บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 20 ปี มอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท แก่ผู้โชคดี!

บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย นำโดย มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร และ มร. คาร์สเทน สตัมพ์ฟ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารการเงิน มอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 220i Gran Coupé M Sport รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามินิ คูเปอร์ เอสอี และมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู C 400 GT ให้แก่ คุณชนาภา วงษ์จันทร์สาร, คุณปิยรัตน์ กาวิละ  และคุณสุวโรจน์ เลิศเวชซึ่งเป็นผู้โชคดีจากการจับรางวัลภายใต้แคมเปญเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปี ของบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ณ อาคารออล ซีซั่นส์ เพลส ถนนวิทยุ

มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของเรา และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับผู้โชคดีทั้งสามท่านที่ได้รับรางวัลพิเศษในครั้งนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์แคมเปญดี ๆ เช่นนี้ต่อไป เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทมาอย่างดีตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา และจะมุ่งมั่นพัฒนานำเสนอโปรแกรมทางการเงิน บริการ และประสบการณ์ที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมอบบริการที่หลากหลายและตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่สุด ตอกย้ำปรัชญา “Power of Choice” ของเราที่มุ่งมอบทางเลือกและอิสระสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”

การมอบรางวัลครั้งนี้เป็นรางวัลใหญ่ของแคมเปญฉลองครบรอบ 20 ปี บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ซึ่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมทำสัญญาทางการเงินกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ลูกค้ายังมีโอกาสได้ลุ้นรับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ บริการลีมูซีนพร้อมคนขับด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 คอร์สขับขี่จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และร่วมลุ้นทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ BMW Leasing Experience in Munich & Korea และการเยือนสำนักงานใหญ่บีเอ็มดับเบิลยูในเมืองมิวนิค เป็นต้น

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การจับรางวัล และการประกาศรายชื่อผู้โชคดี สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th


อิเกียจับ ‘ม้าไม้ดาลา’ สัญลักษณ์แห่งความโชคดี
ลงคอลเล็คชั่นใหม่ HÄSTHAGE

อิเกีย แนะนำคอลเล็คชั่นพิเศษ HÄSTHAGE/แฮสทาเก สร้างสรรค์จากแรงบันดาลใจ “ม้าดาลา” สัญลักษณ์แห่งความโชคดีและประสบความสำเร็จของชาวสวีเดน สู่ของใช้ตกแต่งบ้านที่มีหลากหลายดีไซน์ ทันสมัย และเรียบง่าย อัดแน่นด้วยประโยชน์ใช้สอย อาทิ ผ้าคลุม หมอนอิง ถุงผ้า แก้วมัค ฯลฯ เหมาะแก่การเป็นของแต่งบ้านเสริมมงคล หรือมอบเป็นของขวัญในโอกาสพิเศษแทนคำอวยพรดีๆ

ก่อนอื่นขอเล่าถึง “ม้าดาลา (Dala Horse)” ตามความเชื่อโบราณของชาวสวีเดนที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน ม้าเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งและความกล้าหาญ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ปัจจุบันม้าดาลาเป็นของที่ระลึกขึ้นชื่อและขายดีที่สุดของประเทศ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสวีเดน ซึ่งชาวสวีเดนเองก็ยังนิยมให้ม้าดาลาเป็นของขวัญในเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ รวมทั้งงานแต่งงาน จบการศึกษา และเป็นของตกแต่งที่ทุกบ้านต้องมีไว้เพื่อนำความสุขและความโชคดีมาให้

แนวคิดของคอลเล็คชั่น HÄSTHAGE/แฮสทาเก คือ The Icon for Everyday Lifestyle สัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตประจำวันที่ พอลลิน มาคาโด้ (Paulin Machado) ดีไซเนอร์ได้ให้ความเห็นว่า “ม้าดาลาคือสัญลักษณ์ของสวีเดนและมรดกทางหัตถศิลป์ซึ่งเป็นที่จดจำได้ เราเล่นกับภาพเงาโครงร่างของเจ้าม้าสุดน่ารัก ผสมผสานกับต้นเบิร์ชสีขาวดำ เพื่อสื่อถึงธรรมชาติแบบสแกนดิเนเวีย ผลลัพธ์ที่ได้คือความเรียบง่าย โมเดิร์น และความชัดเจน สำหรับฉันแล้วเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพธรรมชาติ การมองโลกในแง่ดี การมีชีวิต ซึ่งก็คือความรักในการใช้ชีวิต แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก”

พบกับของแต่งบ้านความหมายดีสุดมินิมอลที่จะช่วยเติมความอบอุ่นให้ทุกมุมบ้านในกลิ่นอายสแกนดิเนเวียด้วยเจ้าม้ามงคลสุดน่ารักจากคอลเล็คชั่น HÄSTHAGE/แฮสทาเก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่สโตร์อิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ อิเกีย ภูเก็ต และช้อปออนไลน์ทาง IKEA.co.th


Taycan 4 Cross Turismo ‘art car’ คันล่าสุดจากการออกแบบของ Sean Wotherspoon

Sean Wotherspoon ดีไซเนอร์ และ influencer ผู้มีชื่อเสียงในวงการแฟชั่น streetwear วัย 32 ปี ผนึกกำลังกับปอร์เช่ตกแต่งรถสปอร์ต ไทคานน์ โฟร์ ครอส ทัวริสโม (Taycan 4 Cross Turismo) ของเขาให้โดดเด่นมีสีสันฉูดฉาดในสไตล์ colour block หนึ่งความโดดเด่นของเทศกาล South by Southwest® ที่จัดขึ้นใน Austin รัฐ Texas ช่วงเดือนมีนาคม

นับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่สำหรับการเปิดเผยงานตกแต่งภายในของ art car: สีสันสวยสดวางตัวต่อเนื่องกัน ทั้ง Nash Blue, Sean Peach, Loretta Purple และ Ashley Green แผงหน้าปัทม์จากไม้ Cork พวงมาลัย และคอนโซลกลางมาในเฉดสีที่แตกต่างกัน พร้อมด้วยผ้าลูกฟูกที่ได้รับการเสริมแต่งลงในชิ้นงานต่าง ๆ ผ้าหลังคา พนักพิงเบาะ และแผงบังแดด หุ้มด้วยวัสดุ Atacama Beige ดีไซเนอร์ผู้เป็น vegan ที่เข้มงวด ยังต้องการให้งานตกแต่งภายในปราศจากวัสดุหนังหรือ leather-free นับเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์พิเศษที่ลูกค้าปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้

การทำงานเริ่มต้นด้วยทีมสื่อสารการตลาดของปอร์เช่ชักนำ Wotherspoon เข้ามาร่วมงานกับดีไซเนอร์ของแผนก Style Porsche และช่วยกันจัดงานเปิดตัวรถยนต์บน Instagram ครั้งแรกของโลก Wotherspoon ได้แวะเวียนเข้าเยี่ยมชม Porsche Design Studio ใน Weissach หลายครั้ง นอกจากนั้นเขายังหมั่นเข้ามาควบคุมดูแลผลงานสร้างสรรค์รถยนต์ art car ของเขาที่หน้างานอยู่เป็นประจำ เขามักจะใช้เวลาอยู่ใน shopfloor และ trim shop ค่อนข้างนาน

ในเบื้องต้น เทคโนโลยี virtual reality ถูกนำมาใช้ในการทดลอง และตั้งหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับทางเลือกในการตกแต่งเฉดสีภายในของรถต้นแบบ “แรงบันดาลใจเกิดขึ้นเมื่อเขาเข้าไปเยี่ยมเยียนพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ Sean บังเกิดไอเดียในการนำเอาทรงกลมมาวางไว้บนประตูรถ” Volker Müller หัวหน้าส่วนงาน Colour and Trim ของแผนก Style Porsche ย้อนความทรงจำ “ความคิดของเขาสะท้อนให้เห็นถึงหมายเลขประจำตัวรูปทรงกลมที่พบเห็นได้ในรถแข่งระดับตำนานทั้งหลาย ขณะที่การใช้สีที่ตรงกันข้าม แบ่งแยกพื้นผิวขนาดใหญ่ให้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย”

เพื่อให้มั่นใจว่าเฉดสีที่ได้จะมีความถูกต้องแม่นยำตามที่เขาต้องการ Wotherspoon ส่งตัวอย่างสีอ้างอิง Pantone reference ไปที่ปอร์เช่ ห้องผสมสีใน paint shop ถูกนำมาใช้ในการผลิตสีเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงได้รับการพ่นด้วยวิธี ‘paint frogs’ ด้วยกรรมวิธีดังกล่าวเหล่าผู้คลั่งไคล้หรือ sneakerhead จะสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยกระดับผลงานของเขาเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพภายใต้สภาวะเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ไฟส่องสว่างภายในสำนักงานของ Porsche Design Studio สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างแสงธรรมชาติ daylight และแสงสังเคราะห์ artificial light ได้เพียงกดปุ่มสั่งการเท่านั้น

ชื่อเรียกที่ฟังแล้วแปลกหูของเฉดสีต่าง ๆ มีเหตุผลเบื้องหลังที่ไม่เหมือนใคร “หลังจากที่เราได้อธิบายถึงความสำคัญของการเรียกชื่ออย่างมีเอกลักษณ์ Sean ก็ได้ตั้งชื่อสีตามสมาชิกในครอบครัวของเขา” Volker Müller กล่าว นี่คือที่มาที่ไปของสีอย่าง Nash Blue, Sean Peach, Loretta Purple และ Ashley Green

แนวคิดในการสร้างสรรค์งานสีภายในสไตล์ colour blocking ถูกสานต่อจากงานตัวถังภายนอก ผ้าลูกฟูก และไม้ cork ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้ในเสื้อผ้า streetwear ของเขา คือวัสดุที่ Wotherspoon ต้องการ ผ้าลูกฟูกนั้นมีประวัติความเป็นมายาวนานในแวดวงผู้ผลิตรถสปอร์ต ด้วยคุณสมบัติที่นุ่มนวล มันได้รับการนำมาหุ้มบริเวณส่วนรองรับร่างกายกึ่งกลางเบาะของปอร์เช่ 356 ในช่วงปี 1952

สำหรับรถยนต์ art car คันใหม่ วัสดุสิ่งทอดังกล่าวได้รับการนำมาเสริมด้วยลักษณะของAtacama Beige ซึ่งปอร์เช่เคยนำมาใช้ในรถสปอร์ต 911 ทาร์กา โฟร์เอส (Targa 4S) Heritage Edition เมื่อปี 2020 “การได้ลงมือทำอะไรสักอย่างกับไม้ cork ดูเหมือนจะเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงต่อทีมงานนักตกแต่งภายในของเรา” Müller กล่าวต่อ สิ่งที่สุดยอดคือวัสดุ laminated ที่มาเป็นม้วน มันได้รับการนำมาติดตั้งในจุดที่มีรูปทรงซับซ้อนอย่างเช่นแผงคอนโซลหน้า

ปอร์เช่ ไทคานน์ โฟร์ ครอสทัวริสโม (Taycan 4 Cross Turismo) ที่ดีไซน์โดย Wotherspoon ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งจากPorsche Exclusive Manufaktur ประกอบด้วยล้ออัลลอยด์ Cross Turismo Design ขนาด 21 นิ้ว และครอบปัดน้ำฝนหลังทั้งคู่มาในสีดำ high-gloss ตัวอักษรปอร์เช่สีดำบนแผงทับทิม light strip ลูกค้าสามารถเลือกผสมผสานอุปกรณ์ตกแต่งร่วมกับชุดแต่ง Porsche Exclusive Manufaktur’s Sonderwunsch programme นิยามใหม่ของงานบริการระดับสุดยอดที่หยิบยกเอาชื่อโครงการจากอดีตในยุค 1970 กลับมาเปิดตัวอีกครั้งในปี 2021 ตัวอย่างคือการนำเอาสีพิเศษ Paint to Sample Plus มาใช้ถึงสี่เฉดสีในสไตล์ colour blocking ของ Wotherspoon ซึ่งจะเป็นรายการอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


ทีม มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท เตรียมส่ง ‘ไทรทัน แรลลี่คาร์’ สู้ศึก ‘เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2022’

เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ เป็นหนึ่งในการแข่งขันแรลลี่แบบครอสคันทรีสุดหฤโหดนาน โดยใช้ระยะการแข่งขันนานราว 1 สัปดาห์ และมีระยะทางการแข่งขันรวมกันทั้งสิ้นกว่า 2,000 กิโลเมตร บนเส้นทางธรรมชาติที่มีความสลับซับซ้อนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

และปีนี้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ส่งทีม มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประสบความสำเร็จในการทดสอบสมรรถนะและความแกร่งของรถแข่ง มิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่คาร์ บนเส้นทางทดสอบแบบออฟโรดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 – 28 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันถึงความพร้อมในการเข้าร่วมชิงชัยในรายการ เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2022

โดยการทดสอบในครั้งนี้ได้จำลองลักษณะเส้นทางและการบรรทุกสัมภาระต่างๆ ให้เสมือนกับสถานการณ์การแข่งขันจริง เพื่อทำการทดสอบสมรรถนะและความทนทานของระบบช่วงล่างและเครื่องยนต์ โดยการทดสอบสมรรถนะของรถแข่งแรลลี่ในครั้งนี้ เราได้จำลองสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับเส้นทางการแข่งขันจริง โดยมีระยะวิ่งทดสอบรวม 10 กิโลเมตร ประกอบด้วย ถนนทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็วสูง ถนนขรุขระ รวมทั้งถนนขนาดเล็กที่มีความคดเคี้ยวเพื่อลุยผ่านป่าและภูเขา

มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีม มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน มีระบบช่วงล่างที่แข็งแกร่งพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม โดยเราได้ตัดสินใจลดน้ำหนักของตัวรถลงให้ได้มากที่สุด แต่ยังคงไว้ซึ่งความแกร่งและความทนทาน เพื่อให้สามารถรองรับการปรับแต่งสมรรถนะในแบบรถแข่งแรลลี่ให้ได้มากที่สุด การที่ได้ทดสอบขับรถแข่งแรลลี่คันนี้ไปแล้วกว่า 800 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลาทั้ง 2 วัน ได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมตลอดเส้นทางการทดสอบที่สมบุกสมบัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามที่เราได้ตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้เรายังมั่นใจอีกว่าการเตรียมความพร้อมของเราได้ดำเนินมาถูกทางตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้”

เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ จะถูกจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันฯ ในปี 2563 และ 2564 ต้องถูกยกเลิกไป สำหรับในปีนี้ การแข่งขันฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 26 พฤศจิกายน 2565 โดยมีระยะทางการแข่งขันราว 1,700 กิโลเมตร และเริ่มการแข่งขันที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนข้ามพรมแดนมุ่งหน้าสู่ประเทศกัมพูชา และสิ้นสุดการแข่งขันที่แหล่งมรดกโลกที่สำคัญอย่าง ปราสาทนครวัด


แผนก Porsche Classic ร่วมปลุกความแรง ปอร์เช่ 959 S ของ Nick Heidfeld

ภาพจำในใจของบรรดาผู้หลงใหลรถสปอร์ตยุค 80-90 จะต้องมีรถสปอร์ตปอร์เช่ 959 ในฐานะตัวละครลับที่ถือเป็นไพ่ตายในสมัยนั้น รถสปอร์ตที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีจำนวนเพียง 292 คันที่ปอร์เช่ผลิตขึ้น โดยที่อดีตนักแข่งรถอย่าง Nick Heidfeld คือหนึ่งในผู้ครอบครองรถสปอร์ตเวอร์ชั่นพิเศษสุดหายากคันนี้ที่มีเพียง 29 คันสำหรับ ปอร์เช่ 959 S เวอร์ชั่นนี้ด้วยพละกำลังที่มากขึ้นกับแรงม้ากว่า 515 ตัว ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 339 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไอเทมที่นักสะสมต่างค้นหาคันนี้ มีความพิเศษมากมาย ทั้งเลขไมล์ที่วิ่งไปน้อยมากเพียง 4,183 กิโลเมตร สังเกตได้จากตัวเลขบนแผงหน้าปัทม์ในวันที่เขานำเอารถสปอร์ตคันดังกล่าวมายังแผนก Porsche Classic เมื่อปี 2017 

Uwe Makrutzki หัวหน้าส่วนงาน Factory Restoration ของแผนก Porsche Classic เล่าว่า แม้ว่ารถปอร์เช่ 959 คันนี้จะแทบไม่มีอะไรบุบสลาย แต่ยังคงจำเป็นต้องได้รับการโอเวอร์ฮอล (Overhaul) ในหลายส่วน หากพิจารณาในแง่มุมของนวัตกรรมเทคโนโลยี รถคันนี้ไม่ธรรมดาเลย และแน่นอนว่าความเสียหายอันเกิดจากการจอดอยู่กับที่ คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าการบำรุงรักษาที่ไม่มากพอจะนำมาซึ่งปัญหาเมื่อนำรถไปขับขี่บนท้องถนน

เช่นเดียวกันกับเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่คลาสสิคทุกคน รถสปอร์ต 959 คันนี้ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และได้รับการซ่อมบำรุงด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานของผู้ผลิต ในทันทีที่รถซุปเปอร์สปอร์ตเสร็จสิ้นจากขั้นตอนการปรับปรุงสภาพ ทางแผนก Porsche Classic จะเชิญเจ้าของรถเข้ามาเยี่ยมชมกระบวนการขับทดสอบ รวมทั้งตรวจเช็คอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำรุงรักษาทุกชิ้น รถสปอร์ตปอร์เช่ 959 เกือบทุกคัน ล้วนเคยผ่านการดูแลของเรามาอย่างน้อยหนึ่งครั้งตลอดอายุการใช้งานดังนั้นเราจึงมีความชำนาญอย่างยิ่ง

จากการวิเคราะห์พบว่า ในกรณีรถสปอร์ตปอร์เช่ 959 S ของ Heidfeld  ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ผ่านการปรับแต่งมาแล้ว แต่ภายหลังจากปรึกษาหารือกับเจ้าของรถ เจ้าหน้าที่ของแผนก Porsche Classic ได้ดำเนินการเปลี่ยนชุดควบคุม Motronic unit ของตัวรถให้กลับสู่สภาพเดิม  

Heidfeld  อดีตนักแข่งรถ Formula One ได้นำปอร์เช่ 959 S ออกวิ่งบนท้องถนนอีกครั้งในเดือนธันวาคม ปี 2021 เค้ามีโอกาสได้ขับรถสมรรถนะสูงอยู่หลายคัน แต่การได้ขับรถระดับตำนานสุด high-tech คันนี้เป็นบางอย่างที่พิเศษเอามากๆ สำหรับเค้า เมื่อสมัยวัยรุ่น Heidfeld เคยเป็นแฟนตัวยงมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1980 สำหรับผมปอร์เช่คันนี้คือรถที่เป็นได้มากกว่า คำว่าเหนือชั้นมาโดยตลอด ในตอนนั้นปอร์เช่ 959 คือรถยนต์จากสายการผลิตปกติที่เร็วที่สุดในโลก และมีนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้กระทั่งทุกวันนี้ มันไม่ได้รู้สึกเหมือนขับรถเก่าอายุ 30 ปี แต่กลับรู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับรถยนต์ยุคใหม่เอามากๆ

เพื่อให้มั่นใจว่าการซ่อมบำรุงรักษาอันยาวนานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ Makrutzki แนะนำวิธีการขับขี่ที่ควรทำเพิ่มเติมว่าการใช้งานเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ผสมผสานกับการตรวจสอบอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน คือสิ่งที่เรานำเสนอให้ปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการจอดนิ่งอยู่กับที่ นั่นรวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้รับจากลูกค้าอีกด้วย

ถึงตอนนี้ รถสปอร์ตปอร์เช่ 959 S ได้ผ่านการปรับปรุงสภาพกลับสู่มาตรฐานดั้งเดิมเมื่อปี 1987


พิสูจน์ความแรง YAMAHA ‘E1’ จักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% พิชิตเขาใหญ่!

บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เดินหน้าผลิตและพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2019 และได้เริ่มทำการทดสอบการใช้งานจริงในประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งต่อแผนการทดสอบสมรรถนะ “ยามาฮ่า E01มายังประเทศไทยเป็นที่แรก รวมถึงอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน และในทวีปยุโรป

ยามาฮ่า E01 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 125 ซีซี ได้เผยโฉมสู่สายตาชาวไทยเป็นครั้งแรกที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมชมภายในงาน พร้อมกันนี้ ทางยามาฮ่า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ยังได้มีการจัดงาน Global Press Conference YAMAHA E01 เพื่อเชิญสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงประเทศไทย เข้าร่วมในการประชุมเพื่อทราบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น

สำหรับกิจกรรม E01 POC (Proof of concept) ในประเทศไทยจัดขึ้นเพื่อพัฒนายามาฮ่า EV ให้ตรงตามความต้องการของคนไทย รวมทั้งการนำเสนอความพิเศษของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากยามาฮ่า ผ่านกิจกรรม E01 POC เพื่อนำข้อมูลจากการทดสอบขับขี่ มาพัฒนาและต่อยอดต่อไปภายในอนาคต

โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ได้เริ่มทำการทดสอบ “ยามาฮ่า E01ในรูปแบบการใช้งานจริงขึ้น 2 ครั้งในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต บนเส้นทางที่ทำการทดสอบผ่านความสูงชันของสภาพภูมิประเทศทางภาคเหนือที่เป็นภูเขาอยู่ในระดับความชัน 12-15 องศา และระดับความชันที่สูงที่สุดในประเทศไทยในระดับ 19 องศาที่ อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่ง “ยามาฮ่า E01แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการขึ้นทางชันได้เป็นอย่างดี

การทดสอบมีทั้งขับขี่คนเดียวและมีผู้โดยสาร พร้อมทั้งทำการทดสอบแบบ Stop and Go จอดและเดินรถ ระหว่างทางลาดชัน “ยามาฮ่า E01ยังคงตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการทดสอบขับขี่ในทางไกลอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ Power Mode ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบแบตเตอรี่ของ “ยามาฮ่า E01ยังคงสามารถระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี ไม่ส่งผลให้เกิดความร้อนสูง และตัดกำลังการส่งไฟฟ้าไปยังระบบขับเคลื่อนให้กลายเป็นระบบ Safe Mode อีกด้วย นอกจากนั้น การทดสอบขับขี่ในขณะฝนตกก็ยังคงดำเนินการทดสอบได้อย่างราบรื่น

ด้วยจุดเด่นต่างๆ ของ “ยามาฮ่า E01ที่มีความสะดวกสบายและมีขนาดตัวรถเทียบเท่ารถจักรยานยนต์คลาส 125 ซีซี (อ้างอิงจากยามาฮ่า NMAX 125 ในยุโรป) ตำแหน่งท่านั่งขับขี่ สะดวกสบาย โดยความยาวของรถ 1,930 มิลลิเมตร มีที่เก็บของใต้เบาะ ขนาดความจุ 23 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ ความสูงเบาะ 755 มิลลิเมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขึ้นลงได้อย่างสะดวก และขาถึงพื้นได้อย่างมั่นใจ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถขับขี่ได้ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทาง 100 กิโลเมตร ควบคุมการขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป ใช้ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดย Vehicle Control Unit, Battery Management System, Motor Control Unit พร้อมระบบเบรก Regenerative Brake ที่จำลองความรู้สึกของ Engine Brake เพื่อให้ลดความเร็วได้อย่างนุ่มนวล มีระบบป้องกันล้อลื่นไถล Traction Control System รวมทั้งยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการทดสอบ POC ผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ E-sim และมี GPS ในตัว โดยข้อมูลที่ถูกเก็บมา จะถูกส่งต่อไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำการวิเคราะห์และพัฒนา EV ในอนาคตต่อไป  

“ยามาฮ่า E01ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไลออน ขนาดใหญ่ 4.9 กิโลวัตต์ชั่วโมงให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุด 8.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ 5,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 30.2 นิวตันเมตรที่ 1,950 รอบ สามารถวิ่งได้สูงสุด 130 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ในยุโรป และสามารถเลือกชาร์จแบตเตอรี่ได้ 3 รูปแบบ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และรองรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ได้แก่

  1. เครื่องชาร์จแบบเร็ว – เหมาะสำหรับการติดตั้งโดยผู้ให้บริการแบ่งเช่ารถ หรือ ตัวแทนจำหน่าย สามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 90% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง 
  2. เครื่องชาร์จแบบปกติ – เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในบ้าน สามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 5 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 200V (เข้ากันได้กับเต้ารับ 200–240V ในประเทศต่างๆ) 
  3. เครื่องชาร์จแบบพกพา – พกพาสะดวกด้วยขนาดที่พอดีกับช่องเก็บของใต้เบาะนั่ง สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 14 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 100V (200–240V ในประเทศต่างๆ) 

อีกทั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าของ “ยามาฮ่า E01ที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์เฉพาะของ ยามาฮ่า เพื่อสมรรถนะและคุณภาพสูง รวมถึงเฟรมที่ได้รับการออกแบบใหม่โดยเฉพาะ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีจากการพัฒนารถจักรยานยนต์แบบสปอร์ตมาใช้งาน 

“ยามาฮ่า E01มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 ระดับ เพื่อความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขณะใช้งาน และไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน ได้แก่

  • PWR (โหมดเพาเวอร์): กำลังสูงสุด 8.1kW ที่ 5,000rpm แรงบิดสูงสุด 30.2Nm ที่ 1,950 rpm สามารถทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับการขับขี่ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ออกมา เหมาะสำหรับการขี่ขึ้นเนิน และการเร่งแซง ฯลฯ 
  • STD (โหมดมาตรฐาน): กำลังสูงสุด 8.1kW ที่ 5,000rpm แรงบิดสูงสุด 24.5Nm ที่ 1,500 rpm สามารถทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะกับการขับขี่ทั่วไปที่ใช้บ่อยที่สุดในช่วงความเร็ว 30-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
  • ECO (โหมดอีโค): กำลังสูงสุด 5.4kW ที่ 4,500rpm แรงบิดสูงสุด 21.4Nm ที่ 1,500rpm ทำให้ประหยัดพลังงานและสามารถเดินทางได้ระยะไกลขึ้น เพื่อจำกัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่และจำกัดความเร็วสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง

นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวถึง “ยามาฮ่า E01ว่า “ยามาฮ่ามอเตอร์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะโลกร้อน และการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลืองนั้นทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ที่จะส่งผลกระทบต่างๆ ขึ้นในโลก โดยยามาฮ่ามีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ปี 2020 ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผลิตภัณฑ์ยามาฮ่าลง 16%  และภายในปี 2050 เราตั้งเป้าที่จะลดลงให้ได้ถึง 90% ซึ่งแผนการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของผลิตภัณฑ์   ยามาฮ่าในระยะยาวนั้น ยามาฮ่าจะส่งเสริมการใช้ยานพาหนะขนาดเล็ก รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้มาใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ EV ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเรือ และจักรยานยนต์จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากจุดเริ่มต้นด้วยจักรยานแม่บ้านติดระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าครั้งแรกในปี 1991

สำหรับผู้ที่สนใจทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01โดยภายในเดือนสิงหาคม ทางยามาฮ่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อทดลองขับขี่ได้ที่ยามาฮ่า ไรเดอร์ คลับ (Yamaha Riders’ Club) สาขาเกษตรนวมินทร์ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.yamaha-motor.co.th หรือ สอบถามได้ที่ Yamaha Call Center เบอร์ 02-2639999 


มัสแตง – เรนเจอร์ ทีม FTR เปิดฤดูกาลคว้า 5 โพเดียม ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022’

ทีมแข่งฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) สร้างความประทับให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตในการแข่งขันรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022 สนามแรก และสนามที่ 2 ของปี ด้วยการคว้า 5 ถ้วยรางวัลทั้งจากรถฟอร์ด มัสแตง และรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ บนสนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี

สำหรับการแข่งขันรถกระบะ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค และธนวัฒน์ สุวรรณรัตน์ หรือ ‘โต้ง สตั๊นท์’ 2 นักแข่งมืออาชีพของ FTR สร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ ได้ลุ้นตลอดการแข่งขันบนเส้นทางเลียบชายหาดบางแสนและสร้างความประทับใจให้กับแฟนมอเตอรสปอร์ต โดยแซนดี้ขับรถฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 ลิตร หมายเลข 3 เข้าเส้นชัยยืนโพเดียมอันดับ 4 ได้ในสนามที่ 2 ขณะที่ ‘โต้ง สตั๊นท์’ จากทีมซีอาร์อี ฟอร์ด เลนโซ่ เฮลล์ เรซซิ่ง ขับฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 ลิตร หมายเลข 22 ลงแข่งขันเป็นครั้งแรก สามารถทำผลงานขึ้นโพเดียมอันดับ 4 ในสนามแรก และยืนโพเดียมได้อีกครั้งในสนามที่ 2 ด้วยอันดับ 5

ด้านการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี ฟอร์ดยังคว้ามาได้อีก 2 ถ้วยรางวัล โดยนักแข่ง โจโน่ เลสเตอร์ จากทีมซีอาร์อี ฟอร์ด เลนโซ่ เฮลล์ เรซซิ่ง ขับฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 7 คว้าชัยชนะอันดับ 1 ในการแข่งขันสนามที่ 2 ขณะที่แจ็ค เลมวาร์ด นักแข่งลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก พาฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 44 เข้าเส้นชัยอันดับที่ 3 ในสนามเดียวกัน นับเป็นการเปิดฤดูกาลแข่งขันปีนี้อย่างน่าประทับใจ พร้อมตอกย้ำสมรรถนะของรถที่อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอ ของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ที่พร้อมโชว์ศักยภาพสุดเร้าใจในสนามแข่ง

นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ฟอร์ดมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนในการสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย จากการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ เป็นปีที่ 3 เราได้เห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของทีมที่เรียนรู้และพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์แข่งขันครั้งที่ผ่านมา ได้เห็นความตั้งใจของทีมแข่ง รวมถึงพนักงานฟอร์ดที่มุ่งมั่นพัฒนารถยนต์คุณภาพระดับโลก และต้องขอบคุณนักแข่งมืออาชีพทุกคนที่ได้แสดงผลงานและศักยภาพกันอย่างเต็มที่”


เทคโนอาร์ต ‘Pulse Topology’ วิบวับจับจังหวะหัวใจ!

Art Basel นิทรรศการศิลปะสุดอลังการอันดับต้นๆ ของโลก หนึ่งในการจัดแสดงที่ดึงดูดสายตาที่สุดในปีนี้คือ พื้นที่จัดแสดงขององค์กรศิลปะ Superblue ที่ร่วมมือกับ BMW จัดแสดงผลงานสุดล้ำชุด ‘Pulse Topology’ ของศิลปินลูกครึ่งแคนาดา-เม็กซิกัน Rafael Lozano-Hemmer 

Rafael Lozano-Hemmer เรียนจบเคมีเชิงฟิสิกส์จากแคนาดา ส่วนทีมงานในสตูดิโอของเขาครึ่งหนึ่งก็เป็นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ นักออกแบบอุตสาหกรรม และวิศวกรเครื่องกล ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นนักแต่งเพลง สถาปนิก นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และจิตรกร

Pulse Topology ตื่นตาตื่นใจด้วยหลอดไฟ 6,000 ดวง ยึดห้อยจากเพดานในระดับสูงต่ำต่างกัน หลอดไฟพวกนี้เชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ปรับจังหวะการสว่างของหลอดไฟทั้งหมดให้รับกับจังหวะการเต้นหัวใจของผู้เข้าชมงาน และยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นอีกเพราะได้รถยนต์ไฟฟ้า The New BMW i7 มาแสดงร่วมในงานครั้งนี้ด้วย 

Rafael Lozano-Hemmer เล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากการที่ BMW ออกแบบบรรยากาศในรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันนี้ โดยเน้นคนขับและผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง เขาจึงตั้งใจให้ผู้เข้าชมงานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานครั้งนี้ ด้วยการจับจังหวะหัวใจของพวกเขาและนำมาควบคุมแสง เสียง และภาพกราฟิกบนจอพาโนมาราใน The New BMW i7

Pulse Topology จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 มิถุนายน ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชมคลิปวิดีโอและบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของ Rafael Lozano-Hemmer ได้ที่ https://bit.ly/3R6AYy4


บัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ร่วมฉลอง 3 ปี แจกโชค 3 ต่อ!

สองพันธมิตรระดับโลก ซิตี้แบงก์ และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ร่วมฉลองในโอกาสครบ ปี บัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส จัดแคมเปญพิเศษแทนคำขอบคุณให้แก่สมาชิกบัตรฯ โดยมี กิติมา เหลืองศรีทอง ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายธุรกิจบัตรเครดิต ธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย พร้อมด้วย มร. บีเยิร์น ย๊อร์มคิม กุซเทรา รองประธานฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมอบอภิสิทธิ์เฉพาะสมาชิกบัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ รับสิทธิพิเศษถึง ต่อ มูลค่าของรางวัลรวมกว่า  ล้านบาท โดยแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 กันยายน 2565

สำหรับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ ได้แก่

ต่อที่ 1 รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ซิตี้ เมอร์เซเดส 30,000 บาท และ 100,000 บาท ขึ้นไป/เซลส์สลิป รับเครดิตเงินคืน 500 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับ

ต่อที่ 2 สมาชิกบัตรฯ ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด 10 ท่านแรก รับบัตรกำนัลที่พักจากโรงแรมดับเบิลยู สมุย Jungle Oasis Villa วัน คืน และบัตรกำนัลรถเช่า 3 วัน จาก AVIS จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารวม 460,000 บาท และท่านที่ 11 – 20  รับฟรีกระเป๋าเดินทางจาก Mercedes-Benz x Samsonite จำนวน 10 รางวัล มูลค่ารวมกว่า 302,000 บาท 

ต่อที่ 3 สำหรับสมาชิกบัตรฯ ที่ชำระค่าจองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ผ่านบัตรฯ รับคะแนนสะสมซิตี้รีวอร์ด เท่า พร้อมรับฟรีหมวกดีไซน์เก๋ จาก Mercedes-Benz มูลค่า 2,268 บาท

พิเศษ! สำหรับสมาชิกใหม่ สมัครวันนี้ รับคะแนนสะสม 21,000 พอยท์ พร้อมรับ ร่มสีดำสุดคลาสสิค จาก Mercedes-Benz ฟรี มูลค่า 920 บาท

สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส ยังคงได้รับเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ  ทั้งส่วนลด 15% สำหรับค่าแรงและค่าอะไหล่ ส่วนลดเพิ่ม 15% เมื่อใช้คะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด เท่ากับยอดใช้จ่าย และรับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 8X เมื่อจองรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ใหม่ หรือคะแนน   4X เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ทั่วประเทศ และยังสามารถรับเครดิตเงินคืน 3% เมื่อเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ รวมถึงบริการล้างรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ ฟรี ทุกเดือน

นอกจากนี้ยังได้รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อเมอร์เซเดสเบนซ์คอลเลคชั่น พร้อมรับ Anniversary Bonus คะแนนซิตี้ รีวอร์ด 30,000 คะแนน เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ครบ 1,000,000 บาท ภายใน รอบปีสมาชิก และต่ออายุสมาชิกบัตรฯ ตลอดจนสิทธิพิเศษด้านการเดินทางและไลฟ์สไตล์อีกมากมาย เช่น รับคะแนนสะสมซิตี้ รีวอร์ด 2X เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ทุกการใช้จ่ายทั้งในและต่างประเทศ มีบริการห้องพักรับรองพิเศษ ณ สนามบินสุวรรณภูมิ และ บริการลีมูซีนด้วยรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จากบ้านถึงสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนน ตลอด 24 ชั่วโมง และ อื่น ๆ อีกมากมาย

สัมผัส ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุณทุกที่” ด้วยบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส ได้แล้ววันนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  www.citibank.co.th


พาชมเบื้องหลังหนังสั้น ‘Merman’ ความสะเทือนใจใต้ท้องทะเล

หนังสั้น ‘Merman- Ocean Pollution Film’ หนังสั้นเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลตามมาจากการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งตั้งแต่หนังสั้นเชิงอนุรักษ์เรื่อง Merman ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 มีผู้เข้าชมบน YouTube แล้วมากกว่า 120,000 ครั้ง

สิรณัฐ สก็อต (ทราย สก็อต) นักอนุรักษ์ทะเลไทยรับบทเป็นมนุษย์เงือก เพื่อสื่อสารและถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจและไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้นกับท้องทะเล ซึ่งฉากใต้น้ำทุกฉากเป็นการถ่ายทำใต้ท้องทะเลจริงแบบเรียลไทม์ และไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษโดยคอมพิวเตอร์ อีกทั้งใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ดังนั้น หนังสั้นเชิงอนุรักษ์เรื่องนี้จึงคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน

ทราย สก็อต เล่าว่า “มนุษย์เลือกทำสิ่งต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต และบ่อยครั้งที่การกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ละเมิดสิทธิและทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบและทำลายห่วงโซ่อาหารและแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญต่อมนุษย์”

ตลอดทุกขั้นตอนการถ่ายทำมีการวางแผนด้วยความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทุกชิ้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการใช้ไมโครพลาสติกที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งชีวิตในทะเล  ทีมงานทุกคนในโปรเจ็กต์นี้เป็นนักดำน้ำที่ผ่านการรับรองและคำนึงถึงการอนุรักษ์ท้องทะเลอยู่เสมอ และมีนักชีววิทยาทางทะเลที่มาให้คำแนะนำและคำเตือนด้านความปลอดภัยตลอดการถ่ายทำ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัยในการดำน้ำขณะถ่ายทำ

หางเงือกไม่เพียงแค่เป็นองค์ประกอบหลักของหนังสั้น แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ท้าทายที่สุดในการถ่ายทำเช่นกัน เพราะการว่ายน้ำในหางเงือกให้ดูสมจริงที่สุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ภราดร เกตุรัตน์ หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ผู้ผลิตและออกแบบหางเงือกหนังสั้น Merman เล่าว่า หางอันแรกเป็นหางที่สวยที่สุด ด้วยสีสันที่สดใสและการออกแบบที่สมจริง “เราใช้ผ้าออร์แกนซ่าโปร่งแสง วัสดุรีไซเคิลสะท้อนแสง และพลาสติกโฮโลแกรม เพื่อทำให้หางสะท้อนแสงและเป็นประกายระยิบระยับเหมือนเกล็ดปลา ซึ่งความสมจริงและสวยงามนั้นได้สะท้อนออกมาให้เราเห็นในหนังสั้น”

หางที่สองถูกออกแบบให้เหมือนหางที่บาดเจ็บที่มีทั้งคราบเลือด รอยฟกช้ำ และบาดแผลจากเบ็ดตกปลา ทางทีมงานไม่ต้องการใช้การผสมของเหลวแทนเลือดแล้วนำลงไปในทะเล จึงออกแบบชิ้นโลหะให้ดูเหมือนแผลสดที่มีเลือดออก หางที่สามออกแบบมาเพื่อฉากที่มนุษย์เงือกเสียชีวิต หางนั้นมีทั้งขยะและเศษอวนพันรอบ ซึ่งเป็นหนึ่งในมลพิษทางทะเลที่ส่งผลกระทบและทำลายล้างมากที่สุด

ทีมงานและทีมรักษาความปลอดภัยทุกคนให้การสนับสนุนที่สำคัญตลอดการถ่ายทำ การดำน้ำในท้องทะเลเป็นเวลาสี่ชั่วโมงในขณะที่ Merman มีเศษอวนหนัก ๆ เย็บติดกับหางซึ่งต้องใช้พลังงานมาก แต่ทราย สก็อต ได้ว่ายน้ำในบทมนุษย์เงือกให้ออกมาสมจริงมากที่สุด “การแสดงในทะเลไม่มีอยู่จริง การที่จะแสดงเป็นสัตว์ที่ติดอวนและจมน้ำอยู่ให้สมจริง คุณต้องติดอวนและจมน้ำจริง ๆ”

มีหนังไม่กี่เรื่องที่ถ่ายทำในท้องทะเลลึกจริง ๆ เพราะการถ่ายทำต้องใช้ทักษะการดำน้ำระดับสูงบวกกับความบ้าเล็กน้อย ที่สำคัญระหว่างการถ่ายทำต้องมีคนคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยมากมาย ครึ่งหนึ่งของการถ่ายทำอยู่ที่ความลึก 20 เมตรใต้ทะเล ทราย สก็อต จำเป็นต้องมีถังออกซิเจนสำรองที่พร้อมให้ใช้หายใจระหว่างถ่ายทำ รวมถึงการใช้ทักษะการดำน้ำและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยของทะเลเพื่อสร้างหนังสั้นเรื่องนี้


Privacy Preference Center