บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ฉลองครบรอบ 20 ปี มอบรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท แก่ผู้โชคดี!
มร. บียอร์น แอนทอนส์สัน ประธานกรรมการบริหาร บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความสนใจและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของเรา และขอแสดงความยินดีอีกครั้งกับผู้โชคดีทั้งสามท่านที่ได้รับรางวัลพิเศษในครั้งนี้ เราจะยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์แคมเปญดี ๆ เช่นนี้ต่อไป เพื่อแทนคำขอบคุณแก่ลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุนบริษัทมาอย่างดีตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา และจะมุ่งมั่นพัฒนานำเสนอโปรแกรมทางการเงิน บริการ และประสบการณ์ที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา เพื่อให้สามารถมอบบริการที่หลากหลายและตอบรับความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุดที่สุด ตอกย้ำปรัชญา “Power of Choice” ของเราที่มุ่งมอบทางเลือกและอิสระสูงสุดให้กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง”
การมอบรางวัลครั้งนี้เป็นรางวัลใหญ่ของแคมเปญฉลองครบรอบ 20 ปี บีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ซึ่งมอบให้แก่ลูกค้าที่ซื้อบีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด พร้อมทำสัญญาทางการเงินกับบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2564 ถึง 31 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา นอกจากนั้น ลูกค้ายังมีโอกาสได้ลุ้นรับรางวัลอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ บริการลีมูซีนพร้อมคนขับด้วยรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 คอร์สขับขี่จากบีเอ็มดับเบิลยู มินิ หรือบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และร่วมลุ้นทริปสุดเอ็กซ์คลูซีฟ BMW Leasing Experience in Munich & Korea และการเยือนสำนักงานใหญ่บีเอ็มดับเบิลยูในเมืองมิวนิค เป็นต้น
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ การจับรางวัล และการประกาศรายชื่อผู้โชคดี สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw.co.th
อิเกียจับ ‘ม้าไม้ดาลา’ สัญลักษณ์แห่งความโชคดี ลงคอลเล็คชั่นใหม่ HÄSTHAGE
ก่อนอื่นขอเล่าถึง “ม้าดาลา (Dala Horse)” ตามความเชื่อโบราณของชาวสวีเดนที่อยู่คู่กันมาอย่างยาวนาน ม้าเป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งและความกล้าหาญ รวมถึงเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ปัจจุบันม้าดาลาเป็นของที่ระลึกขึ้นชื่อและขายดีที่สุดของประเทศ จนกลายเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของสวีเดน ซึ่งชาวสวีเดนเองก็ยังนิยมให้ม้าดาลาเป็นของขวัญในเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ รวมทั้งงานแต่งงาน จบการศึกษา และเป็นของตกแต่งที่ทุกบ้านต้องมีไว้เพื่อนำความสุขและความโชคดีมาให้
แนวคิดของคอลเล็คชั่น HÄSTHAGE/แฮสทาเก คือ The Icon for Everyday Lifestyle สัญลักษณ์ของการใช้ชีวิตประจำวันที่ พอลลิน มาคาโด้ (Paulin Machado) ดีไซเนอร์ได้ให้ความเห็นว่า “ม้าดาลาคือสัญลักษณ์ของสวีเดนและมรดกทางหัตถศิลป์ซึ่งเป็นที่จดจำได้ เราเล่นกับภาพเงาโครงร่างของเจ้าม้าสุดน่ารัก ผสมผสานกับต้นเบิร์ชสีขาวดำ เพื่อสื่อถึงธรรมชาติแบบสแกนดิเนเวีย ผลลัพธ์ที่ได้คือความเรียบง่าย โมเดิร์น และความชัดเจน สำหรับฉันแล้วเป็นสัญลักษณ์ของการเคารพธรรมชาติ การมองโลกในแง่ดี การมีชีวิต ซึ่งก็คือความรักในการใช้ชีวิต แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก”
พบกับของแต่งบ้านความหมายดีสุดมินิมอลที่จะช่วยเติมความอบอุ่นให้ทุกมุมบ้านในกลิ่นอายสแกนดิเนเวียด้วยเจ้าม้ามงคลสุดน่ารักจากคอลเล็คชั่น HÄSTHAGE/แฮสทาเก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ที่สโตร์อิเกีย บางนา อิเกีย บางใหญ่ อิเกีย ภูเก็ต และช้อปออนไลน์ทาง IKEA.co.th
Taycan 4 Cross Turismo ‘art car’ คันล่าสุดจากการออกแบบของ Sean Wotherspoon
นับเป็นครั้งแรกของปอร์เช่สำหรับการเปิดเผยงานตกแต่งภายในของ art car: สีสันสวยสดวางตัวต่อเนื่องกัน ทั้ง Nash Blue, Sean Peach, Loretta Purple และ Ashley Green แผงหน้าปัทม์จากไม้ Cork พวงมาลัย และคอนโซลกลางมาในเฉดสีที่แตกต่างกัน พร้อมด้วยผ้าลูกฟูกที่ได้รับการเสริมแต่งลงในชิ้นงานต่าง ๆ ผ้าหลังคา พนักพิงเบาะ และแผงบังแดด หุ้มด้วยวัสดุ Atacama Beige ดีไซเนอร์ผู้เป็น vegan ที่เข้มงวด ยังต้องการให้งานตกแต่งภายในปราศจากวัสดุหนังหรือ leather-free นับเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์พิเศษที่ลูกค้าปอร์เช่ ไทคานน์ (Taycan) สามารถเลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้
การทำงานเริ่มต้นด้วยทีมสื่อสารการตลาดของปอร์เช่ชักนำ Wotherspoon เข้ามาร่วมงานกับดีไซเนอร์ของแผนก Style Porsche และช่วยกันจัดงานเปิดตัวรถยนต์บน Instagram ครั้งแรกของโลก Wotherspoon ได้แวะเวียนเข้าเยี่ยมชม Porsche Design Studio ใน Weissach หลายครั้ง นอกจากนั้นเขายังหมั่นเข้ามาควบคุมดูแลผลงานสร้างสรรค์รถยนต์ art car ของเขาที่หน้างานอยู่เป็นประจำ เขามักจะใช้เวลาอยู่ใน shopfloor และ trim shop ค่อนข้างนาน
ในเบื้องต้น เทคโนโลยี virtual reality ถูกนำมาใช้ในการทดลอง และตั้งหัวข้อสนทนาเกี่ยวกับทางเลือกในการตกแต่งเฉดสีภายในของรถต้นแบบ “แรงบันดาลใจเกิดขึ้นเมื่อเขาเข้าไปเยี่ยมเยียนพิพิธภัณฑ์ปอร์เช่ Sean บังเกิดไอเดียในการนำเอาทรงกลมมาวางไว้บนประตูรถ” Volker Müller หัวหน้าส่วนงาน Colour and Trim ของแผนก Style Porsche ย้อนความทรงจำ “ความคิดของเขาสะท้อนให้เห็นถึงหมายเลขประจำตัวรูปทรงกลมที่พบเห็นได้ในรถแข่งระดับตำนานทั้งหลาย ขณะที่การใช้สีที่ตรงกันข้าม แบ่งแยกพื้นผิวขนาดใหญ่ให้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย”
เพื่อให้มั่นใจว่าเฉดสีที่ได้จะมีความถูกต้องแม่นยำตามที่เขาต้องการ Wotherspoon ส่งตัวอย่างสีอ้างอิง Pantone reference ไปที่ปอร์เช่ ห้องผสมสีใน paint shop ถูกนำมาใช้ในการผลิตสีเหล่านั้นขึ้นมาอีกครั้ง จากนั้นจึงได้รับการพ่นด้วยวิธี ‘paint frogs’ ด้วยกรรมวิธีดังกล่าวเหล่าผู้คลั่งไคล้หรือ sneakerhead จะสามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว และยกระดับผลงานของเขาเข้าสู่ความเป็นมืออาชีพภายใต้สภาวะเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ไฟส่องสว่างภายในสำนักงานของ Porsche Design Studio สามารถปรับเปลี่ยนระหว่างแสงธรรมชาติ daylight และแสงสังเคราะห์ artificial light ได้เพียงกดปุ่มสั่งการเท่านั้น
ชื่อเรียกที่ฟังแล้วแปลกหูของเฉดสีต่าง ๆ มีเหตุผลเบื้องหลังที่ไม่เหมือนใคร “หลังจากที่เราได้อธิบายถึงความสำคัญของการเรียกชื่ออย่างมีเอกลักษณ์ Sean ก็ได้ตั้งชื่อสีตามสมาชิกในครอบครัวของเขา” Volker Müller กล่าว นี่คือที่มาที่ไปของสีอย่าง Nash Blue, Sean Peach, Loretta Purple และ Ashley Green
แนวคิดในการสร้างสรรค์งานสีภายในสไตล์ colour blocking ถูกสานต่อจากงานตัวถังภายนอก ผ้าลูกฟูก และไม้ cork ซึ่งมักจะถูกนำมาใช้ในเสื้อผ้า streetwear ของเขา คือวัสดุที่ Wotherspoon ต้องการ ผ้าลูกฟูกนั้นมีประวัติความเป็นมายาวนานในแวดวงผู้ผลิตรถสปอร์ต ด้วยคุณสมบัติที่นุ่มนวล มันได้รับการนำมาหุ้มบริเวณส่วนรองรับร่างกายกึ่งกลางเบาะของปอร์เช่ 356 ในช่วงปี 1952
สำหรับรถยนต์ art car คันใหม่ วัสดุสิ่งทอดังกล่าวได้รับการนำมาเสริมด้วยลักษณะของAtacama Beige ซึ่งปอร์เช่เคยนำมาใช้ในรถสปอร์ต 911 ทาร์กา โฟร์เอส (Targa 4S) Heritage Edition เมื่อปี 2020 “การได้ลงมือทำอะไรสักอย่างกับไม้ cork ดูเหมือนจะเป็นความท้าทายอันใหญ่หลวงต่อทีมงานนักตกแต่งภายในของเรา” Müller กล่าวต่อ สิ่งที่สุดยอดคือวัสดุ laminated ที่มาเป็นม้วน มันได้รับการนำมาติดตั้งในจุดที่มีรูปทรงซับซ้อนอย่างเช่นแผงคอนโซลหน้า
ปอร์เช่ ไทคานน์ โฟร์ ครอสทัวริสโม (Taycan 4 Cross Turismo) ที่ดีไซน์โดย Wotherspoon ติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งจากPorsche Exclusive Manufaktur ประกอบด้วยล้ออัลลอยด์ Cross Turismo Design ขนาด 21 นิ้ว และครอบปัดน้ำฝนหลังทั้งคู่มาในสีดำ high-gloss ตัวอักษรปอร์เช่สีดำบนแผงทับทิม light strip ลูกค้าสามารถเลือกผสมผสานอุปกรณ์ตกแต่งร่วมกับชุดแต่ง Porsche Exclusive Manufaktur’s Sonderwunsch programme นิยามใหม่ของงานบริการระดับสุดยอดที่หยิบยกเอาชื่อโครงการจากอดีตในยุค 1970 กลับมาเปิดตัวอีกครั้งในปี 2021 ตัวอย่างคือการนำเอาสีพิเศษ Paint to Sample Plus มาใช้ถึงสี่เฉดสีในสไตล์ colour blocking ของ Wotherspoon ซึ่งจะเป็นรายการอุปกรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ทีม มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท เตรียมส่ง ‘ไทรทัน แรลลี่คาร์’ สู้ศึก ‘เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2022’
และปีนี้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ส่งทีม มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเทคนิคจาก มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประสบความสำเร็จในการทดสอบสมรรถนะและความแกร่งของรถแข่ง มิตซูบิชิ ไทรทัน แรลลี่คาร์ บนเส้นทางทดสอบแบบออฟโรดในประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 – 28 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา พร้อมยืนยันถึงความพร้อมในการเข้าร่วมชิงชัยในรายการ เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ 2022
โดยการทดสอบในครั้งนี้ได้จำลองลักษณะเส้นทางและการบรรทุกสัมภาระต่างๆ ให้เสมือนกับสถานการณ์การแข่งขันจริง เพื่อทำการทดสอบสมรรถนะและความทนทานของระบบช่วงล่างและเครื่องยนต์ โดยการทดสอบสมรรถนะของรถแข่งแรลลี่ในครั้งนี้ เราได้จำลองสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับเส้นทางการแข่งขันจริง โดยมีระยะวิ่งทดสอบรวม 10 กิโลเมตร ประกอบด้วย ถนนทางเรียบที่ต้องใช้ความเร็วสูง ถนนขรุขระ รวมทั้งถนนขนาดเล็กที่มีความคดเคี้ยวเพื่อลุยผ่านป่าและภูเขา
มร. ฮิโรชิ มาซูโอกะ ผู้อำนวยการ ทีม มิตซูบิชิ แรลลี่อาร์ท กล่าวว่า “มิตซูบิชิ ไทรทัน มีระบบช่วงล่างที่แข็งแกร่งพร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ยอดเยี่ยม โดยเราได้ตัดสินใจลดน้ำหนักของตัวรถลงให้ได้มากที่สุด แต่ยังคงไว้ซึ่งความแกร่งและความทนทาน เพื่อให้สามารถรองรับการปรับแต่งสมรรถนะในแบบรถแข่งแรลลี่ให้ได้มากที่สุด การที่ได้ทดสอบขับรถแข่งแรลลี่คันนี้ไปแล้วกว่า 800 กิโลเมตร ตลอดระยะเวลาทั้ง 2 วัน ได้แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะอันยอดเยี่ยมตลอดเส้นทางการทดสอบที่สมบุกสมบัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นไปตามที่เราได้ตั้งเป้าไว้ ทั้งนี้เรายังมั่นใจอีกว่าการเตรียมความพร้อมของเราได้ดำเนินมาถูกทางตามแผนงานที่ได้กำหนดไว้”
เอเชีย ครอสคันทรี แรลลี่ จะถูกจัดขึ้นในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ทำให้การแข่งขันฯ ในปี 2563 และ 2564 ต้องถูกยกเลิกไป สำหรับในปีนี้ การแข่งขันฯ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 26 พฤศจิกายน 2565 โดยมีระยะทางการแข่งขันราว 1,700 กิโลเมตร และเริ่มการแข่งขันที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก่อนข้ามพรมแดนมุ่งหน้าสู่ประเทศกัมพูชา และสิ้นสุดการแข่งขันที่แหล่งมรดกโลกที่สำคัญอย่าง ปราสาทนครวัด
แผนก Porsche Classic ร่วมปลุกความแรง ปอร์เช่ 959 S ของ Nick Heidfeld
ภาพจำในใจของบรรดาผู้หลงใหลรถสปอร์ตยุค 80-90 จะต้องมีรถสปอร์ตปอร์เช่ 959 ในฐานะตัวละครลับที่ถือเป็นไพ่ตายในสมัยนั้น รถสปอร์ตที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 315 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีจำนวนเพียง 292 คันที่ปอร์เช่ผลิตขึ้น โดยที่อดีตนักแข่งรถอย่าง Nick Heidfeld คือหนึ่งในผู้ครอบครองรถสปอร์ตเวอร์ชั่นพิเศษสุดหายากคันนี้ที่มีเพียง 29 คันสำหรับ ปอร์เช่ 959 S เวอร์ชั่นนี้ด้วยพละกำลังที่มากขึ้นกับแรงม้ากว่า 515 ตัว ที่ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 339 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และไอเทมที่นักสะสมต่างค้นหาคันนี้ มีความพิเศษมากมาย ทั้งเลขไมล์ที่วิ่งไปน้อยมากเพียง 4,183 กิโลเมตร สังเกตได้จากตัวเลขบนแผงหน้าปัทม์ในวันที่เขานำเอารถสปอร์ตคันดังกล่าวมายังแผนก Porsche Classic เมื่อปี 2017
Uwe Makrutzki หัวหน้าส่วนงาน Factory Restoration ของแผนก Porsche Classic เล่าว่า แม้ว่ารถปอร์เช่ 959 คันนี้จะแทบไม่มีอะไรบุบสลาย แต่ยังคงจำเป็นต้องได้รับการโอเวอร์ฮอล (Overhaul) ในหลายส่วน หากพิจารณาในแง่มุมของนวัตกรรมเทคโนโลยี รถคันนี้ไม่ธรรมดาเลย และแน่นอนว่าความเสียหายอันเกิดจากการจอดอยู่กับที่ คือสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ จากประสบการณ์แสดงให้เห็นว่าการบำรุงรักษาที่ไม่มากพอจะนำมาซึ่งปัญหาเมื่อนำรถไปขับขี่บนท้องถนน
เช่นเดียวกันกับเจ้าของรถยนต์ปอร์เช่คลาสสิคทุกคน รถสปอร์ต 959 คันนี้ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลโดยผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ และได้รับการซ่อมบำรุงด้วยเครื่องมืออุปกรณ์ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานของผู้ผลิต ในทันทีที่รถซุปเปอร์สปอร์ตเสร็จสิ้นจากขั้นตอนการปรับปรุงสภาพ ทางแผนก Porsche Classic จะเชิญเจ้าของรถเข้ามาเยี่ยมชมกระบวนการขับทดสอบ รวมทั้งตรวจเช็คอุปกรณ์ที่ใช้ในการบำรุงรักษาทุกชิ้น รถสปอร์ตปอร์เช่ 959 เกือบทุกคัน ล้วนเคยผ่านการดูแลของเรามาอย่างน้อยหนึ่งครั้งตลอดอายุการใช้งานดังนั้นเราจึงมีความชำนาญอย่างยิ่ง
จากการวิเคราะห์พบว่า ในกรณีรถสปอร์ตปอร์เช่ 959 S ของ Heidfeld ระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ผ่านการปรับแต่งมาแล้ว แต่ภายหลังจากปรึกษาหารือกับเจ้าของรถ เจ้าหน้าที่ของแผนก Porsche Classic ได้ดำเนินการเปลี่ยนชุดควบคุม Motronic unit ของตัวรถให้กลับสู่สภาพเดิม
Heidfeld อดีตนักแข่งรถ Formula One ได้นำปอร์เช่ 959 S ออกวิ่งบนท้องถนนอีกครั้งในเดือนธันวาคม ปี 2021 เค้ามีโอกาสได้ขับรถสมรรถนะสูงอยู่หลายคัน แต่การได้ขับรถระดับตำนานสุด high-tech คันนี้เป็นบางอย่างที่พิเศษเอามากๆ สำหรับเค้า เมื่อสมัยวัยรุ่น Heidfeld เคยเป็นแฟนตัวยงมาตั้งแต่ช่วงปลายยุค 1980 สำหรับผมปอร์เช่คันนี้คือรถที่เป็นได้มากกว่า คำว่าเหนือชั้นมาโดยตลอด ในตอนนั้นปอร์เช่ 959 คือรถยนต์จากสายการผลิตปกติที่เร็วที่สุดในโลก และมีนวัตกรรมล้ำยุคที่สุดเท่าที่เคยมีมา แม้กระทั่งทุกวันนี้ มันไม่ได้รู้สึกเหมือนขับรถเก่าอายุ 30 ปี แต่กลับรู้สึกว่ามันใกล้เคียงกับรถยนต์ยุคใหม่เอามากๆ
เพื่อให้มั่นใจว่าการซ่อมบำรุงรักษาอันยาวนานครั้งนี้ประสบความสำเร็จ Makrutzki แนะนำวิธีการขับขี่ที่ควรทำเพิ่มเติมว่า “การใช้งานเป็นระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร ผสมผสานกับการตรวจสอบอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน คือสิ่งที่เรานำเสนอให้ปฏิบัติ เพื่อป้องกันความเสียหายจากการจอดนิ่งอยู่กับที่ นั่นรวมถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่เราได้รับจากลูกค้าอีกด้วย”
ถึงตอนนี้ รถสปอร์ตปอร์เช่ 959 S ได้ผ่านการปรับปรุงสภาพกลับสู่มาตรฐานดั้งเดิมเมื่อปี 1987
พิสูจน์ความแรง YAMAHA ‘E1’ จักรยานยนต์ไฟฟ้า 100% พิชิตเขาใหญ่!
บริษัท ยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) เดินหน้าผลิตและพัฒนารถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01” ในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ 2019 และได้เริ่มทำการทดสอบการใช้งานจริงในประเทศญี่ปุ่น ก่อนส่งต่อแผนการทดสอบสมรรถนะ “ยามาฮ่า E01” มายังประเทศไทยเป็นที่แรก รวมถึงอินโดนีเซีย, มาเลเซีย, ไต้หวัน และในทวีปยุโรป
ยามาฮ่า E01 รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าขนาด 125 ซีซี ได้เผยโฉมสู่สายตาชาวไทยเป็นครั้งแรกที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้เข้าร่วมชมภายในงาน พร้อมกันนี้ ทางยามาฮ่า มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ยังได้มีการจัดงาน Global Press Conference YAMAHA E01 เพื่อเชิญสื่อมวลชนจากประเทศญี่ปุ่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไต้หวัน รวมถึงประเทศไทย เข้าร่วมในการประชุมเพื่อทราบข้อมูลของผลิตภัณฑ์ให้ดียิ่งขึ้น
สำหรับกิจกรรม E01 POC (Proof of concept) ในประเทศไทยจัดขึ้นเพื่อพัฒนายามาฮ่า EV ให้ตรงตามความต้องการของคนไทย รวมทั้งการนำเสนอความพิเศษของรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจากยามาฮ่า ผ่านกิจกรรม E01 POC เพื่อนำข้อมูลจากการทดสอบขับขี่ มาพัฒนาและต่อยอดต่อไปภายในอนาคต
โดยเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ได้เริ่มทำการทดสอบ “ยามาฮ่า E01” ในรูปแบบการใช้งานจริงขึ้น 2 ครั้งในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดภูเก็ต บนเส้นทางที่ทำการทดสอบผ่านความสูงชันของสภาพภูมิประเทศทางภาคเหนือที่เป็นภูเขาอยู่ในระดับความชัน 12-15 องศา และระดับความชันที่สูงที่สุดในประเทศไทยในระดับ 19 องศาที่ อำเภอป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ซึ่ง “ยามาฮ่า E01” แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการขึ้นทางชันได้เป็นอย่างดี
การทดสอบมีทั้งขับขี่คนเดียวและมีผู้โดยสาร พร้อมทั้งทำการทดสอบแบบ Stop and Go จอดและเดินรถ ระหว่างทางลาดชัน “ยามาฮ่า E01” ยังคงตอบสนองการใช้งานได้เป็นอย่างดี รวมไปถึงการทดสอบขับขี่ในทางไกลอย่างต่อเนื่อง พร้อมใช้ Power Mode ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ไฟฟ้าออกมาใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งระบบแบตเตอรี่ของ “ยามาฮ่า E01” ยังคงสามารถระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี ไม่ส่งผลให้เกิดความร้อนสูง และตัดกำลังการส่งไฟฟ้าไปยังระบบขับเคลื่อนให้กลายเป็นระบบ Safe Mode อีกด้วย นอกจากนั้น การทดสอบขับขี่ในขณะฝนตกก็ยังคงดำเนินการทดสอบได้อย่างราบรื่น
ด้วยจุดเด่นต่างๆ ของ “ยามาฮ่า E01” ที่มีความสะดวกสบายและมีขนาดตัวรถเทียบเท่ารถจักรยานยนต์คลาส 125 ซีซี (อ้างอิงจากยามาฮ่า NMAX 125 ในยุโรป) ตำแหน่งท่านั่งขับขี่ สะดวกสบาย โดยความยาวของรถ 1,930 มิลลิเมตร มีที่เก็บของใต้เบาะ ขนาดความจุ 23 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ ความสูงเบาะ 755 มิลลิเมตร ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถขึ้นลงได้อย่างสะดวก และขาถึงพื้นได้อย่างมั่นใจ เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถขับขี่ได้ด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในระยะทาง 100 กิโลเมตร ควบคุมการขับขี่ได้อย่างนุ่มนวลเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทั่วไป ใช้ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ โดย Vehicle Control Unit, Battery Management System, Motor Control Unit พร้อมระบบเบรก Regenerative Brake ที่จำลองความรู้สึกของ Engine Brake เพื่อให้ลดความเร็วได้อย่างนุ่มนวล มีระบบป้องกันล้อลื่นไถล Traction Control System รวมทั้งยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลการทดสอบ POC ผ่านระบบเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ E-sim และมี GPS ในตัว โดยข้อมูลที่ถูกเก็บมา จะถูกส่งต่อไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำการวิเคราะห์และพัฒนา EV ในอนาคตต่อไป
“ยามาฮ่า E01” ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไลออน ขนาดใหญ่ 4.9 กิโลวัตต์ชั่วโมงให้กำลังขับเคลื่อนสูงสุด 8.1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ 5,000 รอบ และแรงบิดสูงสุด 30.2 นิวตันเมตรที่ 1,950 รอบ สามารถวิ่งได้สูงสุด 130 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน WMTC คลาส 1 ในยุโรป และสามารถเลือกชาร์จแบตเตอรี่ได้ 3 รูปแบบ เพื่อความสะดวกสบายของผู้ใช้งาน และรองรับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ ได้แก่
- เครื่องชาร์จแบบเร็ว – เหมาะสำหรับการติดตั้งโดยผู้ให้บริการแบ่งเช่ารถ หรือ ตัวแทนจำหน่าย สามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 90% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง
- เครื่องชาร์จแบบปกติ – เหมาะสำหรับการติดตั้งภายในบ้าน สามารถชาร์จ จาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 5 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 200V (เข้ากันได้กับเต้ารับ 200–240V ในประเทศต่างๆ)
- เครื่องชาร์จแบบพกพา – พกพาสะดวกด้วยขนาดที่พอดีกับช่องเก็บของใต้เบาะนั่ง สามารถชาร์จจาก 0% ถึง 100% ได้ภายใน 14 ชั่วโมง ที่แรงดันไฟฟ้า 100V (200–240V ในประเทศต่างๆ)
อีกทั้งระบบมอเตอร์ไฟฟ้าของ “ยามาฮ่า E01” ที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายใต้ลิขสิทธิ์เฉพาะของ ยามาฮ่า เพื่อสมรรถนะและคุณภาพสูง รวมถึงเฟรมที่ได้รับการออกแบบใหม่โดยเฉพาะ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีจากการพัฒนารถจักรยานยนต์แบบสปอร์ตมาใช้งาน
“ยามาฮ่า E01” มาพร้อมโหมดการขับขี่ 3 ระดับ เพื่อความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมขณะใช้งาน และไลฟ์สไตล์การขับขี่ที่แตกต่างกัน ได้แก่
- PWR (โหมดเพาเวอร์): กำลังสูงสุด 8.1kW ที่ 5,000rpm แรงบิดสูงสุด 30.2Nm ที่ 1,950 rpm สามารถทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง สำหรับการขับขี่ที่ดึงกำลังสูงสุดของมอเตอร์ออกมา เหมาะสำหรับการขี่ขึ้นเนิน และการเร่งแซง ฯลฯ
- STD (โหมดมาตรฐาน): กำลังสูงสุด 8.1kW ที่ 5,000rpm แรงบิดสูงสุด 24.5Nm ที่ 1,500 rpm สามารถทำความเร็วสูงสุด 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เหมาะกับการขับขี่ทั่วไปที่ใช้บ่อยที่สุดในช่วงความเร็ว 30-80 กิโลเมตร/ชั่วโมง
- ECO (โหมดอีโค): กำลังสูงสุด 5.4kW ที่ 4,500rpm แรงบิดสูงสุด 21.4Nm ที่ 1,500rpm ทำให้ประหยัดพลังงานและสามารถเดินทางได้ระยะไกลขึ้น เพื่อจำกัดการใช้พลังงานแบตเตอรี่และจำกัดความเร็วสูงสุด อยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร/ชั่วโมง
นายพงศธร เอื้อมงคลชัย รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ได้กล่าวถึง “ยามาฮ่า E01” ว่า “ยามาฮ่ามอเตอร์ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสภาวะโลกร้อน และการใช้พลังงานเชื้อเพลิงอย่างสิ้นเปลืองนั้นทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ที่จะส่งผลกระทบต่างๆ ขึ้นในโลก โดยยามาฮ่ามีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ปี 2020 ที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากผลิตภัณฑ์ยามาฮ่าลง 16% และภายในปี 2050 เราตั้งเป้าที่จะลดลงให้ได้ถึง 90% ซึ่งแผนการที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของผลิตภัณฑ์ ยามาฮ่าในระยะยาวนั้น ยามาฮ่าจะส่งเสริมการใช้ยานพาหนะขนาดเล็ก รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ให้มาใช้พลังงานไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ EV ทั้งผลิตภัณฑ์ทางเรือ และจักรยานยนต์จึงได้คิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จากจุดเริ่มต้นด้วยจักรยานแม่บ้านติดระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าครั้งแรกในปี 1991
สำหรับผู้ที่สนใจทดลองขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า “ยามาฮ่า E01” โดยภายในเดือนสิงหาคม ทางยามาฮ่าจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อทดลองขับขี่ได้ที่ยามาฮ่า ไรเดอร์ คลับ (Yamaha Riders’ Club) สาขาเกษตรนวมินทร์ โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.yamaha-motor.co.th หรือ สอบถามได้ที่ Yamaha Call Center เบอร์ 02-2639999
มัสแตง – เรนเจอร์ ทีม FTR เปิดฤดูกาลคว้า 5 โพเดียม ‘ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022’
ทีมแข่งฟอร์ด ไทยแลนด์ เรซซิ่ง (FTR) สร้างความประทับให้กับแฟนมอเตอร์สปอร์ตในการแข่งขันรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ 2022 สนามแรก และสนามที่ 2 ของปี ด้วยการคว้า 5 ถ้วยรางวัลทั้งจากรถฟอร์ด มัสแตง และรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ บนสนามบางแสน สตรีท เซอร์กิต จังหวัดชลบุรี
สำหรับการแข่งขันรถกระบะ ไทยแลนด์ ซูเปอร์ ปิกอัพ แซนดี้ เคราแก้ว สตูวิค และธนวัฒน์ สุวรรณรัตน์ หรือ ‘โต้ง สตั๊นท์’ 2 นักแข่งมืออาชีพของ FTR สร้างความตื่นเต้นให้แฟนๆ ได้ลุ้นตลอดการแข่งขันบนเส้นทางเลียบชายหาดบางแสนและสร้างความประทับใจให้กับแฟนมอเตอรสปอร์ต โดยแซนดี้ขับรถฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 ลิตร หมายเลข 3 เข้าเส้นชัยยืนโพเดียมอันดับ 4 ได้ในสนามที่ 2 ขณะที่ ‘โต้ง สตั๊นท์’ จากทีมซีอาร์อี ฟอร์ด เลนโซ่ เฮลล์ เรซซิ่ง ขับฟอร์ด เรนเจอร์ 3.2 ลิตร หมายเลข 22 ลงแข่งขันเป็นครั้งแรก สามารถทำผลงานขึ้นโพเดียมอันดับ 4 ในสนามแรก และยืนโพเดียมได้อีกครั้งในสนามที่ 2 ด้วยอันดับ 5
ด้านการแข่งขันรุ่นไทยแลนด์ ซูเปอร์คาร์ จีทีซี ฟอร์ดยังคว้ามาได้อีก 2 ถ้วยรางวัล โดยนักแข่ง โจโน่ เลสเตอร์ จากทีมซีอาร์อี ฟอร์ด เลนโซ่ เฮลล์ เรซซิ่ง ขับฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 7 คว้าชัยชนะอันดับ 1 ในการแข่งขันสนามที่ 2 ขณะที่แจ็ค เลมวาร์ด นักแข่งลูกครึ่งไทย-เดนมาร์ก พาฟอร์ด มัสแตง เครื่องยนต์โคโยตี้ อลูมิเนเตอร์ 5.2 ลิตร หมายเลข 44 เข้าเส้นชัยอันดับที่ 3 ในสนามเดียวกัน นับเป็นการเปิดฤดูกาลแข่งขันปีนี้อย่างน่าประทับใจ พร้อมตอกย้ำสมรรถนะของรถที่อัดแน่นด้วยดีเอ็นเอ ของฟอร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ที่พร้อมโชว์ศักยภาพสุดเร้าใจในสนามแข่ง
นายวิชิต ว่องวัฒนาการ กรรมการผู้จัดการฟอร์ด ประเทศไทย กล่าวว่า “ฟอร์ดมีความภูมิใจที่ได้มีส่วนในการสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ มอเตอร์สปอร์ตชาวไทย จากการส่งทีมเข้าร่วมการแข่งขันในรายการไทยแลนด์ ซูเปอร์ ซีรีส์ เป็นปีที่ 3 เราได้เห็นพัฒนาการและความก้าวหน้าของทีมที่เรียนรู้และพัฒนาการทำงานอย่างต่อเนื่องจากประสบการณ์แข่งขันครั้งที่ผ่านมา ได้เห็นความตั้งใจของทีมแข่ง รวมถึงพนักงานฟอร์ดที่มุ่งมั่นพัฒนารถยนต์คุณภาพระดับโลก และต้องขอบคุณนักแข่งมืออาชีพทุกคนที่ได้แสดงผลงานและศักยภาพกันอย่างเต็มที่”
เทคโนอาร์ต ‘Pulse Topology’ วิบวับจับจังหวะหัวใจ!
Rafael Lozano-Hemmer เรียนจบเคมีเชิงฟิสิกส์จากแคนาดา ส่วนทีมงานในสตูดิโอของเขาครึ่งหนึ่งก็เป็นโปรแกรมเมอร์ นักออกแบบระบบอิเล็กทรอนิกส์ นักออกแบบอุตสาหกรรม และวิศวกรเครื่องกล ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นนักแต่งเพลง สถาปนิก นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และจิตรกร
Pulse Topology ตื่นตาตื่นใจด้วยหลอดไฟ 6,000 ดวง ยึดห้อยจากเพดานในระดับสูงต่ำต่างกัน หลอดไฟพวกนี้เชื่อมโยงกับระบบคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่ปรับจังหวะการสว่างของหลอดไฟทั้งหมดให้รับกับจังหวะการเต้นหัวใจของผู้เข้าชมงาน และยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นอีกเพราะได้รถยนต์ไฟฟ้า The New BMW i7 มาแสดงร่วมในงานครั้งนี้ด้วย
Rafael Lozano-Hemmer เล่าว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากการที่ BMW ออกแบบบรรยากาศในรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันนี้ โดยเน้นคนขับและผู้โดยสารเป็นศูนย์กลาง เขาจึงตั้งใจให้ผู้เข้าชมงานกลายเป็นส่วนหนึ่งของชิ้นงานครั้งนี้ ด้วยการจับจังหวะหัวใจของพวกเขาและนำมาควบคุมแสง เสียง และภาพกราฟิกบนจอพาโนมาราใน The New BMW i7
Pulse Topology จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 มิถุนายน ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชมคลิปวิดีโอและบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มของ Rafael Lozano-Hemmer ได้ที่ https://bit.ly/3R6AYy4
บัตรเครดิต ซิตี้ เมอร์เซเดส ร่วมฉลอง 3 ปี แจกโชค 3 ต่อ!
สำหรับสิทธิพิเศษ 3 ต่อ ได้แก่
ต่อที่ 1 รับเครดิตเงินคืนสูงสุด 3,000 บาท เมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรฯ ซิตี้ เมอร์เซเดส 30,000 บาท และ 100,000 บาท ขึ้นไป/เซลส์สลิป รับเครดิตเงินคืน 500 บาท และ 3,000 บาท ตามลำดับ
ต่อที่ 2 สมาชิกบัตรฯ ที่มียอดใช้จ่ายสูงสุด 10 ท่านแรก รับบัตรกำนัลที่พักจากโรงแรมดั
ต่อที่ 3 สำหรับสมาชิกบัตรฯ ที่ชำระค่าจองรถเมอร์เซเดส-
พิเศษ! สำหรับสมาชิกใหม่ สมัครวันนี้ รับคะแนนสะสม 21,000 พอยท์ พร้อมรับ ร่มสีดำสุดคลาสสิค จาก Mercedes-Benz ฟรี ! มูลค่า 920 บาท
สมาชิกบัตรเครดิตซิตี้ เมอร์เซเดส ยังคงได้รับเอกสิทธิ์พิเศษจากผู้
นอกจากนี้ยังได้รับส่วนลด 10% เมื่อซื้อเมอร์เซเดส–เบนซ์
สัมผัส “ความเหนือระดับที่พร้อมไปกับคุ
พาชมเบื้องหลังหนังสั้น ‘Merman’ ความสะเทือนใจใต้ท้องทะเล
หนังสั้น ‘Merman- Ocean Pollution Film’ หนังสั้นเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมที่เป็นผลตามมาจากการกระทำต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งตั้งแต่หนังสั้นเชิงอนุรักษ์เรื่อง Merman ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2565 มีผู้เข้าชมบน YouTube แล้วมากกว่า 120,000 ครั้ง
สิรณัฐ สก็อต (ทราย สก็อต) นักอนุรักษ์ทะเลไทยรับบทเป็นมนุษย์เงือก เพื่อสื่อสารและถ่ายทอดเรื่องราวอันน่าสะเทือนใจและไร้มนุษยธรรมที่เกิดขึ้นกับท้องทะเล ซึ่งฉากใต้น้ำทุกฉากเป็นการถ่ายทำใต้ท้องทะเลจริงแบบเรียลไทม์ และไม่มีการใช้เทคนิคพิเศษโดยคอมพิวเตอร์ อีกทั้งใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ดังนั้น หนังสั้นเชิงอนุรักษ์เรื่องนี้จึงคำนึงถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน
ทราย สก็อต เล่าว่า “มนุษย์เลือกทำสิ่งต่าง ๆ ในการดำรงชีวิต และบ่อยครั้งที่การกระทำต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ละเมิดสิทธิและทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่งส่งผลกระทบและทำลายห่วงโซ่อาหารและแหล่งที่อยู่อาศัยที่มีความสำคัญต่อมนุษย์”
ตลอดทุกขั้นตอนการถ่ายทำมีการวางแผนด้วยความใส่ใจในรายละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ทุกชิ้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการใช้ไมโครพลาสติกที่อาจเป็นอันตรายต่อสิ่งชีวิตในทะเล ทีมงานทุกคนในโปรเจ็กต์นี้เป็นนักดำน้ำที่ผ่านการรับรองและคำนึงถึงการอนุรักษ์ท้องทะเลอยู่เสมอ และมีนักชีววิทยาทางทะเลที่มาให้คำแนะนำและคำเตือนด้านความปลอดภัยตลอดการถ่ายทำ รวมถึงตรวจสอบความปลอดภัยในการดำน้ำขณะถ่ายทำ
หางเงือกไม่เพียงแค่เป็นองค์ประกอบหลักของหนังสั้น แต่เป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ท้าทายที่สุดในการถ่ายทำเช่นกัน เพราะการว่ายน้ำในหางเงือกให้ดูสมจริงที่สุดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
ภราดร เกตุรัตน์ หัวหน้าทีมดีไซเนอร์ผู้ผลิตและออกแบบหางเงือกหนังสั้น Merman เล่าว่า หางอันแรกเป็นหางที่สวยที่สุด ด้วยสีสันที่สดใสและการออกแบบที่สมจริง “เราใช้ผ้าออร์แกนซ่าโปร่งแสง วัสดุรีไซเคิลสะท้อนแสง และพลาสติกโฮโลแกรม เพื่อทำให้หางสะท้อนแสงและเป็นประกายระยิบระยับเหมือนเกล็ดปลา ซึ่งความสมจริงและสวยงามนั้นได้สะท้อนออกมาให้เราเห็นในหนังสั้น”
หางที่สองถูกออกแบบให้เหมือนหางที่บาดเจ็บที่มีทั้งคราบเลือด รอยฟกช้ำ และบาดแผลจากเบ็ดตกปลา ทางทีมงานไม่ต้องการใช้การผสมของเหลวแทนเลือดแล้วนำลงไปในทะเล จึงออกแบบชิ้นโลหะให้ดูเหมือนแผลสดที่มีเลือดออก หางที่สามออกแบบมาเพื่อฉากที่มนุษย์เงือกเสียชีวิต หางนั้นมีทั้งขยะและเศษอวนพันรอบ ซึ่งเป็นหนึ่งในมลพิษทางทะเลที่ส่งผลกระทบและทำลายล้างมากที่สุด
ทีมงานและทีมรักษาความปลอดภัยทุกคนให้การสนับสนุนที่สำคัญตลอดการถ่ายทำ การดำน้ำในท้องทะเลเป็นเวลาสี่ชั่วโมงในขณะที่ Merman มีเศษอวนหนัก ๆ เย็บติดกับหางซึ่งต้องใช้พลังงานมาก แต่ทราย สก็อต ได้ว่ายน้ำในบทมนุษย์เงือกให้ออกมาสมจริงมากที่สุด “การแสดงในทะเลไม่มีอยู่จริง การที่จะแสดงเป็นสัตว์ที่ติดอวนและจมน้ำอยู่ให้สมจริง คุณต้องติดอวนและจมน้ำจริง ๆ”
มีหนังไม่กี่เรื่องที่ถ่ายทำในท้องทะเลลึกจริง ๆ เพราะการถ่ายทำต้องใช้ทักษะการดำน้ำระดับสูงบวกกับความบ้าเล็กน้อย ที่สำคัญระหว่างการถ่ายทำต้องมีคนคอยดูแลเรื่องความปลอดภัยมากมาย ครึ่งหนึ่งของการถ่ายทำอยู่ที่ความลึก 20 เมตรใต้ทะเล ทราย สก็อต จำเป็นต้องมีถังออกซิเจนสำรองที่พร้อมให้ใช้หายใจระหว่างถ่ายทำ รวมถึงการใช้ทักษะการดำน้ำและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยของทะเลเพื่อสร้างหนังสั้นเรื่องนี้
