เตรียมพบกับ MG4 รถไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดค่าย MG!

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ EV เตรียมส่ง NEW MG4 ELECTRIC รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมคอมเซ็ปต์ “ICON” นิยามของการเป็น ต้นแบบ และมาตรฐานใหม่ของรถ EV ที่ขับสนุก โดดเด่นด้วยระบบขับเคลื่อนล้อหลัง ถือเป็นอีวีสายพันธุ์แท้ด้วยนวัตกรรม NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM มั่นใจด้วยระบบความปลอดภัย ADVANCED SYNCHRONIZE PROTECTION SYSTEM ให้อุ่นใจในทุกการขับขี่ภายใต้มาตรฐานเดียวกับโกลบอลโมเดลด้วย 4 จุดเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่

NEBULA PURE ELECTRIC PLATFORM โครงสร้างเนบิวลาที่พัฒนาขึ้นเพื่อยนตรกรรมไฟฟ้าโดยเฉพาะ ครั้งแรกของ เอ็มจี กับการเปิดตัวนวัตกรรมแพลตฟอร์มที่ถูกออกแบบเพื่อรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ มีความยืดหยุ่นในการนำไปปรับใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าได้หลายเซกเมนต์ ไปจนถึงความสามารถในการรองรับแบตเตอรี่ได้หลากหลายความจุ ที่นอกจากยกระดับการปกป้องแบตเตอรี่แล้ว พื้นที่ภายในห้องโดยสารยังกว้างขวางมากขึ้นด้วย ซึ่ง NEW MG4 ELECTRIC ถือเป็นรถไฟฟ้ารุ่นแรกที่ใช้แพลตฟอร์มนี้

FUN TO DRIVE อีวีที่ขับสนุกและทรงประสิทธิภาพ NEW MG 4 ELECTRIC มอบประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกและเร้าใจด้วยขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังสูงสุด 170 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร มาพร้อมกับเทคโนโลยี RUBIK’s CUBE BATTERY ขนาดความจุ 51 kWh จัดเรียงเซลล์แบบแนวนอนและระบายความร้อนด้วยระบบ Liquid Cooling system สามารถวิ่งในระยะทางไกลสูงถึง 425 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน NEDC) และช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ในขณะชะลอรถ ด้วยระบบ KERS (Kinetic Energy Recovery System) 4 ระดับ ได้แก่ ระดับ ต่ำ กลาง สูง และ แบบแปรผันตามการขับขี่ (ADAPTIVE)

ผสานกับการกระจายน้ำหนักแบบสมมาตรที่ 50:50 พร้อมตัวถังมีจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำ (LOW CENTRE OF GRAVITY) สอดคล้องกับช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ แมคเฟอร์สันสตรัทและด้านหลังอิสระแบบ 5-Link Suspension ที่ช่วยลดแรงสั่นสะเทือนจากพื้นผิวถนนและยังเพิ่มประสิทธิภาพในการเกาะถนนได้ดียิ่งขึ้น สะดวกกับการขับขี่ในพื้นที่ตัวเมืองได้อย่างคล่องแคล่วด้วย รัศมีวงเลี้ยวเพียง 5.3 เมตร และมี Overhang ด้านหน้าและหลังของรถที่สั้น

CONVENIENT TO USE รถอีวี ใช้งานสะดวก ด้วยโหมด INTELLIGENT SMART ACCESS ที่ให้ผู้ขับขี่สามารถสตาร์ทรถได้อัตโนมัติเพียงเหยียบเบรก และเพื่อประสบการณ์การขับขี่ที่ต่อเนื่อง รองรับการชาร์จไฟกระแสตรง DC สูงสุด 88kW และการชาร์จแบบเร็ว หรือ Quick charge จาก 10% – 80% ในเวลาเพียง 35 นาที พร้อมเปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้เป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายนอกรถด้วยระบบ V2L

GLOBAL SAFETY ขับขี่อย่างมั่นใจในทุกเส้นทางด้วย ระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป ADVANCED SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM ถึง 26 ระบบ ซึ่งครอบคลุมทั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระบบช่วยเตือนอุบัติเหตุจากมุมอับสายตา และระบบช่วยควบคุมการขับขี่ อาทิ ระบบช่วยเบรกขณะถอย (RCTB) ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (Autonomous Emergency Braking) ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (Driver Monitor System) ที่ช่วยเสริมความปลอดภัยไปอีกขั้น เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i–SMART ที่ช่วยยกระดับคุณค่าและประสบการณ์การขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า เอ็มจี ไม่ว่าจะเป็น ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (Smart Check) ที่ครอบคลุมระบบตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่และการชาร์จ ไปจนถึงการค้นหาสถานีชาร์จ โดยล่าสุดได้เปิดตัวฟีเจอร์ BATTERY DOCTOR บนแอพพลิเคชั่น MG THAILAND บันทึกและวิเคราะห์ พฤติกรรมการใช้งาน พร้อมให้คำแนะนำในการดูแลรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งาน ท้ายที่สุด ยังช่วยให้การเชื่อมต่อทุกไลฟ์สไตล์ง่ายยิ่งขึ้นด้วยระบบสั่งการอัจฉริยะ (Smart Command) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Smart Connect)

NEW MG4 ELECTRIC ประกอบด้วย 2 รุ่นย่อย ได้แก่ รุ่น D และรุ่น X โดยมีสีตัวถังให้เลือกถึง 5 สี คือ สีฟ้า (Brighton Blue) สีดำ (Black Knight) สีแดง (Scarlet Red) สีเทา (Andes Grey) และสีขาว (Arctic White)  ตกแต่งภายในด้วยสีดำ (Black) ในรุ่น D และสไตล์ทูโทนเทาดำ (Grey & Black) ในรุ่น X

พงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าจากจุดเริ่มต้นในการเป็นผู้นำและผู้บุกเบิกให้กับตลาดยานยนต์ EV สู่ประเทศไทยกับ MG ZS EV จนถึงปัจจุบันที่เราพร้อมนำเสนอ NEW MG4 ELECTRIC ที่จะเข้าเติมเต็มและพลิกโฉมวงการยานยนต์ไฟฟ้าอีกครั้งกับ “The First Rear Wheel Drive EV” พร้อมกับนวัตกรรมอันล้ำสมัยที่ทางเอ็มจีได้พัฒนา ที่นอกจากจะมัดรวมความคุ้มค่าทั้งด้านดีไซน์ที่สะดุดตาและเป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ให้ประสบการณ์การขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าสนุกและคล่องตัวยิ่งขึ้นอีกด้วย และยังให้ความมั่นใจในด้านความปลอดภัยเมื่ออยู่บนท้องถนน โดยนอกจากความมุ่งมั่นในการก้าวสู่การเป็นผู้ริเริ่มของตลาดรถยนต์ EV แล้ว เอ็มจียังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้กับลูกค้าที่ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ด้วยการพัฒนาสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทุกพื้นที่มากกว่า 128 แห่งทั่วประเทศ และสร้างความมั่นใจด้วยศูนย์บริการที่สามารถรองรับรถยนต์ไฟฟ้าจาก เอ็มจี ได้ทุกรุ่นกว่า 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าก้าวเข้าสู่ยุคของรถยนต์พลังงานสะอาดได้มั่นใจยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่สนใจสามารถจับจอง NEW MG4 ELECTRIC ก่อนใคร ผ่านแอพพลิเคชัน MG THAILAND และเว็บไซต์ onlinebooking.mgcars.com ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2565 เวลา 09.00 . จนถึง วันที่ 29 พฤศจิกายน 2565 นี้ 23.59 . พร้อมรับข้อเสนอพิเศษ! อุปกรณ์เชื่อมต่อกระแสไฟ V2L มูลค่า 10,000 บาท ร่วมสัมผัสการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการของ NEW MG4 ELECTRIC ได้ภายในงาน Thailand International Motor Expo 2022 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2565


เมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมทำตลาดรถยนต์ระดับอัลตร้าลักชัวรี ‘Mercedes-Maybach’ ในไทย!

เมอร์เซเดส-เบนซ์ เดินหน้าทำตลาดรถยนต์ Mercedes-Maybach ในประเทศไทย หลังได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายที่สะท้อนให้เห็นทิศทางการเติบโตของยานยนต์ระดับอัลตร้าลักชัวรีในประเทศไทย พร้อมประกาศเปิดไลน์การประกอบรถยนต์ Mercedes-Maybach รุ่นปลั๊กอินไฮบริดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เป็นหนึ่งในสองประเทศแรกในโลกร่วมกับประเทศจีนที่ได้เริ่มทำตลาดยานยนต์ระดับอัลตร้าลักชัวรีรุ่นนี้ ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์วางแผนส่งมอบให้กับลูกค้าภายในไตรมาสแรกของปี 2566

เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเผยแนวทางใหม่ในการสร้างสรรค์บูธเมอร์เซเดส-เบนซ์สำหรับงาน Motor Expo 2022 ที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปี ทั้งการเลือกใช้ “ดิจิทัลไกด์” ผู้ให้คำแนะนำเรื่องรถยนต์ที่รู้จริงแบบไม่จำกัดเพศ การสร้างสรรค์บูธแบบอินเทอร์แอคทีฟภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond” และไฮไลต์ของรถยนต์หลากหลายรุ่น อาทิ EQS 500 4MATIC AMG Premium ยานยนต์พลังไฟฟ้า 100% รุ่นประกอบในประเทศ Mercedes-AMG SL 43 รถสปอร์ตขุมพลังแรงเวอร์ชันใหม่ของรุ่นที่เป็นตำนานที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย และ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมโรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “วันนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความยินดีที่จะประกาศการเดินหน้าการทำตลาดโดยมีแผนการประกอบรถยนต์ Mercedes-Maybach ในประเทศ เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในประเทศไทยได้สัมผัสกับที่สุดของความเป็นยนตรกรรมระดับอัลตร้าลักชัวรีที่มอบความหรูหราจากเมอร์เซเดส-มายบัคได้อย่างเต็มที่ ซึ่งความพิเศษก็คือ ไทยจะเป็นหนึ่งในสองประเทศแรกในโลก ร่วมกับประเทศจีน ที่จะเริ่มทำตลาดรถยนต์ Mercedes-Maybach รุ่นปลั๊กอินไฮบริดภายในประเทศ ก่อนหน้านี้เมอร์เซเดส-มายบัคได้เปิดตัวเอสยูวีระดับอัลตร้าลักชัวรีรุ่น “Mercedes-Maybach GLS 600 4MATIC Premium” ที่ถือเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมถึงการแนะนำ “Mercedes-Maybach S 580 4MATIC Premium” รุ่นประกอบนอก โดยที่ผ่านมาได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม

วันนี้ เรายังจะเพิ่ม Mercedes-Maybach S 680 4MATIC Premium เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ของยนตรกรรมสุดหรูหราในตระกูลนี้ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟิร์สคลาสและความสะดวกสบายเหนือระดับให้กับลูกค้าอีกหนึ่งรุ่น ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดและจับจองได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการแบบเอ็กซ์คลูซีฟทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป, ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์, สตาร์แฟลก และทีทีซี มอเตอร์ ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า นอกจาก Mercedes-Maybach จะเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรมที่ทั้งหรูหรา สะดวกสบาย และพร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบรับทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริงแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นว่า ตลาดรถยนต์ระดับอัลตร้าลักชัวรีในประเทศไทยนั้นเติบโตไปในทิศทางที่ดี และด้วยความพรั่งพร้อมในทุก ๆ ส่วน ทั้งในด้านการผลิต การจัดเตรียมอะไหล่ ตลอดจนการบริการหลังการขายจากทีมงานที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างเข้มข้นภายใต้มาตรฐานระดับสากล นี่จึงเป็นที่มาให้เรามีแผนในการประกอบรถยนต์ Mercedes-Maybach ในประเทศไทย”บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เมอร์เซเดส-เบนซ์มีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้กำหนดเทรนด์ใหม่ๆ ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยอยู่เสมอ นั่นจึงเป็นที่มาของการริเริ่มทำสิ่งใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ของเราภายในการจัดงานแสดงรถยนต์ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รวมทั้งในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ที่กำลังจะมาถึงในช่วงเดือนธันวาคมนี้ เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้ “ดิจิทัลไกด์” เพื่อให้คำแนะนำและนำเสนอข้อมูลรถยนต์ด้วยความเชี่ยวชาญในรูปแบบดิจิทัล โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเพศใด การนำเสนอบูธเมอร์เซเดส-เบนซ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Vision of the Beyond ” ในรูปแบบอินเทอร์แอคทีฟ ด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำที่ลูกค้าสามารถเข้ามาโต้ตอบกับ AI Artist โดยจะแสดงข้อความต้อนรับเข้าสู่บูธแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ดื่มด่ำกับประสบการณ์ใหม่ของการเลือกชมรถยนต์รุ่นใหม่ได้อย่างสอดคล้องกับตัวตน และไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนอย่างเต็มที่ผ่านแพลตฟอร์ม Midjourney นอกจากนี้ยังมีไฮไลต์รถยนต์ใหม่มากมายไม่ว่าจะเป็นยนตรกรรมไฟฟ้า 100% ที่ประกอบในประเทศอย่าง “EQS 500 4MATIC AMG Premium” รวมถึง “Mercedes-AMG SL 43” ยานยนต์สปอร์ตพลังแรงตามแบบฉบับรถยนต์เอเอ็มจีที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย และ “Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic” ยานยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยม”

สำหรับไฮไลต์ของรถยนต์รุ่นใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ลูกค้าจะได้พบภายในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 39 ได้แก่

‘EQS 500 4MATIC AMG Premium’ ยานยนต์ไฟฟ้าคันแรกจากแบรนด์ Mercedes-EQ ที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมเปิดไลน์การผลิตภายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยรถยนต์คันนี้รังสรรค์ขึ้นด้วยแพลตฟอร์มของยานยนต์ไฟฟ้าใหม่ในทุกรายละเอียด ทั้งการออกแบบโครงสร้างทางวิศวกรรม เรื่อยไปจนถึงดีไซน์ภายนอกและภายในที่สะท้อนเอกลักษณ์ของความเป็นยานยนต์สำหรับโลกอนาคตจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ โดยมาพร้อมขุมพลังไฟฟ้า 100% จากมอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวพร้อมความจุของแบตเตอรี่ขนาด 108.4 kWh ให้กำลังสูงสุด 449 แรงม้า พร้อมแรงบิดสูงสุด 828 นิวตันเมตร ให้อัตราเร่งที่ยอดเยี่ยมจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลา 4.8 วินาที พร้อมทำความเร็วสูงสุดได้ 210 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งด้วยความจุของแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ทำให้รถยนต์คันนี้สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 702 กิโลเมตร (WLTP) ต่อการชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 1 ครั้ง

‘Mercedes-AMG SL 43’ รถยนต์สปอร์ตขุมพลังแรงเวอร์ชันใหม่ของรุ่นที่เป็นตำนานจากแบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่แฟนเมอร์เซเดส-เบนซ์ตัวจริงรอคอย กับความเป็นที่สุดในทุกด้าน ทั้งความสะดวกสบายในทุกสัมผัส อารมณ์ความรู้สึกสปอร์ตถึงขีดสุดจากภายนอกถึงภายใน และขุมพลังความแรงที่ไม่อาจต้านทานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ พร้อมเทอร์โบชาร์จ มอบพละกำลังในการขับขี่ตามแบบฉบับของรถยนต์เอเอ็มจี ด้วยกำลังสูงสุด 381 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ดีไซน์ภายนอกคือการบรรจบกันระหว่างเอกลักษณ์ความเป็นรถสปอร์ตพลังแรงและความเป็นรถยนต์ซีดานที่เปี่ยมด้วยความหรูหรา ส่วนห้องโดยสารภายในให้รายละเอียดที่โดดเด่นตามแบบฉบับของรถยนต์มอเตอร์สปอร์ต 2 ประตูพร้อมเบาะที่นั่งแบบ 2+2 ที่มอบความสะดวกสบายสูงสุดสำหรับการขับขี่ในทุก ๆ วัน โดยเฉพาะการมาพร้อมระบบ MBUX เจเนอเรชันล่าสุด ที่พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ระดับเฟิร์สคลาสให้แฟนรถยนต์รุ่น SL ตัวจริงในทุกวินาทีที่อยู่ในห้องโดยสาร

‘Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic’ คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในตระกูล C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็นเจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง รถยนต์คันนี้ยังมาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ ส่วนดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น

ลูกค้าที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์ Mercedes-Maybach ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการแบบเอ็กซ์คลูซีฟทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป จำกัด, บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด, บริษัท สตาร์แฟลก จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์รุ่นอื่น ๆ ทุกรุ่นได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ


‘The Story from the North’ กับ ญาญ่า-อุรัสยา

ครั้งแรกของสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ในการเปิดตัวแคมเปญ ‘The Story from the North’ พร้อมกับ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ ที่จะมาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของ Seafood from Norway ในประเทศไทย เพื่อสะท้อนความเป็นประเทศแห่งอาหารทะเลของนอร์เวย์และชักชวนให้คนไทยลองใช้อาหารทะเลจากนอร์เวย์ เช่น แซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ เป็นวัตถุดิบในเมนูอาหารไทย

ดร.อัสบีเยิร์น วาร์วิค เรอร์ทเว็ท ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เล่าว่า “คนไทยมีความคุ้นเคยกับวัฒนธรรมและอาหารญี่ปุ่นเป็นอย่างดี ในกรุงเทพฯ มีร้านอาหารญี่ปุ่นกระจายอยู่กว่า 2,000 ร้าน[1] แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของซูชิและซาชิมินั้น ล้วนนำเข้ามาจากนอร์เวย์ทั้งสิ้น เราได้มีการพูดคุยกันถึงวิธีที่จะทำให้คนไทยได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องว่าปลาเหล่านี้มาจากนอร์เวย์ ไม่ใช่ญี่ปุ่นอย่างที่เข้าใจกัน แต่ความท้าทายคือหลายคนอาจจะยังไม่ค่อยได้สัมผัสว่านอร์เวย์เป็นอย่างไรหรือมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง และนี่คือที่มาของไอเดียในการพา ญาญ่า-อุรัสยา ไปเปิดประสบการณ์ที่นอร์เวย์และเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลของเรา เพื่อกลับมาแชร์ให้ทุกคนในประเทศไทยได้รับรู้ ไม่มีใครที่จะเหมาะสมไปกว่า ญาญ่า อีกแล้ว”

คลิปวิดีโอ ‘The Story from the North’ ความยาว 2:40 นาที เล่าถึงเรื่องราวของผู้คน ธรรมชาติ และความยั่งยืน ผ่านสายตาของ ญาญ่า-อุรัสยา ในบ้านหลังที่สองของเธอ นักแสดงลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ เป็นตัวแทนของสิ่งที่ดีที่สุดจากสองโลก ได้เดินทางไปนอร์เวย์เพื่อกลับสู่อ้อมกอดของครอบครัว ลองทำอาหารไทยกับเชฟเทเรียร์ ออมมุนเซนต์ ที่กรุงออสโล เห็นถึงความใส่ใจในความยั่งยืนและเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่กระชังปลาแซลมอนแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ล่าสุดใจกลางมหาสมุทรแอตแลนติกที่เวสเตอโรลน์ เดินขึ้นเขาที่โลโฟเทน ล่าแสงเหนือสุดอลังการ และสัมผัสประสบการณ์ที่อบอุ่นหัวใจกับคนท้องถิ่นที่ได้เจอตลอดทาง

ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ นักแสดงชื่อดังลูกครึ่งไทย-นอร์เวย์ และพรีเซนเตอร์คนแรกของ Seafood from Norway ในประเทศไทย กล่าวว่า “ทริปนี้เป็นทริปที่ญ่าประทับใจมาก เป็นความทรงจำที่จะอยู่ในใจตลอดไป รู้สึกดีใจที่ได้กลับบ้าน และไปเยือนสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อนอย่างโลโฟเทน ได้พบเจอผู้คนที่อบอุ่น เห็นธรรมชาติอันน่าทึ่ง และเรียนรู้เยอะมากเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารทะเลของนอร์เวย์ หลังจากกลับจากทริป ญ่ารู้สึกซาบซึ้งกับอาหารในจานมากขึ้นเลยค่ะเพราะได้ไปเห็นการเดินทางของปลาตั้งแต่อยู่ในฟาร์มและกระบวนการที่เข้มงวดที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของท้องทะเล ประเพณีและวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของผู้คน และความเคารพในธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง ญ่ายังเห็นว่าประเทศไทยและนอร์เวย์มีความคล้ายคลึงกันในหลายเรื่อง เราให้ความสำคัญกับครอบครัวมาก ๆ เราชอบที่จะมานั่งและสังสรรค์ร่วมกันบนโต๊ะอาหารเพื่อกินอาหารอร่อย ๆ ไม่ยากเลยที่อาหารทะเลจากนอร์เวย์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีเนื้อสัมผัสที่อร่อย จะสามารถนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในเมนูไทยได้ถูกปากคนไทยแน่นอนค่ะ”

ภายในงาน นางอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล เอกอัครราชทูตนอร์เวย์ประจำประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ได้ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และเชฟเทเรียร์ ออมมุนเซนต์ เจ้าของร้านอาหาร Plah และ Ahaan ในกรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ ประจำ Live Station นำเสนอเมนูพิเศษของญาญ่าที่ผสมผสานอาหารทะเลจากนอร์เวย์กับอาหารไทยอย่างลงตัว เมนูประกอบไปด้วย ยำส้มโอแซลมอนย่างกับมะพร้าวกรอบและหอมแดงทอด แซลมอนย่างราดน้ำจิ้มซีฟู้ด ปูจักรพรรดินอร์เวย์กับน้ำจิ้มซีฟู้ดและสมุนไพร และนอร์วีเจียนซาบะเคียงด้วยมะพร้าว มะกรูด พริก และน้ำปลา

นอร์เวย์เป็นผู้ผลิตแซลมอนแอตแลนติกอันดับหนึ่งของโลกและเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ที่สุด ประเทศแห่งอาหารทะเลอาศัยความพิถีพิถันและประเพณีที่มีมายาวนานของผู้คน ความเคารพในธรรมชาติ และนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน เพื่อเป็นผู้นำด้านการประมงของโลก นอร์เวย์ยึดมั่นในแนวทางการปฏิบัติที่เข้มงวด การติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอย่างยั่งยืน ด้วยประสบการณ์การเพาะเลี้ยงแซลมอนมากว่า 50 ปี ทำให้นอร์เวย์ส่งแซลมอนคุณภาพสูงไปทั่วโลกได้ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากนำปลาออกจากทะเล แซลมอนจากนอร์เวย์เป็นหนึ่งในสินค้าอาหารที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสูงที่สุดในโลก

# # #

เกี่ยวกับสภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์
สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เป็นบริษัทมหาชนภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการประมง สภาฯ ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของนอร์เวย์ เพื่อพัฒนาและขยายตลาดอาหารทะเลส่งออกจากนอร์เวย์ เป็นตัวแทนผู้ส่งออกอาหารทะเลและอุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศนอร์เวย์ เครื่องหมายการค้า “Seafood from Norway” เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงแหล่งกำเนิดของอาหารทะเลที่จับได้หรือเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของประเทศนอร์เวย์


IHG Hotels & Resorts จับมือ กอล์ฟ พิชญะ นำเสนอแพ็คเกจ “จะพักแบบไหนก็ตามใจคุณ”

IHG Hotels & Resorts จับมือ กอล์ฟ พิชญะ เพื่อมอบโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตให้กับสมาชิก IHG One Rewards ด้วยการเปิดตัวแพ็คเกจ “จะพักแบบไหนก็ตามใจ “กอล์ฟ พิชญะ” ให้สมาชิกสามารถทำการจอง ซึ่งแพ็คเกจนี้ประกอบไปด้วยประสบการณ์ที่ได้คัดสรรมาเป็นพิเศษ ณ โรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ โดยลูกค้าสามารถจองได้ตั้งแต่ 23 พฤศจิกายน 2565 ถึง 31 มกราคม 2566

เหล่าคนดังถือเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้ชีวิตในโรงแรม เพราะพวกเขามักจะเดินทางทั่วโลกและเปลี่ยนห้องพักให้เป็นสถานที่พักผ่อนส่วนตัวขณะเดินทางอยู่เสมอ วันนี้ IHG Hotels & Resorts ได้นำความเชี่ยวชาญของพวกเขาดังกล่าวมาปรับใช้ ‘กอล์ฟ พิชญะ’ เป็นหนึ่งในดาราที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี และผู้ที่ติดตามกอล์ฟจะรู้ว่าเขาเป็นผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว นับตั้งแต่ยุคที่เขาเป็นศิลปินดูโอ้คู่กับน้องชายอย่าง ไมค์ พิรัชต์ รวมถึงขณะที่เป็นนักแสดง กอล์ฟมักจะได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีในฐานะแขกพิเศษ

กอล์ฟ พิชญะ เล่าว่า “การเดินทางถือเป็นส่วนสำคัญในชีวิตเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว การที่รู้ว่ามีโรงแรมที่เข้าใจในสไตล์และสิ่งที่ผมชอบทำระหว่างการเข้าพักของผมนั้น ทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายและรู้สึกเพลิดเพลินไปกับเวลาของผมได้จริง ๆ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมรู้สึกตื่นเต้นมากเมื่อมีโอกาสได้ร่วมงานกับ IHG Hotels & Resorts กับการจัดแคมเปญ ‘จะพักแบบไหนก็ตามใจ กอล์ฟ พิชญะ’ ในครั้งนี้ และมันทำให้ผมสามารถแบ่งปันเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ แก่คนอื่นๆ เกี่ยวกับการเดินทางของผม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบุคลิกและความชอบของผมด้วย”

เจนนิเฟอร์ วิเวียน ผู้จัดการทั่วไป โรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ กล่าวว่า “โรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ เป็นโรงแรมที่มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและไม่เหมือนกับโรงแรมอื่นๆ ในกรุงเทพฯ เช่นเดียวกันกันโรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ สาขาอื่นๆ โรงแรมเราถือเป็นโรงแรมแห่งแรกภายใต้แบรนด์ที่เปิดให้บริการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยโรงแรมโฮเต็ล อินดิโก้ แต่ละที่จะมีเรื่องราว Neighborhood Story ที่เป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่งแต่ละโรงแรม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองผู้คน สถานที่ และประสบการณ์ที่ทำให้พื้นที่นั้นๆ ของพวกเขาไม่เหมือนใคร เช่นเดียวกันกับโรงแรม โฮเต็ล อินดิโก้ กรุงเทพ ถนนวิทยุ ที่มีการตกแต่งเป็นธีมสถานีวิทยุแห่งแรกของเมือง และอื่นๆ อีกมากมาย

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ร่วมงานกับ กอล์ฟ พิชญะ ผู้เป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์มากความสามารถของประเทศไทย และแสดงให้ลูกค้าของเราได้เห็นถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ที่พวกเขาสามารถเพลิดเพลินไปกับการเข้าพักในโรงแรมเราได้ ไม่ว่าจะเป็นการเพลิดเพลินไปกับการชื่นชมสถานที่และเสียงของสถานที่ หรือการพักผ่อนหลังจากวันที่ยาวนาน เรายินดีต้อนรับแขกทุกท่านอย่างอบอุ่น เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ประโยชน์สูงสุดจากการจองแพ็คเกจจะพักแบบไหนก็ตามใจ กอล์ฟ พิชญะ”นอกจากความสามารถด้านการแสดงและการร้องเพลงแล้ว กอล์ฟ พิชญะ ยังเป็นที่รู้จักในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่คอยแชร์ประสบการณ์การเดินทางกับแฟน ๆ ทางช่อง YouTube ของตน โดยกอล์ฟจะให้ข้อมูลอย่างละเอียดเกี่ยวกับการเข้าพักและวิธีผ่อนคลายเมื่อต้องเดินทาง ซึ่ง IHG Hotels & Resorts ได้นำมาปรับใช้ด้วยการสร้างแพ็คเกจประสบการณ์ “จะพักแบบไหนก็ตามใจ กอล์ฟ พิชญะ” ครั้งแรกในประเทศไทย

แพ็คเกจนี้นำเสนอการผสมผสานระหว่างสไตล์ความดั้งเดิมและร่วมสมัยของโรงแรม ร่วมกับความสร้างสรรค์ของกอล์ฟ ซึ่งประสบการณ์ในแพ็คเกจประกอบไปด้วย:

  • ชุดอาหารเช้าภายในห้องพัก เป็นเมนูที่กอล์ฟชื่นชอบ
  • ชุด DIY ม็อกเทล – Hole in One (ตั้งชื่อโดยกอล์ฟ)
  • ซันเซ็ตม็อกเทลและอาหารค่ำสุดพิเศษ สไตล์กอล์ฟที่ CHAR
  • ชุดบาธบอมกลิ่นดอกไม้ไทย

 แคมเปญ จะพักแบบไหนก็ตามใจคุณ ของโกลบอลได้เปิดตัวขึ้นครั้งแรกโดยการร่วมมือกับแขกรับเชิญพิเศษในประเทศสหรัฐฯ อย่าง จัสมิน ซัลลิแวน ศิลปินเจ้าของรางวัล GRAMMY และอดีตนักเทนนิสมือ 1 ของโลกอย่าง แอนดี้ ร็อดดิก และได้เปิดตัวไปทั่วโลก รวมถึงในประเทศสิงคโปร์ที่เปิดตัวความร่วมมือระหว่างแร็ปเปอร์หนุ่ม ยัง ราจา กับโรงแรม Holiday Inn Singapore Little India และที่ประเทศเวียดนามที่ได้นางแบบ-นักแสดงสาว Ninh Duong Lan Ngoc มาร่วมมือกับโรงแรม InterContinental Hanoi Westlake แคมเปญนี้ช่วยให้สมาชิก IHG One Rewards มีทางเลือกในการเข้าพักเพิ่มขึ้น คุ้มค่า และมีโอกาสดื่มด่ำกับประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร

แคมเปญนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับสมาชิกปัจจุบันและนักเดินทางรุ่นใหม่ การร่วมมือกับเหล่าคนดังแต่ละครั้งได้สร้างสรรค์มาเพื่อทำผู้คนรู้สึกดีที่ได้รับการดูแลในฐานะแขก ทั้งนี้ สไตล์การเดินทางของแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกัน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบไหน IHG เชื่อว่าเมื่อผู้คนได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและได้รับความเอาใจใส่ถึงสิ่งที่พวกเข้าชื่นชอบ พวกเขาจะรู้สึกถึงความเป็นอิสระที่ได้เป็นตัวของตัวเองและรับประโยชน์สูงสุดจากประสบการณ์การเดินทางของพวกเขา

เมื่อต้นปีนี้ IHG ได้เปิดตัวโปรแกรม IHG One Rewards ซึ่งเป็นโปรแกรมสะสมคะแนนใหม่ของแบรนด์ ช่วยให้สมาชิกมีทางเลือก เพิ่มมูลค่า และสามารถรับผลตอบแทนที่มากขึ้นกว่าเดิม โปรแกรม loyalty ที่ปรับปรุงใหม่นี้จะเชื่อมโยงสมาชิก IHG One Rewards กับพอร์ตโฟลิโอ IHG Hotels & Resorts ที่มีโรงแรมกว่า 6,000 แห่ง และ 17 แบรนด์ ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงโรงแรมที่อยู่ในหลุ่ม Luxury & Lifestyle ที่ใหญ่ที่สุดในโลก


มาเซราติ จับมือ บาร์บี้ เผยโฉม ‘เกรคาเล่’ SUV บาร์บี้สไตล์!

มาเซราติ ไอคอนรถยนต์สุดหรูแห่งอิตาลี จับมือกับบริษัทแมทเทล (Mattel, Inc.’s) ผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยการปล่อยผลงานมาสเตอร์พีซ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัดและคาแร็คเตอร์สุดล้ำ อันมีแรงบันดาลใจมาจากปรากฏการณ์ ‘บาร์บี้คอร์’ (Barbiecore) การร่วมมือครั้งนี้ถูกถ่ายทอดผ่าน มาเซราติ เกรคาเล่ รุ่นอัลตร้า ลิมิเต็ดเอดิชัน ซึ่งเป็น SUV ใหม่ล่าสุดจากอิตาลี

มาเซราติ เกรคาเล่ บาร์บี้ รุ่นอัลตร้า ฟัวริเซรี ลิมิเต็ดเอดิชัน (ultra-limited Fuoriserie edition) จะวางจำหน่ายในฐานะรถยนต์คัสตอม 2 คันทั่วโลก คันแรกถูกจัดให้เป็นหนึ่งในของขวัญแฟนตาซีของห้างนีแมน มาร์คัส ประจำปี 2565 (Neiman Marcus Fantasy Gifts 2022) ซึ่งมีการเผยโฉมครั้งแรกภายในงานปาร์ตี้ต้อนรับเทศกาลวันหยุดของห้างสุดหรู ณ เมืองลอสแอนเจลิส รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายในประเทศสหรัฐอเมริกา จะถูกมอบให้กับโครงการ Barbie Dream Gap* โดยบริษัทผู้ผลิตตุ๊กตาบาร์บี้ ได้จับมือร่วมกับองค์กรการกุศลระดับโลก เพื่อส่งเสริมโอกาสและความเท่าเทียมทางเพศ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับการเปิดตัวรถยนต์คัสตอมคันที่ 2 ได้ในปี 2023มาเซราติ เกรคาเล่ บาร์บี้ นับเป็นผลงานศิลปะชั้นยอด ที่ถูกออกแบบด้วยโปรแกรม ฟัวริเซรี คัสตอมไมซ์ ของค่ายตรีศูล (Trident’s Fuoriserie customization program) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ที่หลงใหลในรถยนต์สุดหรูจากประเทศอิตาลี ได้ใส่แพสชันและความคิดสร้างสรรค์ลงไปในตัวรถยนต์ตามสไตล์และความชื่นชอบของตนเอง

ฟัวริเซรี มาเซราติ เกรคาเล่ รุ่นโทรฟิโอ (Trofeo) ถูกกระตุ้นอะดรีนาลีนความแรงด้วยกำลัง 530 แรงม้า และเครื่องยนต์ วี6 สูบ เน็ททูโน ทุกรายละเอียดของรถยนต์ในฝันคันนี้ ถูกรังสรรค์ด้วยสีชมพูอันเป็นเอกลักษร์เฉพาะตัวของตุ๊กตาบาร์บี้และตัดกับเส้นสีเหลืองแบบพิเศษ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานบนสนามแข่งของ มาเซราติ

ภายนอกตกแต่งด้วยโลโก้ตุ๊กตาบาร์บี้และเคลือบสีเหลือบท็อปโค้ท เผยเอฟเฟกต์ให้เห็นสีรุ้งเมื่อแสงแดดตกกระทบ ห้องโดยสารสีดำเรียบหรูด้วยเบาะหุ้มหนังแท้ แผงหน้าปัด พรม และขอบประตูสีชมพู เช่นเดียวกับพนักพิงศีรษะที่มีโลโก้ ‘B’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เฉพาะของบาร์บี้

* ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2566 บริษัทแมทเทล (Mattel) จะมอบรายได้ 10% จากการขาย มาเซราติ เกรคาเล่ บาร์บี้ รุ่นโทรฟิโอ ให้กับโครงการ Barbie Dream Gap ผ่านเว็บไซต์ GoFundMe.org โดยรายได้ดังกล่าวไม่สามารถนำไปลดหย่อนภาษี สำหรับของของขวัญแฟนตาซีของห้างนีแมน มาร์คัส มีวางจำหน่ายให้กับผู้ที่อาศัยอยู่ใน 48 รัฐตอนล่างของประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ NeimanMarcus.com/FantasyGifts


ร่วมส่งกำลังใจ 3 ตัวแทนประเทศไทยหวดวงสวิงชิงชนะเลิศระดับโลกใน BMW Golf Cup National Final 2022

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย โดย อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมแสดงความยินดีแก่ 3 นักกอล์ฟสมัครเล่น แชมป์ประเทศไทยในการแข่งขัน BMW Golf Cup National Final 2022 ณ สนามกอล์ฟแบล็ค เมาเท่น กอล์ฟ คลับ หัวหิน ผู้ขนะทั้ง 3 ท่านจะได้ไปหวดวงสวิงชิงแชมป์ในสนามระดับโลกกับการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับโลก BMW Golf Cup World Final 2022 ในเดือนมีนาคม 2023 ณ สาธารณรัฐมอริเชียส โดยทั้งสามนักกอล์ฟสมัครเล่นนี้คว้าชัยจากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิ้นถึงกว่า 2,400 ท่านในทัวร์นาเมนต์ของปีนี้

ผู้ชนะเลิศตัวแทนประเทศไทยในแต่ละประเภทมีดังนี้

  1. ประเภท: Category Men 1 (แฮนดิแคป 0-12) – พงษ์กิจ โพธิ์งาม
    (37-36-73 (4), Stableford Score: 39)
  2. ประเภท: Category Men 2 (แฮนดิแคป 13-28) – ชัยวัฒน์ เจริญผล
    (41-42-83 (13), Stableford Score: 38)
  3. ประเภท: Category Lady (แฮนดิแคป 0-28) – จิรวรรณ ไชยยันต์บูรณ์
    (40-37-77 (7), Stableford Score: 38)

การแข่งขัน BMW Golf Cup ถือเป็นการแข่งขันกอล์ฟมือสมัครเล่นระดับเวิลด์คลาสที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเริ่มขึ้นครั้งแรกในปี 1982 ที่ประเทศอังกฤษ และได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นการแข่งขันกอล์ฟสมัครเล่นที่มีผู้เข้าแข่งขันมากกว่า 100,000 คน จากกว่า 50 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วม ทั้งนี้ ทีมประเทศไทยเคยคว้าแชมป์ระดับโลกมาแล้วสองปีต่อเนื่องกัน (2016 และ 2017)

ร่วมเป็นกำลังใจให้ทีมตัวแทนประเทศไทยสู่รอบชิงชนะเลิศระดับโลก และรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th


ยกพลขึ้นบก BMW i7 พร้อมรับงาน APEC 2022

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ส่งมอบรถยนต์ซีดานพรีเมียมไฟฟ้ารุ่นล่าสุด BMW i7 xDrive60 M Sport (First Edition) จำนวน 21 คัน ในฐานะโมบิลิตี้ พาร์ตเนอร์สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 อย่างเป็นทางการ เพื่อใช้ต้อนรับและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในช่วงระหว่างการประชุมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders’ Meeting 2022: AELM 2022) ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2565 นี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยูในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการดำเนินงานของไทยด้านการขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ‘FORWARDISM’

อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยเล่าว่า “การประชุม ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ นับเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่จุดหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมครั้งนี้ ในฐานะโมบิลิตี้ พาร์ตเนอร์อย่างเป็นทางการ ด้วยการสนับสนุน BMW i7 xDrive60 M Sport (First Edition) ที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัย มอบความสะดวกสบาย พร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ปี 2565 ในโอกาสนี้ เราขอขอบคุณกระทรวงการต่างประเทศที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเลือกใช้รถยนต์พลังงานสะอาด และนำมาใช้ต้อนรับและอำนวยความสะดวกกลุ่มผู้นำที่เข้าร่วมการประชุมระดับโลก พร้อมสนับสนุนการมุ่งสู่อนาคตที่ยั่งยืน ”

เอกอัครราชทูตธนาธิป อุปัติศฤงค์ หัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการ APEC 2022 Task Force เล่าว่า “การเป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมเอเปค ของไทย ภายใต้แนวคิดหลัก Open. Connect. Balance. หรือ “เปิดกว้างสร้างสัมพันธ์ เชื่อมโยงกัน สู่สมดุล” ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของกลุ่มผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผลักดันการพัฒนาและความเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้านทั้งทางด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เพื่อมุ่งสู่การส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) นับเป็นโอกาสครั้งสำคัญของประเทศไทยในการสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของแนวคิดนี้รวมไปถึงคำนึงถึงการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการ APEC 2022 Task Force และผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ ขอขอบคุณบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ที่สนับสนุนด้านการเดินทางให้กับผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ผ่านการสนับสนุน BMW i7 xDrive60 M Sport (First Edition) ในฐานะโมบิลิตี้ พาร์ตเนอร์สำหรับการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค 2022 อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นยนตรกรรมขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของการประชุมด้านความยั่งยืนและการคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างดี การประชุม ในครั้งนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคคล สังคม ไปจนถึงระดับประเทศอย่างครอบคลุมและสมดุล”

โดยตลอดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคนี้ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) ผู้จำหน่ายรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ได้รับความไว้วางใจจาก บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และกระทรวงการต่างประเทศ ให้เป็นผู้จัดสรร BMW i7 xDrive60 M Sport (First Edition) และอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางแก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคที่เข้าร่วมการประชุมครั้งสำคัญครั้งนี้

BMW i7 xDrive60 M Sport (First Edition) ยนตรกรรมที่นำพาอุตสาหกรรมยานยนต์เข้าสู่ยุคของการขับเคลื่อนแห่งอนาคต สะท้อนความโดดเด่นครบทุกด้าน ทั้งความหรูหราสง่างามอันเป็นเอกลักษณ์ ความสะดวกสบาย มอบสุดยอดประสบการณ์การขับขี่ ด้วยระบบบันเทิงภายในห้องโดยสารเหนือระดับอย่าง BMW Theatre Screen หน้าจอแบบพาโนรามาขนาด 31.3 นิ้ว มาในรูปแบบ 32:9 และความละเอียดระดับ 8K มาพร้อมระบบความปลอดภัยอัจฉริยะและเทคโนโลยีเหนือชั้นพร้อมระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าเต็มรูปแบบส่งเสริมแนวคิดด้านพลังงานสะอาด ตอกย้ำความเป็นผู้นำและมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนพร้อมทั้งวิสัยทัศน์อนาคตแห่งการขับเคลื่อนของบีเอ็มดับเบิลยู


‘Montivory’ เตือน! โลกหลัง ‘โควิด’ การแข่งขันเทคโนโลยีเดือดแบรนด์ต้องพร้อมก่อนตกขบวน

โลกหลังโควิด-19 จะเป็นโลกที่มีแนวโน้มการเกิด Digital Disruption ที่รุนแรงขึ้นในหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจการค้าที่ต้องปรับตัวเข้าสู่ Digital Commerce เพื่อให้ทันต่อกระแสความเปลี่ยนแปลงของวิถีโลกที่ผู้คนหันไปใช้ชีวิตในโลกออนไลน์มากขึ้น จากรายงานการวิจัยเศรษฐกิจดิจิทัลซึ่งจัดทำโดย Google, Temasek และ Bain & Company ชี้ว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia: SEA) กำลังก้าวเข้าสู่ “ทศวรรษแห่งดิจิทัล” จากจำนวนผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่มีมากกว่า 440 ล้านคน โดยเป็นผู้บริโภคบนแพลตฟอร์มดิจิทัลถึงกว่า 350 ล้านคน ทำให้คาดว่ามูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคนี้จะเติบโตได้ถึง 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 41 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 ขณะที่ประเทศไทยจะเติบโตได้ถึง 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.2 ล้านล้านบาท ภายในปี 2568สุปรีย์ ทองเพชร CEO ของ Montivory บริษัทที่ปรึกษาด้านปรับเปลี่ยนองค์กรไปสู่ความเป็นดิจิทัล หรือ Digital Transformation เปิดเผยว่า แนวโน้มดังกล่าวเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าตั้งแต่นี้ไปธุรกิจแบบ B2B B2C และ E-Commerce กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ D2C หรือ Direct-to-Consumer Commerce และกลายเป็นสมรภูมิการค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทย และเป็นปัจจัยผลักดันให้องค์กรไม่ว่าในระดับ SMEs หรือบริษัทขนาดใหญ่ ต้องเร่งนำธุรกิจไปสู่ความเป็นดิจิทัลที่สมบูรณ์ ทำให้ในอนาคตจะยังคงมีแนวโน้มเกิดการแข่งขันทางเทคโนโลยีขององค์กรต่างๆ ค่อนข้างสูง

“สถานการณ์ดังกล่าวเรามองว่าค่อนข้างเป็นบวกต่อการทำงานของเรา ดังนั้นจึงได้เตรียมความพร้อมของทีมงาน เพื่อขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ทั้งในรูปแบบการเป็นผู้ให้คำปรึกษาและบริการทางเทคโนโลยีกับองค์ธุรกิจในท้องถิ่น และการร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจในประเทศไทยขยายการลงทุน D2C Commerce ไปยังประเทศเหล่านั้น โดยเบื้องต้นได้เข้าไปแล้วใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ เมียนมาร์ ลาว และกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะทำให้บริษัทมีรายได้เพิ่มขึ้น 800 ล้านบาท ภายใน 3 ปี”

จุดแข็งสำคัญที่ทำให้ Montivory สามารถขยายธุรกิจต่อได้ไปได้ในระดับภูมิภาค คือ การมี Tech Enterprise ชั้นนำระดับโลก เช่น Adobe, Commercetools, Emplifi, Digimind และ Braze มาร่วมเป็นพันธมิตรในการทำงาน ทำให้เรามีความพร้อมทั้งทางเทคโนโลยีและบุคลากร รวมทั้งมีทางเลือกในการจัดหาเครื่องมือที่ดีและเหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละองค์กร นอกจากนี้เทคโนโลยีที่ Montivory มีอยู่ในมือ ยังครอบคลุมการทำงานทั้ง Ecosystem ของ D2C Commerce ไม่ว่าด้าน Data, Social Media หรือ E-Commerce จึงสามารถสนับสนุนการทำงานของในบริบทต่างๆ ของทุกองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่องมือที่น่าสนใจ เช่น

Adobe Real-Time Customer Data Platform หรือ Adobe Real-Time CDP – เป็นเทคโนโลยีการจัดการข้อมูลขั้นสูงที่ Adobe เพิ่งเปิดตัวเมื่อปีที่ผ่านมา และได้รับการยอมรับว่าเป็นเครื่องมือบริหารจัดการข้อมูลที่ดีที่สุดในโลก เนื่องจากมีความสามารถในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่มาจากช่องทางต่างๆ ของแบรนด์ เช่น เว็บไซต์ แอปพลิเคชัน ระบบ Customer Service ได้แบบ 360 องศาทั้งออนไลน์และออฟไลน์ แล้วนำมาจัดทำเป็น Profile แบบเรียลไทม์เพื่อให้แบรนด์นำไปใช้ประโยชน์ เช่น การมอบคูปองส่วนลด หรือส่ง SMS สื่อสารการตลาดแบบเฉพาะตัว ทำให้เกิดประสบการณ์ที่ดีกับลูกค้าได้เป็นรายบุคคล

Emplifi – คือ เครื่องมือที่มากกว่า Social Listening หรือเครื่องมือการจัดการ Content ทั่วไป เพราะ Emplifi คือ Social Marketing and Commerce Cloud ที่ผนวกความสามารถด้าน Social Listening, การจัดการ Content, Customer Care, การตลาด และการขาย เข้าไว้ด้วยกัน Emplifi จึงทำงานได้อย่างหลากหลายตั้งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกใน Social Media, การติดตามดูแลและสื่อสารกับลูกค้า, Community Management, Social Commerce และมีฟีเจอร์ ShopStream ที่สามารถสร้าง Live Video Shopping โดยตรงกับลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมามีหลายองค์กรที่นำไปใช้จนประสบความสำเร็จ เช่น สายการบิน Delta, Domino’s Pizza และ Mercedes-Benz

Commercetools – เป็นเครื่องมือจัดการ E-Commerce ที่มีระบบการให้บริการต่าง ๆ แบบ API-First Approach เช่น การจัดกลุ่มลูกค้า, ป้ายราคา, ตะกร้าสินค้า, ระบบ Online Payment, ระบบ Multi Currency และ Muti Language ไว้อย่างครบวงจร โดย CommerceTools เป็นเทคโนโลยี Digital Experience Platform (DXP) ที่ใช้สถาปัตยกรรม Headless-Commerce ในการออกแบบ ทำให้สามารถเชื่อมต่อหรือทำงานร่วมกับระบบอื่น ๆ ได้แบบเรียลไทม์โดยผ่าน API ขณะที่บริการต่าง ๆ อยู่ในรูปของ Micro Service ที่มีความเป็นอิสระจากกันและทำงานอยู่บนระบบคลาวน์ จึงทำให้สามารถรับประกันเรื่องปัญหาระบบล่มได้ถึง 99.99%

นอกเหนือจากเทคโนโลยี สิ่งที่ถือเป็น Core Value ของ Montivory อีกประเด็นคือการมีทีมงานที่เชี่ยวชาญ ครอบคลุมตั้งแต่ทีมที่ปรึกษาธุรกิจ, นักพฤติกรรมศาสตร์, นักพัฒนาไอที, ผู้จัดการโครงการ, ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์และจัดการข้อมูล, ทีมครีเอทีฟและคอนเทนต์ ซึ่งทุกคนต่างได้รับ Certification หรือการรับรองจากเจ้าของแพลตฟอร์มที่แต่ละคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะ Adobe ซึ่ง Montivory เป็นบริษัทพาร์ตเนอร์ที่ได้รับการรับรองถึง 59 Certification นับว่ามีจำนวนบุคลากรที่ได้รับการรับรองที่สามารถรับมือได้ในทุกๆ ความต้องการด้านการปฏิบัติการเทคโนโลยีการตลาดในภูมิภาค

จากการทำงานหนักมาตลอด 4 ปี โดยดูแลลูกค้าในอุตสาหกรรมต่างๆ มากมาย ทั้งกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคม, ธุรกิจการดูแลสุขภาพ, พลังงาน, ยานยนต์, ธุรกิจประกันภัย หรือแม้แต่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ทำให้เรามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีพัฒนา Data to Commerce ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าและให้ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่น่าพอใจ วันนี้เรามีความมั่นใจมากในการก้าวไปสู่ธุรกิจระดับภูมิภาค และเชื่อว่าจะสามารถสร้าง Digital Service Innovation ที่น่าตื่นเต้นได้อีกมากมายในอนาคตที่จะถึงนี้


เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย เปลี่ยนชื่อเป็น เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ประเทศไทย

บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น ‘บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด’ อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการเป็นธุรกิจที่มากกว่าบริษัทสินเชื่อรถยนต์ พร้อมการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินรูปแบบใหม่และธุรกิจเกี่ยวเนื่องเพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และเสนอทางเลือกผลิตภัณฑ์การเงินที่ตอบโจทย์ให้ลูกค้าเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การเปลี่ยนชื่อจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย เป็น เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ประเทศไทย เป็นการปรับเปลี่ยนตอบรับความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้เราต้องปรับตัวให้เป็นมากกว่าแค่ธุรกิจสินเชื่อรถยนต์ ต้องมีความยืดหยุ่นในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่หลากหลาย รวมทั้งธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะตอบโจทย์ลูกค้าในยุคปัจจุบัน พร้อมเคียงข้างกลุ่มรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และกลุ่มบริษัทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ในเครือ”

เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการครอบครองรถยนต์ที่เปลี่ยนแปลงไป เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ เดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ได้ครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้สะดวกสบายและง่ายขึ้น ซึ่งผลิตภัณฑ์นั้นคือ “StarChoice” ที่จะเข้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้ายุคใหม่ ควบคู่ไปกับใช้บริการออนไลน์ที่ราบรื่น

‘StarChoice’ เสนออัตราค่าบริการรายเดือนแบบคงที่รวมทุกอย่าง (All-inclusive) ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตลอดระยะเวลาสัญญา 3-5 ปี พร้อมความคุ้มครองสูงสุดตามมาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมค่าบำรุงรักษา ซ่อมแซม ประกันภัย ภาษี และค่าจดทะเบียน อีกทั้งยังมีบริการจัดหารถทดแทนตลอดระยะเวลาสัญญา โดยไม่ต้องจ่ายเงินงวดแรก ทำให้ลูกค้าตัดสินใจครอบครองรถได้ง่ายขึ้น และขับขี่ได้อย่างมั่นใจ โดยเมื่อสิ้นสุดสัญญาสามารถเลือกที่จะคืนรถ หรือเลือกเป็นเจ้าของรถได้เช่นกัน นับเป็นผลิตภัณฑ์ที่มอบความสะดวกสบายควบคู่ไปกับการบริหารการเงินได้เป็นอย่างดี

ผลิตภัณฑ์ทางการเงินสินเชื่อรีไฟแนนซ์
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ “StarChoice” บริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินสินเชื่อรีไฟแนนซ์ ที่ช่วยลูกค้าบริหารจัดการกระแสเงินสดได้ง่ายขึ้น พร้อมข้อเสนอในการเพิ่มมูลค่ารถยนต์ของลูกค้าด้วยสินเชื่อ รีไฟแนนซ์ ที่สามารถเปลี่ยนรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ของคุณ เป็นวงเงินสูงสุด 4 ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ยและการผ่อนชำระที่คงที่ ตลอดระยะการผ่อนชำระสูงสุด 5 ปี

ธุรกิจให้บริการด้านประกันภัย
ครอบคลุมด้วยความคุ้มครองที่เหนือระดับยิ่งขึ้นของ แผนประกันภัย เมอร์เซเดส-เบนซ์ โพรเทกชั่น เป็นแผนประกันรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่มีความคุ้มครองอย่างรอบด้าน ด้วยการซ่อมห้างโดยใช้อะไหล่แท้นานถึง 7 ปี พร้อมบริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ทดแทนระหว่างซ่อมนานสูงสุดถึง 20 วันต่อปี รับประกันโดย วิริยะประกันภัย และไทยศรีประกันภัย สำหรับปี 2565 นี้ มีการเสริมทัพด้วยบริษัทประกันภัยเพิ่มเติมคือ แอกซ่าประกันภัย และฟอลคอนประกันภัย ให้ลูกค้าได้เลือกรับความคุ้มครองกับบริษัทประกันที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และเลือกแผนประกันที่ตรงความต้องการมากที่สุด พร้อมช่องทางดิจิทัลแพลตฟอร์มเฉพาะลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ เพื่อค้นหาแผนประกันภัยได้ทุกที่ ทุกเวลา

โปรแกรมส่งเสริมการขายสำหรับลูกค้าปัจจุบัน
นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับลูกค้าใหม่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ยังคงให้ความสำคัญกับลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าที่เคยมีประวัติการปิดสัญญากับทางบริษัทฯ โดยมอบโปรโมชั่นลอยัลตี้โปรแกรม ส่วนลดเพิ่มเติมสูงสุด 200,000 บาท เมื่อเลือกทำสัญญาใหม่กับบริษัท

นอกจากนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ ยังให้บริการลูกค้าผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มแบบไร้รอยต่อ ให้เกิดประโยชน์และความสะดวกสบายสูงสุดแก่ลูกค้า ผ่านแอปพลิเคชัน Mercedes me Finance ลูกค้าสามารถเข้าถึงทุกความเคลื่อนไหวของสัญญาทางการเงิน ข้อมูลการทำธุรกรรม ดาวน์โหลดบาร์โค้ดสำหรับการชำระเงิน และแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนบุคคล“ตามที่กล่าวมานี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ โมบิลิตี้ มุ่งมั่นในการนำเสนอบริการที่ดีที่สุด (Best-in-class mobility service) และพร้อมมอบอิสรภาพสูงสุดในการครอบครองรถยนต์ได้ตามต้องการผ่านประสบการณ์การให้บริการอย่างไร้รอยต่อทั้งในรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์ ด้วยบริการที่โดดเด่นทั้งหมดนี้พร้อมกับผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกมากมายที่ตอบสนองความต้องการของใช้รถได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เราประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจด้วยการเป็นผู้นำการบริการสินเชื่อสำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์” นายศุภวุฒิ กล่าวเพิ่มเติม

ทั้งนี้ สำหรับลูกค้าที่สนใจอยากทราบข้อมูล StarChoice สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ mercedes-benz.co.th/starchoice หรือสอบถามกับผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ

สำหรับลูกค้าที่สนใจค้นหาแผนประกันภัยสำหรับรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านทางช่องทางออนไลน์ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Mercedes-Benz Insurance Services


ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย มุ่งสู่ท่าเรืออัจฉริยะด้วยรถหัวลากพลังไฟฟ้าไร้คนขับ!

ฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย (HPT) เดินหน้าสู่การเป็นท่าเทียบเรืออัจฉริยะอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรับมอบรถหัวลากอัตโนมัติไร้คนขับ (Autonomous Truck: AT) เพิ่มอีกจำนวน 9 คัน จากที่มีใช้งานอยู่เดิม 6 คัน รถหัวลากอัตโนมัติไร้คนขับใช้พลังงานไฟฟ้า จะช่วยยกระดับการให้บริการและความปลอดภัยในการปฏิบัติการของท่าเทียบเรือชุดดี ของฮัทชิสัน พอร์ท ประเทศไทย ทั้งยังสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานด้านการปรับใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่ HPT ตั้งเป้าไว้

ท่าเทียบเรือชุดดี ถือเป็นท่าเทียบเรือตู้สินค้าที่ทันสมัยที่สุดในโลก และเป็นท่าเทียบเรือตู้สินค้าแห่งแรกของโลกที่ประสบความสำเร็จในการนำรถหัวลากอัตโนมัติไร้คนขับ ปฎิบัติงานขนถ่ายตู้สินค้าระหว่างหน้าท่าและในลานตู้สินค้า ร่วมกับรถหัวลากทั่วไป โดยนับจากปี 2020 เป็นต้นมา รถหัวลากอัตโนมัติไร้คนขับที่มีอยู่เดิมทั้ง คัน ได้ขนย้ายตู้สินค้าในท่าเทียบเรือฯ ไปแล้วกว่า 120,000 ตู้


Privacy Preference Center