JUSTIN BIEBER X VESPA ราคาโคตรดีบอกเลยของมันต้องมี!
สำหรับในปีนี้ถึงเวลาของความร่วมมือที่เหนือความคาดหมายจาก จัสติน บีเบอร์ ผนึกกำลังกับเวสป้า เปิดตัว จัสติน บีเบอร์ x เวสป้า (JUSTIN BIEBER X VESPA) รถเวสป้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟรุ่นใหม่ JUSTIN BIEBER X VESPA 150 SPECIAL EDITION ที่ถูกถ่ายทอดจากความหลงใหลของบีเบอร์ที่มีต่อเวสป้าเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว “ครั้งแรกที่ผมได้ขับขี่เวสป้าเกิดขึ้นบนถนนสักแห่งหนึ่งในยุโรป อาจเป็นลอนดอนหรือปารีส ผมจำได้ว่าได้เห็นเวสป้า และคิดว่า ‘ผมอยากขี่รถแบบนั้นสักคัน’ และผมมีความสุขอย่างยิ่งเมื่อสายลมพัดผ่านเส้นผม สัมผัสได้ถึงความมีอิสระ สนุกมากจริง ๆ” จัสติน บีเบอร์ กล่าว
“ผมรักเวสป้า และการได้ทำงานกับแบรนด์สุดคลาสสิคเช่นนี้มันเจ๋งมาก การได้แสดงออกตัวตนของผมไม่ว่าจะผ่านงานศิลปะ ดนตรี วิชวล หรือสุนทรียภาพ การได้สร้างสรรค์บางสิ่งเริ่มต้นจากศูนย์คือส่วนหนึ่งในตัวตนของผม เป้าหมายสูงสุดของการสร้างสรรค์และการออกแบบคือการใส่ตัวตนที่แตกต่างของคุณไปกับผลงาน” จัสติน บีเบอร์ กล่าว
จัสติน บีเบอร์ x เวสป้า มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซี รูปทรงตัวรถมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง แฮนด์บาร์ พร้อมไฟหน้าสี่เหลี่ยมที่มีเอกลักษณ์และจอแสดงผลแบบ TFT ทำงานประสานกับทุกฟังก์ชั่นในสมาร์ทโฟน ระบบไฟ Full LED และล้อขนาด 12 นิ้ว ทั้งหมดนี้คือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ของการผสมผสานสไตล์เข้ากับเทคโนโลยี JUSTIN BIEBER X VESPA 150 SPECIAL EDITION สี BIANCO JUSTIN BIEBER X VESPA จัดจำหน่ายในราคา 181,900 บาท*
*ราคานี้เป็นราคา ON THE ROAD PRICE ที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าจดทะเบียน พ.ร.บ. ประกันรถหาย 1 ปี พร้อมรับชุด Welcome kit
สีแบบโมโนโครมคือความโดดเด่นอย่างมีสไตล์ซึ่งสร้างความแตกต่างให้เวสป้ารุ่นใหม่ที่ออกแบบโดยบีเบอร์ มีความสง่างามและเหนือกาลเวลา สะท้อนความคิดสร้างสรรค์ของเขาที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เขาคิดค้นบางสิ่งบางอย่างก่อนถูกถ่ายทอดเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริง สีขาวที่ถ่ายทอดผ่านทุกองค์ประกอบของเวสป้า สปรินท์รุ่นใหม่ ตั้งแต่เบาะนั่งไปจนถึงมือจับและก้านล้อ โลโก้แบรนด์และลวดลายเปลวไฟบนตัวถังรถยังเป็นโทนสีขาวทับซ้อนกันซึ่งเป็นแนวทางการออกแบบที่เขาต้องการใส่ไว้ในผลงานเพื่อสะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ ความมีชีวิตชีวา และความกระฉับกระเฉงอันเป็นคุณสมบัติที่บีเบอร์และเวสป้ามีอยู่ร่วมกัน
‘เนต้า’ พร้อมลุยตลาดอีวีเมืองไทยส่งรุ่นแรก ‘NETA V’ ราคาเร้าใจ!
บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบรนด์ NETA จากประเทศจีน สะท้อนจุดยืน “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อทุกคน” เปิดตัวแบรนด์ NETA อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตั้งบริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นศูนย์กลางธุรกิจรถไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน พร้อมผนึกพันธมิตรใหญ่ ปตท. สร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในไทย เตรียมแนะนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้าสู่ตลาดอย่างน้อยปีละ 1 รุ่น ประเดิมเปิดตัว “NETA V” (เนต้า วี) รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ภายใต้แนวคิด “Touchable Smart EV” เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเพื่อคนไทยทุกคน
ในงานนี้ไฮไลท์อยู่ที่การเปิดตัว NETA V รถยนต์พลังไฟฟ้า 100% พร้อมเปิดราคากับโปรโมชั่นสุดเร้าใจ NETA V มาพร้อมแนวคิด “Touchable Smart EV” รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ ได้รับการออกแบบภายนอกที่ลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ และการออกแบบภายในที่เรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดดเด่นด้วยหน้าจอ Infotainment ระบบสัมผัส ขนาดใหญ่ 14.6 นิ้ว พร้อมระบบการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือ กุญแจแบบสมาร์ทคีย์พร้อมระบบ Ride & Go ให้รถพร้อมสำหรับการขับขี่ทันทีที่เปิดประตูรถ
NETA V ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ขนาด 95 แรงม้า แรงบิด 150 นิวตัน-เมตร พร้อมแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-Ion Battery) ความจุ 38.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง ระยะทางในการวิ่งสูงสุด 384 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟเต็มตามมาตรฐาน NEDC ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานการป้องกันน้ำและฝุ่น IP67 พร้อมด้วยระบบจัดการอุณหภูมิแบตเตอรี่ HEPT 3.0 และระบบระบายความร้อนแบบ LIQUID COOLING SYSTEM
รองรับการชาร์จกระแสสลับ AC Normal Charge จาก 0-100% ในระยะเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และการชาร์จกระแสตรง DC Quick Charge จาก 30-80% ในระยะเวลาประมาณ 30 นาที ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ด้วยฟังก์ชัน V2L (Vehicle to Load) จ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า ด้วยกำลังสูงสุดถึง 3,300 วัตต์ พร้อมการติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และเทคโนโลยีความปลอดภัยอย่างครบครัน
NETA V มีให้เลือก 5 สี ประกอบด้วยสีเขียว Cyan สีขาว White Storm สีชมพู Sakura Pink สีเทา Midnight Grey และสีฟ้า Sky Blue พร้อมเปิดราคาราคาขาย(ส.ค.2565) หลังจากได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติที่ 549,000 บาท ซึ่งปกติจะมีราคาอยู่ที่ 760,000 บาท
บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด หรือ Hozon Auto เป็นผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ NETA ซึ่งเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จากประเทศจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2557 มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในระยะเวลาเพียง 4 ปี ของการดำเนินธุรกิจโดยสามารถเปิดตัวรถยนต์รุ่นแรกได้ภายในปี 2561 และจัดอยู่ในกลุ่มบริษัทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มียอดขายที่เติบโตสูงอย่างต่อเนื่องในตลาดรถยนต์ประเทศจีน ด้วยอัตราการเติบโตสูงกว่า 362% ในปี 2564 ที่ผ่านมา มียอดจำหน่ายรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารวมแล้วกว่า 170,000 คัน ช่วยลดการปล่อยมลพิษได้กว่า 279,000 ตัน ปัจจุบันบริษัทฯ มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ทำตลาด 3 รุ่นได้แก่ NETA U รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ SUV; NETA V รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์ City Car รวมไปถึง NETA S รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต
ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการให้ทุกคนมี “สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียม” บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และเทคโนโลยีอัจฉริยะในทุกมิติเพื่อพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีนวัตกรรม ล้ำสมัยด้วยเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง ปัจจุบันบริษัทฯ มีศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ รวม 6 แห่ง โดย 3 แห่งอยู่นอกประเทศจีน ครอบคลุมทั้งในเยอรมนี อิตาลี รวมทั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะใน Silicon Valley สหรัฐอเมริกา พร้อมโรงงานผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้มาตรฐานระดับโลกรวม 3 โรงงานตั้งอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง มณฑลเจียงซี และหนานหนิงเขตกวางสี ที่มีกำลังการผลิตรวม 250,000 คันต่อปี โดยโรงงานที่เมืองหนานหนิงจะเป็นโรงงานหลักสำหรับผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าพวงมาลัยขวาเพื่อส่งออกมายังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยมีตลาดที่สำคัญอยู่ที่ประเทศไทย พร้อมกำลังการผลิตอยู่ที่ 100,000 คัน
ยิ่งไปกว่านั้น NETA ยังร่วมมือกับผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลกในหลายธุรกิจ อาทิ Sense Time ผู้พัฒนาอัลกอริทึม AI รายใหญ่ของโลก; Horizon Robotics ผู้นำด้านแพลตฟอร์มการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI); Huawei ผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT); CATL หนึ่งในผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมไปถึงกลุ่มปตท. ในประเทศไทย
NETA มีแพลตฟอร์มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ 2 แพลตฟอร์ม ได้แก่ HPC และ HPA ครอบคลุมตลาดตั้งแต่กลุ่ม A00 ถึงระดับ B โดยตั้งเป้าแนะนำรถยนต์รุ่นต่างๆ ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
NETA ได้ขยายธุรกิจสู่ตลาดประเทศไทยในปี 2565 ในนาม บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด พร้อมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ ปตท. ถือหุ้น 100% เพื่อศึกษาความเป็นไปได้สำหรับโอกาสทางธุรกิจและการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Arun Plus จะเข้ามาร่วมสร้างนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าร่วมกันกับ NETA ในหลากหลายมิติ โดยบทบาทหลักคือการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ให้กับ NETA ผ่านบริษัท Horizon Plus ซึ่งจะสามารถเปิดสายพานการผลิตได้ภายในปี 2024 อีกทั้งยังเป็นฐานการผลิตสำหรับการส่งออกไปจำหน่ายในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย
เป่า จ้วงเฟย (Mr. Bao Zhuangfei) ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนต้า ออโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า “การดำเนินงานในประเทศไทย บริษัทฯ มุ่งเน้นความสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดี เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ เพื่อคนไทยสามารถเข้าถึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ NETA “Popularizer of Smart EV: สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้”
- ด้านผลิตภัณฑ์ : บริษัทฯ มีแผนแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งในกลุ่มรถยนต์นั่ง และรถยนต์ในกลุ่ม SUV เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าคนไทย ประเดิมด้วย NETA V สำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบรถยนต์นั่งในกลุ่ม B ที่ให้ความคล่องตัวในการขับขี่ ก่อนจะเปิดตัวรถรุ่นอื่นๆ อีกอย่างต่อเนื่องทุกปี
- ด้านช่องทางจำหน่าย : ปัจจุบัน NETA มีผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว 24 แห่ง ครอบคลุมในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล รวมถึงหัวเมืองใหญ่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าวางเป้าหมายขยายเพิ่มเป็น 30 แห่ง ภายในปีนี้ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้น ทั้งนี้ยังเปิดให้บริการ NETA SPACE (เนต้า สเปช) ภายในพื้นที่ศูนย์การค้าเพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า
- ด้านประสบการณ์ลูกค้า : บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการบริการหลังการขาย โดยมีการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการฝึกอบรมความพร้อมเจ้าหน้าที่สำหรับดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ การจัดเตรียมอะไหล่สำรองให้สามารถรองรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างทันท่วงที บริการช่วยเหลือลูกค้ากรณีฉุกเฉินผ่าน NETA Call Center ที่พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
หวัง เฉิงเจี่ย (Mr. Wang ChengJie) รองประธาน บริษัท โฮซอน นิว เอนเนอร์ยี่ ออโต้โมบิล จำกัด กล่าวว่า “ด้วยเป้าหมายที่จะให้ผู้คนทั่วทุกมุมโลกมีโอกาสได้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้อย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงทุ่มเทให้กับ “การสร้างรถยนต์เพื่อการใช้งานสำหรับทุกคน” ให้มี “สิทธิในการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างเท่าเทียมกัน” โดยทำหน้าที่เป็น “ผู้สรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่ทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้” ทำให้ NETA เริ่มแผนการขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยประเทศไทยคือเป้าหมายแรกภายใต้กลยุทธ์ดังกล่าวซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพสูง ภาครัฐมีนโยบายและมาตรการส่งเสริมการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม ขณะที่ผู้บริโภคก็เปิดรับยานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นเช่นกัน”
PEUGEOT ART CAR ‘So Me! So Mine’ หนึ่งเดียวจากศิลปินฝรั่งเศส ‘โคลอี้ เคลลี มิลเลอร์’
เปอโยต์ ประเทศไทย ภายใต้การบริหารงานของบริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ร่วมกับ SO/Bangkok โรงแรมสุดหรูสัญชาติฝรั่งเศส จัดกิจกรรมพิเศษเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติของประเทศฝรั่งเศสช่วงเดือนกรกฎาคม ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘So Me!…So/Bangkok’
ส่ง ‘2008’ เอสยูวีสุดชิค ที่ผ่านการเพนท์โดย โคลอี้ เคลลี มิลเลอร์ (Chloé Kelly Miller) ศิลปินชาวฝรั่งเศส จัดแสดงในนิทรรศการ ‘Love Will Keep Us Together’ ร่วมกับผลงานศิลปะที่เปี่ยมด้วยความหมายลึกซึ้ง บริเวณ Park Lobby ชั้น 9 โรงแรม So/Bangkok วันนี้ ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565
สุนทรพันธ์ เดชะเทศ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบลฟอร์ต ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า “ผมมีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติ ที่รถยนต์ เปอโยต์ 2008 ได้มีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองเดือนแห่งวันชาติของฝรั่งเศสอีกครั้ง พร้อมความพิเศษจากการจัดกิจกรรมกับ So/Bangkok และ ศิลปิน โคลอี้ เคลลี มิลเลอร์ ซึ่งล้วนมีต้นกำเนิดจากฝรั่งเศสเหมือนกัน
งานนี้นับว่าเข้ากับบุคลิกของแบรนด์ เปอโยต์ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะ เปอโยต์เป็นรถยนต์ฝรั่งเศสที่เน้นเรื่องศิลปะ การออกแบบ ความมีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง เฉกเช่นงานศิลปะทุกชิ้น ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในตัวเอง
โดยโคลอี้ ได้ใช้จินตนาการในการรังสรรค์ เปอโยต์ 2008 ให้เป็นงานศิลป์ ด้วยการวาดภาพลงบนตัวรถทั้งคัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘So Me! So Mine’ เพื่อจัดแสดงร่วมกับผลงานศิลปะของเธอที่ So/Bangkok ตลอดเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมนี้ ขอเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์ เปอโยต์ มาสัมผัสและค้นหาความหมายที่ซ่อนอยู่ ภายใต้สีสันอันหลากหลายของรถคันนี้กันครับ”
++Peugeot 2008 ‘So Me! So Mine’ งานศิลป์สุดชิค ที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความรู้สึก
โคลอี้ เคลลี มิลเลอร์ ศิลปินรุ่นใหม่ชาวฝรั่งเศส เป็นผู้มีปัญหาด้านการได้ยิน แต่เธอสามารถใช้โสตในการรับรู้อื่นๆ ได้อย่างน่าทึ่ง บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ผ่านผลงานศิลปะสุดชิคที่มีดวงตาเป็นส่วนประกอบ ทั้งภาพถ่าย, งานอะคริลิก, กราฟิตี้, ภาพวาด และอื่นๆ
โคลอี้ เคลลี มิลเลอร์ ยังเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่ม LGBTQ+ ทำให้บ่อยครั้งที่ผลงานของเธอนั้นสะท้อนการค้นหาตัวตน รวมถึงเป้าหมายในการใช้ชีวิตได้อย่างลึกซึ้ง เช่นเดียวกับ เปอโยต์ 2008 ‘So Me! So Mine’ ที่ใช้เทคนิคการเพนท์ เพื่อถ่ายทอดจินตนาการและความรู้สึก ลงบนตัวถังรถได้อย่างโดดเด่น
สัมผัส เปอโยต์ 2008 ‘So Me! So Mine’ งานศิลป์ติดล้อสุดชิค โดย โคลอี้ เคลลี มิลเลอร์ได้ที่ Park Lobby ชั้น 9 โรงแรม So/Bangkok วันนี้ ถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2565
ครั้งแรกกับการเดินทาง 4,100 กิโลเมตร กรุงเทพฯ-สิงคโปร์-กรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ไฟฟ้า BMW iX3
ซึ่งผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าตัวจริงแสดงให้เห็นว่า ข้อกังวลเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นหากมีการวางแผนอย่างดี กับบทพิสูจน์ที่ถือเป็นความท้าทายในการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าข้ามพรมแดนสามประเทศในระยะเวลา 10 วัน โดย อู๋ – อติชาญ เชิงชวโน เจ้าของ BMW iX3 ได้ร่วมกับบีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เปิดประสบการณ์การการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้าบนเส้นทางกรุงเทพฯ – สิงคโปร์ – กรุงเทพฯ รวม 4,100 กิโลเมตร สร้างอีกหนึ่งประวัติศาสตร์สู่อนาคตแห่งการขับเคลื่อนผ่านสมรรถนะอันทรงพลัง ระยะทางการขับขี่ และความสะดวกสบายของรถยนต์อเนกประสงค์พลังงานไฟฟ้า 100% อย่าง BMW iX3
อู๋ อติชาญ เชิงชวโน เล่าให้เราฟังว่า “การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเพราะอยากสร้างแรงบันดาลใจว่า การขับรถในระยะทางไกลด้วยพลังงานไฟฟ้าเป็นไปได้จริง โดยสามารถขับข้ามไปต่างประเทศได้แบบไม่มีขีดจำกัดใด หากศึกษาข้อมูลและวางแผนเส้นทางอย่างรอบคอบ การนำ BMW iX3 มาทำภารกิจนี้ก็พิจารณาจากหลายๆ องค์ประกอบ ทั้งสมรรถนะ เทคโนโลยีต่างๆ ขนาดของรถซึ่งมีความเหมาะสมกับการขนสัมภาระในทริปนี้อย่างมาก ช่วยให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย”
ก่อนเดินทาง อู๋ ได้ศึกษาเกี่ยวกับเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าในแต่ละประเทศอย่างละเอียด ทำให้เห็นว่าทั้งสามประเทศมีความพร้อมสถานีชาร์จไฟฟ้ามีตลอดทางตั้งแต่ประเทศไทยไปจนถึงปลายทางที่ประเทศสิงคโปร์ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และแนวคิดสนับสนุนการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้าของแต่ละประเทศที่มีมากขึ้น แม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีกฎระเบียบสำหรับการใช้สถานีชาร์จไฟฟ้าต่างกัน แต่ในภาพรวมก็ยังมีการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างมาก ช่วยให้เจ้าของรถยนต์ได้ใช้บริการและพักผ่อนระหว่างการชาร์จไฟฟ้าได้อย่างสะดวกสบาย ในขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีสถานีชาร์จไฟฟ้าทุกหนแห่ง
BMW iX3 เป็นคู่หูสำคัญที่ทำให้การเดินทางครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี ด้วยการเป็นรถยนต์ SAV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบชาร์จใหม่ล่าสุด หากใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ สามารถชาร์จด้วยระบบไฟแบบ 1 เฟส และ 3 เฟส ได้สูงสุด 11 กิโลวัตต์ และหากชาร์จแบบรวดเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง จะรับพลังงานได้สูงสุด 150 กิโลวัตต์ แบตเตอรี่แรงดันสูงใน BMW iX3 ยังรองรับการชาร์จจาก 0 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ได้ภายใน 34 นาที นอกจากนี้ยังมาพร้อมระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) โดยระดับการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่จะแปรผันตามสภาวะถนนซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลในระบบนำทางและเซนเซอร์ในระบบช่วงเหลือผู้ขับขี่ ช่วยให้การบริหารจัดการเส้นทางในระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรต่อการชาร์จ ให้เป็นไปอย่างสะดวกสบายแถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอีกด้วย ซึ่งหากคำนวนคร่าวๆ ได้เสียค่าชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์อยู่ที่ราว 5,600 บาท ซึ่งหากทริปนี้เดินทางด้วยรถยนต์ปกติ คาดว่าจะต้องเสียค่าน้ำมันไปกว่า 14,000 บาท
เพราะเป็นการเดินทางไกล สมรรถนะและเทคโนโลยีช่วยขับขี่จึงเป็นเรื่องแรกที่ต้องคำนึงถึง หนึ่งในเทคโนโลยีช่วยขับขี่บนทางด่วนไฮเวย์ในประเทศมาเลเซียจึงเป็นระบบ Active Cruise Control ซึ่งเป็นระบบล็อกความเร็วคงที่ตามความต้องการของผู้ขับขี่ จึงช่วยผ่อนแรงในการขับรถทางไกลได้เป็นอย่างดี ทั้งยังนั่งสบายด้วยช่วงล่างแบบ Adaptive ปรับระดับด้วยไฟฟ้าตามสภาพถนนและสภาวะการขับขี่ ช่วยให้การเดินทางในเส้นทางขึ้นลงเขาเป็นไปได้ง่ายขึ้นแม้ในช่วงเวลาที่ฝนตก ในขณะที่ระบบช่วยเตือนอาการเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Attentiveness Assistant) ซึ่งทำงานผ่านเทคโนโลยี AI ช่วยสังเกตอัตราการเหยียบคันเร่ง การบังคับของพวงมาลัย และประเมินความพร้อมของร่างกายผู้ขับขี่จากลักษณะการเหยียบคันเร่ง พร้อมส่งสัญญาณเตือนให้พักจากการขับรถ ทั้งยังช่วยหาร้านกาแฟหรือสถานที่พักริมทางให้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีระบบนำทาง BMW Maps ที่ช่วยนำทางได้อย่างแม่นยำ และระบบผู้ช่วย Intelligent Personal Assistant ที่สามารถสั่งการฟังก์ชันต่าง ๆ รวมถึงค้นหาสถานที่สำคัญได้ด้วยคำสั่งเสียง และไฮไลท์ของทริปอย่างแอปพลิเคชัน My BMW ที่สามารถรับ-ส่งข้อมูลไปที่รถยนต์ BMW iX3 ของคุณอู๋ได้อย่างต่อเนื่องตลอดการเดินทางครั้งนี้ ช่วยให้สามารถเช็คและอัปเดตข้อมูลได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นปริมาณไฟฟ้าคงเหลือหรือข้อมูลการชาร์จไฟฟ้า หรือฟังก์ชันอื่นๆ ในแอปพลิเคชัน โดยสามารถปรับเป็นเวลาท้องถิ่นได้อัตโนมัติได้จึงหายห่วงเรื่องไทม์โซนอีกด้วย
นอกจากระยะทางแล้วอีกหนึ่งความท้าทายของทริปที่ใช้เวลายาวนานกว่า 10 วันคือการขนสัมภาระและอุปกรณ์ต่าง ๆ ของทั้ง อู๋ ภรรยา และผู้ร่วมทริปอีกสองท่าน BMW iX3 โดดเด่นเรื่องการใช้งานที่หลากหลายเบาะหลังพับได้แบบ 40:20:40 จึงสามารถจัดเก็บสัมภาระของทุกคนได้อย่างลงตัว ยิ่งไปกว่านั้นยังมาพร้อมกับระบบความบันเทิงไม่ว่าจะเป็นระบบเครื่องเสียงรอบทิศทาง Harman Kardon หรือระบบ BMW Live Cockpit Professional
ประสบการณ์การเดินทางข้ามประเทศในเส้นทางไทย – สิงคโปร์ – ไทย กว่า 4,100 กิโลเมตร ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าของอู๋ ยังได้รับความร่วมมือจากมิชลินที่มอบ Michelin Pilot Sport 4 SUV ยางรถยนต์คุณภาพซึ่งพัฒนามาเพื่อใช้กับรถยนต์เอสยูวีสมรรถนะสูงโดยเฉพาะ ให้การยึดเกาะถนนที่ยอดเยี่ยมทั้งบนผิวถนนแห้งและถนนเปียก รวมถึง เอไอเอส ที่สนับสนุนการเชื่อมต่อสัญญาณ 5G ให้กับโทรศัพท์มือถือ ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ตลอดเส้นทางในประเทศไทยและการเชื่อมต่อสัญญาณ 5G ในต่างประเทศ
อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “เราตื่นเต้นและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างประเทศไทย-สิงคโปร์ด้วยรถยนต์ไฟฟ้าเป็น ครั้งแรก การเดินทางครั้งสำคัญของคุณอติชาญครั้งนี้ คือปรากฏการณ์ใหม่ที่ปลดล็อคความเป็นไปได้ไม่รู้จบของการเดินทางด้วยยนตรกรรมไฟฟ้า เป็นบทพิสูจน์ที่จะช่วยขจัดข้อกังวลต่าง ๆ เกี่ยวกับการเดินทางระยะไกลด้วยรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มประสิทธิภาพและสะดวกสบายตลอดเส้นทาง”
“และที่สำคัญ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นในการผลักดันยนตรกรรมไฟฟ้าในสังคมไทย โดยเราได้ร่วมมือกับพันธมิตรในการขยายเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ ให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิสามารถเข้าถึง 600 หัวจ่าย ในกว่า 295 แห่งทั่วประเทศ และด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ทั้ง 4 รุ่นที่เรานำเสนอแก่ลูกค้าชาวไทย ไม่ว่าจะเป็น BMW iX3 ,BMW iX ,BMW i4 และมินิ คูเปอร์ เอสอี ได้นำเราสู่อีกหนึ่งความสำเร็จในการครองส่วนแบ่งตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียมสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 37.7% ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 โดยภายในปลายปีนี้ ลูกค้าในประเทศไทยจะได้สัมผัสยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้าจาก BMW ครบทุกเซกเมนต์ เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่าบีเอ็มดับเบิลยูยังคงยืนหยัดสนับสนุนทุกความท้าทายที่จะนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และมุ่งส่งเสริมอนาคตแห่งการขับเคลื่อนเพื่อการขับขี่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนอย่างแท้จริง”
(จากซ้าย) กฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย /ปรีชา นินาทเกียรติกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย / วิเนต องค์เนกนันต์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด B2C ประเทศไทย บริษัท สยามมิชลิน จำกัด / วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าฝ่ายงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) / อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย / อู๋-อติชาญ เชิงชวโน และ ซู่ชิง-จิตต์สุภา ฉิน
‘ท็อปกอล์ฟ’ ถ้าได้สัมผัสจะลืมภาพกีฬากอล์ฟเดิมๆ ไปเลย!
ท็อปกอล์ฟ ไม่ใช่ที่ที่จำกัดแค่นักกอล์ฟมืออาชีพ แต่ยังเป็นสถานที่รวบรวมความสนุกและความบันเทิง พร้อมอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศให้บริการ ภายในมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ฮิตติ้งเบย์รวม 102 เบย์, บาร์และร้านอาหารกว่า 5 ร้าน, ศูนย์ฝึกสอนกอล์ฟ, และสนามพัตต์กอล์ฟ 18 หลุมโดยแต่ละเบย์มีที่นั่งสะดวกสบายไว้รับรอง พร้อมอาหารนานาชาติพร้อมเสริฟให้ถึงเบย์
สายดื่มไม่ควรพลาดที่จะมาเพลิดเพลินไปกับ Topgolf Sports Bar สปอร์ตบาร์ที่ดีที่สุดในกรุงเทพฯ, Pink Giraffe รูฟท็อปบาร์แบบโอเพ่นแอร์, Patio โซนอาหาร Casual Dining ที่เปิดให้บริการตลอดทั้งวัน พร้อมฟู้ดบัสรูปแบบเฉพาะตัว, และ Devil’s Lounge เลาจ์ไวน์และวิสกี้สวยหรูมีสไตล์
นอกจากนี้ท็อปกอล์ฟยังได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสู่ประเทศไทย โดยผู้เล่นสามารถทำคะแนนได้ด้วยการตีลูกกอล์ฟฝังไมโครชิพไปยังเป้าขนาดยักษ์ ที่มีถึง 11 อัน บนสนามขนาด 205 หลา เทคโนโลยีการติดตามลูกกอล์ฟ Toptracer ที่เป็นนวัตกรรมใหม่และหน้าจอ HDTV รอบสนามกว่า 300 จอพร้อมแล้วที่จะเปิดโลกแห่งการเล่นเกมเหนือจินตนาการ
ท็อปกอล์ฟมีไม้กอล์ฟให้ใช้บริการได้ฟรี ผู้เล่นสามารถเลือกเล่นเกมได้หลากหลายเพื่อประสบการณ์เล่นที่สนุกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ท็อปกอล์ฟเกม แองกรี้เบิร์ด เกมสะสมเพชร และการเล่นกอล์ฟบนสนามเสมือนจริง ซึ่งต่างจากการเล่นกอล์ฟเสมือนจริงรูปแบบปกติตรงที่ ผู้เล่นจะได้ตีลูกกอล์ฟลงสนามกันจริงๆ
ท็อปกอล์ฟ ยังสามารถใช้เป็นพื้นที่จัดงานได้ โดยมีห้องจัดเลี้ยงส่วนตัว ฮิตติ้งเบย์ สนามกลางแจ้ง บาร์ และร้านอาหารที่แขกสามารถใช้บริการได้ ทำให้ ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ เป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการจัดงานทุกขนาด ตั้งแต่งานฉลองวันเกิดไปจนถึงกิจกรรม Team building และกิจกรรมสัมมนาของบริษัท
ท็อปกอล์ฟมีค่าบริการอยู่ที่ 850 – 1,450 บาทต่อชั่วโมงต่อเบย์ โดยแต่ละเบย์สามารถรองรับผู้เล่นได้สูงสุดถึง 6 คน ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ ฉลองการเปิดตัวด้วยโปรโมชัน Solo 9 to 5 ให้ผู้เล่นสามารถตีลูกกอล์ฟจำนวนไม่จำกัดภายในเบย์ส่วนตัวสุดพิเศษในราคาเพียง 350 บาทต่อชั่วโมง ในวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 17.00 น.
สำหรับผู้เล่นที่มาใช้บริการครั้งแรก จะมีค่าลงทะเบียนแรกเข้า 150 บาท โดยจะได้รับสิทธิ์ในการเล่นลูกกอล์ฟได้ไม่จำกัดจำนวน ตัวเลือกเกมของท็อปกอล์ฟทั้งหมด ระบบเกมเล่นแข่งขันกับเพื่อน รับผลวิเคราะห์การตีด้วยเทคโนโลยี Toptracer รวมถึงใช้บริการไม้กอล์ฟของท็อปกอล์ฟได้ฟรี
ผู้ที่สนใจสามารถจองการเล่นเกม สถานที่จัดงาน หรือจองคอร์สเรียนกอล์ฟ กับท็อปกอล์ฟ ได้แล้วตั้งแต่วันนี้ ที่ www.topgolfthailand.com และสามารถติดตามเพจเฟซบุ๊ก หรือ อินสตาแกรม Topgolf Thailand เพื่ออัพเดทความเคลื่อนไหวของท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้
แอนดรูว์ นาธาน กรรมการผู้จัดการ ท็อปกอล์ฟ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า “ในฐานะที่ท็อปกอล์ฟแห่งนี้ เป็นท็อปกอล์ฟที่แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราได้เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ด้านกีฬาและความบันเทิงในประเทศไทย โดยที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับการเล่นเกมของท็อปกอล์ฟเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ ทานอาหาร และสร้างช่วงเวลาแห่งความสนุกร่วมกัน ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ ยังเป็นก้าวแรกในการขยาย ท็อปกอล์ฟในภูมิภาคนี้ โดยจะมีการประกาศที่ตั้งอื่นๆ ของท็อปกอล์ฟเพิ่มเติมในอนาคตอย่างแน่นอน”
ทิม โบดา ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ ท็อปกอล์ฟ ประเทศไทย กล่าวว่า “ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้ ต่อยอดจากความสำเร็จของท็อปกอล์ฟ 79 แห่งที่เปิดตัวไปทั่วโลกก่อนนี้ เราได้นำประสบการณ์กว่า 20 ปี มาใช้ในการพัฒนาและปรับท็อปกอล์ฟให้เข้ากับความต้องการของตลาดในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การนำเสนออาหารและเครื่องดื่มที่คนไทยชื่นชอบ และตอนนี้ทีมงานกว่า 400 คนของเรา พร้อมแล้วที่จะต้อนรับทุกคน ทุกระดับความสามารถ ที่ ท็อปกอล์ฟ เมกาซิตี้”

มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป เติมความรักให้น้องๆ ที่มูลนิธิบ้านพระพรในโครงการ ‘ดีต่อใจ’
บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด ภายใต้กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หนึ่งในผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ บีเอ็มดับเบิลยู, มินิ และ มอเตอร์ไซค์ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดและธุรกิจที่เกี่ยวข้
มิลเลนเนียม ออโต้ ชวนสื่อมวลชนนำสิ่งของไปร่วมบริจาค และเลี้ยงอาหารกลางวัน แก่เด็กๆ ด้อยโอกาส เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยได้รับเกียรติจาก ดร. สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) กล่าวถึงความตั้งใจในการร่วมสร้

ศรัณย์ อรรถเวทยวรวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด เผยว่า “ในเดือนสิงหาคมนี้ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ขอร่วมส่งมอบความรัก และความอบอุ่น ให้ทุกท่าน ภายใต้คอนเซ็ปต์ Millennium Auto Big Love ความรักที่ยิ่งใหญ่ จาก มิลเลนเนียม ออโต้หนึ่งในแคมเปญนี้ คือ การจัดกิจกรรม CSR ที่มูลนิธิบ้านพระพร ผ่านโครงการดีต่อใจ By Millennium Auto นับเป็นครั้งที่ 3 แล้ว โดยเป็นตัวแทนมอบสิ่งของจำเป็น และเลี้ยงอาหารกลางวัน แก่เด็กๆ ในมูลนิธิบ้านพระพร นอกจากนี้ยังเชิญชวนลูกค้าทุกท่
มูลนิธิบ้านพระพร เดิมชื่อว่า พันธกิจเรือนจำคริสเตียน ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2514 โดยศาสนาจารย์ แจ๊ค แอล มาติน มิชชันนารีที่มาจากสหรัฐอเมริกา มีภารกิจสำคัญคือ การเข้าไปอบรมพัฒนาชีวิตผู้ต้
สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถที่ใช่ มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป ได้จัดแคมเปญพิเศษ ในงาน Millennium Auto Big Sale ระหว่างวันที่ 12–14 สิงหาคม ออกรถให้คุณแม่วันนี้ รับโปรโมชั่นสุดเร้าใจ ที่ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาพระราม 4 และ มิลเลนเนียม ออโต้ สาขาเอกมัย และมหกรรมโชว์รถสุดยิ่งใหญ่Big Motor Sale 2022 สัมผัสรถยนต์หลากรุ่นพร้
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
NEW MG VS HEV สปอร์ตไฮบริดเอสยูวีรุ่นแรกค่าย MG
NEW MG VS HEV สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แนวคิด “ABSOLUTE” เพื่อบ่งบอกถึง “ความสมบูรณ์แบบ” ไม่ว่าจะเป็น ด้านดีไซน์ ทั้งการออกแบบภายนอก ด้วยกระจังหน้า Electrified Matrix Grille Design ที่ให้ความรู้สึกสปอร์ตและทันสมัย ไฟหน้าแบบ LED Projector ที่เปิด-ปิดได้อัตโนมัติที่มาพร้อมกับไฟส่องสว่างสำหรับขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHT) และไฟท้ายแบบ LED ล้ออัลลอยด์ขนาด 17 นิ้ว มี AERO WHEEL COVER ที่ช่วยลดแรงต้านลม
ห้องโดยสารแนวใหม่แบบ Modern & Stylish และครั้งแรกของยนตรกรรมในกลุ่ม B-SUV ที่มี Dual Widescreen Cockpit หน้าจอคู่ขนาดใหญ่ 12.3 นิ้ว 2 จอ ควบคุมการทำงานผ่าน ILLUMINATED TOUCH PANEL และคอนโซลกลางแบบ DOUBLE LAYER ด้านบนตกแต่งด้วยวัสดุ PIANO BLACK พวงมาลัยหุ้มหนังและคันเกียร์ตกแต่งลวดลาย LASER PATTERN ให้ความหรูหรา ด้านล่างมีที่เก็บของ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับทั้ง TYPE C และ TYPE A
ด้านเทคโนโลยี NEW MG VS HEV มาพร้อมระบบเกียร์ไฟฟ้าแบบใหม่พร้อมคันเกียร์แบบ Electric Shift สามารถเลือกโหมดขับขี่ได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ Eco, Comfort และ Sport ระบบไฮบริดมาพร้อมด้วย KERS MODE ตั้งค่าได้ 3 ระดับ ช่วยชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ในขณะชะลอรถ
จอแสดงผลอัจฉริยะ Full Virtual Dashboard ความคมชัดระดับ HD ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงผลได้อย่างหลากหลาย และโหมด Navigation แสดงการนำทาง คู่กับหน้าจอแบบ Touch Screen ขนาด 12.3 นิ้ว ที่สามารถเชื่อมต่อด้วยระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ i-SMARTพร้อม Apple CarPlay และสามารถเล่นมัลติมีเดียในสมาร์ทโฟนระบบ Android ได้ มอบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วย Music application ของ JOOX
ด้านความสะดวกสบาย สปอร์ตไฮบริดเอสยูวีรุ่นนี้ ให้ความสำคัญกับทั้งคนขับและผู้โดยสารทุกตำแหน่งที่นั่งด้วยห้องโดยสารที่กว้างขวาง หลังคาซันรูฟแบบพาโนรามา เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless charger) อีกทั้งยังมีช่องแอร์ และช่องเชื่อมต่อ USB สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เบาะที่นั่งด้านหลัง ปรับพับได้ 60:40 เพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ
ด้านสมรรถนะและระบบความปลอดภัย NEW MG VS HEV อัปเกรดการขับขี่ให้เร้าใจด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 16 วาล์ว VTi-TECH ผสานขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้า ให้พละกำลังรวมสูงสุดที่ 177 แรงม้า พร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT มั่นใจทุกการเคลื่อนไหวด้วยระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 12 ระบบ อาทิ ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Brake System) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake force Distribution) และ ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (Electronic Brake Assist)
ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (Stability Control System) ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (Tire Pressure Monitor System) ระบบสัญญาณไฟแจ้งเตือน เมื่อมีการเบรกฉุกเฉิน ESS (Emergency Stop Signal) ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (Electronic Parking Brake) ระบบป้องกันการไหลของรถ AVH (Auto Vehicle Hold) พร้อมกล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ High Definition จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer สัญญาณเตือนระยะถอยหลัง และถุงลมนิรภัยคู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย
NEW MG VS HEV มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย แบ่งออกเป็น รุ่น D และรุ่น X โดยรุ่น D จะมีสีภายในเป็นสีดำล้วน มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี คือ สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) และสีแดง (Scarlet Red) สำหรับรุ่น X มีสีให้เลือกทั้งแบบโมโนโทนและทูโทน แบบโมโนโทนมีสีภายในเป็นสีดำล้วน มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีขาว (Arctic White) สีดำ (Black Knight) และสีแดง (Scarlet Red) สำหรับสีทูโทนมีสีภายในเป็นแบบทูโทนสีขาวสลับดำ มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเขียว (Mineral Green) สีเทา (Metal Ash Grey) และสีขาว (Arctic White)
จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “การเดินหน้าแผนพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมตอบสนองต่อความต้องการของคนไทยทั้งเครื่องยนต์สันดาปภายในและรถยนต์พลังงานทางเลือก นำมาซึ่งการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ทั้งในมิติของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรม วันนี้ เอ็มจี พร้อมแล้วที่จะให้คนไทยได้สัมผัสกับเทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริดของเอ็มจี
การมาของ NEW MG VS HEV จึงถือเป็นหนึ่งในหมัดเด็ดของเอ็มจีที่จะเข้ามาสร้าง “จุดเปลี่ยน” ให้กับยนตรกรรมในกลุ่ม B-SUV ซึ่งเป็นตลาดที่เอ็มจีมองเห็นโอกาสและการเติบโต รวมถึงได้เพิ่มเติมประเภทเครื่องยนต์ และกลายเป็นแบรนด์ที่มอบทางเลือกให้กับลูกค้า มากที่สุดในประเทศไทย ทั้งเครื่องยนต์ ดีเซล เบนซิน ไฮบริด ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% NEW MG VS HEV ยังโดดเด่นด้วยการเป็น Sporty & Stylish SUV ที่ถูกยกระดับทั้งงานดีไซน์ เทคโนโลยี และขุมพลังไฮบริดสู่การเป็นยนตรกรรมระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนยุคดิจิทัลได้อย่างตรงจุด”
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถทดลองขับและสัมผัสการขับขี่ที่สนุกสนาน เร้าใจกับเทคโนโลยีไฮบริดของ NEW MG VS HEV ได้ตั้งแต่วันนี้ ที่โชว์รูมเอ็มจีกว่า 158 แห่ง ทั่วประเทศ โดยเอ็มจีมีกำหนดทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าในปลายเดือนสิงหาคมนี้ เป็นต้นไป
#NEWMGVSHEV #MGThailand #MGCarsTH #PassionDrives
Rêver Automotive ลงทุนกว่า 3,000 ล้าน นำ BYD รถไฟฟ้าระดับโลกรุกตลาดยานยนต์ไทย!

ประธานวงศ์ พรประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rêver Automotive จำกัด กล่าวว่า “Rêver Automotive เชื่อว่าอนาคตของประเทศไทยสร้างได้ตั้งแต่วันนี้ เราจึงมุ่งมั่นที่จะส่งมอบโซลูชั่นด้านพลังงานในฝันรูปแบบใหม่ หรือ NEW DREAM ENERGY โดยนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนและรองรับระบบนิเวศของนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเปิดประตูสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ และสร้างประเทศในฝันสำหรับทุกคน เริ่มต้นจากการนำเข้า BYD รถยนต์ EV อันดับต้นของโลก เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ”
BYD เป็นองค์กรไฮเทคชั้นนำของโลก ที่มีขอบเขตธุรกิจครอบคลุมด้านอิเล็กทรอนิกส์, พลังงานใหม่, การขนส่งระบบราง และรถยนต์พลังงานใหม่ ในฐานะ “บริษัทที่เน้นด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม” (Technology-based, Innovation-oriented) BYD ภายใต้การนำของ Mr. Wang Chuanfu, President BYD มีพนักงานกว่า 290,000 คนทั่วโลก โดยมีวิศวกร R&D มากกว่า 40,000 คน และสถาบันวิจัย 11 แห่งทั่วโลก ทีมออกแบบ in-house ประกอบด้วยนักออกแบบกว่า 400 คน จาก 10 ประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา BYD มุ่งมั่นทุ่มเท คิดค้น พัฒนานวัตกรรม สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบรับวิสัยทัศน์เพียงหนึ่งเดียวคือ การทำให้โลกเย็นลง 1 องศาเซลเซียส ในปี 2565 BYD ประกาศยกเลิกการผลิตรถยนต์สันดาป และผลิตยานยนต์ไฟฟ้า 100% เป็น “รายแรกของโลก” ล่าสุด BYD มียอดขายรถยนต์พลังงานใหม่ทะลุ 1 ล้านคัน และกลายเป็นแบรนด์จีน รายแรกที่เข้าสู่ “One Million Club” ของยานยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งปัจจุบัน BYD ขยายธุรกิจ ไปกว่า 400 เมือง ในกว่า 70 ประเทศและภูมิภาค ครอบคลุม 6 ทวีป
BYD มีที่มาจากคำว่า Build Your Dreams ซึ่งสอดคล้องกับ Rêver จากภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าความฝันเช่นเดียวกัน จุดเชื่อมโยงของ 2 บริษัทคือการสร้างสิ่งแวดล้อมในฝัน มอบอากาศสะอาดให้กับมวลมนุษยชาติ โดย Rêver Automotive มีพันธกิจหลักที่จะเป็น Solutions Provider ด้านพลังงานในฝันรูปแบบใหม่ (New Dream Energy) ซึ่งเริ่มต้นจากการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์พลังงานใหม่จาก BYD แบรนด์รถยนต์ที่ขึ้นแท่นยอดขาย New Energy Vehicle อันดับ 1 ในจีน ถึง 9 ปีซ้อน และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก การันตีด้วยยอดขาย ตั้งแต่ปี 2562 -2565 (มิถุนายน) รวมทั้งหมด 2,150,859 คัน มาให้คนไทยได้สัมผัสในอนาคตอันใกล้นี้
Rêver Automotive ทุ่มงบลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท พร้อมเตรียมปั้น BYD ให้เป็น Top 5 ในตลาดยานยนต์ไทยภายใน 5 ปี ด้วยกลยุทธ์ที่ผนึกกำลังจากทั้งความรู้ความชำนาญในธุรกิจรถยนต์ของทีมงานกับผลิตภัณฑ์จาก BYD ที่มีความแข็งแกร่งด้านเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น Blade Battery ที่ขึ้นแท่นเป็นแบตเตอรี่ EV ที่ดีและปลอดภัยที่สุดในตลาด ผ่านการทดสอบชนิดเอ็กซ์ตรีมที่เรียกว่า “Nail Penetration Test” ด้วยอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ระยะการขับขี่ที่ดีขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือมีความปลอดภัยสูงสุด ช่วยแก้ปัญหา และลดความกังวลด้านความปลอดภัยให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และ e-platform 3.0 แพลตฟอร์มแห่งอนาคตที่ยกระดับการขับขี่รถยนต์ EV ไปอีกขั้น ทั้งอัตราการเร่ง ระยะทางขับขี่ และความเร็วในการชาร์จ การควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำอย่างเสถียร ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ให้อัจฉริยะยิ่งขึ้น โดยภายในปีนี้ Rêver Automotive จะเปิดตัวและนำรถยนต์พลังงานใหม่จาก BYD มาให้คนไทยได้สัมผัสนวัตกรรมที่ดียิ่งกว่าอย่างแน่นอน
สำหรับกลยุทธ์การตลาด Rêver Automotive ในฐานะผู้จัดจำหน่ายและให้บริการหลังการขายรถยนต์ BYD ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Top 5 ในตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ของไทยภายใน 5 ปี ผนึกพลังการบริการการขาย และบริการหลังการขายทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่าง เท่าเทียมกัน มุ่งเน้นประสานเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อความพึงพอใจของลูกค้า ผ่าน Rêver Super Application ที่จะเปิดตัวพร้อมรถรุ่นแรก และขยายโครงข่ายพันธมิตร โดยจะมีตัวแทนจำหน่ายที่มีทั้งโชว์รูมและศูนย์บริการหลังการขายเต็มรูปแบบ 31 แห่งภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับ SHARGE เพื่อเปิดสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นจากเดิมในไทยให้ถึง 1,000 สถานี ครอบคลุมทั้งประเทศ ในขณะเดียวกันก็สร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องการใช้รถ EV และการชาร์จไฟภายในบ้านที่สะดวกง่ายดายเหมือนชาร์จดีไวซ์ทั่วๆ ไป ทั้งง่าย รวดเร็ว และคุ้มค่า ตอกย้ำความมั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์ใหม่ในการขับขี่อย่างครบวงจร พร้อมร่วมขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังงานใหม่
“ในฐานะนักลงทุนที่มองเห็นเทรนด์โลกอนาคต พลังงานใหม่ คือเทคโนโลยีที่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงและขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้อย่างแท้จริง การลงทุนที่ถูกทางจะสร้างคุณค่าอย่างมหาศาลให้กับผู้ลงทุนในอนาคต พร้อมจุดประกายและขับเคลื่อนความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับมนุษยชาติ นักลงทุนระดับโลกหลายรายที่เข้ามาลงทุนใน BYD ล้วนแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในอนาคตที่เติบโตของแบรนด์ ที่พร้อมจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดียิ่งขึ้นให้กับผู้คน” ประธานพร พรประภา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Rêver Automotive จำกัด กล่าว
มาร่วมกันขับเคลื่อน NEV Nation เพื่อชีวิตที่ดีกว่าด้วยกัน
ติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆของ Rêver Automotive ได้ที่
Website: www.reverautomotive.com
Facebook: BYD RÊVER Thailand
เผยโฉมครั้งแรกในไทย ‘เกรคาเล่’ เอสยูวี เครื่อง V6 530 แรงม้า ใหม่ล่าสุดจาก มาเซราติ
นับตั้งแต่อดีต มาเซราติ มักนำชื่อของ ‘ลม’ มาใช้เป็นชื่อของรถยนต์หลายรุ่นในสายการผลิต เริ่มจากยนตรกรรมในตำนานรุ่นแรกอย่าง ‘มิสทรัล’ (Mistral) ตามด้วย กิบลี่ (Ghibli), โบร่า (Bora), แคมซีน (Khamsin) และ เลอวานเต้ (Levante) เช่นเดียวกันกับ ‘เกรคาเล่’ ที่มีความหมายว่า ลมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออกเฉียงเหนือ
มาเซราติ เกรคาเล่ สะท้อนภาพลักษณ์การออกแบบของ มาเซราติ ยุคใหม่ ตัวถังสไตล์คูเป้ เส้นสายโค้งมน กระจังหน้าโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ตกแต่งด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมไฟท้ายบูเมอแรงที่ได้แรงบันดาลใจจาก มาเซราติ Giugiaro 3200 GT โดยมิติตัวถังของรุ่น GT ยาว 4,846 มม., กว้าง 2,163 มม., สูง 1,670 มม., (รวมกระจกข้าง) ระยะฐานล้อ 2,901 มม. และมีระยะห่างระหว่างล้อคู่หลัง 1,948 มม.
มาเซราติ ประเทศไทย นำเข้า ‘เกรคาเล่’ 2 รุ่นย่อย คือ จีที (GT) ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ ผสานระบบไมลด์ไฮบริด (Mild Hybrid) 300 แรงม้า และ โทรเฟโอ (Trofeo) ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด มาพร้อม เครื่องยนต์เบนซิน วี6 สูบ 3.0 ลิตร 530 แรงม้า ที่ใช้พื้นฐานจากเครื่องยนต์เน็ททูโน (Nettuno) ของซูเปอร์คาร์รุ่น เอ็มซี20 (MC20) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที ท็อปสปีด 285 กม./ชม.
ห้องโดยสารเต็มเปี่ยมความหรูหราและอเนกประสงค์ ด้วยพื้นที่ใช้สอยมากที่สุดในรถกลุ่มเดียวกัน ตกแต่งอย่างประณีตทุกรายละเอียด ด้วยหนังแท้เกรดพรีเมียม, ไม้แท้ และคาร์บอนไฟเบอร์ อีกทั้งยังเป็นครั้งแรกที่มีการใช้นาฬิกาดิจิทัล แทนนาฬิกาทรงรีแบบดั้งเดิม สามารถแสดงข้อมูลได้หลากหลาย ติดตั้งจอทีเอฟที (TFT: Thin-Film Transistor) 12.3 นิ้ว ด้านหน้าผู้ขับ พร้อมทัชสกรีนอเนกประสงค์แบบจอคู่บริเวณกลางแดชบอร์ด จอบนมีขนาด 12.3 นิ้ว และจอล่าง 8.8 นิ้ว ใหญ่สุดเท่าที่เคยติดตั้งในรถยนต์ มาเซราติ ผสานความรื่นรมย์ของเสียงดนตรีจากลำโพง Sonus Faber 14 ตำแหน่ง ติดตั้งเป็นมาตรฐาน และมีแบบ 21 ตำแหน่ง เป็นออปชั่น
มั่นใจทุกสภาพเส้นทางด้วยระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ มาพร้อม 4 โหมดการขับ คือ Comfort, GT, Sport และ Off-road ขณะที่รุ่น โทรเฟโอ เพิ่มโหมด ‘คอร์ซา’ (Corsa) ที่มาพร้อมความเร้าใจสูงสุด ผสานระบบควบคุมการทรงตัวใหม่ล่าสุด ‘วีดีซีเอ็ม’ (VDCM-Vehicle Dynamic Control Module)
ปิยะเทพ ศิวากาศ, ผู้จัดการทั่วไป มาเซราติ ประเทศไทย กล่าวว่า “นับเป็นโอกาสดีของลูกค้าในประเทศไทย ที่จะได้สัมผัสกับ ‘เกรคาเล่’ เอสยูวีรุ่นล่าสุด นับเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งในกลุ่ม high performance luxury สะท้อนคอนเซปต์ ‘Italian Audacity’ หรือความกล้าที่จะแตกต่างในสไตล์อิตาเลียน เช่นเดียวกับกลุ่มลูกค้า มาเซราติ ที่มีตัวตนเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร ซึ่งยนตรกรรมรุ่นดังกล่าว มาพร้อมดีไซน์แห่งอนาคต

ด้วยแรงบันดาลใจจากซูเปอคาร์รุ่น เอ็มซี20 (MC20) ผสานความแรงจากเครื่องยนต์ เน็ททูโน (Nettuno) ที่ใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่งฟอร์มูลาวัน พร้อมเสียงคำรามเร้าใจ ‘Maserati Signature Sound’ และห้องโดยสารล้ำสมัย มีพื้นที่กว้างสุดเมื่อเทียบกับรถยนต์ในเซ็กเมนท์เดียวกัน ตอบโจทย์ความต้องการรถยนต์อเนกประสงค์สุดหรู ควบคู่ความเร้าใจตามแบบฉบับ มาเซราติ”
สัมผัสประสบการณ์ใหม่ในแบบ ‘Everyday Exceptional’ ของยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่นล่าสุด มาเซราติ ‘เกรคาเล่’ ได้แล้ววันนี้ ที่โชว์รูม มาเซราติ ประเทศไทย โครงการเอ-สแควร์ ซอยสุขุมวิท 26
GWM xEV Charity Drive กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ครั้งที่ 1
กิจกรรมครั้งนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) มาให้ได้ลองขับถึง 3 รุ่น ไม่ว่าจะเป็น All New HAVAL H6 Hybrid SUV, HAVAL JOLION และ ORA Good CAT GT โดยเริ่มเดินทางจาก DAVIN Café คาเฟ่สุดชิคแนว Loft สไตล์โรมันคลาสสิก ย่านเลียบด่วนฯ รามอินทรา สู่มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม รวมระยะทางไป-กลับทั้งสิ้นกว่า 130 กิโลเมตร
ระหว่างการเดินทางผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังมีโอกาสได้ทดสอบสมรรถนะของรถทั้ง 3 รุ่นหลักของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ไม่ว่าจะเป็น All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5 Turbo ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 243 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 530 นิวตันเมตร อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ อีกทั้งยังได้สัมผัสประสบการณ์การขับขี่ All New HAVAL JOLION Hybrid ที่ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร มาพร้อมกับระบบเกียร์แบบ DHT และเทคโนโลยีคันเร่งอัจฉริยะ รวมถึงสนุกสนานไปกับการขับขี่เจ้าเหมียวไฟฟ้าสไตล์สปอร์ต ORA Good Cat GT ที่ได้รับการต้อนรับจากแฟนๆ ชาวไทย ด้วยยอดจอง 500 คันภายใน 58 นาที ORA Good Cat GT มาพร้อมสมรรถนะการขับขี่อันเร้าใจด้วยพละกำลังสูงสุด 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตภายนอกอันเป็นเอกลักษณ์และการตกแต่งภายในสีทูโทนดำ-แดง

ขบวนคาราวานเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เดินทางมาถึงมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ ซึ่งปัจจุบัน มูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ บางเลน มีสัตว์ในความดูแลมากถึง 800 ตัว สำหรับการทำกิจกรรมในครั้งนี้ คณะผู้บริหาร เกรท วอลล์ มอเตอร์ และสื่อมวลชนได้ร่วมกันบริจาคเงินสนับสนุนแก่มูลนิธิฯ จำนวน 30,000 บาท พร้อมมอบอาหารสัตว์และอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็น อาทิ อาหารสำหรับสุนัขและแมวป่วย กรงสุนัข คอนโดแมว รวมทั้งช่วยกันทำประกอบกรงสัตว์ ประกอบคอนโดแมว และป้อนอาหารสัตว์พิการอย่างใกล้ชิด โดยบรรยากาศของการทำกิจกรรมเต็มไปด้วยความอบอุ่นและสนุกสนาน ตามมาตรการความปลอดภัยด้านสาธารณสุข

คุณพิมพ์กุล โอฬารศิรโรจน์ ผู้อำนวยการมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ กล่าวว่า “มูลนิธิฯ ขอขอบคุณ เกรท วอลล์ มอเตอร์ และสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้เกียรติมาทำกิจกรรมจิตอาสา รวมถึงร่วมบริจาคและช่วยเหลือสัตว์พิการและด้อยโอกาสในวันนี้ น้ำใจจากทุกท่านไม่เพียงจะช่วยต่อลมหายใจให้กับสัตว์ทุกตัวในความดูแลของเรา แต่ยังเป็นแรงสนับสนุนสำคัญให้เราได้เดินหน้าช่วยเหลือ ให้การรักษา ดูแลและคุ้มครองสัตว์ที่ได้รับความทุกข์ยากเหล่านี้ให้สามารถมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีและได้รับการดูแลด้วยความรักและเอาใจใส่ต่อไปอีกด้วย”
คุณศุภรางศุ์ อนุชปรีดา ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจให้เติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทยอย่างมั่นคง ผ่านโครงการ ‘GWM: Go With Me Go Together’ ที่มุ่งเน้นการตอบแทนสังคม พัฒนาสภาพแวดล้อมทางสังคม เสริมสร้างความหลากหลายทางวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เราจึงได้จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้น โดยเราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากสื่อมวลชนในการช่วยกันปรับปรุงพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของสัตว์พิการในมูลนิธิบ้านสงเคราะห์สัตว์พิการ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมในครั้งนี้ไม่เพียงจะสร้างความสุข เพลิดเพลิน และอิ่มเอมใจให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันความสุข สร้างกำลังใจ และจุดประกายความหวังให้กับทุกคนในการเดินหน้าส่งต่อโอกาสและแรงบันดาลใจดี ๆ ให้กับสังคมต่อไปด้วยเช่นกัน”

