สุดยอดงานออกแบบ ฮุนได ‘สตาร์เรีย’ รับรางวัล Best of the Best at Red Dot Award 2022

บริษัท ฮุนได มอเตอร์ จำกัด ประกาศความสำเร็จของรถยนต์อเนกประสงค์ สตาร์เรีย ที่ได้รับรางวัล Best of the Best จาก Red Dot Award : Product Design 2022 โดยรางวัลนี้จะมอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่มีดีไซน์ที่โดดเด่น ที่สำคัญยังจัดเป็นประเภทรางวัลสูงสุดในการแข่งขันครั้งนี้ โดย สตาร์เรีย ได้รับเกียรตินี้จากกลุ่มของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ตอกย้ำศักยภาพการแข่งขันด้านดีไซน์ของแบรนด์ฮุนไดในตลาดโลก

สตาร์เรีย คือ รถยนต์อเนกประสงค์ใหม่ของฮุนได ที่ได้รับการออกแบบลักษณะ inside-out ที่ต้องการเปิดประสบการณ์ยานยนต์ยุคใหม่มร. ซัง ยัพ ลี รองประธานอาวุโส หัวหน้าศูนย์ออกแบบระดับโลกกล่าวทีมออกแบบของเราได้ใส่แรงบันดาลใจในโมเดลนี้ และได้ทำงานร่วมกับวิศวกรและผู้สร้างโมเดลระดับโลกที่ได้ช่วยสานให้ฝันเป็นจริง

สตาร์เรีย มีรูปลักษณ์ภายนอกที่เน้นความโดดเด่น ความล้ำสมัยและความน่าค้นหาประกอบกันเป็นยานอวกาศ เส้นด้านข้างที่ยาวเป็นแนวจากด้านหน้าไปสู่ด้านหลังที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเส้นขอบฟ้าขณะที่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์กำลังสาดขึ้นมาเป็นแนว ที่มองเห็นจากยานอวกาศ

ส่วนภายในของรถยนต์รุ่นนี้ส่งมอบความหรูหรา บรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์ เน้นการมอบความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ เส้น Beltlines ที่ต่ำและกระจกด้านข้างแบบพาโนรามิค เพิ่มทัศนวิสัย สร้างบรรยากาศที่เปิดกว้าง โดยความกว้างได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมเกาหลี ‘hanok’ ที่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกถึงบรรยากาศด้านนอกที่ยื่นออกมาจากห้องโดยสาร

นับตั้งแต่การเปิดตัว สตาร์เรีย ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รถยนต์รุ่นนี้ได้รับรางวัลมากมายทางด้านนวัตกรรมและการออกแบบ  สตาร์เรียได้รับรางวัลในกลุ่มยานยนต์จาก GOOD DESIGN Awards 2021 และรางวัล Best Cars 2022 จากผลสำรวจผู้อ่านที่จัดทำโดยนิตยสาร Germany’s auto motor und sport 

การประกวดนี้จัดขึ้นโดย Design Zentrum Nordrhein Westfalen ในประเทศเยอรมัน Red Dot Award คือหนึ่งในเวทีการแข่งขันด้านการออกแบบที่ใหญ่ที่สุดในโลก  โดยได้แบ่งการประกวดการออกแบบเป็น 3 ประเภท คือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบด้านแบรนด์แลการสื่อสาร และคอนเซ็ปต์การออกแบบ  รางวัล Red Dot Award ด้านผลิตภัณฑ์จะคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่ได้ออกสู่ตลาดที่มีความโดดเด่น ตอบโจทย์การใช้งานได้ดี มีนวัตกรรมและความล้ำสมัย สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Red Dot สามารถหาข้อมูลได้จาก www.red-dot.org


นิสสัน ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนหน่วยปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ มอบ นาวารา กระบะกล้าเพื่อคนแกร่ง!

นิสสัน ประเทศไทย ส่งมอบนิสสัน นาวารา PRO-4X กระบะกล้าเพื่อคนแกร่ง พร้อมเครื่องเป่าลมแบตเตอรี่ อุปกรณ์สำหรับดับ และไล่ไฟป่า ให้แก่ชุดปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ จ.เชียงใหม่ เพื่อใช้ในภารกิจดับไฟป่าให้เข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัยขึ้น มุ่งรักษาทรัพยากรป่าและบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศ ภายใต้ภารกิจพิเศษ “NISSAN NAVARA PRO-4X FIRE RESCUE TEAM กล้า…เพื่อคนแกร่ง” ซึ่งพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทยให้ดียิ่งขึ้น

งานนี้ไม่ได้มาเพื่อมอบแค่ข้าวสารอาหารแห้งแต่นิสสัน(ประเทศไทย) ยังมอบรถกระบะ นิสสัน นาวารา กระบะกล้าเพื่อคนแกร่ง เพื่อสนับสนุนภารกิจ ‘ทีมเหยี่ยวไฟ’ พิชิตไฟป่าร่วมบรรเทาปัญหามลพิษ รักษาสภาพแวดล้อม

ผอ.จันทร์เพ็ญ เกษตรสินธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ฯทีมเหยี่ยวไฟ และนิสสัน นาวารา PRO-4X พร้อมปฏิบัติการพิชิตไฟป่า

ทริปนี้นอกจากจะมีฝูง นิสสัน นาวาร่า แล้วยังมี นิสสัน ลีฟ รถยนต์ไฟฟ้า 100% มาร่วมแจมด้วย ซึ่งนิสสัน ลีฟขับเคลื่อนด้วยมอเตอรืไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียม ไอออน ขนาดความจุ 40 กิโลวัตต์/ชั่วโมง สามารถขับได้ระยะทางไกลกว่า 300 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง โดยมีกำลังสูงสุด 110 กิโลวัตต์และแรงบิดสูงสุด 320 นิวตันเมตร อัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า 171 Wh (วัตต์อาวน์) / km. (0.171 kWh/km.) และจุดเด่นที่นำมาเสนอใครั้งนี้คือการใช้ V2H (Vehicle-to-Home) ที่สามารถใช้นิสสัน ลีฟ ในการจ่ายไฟฟ้าเพื่อเพื่อใช้ในช่วงไฟตกหรือภาวะฉุกเฉิน ซึ่งการชาร์จไฟฟ้าของรถยนต์ในแต่ละครั้งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ประมาณ 12 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งในต่างประเทศได้มีการทดลองใช้ นิสสัน ลีฟในภาระกิจช่วยผู้ประสพภัยมาแล้ว

มาซาโอะ สึสึมิ รองประธาน สายงานการตลาดและขาย นิสสัน ประเทศไทย (ที่ 3 จากซ้าย) ส่งมอบนิสสัน นาวารา PRO-4X กระบะกล้าเพื่อคนแกร่ง พร้อมเครื่องเป่าลมแบตเตอรี่ และอุปกรณ์สำหรับดับและไล่ไฟป่า ให้แก่ จันทร์เพ็ญ เกษตรสินธ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่ (ที่ 2 จากซ้าย) สำหรับใช้ในปฏิบัติการพิเศษเหยี่ยวไฟ จ.เชียงใหม่ ณ ศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าเชียงใหม่


เผยโฉม ‘Honda Civic e:HEV 2022’ ครั้งแรกบนโลก!

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมซีดานไอคอน ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีการขับเคลื่อนขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV ใหม่ และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) เป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ที่จะมาขับเคลื่อนกลุ่มรถยนต์คอมแพคท์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น พร้อมตอบสนองการขับขี่ในชีวิตประจำวันด้วยสมรรถนะอันทรงพลังแบบฟูลไฮบริด ซึ่งผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC มาพร้อมกับดีไซน์สปอร์ต โฉบเฉี่ยว และหรูหรามากยิ่งขึ้น ด้วยการตกแต่งโครเมียม และเอกลักษณ์ของยนตรกรรมไฮบริด ภายในห้องโดยสารกว้างขวางสะดวกสบาย ตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลายด้วยเบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 เพิ่มพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์

ช่องปรับอากาศตอนหลัง สะดวกสบายเหนือกว่ากับระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ครบครันด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบาย และเทคโนโลยีความปลอดภัยอันล้ำสมัย ด้วยราคาประมาณการรุ่น e:HEV EL+ ไม่เกิน 1,150,000 บาท และรุ่น e:HEV RS ไม่เกิน 1,270,000 บาท พร้อมเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสเป็นครั้งแรกที่บูทฮอนด้า (A9) งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 และเปิดให้ลูกค้าจองสิทธิ์ได้ที่งานและโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2565 – 31 พฤษภาคม 2565 โดยจะทำการเปิดตัวและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2565**

คุณโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า ซีวิค เป็นผู้นำในตลาดรถยนต์คอมแพคท์ของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และหลังจากที่ฮอนด้าได้เปิดตัว ซีวิค เจเนอเรชันที่ 11 ไปเมื่อปีที่ผ่านมา ก็ได้รับกระแสการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้า โดยสามารถครองอันดับ 1 ในตลาดคอมแพคท์ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้ได้แนะนำ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ เป็นครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย ซึ่งจะมายกระดับตลาดรถยนต์คอมแพคท์ให้ก้าวล้ำไปอีกขั้น พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ด้วยขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV อันทรงพลังและประหยัดน้ำมัน แต่ยังคงไว้ซึ่งดีเอ็นเอความสปอร์ตสไตล์ซีวิค โดยจะเข้ามาเป็นยนตรกรรมพลังงานทางเลือกสำคัญที่พร้อมตอบรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งระบบการขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด จะเป็นเทคโนโลยีหลักในกลุ่ม xEV ที่ลงตัวกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน และจะเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เชื่อมไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคตได้เป็นอย่างดี ฮอนด้าเชื่อมั่นว่า ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับไลน์อัปของ ฮอนด้า ซีวิค รวมทั้งเติมเต็มไลน์อัปยนตรกรรมกลุ่ม e:HEV ของฮอนด้าให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์และกิจกรรมต่างๆ ของฮอนด้า มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ เพื่อสร้างสังคมปลอดมลพิษให้เกิดขึ้นจริง ตามเป้าหมายการดำเนินงานของฮอนด้าปี 2593”

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยกลิ่นอายของความสปอร์ตพรีเมียม โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่บ่งบอกความเป็นยนตรกรรมไฮบริดที่ชัดเจนด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย โดดเด่นด้วยกระจังหน้าและกันชนหน้าสไตล์สปอร์ต และมือจับประตูด้านนอกสีเดียวกับตัวรถตกแต่งด้วยโครเมียม ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED สไตล์เอกลักษณ์เฉพาะตัว เสาอากาศแบบครีบฉลาม และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วสีใหม่

ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมในรุ่น e:HEV RS ด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน  โดดเด่นด้วยกระจังหน้าตกแต่งด้วยโครเมียม และกันชนหน้าดีไซน์สปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ RS ไฟหน้าตกแต่งด้วยโครเมียมพร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าและไฟท้ายแบบ LED  กระจกมองข้างสีดำ มือจับประตูด้านนอกสีดำตกแต่งด้วยโครเมียม เสาอากาศแบบครีบฉลามสีดำ สปอยเลอร์หลังสีดำพร้อมสัญลักษณ์ RS ด้านท้าย และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 18 นิ้ว ภายในห้องโดยสารสะท้อนความสปอร์ตพรีเมียม ด้วยเบาะหนังกลับและวัสดุสังเคราะห์ตกแต่งด้วยด้ายสีแดง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง เบาะนั่งด้านหลังแยกพับแบบ 60:40 เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระ พร้อมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยที่จะเชื่อมต่อคุณและรถยนต์ให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยฟังก์ชันและเทคโนโลยีที่หลากหลาย* สำหรับรุ่น e:HEV RS  อาทิ ระบบควบคุมประตูแบบอัจฉริยะพร้อม Honda Smart Key Card ดีไซน์เรียบหรู พกพาสะดวก ให้คุณล็อกและปลดล็อกรถได้อย่างสะดวกสบาย เพียงแค่พกการ์ดไว้กับตัว

มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สาย และ Android Auto พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย-ขวา ช่องปรับอากาศและช่องเชื่อมต่อ USB 2 ตำแหน่งสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง และฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

รุ่น e:HEV EL+ มาพร้อม มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับการเชื่อมต่อ Apple CarPlay แบบไร้สายและ Android Auto พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียง Siri ระบบสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเครื่องปรับอากาศด้วยกุญแจรีโมท ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมขุมพลังขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว กับเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน โดยระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ โดยมีทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) พร้อมโหมดการขับขี่ที่เลือกได้ตามสไตล์ 3 โหมด ได้แก่

  • ECON Mode – โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น
  • Normal Mode – โหมดการขับขี่แบบปกติ สำหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไป
  • เพิ่มเติมด้วย Sport Mode – โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่การทำงานของเครื่องยนต์ตอบสนองการเร่งได้ดียิ่งขึ้นเพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการทำงานหลัก ๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS) ระบบช่วยเตือนผู้ขับขี่ให้ลดความเร็วเมื่อมีรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน หรือคนเดินถนนที่อยู่ในระยะไม่ปลอดภัย และเมื่อมีความเสี่ยงต่อการชน ระบบจะช่วยเสริมแรงเบรกอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนหรือลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยล้ำสมัย* อาทิ ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) กล้องส่องภาพด้านหลังปรับมุมมอง 3 ระดับ (Multi-angle Rearview Camera) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) และระบบ Auto Brake Hold ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front Passenger and Rear Seat Belt Reminder) และไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) เป็นต้น

ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 2 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น e:HEV RS   ราคาประมาณการไม่เกิน 1,270,000 บาท***
  • รุ่น e:HEV EL+  ราคาประมาณการไม่เกิน 1,150,000 บาท***

โดยมีสีภายนอกให้เลือกทั้งหมด 6 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV RS สีดำคริสตัล (มุก) สีขาวแพลทินัม (มุก) สีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีฟ้ามอร์นิงมิสต์ (เมทัลลิก) เฉพาะรุ่น e:HEV EL+ และสีภายใน มีทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีดำ และสีเทาเบจ ซึ่งขึ้นอยู่กับสีภายนอก โดยรุ่น e:HEV RS สีภายในจะเป็นสีดำเท่านั้น

สัมผัส ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A9) ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม – 3 เมษายน 2565 โดยลูกค้าที่สนใจสามารถจองสิทธิ์ได้ในงานหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 24 มีนาคม 2565 – 31 พฤษภาคม 2565 โดยจะทำการเปิดตัวและจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2565

พิเศษ ลูกค้าที่จองสิทธิ์ ฮอนด้า ซีวิค อี:เอชอีวี ใหม่ ระหว่างวันที่ 24 มีนาคม 2565 ตั้งแต่เวลา 10.00 น. ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2565 เวลา 22.00 น.** รับฟรี ฮอนด้า อัลติเมท แคร์ (Honda Ultimate Care) แพ็กเกจขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ โดยเพิ่มระยะเวลาอีก 2 ปี หรือระยะทาง 40,000 กิโลเมตร ต่อจากระยะเวลาหรือระยะทางการรับประกันคุณภาพรถยนต์ใหม่ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตรแรกสิ้นสุดลง มูลค่า 19,500 บาท** โดยจะได้รับสิทธิ์เมื่อจองและรับรถภายในวันที่บริษัทฯ กำหนด**

หมายเหตุ
*รายละเอียดของข้อมูลจำเพาะทางเทคนิคและอุปกรณ์มาตรฐานในแต่ละรุ่น จะแจ้งอีกครั้งเมื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ
***ราคาที่แสดงเป็นราคาประมาณการ ซึ่งราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการอาจมีการเปลี่ยนแปลง


GWM เผยโฉม ‘TANK 300’ และ ‘Good Cat GT’ ครั้งแรกในไทย!

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของประเทศไทย ขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ทั้งสิ้น 6 รุ่น และนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำ ร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Leading the Future” ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษกับการเผยโฉม “TANK 300 HEV Concept Car” เอสยูวีออฟโรดสไตล์โมเดิร์นขวัญใจขาลุย และ “ORA Good Cat GT” เจ้าเหมียวไฟฟ้าแนวสปอร์ตขวัญใจมหาชน เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ร่วมด้วยรถยนต์ xEV ยอดนิยมที่มีจำหน่ายในประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้ง All New HAVAL H6 Hybrid SUV, All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และ ORA Good Cat พร้อมทั้งนำรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอิน-ไฮบริด All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV กลับมาจัดแสดงให้คนไทยได้ยลโฉมกันอีกครั้ง พร้อมด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจและข้อเสนอสุดพิเศษมากมายที่ บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์

มร. เอลเลียต จาง ประธานอาเซียน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดเผยว่า “ในปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าสานต่อความสำเร็จในปีแรกและวิสัยทัศน์แห่งความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารวมถึงปณิธานในการขับเคลื่อนระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ จนถึงปัจจุบัน เราได้เพิ่มจำนวนยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะบนท้องถนนไทยไปแล้วกว่า 6,000 คัน และจะยังคงเดินหน้าส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับผู้บริโภคชาวไทย ในวันนี้ เราจึงมีความยินดีที่จะได้เผยโฉม TANK 300 HEV Concept Car ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก ให้แฟนๆ ได้สัมผัสดีไซน์คลาสสิกที่ผสานความทันสมัยและสมรรถนะที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ขาลุยสำหรับการขับขี่ในเมือง ขณะเดียวกัน เราจะผลักดันประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานไฟฟ้า และศูนย์กลางการผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของภูมิภาคอาเซียน พร้อมต่อยอดไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดโลก นอกจากนี้ ภายใต้กลยุทธ์ 4+4 เพื่อรุกตลาดในภูมิภาคอาเซียนโดยมีประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้าไปดำเนินงานอย่างเป็นทางการแล้วใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว พม่า และบรูไน และมีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อขยายตลาดในอาเซียนให้ครอบคลุมรวมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งภูมิภาคให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นบนเวทีระดับโลก”​

ด้าน นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ มุ่งดำเนินงานโดยยึดถือผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer Centric) และพร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าภายใต้การดำเนินการในแบบ Online to Offline สำหรับในปีนี้ เรามีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในไทยอีก 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ โดยจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA เพื่อตอบรับกับกระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตขึ้นในประเทศไทยรวมถึงนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากภาครัฐ ในโอกาสนี้ เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรับฟังเสียงของผู้บริโภคและปลุกกระแสรถยนต์ไฟฟ้าในไทยอีกครั้ง เราได้นำผลิตภัณฑ์อีกหนึ่งรุ่นที่คนไทยรอคอย ORA Good Cat GT ซึ่งอัดแน่นสมรรถนะที่โดดเด่นยิ่งกว่าและดีไซน์สปอร์ตอันโฉบเฉี่ยวมาจัดแสดงอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยให้ผู้บริโภคได้ยลโฉมอย่างใกล้ชิด”

ขณะเดียวกัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตเพื่อร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในเฟสแรก โดยในเฟสแรกนี้ รัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุนจำนวน 70,000 – 150,000 บาทต่อคันตามขนาดแบตเตอรี่รถยนต์ พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการลดลงของภาษีมูลค่าเพิ่ม  ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศไทย และมีความยินดีที่จะประกาศราคาขายปลีกภายใต้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลในเฟสแรกนี้ของ ORA Good Cat ที่จำหน่ายในประเทศไทย ทั้ง 3 รุ่น ดังต่อไปนี้

  • ORA Good Cat รุ่น 400 TECH จากราคา 989,000 บาท เป็นราคา 828,500 บาท
  • ORA Good Cat รุ่น 400 PRO จากราคา 1,059,000 บาท เป็นราคา 898,500 บาท
  • ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA จากราคา 1,199,000 บาท เป็นราคา 1,038,500 บาท

นอกจากนี้ เพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับความรักและความไว้วางใจที่มอบให้กับเราเสมอมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ขอมอบสิทธิประโยชน์รวมมูลค่ากว่า 25,000 บาท ให้กับลูกค้า ORA Good Cat ที่ได้ออกรถไปแล้วก่อนการลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมสรรพสามิต หรือก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2565 ซึ่งประกอบไปด้วย GWM Point 100,000 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ามูลค่า 10,000 บาท และเครดิตการชาร์จประจุไฟฟ้า ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ทั่วประเทศมูลค่า 15,000 บาท

และเพื่อช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยและเดินหน้าสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเดินหน้าสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยจะร่วมมือกับการไฟ้ฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ในการสร้างจุดชาร์จตามสถานที่ต่างๆ การพัฒนา GWM แอปพลิเคชัน รวมถึงสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการชาร์จประจุไฟฟ้า เพื่ออำนวยความสะดวกในการชาร์จไฟให้กับผู้ใช้รถยนต์ในประเทศไทยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายณรงค์ กล่าวเสริม

ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ขนทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ทั้ง 6 รุ่น และนวัตกรรมยานยนต์สุดล้ำมาจัดแสดง พร้อมมอบข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดพิเศษสำหรับลูกค้าชาวไทยภายในงานนี้โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนภาพความเป็นผู้นำด้านยนตรกรรมไฟฟ้าแห่งอนาคต

ครั้งแรกกับการปรากฏโฉมในตลาดต่างประเทศของเอสยูวีออฟโรดพลังงานไฟฟ้าสำหรับนักขับขี่ขาลุย หลังจากที่ได้จัดแสดงครั้งแรกที่งาน Shanghai Auto Show ในปีที่ผ่านมา TANK 300 HEV Concept Car จากแบรนด์ TANK ที่มาพร้อมดีไซน์คลาสสิก บึกบึน แต่แฝงความสง่างามและทันสมัยอยู่ในตัว พร้อมด้วยเครื่องยนต์ทรงพลังและเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมายที่พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ในเมืองได้อย่างครบครัน และยังรองรับการผจญภัยได้อย่างลงตัวด้วยกันชนขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จัดเต็มกับล้อขนาดใหญ่พร้อมลุยและโหมดการขับขี่ที่มากถึง 7 รูปแบบ ร่วมด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะระดับ L2+ และฟังก์ชั่นช่วยเหลือการขับขี่มากกว่า 30 ฟังก์ชั่น โดย TANK 300 HEV Concept Car สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม TANK ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอัจฉริยะสำหรับรถยนต์ออฟโรดของ เกรท วอลล์ มอเตอร์

ครั้งแรกในประเทศไทยกับการปรากฏโฉมอย่างเป็นทางการของ ORA Good Cat GT เจ้าเหมียวไฟฟ้า 100% ยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่นจากแบรนด์ ORA ที่มาพร้อมกับสมรรถนะอันเร้าใจด้วยพละกำลังสูงสุด 171 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 250 นิวตัน-เมตร กระจังหน้าดีไซน์สปอร์ตลายคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนด้านหลังโดดเด่นด้วยสปอยเลอร์ดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อมตราสัญลักษณ์ GT ล้ออัลลอยทูโทนขนาด 18 นิ้ว มาพร้อมกับดิสก์เบรคคาลิปเปอร์สีแดง ภายในห้องโดยสารตกแต่งด้วยสีแดง-ดำอันเป็นเอกลักษณ์ สะดวกสบายไปกับเบาะคนขับที่ติดตั้งระบบบันทึกตำแหน่งและฟังก์ชัน Welcome Seat พร้อมเบาะระบบนวดไฟฟ้าและระบบระบายอากาศสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารด้านหน้า และประตูท้ายเปิด-ปิดไฟฟ้าระบบแฮนด์ฟรี

หลังจากที่เคยเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาและได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากสื่อมวลชนและผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้นำรถยนต์เอสยูวีพลังงานไฟฟ้าแบบเสียบปลั๊กรุ่นล่าสุดนี้กลับมาอวดโฉมให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง โดย All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มโมดูลาร์อัจฉริยะ GWM LEMON ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L Turbo ผสานการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และเพลาขับเคลื่อนอิเล็กทรอนิกส์แบบ Multi-mode DHT ให้กำลังรวมสูงสุด 230 แรงม้า แรงบิดรวมสูงสุดถึง 530 นิวตันเมตร รองรับการขับขี่ที่หลากหลาย ช่วยประหยัดน้ำมัน

พร้อมโหมดการขับขี่สูงสุดถึง 8 โหมด รวมถึงโหมดการขับขี่แบบไฟฟ้า 100% ที่วิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 201 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน NEDC โดยมาพร้อมกับรูปลักษณ์ภายนอกโดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าสีดำขนาดใหญ่ที่รับกับล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 19 นิ้ว ไฟหน้า Intelligent LED และไฟท้าย LED Taillight Strip และหลังคาพาโนรามิกซันรูฟ 360 องศา ส่วนภายในออกแบบด้วยสีโทนดำ-เทา ภายใต้แนวคิด Future Intelligent Cockpit มาพร้อม Electronic Shifter ชุดเกียร์ไฟฟ้า พร้อมสีพิเศษแบบ High-gloss ดูโดดเด่นและหรูหรา หน้าจอกลางอัจฉริยะแบบ Touch Screen Audio Display ที่มาพร้อมกับความบันเทิงเต็มรูปแบบ เช่น  MP3, Joox และ ระบบนำทาง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแยกอิสระซ้าย-ขวา พร้อมระบบกรองอากาศ PM2.5 ทั้งยังล้ำสุดๆ ด้วย Wireless Charger กุญแจ Smart Key และระบบ Push Start ประตูท้ายมาพร้อมกับระบบ Kick Sensor เปิด-ปิดอัตโนมัติไฟฟ้าและพื้นที่เก็บสัมภาระอเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานได้หลายรูปแบบ

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมที่มีจำหน่ายแล้วในประเทศไทย อีก 3 รุ่น มาจัดแสดง พร้อมข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้าและผู้ที่สนใจซื้อรถยนต์ภายในงาน ดังนี้

All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์รุ่นแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวในประเทศไทยและครองความเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีมาตลอดนับตั้งแต่มีการส่งมอบ

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปีเต็ม แพ็กเกจบำรุงรักษา GWM PRO Service Inclusive (GPSI) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้านและฟรีน้ำมันเต็มถัง สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง และ/หรือ สิทธิ์ในการใช้บริการเช็คระยะนอกสถานที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 4 ครั้ง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 5 ปี รับคะแนนสะสม GWM Point 15,000 คะแนน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท
  • พิเศษ สำหรับรุ่น PRO รับข้อเสนอเพิ่มเติมด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.99% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% และรับฟรี ฟิล์มกรองแสงและถาดรองสัมภาระตอนท้าย และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 138,000 บาท
  • สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2565 – 30 เมษายน 2565 สามารถร่วมแคมเปญ “HAVAL H6 HOLE IN ONE” เพียงกดเข้าร่วมกิจกรรมโดยกรอกชื่อ-นามสกุลและเบอร์โทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้พร้อมโพสต์รูปคู่กับ All New HAVAL H6 Hybrid SUV ใต้โพสต์กิจกรรมใน GWM แอปพลิเคชัน แล้วแชร์โพสต์กิจกรรมบนเฟซบุ๊ก HAVAL Thailand ไปยังเฟซบุ๊กส่วนตัว ตั้งค่าโพสต์เป็นสาธารณะพร้อมติด #HAVALH6HOLEINONE เพื่อลุ้นรับบัตรสมาชิก Phothalai Gold Member Club ระยะเวลา 1 ปี พร้อม Voucher Gift Card หรือลุ้นรับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Workshop at Driving Range & Tournament with Golf GURU จำนวน 30 รางวัลมูลค่ารวมกว่า 2,500,000 บาท[1]

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เจ้าสิงโตอารมณ์ดีที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซ็กเมนต์เอสยูวีบี

  • ดาวน์เริ่มต้นเพียง 5% หรือ ผ่อนสูงสุด 84 เดือน ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี แพ็กเกจบำรุงรักษา GWM PRO Service Inclusive (GPSI) 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการการส่งมอบรถยนต์ถึงหน้าบ้านและฟรีน้ำมันเต็มถัง สิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับหรือส่งรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง และ/หรือ สิทธิ์ในการใช้บริการเช็คระยะนอกสถานที่ (GWM Mobile Service) จำนวน 4 ครั้ง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 5 ปี รับคะแนนสะสม GWM Point 15,000 คะแนน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 96,000 บาท
  • สำหรับลูกค้าที่จองและรับรถตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2565 – 30 เมษายน 2565 และโพสต์ภาพความประทับใจกับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่ใต้โพสต์กิจกรรม “เที่ยวให้ WOW กับ HAVAL Jolion” ใน GWM แอปพลิเคชัน พร้อมกับติด #เที่ยวให้wowกับHavalJolion มีสิทธิ์ลุ้นรับบัตรสมาชิกโรงแรมชั้นนำในเครือ Accor Plus และบัตรเงินสด Gift card จำนวน 50 รางวัล มูลค่ารวม 1,210,000 บาท[2]

ORA Good Cat เจ้าเหมียวไฟฟ้าที่จุดกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ให้กับชาวไทยและครองความเป็นผู้นำในตลาดอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่เปิดตัว โดยในปี 2021 ที่ผ่านมา แบรนด์ ORA ได้ทำการปรับเปลี่ยนการสร้างแบรนด์ใหม่ โดยใช้แนวคิด “Lady First” และกลยุทธ์ “SHE” เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตลาดรถยนต์ โดยเน้นการเป็นแบรนด์ที่ให้ความสำคัญกับผู้หญิง ซึ่งแนวคิดนี้ทางเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทำการสื่อสารไปพร้อมกับการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกในประเทศไทย ORA GOOD CAT

  • รับดอกเบี้ยพิเศษ 1.79% นาน 48 เดือน เมื่อดาวน์ 25% สำหรับทุกรุ่น ฟรีโฮมชาร์จเจอร์พร้อมติดตั้ง ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง 1 ปี แพ็กเกจบำรุงรักษา GWM PRO Service Inclusive (GPSI) 5 ปี รับสิทธิ์ในการเรียกใช้บริการรับและส่งมอบรถยนต์เพื่อเข้ารับบริการบำรุงรักษาตามระยะทาง 4 ครั้ง บริการช่วยเหลือฉุกเฉินฟรี 5 ปี รับคะแนนสะสม GWM Point 15,000 คะแนน และสิทธิประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่ากว่า 136,000 บาท

ไม่เพียงเท่านั้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังขนสุดยอดเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะ สะท้อนความเป็นผู้นำด้านยนตกรรมไฟฟ้าระดับโลก อาทิ GWM LEMON Hybrid DHT Technology และ GWM LEMON E มาให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมบูธได้สัมผัสนวัตกรรมการขับขี่แห่งอนาคตอย่างใกล้ชิด พร้อมร่วมสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ ผ่าน GWM Fun ในการเก็บสะสมคะแนนเพื่อแลกรับของที่ระลึกและลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย โดยมีน้อง Intelligent Ambassador (iAM) คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ผู้เยี่ยมชมยังได้เพลิดเพลินไปกับการเลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ และพักผ่อนหย่อนใจได้ที่ GWM Bar และ Lifestyle Lounge ที่พร้อมต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดทั้งงาน

สำหรับผู้ที่สนใจทดลองขับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid และรถยนต์ ORA Good Cat สามารถลงทะเบียนและทดลองขับได้ที่งานเช่นกัน

ในภาพรวมการดำเนินงานภายในปี 2565 เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังคงเดินหน้าตามกลยุทธ์หลัก 4 ประการ ได้แก่

  • ด้านผลิตภัณฑ์ จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ภายในปีนี้
  • ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย จะขยาย GWM Store ทั้งที่เป็น GWM Direct Store และ Partner Store เพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง ให้เป็น 80 แห่ง โดยในวันที่ 23 มีนาคมนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะมีการเปิด GWM Direct Store สาขาสยาม สแควร์ วัน ใจกลางเมือง ซึ่งเป็นศูนย์กลางไลฟ์สไตล์และแหล่งรวมของกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี พร้อมเปิดรับกับแบรนด์ใหม่ๆ รวมถึงเพื่อให้บริการแก่แฟนๆ ผู้ที่ให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์และบริการของเกรท วอลล์ มอเตอร์
  • ด้านการขยายสถานีชาร์จ สนับสนุนการสร้างระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยการขยายสถานีชาร์จให้เพิ่มขึ้นเป็น 55 แห่งภายในปีนี้
  • ด้านประสบการณ์ลูกค้า ดำเนินงานโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางหรือ User-Centric เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีระหว่างลูกค้าและแบรนด์ในอีกหลากหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเอาระบบบริการหลังการขายเข้ามาสร้างความสะดวกสบายให้กับลูกค้าผ่าน GWM application รวมถึงการนำเอาที่ตั้งของจุดชาร์จมารวมไว้ในแอปพลิเคชันให้ครอบคลุมถึง 80% ของสถานีชาร์จในปัจจุบัน เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น การค้นหา การนำทาง การจองหัวชาร์จ และการชำระเงิน

สัมผัสกองทัพรถยนต์ไฟฟ้าสุดล้ำ เทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะ และกิจกรรมสนุกๆ มากมายจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน พ.ศ. 2565 เวลา 12.00 – 22.00 น. (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)


เกรท วอลล์ มอเตอร์ ปรับราคา ORA Good Cat ลงกว่าแสนบาททุกรุ่นในเฟสแรก!

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นสังคมยานยนต์ไฟฟ้า ลงนามข้อตกลงร่วมกับกรมสรรพสามิต และประกาศปรับราคา ORA Good Cat ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันทุกรุ่น พร้อมทั้งเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับลูกค้าที่ได้ออกรถไปก่อนหน้า เดินหน้าสนองนโยบายภาครัฐด้านการส่งเสริมการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งานทั่วประเทศ ร่วมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านรถยนต์ไฟฟ้าของอาเซียน พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้า (xEV Leader) ของประเทศไทย

วันนี้ (21 มีนาคม 2565) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมสรรพสามิต ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี เพื่อร่วมมาตรการสนับสนุนการใช้และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยในเฟสแรก โดยในเฟสแรกนี้ รัฐบาลจะมอบเงินอุดหนุนจำนวน 70,000 – 150,000 บาทต่อคันตามขนาดแบตเตอรี่รถยนต์ พร้อมสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการลดลงของภาษีมูลค่าเพิ่ม  ซึ่ง เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนนโยบายดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั่วประเทศไทย และมีความยินดีที่จะประกาศราคาขายปลีกภายใต้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลในเฟสแรกนี้ของ ORA Good Cat ที่จำหน่ายในประเทศไทย ทั้ง 3 รุ่น ดังต่อไปนี้

  • ORA Good Cat รุ่น 400 TECH จากราคา 989,000 บาท เป็นราคา 828,500 บาท
  • ORA Good Cat รุ่น 400 PRO จากราคา 1,059,000 บาท เป็นราคา 898,500 บาท
  • ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA จากราคา 1,199,000 บาท เป็นราคา 1,038,500 บาท

ในโอกาสเดียวกันนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้สานต่อความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจที่เน้นการให้ความสำคัญกับลูกค้า (User-Centric) มอบสิทธิพิเศษให้กับผู้เป็นเจ้าของ ORA Good Cat ที่ได้ออกรถไปแล้วก่อนการลงนามบันทึกข้อตกลงกับกรมสรรพสามิต หรือก่อนวันที่ 21 มีนาคม 2565 เพื่อแสดงความขอบคุณลูกค้าทุกท่านสำหรับการสนับสนุนและความไว้วางใจที่มอบให้กับแบรนด์และผลิตภัณฑ์ด้วยดีเสมอมา โดยลูกค้าจะได้รับสิทธิพิเศษรวมมูลค่ากว่า 25,000 บาท ดังรายละเอียดต่อไปนี้  

  • รับ GWM Point 100,000 คะแนน มูลค่า 10,000 บาท สำหรับใช้แลกรับของสมนาคุณและบริการต่างๆ บน GWM Application 
  • รับเครดิตการชาร์จประจุไฟฟ้า ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้าของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ทุกแห่งทั่วประเทศ มูลค่า 15,000 บาท

นายณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าจากนโยบายของภาครัฐที่ต้องการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น รวมถึงก้าวขึ้นสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน และผลักดันให้การผลิตยานยนต์ภายในประเทศเป็นยานยนต์ไร้มลพิษ หรือ Zero Emission Vehicle (ZEV) ในสัดส่วน 30% ภายในปี พ. 2573 เป้าหมายดังกล่าวไม่เพียงสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในการลงทุนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางให้เราได้สร้างสรรค์และพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและประสบการณ์ด้านการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าของผู้บริโภคชาวไทย เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีความยินดีและพร้อมที่จะสนับสนุนนโยบายของรัฐและทุกภาคส่วน เพื่อร่วมเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญในการส่งเสริม สร้างสรรค์ และพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้เกิดการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่สะอาด ปลอดภัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับสู่การเป็นศูนย์กลางของอาเซียนได้อย่างเป็นรูปธรรม การปรับลดราคา ORA Good Cat  ทุกรุ่น รวมไปถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ที่เรามอบให้กับลูกค้าในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงคำมั่นสัญญาที่เราให้ไว้ว่าจะรับฟังเสียงของทุกคนเพื่อสร้างประสบการณ์อันยอดเยี่ยมให้กับลูกค้าของเรา

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการในประเทศไทย โดยจะยังคงเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคด้วยการนำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับในปี 2565 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เตรียมเปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ โดยจะมีรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA ด้วยอย่างแน่นอน เพื่อตอบรับนโยบายส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าของภาครัฐ พร้อมทั้งเพิ่มทางเลือกด้านรถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้นให้กับคนไทย ต่อยอดความสำเร็จของ ORA Good Cat ที่ได้เข้ามาสร้างความคึกคักให้กับตลาดรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (Battery Electric Vehicle หรือ BEV) และสามารถครองใจผู้บริโภคชาวไทยอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ส่งมอบรถยนต์รุ่นนี้ให้กับลูกค้าชาวไทยไปแล้วทั้งสิ้น 1,108 คัน (เดือนพฤศจิกายน 2564 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2565) ครองตำแหน่งผู้นำด้านรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของไทยอย่างเหนียวแน่นนับตั้งแต่เดือนแรกที่มีการส่งมอบ  

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังพร้อมเดินหน้าพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จประจุไฟฟ้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศหลังจากในปีที่ผ่านมาได้เปิดตัว G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ fast charge แห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในประเทศไทย ณ สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งติดตั้งเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC จำนวน 3 เครื่องชาร์จ หัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย รวม 6 หัวจ่าย กำลังสูงสุดขนาด 160kW สามารถชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด และไม่เพียงรองรับแค่รถยนต์ของ GWM เท่านั้นแต่ยังสามารถให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้าไม่จำกัดแบรนด์ ตลอด 24 ชั่วโมงและทุกวันอีกด้วย สำหรับปี 2565 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าหมายการขยายสถานีอัดประจุไฟฟ้าให้เป็น 55 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การดำเนินงาน 3 รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น G-Charge Supercharging Station การขยายเครือข่ายจุดบริการอัดประจุไฟฟ้าไปยัง GWM Partner Store ในจังหวัดต่างๆ รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการเปิดจุดชาร์จแบบ DC  ตามโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้ก้าวไกลสู่อนาคต 

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก” (Global Intelligent Technology Company) มุ่งมั่นนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนโยบายภาครัฐ ตลอดจนทุกภาคส่วนในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน


‘The New Audi RS 7 Sportback’ สปอร์ตคูเป้ 600 ม้าสืบทอด DNA Racing Sport!

อาวดี้ ประเทศไทย ตอกย้ำ DNA แห่ง Racing Sport เผยโฉม The New Audi RS 7 Sportback สุดยอดนวัตกรรมสปอร์ตสี่ประตูตัวแรงสมรรถนะ Supercar 600 แรงม้า ในราคาจับต้องได้เพียง 10,700,000 บาท ที่งาน Audi RS Driving Experience ครั้งแรกในประเทศไทยกับกิจกรรมทดลองขับรถในตระกูล Racing Sport เพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าที่หลงใหลในดีไซน์ และ DNA อาวดี้ ซึ่งมาพร้อมสมรรถนะ Supercar

The New Audi RS 7 Sportback ที่ อาวดี้ ประเทศไทย นำเข้ามาเปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศไทยนี้ เป็นผลงานชิ้นเอกจากทีม Audi Sport ที่สุดแห่งสมรรถนะจาก Racing Sport ได้แรงบันดาลใจจากสนามแข่ง ทรงพลังและแรงจัดด้วยขุมพลังเครื่องยนต์เบนซิน 4 ลิตร V8 เทอร์โบชาร์จ ผลิตแรงม้าได้สูงสุด 600 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพียง 3.6 วินาที และความเร็วสูงสุด 280 กิโลเมตร/ชั่วโมง จากออฟชั่นพิเศษ Dynamic Package ซึ่ง อาวดี้ ประเทศไทย ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานสำหรับรถที่นำเข้ามาขายในประเทศไทยโดยเฉพาะ

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro with sports differential ให้ความมั่นใจในการขับขี่ในเวลาปกติ ระบบจะกระจายกำลังไปยังล้อหน้า/หลังในอัตรา 40:60 และในลักษณะการขับขี่รูปแบบอื่น ระบบจะสามารถเพิ่มการกระจายไปยังล้อหน้าได้สูงสุดถึง 70% หรือกระจายน้ำหนักไปยังล้อหลังได้สูงสุดถึง 85% ในส่วนเฟืองท้ายพิเศษ Sport Differential อาวดี้ ประเทศไทย ได้สั่งอุปกรณ์พิเศษนี้มาเป็นมาตรฐานใน RS 7 Sportback ที่นำเข้ามาขายในประเทศไทย โดย Sport Differential จะสามารถถ่ายกำลังไปยังล้อซ้าย/ขวา ได้อย่างอิสระและฉับไว ช่วยให้การเข้าโค้งมีความสนุกสนาน เหมาะกับการขับขี่แบบสปอร์ตเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงล่างแบบ RS Sports Suspension พร้อมระบบ Dynamic Ride Control โดยระบบนี้จะมีการปรับแรงดันในโช๊คอัพตลอดเวลา เพื่อที่จะทำให้ระนาบรถขนานไปกับพื้นถนนมากที่สุด รถจะมีเสถียรภาพการทรงตัวที่ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเร่งแซง เข้าโค้ง  พร้อมสะใจกับท่อไอเสียแบบ RS Sports ส่งเสียงคำรามจากห้องเครื่องสู่ท้องถนนอย่างเร้าใจ

The New Audi RS 7 Sportback โดดเด่นด้วยรูปทรง Sportback ท้ายลาด ดีไซน์ด้านหน้า สปอร์ตเต็มตัว ตัวรถมีความกำยำมัดกล้ามสวยงาม ล้ำหน้าทั้งด้านดีไซน์ ฟังก์ชั่น และเทคโนโลยีการใช้งานผสมผสานอย่างลงตัว ดุดันแข็งแกร่งตามแบบฉบับรถยนต์ในตระกูล RS ให้ทุกเสี้ยววินาทีที่อยู่หลังพวงมาลัยเร้าใจไร้ขีดจำกัดเสมือนอยู่ในสนามแข่ง และยังมอบความสะดวกสบายลงตัวกับการใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างสมบูรณ์แบบสุดๆ

ชุดแต่งภายนอกแบบ Glossy Black RS พร้อมตกแต่ง Audi Ring และชื่อรุ่นด้วยสี Glossy Black กระจังหน้าลายรังผึ้งขนาดใหญ่สีดำเงาเพิ่มมิติด้านหน้ารถให้หล่อเข้ม ล้ออัลลอย Audi Sport ขนาดใหญ่ 22 นิ้ว ลาย V spoke 5 ก้านคู่ผสมผสานสีดำและสีเงินสวยงาม พร้อมยางขนาด 285/30/R22 คาลิปเปอร์เบรกสีแดง ตกแต่งด้วยไฟ Projector RS logo ทั้งประตูหน้าและหลัง เทคโนโลยีไฟอัจฉริยะสูงสุด HD Matrix with laser light มาพร้อมกับ light staging กราฟฟิกเมื่อปลดล็อครถ

อีกจุดเด่นของ The New RS7 Sportback คือ ระบบ All-Wheel Steering สามารถปรับองศาวงล้อได้อย่างชาญฉลาด ด้วยความยาวของตัวรถเกือบ 5 เมตร เวลาเข้าโค้งหรือกลับรถจะใช้วงเลี้ยวแคบเมื่อขับที่ความเร็วต่ำ เช่น ขณะกลับรถ ถอยเข้าจอด และเลี้ยวได้อย่างมั่นใจเมื่อใช้ความเร็วสูง

The New Audi RS7 Sportback ถูกออกแบบอย่างพิถีพิถัน ห้องโดยสารตกแต่งด้วยลาย Carbon Twill Structure พร้อมไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร (Contour/ambient lighting) ปรับได้มากถึง 30 เฉดสี ให้บรรยากาศการขับขี่ที่เอ็กซ์คลูซีฟ เบาะนั่งคู่หน้าแบบ RS Sports หุ้มหนัง Valcona ตกแต่งแบบ honeycomb เดินด้ายสีแดงสไตล์ RS Sports พวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่นหุ้ม Alcantara แบบสปอร์ตท้ายตัดพร้อมสัญลักษณ์ RS และ Paddle shift คอนโซลกลางหุ้มหนัง Fine Nappa สีดำ ด้านข้างคอนโซลกลางตกแต่งด้วย Dinamica สีดำ ด้ายสีแดงสุดสปอร์ตเสมือนอยู่ในรถแข่ง

จอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ Virtual cockpit plus แบบ RS Monitor ขนาด 12.3 นิ้ว แสดงผลแบบ Runway เครื่องบิน รวมถึงการแสดงค่าแรงจีที่เกิดขึ้นขนาดขับขี่ เทคโนโลยีล้ำสมัยด้วยระบบ MMI Navigation plus พร้อมจอสัมผัสขนาด 10.1 นิ้วและจอมัลติฟังก์ชั่นแบบสัมผัสตอบสนองการสั่งงาน (haptic feedback) ขนาด 8.6 นิ้ว พร้อม Audi drive select เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือจะซิ่งสนุกกับ “RS MODE” ก็ทำได้อย่างง่ายดาย กระหึ่มด้วยระบบเครื่องเสียงระดับพรีเมียม Bang & Olufsen พร้อมระบบเสียง 3 มิติ 16 ลำโพง 705 วัตต์ พร้อมระบบปรับอากาศแยกอิสระ 4 โซน

The New Audi RS7 Sportback เปิดจำหน่ายในราคาจับต้องได้ 10,700,000 บาท มีให้เลือกถึง 12 สี คือ Glacier white metallic, Floret silver metallic, Mythos black metallic, Daytona grey pearl effect, Nardo grey solid, Tango red metallic และสีพิเศษ (เพิ่มเงิน 600,000 บาท) Suzuka grey metallic, Coral orange metallic, Goodwood green pearl effect, Misano red pearl effect, Sepang blue pearl effect และ Merlin pearl effect

The New Audi RS7 Sportback เป็นรถนำเข้าประกอบต่างประเทศทั้งคัน ภายใต้เทคโนโลยีการประกอบด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ และมาตรฐานการตรวจสอบคุณภาพด้วยเทคโนโลยีแสงเลเซอร์ตามมาตรฐานของประเทศเยอรมัน ทำให้ทุกรายละเอียดการประกอบมีความพิถีพิถัน มีคุณภาพสูงตามแบบฉบับของ Audi พร้อมเพิ่มความมั่นใจด้วยระยะเวลารับประกันนานถึง 5 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร

สำหรับลูกค้าที่ต้องการเพิ่มความโดดเด่นและเพิ่มลุคสปอร์ตให้เร้าใจขึ้นไปอีก สามารถสั่งอุปกรณ์เพิ่มเติมพิเศษ  Carbon exterior package ในราคา 650,000 บาท ประกอบด้วย

  • ชายล่างใต้กันชนด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
  • ช่อง air inlets ด้านหน้าตกแต่งด้วย carbon
  • ขอบ diffuser ด้านท้ายตกแต่งด้วย carbon
  • กระจกมองข้างตกแต่งด้วย carbon
  • ขอบสเกิร์ตด้านข้างตกแต่งด้วย carbon

นอกจากนี้ อาวดี้ ประเทศไทย ยังเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ด้วยระบบเบรกแบบ RS คาร์บอนเซรามิกที่ถูกพัฒนาขึ้นเป็นพิเศษสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูง จานเบรกคาร์บอนเซรามิกแบบเจาะรูระบายความร้อนทั้งด้านหน้าและด้านหลังพร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง เพิ่มประสิทธิภาพขยายความเร็วสูงสุดได้ถึง 305 กิโลเมตร/ชั่วโมง ซึ่งลูกค้าสามารถสั่งซื้อ RS Ceramic brake system พร้อมคาลิปเปอร์เบรกสีแดง เพิ่มเติมได้ในราคา 1,400,000 บาท

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย  กล่าวว่า “จากความสำเร็จของ อาวดี้ ประเทศไทย ตลอด 5 ปี ในการนำสุดยอดยนตรกรรมไอคอนของอาวดี้ที่อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและมีความโดดเด่น แตกต่าง พร้อมออฟชั่นจัดเต็มในราคาจับต้องได้มาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า โดยเฉพาะความร้อนแรงของยนตรกรรมตระกูล RS ทุกรุ่น ที่ไม่เพียงเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์อาวดี้ในทุกมิติ สร้างยอดขาย Audi รวมตลอด 5 ปี ทะลุ 5,000 คัน และเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ต่อเนื่อง อาวดี้ จึงไม่รีรอที่จะนำตัวแรงของสาย High performance ในตระกูล RS ตอกย้ำ DNA แห่ง Racing Sport ส่ง “The New Audi RS 7 Sportback” สปอร์ตคูเป้ทรงพลัง 600 แรงม้า เข้ามาทำตลาดในทันที ทำให้ อาวดี้ ประเทศไทย มีสุดยอดยนตรกรรม High performance ตระกูล RS ครบไลน์อัพ รวมทั้งหมดถึง 8 รุ่น”

ลูกค้าที่สนใจสามารถชมโฉม The New Audi RS 7 Sportback และ Audi ทุกรุ่นได้ที่งาน Bangkok International Motor Show 2022 ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2565 ณ ชาเลนเจอร์ฮอลล์ อิมแพ็คเมืองทองธานี สำหรับแคมเปญ Motor Show เริ่มแล้วกับข้อเสนอสุดฮอตสำหรับรุ่นยอดฮิต ไม่ว่าจะเป็น TT Coupe, A5 และ Q3 คะแนนสะสมบัตรเครดิตหรือไมล์ ROP ใช้แลกส่วนลดได้สูงสุด 100,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยพิเศษ 1.25% สำหรับลูกค้าที่จองและออกรถภายในวันนี้ – 3 เมษายนนี้


เปิดประสบการณ์ขับรถ High Performance ตระกูล RS ครั้งแรกในไทย กับ Audi RS Driving Experience

สิ้นสุดการรอคอยกับกิจกรรม “Audi RS Driving Experience” เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าตระกูล RS และสื่อมวลชนสายยานยนต์ได้สัมผัสประสบการณ์ความเยี่ยมยอดของสมรรถนะอันทรงพลัง เติมเต็มอารมณ์สปอร์ตแบบไร้ขีดจำกัด กับยนตรกรรมตระกูล RS พร้อมเรียนรู้เทคโนโลยียนตรกรรมอันเหนือชั้นและเพิ่มทักษะการควบคุมรถและการขับขี่อย่างปลอดภัย ณ สนามปทุมธานี สปีดเวย์ ให้ลูกค้าและสื่อมวลชนได้ทดลองขับยนตรกรรมในตระกูล RS ทุกรุ่นที่จำหน่ายในประเทศไทยอย่างเต็มสปีด

Born on the track, Built for the road.” คือแนวคิดหลักในการพัฒนายนตรกรรม RS โมเดลทุกรุ่น ที่สะท้อนการถ่ายทอดเทคโนโลยี แรงบันดาลใจและประสบการณ์ความสำเร็จบนสนามแข่ง ซึ่งอาวดี้สามารถคว้าชัยรายการแข่งขันรถยนต์ระดับโลกมานับครั้งไม่ถ้วน สู่การพัฒนาสุดยอดยนตรกรรมให้มีความล้ำหน้าและสมบูรณ์แบบตอบโจทย์ทุกมิติ ซึ่งเบื้องหลังความสำเร็จการทำงานอย่างไม่หยุดยั้งของทีมวิศวกร Audi Sport GmbH ที่ใส่ใจในทุกรายละเอียด และทำการทดสอบอย่างเข้มข้น ยนตรกรรม Audi ทุกรุ่น จึงมีความลงตัวและสมบูรณ์แบบที่สุด

สำหรับยนตรกรรมตระกูล RS ของ Audi ได้ถือกำเนิดขึ้นด้วยความภาคภูมิแห่งศักดิ์ศรีและความโดดเด่นจากรถยนต์จากสนามแข่งมามากกว่า 27 ปี เริ่มจากความสำเร็จที่โด่งดังไปทั่วโลกของ RS 2 Avant ในปี พ.ศ. 2537 แสดงให้เห็นถึงปรัชญาอันมุ่งมั่นในเรื่องสมรรถนะของเครื่องยนต์อันทรงพลัง การมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และที่สำคัญสามารถตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างสมบูรณ์แบบสุดๆ ในประเทศไทย อาวดี้ ประเทศไทย ได้นำยนตรกรรมรุ่น RS มาเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2562 เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่ชอบความเร็ว แรง เร้าใจ โดยทุกรุ่นได้รับการตอบรับจากลูกค้าอย่างล้นหลามและความโดดเด่นที่ถูกพูดถึงเสมอคือความเป็น Super Car ในราคาที่จับต้องได้ เพราะเมื่อเทียบสมรรถนะกับราคาที่ตั้งไว้นับว่าคุ้มค่า

กิจกรรม “Audi RS Driving Experience” จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 7-10 มีนาคม โดยลูกค้าและสื่อมวลชนจะได้รับฟังข้อมูลความโดดเด่นของยนตรกรรม Audi ตระกูล RS รวมถึงเทคโนโลยีสุดล้ำที่ใส่มาในแต่ละรุ่น โดยเฉพาะระบบความปลอดภัย โหมดการขับขี่ และการทำงานของเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro รวมถึงทักษะการควบคุมรถในสถานการณ์ต่างๆ เช่น การเข้าโค้งด้วยความเร็วในเส้นทางคดเคี้ยว หรือในสถานการณ์ที่ต้องเบรกกะทันหันซึ่งลูกค้าและสื่อมวลชนสามารถเลือกลองขับรถได้ทุกรุ่น

TT RS Coupé สุดยอดไอคอนของอาวดี้ตลอดกาล โดดเด่นพิเศษด้วยเครื่องยนต์สันดาปรุ่นสุดท้าย ก่อนที่เข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า เป็นเครื่องยนต์แถวเรียง 5 สูบ TFSI ให้กำลังสูงสุด 400 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 480 นิวตันเมตร ช่วงล่างแบบสปอร์ตพร้อมระบบ Audi magnetic ride ท่อไอเสีย RS sports Exhaust ผ่านการออกแบบเป็นพิเศษ เพื่อถ่ายทอดเสียงของเครื่องยนต์ได้อย่างเร้าใจ

RS 4 Avant quattro ยนตรกรรม Avant ที่ถูกสร้างมาด้วย DNA ของรถแข่ง และนับเป็นสเตชั่นแวกอนที่มีสมรรถนะสูง เร้าใจเป็นที่สุด ด้วยเครื่องยนต์ V6 สมรรถนะสูงถึง 2,894 ซีซี เทอร์โบคู่ มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัจฉริยะ quattro all-wheel drive ให้กำลังสูงสุด 450 แรงม้า และแรงบิด 600 นิวตันเมตร ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ tiptronic 8 จังหวะ

RS Q3 Sportback quattro อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนความสำเร็จของ Audi Sport GmbH ที่เข้าข่ายเป็น สปอร์ตคูเป้สุดโหดแห่ง พ.ศ.นี้ กับ Optimum power delivery ให้เสียงคำรามสุดดุดัน ซึ่งเกิดจากการปรับแต่งระบบท่อไอเสียใหม่ ช่วงล่างแบบ RS sports ถูกตั้งค่าให้มีคาแรคเตอร์ของการขับขี่แบบสปอร์ต ให้พละกำลังสูงถึง 400 แรงม้า

RS 6 Avant quattro รถสปอร์ตสมรรถนะสูง ดีไซน์เฉียบคม สมบูรณ์แบบ โดดเด่นและเหนือกว่าด้วยพละกำลังมหาศาลให้ความแรงยิ่งกว่าใจสั่ง มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน Mild hybrid (MHEV) แบบ V8 Twin-Turbo ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบฉีดตรง เกียร์อัตโนมัติ Tiptronic 8 จังหวะ อัดแน่นด้วยแรงม้า 600 ตัว และแรงบิด 800 นิวตันเมตร 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.6 วินาที พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ quattro with sports differential ติดตั้ง ระบบ All-wheel steering ซึ่งช่วยเพิ่มการทรงตัวขณะเข้าโค้งด้วยความเร็วและลดรัศมีวงเลี้ยวในขณะใช้ความเร็วต่ำ

เติมเต็มดีเอ็นเอความสปอร์ตด้วยระบบเบรก RS พร้อมตกแต่งคาลิปเปอร์เบรกสีแดง อีกทั้งยังสะดวกสบายไร้กังวลในการขับขี่ด้วยช่วงล่างสมรรถนะสูง RS Sports พร้อมระบบ Dynamic Ride Control (DRC) ที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมรถให้คมชัดมากยิ่งขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการขับขี่แบบไดนามิก ช่วยในการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยมแม้เข้าโค้งอย่างรวดเร็ว มาพร้อมกับ Audi drive select เลือกปรับโหมดการขับขี่ได้ทั้งแบบอัตโนมัติ หรือจะซิ่งสนุกกับ “RS MODE” ก็ทำได้ง่ายดาย และอีกความเร้าใจที่พิสูจน์ ได้ใน Audi RS 6 Avant quattro คือ ท่อไอเสีย RS Sport ขนาดใหญ่รูปทรงวงรีที่พร้อมเสียงคำรามจากเครื่อง V8 Twin-Turbo อย่างสนั่น พร้อมเติมเต็มอารมณ์สปอร์ตให้คุณทันทีที่ก้าวขึ้นรถเสมือนนักแข่งตัวจริง

พร้อมยกขบวนไอคอนยอดฮิตตลอดกาลอย่าง TT Coupé 45 TFSI quattro S line, A5 Coupe และ A5 Sportback 45 TFSI quattro S line Black Edition, Q3 40, Q3 Sportback 40 TFSI quattro S line Black Edition และล่าสุดกับ Plug-in Hybrid TFSI e ที่พึ่งเปิดตัวไปครบทั้ง Q8 60 TFSI e quattro S line Black Edition และ Q7 60 TFSI e quattro S line Black Edition มาให้ลูกค้าและสื่อมวลชนได้ทดลองขับกันตลอด 4 วัน

นายกฤษณะกร เศวตนันทน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไมซ์สเตอร์ เทคนิค จำกัด หรือ อาวดี้ ประเทศไทย เปิดเผยว่า กิจกรรม “Audi RS Driving Experience” จัดขึ้นเป็นพิเศษแบบครบทั้งไลน์อัพครั้งแรกในประเทศไทยบนสนามแข่งจริง เพื่อให้ลูกค้าและสื่อมวลชนได้เข้าถึงประสิทธิภาพและสมรรถนะของยนตรกรรม RS ซึ่งเป็นรถในตระกูล High performance อย่างแท้จริงครบทุกรุ่น พร้อมเรียนรู้ประสบการณ์และเทคนิคในการขับขี่จาก Certified Instructor กับโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าเข้าใจตัวรถมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทดลองขับขี่แบบสลาลม การควบคุมพวงมาลัย การเบรก การเข้าโค้ง และการควบคุมรถ อันเป็นการเสริมสร้างทักษะการขับขี่ให้ปลอดภัยในสถานการณ์ต่างๆ และเป็นข้อมูลในการตัดสินใจเลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ในตระกูล RS อย่างมั่นใจ”

********************

Audi เป็นรถยนต์นำเข้าจากประเทศเยอรมันทุกรุ่น ลูกค้าที่ออกรถใหม่จะได้รับการดูแลจาก Audi Protection       การรับประกันรถใหม่ 5 ปี หรือระยะทาง 150,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน รถ Plug-in Hybrid TFSI e ใหม่ ทุกรุ่นรับประกันแบตเตอรี่แรงดันสูง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร แล้วแต่ระยะใดถึงก่อน และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน Roadside Assistance ทั่วประเทศ 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี ลูกค้าอาวดี้สามารถมั่นใจกับงานบริการหลังการขาย ซึ่งมีมาตรฐานคุณภาพเดียวกันทุกสาขา โดยในช่วงสถานการณ์โควิดนี้ เปิดบริการในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 08.00-18.00 น. วันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น. หรือโทรนัดหมายได้ที่

  • Audi Centre Thailand               02-765-8888
  • Audi New Petchburi                 02-023-4888
  • Audi Pattaya                            038-197-888
  • Audi Phuket                             076-646-666
  • Audi Service Chiang Mai         052-081-188
  • Audi Service Ratchapruek       02-034-5888
  • Audi Udornthani                      093-161-5588

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งสามตัวเด็ดอวดโฉม บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะบริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลก (Global Intelligent Technology Company) ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย เชิญชวนชาวไทยร่วมชมและสัมผัสนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าแห่งอนาคตจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภายใต้แนวคิด “Leading The Future” ที่งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ตระการตาไปกับขบวนทัพรถยนต์ไฟฟ้าฟ้าถึง 7 รุ่น พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ นำทัพโดยเอสยูวีออฟโรดสไตล์โมเดิร์นขวัญใจขาลุย “TANK 300 HEV” ซึ่งจะนำมาจัดแสดงในตลาดต่างประเทศเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย

พร้อมด้วย “ORA Good Cat GT” เจ้าเหมียวไฟฟ้าแนวสปอร์ตที่จะมาเผยโฉมให้แฟนๆ ชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเป็นครั้งแรกภายในงานเช่นกัน ร่วมด้วยทัพรถยนต์ยอดนิยมอย่าง All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV All New HAVAL H6 Hybrid SUV All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ORA Good Cat และ ORA Black Cat รวมไปถึงเทคโนโลยีการขับขี่อัจฉริยะสุดล้ำจากเกรท วอลล์ มอเตอร์ และพลาดไม่ได้กับข้อเสนอสุดพิเศษและสิทธิประโยชน์มากมายสำหรับลูกค้าและผู้สนใจซื้อรถยนต์เกรท วอลล์ มอเตอร์ โดยสามารถร่วมชมการถ่ายทอดสดบรรยากาศการแถลงข่าวเปิดบูธของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ทาง Facebook หรือ YouTube หรือ TikTok : GWM Thailand ในวันที่ 22 มีนาคม .. 2565 เวลา 12.15 . เป็นต้นไป

ภายในงานจะได้พบกับ 

  • การเผยโฉมครั้งแรกในประเทศไทยของ “TANK 300 HEV” รถยนต์ออฟโรดสไตล์โมเดิร์นที่มาพร้อมรูปทรงสง่างามและเครื่องยนต์ที่ทรงพลัง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ภายในเมืองได้อย่างครบครัน และการผจญภัยของผู้ขับขี่ขาลุยอย่างลงตัว ซึ่งผู้บริโภคชาวไทยจะได้สัมผัสความแข็งแกร่งกันอย่างใกล้ชิดภายในงานนี้เท่านั้น   
  • ครั้งแรกของประเทศไทยกับการเผยโฉม “ORA Good Cat GT” เจ้าเหมียวไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมอีกหนึ่งรุ่นจากแบรนด์ ORA โดดเด่นด้วยดีไซน์อันโฉบเฉี่ยวและอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ พร้อมแล้วที่จะนำมาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสกันภายในงานนี้โดยเฉพาะ 
  • ขบวนพาเหรดรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นยอดนิยมในไทย สะท้อนความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV Leader) นำทัพโดย All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์รุ่นแรกที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เปิดตัวในประเทศไทยและครองความเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ในเซกเมนต์รถยนต์คอมแพคเอสยูวีมาตลอดนับตั้งแต่มีการส่งมอบ เจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat ที่จุดกระแสตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ให้กับชาวไทยและครองความเป็นผู้นำในตลาดอย่างแข็งแกร่งนับตั้งแต่เปิดตัว เจ้าสิงโตอารมณ์ดี All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์ในเซ็กเมนต์เอสยูวีบี ร่วมด้วยรถยนต์เอสยูวีปลั๊กอินไฮบริด All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV ซึ่งเคยเผยโฉมเป็นครั้งแรกของโลกที่ประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา และ ORA Black Cat รถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดอีกหนึ่งรุ่นที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกสะกดทุกสายตาและเทคโนโลยีขับขี่อัจฉริยะ ซึ่งเคยเผยโฉมครั้งแรกในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ผ่านมาและได้รับการความสนใจอย่างล้นหลามจากสื่อมวลชนและผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงจะนำมาจัดแสดงให้คนไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้งในงานนี้  
  • สัมผัสประสบการณ์อันล้ำสมัยไปกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการขับขี่แห่งโลกอนาคตจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ อาทิ GWM LEMON Hybrid DHT Technology และ GWM LEMON BEV System 
  • เพลิดเพลินไปกับการเลือกชมยานยนต์พลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ พร้อมร่วมสนุกไปกับกิจกรรมต่างๆ และลุ้นรับของรางวัลสุดพิเศษมากมาย โดยมีน้อง Intelligent Ambassador (iAM) คอยดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด เพลิดเพลินกับการเลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์และของที่ระลึกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ และพักผ่อนหย่อนใจได้ที่ GWM Bar และ Lifestyle Lounge ที่พร้อมต้อนรับทุกท่านอย่างอบอุ่นตลอดทั้งงาน 
  • ผู้ที่สนใจยังสามารถลงทะเบียนที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อทดลองขับรถยนต์ All New HAVAL H6 Hybrid SUV รถยนต์ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV และรถยนต์ ORA Good Cat ได้ที่งาน 
  • พบข้อเสนอและสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก เกรท วอลล์ มอเตอร์ อีกมากมาย

เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมต้อนรับทุกท่านที่บูธ เกรท วอลล์ มอเตอร์ A4 ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 43 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม – 3 เมษายน พ.. 2565 เวลา 12.00 – 22.00 . (วันธรรมดา) และ 11.00 – 22.00 . (วันเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดราชการ)


Champion จับมือ Smiley ส่งคอลเลคชั่นพลังบวกฉลองครบรอบ 50 ปี

Smiley เฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ในโอกาสครบรอบ 50 ปีในปี 2022 นี้ด้วยการร่วมมือกับ 50 แบรนด์ดังออกแบบแคปซูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ของแต่ละแบรนด์ไว้ได้อย่างดี โดยในคอลเลคชั่น Champion x Smiley ที่มาในสไตล์แบบ timeless นี้ จะประกอบไปด้วยเสื้อฮู้ด Reverse Weave และกางเกงขายาวที่ได้มีการเลือกใช้สีบ่งบอกเอกลักษณ์ของแบรนด์อย่างสีเทา (grey mélange) พร้อมพิมพ์ลายโลโก้ Smiley ที่ได้รับการออกแบบโดยศิลปิน graffiti ชื่อดังระดับโลกอย่าง Andre Saraiva เรียกได้ว่าเป็นโลโก้ที่เป็นตำนาน และนับเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ Smiley

ในการเปิดตัวแคปซูลคอลเลคชั่นครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากแคมเปญผ่าน ambassadors และ influencers จากทั่วโลก รวมไปถึง coffee table book ระดับตำนานที่กำลังจะตีพิมพ์จาก Maison Assouline

CHAMPION X SMILEY – ROCHESTER COLLECTION:

จากกระแสตอบรับที่ดีตั้งแต่โปรเจค Collectors’ Edition แบรนด์จึงตัดสินใจที่จะออกแบบแคปซูลคอลเลคชั่นที่เต็มไปด้วยความสดใส  ความสดใหม่ ความสนุกและเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่

มาพร้อมกับสีที่เป็นเอกลักษณ์อย่างสีดำและสีขาวผสามผสานเข้ากับโลโก้ Smiley สีเหลือง ทำให้คอลเลคชั่นนี้มีความสตรีทและน่าหลงใหล เป็นเทรนด์ที่พลาดไม่ได้ในซัมเมอร์นี้อย่างแน่นอน

สัมผัสความสนุกสดใสต้อนรับซัมเมอร์ของคอลเลคชั่นนี้ได้ตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม 2565 เป็นต้นไปที่ Champion Official Stores: ชั้น 1 ICONSIAM, ชั้น 3 Atrium Zone Central World, ชั้น L1 Fashion Zone Mega Bangna, ชั้น 2 Central Phuket, ชั้น 1 Central Westgate และ ชั้น 1 Zpell

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Champion Thailand และ IG : Champion.Thailand

**********

เกี่ยวกับแบรนด์ champion:

Champion แบรนด์ที่โดดเด่นและแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์มาตั้งแต่ปี 1919 ที่สืบทอดจากมรดกทางด้านกีฬาของชาวอเมริกัน และมีชื่อเสียงเกี่ยวกับนวัตกรรมและความทนทานของสินค้า โดยมีเสื้อสเวตเชิ้ต Reverse Weave เป็นจุดตั้งต้น โดยเสื้อสเวตเชิ้ตรุ่นคลาสสิคนี้ได้ช่วยให้ Champion โด่งดังไปทั่วโลกตั้งแต่เริ่มเข้าสู่ตลาดในปี 1934 และถูกรู้จักในแบรนด์ของเสื้อสเวตเชิ้ตที่โดดเดนที่สุด

เกี่ยวกับแบรนด์ Smiley:

Franklin Loufrani นักข่าวชาวฝรั่งเศสคือคนที่สร้างแบรนด์ Smiley ตั้งแต่ปี 1972 เพื่อที่จะเผยแพร่ข่าวหรือพลังงานที่ดี โดยมีเครื่องหมายสินค้า Smiley ซึ่งตอนนี้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดในโลกกราฟฟิคดีไซน์ และมีชื่อเรียกสุดสร้างสรรค์ที่จะช่วยส่งต่อพลังบวก ทั้งยังให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมเป็นหลักอีกด้วย นอกจากนี้ Smiley ยังถือเป็นสัญลักษณ์ที่มาพร้อมกับข้อความเชิงบวกที่มีอิทธิพลต่อคนเจเนอเรชั่นต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมรอการผลิตซ้ำและตีความใหม่โดยนักขับเคลื่อน, ศิลปิน และ creator ทั้งหลาย และยังคงแน่วแน่ในการสนับสนุนคนเจเนอเรชั่นต่อ ๆ ไปในอนาคต

ต่อมาในปี 1996 Nicolas Loufrani ลูกชายของ Franklin ได้รับช่วงต่อจากพ่อในช่วงที่โลกกำลังอยู่ระหว่างการปฎิวัติโลกดิจิตัล และได้เล็งเห็นถึงโอกาสในการที่จะนำ Smiley เข้าสู่โลกดิจิตัล Loufrani จึงได้สร้างการสื่อสารในแบบใหม่ ๆ ผ่านการใช้สีหน้าที่หลากหลายของต้นฉบับ Smiley เพื่อแสดงอารมณ์และความรู้สึก และหลังจากนั้นอิโมติคอนทั้งหลายที่เขาได้คิดค้นก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

จากเป้าหมายในการทำให้โลกมีความสุขและน่าอยู่มากขึ้นของ Smiley นั้น Loufrani ก็ได้สร้างแรงขับเคลื่อนให้กับแบรนด์อีกครั้งในปี 2017 ซึ่งคือการสร้างชุมชนไม่หวังผลกำไร เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงให้สังคมดีขึ้น ผ่านการแก้ไขปัญหาทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร็วที่สุด โดยแรงขับเคลื่อนดังกล่าวนี้ก็เป็นที่พูดถึงผ่านสื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข่าว คลิปวิดีโอ อีเว้นท์ และรางวัลจากการเชื่อมต่อกลุ่มไม่หวังผลกำไรสู่สังคมที่กว้างใหญ่ขึ้น และกระตุ้นให้คนในสังคมหันมาทำสิ่งดี ๆ

ในปัจจุบัน บริษัท Smiley ถือเป็นหนึ่งในองค์กรระดับโลกที่ไปไกลมากกว่าแบรนด์แฟชั่นและของใช้ในบ้าน ผ่านการขายอาหารและเครื่องดื่ม และร่วมงานกับแบรนด์อื่น ๆ เพื่อเป็นโอกาสในการเผยแพร่ข้อความที่สำคัญที่แบรนด์ต้องการสื่อสารต่อไป สำหรับปี 2022 นี้ Smiley ได้นำข้อความดั้งเดิมอย่าง ‘Take the Time to Smile’ กลับมาสื่อสารอีกครั้ง ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ในระดับสากล, การร่วมมือกับแบรนด์ต่าง ๆ และการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับทุกคน เรียกได้ว่า Smiley เป็นมากกว่าไอคอน,แบรนด์ หรือไลฟ์สไตล์ เพราะ Smiley คือจิตวิญญาณและปรัชญา รวมถึงเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงพลังงานบวกที่ได้จากรอยยิ้มด้วยเช่นกัน


‘เบสไลน์’ แอปพลิเคชั่นที่ทำให้การออกกำลังกายสนุกและได้ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น!

เบส (BASE) เจ้าของรางวัลฟิตเนสที่ดีที่สุดในประเทศไทย 2021 จากงานประกาศรางวัลระดับภูมิภาคอย่าง ‘Fitness Best’ เปิดตัวแอปพลิเคชัน เบสไลน์® (BASELINE®) อย่างเป็นทางการ โดยเทคโนโลยีนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการออกกำลังกายแบบกลุ่มในภูมิภาคเอเชีย

เบสไลน์® ช่วยบันทึกพัฒนาการในด้านคาร์ดิโอ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจากการยกเวท รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่ว่าจะเป็นมวลกล้ามเนื้อและไขมัน นอกเหนือจากเทคโนโลยีแล้ว ยังเป็นประสบการณ์การออกกำลังกายแบบกลุ่มที่ไม่เหมือนที่ไหน อีกทั้งการโค้ชชิ่งระดับตัวต่อตัว รวมไปถึงบรรยากาศที่จะทำให้คุณมีความสุขกับการออกกำลังกายกว่าที่เคย

ผู้เข้าใช้บริการจะใส่ผลลัพธ์จากการออกกำลังกายแต่ละโปรแกรมลงไปในแท็บเล็ต คะแนนดังกล่าวจะถูกแสดงผลบนจอในสตูดิโอ โค้ชของเบสจะสามารถเข้าถึงข้อมูลการออกกำลังกายและระดับฟิตเนสของสมาชิกได้ด้วยรายละเอียดของสถิติเหล่านี้เอง ทำให้โค้ชสามารถฝึกสอนและให้คำแนะนำแก่ผู้ออกกำลังกายได้อย่างตรงจุดไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ระดับใดก็ตาม

แอปพลิเคชันเบสไลน์® ได้เพิ่มโซเชียลฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนคนออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นระหว่างสมาชิกหรือกับโค้ชของเบส โดยฟีเจอร์นี้สมาชิกสามารถจองคลาสเดียวกับเพื่อน เพิ่มเพื่อน และรับการแจ้งเตือนหากเพื่อนได้คะแนนสูงสุดใหม่ในแต่ละโปรแกรม ทำให้สมาชิกและโค้ชสามารถบรรลุเป้าหมายการออกกำลังกายร่วมกันได้

“มันเป็นสิ่งที่เยี่ยมมากที่สมาชิกของเรากล่าวถึงเบสไลน์ว่าเป็นเหมือน ‘เฟซบุ๊กแห่งฟิตเนส’ ตั้งแต่เริ่มเพิ่มฟีเจอร์ที่ทำให้ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างง่ายดาย พวกเราทุกคนทราบดีว่าการมีเพื่อนร่วมกันออกกำลังกายจะทำให้เรารู้สึกสนุกไปกับประสบการณ์การดูแลสุขภาพได้มากยิ่งขึ้น และส่วนใหญ่จะให้ผลดีกว่าเพราะเราสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า เทคโนโลยีของเราช่วยให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุกและน่าติดตาม สิ่งนี้ทำให้สมาชิกของเราสามารถออกกำลังกายได้อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งท้ายที่สุดแล้วหมายความว่าสมาชิกของเราจะได้ผลลัพธ์จากการออกกำลังกาย และมีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีปัญหาเรื่องแรงบันดาลใจหรือวินัย เบสไลน์จะเป็นตัวช่วยที่ยอดเยี่ยมให้คุณสามารถออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอ” แจค ธอมัส ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเบส (Jack Thomas, founder and CEO of BASE) กล่าว

ทั้งนี้ เบสเพิ่งได้จับมือร่วมกับกับมายโซน (MyZone) แบรนด์สายวัดชีพจรชั้นนำระดับโลก โดยการร่วมกันครั้งนี้เบสมุ่งหวังที่จะพัฒนาประสบการณ์การออกกำลังกายของสมาชิกให้ได้เห็นถึงข้อมูล มุมและองศาต่างๆ ในการออกกำลังกายของสมาชิกมากขึ้น ‘มายโซน’ เป็นอุปกรณ์ที่ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ไม่ว่าจะเป็นชีพจร พลังงานที่เผาผลาญไป หรือแม้แต่เปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นของการฝึกในช่วงนั้น ๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นส่วนเติมเต็มให้เบสไลน์ช่วยมอบข้อมูลด้านฟิตเนสแก่สมาชิกของเราได้ครบทุกแง่มุม

เบส มีแผนสำคัญต่อไปในอนาคตที่จะรวมเบสไลน์เข้ากับเทคโนโลยีในการวัดชีพจร ทำให้สมาชิกสามารถเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและฟิตเนสของตัวเองผ่านเบสไลน์ได้ง่ายกว่าเดิม รวมไปถึงเป็นใบเบิกทางในการก้าวเข้าสู่ตลาดฟิตเนสอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียอีกด้วย


Privacy Preference Center