เพื่อให้ผู้บริจาคสะดวกสบายที่สุด รวมถึงช่องทางการสนับสนุนของที่ระลึกการกุศลทางออนไลน์อีกด้วย ซึ่งมูลนิธิรามาธิบดีเองก็มี ช่องทางการรับบริจาคออนไลน์ที่จัดทำมามากกว่า 10 ปี และจากปีที่ผ่านมาสัดส่วนการบริจาคออนไลน์ (ดูจากจำนวนใบเสร็จ) อยู่ที่ 63 % โดยที่การบริจาคแบบออฟไลน์อยู่ที่สัดส่วน 37% ซึ่งการบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นหลังเกิดการระบาดของโควิด-19
Generation ของกลุ่มผู้บริจาคในปีที่ผ่านมาและแผนความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ภายในปี 2566
- สัดส่วนกลุ่มผู้บริจาคบุคคลธรรมดากว่า 40% ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ มาจากผู้บริจาคกลุ่ม Gen X ที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป โดยมีสัดส่วนของผู้บริจาคที่อยู่ในช่วงอายุ 45-60 ปี และ 60 ปีขึ้นไปใกล้เคียงกัน
ซึ่งเป็นกลุ่มผู้บริจาคที่มียอดบริจาคต่อรายสูงที่สุดเมื่อเทียบกับผู้บริจาคบุคคลธรรมดาในช่วงอายุอื่น ๆ - จากช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมาระหว่างปีพ.ศ. 2563-2564 มูลนิธิฯ มียอดบริจาคจากกลุ่ม Gen Z (9-24 ปี) สูงขึ้น 2 เท่าจากช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 จากการระดมทุนเพื่อโครงการเร่งด่วน และเห็นผลลัพธ์จากการให้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยในปีพ.ศ. 2565 ยอดบริจาคจากผู้บริจาคกลุ่มนี้ลดลงเล็กน้อยแต่ยังคงมียอดบริจาคสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19
- ในแง่ของการสื่อสารกับกลุ่มคนรุ่นใหม่มูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้นำเอาความชื่นชอบของคนกลุ่มนี้มาพัฒนาการทำงานมากขึ้น เช่น การจัดทำของที่ระลึกโดยใช้การ์ตูนคาแรคเตอร์ที่ได้รับความนิยม เช่น ไลน์เฟรนด์ (LINE Friends), เฮลโล คิตตี้ (Hello Kitty), สนูปี้ (Snoopy) ฯลฯ หรือ การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นศิลปินกลุ่มคนรุ่นใหม่มาช่วยโปรโมทแคมเปญต่างๆ เช่น การเปิดตัวของที่ระลึกการกุศล Power of Giving เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาก็ได้ตัวแทนจากแบรนด์แฟชั่นชั้นนำของไทย เช่น PAINKILLER Atelier, Kloset & Etcetera, DISAYA, Greyhound Original, SMILEYHOUND มาร่วมงาน นอกจากนี้ในหน้า Facebook แฟนเพจของมูลนิธิรามาธิบดีฯ ยังมีการทำคอนเทนต์เพื่อดึงดูดความสนใจของกลุ่มคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ เช่น คอนเทนต์วอลเปเปอร์เสริมความสุข…ไม่สิ้นสุด 12 ราศี พร้อมเลขมงคล จากอาจารย์ไวท์ หมอดูโอปป้า เพื่อสร้างความหลากหลายของคอนเทนต์ที่เราสื่อสารออกไป
- ในส่วนของแผนความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ในปีนี้มูลนิธิยังคงมีการร่วมมือกับแบรนด์ลิขสิทธิ์แท้ Peter Rabbit และ My Melody ถือเป็นความพิเศษที่มูลนิธิมีความตั้งใจเพิ่มความหลายหลาย ผ่านของใช้ในชีวิตประจำวัน ให้ทุกท่านได้เข้าถึงการทำบุญได้มากยิ่งขึ้น
#คำว่าให้ไม่สิ้นสุด
#ความสุขจากการให้ไม่สิ้นสุด
Rêver Automotive โชว์พลัง VtoL จาก ATTO 3 ปล่อยพลังความมันส์!
VtoL Party สว่างไสวไปด้วยพลังไฟจากการปล่อยกระแสไฟจาก BYD ATTO 3 จำนวน 34 คัน โดยจะจ่ายกระแสไฟตั้งแต่ Backdrop ด้านหน้า ซุ้มอาหารทั่วงาน มุมดูหนังซิลๆ เรื่องโปรด และไฮไลท์บนเวที The Parkinson มาเปิดมินิคอนเสริต์ โดยเครื่องเล่นส่วนใหญ่ใช้พลังงานไฟฟ้าจาก ATTO 3 ทำให้ party ครั้งนี้สนุกสนานโดยไร้มลภาวะที่เป็นพิษ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งเป็นการขานรับนโยบาย Net Zero Emission ของภาครัฐอีกด้วย
ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rêver Automotive จำกัด เปิดเผยว่า “การจัดงานปารตี้ VtoL ในวันนี้ เป็นการเน้นย้ำที่ผมเคยพูดไปตั้งแต่วันแรกที่เรานำ BYD เข้ามาทำตลาดในไทย ว่า เราจะปลุกคนไทยทุกคนให้ตระหนักว่า การใช้พลังงานใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถสร้างชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเรา แต่หมายถึงทุกสิ่งรอบตัวเราจะดีขึ้น และตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะผลักดัน Zero Emission ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม อย่างแท้จริง ผมจึงจัดงาน VtoL party ในวันนี้ เพื่อเป็นการย้ำว่า เราสามารถนำเทคโนโลยีและพลังงานรูปแบบใหม่มาเพื่อสร้าง NEV Ecosystem ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้กับคนไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของเรา”
และขอตอกย้ำอีกครั้ง ขณะนี้รถคันที่ 10,000 กำลังจะส่งออกจากท่าเรือประเทศจีนมายังประเทศไทย ตามที่แจ้งไว้ว่าลูกค้าที่จองในรอบแรก จะได้รับรถทุกคันภายในเดือน กุมภาพันธ์อย่างแน่นอน และยินดีที่จะประกาศให้ท่านผู้ที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 ว่า เราจะเปิดรับจองอย่างเป็นทางการอีกครั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้พร้อมกันที่โชว์รูมทั่วประเทศ และมีโควต้าเพิ่มเติมอีก 7,000 คัน พร้อมส่งมอบให้ได้ก่อนวันหยุดสงกรานต์นี้
ประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rêver Automotive จำกัด ยังกล่าวย้ำในที่สุด “เรายังดูแลอย่างใส่ใจด้วย Rêver Care รถยนต์ไฟฟ้า BYD ATTO 3 ทุกคัน จะได้รับ
- เงินอุดหนุนสูงสุด 150,000 บาท ตามมาตรการสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ
- Rêver Care สิทธิพิเศษที่จะช่วยคลายทุกความกังวลของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า
- ประกันภัยชั้น 1 พร้อม พรบ. ระยะเวลา 1 ปี
- บริการบำรุงรักษา ค่าแรง ค่าอะไหล่ 8 ปี
- โฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง
- บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมงระยะเวลา 8 ปี ฟรี! ทุกรายการ
- พิเศษกับการรับประกันตัวรถ (Warranty) และแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.
- ดอกเบี้ยพิเศษ 1.68% นาน 48 เดือน
และอื่นๆอีกมากมาย รวมมูลค่า 180,000 บาท) เหมือนเดิม”
และในงาน EV me แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์รถยนต์ไฟฟ้า ที่รวบรวมรถยนต์ไฟฟ้าให้ทุกท่านสามารถเลือกไปขับได้นานเท่าที่ต้องการ EV me ประกาศความร่วมมือซื้อรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BYD ATTO 3 จำนวน 100 คัน เพื่อรองรับกับกระแสความต้องการการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และ จะมีการเพิ่มเติมจำนวนขึ้นในอนาคต ซึ่ง EV me ได้เล็งเห็นถึงประโยชน์จากการใช้รถ โดยได้ร่วมเป็นสปอนเซอร์หลัก สนับสนุนการลดมลภาวะ โดยใช้พลังงานจากรถยนต์ไฟฟ้าในงาน
สุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด กล่าวถึงการที่ EV me แพลตฟอร์มไลฟ์สไตล์รถยนต์ไฟฟ้า นำรถเข้าร่วมสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ว่า ทาง EV me มีความยินดีที่ได้นำรถมาใช้ในงานครั้งนี้ เนื่องจากทางเรเว่ ออโตโมทีฟ กำลังเร่งที่จะส่งมอบรถให้ลูกค้าตามสัญญา การนำเสนอเทคโนโลยีของรถที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งรถสันดาปทั่วไปทำไม่ได้ เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาตอบสนองผู้ที่ต้องการใช้รถ ช่วยสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของรถ EV โดยที่ EV me มีรถ EV ในแพลตฟอร์มค่อนข้างเยอะ หากต้องการทดลองเทคโนโลยี ทดลองขับ หรือจองรถ EV สามารถเข้าไปดูรายละเอียดที่แพลตฟอร์ม EV me ได้เลย

Wraps ให้สุดกับชุดแต่งปอร์เช่ 911 Dakar ดีไซน์เรโทร!
การแข่งขันแรลลี่ปี 1971: อันดับ 5 หลังพวงมาลัยรถแข่งปอร์เช่ 911 ของ 2 นักแข่งชาวโปแลนด์
การแข่งขันแรลลี่สุดยิ่งใหญ่ที่ผู้เข้าแข่งขันต้องฝ่าฟันเส้นทางทุรกันดารเป็นระยะทางมากกว่า 5,000 กิโลเมตร ผ่านทุ่งหญ้า savanna ป่าละเมาะกลางทะเลทราย และเทือกเขาสูงชัน ของประเทศเคนยา ซึ่งได้รับการขนานนามให้เป็นหนึ่งในการแข่งขันแรลลี่ที่หฤโหดที่สุด ซึ่งปอร์เช่ส่งทีมแข่งเข้าร่วมประลองฝีมือ และความแข็งแกร่งเป็นครั้งแรกในปี 1971 โดยรถแข่งปอร์เช่ 911 S ที่ผ่านการปรับแต่งเพื่อการแข่งขัน
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นคือการตกแต่ง decal สีดำบริเวณฝากระโปรงหน้า ซุ้มล้อ และบานประตู ซึ่งชุดตกแต่ง Rallye 1971 decal นี้ออกแบบเป็นพิเศษสำหรับปอร์เช่ 911 Dakar มาพร้อมหมายเลข 19 โดยเจ้าของความสำเร็จสูงสุดคือการคว้าอันดับที่ 5 มาครอบครองได้เมื่อปี 1971 จากการขับขี่ของ 2 สหายนักแข่งชาวโปแลนด์ Sobiesław Zasada และ Marian Bień สามารถสั่งติดตั้ง decal set ผ่านทาง Porsche Tequipment จำหน่ายราคาเริ่มต้น 410,000 บาท
การแข่งขันแรลลี่ปี 1974: หัวใจนักสู้อันแข็งแกร่งของ Björn Waldegård รายการแข่งขัน East African Safari Rally ประกอบด้วย stages การทดสอบระยะยาวในปี 1974 โดยการแข่งขันถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตั้งแต่ระยะทาง 1,450 จนถึง 2,019 กิโลเมตร ซึ่งแต่ละทีมจะต้องแข่งขันให้จบภายในระยะเวลาเพียง 5 วัน จากรถที่ลงแข่งทั้งหมด 99 คัน และมีเพียง 16 คันเท่านั้น ที่สามารถวิ่งเข้าเส้นชัย โดยนักแข่งชาวสวีเดน Björn Waldegård เป็นผู้คว้าแชมป์ 2 สมัยในรายการ Rallye Monte Carlo ด้วยรถแข่งปอร์เช่ ซึ่งเค้าสามารถขึ้นเป็นผู้นำตั้งแต่เริ่มต้น
การลงแข่งขันดังกล่าวได้ร่วมทีมกับ Hans Thorszelius ผู้รับหน้าที่ co-driver หลังพวงมาลัยรถแข่งปอร์เช่ 911 Carrera 2.7 RS และออกสตาร์ทช่วงที่ 3 เป็นอันดับ 2 ที่ระยะห่าง 36 นาที แต่ด้วยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปีกนกทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้นถึง 72 นาที ท้ายที่สุดด้วยจิตวิญญาณของนักสู้ Waldegård ยังคงรั้งอันดับ 2 เอาไว้ได้ ด้วยเอกลักษณ์ของ decals บนตัวรถมาจากลายคาดสีน้ำเงินของผู้สนับสนุนหลัก วางตัวตามแนวโค้งตัดกับสีขาวของตัวถัง สิ่งที่แตกต่างจากต้นฉบับคือแถบของลายคาดที่เล็กลง และเสริมความโดดเด่นด้วยตราสัญลักษณ์ปอร์เช่บริเวณชายล่างของประตู ชุดตกแต่ง Rallye 1974 decal จำหน่ายราคาเริ่มต้น 410,000 บาท
การแข่งขันแรลลี่ปี 1978: ตำนานแห่งงานดีไซน์ Björn Waldegård ไม่สามารถเอาชนะการแข่งขันในปีนี้ได้ เขาเข้าร่วมประลองความเร็วด้วยรถแข่งปอร์เช่ 911 SC รุ่นปรับแต่งพิเศษเพื่อลงแข่งใน Group 4 โดยเฉพาะ เป็นอีกครั้งที่นักแข่งเลือดสวีดิชแสดงฝีมืออย่างยอดเยี่ยม และมีลุ้นตำแหน่งแชมป์ อย่างไรก็ตามเมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง รถแข่งปอร์เช่ของ Waldegård มีความเสียหายเกิดขึ้นมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นปีกนก โช๊คอัพ รวมไปถึงเพลาขับ และในบางครั้งปัญหาเกิดขึ้นในจุดที่ห่างไกลจากทีมงานช่วยเหลือ หนุ่มสวีเดนเร่งความเร็วเต็มที่จนกระทั่งคว้าอันดับ 4 มาครอง ขณะที่ 2 คู่หูนักแข่งชาวแอฟริกาใต้ Vic Preston Jr. และ John Lyall จบการแข่งขันในตำแหน่งรองชนะเลิศ
งานตกแต่ง decal มีลวดลายพลิ้วไหวสีส้ม สีขาว และสีเทาดำที่ได้แรงบันดาลใจจากผู้สนับสนุนหลัก ซึ่งเป็นเฉดสีที่แฟนกีฬาความเร็วทั่วโลกคุ้นเคยดีจากแบรนด์ Martini Racing Team ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1958 ดีไซเนอร์ของปอร์เช่ยังคงเคารพในต้นฉบับการตกแต่งอันสง่างามดังกล่าว ด้วย decal ที่ไม่แตกต่างไปจากเดิม โดยติดตั้งหมายเลข 14 บริเวณบานประตู ตามหมายเลขของรถแข่งเจ้าของอันดับ 2 ที่ขับขี่โดย Vic Preston Jr. ชุดตกแต่ง Rallye 1978 decal จำหน่ายราคาเริ่มต้น 585,000 บาท
สามารถสั่งซื้อชุดตกแต่ง decal ทั้งหมดได้จาก Porsche Exclusive Manufaktur ในส่วนของชุดตกแต่ง decal Rallye 1971 และ Rallye 1974 สามารถสั้งซื้อผ่าน Porsche Tequipment ที่ศูนย์ยริการ Porsche Centres Bangkok
NETA ตั้งเป้าส่งมอบ NETA V ให้ลูกค้าคนไทย 10,000 คัน ภายในปี 2566
“ในส่วนของการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทย ถือว่าแบรนด์ NETA เป็นที่รู้จักอย่างรวดเร็ว ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของ NETA ในประเทศไทยรวมทั้งลูกค้าคนไทยที่มั่นใจในผลิตภัณฑ์ สำหรับในปี 2566 บริษัทฯ มั่นใจว่าตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศจะเติบโตขึ้นกว่า 100% จากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ รวมไปถึงทางเลือกที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น การมีสถานีชาร์จที่เข้าถึงง่ายและครอบคลุมหลายมากขึ้น ที่สำคัญต้นทุนการใช้งาน หรือ Cost of Ownership ที่น่าดึงดูดใจกว่ารถยนต์ทั่วไปในท้องตลาด โดยคาดการณ์ตลาดรวมไว้ประมาณ 25,000 – 30,000 คัน ซึ่ง NETAตั้งเป้าส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ลูกค้าคนไทย 10,000 คัน ดยจะเดินหน้าแผนงานในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งการแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ พร้อมเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นเพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ และให้คนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ของยานยนต์ไฟฟ้า นอกจากนี้จะให้การสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งให้เกิดระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่สมบูรณ์ในประเทศ รวมทั้งผลักดันในประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน” มร. เป่า จ้วงเฟย กล่าว
ในปี 2565 NETA มีความตั้งใจที่จะบรรลุข้อตกลงเพื่อลงนามเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภาครัฐ เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากมาตรการดังกล่าว โดยได้ร่วมมือกับ บริษัท บางชันเยนเนอเรลเอเซมบลี จำกัด หรือ BGAC ซึ่งมีประสบการณ์ในการประกอบรถยนต์ให้กับแบรนด์ต่างๆ มานานกว่า 50 ปี เข้าร่วมลงนามในข้อตกลงเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิต และพร้อมเดินหน้าโครงการประกอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่โรงงานประกอบรถยนต์บางชัน ในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เขตคันนายาว กรุงเทพฯ เพื่อรองรับกับความต้องการของตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ โดยจะเริ่มสายพานการผลิตได้ภายใน ปี 2567
สำหรับปี 2565 ที่ผ่านมา NETA ได้เปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการพร้อมแนะนำ NETA V รถยนต์ City Car พลังงานไฟฟ้า 100% เป็นรุ่นแรกสู่ตลาดเมืองไทย โดยมีราคาจัดจำหน่ายอยู่ที่ 549,000 บาท* ซึ่ง บริษัทฯ ต้องขอขอบคุณคนไทยที่ให้การต้อนรับแบรนด์ NETA เป็นอย่างดี รวมไปถึงการให้การยอมรับ NETA V ในฐานะ Touchable Smart EV ทำให้มียอดจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยเป็นอย่างสูงสำหรับความล่าช้าในการส่งมอบ NETA V ให้กับลูกค้าของ NETA ทุกท่าน โดยปีที่ผ่านมาสามารถส่งมอบ NETA V ให้กับลูกค้าในประเทศไทย 989 ท่าน ทั้งนี้บริษัทฯ ตระหนักดีถึงความต้องการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าของลูกค้า และมิได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยจะดำเนินการอย่างสุดความสามารถในการเร่งส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ให้กับลูกค้าทุกท่านโดยเร็วที่สุด
ปัจจุบัน NETA มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว 24 แห่ง ครอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองใหญ่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมไปถึงการเปิดให้บริการ NETA SPACE (เนต้า สเปช) ภายในพื้นที่ศูนย์การค้าเพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยวางเป้าหมายขยายเพิ่มเป็น 30 แห่ง เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขาย โดยมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการฝึกอบรมความพร้อมเจ้าหน้าที่สำหรับดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ การจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้สามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที รวมไปถึงการให้คำแนะนำด้านผลิต และความรู้พื้นฐานด้านการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมบริการช่วยเหลือลูกค้ากรณีฉุกเฉินผ่าน NETA Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับภูมิภาคอาเซียนนอกจากจะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกแล้วยังสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานในระดับสากลของ NETA โดยบริษัทฯได้เริ่มแผนขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ภายใต้แผนกลยุทธ์ดังกล่าวประเทศไทยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลกและรายใหญ่ที่สุดของอาเซียนอีกทั้งยังมีนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรมถูกวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางของการดำเนินธุรกิจของ NETA ในภูมิภาคนี้ และพร้อมเดินหน้าขยายสู่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยภายหลังจากการเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย NETA ได้ขยายการดำเนินงานไปยัง ลาว พม่า ภูฏาน เนปาล รวมไปถึงอิสราเอล ก่อนจะขยายไปยังประเทศในตะวันออกกลาง ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ยอดขาย NETA ในจีน เติบโต 118%
เป่า จ้วงเฟย กล่าวเสริมถึงผลการดำเนินงานใน NETA ในระดับสากลว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา NETA มีอัตราการเติบโตของยอดการจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสูงถึง 118% เมื่อเทียบกับปี 2564 โดยสามารถส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้ารวม 152,073 คัน ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นการส่งมอบให้กับลูกค้าในตลาดต่างประเทศ (นอกประเทศจีน) จำนวน 3,456 คัน โดย ปัจจุบัน NETA ได้ส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้กับลูกค้าแล้ว 250,000 คัน โดยยอดขายในปี 2565 ที่ผ่านมาคิดเป็น 61% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมดของ NETA นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจ ซึ่งความสำเร็จในปีที่ผ่านมาเป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ NETA ทั้งในด้านการสร้างความเชื่อมั่นในแบรนด์ ด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี ด้านกลยุทธ์การขาย ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย รวมไปถึงแผนการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ทำให้แบรนด์ NETA เป็นที่ยอมรับและได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก
ยอดการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในปี 2565 รวม 152,073 คัน แบ่งเป็นยอดการส่งมอบ
- NETA V จำนวน 98,847 คัน เติบโตขึ้น 99%
- NETA U จำนวน 51,021 คัน เติบโตขึ้น 155%
ในขณะที่ NETA S ได้ถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าไปแล้วจำนวน 2,205 คัน (นับตั้งแต่เริ่มการส่งมอบช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน 2565)
ทั้งนี้ บริษัทฯ จะร่วมปฏิรูปการใช้พลังงานใหม่รวมไปถึงมีส่วนร่วมในการจัดทำห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของโลก เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ครองแชมป์ยอดขายรถพรีเมียมอันดับ 1 สามปีซ้อน!
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องในการผลักดันธุรกิจให้ก้าวหน้าและครองความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นว่าความตั้งใจของเราตลอดปี พ.ศ. 2565 ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรม และการสร้างประสบการณ์ที่เยี่ยมยอดให้กับลูกค้าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แม้จะมีความท้าทายอย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา ทั้งเราเองและผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูและมินิอย่างเป็นทางการทุกคน ก็พิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเราสามารถก้าวข้ามสภาวะทางเศรษฐกิจที่มีความท้าทายไปได้และยังดำเนินธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเพื่อตอบรับการให้บริการที่ดีที่สุดเพื่อลูกค้าของเรา”
“กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่น่าดึงดูดใจซึ่งขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กำลังได้รับความนิยมอย่างยิ่งจากกลุ่มลูกค้า สะท้อนให้เห็นจากส่วนแบ่งทางการตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ระดับพรีเมียมที่สูงถึง 40.8% ด้วยยอดจดทะเบียน 535 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่าจากปีก่อนหน้า จาก 5 รุ่นที่เปิดตัวในตลาดไทย ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู iX3, บีเอ็มดับเบิลยู iX, บีเอ็มดับเบิลยู i4, บีเอ็มดับเบิลยู i7 และมินิ คูเปอร์ เอสอี นอกเหนือจากนั้น บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประสบความสำเร็จครั้งสำคัญในกลุ่มเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10.3% และยังคงสร้างผลงานที่แข็งแกร่งจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายด้วยยอดจดทะเบียนในปี พ.ศ. 2565 ทั้งหมด 1,293 คัน เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อนหน้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความนิยมที่เพิ่มขึ้นของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในกลุ่มลูกค้า และยังพร้อมก้าวเข้าสู่เซกเมนต์มอเตอร์ไซค์พลังงานไฟฟ้า 100% กับบีเอ็มดับเบิลยู CE 04 ที่เพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา”
“การครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยถึง 3 ปีติดต่อกันยังเป็นข้อพิสูจน์ถึงการทำงานหนักและความทุ่มเทของพนักงาน ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ และพันธมิตรทุกรายของเรา ที่ร่วมแรงร่วมใจในการสร้างความพึงพอใจระดับสูงให้แก่ลูกค้า ช่วยสร้างความภักดีต่อแบรนด์และความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จนส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานทางธุรกิจที่โดดเด่นในระยะยาว โดยในปีที่ผ่านมา เรายังได้คะแนนด้านความพึงพอใจของลูกค้า หรือ NPS Score เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในด้านการขายและบริการ ก้าวต่อไปข้างหน้า เราจะยังคงมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในทุกสิ่งที่เราทำ และจะยังคงให้บริการลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพที่เหนือกว่าพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อยกระดับประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับพวกเขา”
ในปี พ.ศ. 2565 บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยังคงเติบโตและครองตำแหน่งอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมระดับโลก โดยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์รวม 2,399,636 คันให้กับลูกค้าทั่วโลก ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยูก็ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งเช่นกันในประเภทรถยนต์ไฟฟ้า ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% เติบโตขึ้นเท่าตัวจากปี พ.ศ. 2564 ด้วยยอดส่งมอบรวม 215,755 คันจากบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ พุ่งสูงขึ้นถึง 107.7% และเมื่อรวมรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด มียอดส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 372,956 คันตลอดทั้งปี เพิ่มขึ้น 35.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดทำสถิติยอดขายสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์ของบริษัท ด้วยยอดส่งมอบมอเตอร์ไซค์และสกู๊ตเตอร์รวม 202,895 คันทั่วโลก
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มุ่งก้าวไปสู่ที่สุดแห่งอนาคต การเติบโตเชิงบวกของยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและการออกแบบที่เหนือกว่าใครของบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ตลอดจนชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลิตยนตรกรรมที่ตอบสนองความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป สิ่งนี้จึงเป็นเครื่องการันตีถึงตำแหน่งผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ในตลาดยานยนต์พรีเมียมไทย 3 ปีซ้อน
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทจะยังคงดำเนินงานตามแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับเป้าหมายระยะยาวในการสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการสร้างการเติบโตและการพัฒนาให้กับพนักงาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังมองไปข้างหน้าโดยมีเป้าหมายที่จะส่งมอบสุนทรียะแห่งการขับขี่ เทคโนโลยีอันล้ำสมัย และพลังแห่งทางเลือกให้แก่ลูกค้า และมั่นใจในศักยภาพที่จะขับเคลื่อนไปสู่ความสำเร็จแห่งอนาคต
‘เติม (รัก) ให้เต็ม 100’ ด้วย เชลล์ วี-เพาเวอร์ สูตรใหม่!
เชลล์ วี-เพาเวอร์ สูตรใหม่ ช่วยปกป้องการสะสมของคราบตะกรันในชิ้นส่วนสำคัญในระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์ เนื่องจากว่าคราบตะกรันสามารถสะสมได้ในเครื่องยนต์ทุกประเภทและลดทอนประสิทธิภาพและสมรรถนะการทำงานของรถ โดยเฉพาะเครื่องยนต์สมัยใหม่ซึ่งทำงานภายใต้แรงดันและอุณหภูมิที่สูงขึ้น จึงเสี่ยงต่อการเกิดคราบตะกรันในชิ้นส่วนสำคัญ เช่น หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง โดยที่การกำจัดคราบตะกรันเหล่านี้จะช่วยฟื้นฟูสมรรถนะเครื่องยนต์ให้กลับมาทำงานได้ถึง 100%
เรืองศักดิ์ ศรีธนวิบุญชัย กรรมการบริหาร ธุรกิจโมบิลิตี้ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เชลล์เปิดตัวเชลล์ วี-เพาเวอร์เป็นครั้งแรกทั่วโลกเมื่อ 20 ปีก่อน แม้ว่าปัจจุบันนี้สัดส่วนธุรกิจของเชลล์จะมีการให้บริการสถานีชาร์จพลังงานไฟฟ้าและพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่น้ำมันเบนซินและดีเซล จะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไปอีกหลายปีนับจากนี้ โดยเชลล์ วี-เพาเวอร์ สูตรใหม่ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั้งเก่า และใหม่ ให้ทำงานได้ดีขึ้นไปอีกขั้นจากน้ำมันสูตรก่อนหน้าที่เชลล์ได้คิดค้นและพัฒนา”
เชลล์ วี-เพาเวอร์ สูตรใหม่ ผ่านการทดสอบหลายขั้นตอนและได้รับการพิสูจน์ว่า สามารถเสริมสร้างสมรรถนะเครื่องยนต์และช่วยประหยัดน้ำมัน โดยส่วนประกอบในน้ำมันสูตรใหม่นี้ ยังได้รับการออกแบบมาให้สามารถใช้งานกับน้ำมันที่มีมวลชีวภาพสูง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เชลล์ วี-เพาเวอร์ เป็นน้ำมันเชื้อเพลิงหนึ่งเดียวที่ผู้นำด้านยานยนต์ให้ความไว้วางใจและแนะนำ รวมถึงทีมสคูเดอเรีย เฟอร์รารี่ (Scuderia Ferrari) บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์เอ็ม (BMW M series) และดูคาติ (Ducati) โดยน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ แก็สโซฮอล์ 95 สูตรใหม่ วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่สถานีบริการเชลล์ทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งนี้ เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล สูตรใหม่ จะพร้อมให้จำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ เชลล์ ได้นำกลยุทธ์ Music Marketing โดยได้รับเกียรติจากศิลปินชื่อดังของไทยอย่าง ป๊อด-ธนชัย อุชชิน และ ส้ม-มารี เออเจนี เลอเลย์ มาขับร้องเพลงพิเศษโดยเฉพาะสำหรับแคมเปญนี้ ในชื่อเพลง “เติม (รัก) ให้เต็ม 100” พร้อมกิจกรรมการตลาด โปรโมชัน และแคมเปญให้กับผู้ขับขี่ได้ ‘สัมผัสถึงพลัง ทุกครั้งที่ขับ’ ตลอดทั้งปี ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับน้ำมันเชลล์ วี-เพาเวอร์ สูตรใหม่ ได้ที่ www.shell.co.th
เปิดประสบการณ์ Yankii Robatayaki and Bar บาร์สไตล์โรบาทายากิใจกลางกรุง!
Yankii มีจุดกำเนิดจากแนวคิดการผสมผสานระหว่างคำว่า Legacy (มรดก) เข้ากับคำว่า Rebellion (ขบถ) ผสานเข้ากับการรักษาเสน่ห์ของอาหารที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม และนำมาประยุกต์เข้ากับความท้าทายใหม่ๆ เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารให้พิเศษมากยิ่งขึ้น
ชั้นบนของร้านถูกจัดที่นั่ง 30 ที่ล้อมรอบเคาน์เตอร์ติดกับเตาย่าง Robata โดยเราสามารถดูการทำอาหารของเชฟได้อย่างใกล้ชิด และอีกหนึ่งความโดดเด่นของ Robatayaki Cuisine ที่ Yankii คือการเสิร์ฟอาหารบนไม้พาย พร้อมการส่งเสียงขณะเสิร์ฟอย่างแข็งขัน ผสานกับเสียงดนตรีฮิปฮอปสไตล์นิวยอร์กที่เข้ากันได้อย่างดีกับอาหารจานพิเศษจาก Yankii ที่จะมากระตุ้นต่อมรับรส นอกจากนี้ยังมีกิมมิคการสั่นระฆังเพื่อเสิร์ฟแก้วช็อตให้กับทั้งโต๊ะ ให้คุณคุมเกมความสนุกได้ตลอดทั้งคืน และความครื้นเครงพึ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

เมนูอาหารของ Yankii เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง อาหารย่างแบบยากิโทริ คุชิยากิ และโรบาตะของญี่ปุ่น เพื่อสร้างความน่าตื่นตาให้กับการย่างอาหารแบบสดใหม่ เสริมด้วยการหมักวัตถุดิบด้วยเครื่องเทศที่เดินทางมาจากทั่วโลก เมนูที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น ตับไก่หมักด้วยซอสแอฟริกันอาติโช้คต้นตำรับชาวเปรู และซอสชิมิชูรี สันคอหมูปรุงรสด้วยซอสบาร์บีคิวเกาหลี โคชูจัง และแซลมอนปรุงรสสไตล์โรบาตะ หมักด้วยซอสชิโปเล่จากเม็กซิโก

นอกจากนั้นยังมีค็อกเทลบาร์ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้นล่างของร้าน ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากร้านขนม Dagashi ในยุค 50 ของญี่ปุ่น แต่งแต้มด้วยสีสันที่สดใสของขนมลูกกวาด อันเป็นการผสมผสานวัฒนธรรมของสตรีทสุดฮิปของญี่ปุ่นที่ดูสนุกสนานแฝงด้วยศิลปะใต้ดิน พร้อมกับผสานความเป็น Yankii ด้วยการนำตู้สุ่มกาชา (Gacha) สไตล์วินเทจมาทำให้ทันสมัยมากขึ้น บาร์นี้เหมาะมากสำหรับการนัดพบกับเพื่อน คนสนิท ในโอกาสต่างๆ พร้อมเครื่องดื่มที่ผสมผสานเหล้าและค็อกเทลสไตล์ญี่ปุ่น เพื่อสร้างเป็นค็อกเทลที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่ไหน ที่ Yankii Robatayaki and Bar ซึ่งผ่านการคิดและออกแบบมาอย่างดี โดยตัวโลโก้ได้แรงบันดาลใจมาจากอาทิตย์อุทัยบนธงชาติของประเทศญี่ปุ่น ที่ช่วยตอกย้ำคอนเซ็ปต์การดีไซน์ของ Yankii ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เครื่องแบบพนักงานภายในร้าน ยังได้รับการออกแบบพิเศษโดยแบรนด์ Fah Chak ที่สะท้อนภาพลักษณ์ของแก๊งค์ไบค์เกอร์ยุค 80 ของญี่ปุ่น ตั้งแต่เสื้อแจ็คเก็ต และกางเกง ไปจนถึงงานปักที่ละเอียดและประณีตสวยงาม รวมไปถึงบรรยากาศภายในร้าน Yankii ที่มีการใช้แสงไฟโทนสีอบอุ่น ผสมผสานกับการเน้นแสงไฟนีออน สะท้อนวัฒนธรรมสตรีทของญี่ปุ่น ไปจนถึงผนังที่ตกแต่งด้วยโปสเตอร์ลายกราฟฟิตี้ ที่ช่วยให้ความรู้สึกผ่านงานดีไซน์ได้เป็นอย่างดี
“Yankii Robatayaki and Bar ได้รับแรงบันดาลใจมากจากผับในเมืองโตเกียว โดยผสมผสานการตีความที่ทันสมัยของอาหารสไตล์ Robatayaki ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ทั้ง สี กลิ่น และรสชาติที่โดดเด่น มาช่วยสร้างประสบการณ์ที่หาที่ไหนไม่ได้ให้กับการรับประทานอาหาร ซึ่งเรารู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสได้นำประสบการณ์ความบันเทิงในการรับประทานอาหารที่เป็นกันเอง และสนุกสนานเพลิดเพลินนี้ มายังกรุงเทพฯ โดยแขกทุกท่านจะได้พบกับอาหารต้นตำรับที่ไม่ธรรมดา ปรุงด้วยวัตถุดิบคุณภาพ โดดเด่นด้วยรสชาติที่จัดจ้านและเป็นเอกลักษณ์ พร้อมรับประกันความสนุกสนานมากมายที่ทุกท่านจะได้รับกลับไปอย่างแน่นอน” คุณ โรหิต สัชเดว์ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการของ Soho Hospitality กล่าว
**********
Yankii Robatayaki Grill and Bar ตั้งอยู่ที่โรงแรม Skyview Hotel Bangkok ชั้น G เลขที่ 12 ซอยสุขุมวิท24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ 10110 เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ – วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 18.00น. ถึง 02.00น.
ติดต่อจองโต๊ะได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02 821 6808 หรือช่องทางโซเชียลมีเดียของทางร้าน และเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.yankiirestaurant.com
Mercedes-Benz V 250 d Exclusive รถแวน 7 ที่นั่งที่มาพร้อมความหรูและสมรรถนะการขับขี่ที่ดีเยี่ยม!
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เริ่มต้นปี 2023 ด้วย Mercedes-Benz V 250 d Exclusive รถแวนอเนกประสงค์ 7 ที่นั่ง ระดับเฟิร์สคลาส โดยโมเดลนี้ถูกผลิตและนำเข้า (CBU) มาจากโรงงานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในเมืองบิโตเรีย-กัสเตอิซ (Vitoria-Gasteiz) ประเทศสเปน ซึ่งเป็นโรงงานผลิตรถแวนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก Mercedes-Benz V 250 d Exclusive จึงถือเป็นขั้นสุดของยนตรกรรมรถแวนที่เหมาะกับกลุ่มครอบครัว
Mercedes-Benz V 250 d Exclusive โดดเด่นในทุกมิติทั้งการออกแบบภายนอกและภายใน พื้นที่ใช้สอยในห้องโดยสาร พร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานที่อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร สมรรถนะและการขับขี่ที่ดีเยี่ยม รวมถึงเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยตามแบบฉบับของเมอร์เซเดส-เบนซ์ เจเนเรชั่นใหม่ โดยในรุ่น Exclusive ที่เป็นโมเดลโฉมปี 2023 จะได้รับการตกแต่งในสไตล์ Avantgarde และมีการออกแบบขนาดตัวถังแบบ Extra Long พร้อมกับเครื่องยนตร์ดีเซล 2.0 ลิตรเทอร์โบรหัสใหม่ และระบบส่งกำลังเกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด 9G-TRONIC PLUS
Mercedes-Benz V 250 d Exclusive เป็นรถแวนแบบ 3 ตอน 7 ที่นั่ง จัดรูปแบบการนั่งแบบ 2-2-3 โดยออกแบบตัวถังแบบ Extra Long ด้วยมิติตัวถังทั้งความกว้าง ความยาว ความสูง อยู่ที่ 1,928 x 5,370 x 1,909 มม. ทำให้มีพื้นที่ใช้สอยในส่วนของพื้นที่โดยสารและพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่มากขึ้น โดยมีความจุสัมภาระสูงสุด 1,410 ลิตร และความจุถังน้ำมัน 70 ลิตร
ส่วนการตกแต่งภายนอกจะคงความภูมิฐานและแฝงด้วยความสปอร์ตด้วยการตกแต่งแบบ Avantgarde รอบคัน รวมถึงล้ออัลลอยด์ 5-Twin Spoke ขนาด 18 นิ้ว พร้อมไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light System ที่จะปรับลำแสงตามสภาพแวดล้อมแบบอัตโนมัติ และ Day Time Running Light รวมถึงการติดตั้งระบบไฟฟ้าสำหรับประตูบานเลื่อนของผู้โดยสารตอนที่ 2 และประตูท้าย (EASY-PACK tailgate) พร้อมติดตั้งระบบกันสะเทือนแบบ AGILITY CONTROL ช่วยซับแรงกระแทกและทำให้ช่วงล่างมีความนุ่มนวลยิ่งขึ้น
ในด้านของสมรรถนะเครื่องยนต์และระบบการส่งกำลัง Mercedes-Benz V 250 d Exclusive มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4 สูบ ขนาด 1,950 ลิตร ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เจเนเรชั่นล่าสุดของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่สามารถรีดพละกำลังสูงสุด 190 แรงม้า ที่ 4,200 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 440 นิวตัน-เมตร ที่ 1,350 – 2,400 นาที สามารถทำอัตราเร่งจาก 0 – 100 กม./ชม. ได้ในระยะเวลาเฉลี่ย 9.6 วินาที มีความเร็วสูงสุดโดยประมาณที่ 205 กม./ชม. โดยมีระบบส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 จังหวะ (9G-TRONIC PLUS) ที่มีจุดเด่นในการรักษาระดับการทำงานของรอบเครื่องยนต์ให้ต่ำ และช่วยให้จังหวะการเร่งเครื่องมีความต่อเนื่องมากยิ่งขึ้น เหมาะกับการขับขี่ในทุกสภาพถนน
Mercedes-Benz V 250 d Exclusive มีการติดตั้งฟังก์ชั่นการใช้งานที่มอบความสะดวกสบายให้ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ภายในติดตั้งพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นที่สามารถควบคุมการใช้งานต่างๆ ภายในรถได้อย่างอัจฉริยะ พร้อมเสริมความสนุกในการขับขี่ด้วยแป้นควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (DIRECT SELECT gearshift paddles) สำหรับการตกแต่งภายในมีการหุ้มเบาะด้วยหนัง Lugano สีดำ ตกแต่งคอนโซลด้วยลวดลาย pinstripe effect ที่มีความลงตัวรับกับหน้าจอหลักบนคอนโซลกลางที่เป็นจอมัลติมีเดียขนาด 10.25 นิ้ว ใช้ระบบเชื่อมต่อแบบ Smart Phone Integration รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto รวมถึงระบบ MBUX (Mercedes-Benz User Experience) ที่ผสานการทำงานของระบบมัลติมีเดียเข้ากับเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI เพื่อเรียนรู้และจดจำพฤติกรรมของผู้ขับขี่ และควบคุมระบบความบันเทิงผ่านคำสั่งเสียง พร้อมยกระดับบรรยากาศที่ดีเยี่ยมในห้องโดยสารด้วยคุณภาพของระบบเสียงรอบทิศทางแบบ Burmester และแสงไฟ Ambient Light แบบปรับเฉดสีได้ 3 สี
นอกจากความสะดวกสบายในด้านของฟังก์ชันการใช้งานและระบบความบันเทิงต่างๆ Mercedes-Benz V 250 d Exclusive ยังโดดเด่นด้านความสบายในห้องโดยสาร โดยที่นั่งผู้โดยสารตอนหน้าเป็นเบาะปรับไฟฟ้าพร้อมและสามารถตั้งค่าหน่วยความจำ (memory seat) ได้ด้านละ 3 ตำแหน่ง ในส่วนที่นั่งของผู้โดยสารตอนหลังแถวที่ 1 จะเป็นรูปแบบ Luxury captain seat แยกซ้าย-ขวา ปรับด้วยไฟฟ้าและหน่วยความจำ 2 ตำแหน่ง พร้อมระบบนวดหลัง ระบบระบายอากาศ และระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบแยกโซน โดยมีระบบ THERMOTRONIC สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า และระบบ TEMPMATIC สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
ความปลอดภัยในการขับขี่และการโดยสารเป็นสิ่งที่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกับรถยนต์ในกลุ่ม V-Class ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มคนที่มีครอบครัว ดังนั้นเทคโนโลยีต่างๆ ใน Mercedes-Benz V 250 d Exclusive จึงมีทั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานและระบบความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงอุปกรณ์ที่เสริมความปลอดภัย อาทิ ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติแบบแอคทีฟ (Active Brake Assist) ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ ATTENTION ASSIST ระบบเปิด-ปิด ไฟสูงอัตโนมัติ (Automatic headlight assist) เซ็นเซอร์ปัดน้ำฝน (Rain sensor) เซ็นเซอร์ช่วยในการนำรถเข้าจอด (PARKTRONIC) ถุงลมนิรภัยและม่านถุงลมนิรภัยรอบคัน พร้อมเทคโนโลยีกล้องแสดงภาพแบบรอบทิศทาง (360º Camera)

Mercedes-Benz V 250 d Exclusive วางจำหน่ายแล้วในราคา 5,400,000 บาท
- เครื่องยนต์ ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ 16 วาล์ว เทอร์โบ ขนาด 1,950 ซีซี
- แรงม้าสูงสุด (แรงม้า/รอบต่อนาที) 190/4,200
- แรงบิดสูงสุด (นิวตันเมตร/รอบต่อนาที) 440/1,350-2,400
- อัตราเร่ง 0-100 (กม./ชม.) 9.6 วินาที
- ความเร็วสูงสุด (กม./ชม.) 205
โดยมีสีตัวถังให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีขาว (Crystal white) สีแดง (Hyacinth red metallic) สีเงิน (Brilliant silver metallic) สีดำ (Obsidian black metallic) สีเทา (Pebble grey) และสีเทาเข้ม (Dark graphite grey metallic)
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม รวมถึงข้อเสนอพิเศษต่างๆ ได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ
