เปิดราคา The new EQS 450+ พร้อมส่งมอบให้ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ 4 แห่ง!

เมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำความมุ่งมั่นในการเดินหน้าทำตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วยการส่งมอบรถยนต์รุ่น “The new EQS” จำนวน 4 คันให้กับผู้จำหน่ายรถยนต์แบรนด์ Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เบนซ์ พระราม 3 จำกัด, บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด ตอบรับกระแสความสนใจของผู้ใช้รถในไทยที่มีต่อยานยนต์ไฟฟ้าระดับลักชัวรีรุ่นใหม่จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมสนับสนุนการทำการตลาดของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ

มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หลังจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เปิดตัว The new EQS ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม โดยมีลูกค้าแสดงความสนใจผ่านช่องทางดิจิทัล (digital leads) มามากกว่า 500 รายทั้งที่งานมหกรรมยานยนต์และการจัดงานเปิดตัวพิเศษที่เซ็นทรัลเวิลด์และเอ็มโพเรียมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

ในวันนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนการทำการตลาดของผู้จำหน่าย Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการในประเทศไทย พร้อมทั้งสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ให้ความสนใจในยานยนต์ไฟฟ้าจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ เราจึงประกาศส่งมอบรถยนต์รุ่น EQS จำนวน 4 คัน ซึ่งประกอบด้วย The new EQS 450+ AMG Premium และ The new EQS 450+ Edition 1 และจะมีเข้ามาอีกอย่างต่อเนื่องเพื่อเสริมความแข็งแกร่งกับให้กับผู้จำหน่ายแบรนด์ Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ บริษัท เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป จำกัด, บริษัท เบนซ์ พระราม 3 จำกัด, บริษัท ไพรม์มัส ออโต้เฮาส์ จำกัด และบริษัท ทีทีซี มอเตอร์ จำกัด เพื่อให้ลูกค้าได้เข้ามาสัมผัสตัวจริงของยนตรกรรมแห่งอนาคตคันนี้ พร้อมทั้งทำความรู้จักนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าระดับลักชัวรีจากแบรนด์ Mercedes-EQ อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ภายใต้นโยบายระดับโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ กรุ๊ป เอจี แบรนด์เมอร์เซเดส-เบนซ์เตรียมพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มตัวทั่วโลก โดยปรับกลยุทธ์จาก“รถยนต์ไฟฟ้านำ” (electric-first) เป็น “รถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น” (electric-only) ภายในทศวรรษนี้ โดยสำหรับในประเทศไทย เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ประกาศเปิดตัว “The new EQS” ยานยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกอย่างเป็นทางการในช่วงปลายที่ผ่านมาและได้รับเสียงตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าและผู้คนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังได้ประกาศความพร้อมในการผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าคันนี้ภายในประเทศไทย ทั้งหมดนี้คือการสานต่อความมุ่งมั่นระยะยาวของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในการขับเคลื่อนเทรนด์ e-mobility เพื่อร่วมสร้างสภาวะแวดล้อมที่ดีขึ้น ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้ริเริ่มไว้ ทั้งการเปิดตัวโครงการ “Charge to Change” ที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2563 พร้อมไปกับการนำเสนอนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่จะทยอยออกมาให้ผู้บริโภคทั้งในไทยและทั่วโลกได้เห็นนับจากนี้ ต่อยอดจากความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ PHEV ระดับลักชัวรีด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายในแต่ละเซกเมนต์สูงสุด

The new EQS 450+ AMG Premium วางจำหน่ายในราคา 8,570,000 บาท และ

The new EQS 450+ Edition 1 วางจำหน่ายในราคา 8,870,000 บาท


ลูกค้าที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “The new EQS” ได้ที่โชว์รูมของผู้จำหน่าย Mercedes-EQ อย่างเป็นทางการทั้ง 4 แห่ง และสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นอื่น ๆ จากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ


จบไปแบบสวยๆ กับ รอยัล เอ็นฟีลด์ Busted Knuckles Build-Off ซีซั่น 2!

รอยัล เอ็นฟีลด์ ผู้นำระดับโลกด้านรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง (250cc-750cc) ปิดฉากการแข่งขัน Busted Knuckles Build-Off ซีซั่น 2 ซึ่งเป็นหนึ่งในการแข่งขันแต่งรถจักรยานยนต์ที่โด่งดังที่สุดของแบรนด์ โดยตัวแทนจำหน่าย 5 ราย จากประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ได้ปรับแต่งรอยัล เอ็นฟีลด์ 650 Twins และ Himalayan ให้กลายเป็นรถจักรยานยนต์คัสตอมที่มีสไตล์สวยเท่ พร้อมบ่งบอกถึงตัวตนของตัวเองอย่างมีศิลปะไปด้วยในเวลาเดียวกัน

ตัวแทนจำหน่าย MotoMax – เมืองเพิร์ท – รถ ‘Regency’ Interceptor 650 Twin Scrambler

ริก สตีล (Ric Steele) เป็นเจ้าของธุรกิจ และตัวแทนจำหน่ายรอยัล เอ็นฟีลด์มาตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 ริกกล่าวว่า Interceptor ใหม่ นั้นเหมาะสำหรับการปรับแต่งให้เป็นรถจักรยานยนต์แนวสแกรมเบลอร์มาก ด้วยตำแหน่งของเบาะ และแฮนด์บาร์ที่ทางโรงงานจัดไว้ให้ตั้งแต่ต้น รวมถึงการเป็นที่นิยมในหมู่นักโต้คลื่นฝั่งตะวันตก ในยุควัฒนธรรมการโต้คลื่น และพักผ่อนหย่อนใจบนหาดทรายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ค.ศ. 1960 ‘Regency’ Interceptor 650 Twin Scrambler สามารถวิ่งได้จริงบนทุกถนน มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งต่าง ๆ ที่เข้าชุดกันอย่างลงตัว

ตัวแทนจำหน่าย Revelry Cycles – เมืองซิดนีย์ – รถ ‘RevElation’ 650 Twin Salt Racer

Revelry Cycles Sydney เริ่มจำหน่ายรถจักรยานยนต์รอยัล เอ็นฟีลด์ เมื่อปีค.ศ. 2014 โดยดำเนินธุรกิจมากว่า 10 ปี แล้ว ‘RevElation’ 650 Twin Salt Racer คันนี้ผ่านการปรับแต่งมาให้เป็นรถจักรยานยนต์แนวซอลท์ เรเซอร์ ซึ่งมีต้นกำเนิดอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อสร้างเฟรมขึ้นใหม่ทั้งหมดเสร็จแล้ว งานที่ยากยิ่งกว่าอย่างการเติมสารพัดชิ้นส่วนสำหรับเพิ่มความเร็วเข้าไปก็เริ่มขึ้น ตามมาด้วยการเพิ่มความจุของเครื่องยนต์จาก 650cc เป็น 960cc พร้อมชุดกระบอกสูบขนาดใหญ่ของ S&S และเพลาข้อเหวี่ยงขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้ยังมีชุดลิ้นปีกผีเสื้อที่ Revelry สร้างขึ้นเอง ระบบเกียร์แบบ Air-Shift และท่อไอเสียคัสตอมที่ให้เสียงดัง

ตัวแทนจำหน่าย Fast Fuel – เมืองอัลเบอรี่ – รถ ‘Dr. No’ GT 650 Twin Cafe Racer

ลินคอล์น สมาร์ท (Lincoln Smart) เป็นเจ้าของ Fast Fuel Motorcycles ในเขตเมืองแฝด อัลเบอรี่-โวดองกา ‘Dr. No’ GT 650 Twin Cafe Racer ที่ทางลินคอล์นนำเข้าแข่งขันใน Busted Knuckles Build-Off ซีซั่นล่าสุดนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในรถจักรยานยนต์แนวคาเฟ่ เรเซอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ Fast Fuel Motorcycles เคยคัสตอมมา โดยลินคอล์นทำการปรับชุดแต่งรอบคันจาก C-Racer ในประเทศกรีซก่อนนำไปประกอบเข้ากับตัวรถ เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาตรงกับที่เขานึกภาพไว้มากที่สุด “ตัวรถมาพร้อมไฟเบรกที่รวมเข้ากับชิ้นส่วนบริเวณท้ายรถ แต่เพราะเราต้องการภาพลักษณ์ที่ดูโฉบเฉี่ยว เราจึงดัดแปลงให้ดูมีความมินิมอลมากขึ้น” ส่วนท่อไอเสียนั้นลินคอล์นใช้ของที่ผลิตในประเทศออสเตรเลีย และมีความคิดจะทำเป็นแนวแดร็กในตอนแรก แต่สุดท้ายเขาก็เห็นด้วยกับความคิดของซัพพลายเออร์ที่ว่าท่อไอเสียแนวเรเซอร์จะทำให้ภาพรวมของตัวรถดูแตกต่าง โดดเด่นกว่า อีกทั้งให้เสียงดีกว่า

ตัวแทนจำหน่าย Royale Motorcycles – เมืองแฮมิลตัน – รถ No. 55 GT 650 Production Racer

Royale Motorcycles เลือกนำการแข่งขัน Royal Enfield ‘GT Cup’ Production Racing series ที่ประเทศอินเดียมาเป็นแรงบันดาลใจในการปรับแต่ง No. 55 GT 650 Production Racer ให้คล้ายคลึงกับรถจักรยานยนต์แนวสปอร์ต และเมื่อผู้คนนึกถึงรถจักรยานยนต์แนวสปอร์ต ก็อาจจะคิดว่านั่นเป็นอะไรที่ห่างไกลจาก GT Enfield’s แต่ GTs นั้นก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถแนวคาเฟ่ เรเซอร์ ในการแข่งขัน The Isle of Man TT ในยุค 50 และ 60 ด้วยเช่นกัน และนั้นก็นับว่าเป็นรถจักรยานยนต์แนวสปอร์ตในยุคนั้น ดังนั้นการสร้างนักแข่งสมัยใหม่จาก 650 twin จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล้อขนาด 17 นิ้วได้รับการติดตั้งด้วยยางรถแข่งจาก Pirelli Diablo ที่ด้านหลัง นอกจากนั้น ทางทีมยังได้ติดตั้งระบบท่อไอเสียเพื่อระบายความร้อนจากเครื่องยนต์ โดยได้เลือกท่อจาก HP Corse สุดเท่เพื่อเพิ่มกลิ่นอายความเป็นรถแข่งและเสียงที่ดีขึ้นของเครื่องยนต์ และเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายขึ้นอีกระดับ ตัวโครงของรถจักรยานยนต์จึงทำจากเหล็กไม่ใช่อะลูมิเนียม เพื่อให้การโมดิฟาย GT’s bones ง่ายขึ้นสำหรับร้านรับทำงานคัสตอมทั่วไป รวมถึงผู้ขี่ที่อยากจะคัสตอมเอง

ตัวแทนจำหน่าย SurfSide Motorcycle Garage – เมืองซิดนีย์ – รถ ‘No. 40’ Himalayan 650 Twin

ทีม Surfside ได้ช่วยกันผนึกกำลังทำให้ ‘No. 40’ Himalayan 650 Twin สำหรับ Busted Knuckles Build-Off ซีซั่นล่าสุดนี้ เป็นอีกหนึ่งตำนานที่ผู้คนจะจดจำ โดยผู้คนต่างตื่นเต้น และคาดเดากันไปมาก แต่ไม่มีใครเคยเห็นได้เห็นเลย ตั้งแต่เครื่องยนต์ 650 Twin ออกสู่ตลาดในปีค.ศ. 2018 ตัวรถมีชุดขยายความจุจาก S&S ขนาด 856cc และมี Hallam Engineering ในเมืองเมลเบิร์นคอยดูแลด้านการออกแบบ ซึ่งตัวรถจักรยานยนต์ได้เปลี่ยนชุดวาล์วที่ใหญ่กว่าเดิม และแคมของ Hallam นอกจากนี้ทีมยังได้ติดตั้งลิ้นปีกผีเสื้อขนาดใหญ่และท่อจาก Verex โดยรถจักรยานยนต์จะมีน้ำหนักอยู่ที่ 182 กิโลกรัม พร้อมของเหลว และสามารถทำแรงม้าได้มากกว่า 70 แรงม้า เพื่อให้รถจักรยานยนต์คันนี้สมบูรณ์แบบมากขึ้น ตัวถังอะลูมิเนียมใหม่ของ Tommy ได้รับการเสริมด้วยยาง Mitas แบบออฟโรด สวิงอาร์มที่ยาวขึ้น การเปลี่ยนโช้คเดี่ยว และโช้ค YSS ปิดท้ายด้วยหน้าปัด Garmin Montana 700i สุดเจ๋งพร้อมปุ่ม SOS

คุณอนุจ ดัว, หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก, รอยัล เอ็นฟีลด์ กล่าวว่า “งานคัสตอมรถจักรยานยนต์ที่มีมายมายในตลาดเอเชียแปซิฟิกเป็นการตอกย้ำว่ารถจักรยานยนต์รอยัล เอ็นฟีลด์เป็นรถจักรยานยนต์ที่เหมาะสำหรับการปรับแต่งคัสตอมเป็นอย่างมาก จากที่เราเห็นมา ตัวแทนจากประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์นั้นถือได้ว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความสามารถด้านการสร้างสรรค์ผลงานคัสตอมมากที่สุดในโลก สิ่งที่ทำให้การแข่งขัน Busted Knuckles Build-Off ซีซั่น 2 พิเศษก็คือการที่ตัวแทนจำหน่ายของเราเข้ามาเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการจัดงาน เนื่องจากเรามีนักขี่ไฟแรงมากมายในประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ เราจึงมีกลุ่มผู้ชื่นชอบการปรับแต่งรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ โดยการคัสตอมรถนั้นเปรียบเสมือนการเสริมบุคลิกภาพของผู้ขับขี่ไปในตัวอีกด้วย ด้วยโครงสร้างที่เรียบง่ายและไม่ซับซ้อน รถจักรยานยนต์ของเราจึงเหมาะสำหรับการออกแบบและแสดงความสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์ส่วนบุคคลของผู้แต่งรถคัสตอมที่เก่งที่สุดทั่วโลกเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากการตีความหมายผลงานออกแบบที่สวยงามแล้ว ทางรอยัล เอ็นฟีลด์ยังได้มีส่วนผลักดันการสร้างสรรค์ที่สามารถกำหนดแบบเองได้ในแง่ของความสามารถด้วยเช่นกัน โดยในประเทศออสเตรเลีย เรามีผลงานคัสตอมมากกว่า 25 แบบแล้ว และเราเชื่อว่าโปรแกรมคัสตอมของเราเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สร้างได้สำรวจความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาอย่างแท้จริง ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นและผู้ที่ชื่นชอบรถจักรยานยนต์อีกด้วย”


FORWARDISM ผลงานล่าสุดของช่างภาพแฟชั่นสุดล้ำ NICK KNIGHT

BMW ส่งเทียบเชิญ Nick Knight หนึ่งในช่างภาพสายแฟชั่นระดับต้นๆ ของโลก มาปลดปล่อยจินตนาการผ่าน The New BMW i7 ในคอนเซ็ปท์ “Forwardism” หรือสุนทรียภาพของการได้เห็นและสัมผัสอนาคตก่อนที่มันจะถูกสร้างขึ้น ผลงานชุดนี้ถ่ายทอดผ่านภาพถ่ายรถยนต์ที่คนรู้สึกว่าเป็นวัตถุที่คุ้นเคย ในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน ซึ่ง Knight เล่าว่าเขาต้องการนำเสนอโลกแฟนตาซีที่ไม่ได้มีอยู่จริง ให้ผู้ชมได้สนุกกับมุมมองแบบใหม่ พร้อมปลดปล่อยทุกคนจากข้อจำกัดบางอย่างในความเป็นจริง

การที่ Knight ได้ทำงานกับ The New BMW i7 ยานยนต์ลักชัวรี่ในรูปแบบไฟฟ้ารุ่นแรกของ BMW ทำให้เค้านึกย้อนไปถึงช่วงปี 1980 ตอนที่ร่วมงานกับ โยจิ ยามาโมโตะดีไซเนอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่น ซึ่งในสมัยนั้นไม่เคยมีใครเคยเห็นเสื้อผ้าสไตล์นี้มาก่อน สำหรับเขาแล้วการจะถ่ายรูปออกมาให้ดีช่างภาพต้องเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่จะนำเสนอ

Nick Knight เป็นหนึ่งในช่างภาพแฟชั่นที่มีชื่อเสียงและทรงอิทธิพลที่สุดของโลกจากการร่วมงานกับดีไซเนอร์ดัง อาทิ  โยจิ ยามาโมโตะ, จอห์น กัลลิอาโน และอเล็กซานเดอร์ แมคควีน และยังเป็นผู้กำกับมิวสิควิดีโอดังอย่าง “Pagan  Poetry” ของ Bjork, “Born This Way” ของเลดี้กาก้า และ “Bound 2” ของคานเย เวสต์

Knight เป็นผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ SHOWstudio.com และสนุกกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างสรรค์งานที่ท้าทายนิยามความงามแบบเดิมๆ โดยล่าสุด SHOWstudio ได้เข้าไปร่วมจัดงาน Metaverse Fashion Week  แฟชั่นวีคในเมตาเวิร์สครั้งแรกของโลกเมื่อเดือนมีนาคม 2565 ที่ผ่านมา

#BMW #BMWTH #THEi7​ #ThisisForwardism #สุนทรียภาพแห่งการขับขี่ #Y_Ride #Y_Life


เอช เซม พร้อมบริการสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่เหล่าไรเดอร์พลังไฟฟ้าย่านลาดพร้าว-วังหิน-โชคชัย 4

เอช เซม เอาใจไรเดอร์พลังไฟฟ้า ย่านลาดพร้าว-วังหิน และโชคชัย 4 เปลี่ยนแบตฯ ฉลุย ด้วยสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ที่พร้อมให้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น H SEM MOVE จำนวน 5 แห่ง ในคอมมูนิตี้ มอลล์ The Shelter โชคชัย 4 บริเวณด้านหน้าธนาคารกสิกรสาขาวังหิน

ด้านหน้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาลาดพร้าว 111 สาขาลาดพร้าว 59 และสาขาโชคชัย 4 แน่นอน เอช เซม ยังคงเดินหน้าติดตั้งสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าได้ทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด ไปพร้อมๆ กับคุณภาพอากาศที่ดีไม่มีมลพิษ

สนใจเช่ารถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เอช เซม สามารถลงทะเบียนได้ที่ Line Official: @hsemrider หรือติดต่อด้วยตนเองได้ที่ เอช เซม สาขา RCA  สาขาบางนา และสาขา CU Sport หรือโทร 099-001-1888 สามารถดูข้อมูลสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ hsemmotor.com หรือ facebook.com/hsemmotor.sev และ facebook.com/hsemmotor.stc


ASICS SPORTSTYLE ‘ART IN MOTION’ สนีกเกอร์สุดพิเศษผ่านมุมมอง 3 ศิลปินจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ASICS SPORTSTYLE (เอสิคซ์ สปอร์ตสไตล์) จัดงานเปิดตัวคอลเลคชั่น ART IN MOTION ที่ถือเป็นคอลเลคชั่นลิมิเต็ดเอดิชั่น โดยร่วมมือกับเหล่าศิลปินจากประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้ง 3 ท่านมาร่วมดีไซน์สนีกเกอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ 3 โมเดลไอคอนิกของ ASICS SPORTSTYLE สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ศิลปะสามารถช่วยยกระดับจิตใจให้กับผู้คน พร้อมพบปะเหล่า ASICS Brand Advocate นำโดย คูเปอร์-ภัทรพสิษฐ์ ณ สงขลา, บูม-รวีวิชญ์ จิระพงษ์กานนท์, ฟลุ๊คจ์-พงศภัทร กันคำ, อินทัช-ภทรธร เฉลิมพรภักดี, เชน-ณัชพล ชีวะปัญญาโรจน์, เบียร์-รพีวิชญ์ เสงี่ยมวงศ์ และแอนน่า กลึคส์ โดยคอลเลคชั่น ART IN MOTION วางจำหน่ายแล้วที่ ASICS Store และทางออนไลน์ที่ ASICS.COM

ย้อนกลับไปในช่วงปี 2020 ช่วงแคมเปญเฉลิมฉลองการครบรอบ 30 ปี ของโมเดลระดับตำนานอย่าง GEL-LYTE III ที่ ASICS ได้ร่วมมือกับเหล่าศิลปิน 30 ท่านทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มาดีไซน์และครีเอทลวดลายลงบนโมเดล GEL-LYTE III แคนวาสสีขาวล้วน ในครั้งนี้ ASICS SPORTSTYLE ได้กลับมาร่วมงานกับศิลปิน 3 ท่าน จาก 3 ประเทศ เพื่อมาออกแบบและสร้างสรรค์ลวดลายให้กับสนีกเกอร์ในคอลเลคชั่น ART IN MOTION สุดพิเศษสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยคอลเลคชั่นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของ ASICS SPORTSTYLE ที่จะยกระดับคอมมูนิตี้และวัฒนธรรมแห่งความคิดสร้างสรรค์หรือวงการศิลปะทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ด้วยการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินมาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โชว์ฝีมือ และจัดแสดงผลงานของพวกเขา

สำหรับสนีกเกอร์ GEL-1130™ สุดคลาสสิค มาพร้อมกับลายพรางที่คุณเคนจิ ไช (Kenji Chai) ศิลปินผู้ออกแบบสนีกเกอร์คู่นี้ให้มี “Chaigo” ในสีสันตามสไตล์ของเขา โดยคุณเคนจิได้ดีไซน์“Chaigo” คาแรคเตอร์สุนัขที่แสดงถึงความเป็นตัวตนของเขา (Chaigo มาจากภาษาจีนแมนดารินที่มีความหมายว่า “สุนัขจรจัด”) เพื่อเก็บเกี่ยวเรื่องราวของเขาเองเมื่ออยู่บนท้องถนนและคอยส่งพลังบวกให้กับผู้คนรายล้อม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้คนผ่านงานศิลปะ เขาหวังว่าจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้อื่นในการไม่ย่อท้อและยอมแพ้ต่อการทำตามความฝันของทุกคน

คุณเคนจิเกิดและเติบโตในเมืองซันดากัน ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นเมืองแห่งความเรียบง่าย ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ที่กัวลาลัมเปอร์ เมืองหลวงของประเทศมาเลเซีย ในตอนที่เขายังเด็ก เขามักจะใช้เวลาอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ อยู่กับการ์ตูนและหนังสือนิทาน จึงได้แรงบันดาลใจในการใช้คาแรคเตอร์สุดน่ารักและสดใสผ่านกราฟฟิตี้หรือการวาดภาพ-เขียนบนกำแพงในที่สาธารณะ และด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมในแวดวงกราฟฟิตี้มากว่า 10 ปี รวมถึงยังได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกทั้ง Netflix, Tiger Beer, Uniqlo และ Volkswagen หรืออาจเรียกได้ว่าเขาได้สร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ในหลายเมืองทั่วโลกรวมไปถึงที่ประเทศฮ่องกง สิงคโปร์ เกาหลี จีน และไต้หวัน อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาได้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์กราฟฟิตี้ที่สูงที่สุดที่กัวลาลัมเปอร์และได้ถูกบันทึกลงใน Malaysia Book of Records อีกด้วย

ด้วยแรงบันดาลใจจากปรัชญาโบราณของชาวจีนอย่าง “หยินหยาง” NOVABLAST™ คู่นี้ออกแบบโดยคุณโทบี้อาโตะ (Tobyato) ที่มากับดีไซน์สีดำ-ขาว มีกิมมิคสีชมพูและยังมีโลโก้ ASICS SPORTSTYLE แบบแผ่นแปะตีนตุ๊กแก (Velcro Patches) ที่สามารถสับเปลี่ยนได้อยู่บนลิ้นรองเท้า ความบาลานซ์สุดประณีตระหว่างสีดำ-สีขาวที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของสองสิ่งที่มีความแตกต่างกันแบบขั้วตรงข้ามได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังมีลายเสือเรียงรายเป็นแถวๆ อันแสนโดดเด่นบนอัปเปอร์ สื่อถึงความเชื่อจีนแบบดั้งเดิมเสมือนเป็นลมหายใจของเสือที่ทำให้เกิดลมไปทั่วโลก สะท้อนถึงความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถลื่นไหลไปได้ทั่วโลกเช่นกัน

คุณโทบี้อาโตะ เป็นนักวาดภาพประกอบและศิลปินที่ถ่ายทอดผลงานศิลปะผ่านสิ่งต่างๆ ตั้งแต่จิตรกรรมฝาผนังไปจนถึงการทำงานร่วมกันกับแบรนด์ต่างๆ ผลงานศิลปะของเขามีความโดดเด่นและได้รับแรงบันดาลใจมาจากลวดลายจีนแบบดั้งเดิมและยังดูมีความสนุกสนานที่สะท้อนทั้งตัวตนและที่มาที่ไปของเขา ในฐานะของคนที่รักในสตรีทคัลเจอร์ เขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับหลากหลายแบรนด์ทั้ง ASICS, G-SHOCK, Shake Shack และ Levi’s อีกด้วย

สนีกเกอร์ JAPAN S™ ที่สะท้อนถึงความงดงามของรองเท้าบาสเกตบอลในอดีต สนีกเกอร์คู่นี้จะมาช่วยยกระดับให้กับทุกการเคลื่อนไหวของคุณทั้งร่างกายและจิตใจ ด้วยการผสมผสานลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์โดยคุณแอน ไอริณ อาริยะธนาพร ศิลปินผู้ออกแบบลวดลายให้กับสนีกเกอร์คู่นี้ที่ได้หยิบนำ Texture และเฉดสีหลากหลายมาใช้กับการดีไซน์เพื่อสะท้อนถึงประวัติศาสตร์ของวัสดุในการทำบาสเกตบอล จากการใช้หนังแบบดั้งเดิมที่มีความขรุขระ มี Texture มาสู่การใช้หนังแบบเรียบๆ อย่างในปัจจุบันและการเลือกใช้สีครีมเพื่อแสดงถึงคอร์ทในร่ม คุณแอนได้รังสรรค์ให้สนีกเกอร์ JAPAN S™ คู่นี้ให้ดูมีความโมเดิร์นมากยิ่งขึ้น

คุณแอน ไอริณ อาริยะธนาพร เป็นสถาปนิกและศิลปินชาวไทยที่มีใจรักในการวาดภาพและการออกแบบที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านสถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนัง และกราฟิกดีไซน์ หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักมากที่สุดของคุณแอนคือการสร้างสรรค์จิตรกรรมบนกำแพงร้าน Starbucks Reserve Chao Phraya Riverfront ที่กรุงเทพมหานคร และยังมีหนังสือ “Irin café illustration Sydney” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความรักในการดื่มกาแฟและคาเฟ่ อีกทั้งคุณแอนยังเป็นเจ้าของสตูดิโอสำหรับงานศิลปะอันหลากหลายที่มีชื่อว่า “Ari Studio” โดยเป็นที่ที่เธอได้ใช้ทำงานวาดภาพและงานด้านการดีไซน์สถาปัตยกรรม

นอกจากนี้ภายในงาน ASICS ยังได้นำเสนอเรื่องราวเบื้องหลังของคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ ให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามารับรู้ ซึ่งภายในงานได้จัดแสดงสนีกเกอร์แต่ละคู่ในคอลเลคชั่นให้ได้รับชมอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้ร่วมพูดคุยกับคุณแอน ไอริณ อาริยะธนาพร หนึ่งในศิลปินผู้ออกแบบลวดลายบนสนีกเกอร์ชาวไทย รวมถึงยังมีกิจกรรม Workshop กับศิลปิน พร้อมกับให้ทุกท่านได้สัมผัสประสบการณ์สุดพิเศษที่ศิลปะสามารถช่วยยกระดับจิตใจให้กับผู้คนได้ และร่วมพบปะกับ 7 นักแสดงในฐานะ Brand Advocate จาก ASICS ได้แก่ คูเปอร์-ภัทรพสิษฐ์ ณ สงขลา, บูม-รวีวิชญ์ จิระพงษ์กานนท์, ฟลุ๊คจ์-พงศภัทร กันคำ, อินทัช-ภทรธร เฉลิมพรภักดี, เชน-ณัชพล ชีวะปัญญาโรจน์, เบียร์-รพีวิชญ์ เสงี่ยมวงศ์ และแอนน่า กลึคส์ ภายในงาน


เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป ที่เดียวครบทุกความต้องการเปิดโชว์รูมครบทุกซับแบรนด์ เมอร์เซเดส-เบนซ์

บริษัท เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ หลังได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ครบทุกซับแบรนด์ Mercedes-Benz Passenger Car & Van, Mercedes-AMG, Mercedes-Maybach, Mercedes-EQ และ Mercedes-Benz Certified จัด Press Tour พร้อม Grand Opening เปิดโชว์รูม Mercedes-Benz Experience Center แลนด์มาร์คสุดยิ่งใหญ่ ยืนหนึ่งในไทยและเอเชีย ระดับเวิลด์ คลาส

มูลค่าการลงทุน 3,000 ล้านบาท บนเนื้อที่ 4 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงรถยนต์ได้กว่า 150 คัน ครบทุกซับแบรนด์ ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดเผยใช้ Individualised Customer Experience ที่รังสรรค์ให้กับลูกค้า ตามความต้องการของแต่ละบุคคล มุ่งรักษาฐานลูกค้าเก่า ขยายฐานหาลูกค้าใหม่ เตรียมจัดกิจกรรมพาลูกค้าเปิดประสบการณ์ด้านการขับขี่ ทดสอบสมรรถนะ พร้อมเทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย ที่สนาม Chang International Circuit จังหวัดบุรีรัมย์

คุณตวงรัตน์ ลิขิตพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบนซ์บีเคเค กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจในฐานะ Mercedes-Benz Authorized Dealer ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และศูนย์บริการอย่างเป็นทางการมานานกว่า 30 ปี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2565  บริษัทฯ ได้จัดงาน Press Tour  พร้อมกับเปิดงาน Grand Opening โชว์รูมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ระดับเวิลด์ คลาส ที่ใหญ่สุดในเอเชีย ซึ่งตั้งอยู่บน ถนน บางนา-ตราด หลังจากที่บริษัทได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ครบทุกซับแบรนด์ นับว่าเป็นผู้จำหน่ายรายแรกและรายเดียวของประเทศไทย ทีนำรถยนต์ครบทุก ซับแบรนด์ มาจัดแสดงให้ชมอย่างครบครัน

โดยซับแบรนด์ที่บริษัทได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย

  1. Mercedes- Benz Passenger Car & Vans รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ นั่งส่วนบุคคล และรถตู้
  2. Mercedes-AMG รถยนต์เมอร์เซเดส แบบสปอร์ต ด้วยขุมพลังของเครื่องยนต์ ที่มอบพละกำลังแรงม้าที่เร้าใจในชั่วพริบตา
  3. Mercedes-Maybachแบรนด์ยนตรกรรมระดับอัลตราลักชัวรี่ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวและประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 100 ปี ที่สามารถเลือกฟังก์ชั่น การออกแบบตามสไตล์ที่ตนเองชอบ
  4. Mercedes- EQ รถยนต์ไฟฟ้า100% ของเมอร์เซเดสเบนซ์
  5. Mercedes-Certified ศูนย์รวมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ Pre-ownedไมล์น้อย การันตีคุณภาพ มาตรฐานเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ผ่านการตรวจเช็คมากกว่า 200รายการ และเป็นผู้จำหน่ายเมอร์เซเดส-เบนซ์ อย่างเป็นทางการ รายเดียวที่มีรถ Certified ให้เลือกชมเยอะที่สุดกว่า 100 คัน ด้วยประสบการณ์เฉพาะทางยาวนานกว่า 30 ปี

วัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้เพื่อต้องการเรียนเชิญสื่อมวลชน, แขกผู้มีเกียรติ และท่านลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจกับ บริษัทฯ ได้มีโอกาสร่วมเฉลิมฉลอง พร้อมกับเยี่ยมชมโชว์รูมรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ระดับเวิลด์คลาส ที่ใหญ่สุดในเอเชีย ด้วยงบลงทุนมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เนรมิตพื้นที่ 4ไร่ ให้เป็นอาคาร 12 ชั้น พื้นที่ใช้ประมาณ 50,000 ตารางเมตร ให้เป็นแลนมาร์คใหม่บนถนนเทพรัตน์ (บางนา-ตราด กม 4.2) โดดเด่นด้วยโลโก้ดาวสามแฉกของ Mercedes-Benz ที่ตั้งตระหง่านบนยอดตึก และ Car Display Box 4 ชั้น ด้านหน้าอาคาร ที่สามารถมองเห็นรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์จอดตระการตาผ่านบานกระจกใส ให้ชมตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 ทั้งจากบนทางยกระดับบูรพาวิถี  และถนนเทพรัตน

ภายในโชว์รูมชั้น 1-3 พื้นที่รวมประมาณ 6,000 ตร.ม. เป็นโชว์รูม 3 มิติ ที่มีโถงสูงกว่า 15 เมตร เป็นพื้นที่สำหรับจัดแสดงรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ของทุกซับแบรนด์ ได้มากกว่า 150 คัน เชื่อมต่อกัน 3 ชั้น ด้วยบันไดเลื่อน ซึ่งมีคอนเซ็ปต์และแรงบัลดาลใจจาก Mercedes Welt, Berlin ประเทศเยอรมัน โดยเป็นผลงาน การออกแบบจาก “Gensler” บริษัทออกแบบสถาปัตยกรรมชื่อดังระดับโลก จากประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีผลงานออกแบบให้ลูกค้าทั่วโลกมากกว่า 100 ประเทศ

ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ชั้น 4-5  เป็นศูนย์บริการดูแลหลังการขาย โดยมีช่องซ่อมกว่า 40 ช่องซ่อม รองรับการให้บริการมากกว่า 1,500 คัน ต่อเดือน  ชั้น 6-7 เป็นพื้นที่ของศูนย์ซ่อมสีและตัวถัง ด้วยเครื่องมือที่มีเทคโนโลยีทันสมัย ผลิตและนำเข้าจากประเทศอิตาลี เพื่อคุณภาพงานที่สมบูรณ์แบบ และรองรับการบริการได้มากถึง 400 คัน ต่อเดือน

ทุ่มงบกว่า 10 ล้านบาท เนรมิต ชั้น 8  ให้เป็น Sky Lounge & Terrace Garden ครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็น Bistro Café & Restaurant, Fitness พร้อมเครื่องออกกำลังกายที่มีคุณภาพสูง จาก “Technogym” นอกจากนั้น ยังมี Massage Studio และสวนพักผ่อนลอยฟ้า เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ ของผู้มาใช้บริการได้อย่างหลากหลาย และสร้างความแตกต่างได้อย่างเหนือระดับ

“ในอนาคตเรามีแผนจับมือคอลลาโบเรต (Collaborate) ต่อยอดความเป็นแลนด์มาร์คไลฟ์สไตล์ให้ชัดเจนขึ้น โดยอาจจัดเป็นพื้นที่จัดแสดงงานอาร์ตแกลเลอรี หรืออาคารมิกซ์ยูสจัดกิจกรรมลักซ์ชัวรี่ไลฟ์อื่นๆ ที่จะมาตอบโจทย์เทรนด์ชีวิตคนเมืองรุ่นใหม่ ทั้งหมดนี้คือมิติใหม่แห่งความสมบูรณ์แบบ ทันสมัยและยิ่งใหญ่ที่สุดของโชว์รูมและศูนย์บริการ Mercedes-Benz ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อนในเมืองไทย”

เพื่อให้ลูกค้าได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มากขึ้นระหว่างเข้ารับบริการ พื้นที่ Co-working Space ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการทำงาน และวิถีการดำเนินชีวิตของคนปัจจุบัน ที่สามารถทำงานนอกสถานที่ได้ตลอดเวลา

ทั้งหมดนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญ และใส่ใจในรายละเอียด จากประสบการณ์ที่สั่งสมมามากกว่า 30 ปี เพื่อสร้างความประทับใจ และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายได้อย่างลงตัว

นอกเหนือจากการมอบประสบการณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่พิเศษแล้วนั้น กุญแจสำคัญที่ทำให้ลูกค้าตัดสินใจเลือกเข้ารับบริการที่ เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป (บางนา) คือ ความชำนาญการ ความสามารถในการวิเคราะห์การซ่อมได้อย่างแม่นยำโดยช่างเทคนิค (Diagnosis Technicians) ที่มีประสบการณ์ มากกว่า 10 ปี และผ่านการรับรองมาตรฐาน จาก บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จากคุณภาพงานซ่อมที่มีประสิทธิภาพ และจบได้ในครั้งเดียว การันตีคุณภาพของศูนย์บริการหลังการขาย ด้วยรางวัล The Best Team of Technicians 2021, The Best Team of Service Advisor 2021 และ The Best After-Sales Manager 2021

อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาพรวมของซับแบรนด์ที่บริษัทได้รับการแต่งตั้งนั้น คุณตวงรัตน์ กล่าวว่า บริษัท เบนซ์ บีเคเค กรุ๊ป จำกัด ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์อย่างเป็นทางการ เป็นผู้จำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz Certified รถผู้บริหารไมล์น้อย ที่มีการรับประกันคุณภาพ ที่ใหญ่ที่สุด โดยปีที่ผ่านมากวาดยอดขายได้กว่า 200 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตจากปีก่อน 200% ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะมียอดขายโตขึ้น 50%

ส่วนรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ รวมทุกซับแบรนด์อื่นๆ สำหรับไตรมาสที่ 1 ปีนี้ เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านในช่วงเวลาเดียวกัน เรามียอดจำหน่ายที่มากขึ้น 20% ขณะที่ปี 2565 คาดว่าจะสามารถสร้างยอดขายที่โตขึ้นได้อีก 35% หรือคิดเป็น 850 คัน โดย กลุ่ม เบนซ์ บีเคเค ทั้ง 3 โชว์รูม ยังคงรักษาส่วนแบ่งการตลาดที่ 20%

 สำหรับแผนงานของบริษัทและทิศทางการตลาดสำหรับครึ่งปีหลังนี้ คุณตวงรัตน์ กล่าวว่า บริษัทจะมีการจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าและขยายฐานลูกค้าใหม่ อาทิ เช่น จัดกิจกรรมเปิดประสบการณ์ให้กับลูกค้า กลุ่ม เบนซ์ บีเคเค ได้สัมผัสการขับขี่ ทดสอบสมรรถนะ เรียนรู้เทคนิคการขับขี่ที่ถูกต้องและปลอดภัย ที่สนาม Chang International Circuit จังหวัดบุรีรัมย์ ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน ถึง 1 กรกฏาคม 2565 และยังมีกิจกรรม รวมถึงแคมเปญ โปรโมชั่น อย่างต่อเนื่องตลอดปี

ขณะเดียวกัน บริษัทในเครือ ที่ตั้งอยู่บนวิภาวดี รังสิต ยังคงมีการขยายการลงทุน ด้วยงบประมาณ 500 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตมากขึ้น

กลุ่ม เบนซ์ บีเคเค มีความภาคภูมิใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะให้บริการลูกค้าแบบครบวงจร กับ 3 โชว์รูม 3 มุมเมือง ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็น Benz BKK Group (บางนา) ที่ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันออก Benz BKK Vipawadee ครอบคลุมพื้นที่ฝั่งตะวันตก และ BKK Autohaus Kanchanapisek ครอบคลุมพื้นที่ตอนเหนือ โดยสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือขอนัดหมายได้ที่เบอร์ 1449 www.benzbkkgroup.co.th


เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ตัวแทนจำหน่าย BMW อย่างเป็นทางการ เตรียมมอบประสบการณ์ความแรงกับ M Showroom ย่านราชพฤกษ์

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ร่วมกับเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ของบีเอ็มดับเบิลยู ภายใต้กลุ่มบริษัท ไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ ประเทศไทย ต่อยอดการให้บริการยนตรกรรมระดับพรีเมียมสำหรับลูกค้าในย่านราชพฤกษ์ กับโชว์รูมแห่งใหม่ซึ่งจะเปิดให้บริการเร็ว ๆ นี้ เตรียมมอบประสบการณ์ยนตรกรรมเต็มรูปแบบ เพียบพร้อมด้วย M Showroom และศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากบีเอ็มดับเบิลยู (BMW Certified Body and Paint Center)

โดยเพอร์ฟอร์แมนซ์  มอเตอร์ส นับเป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายที่เติบโตเร็วที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู การขยายโชว์รูมสู่ย่านราชพฤกษ์จึงตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะสานต่อที่สุดแห่งความประทับใจให้กับลูกค้า ผ่านความเป็นเลิศระดับโลกในการให้บริการ โดยเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส เป็นหนึ่งในผู้จำหน่ายของบีเอ็มดับเบิลยูกลุ่มแรกในประเทศไทยที่รังสรรค์โชว์รูมด้วยคอนเซปต์การออกแบบใหม่ ซึ่งโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและการบริการที่ตรงตามความต้องการของลูกค้ายิ่งกว่าเคย 

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยความสำเร็จในปีที่ผ่านมาของเราในเซกเมนต์รถยนต์พรีเมียม และการได้รับคะแนนความพึงพอใจสูงสุดจากลูกค้าในด้านการขายและการบริการเมื่อไม่นานมานี้ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย ยังคงมุ่งสร้างที่สุดแห่งความพึงพอใจ ความเป็นเลิศด้านการบริการ และสุนทรียภาพในการขับขี่ให้แก่ลูกค้าในทุกขั้นตอน ความมุ่งมั่นนี้ยังสะท้อนให้เห็นจากการขยายโชว์รูมของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ซึ่งจะช่วยให้บีเอ็มดับเบิลยู สามารถมอบผลิตภัณฑ์และบริการยนตรกรรมระดับโลกให้กับฐานลูกค้าอย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น เรามีความเชื่อมั่นเป็น
อย่างยิ่งว่า คอนเซปต์การออกแบบภายในโชว์รูมเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส แห่งใหม่ จะมุ่งเน้นการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดเพื่อต้อนรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูในย่านราชพฤกษ์ได้อย่างแน่นอน”

มร. พอล ชาง อิน เชง กรรมการผู้จัดการ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส กล่าวว่า “การขยายโชว์รูมครั้งนี้ตอกย้ำความเชื่อมั่นของเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ที่มีต่อแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู และความมุ่งมั่นที่จะผลักดันธุรกิจของเราในประเทศไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น หลังจากการขยายโชว์รูมก่อนหน้านี้ของเราสู่พื้นที่ดอนเมืองในปี 2563 เราพร้อมแล้วที่จะลงทุนในการสร้างโชว์รูมเต็มรูปแบบแห่งใหม่สู่ย่านราชพฤกษ์ ซึ่งจะมาพร้อมกับ M Showroom และศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากบีเอ็มดับเบิลยู (BMW Certified Body and Paint Center) จึงสามารถมอบบริการซ่อมตัวถังและสีมาตรฐานระดับโลกได้อย่างครอบคลุมยิ่งกว่า นอกจากนี้ ด้วยความเป็นศูนย์รวมของหลากหลายชุมชน พร้อมด้วยศักยภาพและโอกาสทางธุรกิจมากมายของพื้นที่ เราจึงมีความเชื่อมั่นว่าย่านราชพฤกษ์จะเป็นทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมในการสร้างโชว์รูมแห่งใหม่ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในไตรมาสที่สี่ของปี 2565 และจะสามารถมอบผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุม ราบรื่น และเชื่อมต่อกันยิ่งขึ้นให้กับลูกค้าในพื้นที่”

ด้วยงบลงทุนรวมกว่า 400 ล้านบาท โชว์รูมบีเอ็มดับเบิลยู เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ และศูนย์ให้บริการหลังการขาย มีขนาดครอบคลุมพื้นที่ 5 ไร่ (8,000 ตารางเมตร) โดยอาคารหลักจะถูกสร้างขึ้นบนพื้นที่ขนาด 5,300 ตารางเมตร ประกอบไปด้วย 12 ช่องซ่อม รองรับรถยนต์ได้ถึง 36 คันต่อวัน ในขณะที่ศูนย์บริการซ่อมตัวถังและสีที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากบีเอ็มดับเบิลยู (BMW Certified Body and Paint Centre) สามารถรองรับการให้บริการรถยนต์ได้ถึง 80-100 คันต่อเดือน โชว์รูมมาพร้อมกับพื้นที่จัดแสดงรถยนต์รวมกว่า 10 คัน ซึ่งประกอบไปด้วยรถยนต์ M จำนวน 2 คัน โดยในปีแรก พนักงานภายในโชว์รูมกว่า 50 คนจะพร้อมให้บริการลูกค้า และจะเพิ่มจำนวนพนักงานเป็น 75 คนในช่วงสุดท้ายของโครงการ นอกจากนี้ โชว์รูมยังมาพร้อมกับคอนเซปต์การออกแบบเน้นองค์รวม (Holistic) ซึ่งจะช่วยเสริมประสบการณ์การรับบริการในสถานที่และทางดิจิทัลของลูกค้าได้อย่างไร้รอยต่อ โดยคำนึงถึงความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้าเป็นสำคัญ

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส เป็นบริษัทในเครือไซม์ ดาร์บี้ มอเตอร์ หนึ่งในผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูรายใหญ่ที่สุดในโลก มีเครือข่ายอยู่ใน 9 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จึงเป็นกลุ่มบริษัทยานยนต์ชั้นนำในภูมิภาค ประกอบธุรกิจทั้งด้านค้าปลีก การจัดจำหน่าย และการประกอบชิ้นส่วนยานยนต์ให้แก่แบรนด์รถยนต์หรูและรถสำหรับองค์กร 

เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส ราชพฤกษ์ จะตั้งอยู่ที่ 55/29-30 หมู่ 1 ถนนราชพฤกษ์ ตำบลอ้อมเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120 ลูกค้าสามารถติดตามข้อมูลเกี่ยวกับโชว์รูมแห่งใหม่ดังกล่าว หรือจองเวลาเพื่อเข้ารับบริการกับโชว์รูมเพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส อื่น ๆ ได้ที่ www.bmw.co.th หรือติดต่อ เพอร์ฟอร์แมนซ์ มอเตอร์ส โทร 02 516-0999


‘บีเอ็มดับเบิลยู’ จับมือ ‘อีโวลท์’ ยกระดับประสบการณ์ชาร์จที่เหนือกว่า!

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งล่าสุดกับ บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด (Evolt Technology) ผู้ให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย เพื่อขยายเครือข่าย
การให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูและมินิระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) ทั่วประเทศ โดยลูกค้าจะสามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ควบคุมการชาร์จ และชำระเงินค่าชาร์จผ่านแอปพลิเคชั่น EVolt พร้อมรับสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2565 และสำหรับลูกค้ามินิ ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ สามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะได้ราว 600 หัวจ่าย ในกว่า 295 แห่งทั่วประเทศ

จากความร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ จะทำให้เจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิสามารถเข้าถึงเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะมากถึง 600 หัวจ่าย ในกว่า 295 แห่งทั่วประเทศ ประกอบไปด้วย สถานีชาร์จไฟฟ้าของอีโวลท์ เทคโนโลยี และสถานีชาร์จของพันธมิตรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สถานีชาร์จไฟฟ้า EleX by EGAT โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) สถานี ChargeNow และสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ

ทั้งนี้ เฉพาะลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่เป็นเจ้าของรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และ รถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) จากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ จะได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้นกับบริการสุดพิเศษเมื่อใช้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าของอีโวลท์ เทคโนโลยี อาทิ เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลงานบริการลูกค้าของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามข้อมูลสำคัญ เช่น ที่ตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าและการวางแผนเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้ารายใดก็ตาม ได้ที่เบอร์ 02-114-7343 หรือติดต่อศูนย์บริการลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย 1397 ทั้งนี้ ลูกค้าที่ติดต่อไปยังอีโวลท์ เทคโนโลยีโดยตรง จะต้องยืนยันความเป็นเจ้าของรถยนต์โดยการแจ้งหมายเลขประจำยานพาหนะ (VIN) กับเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ

นอกจากนั้น ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) จะได้รับส่วนลดถึง 20% เมื่อเติมเงินสำหรับเครดิตการชาร์จผ่านแอปพลิเคชั่น EVolt ลูกค้าสามารถลงทะเบียนเพื่อรับข้อเสนอพิเศษดังกล่าว ด้วยการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น EVolt บน Google Play หรือ Apple Store พร้อมกรอกข้อมูลส่วนบุคคล ยี่ห้อรถ และหมายเลขประจำยานพาหนะ (VIN) หลังจากนั้นจะสามารถใช้สิทธิพิเศษดังกล่าวได้ทันทีกับหมายเลขประจำยานพาหนะที่ลงทะเบียนไว้ ซึ่งทั้งสองสิทธิพิเศษดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม สำหรับลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยู และ 1 มิถุนายน 2565 สำหรับลูกค้ามินิ

มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนในประเทศไทยมาโดยตลอด เราร่วมมือกับพันธมิตรในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และเนื่องจากผู้ขับขี่ชาวไทยมีความต้องการด้านพลังงานยั่งยืนและการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น เราจึงมองเห็นโอกาสสำคัญในการทำงานร่วมกับพันธมิตรรายใหม่ ๆ เพื่อขยายเครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะ ให้ลูกค้าบีเอ็มดับเบิลยูและมินิได้รับความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการใช้งานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อปูทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำในประเทศไทยอีกด้วย”

คุณพูนพัฒน์ โลหารชุน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท อีโวลท์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย จะเป็นการผนวกความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการสถานีชาร์จไฟฟ้าและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของเรา และเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าอันล้ำสมัยของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิ เพื่อนำเสนอบริการที่เหนือกว่าสำหรับลูกค้าเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าด้วยแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานง่าย เราเชื่อมั่นว่าความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยตอกย้ำศักยภาพและจุดแข็งของเราในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างสรรค์โซลูชั่นการขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า และช่วยผลักดันเป้าหมายแห่งการเติบโตให้กับบริษัทของเราในฐานะผู้ให้บริการระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศไทย” 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการดังกล่าว สามารถสอบถามได้ที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย เบอร์โทรศัพท์ 1397 และติดตามข่าวสารได้ทาง www.bmw.co.th หรือ facebook.com/bmwthailand


“เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ นักแข่งวัย 16 ปีโชว์ฟอร์มเดือดคว้าแชมป์ F4 Spanish Championship 2022

เพลงชาติไทยดังกระหึ่มให้แฟนๆ ได้ภาคภูมิใจ เมื่อนักแข่งหนุ่มดาวรุ่งไทยวัย 16 ปี “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ โชว์ฟอร์มเดือดซิ่งรถสูตรคู่ใจสุดสปีดจนสามารถคว้าชัยชนะสนามระดับโลกไปครองได้สำเร็จ ในการแข่งขันรายการ F4 Spanish Championship 2022 การแข่งขันรถ Formula 4 ณ สนาม Portimao – Algave ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 30 เมษายน และ 1 พฤษภาคม 2565

เรียกว่าต้องปรบมือดังๆ ให้กับความสามารถของนักแข่งดาวรุ่งพุ่งแรงของคนไทยอย่าง “เติ้น” ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ ที่ในปีนี้สามารถคว้าชัยชนะแรกในสนามสุดหินอย่างรายการ F4 Spanish Championship 2022 มาได้สำเร็จ โดยสนามที่ 1 (Round 1) แข่งขันกันที่ สนาม Portimao – Algave ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยสามารถทำเวลาในรอบจับเวลาตำแหน่งออกสตาร์ท Qualifying 1 อยู่ในอันดับที่ 6 และ Qualifying 2 ทำเวลาอยู่ในอันดับที่ 1 เรียกว่าทำเวลาดีไม่มีตก

จนถึงการแข่งขันเรซที่ 1 ออกสตาร์ทในอันดับที่ 6 เติ้นออกตัวดี สามารถไล่แซงขึ้นมาจนจบการแข่งขันขึ้น Podium รับถ้วยรางวัลในอันดับที่ 2 ก่อนจะถึงรอบการแข่งขันเรซที่ 2 ออกสตาร์ทในอันดับที่ 5 ไล่แซงขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 3 แต่การแข่งขันรอบนี้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นกับรถคันอื่นๆ ที่ทำการแข่งขัน จน Safety Car ต้องออกมาวิ่งถึง 2 ครั้ง ทำให้โอกาสในการแซงและแข่งขันทำได้ยาก และจบการแข่งขันในอันดับที่ 5 จนมาถึงรอบการแข่งขันเรซที่ 3 ออกสตาร์ทในตำแหน่งที่ 1 ซึ่งสามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม ซิ่งนำคู่แข่งแบบม้วนเดียวจบเข้าเส้นชัยในอันดับที่ 1 ขึ้น Podium รับถ้วยรางวัลชนะเลิศในสนามนี้ไปครอง

สรุปผลการแข่งขันสนามที่ 1 เติ้นสามารถเฉือนคู่แข่งทั้ง 30 คันมาได้อย่างสวยงาม โดยมีคะแนนเก็บรวมสนามนี้ขึ้นนำเป็นอันดับหนึ่งของฤดูกาล (51 คะแนน) นำที่ 2 อยู่ 6 แต้ม (45 คะแนน) สนามต่อไปสนามที่ 2 จะแข่งขันที่สนาม Jerez ประเทศสเปน ระหว่างวันที่ 28 – 29 พฤษภาคม 2565

โดย “เติ้น” ทัศนพล ได้เผยถึงความรู้สึกหลังคว้าชัยชนะว่า “สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ด้วยข้อจำกัด และปัญหาจากการเดินทางทำให้พลาดการซ้อมใหญ่ก่อนเปิดฤดูกาลทั้ง 3 ครั้งรวมถึง Official Test day ของรายการที่ไม่สามารถเข้าร่วมได้ ทำให้สนามนี้ต้องตั้งใจเป็นพิเศษตั้งแต่รอบการซ้อม Free Practice ซึ่งก็มีอุปสรรคทางด้านเทคนิคเกิดขึ้นบ้าง แต่สุดท้ายก็สามารถคุมเกมส์การแข่งขันได้เป็นอย่างดี และสามารถนำธงไทย และเพลงชาติไทยขึ้นบน Podium อันดับ 1 เพื่อนำมาเป็นของขวัญให้กับคนไทยได้สำเร็จ ขอบคุณ AAS Motorsport, CTI Logistic และผู้สนับสนุนทุกๆ ท่าน ที่ให้การสนับสนุนผมตลอดมา และ ขอฝากคนไทยช่วยส่งกำลังใจ ให้ผมด้วยครับ”

เติ้น ทัศนพล อินทรภูวศักดิ์ ปัจจุบันอายุ 16 ปี ถือเป็นนักแข่งดาวรุ่งสายเลือดไทยที่น่าจับตามอง เติบโตมาจากความทุ่มเท มุ่งมั่นฝึกซ้อม เก็บเกี่ยวประสบการณ์ โดยสร้างผลงานการแข่งขันรถ Go Kart และ Formula 4 ตามลำดับอย่างต่อเนื่องเกือบ 10 ปี โดยปีนี้ได้ตัดสินใจลงแข่ง F4 Spanish Championship ภายใต้ทีม MP Motorsport กับรถหมายเลข 14 โดยมี AAS Motorsport, CTI Logistics เป็นผู้ให้การสนับสนุนหลัก และยังมี after you, RPM และทิพยประกันภัย เป็นผู้ให้การสนับสนุนการแข่งขันตลอดทั้งฤดูกาล

F4 Spanish Championship เริ่มแข่งขั้นขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 2016 โดย Koiranen GP เป็นผู้บริหารจัดการแข่งขัน และได้มีการจัดแข่งขันต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน และในปี 2022 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่ 7 ของรายการ และบริหารการแข่งขันโดย Agrupacion Deportiva F4 Spain ทำการแข่งขันโดยใช้กฎและกติกาการแข่งขันของ FIA Formula 4 รถที่ใช้ในการแข่งขันคือ Tatuss F4 T-021 ใช้เครื่องยนต์ Abarth แบบมีเทอร์โบขนาด 1.4 ลิตร 176 แรงม้า


“แอทต้า ออโต้เฮ้าส์” โชว์รูมเบนซ์แห่งอนาคตที่คุณสัมผัสได้แล้ววันนี้!

แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ( ATTA Autohaus) โชว์รูมและศูนย์บริการเมอร์เซเดส–เบนซ์ ครบวงจร ใหม่ล่าสุด บนถนนราชพฤกษ์ ในรูปแบบ Thailand’s first automotive digital space’ แห่งแรกในประเทศไทย กับพื้นที่การบริการที่นำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ สร้างสรรค์นวัตกรรมการบริการ Service Innovation  บนที่พื้นที่กว่า 5 ไร่ ด้วยงบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท ที่เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ที่ว่า  เทคโนโลยีสามารถตอบสนองความต้องการ ที่หลากหลายของแต่ละบุคคลได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ผ่านวัตกรรมการบริการรูปแบบใหม่ ที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคล

โดยสะท้อนออกมาเป็นองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่างในการคิดค้นนวัตกรรมการบริการ ได้แก่

*   High-Tech คือการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและทันสมัย

 High-Touch คือการเชื่อมต่อประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ

*   High-Value คือการสร้างคุณค่าต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งด้านเศรฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม (Profit Planet People) ต่อไป

ผู้บริหารแอทต้า ออโต้เฮ้าส์ คุณโอ จิตติรัตน์ ตันตสิรินทร์ (CEO)  และ คุณโอ๋ เบญจรัตน์ ตันตสิรินทร์(CFO) ทายาทรุ่นที่ 2 เบนซ์ตลิ่งชัน ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามามากว่า 40 ปี มีเป้าหมายที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ การให้บริการลูกค้าของเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยเทคโนโลยี ซึ่งทั้ง 2 ผู้บริหาร ตั้งใจให้ แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ เป็น “องค์กรที่ยอมรับความแตกต่างและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้คน (Diversity & Inclusion Workplace)” เปิดโอกาสให้คนทุกเพศ ทุกวัย ได้เข้ามาเรียนรู้ มุ่งเน้นการพัฒนาคน (Digital Generation) ที่พร้อมและสามารถรับฟังความต้องการและนำเสนอสินค้าและบริการให้ได้ตรงใจลูกค้า

พนักงานทุกคนจะผ่านการอบรมและกระบวนการพัฒนาเพื่อให้เข้าใจตนเองและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความต้องการที่หลากหลายได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถรับฟังลูกค้า และเป็นที่ปรึกษาการเลือกซื้อรถยนต์และเข้ารับบริการเกี่ยวกับรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้อย่างเข้าใจและเป็นมืออาชีพ ควบคู่ไปกับพัฒนาเครื่องมือดิจิทัลเพื่อให้เกิด ประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ (Digital Experience & Digital Solution) นอกจากนี้ แอทต้า ออโต้เฮ้า ยังได้จัดตั้งแผนก business innovation และ immersive experience division ขึ้นเพื่อพัฒนางานบริการอย่างต่อเนื่อง

แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ ได้รับรางวัลระดับโลก ชนะเลิศในการเป็นองค์กรต้นแบบ Winner of Gender-Inclusive Workplace 2020, WEPs Award จาก UN Women ตั้งแต่ปีแรกที่เปิดทำการ และ รางวัล Winner Leadership Commitment 2021, WEPs Award จาก UN Women เป็นปีที่สองติดต่อกัน รวมถึงรางวัลการันตีด้านความพึงพอใจ ลูกค้าและยอดขาย ชนะเลิศ Winner of The Best  CSI 5 Star Rater 2020 & 2021 -Bangkok และ Winner of Sell Out Competition Award 2020 & 2021 จาก Mercedes-Benz (Thailand) 2 ปีติดต่อกัน รวมถึงรางวัลชนะเลิศด้านคุณภาพงานบริการ Winner of Top Service Quality Score 2020 -Bangkok, Mercedes-Benz (Thailand) และ จำนวนผู้ตอบรับความพึงพอใจ Winner of Customer Take Rate 2020 – Bangkok, Mercedes-Benz (Thailand) และรางวัลชนะเลิศอันดับ2 ในการแข่งขันการบริการอันเป็นเลิศ 2nd Runner Up Service Excellence Award จาก Mercedes-Benz South East Asia Award

ในส่วนด้านสินค้าและบริการ แอทต้า ออโตเฮ้าส์ มีสินค้าและบริการที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้รถยนต์ อย่างครบวงจรในแห่งเดียว ทั้งการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ รถยนต์ใช้แล้ว รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ รถยนต์สำหรับองค์กร บริการซ่อมบำรุงและบริการซ่อมสี บริการด้านยางรถยนต์และตั้งศูนย์ถ่วงล้อ รวมถึงบริการเสริมอื่นๆที่เกี่ยวกับรถยนต์ เช่นบริการด้านประกันภัยรถยนต์ อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ AMG Body Styling , Mercedes Genuine Accessories & Lifestyle Collection , แพกเกจต่ออายุ การรับประกันคุณภาพสินค้า และซ่อมบำรุง (Mercedes-Benz Service Plus) , บริการ Trade-in รวมถึงบริการทางการเงินต่างๆ แบบครบวงจร นอกจากนี้ยังมีการจัดทำระบบ ATTA Connect (membership program) สิทธิพิเศษในเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ ทั้งสองแห่งบนถนนตลิ่งชัน และถนนราชพฤกษ์ ให้ลูกค้าฝั่งธนฯ และ นนทบุรี รวมถึงลูกค้าที่ต้องการเข้ารับบริการจากเรา สะดวก และ เชื่อมต่อสิทธิประโยชน์ได้แบบไร้รอยต่อผ่านระบบ digital และ call center 24 ชม

แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ในเวลาเพียง 2 ปี สามารถทำยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20 % โดยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 4% และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 5% ได้ในปี 2566 สำหรับยอดขายในกลุ่มลักชัวรีในไตรมาสที่ 1 ของปี 2565 นี้ สัดส่วน Sales Volume เพิ่มขึ้น 10% และได้มีการวางเป้าหมายในปี 2565 นี้ไว้ดังนี้

*   รถยนต์ใหม่ กลุ่ม PC เติบโต 10% units กลุ่ม AMG เติบโต 5% units

*   ศูนย์บริการ เติบโต 15%

สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดใน ปี 2565 ทางแอทต้า ได้ยึดกลยุทธ์ Partnership for the goals (Co-Create) เป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของหลากหลายวงการ มาร่วมกันส่งมอบการบริการทั้งในรูปแบบ online และ offline ทางแอทต้าจึงได้เข้าร่วมกับแบรนด์ร้านค้าที่มีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเดียวกันที่มีความเชื่อมโยงกัน (Ecosystem) ของธุรกิจรถยนต์ ไม่ว่าจะเป็น วงการแฟชั่น โรงแรม ร้านอาหาร อสังหาริมทรัพย์ และ อื่นๆ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ แอทต้า อีกทั้งยังเป็นการสร้าง ประสบการณ์รูปแบบใหม่ให้ลูกค้าและขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตและทีมงาน ให้สามารถรองรับการซ่อมบำรุงรักษาที่มีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น รวมถึงการเพิ่มยอดขายจากช่องทาง online อีกทางหนึ่ง

ในส่วนของแผนธุรกิจในปี 2566 ทางแอทต้าได้มีการวางแผนในการปรับเปลี่ยนองค์กรเพื่อรองรับการเติบโตของยุคดิจิทัล (Digital Transformation) มุ่งเน้นรวมบรวมข้อมูลและจัดการระบบ Automated Process ในการส่งต่อข้อมูลแต่ละส่วนให้โปร่งใสทั้งคนทำงานและลูกค้า (Data Transparency) รวมถึงมีเป้าในลดปริมาณ การใช้กระดาษการดำเนินงาน (Zero Paper) และการลดการปล่อยปริมาณก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Zero Emission) สำหรับสินค้าและการบริการในอนาคตมองว่า รถยนต์ไฟฟ้า EVs จะเป็นตัวแปรสำคัญฉะนั้น ทางแอทต้า จึงได้เตรียมเชื่อมต่อข้อมูลลูกค้าและเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงสินค้าและการบริการผ่า Virtual Showroom บน www.attaautohaus.com  รวมถึงได้ติดตั้งพื้นที่ซ่อมบำรุงทั้งหมดเป็น Anti-Static เพื่อให้สอดคล้องและรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี EVs และการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจในอนาคต

ในโอกาสครบรอบ 2 ปีนี้ แอทต้า ออโตเฮ้าส์ มีการจัดทำแคมเปญพิเศษ “Double Surprise ได้ทั้งรถ ได้ทั้งลุ้น” แคมเปญสุดยิ่งใหญ่ครั้งแรกในประเทศไทยแบบที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน เพื่อเป็นการขอบคุณและคืนกำไรให้กับลูกค้า ที่ให้การตอบรับเป็นอย่างดีตลอด 2 ปีที่ผ่านมาโดยมอบสิทธิ์พิเศษให้สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถยนต์ Mercedes Benz รุ่นใดก็ได้ที่ แอทต้า ออโต้เฮ้าส์ หรือ เบนซ์ตลิ่งชัน ภายในที่ 30 มิถุนายน 2565 ได้สิทธิ์ลุ้นรับ The All-new Mercedes-Benz C-Class รุ่นใหม่ล่าสุด มูลค่ากว่า 3ล้านบาท!! ซึ่งมีกำหนดการจับรางวัลในวันที่ 27 สิงหาคม 2565 นี้


Privacy Preference Center