“BREAK THE LIMIT OF THE NIGHT ROAD” เปลี่ยนค่ำคืนเดิมๆ ให้มีสีสัน กับซัมซุง และ มินิ!
ซัมซุง ร่วมกับ มินิ ประเทศไทย จัดกิจกรรม “BREAK THE LIMIT OF THE NIGHT ROAD” ชวนทุกคนออกมาฉีกทุกกฏไปพร้อมกันผ่านการเดินทางค้นหาความงามอันน่าตื่นเต้นของกรุงเทพฯ ยามค่ำคืนที่สนุกสนานและมีสีสันขึ้นทันตาด้วย The Freestyle โปรเจคเตอร์พกพาพร้อมสมาร์ททีวีฟีเจอร์ผ่านเลนส์กล้องกลางคืนสุดเจ๋งของ Galaxy S22 Series ที่สามารถถ่ายทอดภาพบรรยากาศได้อย่างคมชัดไม่มีเบลอแม้ในที่แสงน้อย บนการเดินทางที่แตกต่างและไม่เหมือนใครจาก มินิที่ขับสนุกสไตล์ Go-Kart Feeling หลากหลายรุ่นที่มาให้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิด
ประเดิมจุดหมายแรกกับการฉีกทุกกฏของการถ่ายภาพกลางคืนภายในอีเวนต์สุดฮอตประจำสัปดาห์ อย่าง Awakening Khaosan ที่ทางซัมซุงได้สร้างสรรค์ห้อง S22 Ultra Verse เพื่อจัดแสดงผลงานศิลปะและแสงไฟ LED สุดอาร์ทเอาใจสายทำคอนเทนต์โดยเฉพาะ ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้ ทุกคนจะได้ทดสอบประสิทธิภาพของฟีเจอร์ Nightography ใน Galaxy S22 Ultra จากการถ่ายภาพในที่แสงน้อยแบบจัดเต็มครบทุกเลนส์ ไม่ว่าจะเป็นเลนส์ Wide หรือ Ultra Wide ไปจนถึงโหมด Night Portrait เพื่อถ่ายภาพบุคคลในที่มืด พร้อมรายละเอียดหน้าชัดหลังเบลอได้สวยแบบไม่มีหวั่น หรือจะลองเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล ก็สวยคมชัดโดนใจ
ตามด้วยการฉีกทุกกฏการขับขี่ที่สนุก เท่ ไม่ซ้ำใคร ในการทดลองขับมินิหลากหลายรุ่น ในยามค่ำคืน เติมแต่งเสน่ห์แห่งแสงสี ของการเดินทางให้กลางคืนของคุณไม่เงียบเหงาอีกต่อไป บนเส้นทางถนนข้าวสาร – ถนนเจริญกรุง ที่ทุกคนจะได้สัมผัสสมรรถนะของรถกันอย่างเต็มที่ ด้วยพลังสปอร์ต go-kart feeling ขับขี่สนุก คล่องตัว ขับขี่ในเมืองได้เป็นอย่างดี เข้าจอดได้อย่างสะดวก พร้อมฟีเจอร์สุดยูนิค อย่าง Ambient Lighting หรือว่าสีไฟในห้องโดยสาร ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนความสว่าง และเปลี่ยนสีได้ MINI Logo Projection ลูกเล่นไฟแบบ Welcome light จากบริเวณกระจกฝั่งคนขับ ที่จะฉายไฟโลโก้ มินิ ลงบนพื้นด้านนอกทุกครั้งที่ปลดล็อกรถหรือเปิดประตูรถและจะเห็นได้ชัดเจนมากขึ้นในที่แสงน้อย สำหรับดีไซน์ภายนอก โดดเด่นด้วยไฟท้ายลายยูเนียน แจ็ค ตอกย้ำความเป็นแบรนด์สัญชาติอังกฤษ มีความโดดเด่นด้วยรูปทรงและเส้นไฟ LED ทำให้ภาพรวมของท้ายรถมินิโดดเด่น สวยงาม ลงตัวและแสดงออกถึงความเป็นรถยนต์สัญชาติอังกฤษได้อย่างชัดเจน
เมื่อมาถึง Warehouse 30 จุดหมายที่สองของทริปนี้ ทุกคนฉีกทุกกฏความสนุกและความบันเทิงไม่จำกัดสถานที่ พร้อมตื่นตาตื่นใจไปกับดวงจันทร์ดวงใหญ่ใจกลางเมือง ที่เนรมิตขึ้นจาก The Freestyle โปรเจคเตอร์พกพาพร้อมสมาร์ททีวีฟีเจอร์จากซัมซุง ไอเท็มสุดฮิตที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่อย่างไร้ขีดจำกัดด้วยนวัตกรรมเพื่อความบันเทิงสุดครบครัน สามารถเปลี่ยนทุกพื้นที่ให้เป็นคอนเทนต์ได้ตามต้องการด้วยดีไซน์ขาตั้งที่ปรับได้ถึง 180 องศา พร้อมฟีเจอร์ปรับระดับภาพและความคมชัดให้โดยอัตโนมัติ ที่สำคัญยังมาในขนาดเล็กกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเพียง 800 กรัมเท่านั้น จึงสะดวกแก่การพกพาไปทุกที่ นอกจากนี้ The Freestyle ยังโดดเด่นด้วยฟังก์ชันฉายภาพเอฟเฟคใน Ambient Mode สร้างมู้ดได้หลากหลายมีชีวิตชีวา สามารถใช้ครีเอทคอนเทนต์ใหม่ได้ไม่รู้จบ ปลดล็อคทุกข้อจำกัดด้วยประสบการณ์ที่ยืดหยุ่นกว่าที่เคย
ปิดท้ายด้วยการดื่มด่ำความโรแมนติกใต้แสงดาวกับแคมป์ปิ้งใจกลางกรุงที่ Kamaboko Coffee Camp ย่านพระราม 3 ที่ทุกคนจะได้ฉีกทุกกฏสวมบทนักผจญภัยขับรถมินิออกไปส่องสัตว์ยามค่ำคืนพร้อมสมาร์ทโฟน Galaxy S22 Series ซึ่งสัตว์แต่ละตัวนั้นถูกเนรมิตขึ้นอย่างสมจริงด้วยโปรเจคเตอร์ The Freestyle ต่อกันด้วยภารกิจคอนเทนต์ครีเอเตอร์ ชวนถ่ายภาพและวิดีโอสไตล์พอร์เทรตพร้อมใช้ S Pen แต่งแต้มความสร้างสรรค์ผ่าน Live Message ก่อนอวดโฉมผลงานผ่านการฉายไปยังผืนเตนท์แคมป์ปิ้งด้วย The Freestyle นอกจากนี้ ทางมินิยังส่งภารกิจขนของใส่ท้ายรถ พิสูจน์ความกว้างของห้องโดยสาร ที่ไม่ว่าจะของเยอะแค่ไหน ก็สามารถขนได้สบายไม่ต้องกังวล
เพราะโมเมนต์ดีๆ ไม่ได้มีแค่ตอนกลางวัน สำหรับผู้ที่สนใจอยากสัมผัสประสบการณ์แสนพิเศษนี้ สามารถเข้ามาทดลองใช้งานสมาร์ทโฟนแฟลกชิปรุ่นล่าสุด Galaxy S22 Series ได้ที่งาน Awakening Khaosan ณ ถนนข้าวสาร ตึก Buddy Plaza ชั้น 1 ตั้งแต่วันนี้ – วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลา 18.00 – 23.00 น. หรือเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติมของ Galaxy S22 Series และ The Freestyle ได้ที่ samsung.com รวมทั้งยังสามารถนัดหมายเพื่อทดลองขับมินิได้ที่ www.mini.co.th พิเศษ เป็นเจ้าของ มินิ รุ่นที่กำหนด ภายใน 30 เม.ย. 65 รับฟรี! SAMSUNG The Freestyle สมาร์ทโปรเจคเตอร์พกพา มูลค่า 34,990 บาท* ให้สามารถออกไปใช้ชีวิตให้เต็มที่แบบไม่มีข้อจำกัด
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไลฟ์ โรด ทรูเปอร์ ประเดิมทริปแรกคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าท่องเที่ยวไป-กลับยังไหว กรุงเทพฯ หัวหิน
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดตัวโครงการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไลฟ์ โรด ทรูเปอร์ “ขับสนุกสุดใจ เที่ยวไปให้สุดทาง” พร้อมประเดิมทริปแรกด้วยการจัดคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อท่องเที่ยวไป-กลับกรุงเทพฯ และหัวหินแบบรักษ์โลกระหว่างวันที่ 23 – 24 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น และสนับสนุนการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สนับสนุนรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จำนวน 7 คัน เพื่อใช้ในการเดินทาง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่รับฟังเสียงผู้บริโภค และสร้างสรรค์ประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้า
มร. ไมเคิล จาง ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารแบรนด์ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองให้กลับมามีสีสันอีกครั้ง ด้วยการนำเสนอประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับนักท่องเที่ยว ไปพร้อมกับการมีปฎิสัมพันธ์กับชุมชนในพื้นที่และการรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับความตั้งใจของเราในการดำเนินธุรกิจให้เติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน สำหรับทริปเปิดตัวโครงการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ไลฟ์ โรด ทรูเปอร์ “ขับสนุกสุดใจ เที่ยวไปให้สุดทาง” เราเดินทางไปยังอำเภอหัวหินและอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของไทย พร้อมจัดกิจกรรมสุดสนุกมากมายเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างสร้างสรรค์ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราหวังว่าโครงการนี้จะช่วยจุดประกายผู้คนให้รู้สึกสนุกกับการท่องเที่ยวในมุมมองใหม่ เข้าถึงธรรมชาติ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป”
นอกจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โครงการเกรท วอลล์ มอเตอร์ ไลฟ์ โรด ทรูเปอร์ ยังมีพันธมิตรอีก 6 หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนโครงการนี้ ได้แก่ มูลนิธิส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เที่ยวไทย ฯลฯ และชมรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการท่องเที่ยว โดยกิจกรรมนี้จะจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2565 เพื่อเชิญชวนลูกค้าและพาร์ทเนอร์มาร่วมเปิดเส้นทางใหม่กับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่นของ GWM
กิจกรรมครั้งนี้เป็นการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Bio-Circular-Green Economic หรือ BCG Model ที่เป็นการนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมของประเทศไทยมาต่อยอดและยกระดับเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ โดยมีเป้าหมายมุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “GWM Initiative” ที่ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางสังคม การสืบสานความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างและพัฒนาชุมชน
สำหรับทริปแรกของโครงการ ขบวนคาราวานได้เดินทางไปจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วยสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบไฮบริด โดยออกเดินทางจาก GWM ATT U PARK บางนา ระหว่างทางมีการพักรับประทานอาหารเติมพลังในบรรยากาศริมทะเลกันอย่างเต็มอิ่ม ก่อนที่จะเดินทางไปทำกิจกรรมที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ภายใต้การประสานความร่วมมือจากมูลนิธิส่งเสริมลดก๊าซเรือนกระจกและหน่วยทหารพัฒนา โดยนาวาอากาศเอก ณรงค์ ขำเขียว หัวหน้าชุด ร่วมกับนางสาวสุพร พลพันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติกุยบุรี นำทีมพาชมธรรมชาติ ส่องสัตว์ป่า
พร้อมกับร่วมกิจกรรมปลูกป่ากันอย่างสนุกสนาน ที่บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานฯ กร.1 ป่ายาง อุทยานแห่งชาติกุยบุรี จากนั้นจึงเดินทางเข้าพักและร่วมกิจกรรมในตอนกลางคืน สำหรับวันต่อมา คณะคาราวานได้ปั่นจักรยานไปหาดเขากะโหลกเพื่อร่วมกิจกรรมรักษ์โลก ลดขยะ พร้อมทำความสะอาดบริเวณชายหาดท่ามกลางลมเย็นสบาย โดยมีนายปรีดา สุขใจ นายอำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พร้อมคณะให้เกียรติเข้าร่วมกิจกรรม ก่อนจะไปรับประทานอาหารออร์แกนิค และเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ ซึ่งตลอดทั้งทริปและการทำกิจกรรม เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากนายอิศรา สถาปนเศรษฐ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์
นางสาวจุฑาทิพย์ เจริญลาภ ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคกลาง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นพันธมิตรหลักของโครงการเกรท วอลล์ มอเตอร์ ไลฟ์ โรด ทรูเปอร์ “ขับสนุกสุดใจ เที่ยวไปให้สุดทาง” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายและพันธกิจของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองด้วยความร่วมมือกับภาคเอกชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด BCG Model รวมถึงการกระตุ้นความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยว และเพิ่มความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ด้านสุขอนามัยให้แก่นักท่องเที่ยวภายใต้แนวคิด “Amazing วิถีใหม่ เที่ยวไทยไม่ตก Trend” พร้อมสร้างความตระหนักถึงการท่องเที่ยวที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม (Responsible Tourism) และลดมลพิษให้มากที่สุด (Zero Waste) ดิฉันเชื่อมั่นว่าโครงการนี้จะช่วยส่งเสริมธุรกิจการท่องเที่ยวของประเทศ รวมทั้งกระตุ้นผู้บริโภคชาวไทยให้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกิดความยั่งยืนได้เป็นอย่างดี”
สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ มีโปรโมชั่นสุดพิเศษให้กับลูกค้าเกรท วอลล์ มอเตอร์ รับส่วนลดพิเศษจากผู้ประกอบการ ร้านอาหาร โรงแรมที่พัก ที่เข้าร่วมกิจกรรม สังเกตสัญลักษณ์กิจกรรม GWM ROAD LIFE TROOPER ตามสถานที่ไลฟ์สไตล์ชั้นนำ อาทิ ร้านอาหาร อยู่เย็น บัลโคนี หัวหิน โรงแรม Blue Lotus ปราณบุรี และร้านอาหาร Chicken & Bee สามร้อยยอด เพียงแสดงกุญแจรถยนต์ GWM รุ่นใดก็ได้ หรือแสดง GWM Application ก็สามารถรับส่วนลดพิเศษได้ทันที ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2565 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2565 นี้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก GWM Thailand
นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังต่อยอดความร่วมมือด้วยการสนับสนุน ททท. ในการจัดกิจกรรม “TAT YEC Green Road Trip” ร่วมกับหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม (Young Entrepreneur Chamber of Commerce) ด้วยการสนับสนุนรถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV จำนวน 7 คัน เพื่อใช้ในการจัดคาราวานรถยนต์ไฟฟ้าท่องเที่ยวภาคกลาง ภาคตะวันออก ระหว่างจังหวัดสระแก้ว ปราจีนบุรี นครนายก ระหว่างวันที่ 27 – 29 เมษายน 2565 ตอกย้ำความตั้งใจของของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ที่จะสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ภายใต้ BCG Model โดยร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับคนไทยพร้อมช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อเติบโตเคียงคู่ไปกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน
‘เมดีซ กรุ๊ป’ จัดเสวนา “BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้” โดยแพทย์และนักวิจัยระดับโลก
บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านสถาบันการฝากเก็บ คัดแยก เพาะเลี้ยง และวิจัยเซลล์ต้นกำเนิดแบบครบวงจร พร้อมรางวัลการันตีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก ประกาศพันธกิจใหม่ในการเป็น “แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเชี่ยวชาญระดับ State-of-the-Art BIOlongevity” พร้อมเปิดเวทีเสวนาพิเศษภายใต้หัวข้อ “BIOlongevity: ชีวิตยืนยาว 120 ปีที่เป็นจริงได้” โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ และเปิดมุมมองให้องค์กร สังคมโดยรวม และคนไทย ก้าวทันไปกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพครั้งยิ่งใหญ่ ทั้งในปัจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยที่นวัตกรรมและความก้าวหน้าด้านสเต็มเซลล์จะเข้ามาเป็นมากกว่า ‘ทางเลือก’ ในการฟื้นฟูสภาวะความเสื่อมของร่างกายมนุษย์ และจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการมอบชีวิตที่ยืนยาวที่มีสุขภาพดีให้แก่ผู้คน โดยทีมผู้บริหารจากบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด
นำโดย นายแพทย์ วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานกรรมการบริหาร แพทย์ชาวไทยเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับเกียรตินิยมในสาขาการจัดตั้งธนาคารฝากเก็บเนื้อเยื่อและการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ จากมหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ ร่วมด้วย รศ. ดร. รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2564 จากผลงาน วิจัย “โคลนนิ่งสัตว์” และ ดร. ฌีวาตรา ตาลชัย กรรมการอิสระ เจ้าของรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น จากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา โดยงานเสวนาจัดขึ้น ณ ห้องแถลงข่าว GlowFish Sathorn ถนนสาทรเหนือ กรุงเทพฯ ท่ามกลางผู้สนใจ ซึ่งเป็นสื่อมวลชนและตัวแทนบุคลากรในวงการสเต็มเซลล์ ร่วมเข้าฟังภายใต้มาตรการเฝ้าระวังโรคโควิด -19 อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวภาพยนตร์ไวรัลชุดใหม่ภายใต้คอนเซปต์ “เลือกพรุ่งนี้ ที่ดีกว่า” (Live A Better Tomorrow) ออกอากาศทางสื่อออนไลน์ทั่วประเทศแล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์และศักยภาพอันแข็งแกร่งของเมดีซ กรุ๊ป ในการมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมสเต็มเซลล์ของไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับเวิลด์คลาสอย่างเป็นรูปธรรม
นายแพทย์วีรพล เขมะรังสรรค์ ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด แพทย์ชาวไทยที่ได้รับเกียรตินิยมในสาขาการจัดตั้งธนาคารฝากเก็บเนื้อเยื่อและการปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ จากมหาวิทยาลัยเเห่งชาติสิงคโปร์ และหนึ่งในคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของ American Board of Anti-Aging Medicine (ABAARM) และ American Board Certified in Fellowship in Stem Cell Therapies, American Academy of Anti-Ageing Medicine เปิดเผยว่า “ผู้คนในโลกปัจจุบันกำลังประสบปัญหาอย่างหนักจากวิกฤติด้านสุขภาวะที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม มลพิษ จำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบมายาวนานมากกว่า 2 ปี เมดีซ กรุ๊ป ตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในทั่วโลก และได้ดำเนินธุรกิจของเราอย่างต่อเนื่องมาถึง 12 ปี เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนด้านสุขภาพให้กับคนทั่วโลก เราจึงมุ่งมั่นนำเสนอทางเลือกใหม่ที่จะทำให้ผู้คนสามารถมีชีวิตอันยืนยาวและใช้ชีวิตในวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิมได้ ผ่านพันธกิจใหม่ของเราในฐานะ ‘แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในอาเซียนที่มีความเชี่ยวชาญระดับ State-of-the-Art BIOlongevity’ ที่ครบวงจรที่สุด โดยคำว่า ‘BIOlongevity’ ก็คือวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ที่จะช่วยปูทางไปสู่การมีอายุขัยถึง 120 ปีได้ของมนุษย์ โดยเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า ‘BIO’ ซึ่งหมายถึงชีวภาพ คือสิ่งที่เกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของเรา บวกกับคำว่า ‘Longevity’ ซึ่งแปลว่าความยืนยาวหรือการมีอายุยืนนั่นเอง ทั้งนี้ในวงการแพทย์ มีข้อมูลที่แพร่หลายจากการวิจัยมากมายว่า มนุษย์เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้ถึง 120 ปี ด้วยการวิเคราะห์ผลตรวจนับเม็ดเลือดของประชากรในวัยที่ต่างกันเพื่อดูสัดส่วนระหว่างเม็ดเลือดขาวสองชนิด กับความแตกต่างของขนาดเม็ดเลือดแดงที่ร่างกายผลิตออกมา โดยเมื่อคนเรายิ่งมีอายุมากขึ้น ความเปลี่ยนแปลงทั้งปริมาณและขนาดของเม็ดเลือดสองประการนี้ก็จะยิ่งปรากฏชัดขึ้น เห็นได้จากการเสื่อมสภาวะของเซลล์ร่างกาย เช่น การมีผมหงอก เป็นโรคไขข้อ หรือมีผิวหนังที่เหี่ยวย่นลง โดยข้อมูลความเปลี่ยนแปลงของเม็ดเลือดดังกล่าวเป็นตัวบ่งชี้ทาง
ชีวภาพที่เรียกว่า Biomarker ที่สามารถบอกได้ถึงระดับความชราหรืออายุทางชีวภาพ (Biological Age) ที่แท้จริงของคนเรา โดยมีการนำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างเป็นแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณหาค่าบ่งชี้สภาพของสิ่งมีชีวิตแบบมีพลวัต (DOSI) ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงถึงความสามารถของมนุษย์ในการฟื้นตัวจากภาวะป่วยไข้หรืออาการบาดเจ็บ โดยผลการคำนวณปรากฏว่า ความสามารถในการฟื้นตัวจากสภาวะร่างกายเสื่อมของมนุษย์จะหมดไปอย่างสิ้นเชิงในช่วงอายุประมาณ 120 ปี”
“สเต็มเซลล์หรือเซลล์ต้นกำเนิดนั้นจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและประโยชน์อย่างมหาศาล เพราะเป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติพิเศษและแตกต่างจากเซลล์ทั่วไปอยู่ 3 ประการ คือ 1) เป็นเซลล์ที่ยังไม่มีหน้าที่จำเพาะใดๆ 2) เป็นเซลล์ที่แบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นได้อย่างไม่จำกัด และ 3) สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย เช่น เซลล์ผิวหนัง เซลล์สมอง เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์เม็ดเลือด ฯลฯ ในปัจจุบัน จึงมีการเก็บสเต็มเซลล์แช่แข็งเอาไว้เพื่อใช้ในอนาคตหากจำเป็น โดยในการเก็บสเต็มเซลล์ เราสามารถเก็บได้ทั้งจากเด็กแรกเกิด คือจากเลือดในสายสะดือและเนื้อเยื่อสายสะดือ และจากผู้ใหญ่ทุกอายุ คือจากเนื้อเยื่อไขมันหรือไขกระดูก ทั้งนี้ ความก้าวหน้าในด้านวิจัยและพัฒนาด้านสเต็มเซลล์ในปัจจุบันได้รุดหน้าไปไกลอย่างรวดเร็ว นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้สเต็มเซลล์เพื่อรองรับการรักษาให้สัมฤทธิ์ผลได้จริงนั้น เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา
โดยหนึ่งในศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับและเริ่มมีการใช้งานในวงกว้างมากขึ้นได้แก่ เวชศาสตร์ฟื้นฟูสภาวะเสื่อม (Regenerative Medicine) ซึ่งเน้นการใช้งานเซลล์ต้นกำเนิดที่มีคุณสมบัติในการแบ่งเซลล์และเปลี่ยนแปลงไปทดแทนเนื้อเยื่อต่างๆ ที่เสื่อมลงของร่างกายเมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น เช่น ข้อเข่าหรือข้อสะโพกเสื่อม รวมถึงการเสริมความอ่อนเยาว์ให้กับร่างกาย เช่น การลดริ้วรอยของผิวพรรณ การสร้างเส้นผมใหม่ ไปจนถึงการเพิ่มจำนวนเซลล์ป้องกัน อย่างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด NK Cell (Natural Killer Cell) ซึ่งมีหน้าที่สำคัญในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและเซลล์มะเร็ง ซึ่งวิทยาการเหล่านี้ เมื่อได้รับแรงส่งจาก ‘BIOlongevity Technology’ ที่ล้ำหน้าที่สุดจากเมดีซ กรุ๊ป อันประกอบด้วย ทีมนักวิทยาศาสตร์และบุคลากรผู้ทรงคุณวุฒิ กระบวนการตรวจสอบคุณภาพเซลล์อันเข้มงวด ฝ่ายวิจัยและพัฒนาอันแข็งแกร่ง เครือข่ายแพทย์ นักวิจัยและบุคลากรชั้นนำในวงการเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) ไปจนถึงห้องปฏิบัติการปลอดเชื้อระดับคลีนรูมคลาส 100 ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และพรั่งพร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในวงการธนาคารจัดเก็บสเต็มเซลล์ เมดีซ กรุ๊ป จึงมั่นใจว่าภารกิจในการสร้างชีวิตที่ยืนยาวหรือ Longevity ให้กับผู้คน จะไม่เป็นเพียง ‘ความหวัง’ ในอนาคตอีกต่อไป แต่จะสามารถเป็น ‘อีกทางเลือก’ ที่ทุกคนสามารถมีได้ เพื่อยืดเวลาแห่งความสุขในการใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารัก และเพื่อสานต่อความฝันต่างๆ ที่ยังอยากทำต่อไปให้สำเร็จเป็นจริงได้”
รศ. ดร. รังสรรค์ พาลพ่าย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานที่ปรึกษา บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติปี 2564 จากผลงานวิจัย “โคลนนิ่งสัตว์” โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และผู้ก่อตั้งชมรมสเต็มเซลล์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริม “จากข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีธุรกิจที่จดทะเบียนการวิจัยและพัฒนาเชิงทดลองด้านเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทยอยู่ทั้งสิ้น 84 กิจการ1 (ข้อมูลล่าสุด: มีนาคม 2565) โดยมีถึง 64 กิจการที่มีการจดทะเบียนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทั่วโลก ส่งผลให้เทคโนโลยีชีวภาพก้าวเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วยการรักษาด้วยเซลล์บำบัดจากสเต็มเซลล์ โดยเน้นไปที่การฟื้นฟูเซลล์ปอดของผู้ป่วยโรคโควิด-19 ซึ่งมีงานวิจัยมากกว่า 70 งานวิจัยที่กำลังศึกษาถึงการใช้งานของสเต็มเซลล์ในผู้ป่วยโควิด-192 แต่กระแสการใช้งานของสเต็มเซลล์นั้นได้เป็นที่สนใจมาก่อนหน้านี้แล้ว ที่จำกัดอยู่เฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดหรือเฉพาะในธุรกิจความงาม
ในส่วนของนวัตกรรมและความก้าวหน้าของงานวิจัยสเต็มเซลล์ ในประเทศไทยถือได้ว่าเราไม่เป็นสองรองใครในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด ถือเป็นสถาบันผู้บุกเบิกเรื่องเทคโนโลยีชีวภาพในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นในด้านนวัตกรรมด้านการฝากเก็บ คัดแยกและเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์แบบครบวงจร และเปิดให้บริการมากว่า 12 ปี นอกจากนี้ เมดีซ ยังเป็นบริษัทแรกในโลกที่ให้บริการเชิงพาณิชย์ในด้านการตรวจทดสอบศักยภาพของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อดูความแข็งแรงและความสามารถในการฆ่ามะเร็งในด้านวิจัยและพัฒนา เมดีซมีความแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่งด้วยศูนย์ R&D ที่มุ่งเน้นการพัฒนาอย่างไม่สิ้นสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งองค์ความรู้ใหม่ที่จะสามารถนำไปประยุกต์และพัฒนาการบริการใหม่อันมีนวัตกรรมที่ล้ำหน้าสูงสุดอยู่เสมอ โดยในปัจจุบัน เมดีซ มีการพัฒนาโครงการต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานชั้นนำระดับประเทศมากมายเพื่อต่อยอดการใช้งานสเต็มเซลล์ในวงการแพทย์ไทย อาทิ การสร้างกระจกตาเทียมจากสเต็มเซลล์ของมนุษย์ลงบนโครงสร้างคอลลาเจน โดยทดลองร่วมกับคณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การเพิ่มความจำเพาะของ NK Cell ผ่านการดัดแปลงตัวรับของเซลล์ ร่วมกับ
สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ การพัฒนานวัตกรรมการเลี้ยงเซลล์รากผมและจัดเก็บเซลล์ในระยะยาวสำหรับคนผมบาง และการนำเซลล์ที่จัดเก็บไปใช้ในคนจริงๆ เช่น นำเซลล์ไขมันที่จัดเก็บไปใช้รักษาภาวะข้อเข่าเสื่อม โดยร่วมมือกับโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าการต่อยอดงานวิจัยด้านสเต็มเซลล์เหล่านี้เป็นการตอกย้ำความก้าวหน้าในด้าน ‘BIOlongevity’ ของเมดีซ กรุ๊ป ในการมอบชีวิตที่ยืนยาวแก่ทุกคนให้เป็นจริงได้ในอนาคต”
ดร. ฌีวาตรา ตาลชัย กรรมการอิสระ บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของรางวัลนักวิจัยรุ่นใหม่ดีเด่น จากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งสหรัฐอเมริกา และผู้เป็นร่วมประดิษฐ์สิทธิบัตรการใช้สเต็มเซลล์ลำไส้ผลิตอินซูลินเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ตอกย้ำความมั่นใจแบรนด์เมดีซ ด้วยรางวัลการันตีคุณภาพระดับโลก “เมดีซ กรุ๊ป มียอดรวมจำนวนการเก็บ สเต็มเซลล์มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียนและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าในทั่วโลก เพราะทุกกระบวนการตั้งแต่การฝากเก็บ จนถึงการเพาะเลี้ยงเซลล์ ถูกคิดขึ้นจากงานวิจัยที่ได้รับการรับรองจากสถาบันระดับโลกมากมาย เราพิถีพิถันในทุกรายละเอียดจนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพจากเวทีระดับสากล อาทิ รางวัลยอดเยี่ยมต่อเนื่องถึง 4 ปีซ้อนจาก Frost & Sullivan ในฐานะธนาคารสเต็มเซลล์ที่ดีที่สุดของประเทศไทย (Thailand’s Stem Cell Banking Company of the Year) รางวัล World Branding Awards โดย World Branding Forum รางวัลระดับอนุภูมิภาค South East Asia Stem Cell Banking Technology Innovation Leadership Award และล่าสุด เรายังได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งสถาบัน นั่นคือ The American Association of Blood Banks (AABB) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรองและกำหนดมาตรฐานแนวทางการดำเนินงานของธนาคารสเต็มเซลล์ที่เข้มงวดที่สุดในโลก โดยเป็นมาตรฐานคุณภาพที่ครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเลือดจากสายสะดือทั้งกระบวนการดำเนินการ ตั้งแต่การจัดเก็บในระยะยาว ไปจนถึงการกระจายขนส่งเพื่อรองรับการรักษาให้กับผู้ป่วยในทั่วโลก”
ภายในงาน เมดีซ กรุ๊ป ยังได้เปิดตัวภาพยนตร์ไวรัลชุดใหม่ที่สร้างสรรค์ขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “เลือกพรุ่งนี้ที่ดีกว่า” (Live A Better Tomorrow) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมี ‘ทางเลือก’ ของผู้คนในการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวขึ้น เพื่อสานต่อความฝันและภารกิจต่างๆ ในชีวิตที่ยังอยากทำให้สำเร็จเป็นจริงได้ โดยภาพยนตร์ไวรัลชุดใหม่ดังกล่าว จะเริ่มออกอากาศทางสื่อออนไลน์ทั่วประเทศตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยสามารถรับชมวิดีโอได้ที่ MEDEZEGROUP
“ในฐานะหนึ่งในบริษัทที่มีการเติบโตขึ้นอย่างมหาศาลท่ามกลางเศรษฐกิจกระแสใหม่ (New Economy) และมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ความสำเร็จของเราสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการช่วยผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมด้าน สเต็มเซลล์ของไทยให้ก้าวสู่ระดับเวิลด์คลาสได้อย่างเต็มภาคภูมิ โดยเราได้รับความเชื่อมั่นจากนานาประเทศในด้านคุณภาพซึ่งตรงตามมาตรฐานสากลและจริยธรรมทางการแพทย์ ดังนั้นการนำสเต็มเซลล์ที่ผ่านการดูแลโดยเมดีซ กรุ๊ป ไปใช้รองรับการรักษาในอนาคต ย่อมยืนยันได้ถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูงสุดของลูกค้า ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นเครื่องตอกย้ำถึงภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งของเมดีซ กรุ๊ป ในการเป็น แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีความเชี่ยวชาญในระดับ State-of-the-Art BIOlongevity Technology” นายแพทย์วีรพล กล่าวสรุป
สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.medezegroup.com
รอยัล เอ็นฟีลด์ เปิดตัว Interceptor 650 และ Continental GT 650 รุ่นลิมิเต็ดฉลองครบรอบ 120 ปี
รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ออกแบบตามแนวความคิดที่ต้องการเฉลิมฉลองตำนานอันยาวนาน และมากมายด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ของแบรนด์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเก็บสะสมส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของรถจักรยานยนต์ระดับโลกที่สวยงาม ไม่เหมือนใคร Interceptor 650 และ Continental GT 650 รุ่นลิมิเต็ดนี้ มีวางจำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพียง 120 คัน ประกอบไปด้วย Interceptor 650 ทั้งหมด 60 คัน และ Continental GT 650 ทั้งหมด 60 คัน
เนื่องจากเป็นโอกาสพิเศษ รอยัล เอ็นฟีลด์จึงมอบหมายให้ทีมในสหราชอาณาจักร และประเทศอินเดียเป็นผู้ออกแบบตัวรถจักรยานยนต์ รวมถึงทำชิ้นส่วนบางชิ้นขึ้นด้วยมือทั้งหมด
รอยัล เอ็นฟีลด์พัฒนาสีดำโครเมียมอันโดดเด่นของถังน้ำมันขึ้นเอง ด้วยเทคโนโลยีชุบโครเมียมชั้นนำในอุตสาหกรรมของแบรนด์ ที่โรงงานผลิตดั้งเดิม ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1950 ในธีรุโวตติยุร (Thiruvottiyur), เมืองเจนไน (Chennai) ประเทศอินเดีย รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ถูกชุบแบบไตรวาเลนท์ (trivalent) ในกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้เพื่อความเข้ากันกับถังน้ำมันสีดำโครเมียม ครั้งนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ Interceptor 650 และ Continental GT 650 มาพร้อมชิ้นส่วนโทนสีดำทั้งหมด เช่น เครื่องยนต์และท่อไอเสีย ส่วนอุปกรณ์เสริมของแท้ก็เป็นสีดำทั้งหมดเหมือนกัน เช่น ฟลายสกรีน อุปกรณ์ป้องกันเครื่องยนต์ อุปกรณ์ป้องกันส้นเท้า กระจกมองหลัง และกระจกปลายแฮนด์
รอยัล เอ็นฟีลด์ฉลองครบรอบ 120 ปี อย่างภาคภูมิใจใน DNA ของแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์ในด้านการผลิตรถจักรยานยนต์ทำมือ ด้วยสัญลักษณ์ รอยัล เอ็นฟิลด์ ด้านข้างถังน้ำมันที่ช่างทำขึ้นด้วยมือทั้งหมดจากทองเหลือง สัญลักษณ์ที่ดูวิจิตรนี้ทำขึ้นร่วมกับตระกูลเซอร์ปี เซนธิล (Sirpi Senthil) ซึ่งเป็นช่างฝีมือหลากหลายชั่วอายุคนจากเมืองวัด กุมภโกนัม (Kumbakonam), รัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย ที่เชี่ยวชาญในการทำหุ่นจำลองทองเหลืองที่สง่างามให้กับวัดต่าง ๆ ที่ผู้คนเคารพ และนับถือมากที่สุดในประเทศอินเดียมานานหลายศตวรรษ โดยครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ช่างฝีมือเหล่านี้ร่วมมือกับแบรนด์ยานยนต์
นอกจากมีสัญลักษณ์ด้านข้างถังน้ำมันที่ทำขึ้นด้วยมือทั้งหมดจากทองเหลืองแล้ว รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 รุ่น ก็มีลวดลายที่วาดด้วยมือตกแต่งบนตัวรถ เป็นการระลึกถึงตำนานการผลิตรถจักรยานยนต์ทำมือของแบรนด์
สุดท้ายเพื่อให้รถจักรยานยนต์แต่ละคันมีความพิเศษยิ่งขึ้น สัญลักษณ์ด้านบนของถังน้ำมันจะมีเลขเฉพาะประจำคันอยู่ โดยไล่ตั้งแต่เลข 1 ถึง 60 เป็นแบบนี้เหมือนกันใน 4 ภูมิภาคทั่วโลกที่มีจำหน่าย (ภูมิภาคละ 120 คัน) และตัวรถก็ยังมีลวดลายดีคอล (decal) ประดับอยู่บนด้านข้างอีกด้วย
3 KOLs 3 แนวคิดสะท้อนจุดยืน ‘เมอร์เซเดส-เบนซ์’
มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “จุดยืนของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในเรื่องของการนำเสนอนวัตกรรมการออกแบบที่มีความโดดเด่น สมรรถนะการขับขี่ที่เร้าใจ ควบคู่ไปกับความยั่งยืนนั้นเป็นสิ่งที่ชัดเจนในใจผู้บริโภคอยู่แล้ว และการเลือกบุคคลที่มีความโดดเด่นทั้ง 3 ท่านนี้มาเป็นตัวแทนของจุดยืนของเราก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในทุก ๆ ด้าน ทั้งการเป็นแบรนด์ที่ได้รับความนิยมภายใต้ประสบการณ์การออกแบบที่น่าจดจำและน่าตื่นเต้น สามารถสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ให้กับผู้คน การตอบสนองความต้องการของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วยโซลูชันที่ผลักดันให้ทุกคนไปถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างราบรื่น และการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านจุดยืนด้านการมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมด้วยนวัตกรรมที่มีความยั่งยืน ทั้งหมดนี้คือการตอกย้ำความตั้งใจของเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่จะให้ความสำคัญกับ 3 จุดยืนนี้ทั้งในปีนี้และปีต่อ ๆ ไป ซึ่งเมอร์เซเดส-เบนซ์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับ KOL ทั้ง 3 ท่านและหวังว่าแคมเปญนี้จะช่วยประกายและเติมเต็มแรงบันดาลใจให้กับลูกค้า พร้อมทั้งช่วยให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงเป็นแบรนด์ลักชัวรีอันดับ 1 ที่ตอบสนองความต้องการของทุกท่านได้”
พล หุยประเสริฐ นักออกแบบประสบการณ์ผู้ทำงานออกแบบหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะคอนเสิร์ตที่ช่วยเติมเต็มประสบการณ์ที่น่าจดจำให้กับผู้ชม บอกว่า “งานของผมคืองานออกแบบประสบการณ์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อสร้างประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสให้คนได้รู้สึก มีส่วนร่วม และได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น ๆ ได้มาสัมผัสบรรยากาศไม่ว่าจะเป็นความสุข เศร้า ตื่นเต้น และความสนุก
เมื่อผมได้ฟังเรื่องราวของรถยนต์รุ่น The new C-Class ที่ออกแบบมาจากแนวคิดเกี่ยวกับประสบการณ์ พฤติกรรมของผู้ขับขี่ และการนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการนำเสนอ ดึงดูดความสนใจ และเข้าถึงความรู้สึกและความต้องการ ไม่ว่าปลายทางจะเป็นการออกแบบคอนเสิร์ตหรือดีไซน์รถยนต์ สุดท้ายแล้วสิ่งที่สำคัญคือการสร้างประสบการณ์ทีดีให้กับผู้ใช้ ผมดีใจที่เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดโอกาสให้ผมเป็นตัวแทนการนำเสนอแนวคิดจากการทำความเข้าใจในพฤติกรรมและความต้องการของมนุษย์ ซึ่งตอนนี้ผมกำลังร่วมทำโปรเจกต์ออกแบบประสบการณ์พิเศษใหม่ร่วมกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ อยากให้ติดตามกันครับ”
พลอย ปิ่นแสง นักกีฬาโปโลทีมชาติผู้มุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง กล่าวว่า “พลอยบอกตัวเองเสมอว่า ถ้าเราเชื่อและเรามี passion กับสิ่งไหนแล้ว เราจะทำสิ่ง ๆ นั้นได้ดี ดังนั้นพลอยจะตั้งใจมาก ๆ ทุ่มเทและเต็มที่กับสิ่งที่ทำ ทำให้สุด ใส่ให้เต็มร้อย เรียกว่า Go Hard or Go Home เราจะทำได้ดี ทำได้มาก หรือไปได้แค่ไหน ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเราทั้หงมด นี่คือพลังผลักดันและขับเคลื่อนตัวเราให้มุ่งมั่นก้าวไปข้างหน้าถึงจุดมุ่งหมาย
สำหรับพลอย รถยนต์ Mercedes-AMG C 43 4MATIC Coupe Special EDITION ที่พลอยได้เห็นครั้งแรก แค่ดีไซน์ก็คงไม่ต้องบรรยายแล้ว พอได้ฟังและได้สัมผัสถึงพลังของเครื่องยนต์ แค่เสียงและฟีเจอร์แบบเข้ม ๆ นี้ passion ของพลอยก็มาเต็มเลยค่ะ อยากจะลองขับและพุ่งไปข้างหน้าเพื่อไปยังจุดหมายด้วยกัน รถยนต์คันนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเวลาที่พลอยได้ขี่ม้า ได้สัมผัสถีงพลังของรถ เหมือนต้องการคนขับที่พร้อมจะใส่พลังแล้วออกไปสุดด้วยกัน อยากให้ทุกคนมาลองประสบการณ์กับรถยนต์คันนี้ ได้ลองขับ แล้วก็จะเข้าใจความหมายเกี่ยวกับ Performance ที่พลอยพูดถึงค่ะ”
ต้น บดินทร์ พลางกูร สถาปนิกและนักออกแบบภายในหนุ่มผู้ใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานออกแบบ พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาผสมผสานเพื่อสร้างผลงานที่มีความยั่งยืน เล่าว่า “ส่วนตัวผมเชื่อในพลังของธรรมชาติที่เป็นทั้งแหล่งสร้างแรงบันดาลใจและเป็นพื้นที่ที่ช่วยฟื้นพลังให้กับตัวเอง แนวคิดในการทำงานออกแบบของผมส่วนใหญ่มาจากการนำสิ่งแวดล้อมหรือสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงานดีไซน์ ส่วนเรื่องเทคโนโลยีก็เป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ในปัจจุบัน ซึ่งในการออกแบบ เทคโนโลยีก็ช่วยอำนวยความสะดวกและทำให้เกิดประสิทธิภาพ ผมคิดว่าเราต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจความสำคัญของธรรมชาติ พร้อมไปกับการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีเพื่อให้ธรรมชาติสามารถอยู่กับเราได้อย่างยืนยาวต่อไปในอนาคต เหมือนกับวิวัฒนาการของรถยนต์
ปัจจุบันมีรถยนต์ที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและมีเทคโนโลยีไฟฟ้าให้เลือกใช้ ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนเรื่องความยั่งยืนมาตลอด ไม่ว่าจะผ่านงานดีไซน์ แนวคิด หรือการใช้ชีวิตประจำวัน รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ปลั๊กอินไฮบริด สำหรับผม คือส่วนสำคัญที่ช่วยสร้างความยั่งยืน ซึ่งเราสามารถเริ่มต้นได้จากตัวเราและสิ่งที่เราเลือก นี่คือจุดเริ่มต้นของวันพรุ่งนี้ และผมคิดว่าตอนนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับหลาย ๆ คนเลยครับ ผมกำลังมีโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับความยั่งยืนที่ผมจะทำร่วมกับเมอร์เซเดส-เบนซ์ด้วย ฝากติดตามด้วยครับ”
การทำงานร่วมกับ KOL ทั้งสามท่านคือเครื่องยืนยันว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์ไม่มีวันหยุดนิ่งที่จะจินตนาการถึงวันพรุ่งนี้ที่ดียิ่งกว่าด้วยการสร้างสรรค์รถยนต์และนำเสนอนวัตกรรมจากเมอร์เซเดส-เบนซ์ที่เป็นที่ปรารถนาและทำให้ลูกค้ามีความภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้เป็นเจ้าของออกมาอย่างต่อเนื่อง
ท้าพิสูจน์สมรรถนะ e-4ORCE เทคโนโลยีควบคุมการขับขี่ล่าสุดจาก ‘นิสสัน’ ผ่านรถบังคับวิทยุ
สำหรับ e-4ORCE คือเทคโนโลยีการควบคุมล้อที่ล้ำหน้าที่สุดของนิสสัน โดยวิศวกรได้ปรับแต่งเทคโนโลยีการควบคุมที่แม่นยำใน e-4ORCE กับมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ เพื่อให้ความสะดวกสบายที่เหนือกว่า ในการขับขี่สำหรับผู้โดยสารทุกคนบนรถ ด้วยการควบคุมการส่งกำลัง และประสิทธิภาพของการเบรกโดยเฉพาะ เพื่อสร้างความราบรื่น และความมีเสถียรภาพสูงสุดระหว่างขับขี่ นอกจากนี้เทคโนโลยี e-4ORCE ยังช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่บนทุกสภาพเส้นทาง และทุกประเภทของพื้นผิวถนน โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ อาทิ เมื่อเข้าโค้งบนถนนที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ รถจะเคลื่อนตัวไปบนเส้นทางที่คนขับต้องการได้อย่างแม่นยำด้วยการควบคุมร่วมกันของมอเตอร์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง รวมถึงการมีระบบเบรกที่ให้ความมั่นใจ ช่วยให้การขับขี่สนุกมากยิ่งขึ้น
รถบังคับวิทยุ e-4ORCE ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าสี่ตัว สำหรับแต่ละล้อ เพื่อกำหนดการควบคุมทุกล้อผ่านเทคโนโลยี e-4ORCE ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อประยุกต์ใช้กับรถบังคับวิทยุคันดังกล่าว โดยมีความสามารถตรวจสอบสภาพถนนต่างๆผ่านเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งในรถ แรงขับจากมอเตอร์แต่ละตัวมีความเป็นอิสระต่อกัน ซึ่งช่วยให้รถบังคับวิทยุ สามารถวิ่งได้อย่างราบรื่นบนสภาพพื้นผิวของสนามทดสอบที่มีความหลากหลาย นอกจากนี้ นิสสันได้จัดการสาธิตรถบังคับวิทยุด้วยเทคโนโลยี e-4ORCE ในรูปแบบของเกมส์แข่งรถ ที่มีทั้งแป้นคันเร่ง พวงมาลัย และเบาะรถแข่งแบบปรับเอียงไปมาได้ตามสภาพการขับขี่ รวมถึงมีจอภาพที่เชื่อมโยงกับกล้องในรถช่วยให้ผู้ขับได้รับประสบการณ์เหมือนได้ขับรถจริงอีกด้วย
ร่วมฉลองวันคุ้มครองโลกกับ ลูมิน็อกซ์ แบร์ กริลส์ เซอร์ไววัล มาสเตอร์ #TIDE
Survival Master Series มาพร้อมตัวเรือน ขอบตัวเรือนรวมถึงสาย ทั้งหมดผลิตโดยใช้พลาสติกอัพไซเคิล #tide องค์กรดังจากสวิตเซอร์แลนด์ จากการนำขยะขวดน้ำที่เก็บมาจากทะเลไทย นำมาผ่านกระบวนการย่อยสลายให้นำมาใช้ซ้ำได้ใหม่ของการสร้างสรรค์นาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่นี้ มาพร้อมด้วยสามตัวเลือกของโทนสีสุดเท่ หน้าปัดและสาย ทั้ง เหลือง (Yellow), เขียว (Green) และน้ำเงิน (Blue) โดยแต่ละรุ่นจะมาพร้อมตัวเรือนและขอบตัวเรือนสีเขียวที่ทำจากวัสดุอัพไซเคิล พร้อมด้วยโลโก้ แบร์ กริลส์ ซึ่งโดดเด่นอยู่ ณ ตำแหน่ง 4 นาฬิกา ส่วนฝาหลังประทับรวมไว้ด้วยโลโก้ของทั้ง ลูมิน็อกซ์, แบร์ กริลลส์ และ #tide เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความร่วมมือถึงแบรนด์แห่งความยั่งยืนครั้งสำคัญนี้อย่างลงตัว
มอนเดนน์ (Mondaine) บริษัทแม่ของลูมิน็อกซ์ มุ่งมั่นอย่างแข็งขันเพื่อนำทางให้อุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสได้ก้าวเข้าสู่การบรรลุถึงความพยายามเพื่อความยั่งยืนถาวร โดยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ที่ผานมา แม้บรรลุถึงความสำเร็จมาแล้วมากมาย บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าผลักดันไปสู่งานออกแบบและการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์อันยั่งยืนยาวนานเช่นเดียวกันกับความร่วมมือในครั้งนี้ นาฬิกา มาสเตอร์ ซีรีส์ ใหม่ ลูมิน็อกซ์ได้ผสานเรื่องราวของฟังก์ชันการใช้งาน ความทนทาน และความยั่งยืน เพราะนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นใหม่นี้ได้หลอมรวมองค์ประกอบทั้งสามข้อไว้ทั้งหมด
แบร์ กริลส์ เผยว่า “วันคุ้มครองโลก (Earth Day) นี้มีความหมายสำคัญพิเศษสำหรับผมอย่างมาก เพราะผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตในผืนป่ากับการผจญภัยมามากมาย ซึ่งนาฬิกาตัวเรือนเวลาชิ้นใหม่นี้จากลูมิน็อกซ์ มีความโดดเด่นทั้งทางด้านสมรรถนะของการจับและวัดเวลา อีกทั้งพวกเรายังมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อม ร่วมลดปริมาณขยะในทะเล โดยการใช้วัสดุอัพไซเคิล #tide อีกด้วย”
ลูมิน็อกซ์ แบร์ กริลส์ เซอร์ไววัล มาสเตอร์ #Tide โครโนกราฟ 3740 จะเผยโฉมพร้อมกันทั่วโลก 22 เมษายนนี้ โดยศรีทองพาณิชย์ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายนาฬิกาแบรนด์ลูมิน็อกซ์อย่างเป็นทางการในประเทศไทย วางแผนจัดกิจกรรม CSR ชวนลูกค้ารายค้าสำคัญ จะได้ร่วมเดินทางไปกับขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสัตว์ทะเล ทำกิจกรรมสุดชิคริมทะเล อีกทั้งยังได้ใกล้ชิดกับดาราสายอนุรักษ์อย่าง “เต้ย พงศกร เมตตาริกานนท์” ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลใน สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง เกาะมันใน จังหวัดระยอง ระหว่างวันที่ 1-3 เมษายนนี้อีกด้วย
**********
เกี่ยวกับ ลูมิน็อกซ์
ลูมิน็อกซ์ (Luminox) แบรนด์นาฬิกาซึ่งให้พลังงานแสงสว่างได้เองอันเป็นต้นตำรับ และเป็นนาฬิกาที่เลือกสวมใส่โดยเหล่าไอคอนนักผจญภัยกลางแจ้งระดับโลก อย่าง แบร์ กริลส์ (Bear Grylls), เนวีซีลแห่งกองทัพเรือสหรัฐ (U.S. Navy SEALs), สมาคมระดับชาติของหน่วยกู้ภัยและหน่วยงานป้องกันอุบัติเหตุ (The Icelandic Association for Search and Rescue, ICE-SAR), เครื่องบินรบล่องหน เอฟ-117 ไนท์ฮอว์ก โดยล็อคฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin’s F-117 NighthawkTM) และเหล่านักบินเครื่องบินรบอื่นๆ ตลอดจนหน่วยรบและกองกำลังชั้นนำทั่วโลก เช่นเดียวกับบรรดานักดำน้ำมืออาชีพ โดยนาฬิกาลูมิน็อกซ์สามารถให้แสงสว่างได้ยาวนานสูงสุด 25 ปี ในทุกสภาวะแสง จึงทำให้สามารถมองเห็นได้ตลอดเวลา ทั้งยังทนทาน ทรงพลังและเที่ยงตรงแม่นยำ นาฬิกาลูมิน็อกซ์ ด้วยมาตรฐานสวิส เมด (Swiss Made) ยังเป็นอุปกรณ์ช่วยนำทางในเวลากลางคืนได้อย่างดีเยี่ยมสำหรับเหล่านักผจญภัยกลางแจ้งอันสมบุกสมบันและนักผจญความท้าทายสุดขั้วอีกมากมาย
บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย จัดวิดีโอแอนิเมชันส่งความสุขวันสงกรานต์เป็นครั้งแรกภายในรถยนต์!
ในช่วงเวลาดังกล่าว ลูกค้าเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูในรุ่นที่รองรับ สามารถเลือกเล่นวิดีโอแอนิเมชันสุดพิเศษรับวันสงกรานต์ได้สองวิธี โดยเมื่อสตาร์ทรถ จะมีกล่องข้อความปรากฎขึ้นมาอัตโนมัติในช่วงเวลาดังกล่าวสูงสุดเป็นจำนวนสามครั้ง และเมื่อรถยนต์หยุดนิ่งอยู่กับที่ เจ้าของรถยนต์สามารถกดไปที่กล่องข้อความนั้นเพื่อเล่นวิดีโอแอนิเมชัน หรือสามารถเลือกเล่นวิดีโอได้ด้วยตัวเองผ่านการกดปุ่ม ‘Festive App’ ที่สามารถเข้าถึงได้ผ่าน App Menu ตามด้วย Installed App
ฟีเจอร์แอนิเมชันรับเทศกาลสงกรานต์สุดพิเศษภายในรถ จะสามารถเล่นได้ในระหว่างวันที่
9 – 22 เมษายน 2565 โดยจะรองรับเฉพาะรุ่นรถยนต์ที่มีแพ็คเกจ ConnectedDrive ระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7 และติดตั้งซอฟท์แวร์เวอร์ชั่น 07/2020 ขึ้นไป สำหรับลูกค้าที่ต้องการอัปเกรดซอฟท์แวร์ผ่านระบบ Remote Software Upgrade สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/3xmi4eS
เกรท วอลล์ มอเตอร์ กระแสสุดปังในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอบคุณผู้บริโภคชาวไทยสำหรับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นจากการจัดแสดงทัพรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำและนวัตกรรมล้ำสมัย ภายใต้แนวคิด “Leading the Future” รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้ทำความรู้จักผลิตภัณฑ์รถยนต์และบริการของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ มากขึ้น ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ซึ่งตลอดระยะเวลา 14 วันของการจัดงาน มีผู้ให้ความสนใจเข้าเยี่ยมชมบูธของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ อย่างคับคั่ง โดยมียอดดาวน์โหลด GWM Fun App เพื่อร่วมกิจกรรมภายในบูธถึง 3,226 คน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีผู้สนใจทดลองขับรถยนต์ xEV ทั้ง 3 รุ่น (All New HAVAL H6 Hybrid SUV, All New HAVL JOLION Hybrid SVU และ ORA Good Cat) รวมทั้งสิ้น 1,261 ครั้ง พร้อมตอกย้ำความร้อนแรงด้วยการกวาดยอดจองไปได้กว่า 1,520 คันจากผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดเพียง 3 รุ่น ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน GWM แอปพลิเคชัน ยังดึงดูดผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้นถึง 21,423 คน ส่งผลให้ในปัจจุบันมีผู้ใช้งานแพลทฟอร์มอัจฉริยะของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ผ่าน GWM แอปพลิเคชันนี้กว่า 80,129 คน สะท้อนความสำเร็จของการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคภายใต้การดำเนินกิจการในแบบ Online to Offline ของบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลกที่มุ่งก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของไทยอย่างแท้จริง
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ปลุกกระแสยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้งตั้งแต่วันแรกของงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ด้วยการเผยโฉมรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสุดไฮเทคส่งตรงจากประเทศจีนให้คนไทยได้ยลโฉมก่อนใครถึง 2 รุ่น ได้แก่ “TANK 300 HEV Concept Car” เอสยูวีออฟโรดสไตล์โมเดิร์นขวัญใจขาลุยจากแบรนด์ TANK และ “ORA Good Cat GT” เจ้าเหมียวไฟฟ้าจากแบรนด์ ORA ที่มาพร้อมรูปลักษณ์แนวสปอร์ต ร่วมด้วย All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่กลับมาโชว์ตัวอีกครั้งหลังจากเผยโฉมอย่างเป็นทางการครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา พร้อมด้วยขบวนทัพรถยนต์ไฟฟ้าอีก 3 รุ่น ซึ่งล้วนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริโภคมาตลอดตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นคอมแพคเอสยูวียอดนิยมที่ครองตำแหน่งผู้นำในเซ็กเมนต์อย่างต่อเนื่อง All New HAVAL H6 Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และรถยนต์ไฟฟ้า 100% ขวัญใจมหาชน ORA Good Cat ที่มาพร้อมราคาใหม่โดนใจกว่าเดิมจากการลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตเพื่อร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในเฟสแรก ส่งผลให้ ORA Good Cat มียอดจองภายในงานถึง 1,136 คัน และมียอดจองจาก GWM Store ทั่วประเทศอีก 774 คัน รวมยอดจองทั้งสิ้น 1,910 คันภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์
ไม่เพียงเท่านี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังยกทัพเทคโนโลยีและนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคต อาทิ GWM LEMON Hybrid DHT Technology และ GWM LEMON E มาจัดแสดงอย่างยิ่งใหญ่ รวมทั้งสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ทั้งในแบบออนไลน์และออฟไลน์ ให้ผู้เยี่ยมชมได้ร่วมสนุกพร้อมรับของรางวัลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ และข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมายที่จัดให้เฉพาะในงานนี้เท่านั้น ส่งผลให้บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม มีลูกค้าและผู้บริโภคเข้ามาเยี่ยมชมบูธเพื่อสอบถามข้อมูล ลงทะเบียนทดลองขับ และสั่งจองผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสองสัปดาห์ของการจัดงาน โดยมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน GWM Fun เพื่อร่วมกิจกรรมภายในบูธถึง 3,226 คน สะท้อนถึงความสำเร็จอีกก้าวของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการสร้างสรรค์ประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าสู่ผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของไทย
ตลอดระยะเวลาของการจัดงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธอย่างล้นหลาม ขณะเดียวกัน GWM แอปพลิเคชัน ช่องทางที่เปรียบเสมือนหัวใจหลักของการดำเนินกิจกรรมของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ถูกดาวน์โหลดโดยผู้ใช้มากถึง 21,423 คน ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้งานใน GWM แอปพลิเคชันในปัจจุบันทะยานขึ้นเป็น 80,129 คน ไม่เพียงเท่านี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนเพื่อทดลองขับรถยนต์ 3 รุ่นยอดนิยมได้ที่งาน โดยมียอดการทดลองขับรวมทั้งสิ้น 1,261 ครั้ง โดยเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat มีผู้สนใจทดลองขับมากที่สุด อยู่ที่ 777 ครั้ง ตามมาด้วย All New HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ 263 ครั้ง และ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV อีก 221 ครั้ง ที่สำคัญ ตลอดการจัดงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังได้สร้างยอดจองรถยนต์รวมทั้งสิ้นกว่า 1,520 คัน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์รถยนต์น้องใหม่นี้ที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยได้เพียง 1 ปี และมีผลิตภัณฑ์เพียง 3 รุ่น ในประเทศไทย
นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ยังได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคที่เข้าเยี่ยมชมบูธจำนวน 1,951 คน เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการต่างๆ รวมถึงออกแบบการส่งมอบประสบการณ์ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้ดียิ่งขึ้น และพบว่ากลุ่มคนที่ให้ความสนใจในแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเกรท วอลล์ มอเตอร์ มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 26-45 ปี ในหลากหลายอาชีพ ทั้งพนักงานบริษัทเอกชน เจ้าของธุรกิจ อาชีพอิสระ แพทย์ และนิสิตนักศึกษา โดยส่วนใหญ่มองหารถยนต์ที่มีราคาตั้งแต่ 800,000 – 1,000,000 บาท ตามมาด้วยรถยนต์ในระดับราคา 1,000,000 – 1,200,000 บาท โดยส่วนใหญ่ต้องการมองหารถยนต์คันใหม่เพื่อมาทดแทนคันเดิม และซื้อเพิ่มเข้ามาในครอบครัว มากกว่ามาซื้อเป็นรถยนต์คันแรก โดยผลสำรวจพบว่ารถยนต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจอยากเป็นเจ้าของมากที่สุดสามอันดับคือ ORA Good Cat ที่ 23% ตามมาติดๆ ในสัดส่วนเท่ากันที่ 20% คือ All New HAVAL H6 Hybrid SUV และ ORA Good Cat GT
ผลสำรวจยังพบว่าผู้บริโภคที่สนใจซื้อเจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ORA Good Cat และ ORA Good Cat GT เพราะเทคโนโลยีและสมรรถนะของรถ รูปลักษณ์สะดุดตา และมีการปรับราคาใหม่ที่ดึงดูดใจมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ขณะที่ผู้บริโภคให้ความสนใจซื้อ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เพราะรูปลักษ์ภายนอกที่โดดเด่น ไฟหน้า LED อีกทั้งยังมีระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ความสะดวกสบายในการขึ้นลง และมีการออกแบบภายในที่สวยงาม ทั้งนี้ รถยนต์ที่ผู้บริโภครู้สึกประทับใจมากที่สุดหลังจากได้มาสัมผัสคันจริงภายในงานคือ ORA Good Cat ที่ 26% ORA Good Cat GT ที่ 20% และ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ที่ 18% ตามลำดับ
นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้มีโอกาสนำทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะมาจัดแสดงให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้งภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ โดยในครั้งนี้ เราได้เนรมิตพื้นที่ในการจัดแสดงรถยนต์ภายใต้ธีม “Leading the Future” ซึ่งไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเราสู่การเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมแห่งอนาคตเท่านั้น แต่เรายังนำข้อคิดเห็นของผู้บริโภคจากงานครั้งก่อนมาใช้ในการออกแบบและสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ ภายในบูธให้ตอบโจทย์ผู้เยี่ยมชมได้ดียิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า พันธมิตร คู่ค้า หรือผู้บริโภคที่มาเยี่ยมชมงาน เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสทำความรู้จักแบรนด์ของเรา ร่วมสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ เลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึก รวมถึงพักผ่อนหย่อนใจได้อย่างเต็มที่ที่บูธของเรา โดยมีน้องๆ Intelligent Ambassador (iAM) คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ ผมต้องขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจ เชื่อมั่น และสนับสนุน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เสมอมา ทำให้งานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงพร้อมผลตอบรับที่ดีเยี่ยมเฉกเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา ผมขอยืนยันว่าเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเดินหน้าส่งมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตอบโจทย์ความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเต็มที่ต่อไป”
ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสานต่อความสำเร็จสู่ปีที่ 2 ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์และการบริการที่อัดแน่นด้วยนวัตกรรมล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมที่จะเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน
AFEW x ASICS GEL-LYTE™ III ผลงานคอลแลปส์สองแบรนด์ระดับโลกภายใต้คอนเซปต์ ” Beauty Of Imperfection”
โดยรองเท้ารุ่น AFEW x ASICS GEL-LYTE™ III “Beauty Of Imperfection” นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญา Wabi-Sabi ในการสื่อสารเรื่องความงดงามของความไม่สมบูรณ์แบบ ดังนั้นลวดลาย ASICS Stripes และบริเวณ upper ของรองเท้าจึงได้ถูกออกแบบให้แตกต่าง เพื่อสร้างสัมผัสใหม่ให้กับผู้สวมใส่
AFEW x ASICS GEL-LYTE™ III “Beauty of Imperfection” มาพร้อมกับวัสดุระดับพรีเมียม และดีเทลที่น่าสนใจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นรองพื้นรองเท้าที่ทำมาจากไม้คอร์กพร้อมพิมพ์ลวดลาย และ ASICS Stripe ที่มีความแตกต่างกันระหว่างด้านในและด้านนอก รวมถึงที่บริเวณส้นเท้ามีโลโก้ ASICS, AFEW และ Wabi-Sabi
เป็นครั้งแรกในโมเดล GEL-LYTE™ III ที่มีการนำวัสดุหนังมาใช้ในบริเวณที่ป้องกันส้นเท้า (heel protection) ปิดท้ายด้วยพื้นรองเท้าแบบยาง (gum sole)
AFEW x ASICS GEL-LYTE™ III “Beauty Of Imperfection” วางจำหน่ายในราคา 6,500 บาท ตั้งแต่วันนี้ ที่ ASICS.COM, Carnival, Siwilai store, 24Kilates และ Atmos
#afewstore #GELLYTE III #ASICSSPORTSTYLETH
