มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เปิดจอง BMW ที่ใช้ในงาน APEC 2022
บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู หลายรุ่น ที่ถูกเลือกให้เป็
บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ได้รับความไว้วางใจจาก บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และกระทรวงต่างประเทศ ในการจัดสรรและดูแลยานพาหนะ เพื่ออำนวยความสะดวกระหว่างการป
BMW i7 แรงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว มีกำลัง 544 แรงม้า แรงบิด 745 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 240 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีระยะทางขับเคลื่อนสูงสุดถึ
สมปราชญ์ โบสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “การมอบประสบการณ์และการให้บริ
วิชญ์ กิจจาทร หัวหน้าฝ่ายขายเส้นทางยุโรป ผู้แทนสายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป นับเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้
ปัจจุบัน การบินไทย ทำการบินในเส้นทางระหว่างประเทศ ทั้งในทวีป เอเชีย ยุโรป ออสเตรเลีย รวม 34 จุดบิน โดยเฉพาะ เส้นทางญี่ปุ่น ที่เป็นหนึ่งในเส้นทางยอดนิ
มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจ ได้ร่วมกิจกรรมทดลองขับ ‘City Test Drive’ บีเอ็มดับเบิลยู i7 พร้อมรับสิทธิพิเศษก่อนใคร ในงานนี้เท่านั้น สำรองคิวทดลองขับโทร.1286 Millennium Auto Connect อีกทั้งยังร่วมมือกับบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มอบบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุ
- BMW 530e M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 3.45 ล้านบาท มาพร้อม BSI นาน 5 ปี และบัตรโดยสารเครื่องบินชั้นธุ
รกิจ ไป-กลับประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 ที่นั่ง รวมมูลค่ากว่า 150,000 บาท* - BMW 330Li M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 2.69 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 5 ปี*
- BMW 745Le M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 5.35 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 5 ปี*
- BMW X7 xDrive40d M Sport (APEC) ราคาพิเศษ 6.05 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 5 ปี*
- BMW i7 (First Edition) ราคาพิเศษ 7.599 ล้านบาท พร้อม BSI นาน 4 ปี*
- รับฟรี! บัตรน้ำมันมูลค่าสูงสุด 20,000 บาท*
- รับฟรี! กล้อง GoPro 10 มูลค่า 16,500 บาท เมื่อนำรถคันเก่ามาแลกกับรถ BMW*
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ เปิดตัว 2 รุ่นใหม่เสริมทัพ 2 เซกเมนต์ลักชัวรีกับ C-Class PHEV และรถตู้ที่เป็นมากกว่ารถตู้ Vito 119
โรลันด์ โฟลเกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้แนะนำ The new Mercedes-Benz C-Class รุ่นเครื่องยนต์ดีเซลออกมาเป็นคันแรกในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ และได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมเช่นเคย วันนี้เราพร้อมแล้วที่จะนำเสนออีกหนึ่งเวอร์ชันใหม่ของรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดรุ่นหนึ่งของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในประเทศไทยคันนี้ กับ Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic รุ่นปลั๊กอินไฮบริดใหม่ที่ผสานขุมพลังเบนซินกับพลังไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เจเนอเรชันที่ 4 ให้สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจในทุกสภาพถนน ทั้งยังประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะผู้ขับขี่สามารถเลือกขับด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร
ส่วนอีกรุ่นที่เปิดตัวคือรถตู้ 11 ที่นั่ง Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select ใหม่ ที่สุดแห่งความหรูหราพร้อมความอเนกประสงค์ของระดับพรีเมียม ตอบโจทย์ทั้งสำหรับผู้บริหารรุ่นใหม่ที่ต้องการความกว้างขวางสะดวกสบายในวันทำงาน และการเป็นรถยนต์สำหรับการใช้งานได้อีกหลายรูปแบบในวันหยุด
การเปิดตัวรถยนต์ทั้งสองรุ่นในวันนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์มั่นใจว่า จะได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้ารุ่นใหม่ที่สัมผัสได้ถึงจุดเด่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา และช่วยเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในทั้งสองเซกเมนต์ในตลาดรถยนต์ลักชัวรีของเมอร์เซเดส-เบนซ์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
*******************
Mercedes-Benz C 350 e AMG Dynamic คือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นใหม่ในรุ่น C-Class ที่มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่สุดเร้าใจ ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1,999 ซีซี ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่อาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่ขนาด 25.4 kWh ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นใหม่เป็น เจเนอเรชันที่ 4 ให้กำลังสูงสุด 313 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 550 นิวตันเมตร โดยรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดคันนี้สามารถขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ไกลถึง 100 กิโลเมตร และทำความเร็วสูงสุดจากการขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าได้ถึง 140 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้า หากเป็นการชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC charger) จะใช้เวลาเพียง 30 นาทีก็สามารถชาร์จได้เต็ม 100% ส่วน
การชาร์จด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ (AC charger) จะใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง ซึ่งด้วยความสะดวกในการเลือกใช้งานได้ทั้งสองระบบ ประกอบกับการชาร์จพลังไฟฟ้าด้วยเวลาไม่นาน หากเป็นการขับขี่ภายในเมือง ผู้ใช้สามารถใช้รถยนต์คันนี้ได้อย่างสะดวกสบายด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
รถยนต์คันนี้มาพร้อมรายละเอียดของการออกแบบที่มีเอกลักษณ์ด้วยดีไซน์ใหม่ในคอนเซ็ปต์ Sensual Purity ที่ให้สัมผัสที่ผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและความหรูหรา ดีไซน์ภายนอกโดดเด่นด้วยรูปลักษณ์แบบสปอร์ตและขนาดตัวรถที่กว้างขึ้นในทุกมิติ จึงช่วยมอบความสะดวกสบายในการเดินทางมากยิ่งขึ้น
ดีไซน์ภายในก้าวไปอีกขั้นกับการตกแต่งที่ถอดแบบมาจากรุ่น S-Class ทั้งหน้าจอ LCD ความละเอียดสูง การปรับรูปแบบการแสดงผลได้ 3 แบบ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้านหุ้มด้วยหนัง คอนโซลกลางดีไซน์ใหม่พร้อม จอสัมผัสแนวตั้งขนาดใหญ่ 11.9 นิ้วที่เบี่ยงเป็นมุมเฉียงมายังผู้ขับขี่เล็กน้อย ทั้งยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและมาตรฐานของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ได้รับการยกระดับขึ้นอีกขั้น
*******************
Mercedes-Benz Vito 119 CDI Tourer Select รถตู้ 11 ที่นั่งระดับพรีเมียมขุมพลังเครื่องยนต์ดีเซลแถวเรียง 4 สูบ ขนาด 1,950 ซีซี เจเนอเรชันล่าสุดที่ให้กำลังมากขึ้นแต่ให้อัตราสิ้นเปลืองที่ลดลง ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพด้วยชุดเกียร์อัตโนมัติ 9G-Tronic มอบอัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงที่ 9.6 วินาที และความเร็วสูงสุดที่ 205 กิโลเมตร/ชั่วโมง
Mercedes-Benz Vito ใหม่โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมกับไฟหน้าแบบ LED Intelligent Light และล้ออัลลอย Multispoke ขนาด 17 นิ้ว พร้อมประตูบานเลื่อนไฟฟ้าที่สามารถสั่งเปิด-ปิดด้วยรีโมทคอนโทรลทั้งซ้ายและขวา
ดีไซน์ภายในมีเอกลักษณ์กับห้องโดยสารกว้างขวางที่พร้อมเชื่อมต่อให้ทุกการทำงานของคุณลื่นไหลไม่มีสะดุด พร้อมความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติภายในห้องโดยสาร (Thermotronic) ขับเคลื่อนความสุขและความสัมพันธ์ที่แนบแน่นของทุกคนได้ตลอดการเดินทาง
มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition สี Zesty Yellow 27 คันในไทย!
มินิ ประเทศไทย มอบความตื่นเต้นพร้อมสร้างแรงบันดาลใจอีกระดับด้วยการเปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition ในโทนสีสดใส เพิ่มความเร้าใจในการขับขี่ให้สนุกกว่าที่เคย โดยมีจำนวนเพียง 27 คันเท่านั้นในประเทศไทย พร้อมเปิดรับจองออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคมนี้ ที่ mini.co.th
มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition
ราคาจำหน่าย: 2,949,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมแพ็คเกจบำรุงรักษา MSI Standard)
มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1,998 ซีซี ที่ส่งพละกำลังได้สูงสุด 141 กิโลวัตต์ /192 แรงม้า แรงบิดสูงสุดที่ 280 นิวตันเมตร ที่ 1,350 ถึง 4,600 รอบต่อนาที ทำงานควบคู่กับระบบเกียร์ 7 จังหวะ Steptronic Sport แบบคลัตช์คู่เพื่อให้ตัวรถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ในเวลาเพียง 6.7 วินาที และยังมาพร้อมเทคโนโลยีเสริมการขับขี่มากมายไม่ว่าจะเป็น ระบบการปรับพวงมาลัยแบบ Servotronic ช่วงล่างแบบ Adaptive และโหมดการขับขี่ MINI Driving Modes
ดีไซน์ภายนอกของ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition มาพร้อมการตกแต่งด้วยสไตล์ Piano Black เรียบหรู แต่ยังมอบความสดใสด้วยโทนสีเหลือง ‘Zesty Yellow’ เพิ่มลูกเล่นพร้อมเติมความเร้าใจขณะขับขี่บนท้องถนน พร้อมหลังคากระจกแบบพาโนรามาที่ทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสารสามารถเพลิดเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ด้านนอกอย่างสบายตาไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับไฟหน้าทรงกลม LED ไฟตัดหมอก LED สำหรับการขับขี่ตอนกลางวัน และไฟท้ายลายธงยูเนียนแจ็คอันเป็นเอกลักษณ์ของมินิ ล้อแบบอัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Pulse Spoke แบบสลับสี พร้อมยางรถยนต์แบบ Runflat ที่พร้อมมอบทั้งความโฉบเฉี่ยวควบคู่ไปกับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยตลอดการเดินทาง
เปิดประสบการณ์ขับขี่อีกระดับกับ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition ที่พร้อมส่งต่อประสบการณ์ภายในห้องโดยสารด้วยชุดแต่ง MINI Yours ทั้งวัสดุบุพื้นผิวและเบาะภายในสี Leather Lounge Carbon Black หรือ Leather Chester Malt Brown ที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามความต้องการ เบาะนั่งแบบ Sports สำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้าที่จะเสริมประสบการณ์การขับขี่แบบสปอร์ตให้กับรถยนต์ขนาดเล็กแต่เต็มไปด้วยพลังคันนี้ พวงมาลัยหุ้มหนัง Nappa ที่มาพร้อมปุ่มควบคุมมัลติฟังก์ชั่น กระจกมองหลังภายในนรถที่มาพร้อมฟังก์ชั่นป้องกันตาพร่า (Anti-Dazzele) นอกจากนี้ รถมินิรุ่นพิเศษนี้ยังมาพร้อมกับระบบความบันเทิงภายในรถและระบบการสื่อสารอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทาง จอระบบสัมผัสขนาด 8.8 นิ้วและระบบ Apple CarPlay สร้างบรรยากาศตื่นเต้นเร้าใจตลอดการเดินทาง
มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition มาพร้อมเทคโนโลยีเสริมการขับขี่อย่างครบครันเพื่อประสบการณ์การขับขี่อย่างเหนือระดับ ทั้งระบบควบคุมการขับขี่ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นเบรค (Cruise Control with Braking Function) ระบบช่วยเหลือการขับขี่ (Driving Assistant) ซึ่งประกอบด้วยระบบเตือนภัยก่อนชน (Collision Warning) ระบบเตือนตรวจจับคนเดินถนน (Pedestrian Alert) และระบบเตือนการเปลี่ยนเลน (Lane Departure Warning) เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ยิ่งขึ้นด้วยระบบ Dynamic Traction Control (DTC) ที่มาพร้อมระบบ Electronic Differential Lock Control (EDLC) และระบบเบรคแบบ ABS รวมถึงระบบควบคุมการเบรคระหว่างเข้าโค้ง (Cornering Break Control) ที่ได้รับการติดตั้งเพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่สะดวกสบายมากที่สุดอย่างปลอดภัยที่สุด
คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าวว่า “มินิ ประเทศไทย ได้ส่งมอบประสบการณ์การขับขี่สุดพิเศษอย่างต่อเนื่อง ด้วยรถมินิ คูเปอร์ที่ผสานการออกแบบสุดล้ำแต่ยังคงกลิ่นอายความคลาสสิค ตามแบบฉบับของมินิได้อย่างครบถ้วนและเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างลงตัว โดยมินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition รุ่นพิเศษนี้ โดดเด่นด้วยการสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ มอบความสนุกสนานแห่งการขับขี่ ครบรสตอบโจทย์ทั้งด้านสมรรถนะและไลฟ์สไตล์ พร้อมเติมสีสันให้กับการเดินทางแก่ลูกค้าและแฟนๆ รถมินิ คูเปอร์ให้เต็มไปด้วยความสุขและความหลงใหล”
นอกจาก มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition แล้ว มินิ ประเทศไทยยังได้เปิดตัว มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Pat Moss มีจำหน่ายในประเทศไทยเพียง 10 คันเท่านั้น ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษที่ได้รับการออกแบบเพื่อส่งต่อเรื่องราวและตอกย้ำความคล่องแคล่ว ปราดเปรียว ทั้งยังเป็นการระลึกถึงคุณแพท มอสส์ (Pat Moss) นักแข่งรถหญิงที่สามารถทำเวลาได้ดีที่สุดในการแข่งขันรถยนต์มินิ คูเปอร์ระยะไกลจากการแข่งขันรายการ Tulip Rally ที่มีจุดเริ่มต้นในเมืองนอร์ดิก (Noordwjjk) ของประเทศเนเธอร์แลนด์ในจนถึงชายฝั่งเฟรนช์ ริเวียร์รา (French Riviera) และกลับไปยังจุดเริ่มต้น รถมินิรุ่นพิเศษนี้ไม่เป็นเพียงการแสดงความรำลึกถึงการเปิดตัวรถมินิในฐานะรถสปอร์ตเท่านั้น แต่ยังเป็นการรำลึกถึงความสำเร็จครั้งแรกของนักแข่งรถหญิงในวงการแข่งรถอีกด้วย
ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมสำหรับ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Advanced Edition และ มินิ คูเปอร์ เอส แฮทช์ 3 ประตู Pat Moss ได้ที่ www.mini.co.th หรือติดตามได้ที่ facebook/MINI.Thailand
เตรียมสนุกไปกับ ‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023’ วันที่ 23-26 กุมภาพันธ์ 2566 ณ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา!
การแข่งขันในครั้งนี้ นักกอล์ฟจะได้ดวลวงสวิงบนสนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา เรียกได้ว่าเป็นสนามเจ้าบ้านของการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ อีกทั้งเป็นหนึ่งในสนามกอล์ฟที่ดีที่สุดของเอเชีย ทั้งนี้สนามกอล์ฟในเครืองสยามคันทรีคลับเอง ยังเป็นสถานที่จัดการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ใหญ่มาแล้วหลายรายการ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักกีฬามืออาชีพและมือสมัครเล่นทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นรายการ Trust Golf Asian Mixed Series และ Women’s Amateur Asia-Pacific Championship (WAAP) ที่กำลังจะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ โดยสนามแห่งนี้มีขนาด 7,162 หลา พาร์ 72 มีมาตรฐานระดับสูง จึงเป็นสนามดวลวงสวิงที่สร้างความท้าทายให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขัน
ย้อนกลับไปในปี 2006 การแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ มีนักกอล์ฟไทยเพียง 4 คน ที่สามารถเข้าร่วมแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นี้ แต่ปัจจุบัน ทัวร์นาเมนต์นี้ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถปูทางสู่ความสำเร็จแก่นักกอล์ฟไทย จนทำให้มีนักกอล์ฟไทยมากถึง 11 คน ที่ได้เข้าร่วมในทัวร์นาเมนต์ปี 2022 ที่ผ่านมา โดยนักกอล์ฟที่มีอันดับสูงสุดของไทย คือ โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล ซึ่งเข้าร่วมแข่งขันในรายการนี้ในฐานะนักกอล์ฟรับเชิญมาตั้งแต่ปี 2017 สามารถทำผลงานได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ในทุกปี โดยสามารถคว้าตำแหน่งผู้ชนะทัวร์นาเมนต์แอลพีจีเอทั้ง 2 ครั้งในฐานะรุกกี้ ทั้งรายการ Walmart NW Arkansas Championship และ JTBC Classic ทำให้นักกอล์ฟสาวดาวรุ่งวัย 19 ปีคนนี้ ติดโผรายชื่อ LPGA Priority List ครั้งแรก และได้สิทธิ์เข้าร่วมการแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ส่วนนักกอล์ฟไทยชั้นนำคนอื่น ๆ อาทิ โปรแพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ (เจ้าของแชมป์รายการเมเจอร์ 2021 ANA Inspiration) และโปรเม-เอรียา จุฑานุกาล (แชมป์แอลพีจีเอ 12 ครั้ง) รวมถึง โปรโม-โมรียา จุฑานุกาล (แชมป์แอลพีจีเอ 2 ครั้ง) ก็จะกลับมาร่วมแข่งขันในปีนี้เช่นกัน
นานนา เคิร์สต์ แมดเซน แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 “ฮอนด้า แอลพีจีเอไทยแลนด์ เป็นทัวร์นาเมนต์ที่พิเศษมากสำหรับฉัน เพราะนอกจากจะเป็นแชมป์แอลพีจีเอแรกแล้วก็ยังได้ทำสถิติสนามครั้งใหม่อีกด้วย ฉันรู้สึกดีใจมากและตั้งตารอที่จะได้กลับไปอีกครั้ง”
โปรจีน-อาฒยา ฐิติกุล นักกอล์ฟอันดับ 2 ของโลก กล่าวว่า “ฮอนด้า แอลพีจีเอไทยแลนด์เป็นทัวร์นาเมนต์ที่จีนติดตามดูตั้งแต่อายุ 9 ขวบ จนได้เข้ามาเป็นนักกีฬารับเชิญตอนปี 2017 จนปี 2022 ก็ได้เข้าร่วมในฐานะรุกกี้แอลพีจีเอ ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีที่พิเศษที่สุดในเส้นทางอาชีฟกอล์ฟของจีนเลยค่ะ แล้วปี 2023 ก็ดีใจมากยิ่งขึ้นที่จะได้เข้าร่วมแข่งขันตามการจัดอันดับ LPGA Priority List จีนจะพยายามเต็มที่ เพื่อให้แฟน ๆ ภูมิใจและเพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจที่เคยได้รับมา ให้แก่นักกอล์ฟรุ่นต่อไปค่ะ”
“เมร่วมแข่งขันรายการนี้ เมื่อปี 2007 เหมือนโตมากับทัวร์นาเมนต์นี้เลยค่ะ รู้สึกดีใจมากที่ได้เห็นรายการนี้เปิดโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักกีฬาและแฟนๆอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเมรู้สึกว่าวงการกีฬากอล์ฟในประเทศไทยและนักกีฬากอล์ฟชาวไทยนั้นเติบโตขึ้นอย่างมีศักยภาพมาก ซึ่งถือเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ในการยกระดับวงการกอล์ฟไทย” โปรเม-เอรียา จุฑานุกาล แชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 กล่าว
มิสวินนี เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย ผู้จัดการแข่งขัน กล่าวว่า “ไอเอ็มจีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ร่วมมือกับฮอนด้าในการจัดแข่งขันทัวร์นาเมนต์กอล์ฟสตรีที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกในประเทศไทยอีกครั้ง และในฐานะอีเวนต์กีฬาชั้นนำของไทย เราจึงพยายามนำเสนอประสบการณ์ที่สนุกสนานและแปลกใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬากอล์ฟไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล ซึ่งจะช่วยดึงดูดแฟนกอล์ฟทั่วโลกให้ซื้อบัตรเดินทางมาเข้าชมการแข่งขันกันมากขึ้น โดยเราจะเปิดจำหน่ายบัตรโปรโมชันพิเศษตั้งแต่วันที่ 12 – 31 ตุลาคม 2565 ในโอกาสนี้ ต้องขอขอบคุณพันธมิตร ผู้สนับสนุน และแฟนกอล์ฟทุกท่าน และเราพร้อมมอบประสบการณ์อันน่าประทับใจแก่ทุกท่านใน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023”
พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ขอขอบคุณแฟนกอล์ฟและสื่อมวลชนที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีนับตั้งแต่ที่ยังไม่ได้ประกาศจัดการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ อย่างเป็นทางการ ฮอนด้ามีความยินดีที่ทัวร์นาเมนต์ระดับโลกนี้จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญแก่วงการกอล์ฟในเมืองไทยอีกครั้ง โดยปีนี้ เรามีความพร้อมที่จะต้อนรับแฟนกอล์ฟจากทั้งในประเทศและทั่วโลกให้กลับเข้ามาชมและเชียร์การแข่งขันกันอีกครั้ง โดยทุกท่านจะได้สัมผัสประสบการณ์แบบติดขอบสนามกับเหล่าโปรกอล์ฟสาวระดับโลกทั้งไทยและต่างชาติกว่า 70 คน อาทิ นานนา เคิร์สต์ แมดเซน แชมป์ปีล่าสุด รวมถึงโปรกอล์ฟขวัญใจชาวไทย แพตตี้- ปภังกร ธวัชธนกิจ, เม-เอรียา จุฑานุกาล และ โม-โมรียา จุฑานุกาล และรุกกี้ดาวรุ่งของปีนี้ จีน-อาฒยา ฐิติกุล พร้อมด้วยโปรกอล์ฟชั้นนำอีกมากมาย เชื่อว่า ปีนี้จะเต็มไปด้วยสีสัน ที่สร้างความตื่นเต้นและความสนุกสนานกว่าที่เคย”
“ฮอนด้ายังคงเดินหน้าเป็นผู้สนับสนุนการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เพื่อเป็นเวทีในการขับเคลื่อนแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจในกีฬากอล์ฟ รวมทั้งส่งเสริม พัฒนา และยกระดับการจัดการแข่งขันกีฬากอล์ฟในประเทศไทยให้เป็นที่รู้จักไปในทั่วโลก ในฐานะ World Golf Destination โดยในการแข่งขันครั้งนี้ เรายังได้เพิ่มเงินรางวัลเป็น 1.7 ล้านดอลลาร์ (ราว 62 ล้านบาท*) เพื่อเป็นกำลังใจให้กับนักกอล์ฟในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นอีกด้วย” นายพิทักษ์ กล่าว
สำหรับสมาชิก ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ จะได้รับสิทธิ์ซื้อบัตรเข้าชมการแข่งขันก่อน ผ่านการลงทะเบียนที่เว็บไซต์ hondalpgathailand.com เพื่อรับรหัสส่วนลด 30% **จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 โดยจะเปิดจำหน่ายบัตรแก่บุคคลทั่วไปในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าบัตรจะหมด นอกจากนี้ยังมีบัตรวีไอพีเปิดจำหน่ายเช่นกัน
ธยาน์ ก่อนันทเกียรติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สยามคันทรีคลับ พัทยา กล่าวว่า “เราตระหนักถึงความสำคัญในการส่งเสริมการแข่งขันรายการอาชีพและรายการสมัครเล่น เพื่อร่วมสร้างสรรค์วงการกอล์ฟของไทย สำหรับครั้งนี้ นับเป็นอีกครั้งที่เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้จัดการแข่งขันรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ร่วมกับพันธมิตรอย่างฮอนด้าและไอเอ็มจี ซึ่งถือเป็นการจัดรายการนี้ครั้งที่ 14 ที่สยามคันทรีคลับ พัทยา เรามีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นสนามของทัวร์นาเมนต์นี้อีกครั้ง และมีความพร้อมที่จะต้อนรับนักกอล์ฟสาวระดับโลกที่จะมาดวงวงสวิงกันอย่างสนุกสนาน พร้อมด้วยเหล่าแฟนกอล์ฟทุกคนครับ”
แฟนกอล์ฟสามารถรับชมการถ่ายทอดสดตลอดทัวร์นาเมนต์ผ่านทางช่อง PPTV HD 36 และผ่านทางแพลตฟอร์มออนไลน์ของทางสถานี www.pptvhd36.com สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2023 ที่เว็บไซต์ hondalpgathailand.com หรือติดตามในเฟซบุ๊ก facebook.com/lpgaThailand อินสตาแกรม instagram.com/hondalpgathailand
* อัตราแลกเปลี่ยน 1 เหรียญสหรัฐเทียบเท่า 36.47 บาท
**ผู้ถือบัตรเครดิตและเดบิตธนาคารกรุงเทพรับส่วนพิเศษลดเพิ่มอีก 10% ในการซื้อบัตรสำหรับบุคคลทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป
‘นิสสัน’ ยกทัพ ‘นาวาร่า’ ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมศรีสะเกษ!
นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ชวนสื่อมวลชนร่วมคาราวาน นิสสัน นาวารา เพื่อส่งมอบน้ำดื่ม 3,000 ขวด ข้าวสารอาหารแห้งกว่า 200 ชุด และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ร่วมกับผู้จำหน่าย สยาม นิสสัน ศรีษะเกษ โดยส่งมอบให้กับสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด ณ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อส่งมอบให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม
นันทเดช ด่านเจริญวนะกิจ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย พร้อมด้วย ชุติพงศ์ บุษรารังสี รองกรรมการผู้จัดการ สยามนิสสัน ศรีสะเกษ และคณะสื่อมวลชนนำคาราวานนิสสัน นาวารา ส่งมอบของใช้จำเป็นให้แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด โดยมี สำรวย เกษกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัด รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัด ร่วมรับมอบ ณ ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ เพื่อนำไปมอบให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม
“ขณะนี้หลายพื้นที่หลายจังหวัดในประเทศไทยยังคงเผชิญกับวิกฤติน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง นิสสันขอเป็นส่วนหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือและส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบอุทกภัยทุกท่านเข้มแข็งและผ่านวิกฤติในครั้งนี้ไปได้อย่างปลอดภัย” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทยกล่าว “ในปีนี้เป็นปีที่นิสสันครบรอบ 70 ปีแห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทและผู้จำหน่ายทั่วประเทศมีความผูกพันกับคนไทยมาอย่างยาวนาน เราพร้อมเคียงข้างช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้”
ตลอดการเดินทางไปกลับกว่า 1,200 กิโลเมตร ในเส้นทางกรุงเทพฯ–ศรีสะเกษ นิสสัน นาวารา สามารถตอบสนองต่อสภาพการขับขี่ได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะมีการบรรทุกสัมภาระหนักต่างๆ ไว้อย่างเต็มพื้นที่ ด้วยเครื่องยนต์ดีเซล 2.3 ลิตร เทอร์โบคู่ แรงสูงสุด 190 แรงม้า สำหรับรุ่น PRO–4X และ Black Edition ยังมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่ช่วยให้การตอบสนองต่อการขับขี่และคงความประหยัดประหยัดน้ำมันไว้อย่างดีเยี่ยม ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เหนือระดับด้วยดีไซน์สปอร์ตพรีเมียม
ภายในห้องโดยสารที่กว้างขวาง สะดวกสบายเต็มพื้นที่ใช้สอย นั่งสบายตลอดการเดินทาง มาพร้อมกับ ‘360° Safety Shield’ เทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงรอบคัน สำหรับรุ่นตัวถังแบบ Double Cab และ King Cab เกือบทุกรุ่น รวมทั้งยังให้ความมั่นใจในการขับขี่ในทุกสถานการณ์ด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูงหรือ Advance Driver Assistance System (ADAS) ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารทุกคนเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย มั่นใจ และเพลิดเพลินกับทุกช่วงของการเดินทาง
‘คาร์กิลล์’ ส่ง 2 ผลิตภัณฑ์โปรตีน “Sun Valley” และ “PlantEver” ทางเลือกใหม่สาย เฮลตี้!
ธิติ ตวงสิทธิตานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า จากแนวโน้มของธุรกิจโปรตีนจากเนื้อไก่และพฤติกรรมผู้บริโภคในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยุคหลังโควิด-19 ผู้บริโภคหันมาใส่ใจในสุขภาพ คัดเลือกวัตถุดิบในการปรุงอาหารอย่างพิถีพิถันเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย ที่สำคัญ รสชาติต้องอร่อย จึงมีความต้องการผลิตภัณฑ์ไก่ปรุงสุกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน อีกเทรนด์หนึ่งที่กำลังมาแรงทั่วโลก คือ เทรนด์การบริโภคโปรตีนทางเลือก เพื่อการรักษาสุขภาพ ป้องกันโรค อีกทั้งแสดงถึงความตระหนักในด้านการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


ผลิตภัณฑ์แบรนด์ Sun Valley มีผลิตภัณฑ์ไก่สดและไก่ปรุงสุก อาทิ นักเก็ตไก่ ไก่ป๊อบ ชังค์กี้ไบท์ และชิกเก้นสติ๊ก ที่ทำจากเนื้ออกไก่เน้นๆ คัดสรรมาเป็นอย่างดี ปรุงรสที่ถูกปากคนไทย สร้างประสบการณ์อร่อยได้ครบทั้ง 5 สัมผัสของผู้บริโภค ได้แก่ รูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์เป็นมาตรฐานสวยงาม กลิ่นหอม เสียงกรอบเมื่อกัดในทุกคำ สัมผัสถึงความใส่ใจและรสชาติอร่อย รวมทั้งมั่นใจได้ในมาตรฐานความปลอดภัยจากเนื้อไก่ที่เลี้ยงอย่างถูกสุขลักษณะสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ตลอดจนผ่านมาตรฐานระดับโลก เช่น BRCGS และ HACCP
ส่วน PlantEver เป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือกสำหรับผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่กำลังมีการเติบโตนอกจากนี้ PlantEver ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดปริมาณการรับประทานเนื้อสัตว์ และผู้ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ของ PlantEver ทำจากพลาสติกที่สามารถรีไซเคิลได้ 100% อีกด้วย โดยผลิตภัณฑ์แบรนด์ PlantEver มีให้ลูกค้าในแบบนักเก็ตและมีทบอล
เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ Sun Valley และ PlantEver คาร์กิลล์ส่งโปรโมชั่นพิเศษออนไลน์ในเดือนตุลาคมนี้ ได้แก่ รับคูปองส่วนลด 20% เมื่อซื้อสินค้า Sun Valley หรือ PlantEver ขั้นต่ำ 399 บาท และฟรีค่าส่งเมื่อสั่งซื้อสินค้า 459 บาทขึ้นไป สั่งความอร่อยให้ส่งตรงถึงบ้านคุณได้เลยที่ Facebook: Sun Valley Thailand และ Facebook: PlantEver หรือทาง Shopee & Lazada: Cargill Protein Lover
นอกจากนี้ ยังมีช่องทางให้เลือกซื้ออื่นๆ เช่น แอปพลิเคชัน: AOW หรือ FreshKet รวมถึงหาซื้อได้ที่ซูเปอร์มาเก็ตชั้นนำและร้านค้าใกล้บ้าน เช่น Lotus’s, Lotus’s Go Fresh, Tops, Gourmet Market, Thaifoods Fresh Market และ D Farm
แรงเกินต้าน! เกรท วอลล์ มอเตอร์ โชว์ยอดจอง All New HAVAL H6 PHEV พร้อมวางเงินมัดจำกว่า 1,241 คัน ภายใน 24 ชั่วโมง
เกรท วอลล์ มอเตอร์ โชว์ยอดจอง All New HAVAL H6 PHEV ภายหลังจากการเปิดตัวและประกาศราคา 1,699,000 บาทเมื่อวันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา โดยมียอดจองพร้อมการชำระเงินมัดจำ 10,000 บาทรวมทั้งสิ้น 1,241 คัน ภายในระยะเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งการจองและชำระเงินมัดจำนี้ เริ่มคึกคักและแรงไม่มีแผ่วตั้งแต่เริ่มต้นการเปิดรับจองเพื่อรับส่วนลดพิเศษ 50,000 บาทภายใต้แคมเปญ ULTRA DEAL ครบ 300 คันภายใน 5 นาทีแรก ตอกย้ำความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) ที่มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพ ตลอดจนสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของไทยอย่างเต็มรูปแบบ
สำหรับลูกค้าที่ต้องการสั่งจอง All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV หลังจากช่วงประกาศราคาอย่างเป็นทางการ คือตั้งแต่วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม เวลา 20.00 น.จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2565 ผ่านทาง GWM Application และเว็บไซต์ WWW.GWM.CO.TH เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอมอบสิทธิพิเศษกับแคมเปญ PREMIERE DEAL สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าและผู้สนใจซื้อในช่วงเปิดตัว อาทิ ดอกเบี้ยพิเศษ 1.89% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% ฟรี ประกันรถยนต์ชั้น 1 เป็นระยะเวลา 1 ปี ฟรี GWM โฮมชาร์จเจอร์ พร้อมการติดตั้งในระยะสายไฟยาวไม่เกิน 20 เมตร (จากตู้เมน) จำนวน 1 ครั้ง (ไม่รวมค่าแท่นชาร์จ) รวมถึงการมอบแพ็คเกจค่าอะไหล่และค่าแรงบำรุงรักษาตามระยะทาง (GWM Pro Service Inclusive – GPSI) สูงสุด 10 ครั้ง ภายในระยะเวลา 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน (Roadside Assistance) ตลอด 24 ชั่วโมง ฟรี 5 ปี เป็นต้น รวมมูลค่าข้อเสนอสุดพิเศษภายใต้แคมเปญ PREMIERE DEAL กว่า 167,000 บาท นอกจากนี้ ยังมาพร้อมการรับประกันคุณภาพรถใหม่ ครอบคลุมระยะเวลา 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร และการรับประกันแบตเตอรี Plug-in Hybrid เป็นระยะเวลา 8 ปี หรือ 180,000 กิโลเมตร อีกด้วย
ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอลงทะเบียนทดลองขับได้ที่ GWM Partner Store ทั่วประเทศ (ในเฟสแรก) ตามสาขาที่ท่านได้ทำการจองรถไว้ โดยเขตกรุงเทพและปริมณฑล สามารถลงทะเบียนและทดลองขับได้ตั้งแต่วันที่ 8 -16 ตุลาคม 2565 และต่างจังหวัดตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2565 ถึง 7 พฤศจิกายน 2565
ทั้งนี้ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV เป็นรถยนต์รุ่นที่ 5 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เลือกนำมาเปิดตัวในประเทศไทยภายใต้ Mission 9 in 3 หรือการเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 9 รุ่นภายใน 3 ปี ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L Turbo ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าและเพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multi-mode DHT ให้กำลังรวมสูงสุด 326 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุด 530 นิวตันเมตร ผนวกกับแบตเตอรี่ชนิดลิเธียม Ternary ความจุ 34 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 201 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จแบบเร็วด้วยไฟกระแสตรง DC (0% – 80%) โดยใช้เวลาประมาณ 35 นาที และการชาร์จด้วยไฟบ้าน AC (0% – 100%) ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง มาพร้อมโหมดการขับขี่ที่มากถึง 8 แบบ จาก 2 ระบบ ได้แก่ ระบบการขับขี่แบบไฮบริด (โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด และโหมดสภาพถนนลื่น) และระบบการขับขี่แบบไฟฟ้า (โหมดมาตรฐาน โหมดสปอร์ต โหมดประหยัด และโหมดสภาพถนนลื่น)
ณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เราขอขอบคุณการสนับสนุนอย่างท่วมท้นของผู้บริโภคชาวไทยที่มอบให้กับ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV รถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กที่มาแรงอีกหนึ่งรุ่นของแบรนด์ HAVAL ที่เข้ามาสร้างมาตรฐานและยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปอีกขั้น ซึ่ง All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่เรานำมาเปิดตัวในประเทศไทยนี้ ถือเป็นรุ่นที่ดีที่สุดของ HAVAL H6 PHEV ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่เรามุ่งมั่นนำมาให้คนไทยได้สัมผัสเป็นที่แรกของโลก โดยรถยนต์รุ่นนี้เคยสร้างกระแสการตอบรับที่ดีเยี่ยมมาแล้วจากการเผยโฉมครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา การันตีด้วยยอดจองสิทธิ์จากแคมเปญ ULTRA DEAL กว่า 7,000 สิทธิ์ และมียอดจองพร้อมชำระเงินมัดจำสูงถึง 1,241 คันภายในเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากการเปิดตัวและประกาศราคาอย่างเป็นทางการ โดยสีที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ สีขาว สีเทา และสีดำ ซึ่งความสำเร็จนี้นับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่สำคัญสำหรับ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการครองใจผู้บริโภคชาวไทยได้อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย และจะยังคงสานต่อพันธกิจในการยกระดับประสบการณ์ให้กับลูกค้าภายใต้แนวทางการดำเนินงานที่ยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) เราเชื่อมั่นว่า All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV จะมอบการขับขี่ที่สุกสนาน ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของทุกครอบครัว พร้อมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างยั่งยืนในท้ายที่สุด”
All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV มาพร้อมสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีขาว สีดำ สีเทา สีน้ำเงิน และสีแดง สะกดทุกสายตาด้วยมิติตัวรถขนาดกว้างขวาง ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Star Matrix ล้ำสมัย ไฟหน้า Intelligent LED Headlamp หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามิค 360 องศาเข้าทรงกับสปอยเลอร์ท้ายและเสาอากาศแบบ shark fin พร้อมระบบประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าและระบบแฮนด์ฟรี เสริมด้วยไฟท้าย LED Taillight Strip เป็นแนวยาว และล้ออัลลอยลายสปอร์ตขนาด 19 นิ้ว ขณะที่ภายในชูแนวคิด Minimalist ที่เน้นความกว้างขวาง สะดวกสบาย และใส่ใจในทุกรายละเอียด ด้วยคอนโซลหน้าทูโทนสีดำ-เทาสไตล์ Futuristic และครบครันด้วยฟังก์ชันอำนวยความสะดวกมากมายในระหว่างเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น หน้าจออัจฉริยะ 3 จอเพื่อการเข้าถึงข้อมูลและความบันเทิงได้อย่างง่ายดายและแม่นยำ เบาะนั่งไฟฟ้าคู่หน้าพร้อมระบบระบายอากาศ เบาะนั่งโดยสารด้านหลังพร้อมที่เท้าแขนกลาง แท่นชาร์จไร้สาย กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start
รวมไปถึงฟังก์ชันอัจฉริยะมากมาย อาทิ ระบบการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ผ่านระบบออนไลน์อัจฉริยะ (FOTA) ระบบการสั่งงานด้วยเสียงอัจฉริยะ การเชื่อมต่อและควบคุมควบคุมผ่าน GWM Application ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมการช่วยเข้าโค้งอัจฉริยะ (Intelligent ACC) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติที่ความเร็วต่ำ (TJA) ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ (IIP) ระบบช่วยถอยหลังอัตโนมัติ (ARA) ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติบนทางตรงและทางแยก (AEBI) ระบบช่วยเตือนและเบรกเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะถอยหลัง (RCTB) ระบบช่วยเลี่ยงการเข้าใกล้รถใหญ่จากด้านข้าง (WDS) ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลนในภาวะฉุกเฉิน (ELK) และระบบช่วยชะลอความรุนแรงของการเกิดการชนซ้ำครั้งที่ 2 (SCM) เป็นต้น
‘มิชลิน’ พร้อมลุยทุกสภาพอากาศใน MotoGP™ ประเทศไทย ประจำปี 2565
การแข่งขันจักรยานยนต์ทางเรียบชิงแชมป์โลก โมโตจีพี ประจำปี 2565 สนามที่ 17 รายการ ‘โออาร์ ไทยแลนด์ กรังด์ปรีซ์’ ณ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับความสนใจตลอดสุดสัปดาห์ที่ 29 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 โดยในการแข่งขัน โมโตจีพี ประจำปี 2566 ประเทศไทยได้รับการบรรจุชื่อไว้ในปฏิทินการแข่งขันเรียบร้อยแล้ว โดยสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับเลือกเป็นสนามที่ 18 ในวันที่ 27-29 ตุลาคม 2566
เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยช่วงเดือนตุลาคมนั้นมีความไม่แน่นอนเพราะยังอยู่ในฤดูมรสุม โดยสภาพอากาศที่เปียกชื้นส่งผลกระทบต่อการแข่งขันอย่างมาก มิชลินตระหนักถึงปัจจัยดังกล่าวดี จึงนำยางรุ่น MICHELIN Power Rain ออกมาให้เลือกใช้ในครั้งนี้ด้วย
ปิเอโร ทารามัสโซ่ (Piero Taramasso) ผู้จัดการฝ่ายมอเตอร์สปอร์ต กลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์ 2 ล้อ ของมิชลิน กล่าวว่า “ฤดูกาลที่ผ่าน ๆ มา เรานำเสนอยางให้นักแข่งได้ใช้มากกว่า 40 ตัวเลือก แต่ในฤดูกาลนี้ลดลงมาเหลือเพียง 30 ตัวเลือกที่ผ่านการคัดสรรแล้วว่าเหมาะสมที่สุด ยางล้อหลังซึ่งได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับสนามแข่งแห่งนี้ผ่านการทดสอบ ณ สนามฟิลลิป ไอส์แลนด์ (Phillip Island) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีลักษณะทางกายภาพใกล้เคียงกันในแง่ที่พื้นผิวทางวิ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าสนามอื่น ๆ อย่างชัดเจน เราจึงจัดหายางสูตรพิเศษช่วยลดอุณหภูมิได้ถึง 10 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและทนทานยิ่งขึ้น โดยมีให้เลือกทั้งแบบ Soft และ Medium”
สำหรับยางฤดูฝนที่มิชลินจัดเตรียมไว้มี 2 แบบ ทั้งแบบ Soft ซึ่งเหมาะกับการใช้งานบนพื้นผิวที่มีน้ำมาก และแบบ Medium ซึ่งเหมาะสำหรับพื้นผิวที่มีน้ำน้อย ในทุกสนามแข่งขัน มิชลินจะจัดเตรียมทีมผู้เชี่ยวชาญเอาไว้รวม 25 คน ประจำอยู่ตามพิทของแต่ละทีมแข่งและศูนย์ปฏิบัติการของมิชลิน นอกจากนี้ ยางกว่า 1,200 เส้น (ใช้จริงประมาณ 600 เส้นต่อสนาม) ที่มิชลินนำมาให้นักแข่งเลือกใช้ยังได้รับการจัดส่งตรงจากสำนักงานใหญ่ของมิชลินที่เมืองแกลร์มง-แฟร็อง ประเทศฝรั่งเศส มากับตู้คอนเทนเนอร์ควบคุมอุณหภูมิทางเครื่องบินในบรรจุภัณฑ์แบบมีตัวซับแรงสั่นสะเทือนเพื่อป้องกันความเสียหาย
“เนื่องจากสภาพอากาศในวันแข่งขันมีฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ทุกทีมตัวเต็งจึงเลือกใช้ยาง MICHELIN Power Rain ทำให้การแข่งขันไม่เพียงสนุก เข้มข้น เร้าใจ แต่ยังปลอดภัยด้วย” นายปิเอโร กล่าว พร้อมเสริมว่า “ขณะนี้เราอยู่ระหว่างคิดค้นพัฒนายางสูตรใหม่สำหรับล้อหน้าที่คาดว่าจะพร้อมใช้ลงสนามจริงในปี 2568 โดยจะนำเสนอยางล้อหน้าแบบสมมาตรทั้ง 3 แบบ คือแบบ Soft, Medium และ Hard รวมทั้งยังคงมีการติดตั้งเทคโนโลยีระบบเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ RFID ซึ่งแสดงผลอย่างแม่นยำแบบนาทีต่อนาที ช่วยให้นักแข่งสามารถปรับกลยุทธ์ได้ในทันที” นายปิเอโรกล่าว
มิชลินมุ่งมั่นทุ่มเทวิจัยและพัฒนายางสำหรับศึกโมโตจีพี ในฐานะผู้นำด้านยางสำหรับกีฬามอเตอร์สปอร์ตระดับโลก โดยส่งผ่านเทคโนโลยีจากการแข่งขันสู่ยางมิชลินที่ใช้ขับขี่ในชีวิตประจำวันทั่วไป อาทิ ‘มิชลิน โรด 6’ (MICHELIN Road 6) ยางสปอร์ตทัวริ่งรุ่นล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อมอบสมรรถนะที่เหนือกว่าในด้านการยึดเกาะ อายุการใช้งาน การบังคับควบคุม และความสะดวกสบายขณะขับขี่ และ ‘มิชลิน โรด 6 จีที’ (MICHELIN Road 6 GT) ยางสำหรับรถจักรยานยนต์ประเภทแกรนด์ทัวริ่งโดยเฉพาะ ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยีพิเศษที่ทำให้ยางมีสมรรถนะในการยึดเกาะถนนเปียกสูงขึ้น ทั้งยังมีอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ศักยภาพที่โดดเด่นของยาง ‘มิชลิน โรด 6’ และยาง ‘มิชลิน โรด 6 จีที’ ยังมาจาก MICHELIN® Water Evergrip Technology™ เทคโนโลยีร่องระบายน้ำบนหน้ายางสิทธิบัตรเฉพาะของมิชลินที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้ประสิทธิภาพสูงในการวิ่งตัดผ่านฟิล์มน้ำและยึดเกาะถนนเปียก ช่วยเสริมสร้างความมั่นใจขณะขับขี่ท่ามกลางสภาพอากาศชื้นแฉะ ทั้งยังใช้สูตรเนื้อยางที่ผลิตจากซิลิกา 100% ด้วยเทคโนโลยี MICHELIN Silica ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการยึดเกาะบนถนนเปียก และใช้เทคโนโลยีเนื้อยางคู่ MICHELIN 2CT+ ทั้งล้อหน้าและล้อหลัง ซึ่งแต่ละส่วนของดอกยางให้คุณสมบัติเชิงสมรรถนะที่แตกต่างกัน โดยเนื้อยางใต้ฐานดอกยางมีความแข็งกว่าจึงให้ความมั่นคงขณะเข้าโค้ง ขณะที่เนื้อยางส่วนบนของดอกยางซึ่งสัมผัสพื้นผิวถนนจะนุ่มกว่าจึงยึดเกาะได้เป็นเยี่ยม ทั้งยังช่วยให้ขับขี่ได้ระยะทางมากขึ้นทั้งบนถนนเปียกและถนนแห้ง เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มสมรรถนะให้ยางตอบสนองต่อการบังคับควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังส่งผลให้ขับขี่ได้อย่างสนุกเร้าใจและปลอดภัย
BMW Exclusive Parking@ไอคอนสยาม ที่จอดพิเศษสำหรับบีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นพร้อมจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า!
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จับมือ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับ ร่วมส่งเสริมพลังงานสะอาด หนุนการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ปูทางการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทย ด้วย “BMW Exclusive Parking” บริการที่จอดรถสำรองพิเศษรวมทั้งหมด 5 ช่องจอด สำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่นให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดย 2 ช่องจอดจากในจำนวนนี้มาพร้อมจุดชาร์จแบบ AC 22 กิโลวัตต์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า บริเวณ ชั้น UG ไอคอนสยาม
มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “การขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยเป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักที่ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยพบว่า ผู้ขับขี่ชาวไทยมีความต้องการและความสนใจด้านพลังงานยั่งยืนและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น”
“เรามองเห็นโอกาสสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรรายใหม่ ๆ เพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ ให้ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อปูทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอีกด้วย จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับพันธมิตร “ไอคอนสยาม” ในการส่งมอบเอกสิทธิ์เหนือระดับที่คัดสรรมาเฉพาะสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู กับ “BMW Exclusive Parking” บริการที่จอดรถสำรองพิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูทุกรุ่น ให้ได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นในการขับรถมาจอดและใช้บริการในศูนย์การค้า เพื่อยกระดับประสบการณ์ และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของลูกค้าอย่างรอบด้าน”
คุณสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า “ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีความตั้งใจในการร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางในการสร้างสมดุลที่ดี เพื่อโลกที่ดีกว่า (Good Balance, Better World) ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจของสยามพิวรรธน์ และเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ไอคอนสยาม ได้ขยายเครือข่ายสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสถานีชาร์จได้ง่ายขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายองค์กรในการลดการปลดปล่อยคาร์บอนและร่วมสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ให้กับโลกของเรา”
สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ มุ่งสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน และทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกสู่สังคมชุมชน สิ่งแวดล้อม และประเทศไทย ไอคอนสยาม จึงร่วมกับพันธมิตร บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดบริการสำรองที่จอดรถพิเศษ BMW Exclusive Parking รวมทั้งหมด 5 ช่องจอด ที่มาพร้อมช่องบริการสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า 2 ช่องจอด บริเวณชั้น UG เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบของบริการที่ไอคอนสยามจัดไว้เพื่อรองรับลูกค้าเพื่อสร้างความประทับใจทุกระดับทุกครั้งที่มาเยือน
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย และไอคอนสยาม เชื่อว่าบริการดังกล่าวจะส่งมอบความประทับใจ ความสะดวกสบาย ตอบโจทย์ทุกความต้องการและทุกไลฟ์สไตล์ของลูกค้าได้เป็นอย่างดี โดยจุดบริการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า จะเปิดให้บริการ ตั้งแต่วันนี้ – 7 สิงหาคม 2566 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการดังกล่าว สามารถสอบถามได้ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เบอร์โทรศัพท์ 1397 หรือ ไอคอนสยาม เบอร์โทรศัพท์ 1338 หรือ https://www.facebook.com/ICONSIAM
(จากซ้าย)
1. คุณไพรัช วิเศษศิริลักษณ์ ผู้บริหารสายงานบริการลูกค้า บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด
2. คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิ
3. คุณปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
4. มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
5. คุณสุพจน์ ชัยวัฒน์ศิริกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด
MOONSWATCH TOUR เยือนกรุง!
คอลเล็กชั่น Bioceramic MoonSwatch ซึ่งเปิดตัวเมื่อต้นปีนี้ เป็นการยกย่อง OMEGA Speedmaster Moonwatch นาฬิกาเรือนแรกของโลกที่ไปยังดวงจันทร์ โดยทั้ง 11 รุ่นสะท้อนถึงดาวเคราะห์หรือวัตถุท้องฟ้าที่แตกต่างกันในระบบสุริยจักรวาล และผลักดันให้ผู้สวมใส่ฝันให้ไกล โบยบินให้สูง ออกสำรวจจักรวาล และนั่นก็คือสิ่งที่ Swatch ตั้งใจจะทำใน MoonSwatch Tour ที่จุดประกายแรงบันดาลใจ
