‘THE KTM RIDERS ACADEMY’ ความรู้คู่ความมันส์แห่งแรกในทวีปเอเชีย!

KTM ประกาศเปิดคอร์สการฝึกอบรม ‘KTM RIDERS ACADEMY’ ในทวีปเอเชียเป็นครั้งแรก โดยมีจุดประสงค์ในการส่งเสริมการขับขี่รถจักรยานยนต์ในรูปแบบ Off-Road เพื่อเสริมทักษะทางด้านการขับขี่และสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่น่าจดจำโดย หลักสูตร KTM RIDERS ACADEMY นำเสนอหลักสูตรการฝึกอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการขับขี่แบบ Off-Road ด้วยโปรแกรมแบบวันเดียวและแบบต่อเนื่อง เหมาะสำหรับนักบิดทุกระดับ ตั้งแต่มือใหม่จนถึงนักขี่ที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนที่ต้องการฝึกฝนความสามารถในการขับขี่เพิ่มยิ่งขึ้น โดยหลักสูตรดังกล่าวจะนำเสนอการฝึกสอน รถจักรยานยนต์ในรูปแบบ Enduro เครื่องยนต์ Single cylinder รวมไปถึงรถจักรยานยนต์ในรูปแบบ Multi-cylinder ขนาดความจุใหญ่ขึ้นที่เน้นสำหรับการใช้เดินทางไกล

KTM มีความเชี่ยวชาญที่ไม่มีใครเทียบได้ในโลกแห่ง Off-Road “เราคือผู้นำทางด้านการแข่งขันทางฝุ่นทั่วโลก” ดังนั้น KTM RIDERS ACADEMY จึงถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดในแง่ของการแบ่งปันความสุขของกีฬาประเภทนี้ให้กับผู้คนมากที่สุด ท่ามกลางธรรมชาติอันเขียวชอุ่มของเกาะภูเก็ต ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ครูฝึก 14 คน จาก 6 ประเทศได้สำเร็จการฝึกอบรมภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติภายใต้หลักสูตร KTM Master Trainers จากยุโรป โดยครูฝึกที่เข้าร่วมนั้นมาจากหลากหลายประเทศ อาทิ เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ โดยครูฝึกแต่ละท่านจะได้รับการคัดเลือกจากประสบการณ์การขับขี่ที่โดดเด่น ประสบการณ์การฝึกสอนก่อนหน้านี้ ความเป็นมืออาชีพและทัศนคติที่ดี โดยครูฝึกที่สำเร็จการศึกษาจะกลายเป็นผู้นำโปรแกรมการฝึกอบรมในประเทศของตน

KTM OFFROAD INSTRUCTORS รุ่นแรกได้รับการฝึกอบรมในทุกแง่มุมที่ครอบคลุมการดำเนินงานสำหรับโรงเรียนสอนขี่จักรยานยนต์ระดับพรีเมียม ซึ่งรวมไปถึงภาคทฤษฎี การฝึกเทคนิคการขับขี่ วิธีการฝึกสอนและยึดหลักความปลอดภัยหลักสูตรนี้ได้รับการพัฒนาโดยอาจารย์ผู้สอนของ KTM ที่ผ่านการรับรองทางด้านการศึกษากายวิภาคศาสตร์การกีฬา มีประสบการณ์ในการแข่งจักรยานยนต์เพื่อการแข่งขันระดับสูงและมีภูมิหลังการฝึกสอนที่มากมาย มั่นใจได้ว่าโปรแกรมนี้จะมอบทั้งการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่น่าจดจำสำหรับผู้เข้าร่วมฝึกฝนทักษะโดยผู้ที่สนใจ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรุ่นรถและราคาที่มีจำหน่ายได้ที่เว็บไซต์ www.ktm.com

มร.ลูก้า มาร์ติน ซีอีโอของ KTM ASIA กล่าวว่า: “KTM มุ่งมั่นที่จะเติบโตในกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ Off-Road ในเอเชียเราเชื่อว่า การขับขี่มอเตอร์ไซค์แบบ Off-Road เป็นกีฬาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างแท้จริงซึ่งจะนำพาผู้คนมาพบกับความสนุกสนานกลางแจ้งไม่รู้จบ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการท้าทายขีดจำกัดของผู้ขับขี่และเริ่มต้นการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น ด้วย KTM RIDERS ACADEMY ตอนนี้ใครๆ ก็สามารถเข้าสู่โลกมหัศจรรย์นี้ได้อย่างปลอดภัยทั้งหมดและเริ่มสร้างความทรงจำตลอดชีวิตหลายประเทศในเอเชียมีภูมิประเทศที่เป็นธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ เราตั้งตารอที่จะแบ่งปันความหลงใหลและไลฟ์สไตล์เช่นนี้กับผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ”

โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ทาง KTM Thailand ได้เชิญแขกผู้มีเกียรติสื่อชั้นนำและผู้แทนจำหน่าย KTM ในประเทศไทย เข้าร่วมการฝึกอบรม อาทิ คุณพีระ เลาหกานต์นิยม กรรมการผู้จัดการ Touratech ประเทศไทย, คุณไบ๋-ดวงทิวา บินกำมาลี และคุณเอก-เฉลิมพล เทียนมณี จากร้าน Dirtshop Thailand สื่อชั้นนำจาก Over Ride, Just Ride It, Mocyc.com, คุณแอนนี่-ปริศนา ปัญญาศิรินุกูล, คุณซูซาน-ซูซันเน่อ วิทซเค่อ ศิวะศรี รวมถึงผู้บริหารของทางผู้แทนจำหน่าย KTM ในประเทศไทย อาทิเช่น บริษัท ธนพร เซลส์แอนด์เซอร์วิส จำกัด จ.ชลบุรี, บริษัท ศิริชัยมอเตอร์เซลส์ จำกัด จ.ลพบุรี, บริษัท มอเตอร์ วิลล์ จำกัด จ.กรุงเทพฯ และ จ.ประจวบคีรีขันธ์ (หัวหิน), บริษัท ธนาสิทธิ์ ดิสทริบิวชั่น จำกัด จ.ขอนแก่น และ บริษัท ไลฟ์ สไตล์ ออโต้ จำกัด จ.ภูเก็ต

โดยมีเทรนเนอร์ระดับ FIM License (Federal Motorsports Coach MX Enduro) จาก KTM นั่นก็คือ Mr.Jordy Manzoni และ Mr.Amione Dal Pozzo มาสอนเทคนิคในการควบคุมรถ Enduro และ Adventure ซึ่งการมาในครั้งนี้ของพวกเขาทั้งสองเพื่อภารกิจในการสร้างครูฝึก KTM ให้กับประเทศต่างๆ ในแถบเอเชีย เพื่อมอบทักษะและการขับขี่ชั้นสูงให้กับลูกค้าที่ชื่นชอบและสนใจการขับขี่จักรยานยนต์ทางฝุ่นแบบไร้ขีดจำกัดอีกด้วย

สำหรับท่านที่สนใจเข้าร่วมอบรม KTM RIDERS ACADEMY และเป็นเจ้าของรถ KTM สามารถชมสัมผัสและติดต่อเข้าร่วมการฝึกอบรมได้ที่โชว์รูม KTM Flagship ลาดพร้าวซอย 122 และร้านผู้แทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์ KTM ทั่วประเทศ

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่แผนกประชาสัมพันธ์หมายเลข 02 123 3888

ดูรายละเอียดร้านผู้แทนจำหน่าย vroomthailand.com


ร่วมค้นหา 3 นักกอล์ฟสมัครเล่นจาก 2300 คนไปแข่งรายการระดับโลก BMW Golf Cup

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย นำโดย มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ BMW Golf Cup 2021-2022 รอบคัดเลือก ณ สนามนิกันติ กอล์ฟ คลับ นครปฐม โดยมีนักกอล์ฟสมัครเล่นรวมกว่า 2300 คนทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันเพื่อเป็นหนึ่งใน 114 คนที่จะผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ก่อนจะคัดเลือกเหลือเพียง 3 ท่านเท่านั้นที่จะได้รับเกียรติเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับโลกต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในปี 2023

สำหรับรายการ BMW Golf Cup 2021-2022 รอบคัดเลือกนี้จัดขึ้นตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 รวม 19 ทัวร์นาเมนต์ และยังคงเหลืออีก 3 รายการ ที่พัทยา ภูเก็ต และหาดใหญ่ โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 16 มีนาคม 2022 นี้

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยูยังคงเดินหน้าเชิญชวนผู้สมัครเข้าร่วมสมทบทุนเพื่อการกุศลอย่างต่อเนื่อง โดย
รายได้ส่วนหนึ่งจากการแข่งขัน BMW Golf Cup 2021-2022 จะถูกนำไปสมทบทุนให้แก่มูลนิธิแคร์ฟอร์วอเตอร์และมูลนิธิชัยพัฒนาเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ร่วมเป็นกำลังใจให้นักกอล์ฟมือสมัครเล่นบนเส้นทางสู่รอบชิงชนะเลิศ พร้อมรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแข่งขัน BMW Golf Cup 2021-2022 ได้ที่เว็บไซต์ www.bmw.co.th


ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจนใหม่ที่สุดในรุ่นหาใครเทียบได้!

ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี เผยโฉม ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์เจเนอเรชันใหม่ ครั้งแรกอย่างเป็นทางการ โดยรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงรุ่นที่สอง ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อพร้อมตะลุยทะเลทราย พิชิตภูเขาสูงชัน และทุกสภาพเส้นทางหฤโหดยิ่งกว่าเดิม พร้อมสร้างมาตรฐานใหม่ในตลาดรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงเพื่อผู้หลงใหลการขับขี่ออฟโรดตัวจริง

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการพัฒนาโดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ให้เป็นที่สุดแห่งรถกระบะออฟโรดที่ทรงพลังที่สุดในตระกูลเรนเจอร์ กระบะคันนี้จะมาพร้อมความเร็วที่เพิ่มขึ้น รูปโฉมที่สะดุดตา และอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ใหม่มากมาย จึงเรียกได้ว่าเป็นรถกระบะเกิดมาแกร่งที่สมบุกสมบันที่สุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนา

สำหรับแฟนรถสมรรถนะสูง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ใหม่จะมากับเครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เทอร์โบคู่ ที่มอบกำลังสูงสุดถึง 397 PS ที่ 5,650 รอบต่อนาที และแรงบิด 583 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 2.0 ลิตรจะยังคงมีอยู่ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ที่จะวางจำหน่ายในปี พ.ศ. 2566 รายละเอียดรถสำหรับแต่ละประเทศจะแจ้งเมื่อใกล้ถึงกำหนดการเปิดตัวi

เครื่องยนต์เบนซิน 3.0 ลิตร EcoBoost V6 เทอร์โบคู่ ใช้เสื้อสูบกราไฟต์ที่มีขนาดกะทัดรัด เมื่อเทียบกับเสื้อสูบเหล็กหล่อทั่วไปจะมีความแข็งแรงมากกว่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ และทนทานกว่าถึง 75 เปอร์เซ็นต์ โดยทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ ได้ออกแบบเพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองกับการเร่งความเร็วได้อย่างฉับไว พร้อมระบบป้องกันการรอรอบแบบที่ใช้ในรถแข่งเพื่อมอบอัตราเร่งทันใจ

ระบบป้องกันการรอรอบ (Anti-Lag System – ALS) เป็นส่วนหนึ่งของโหมดบาฮาii ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะรักษาการหมุนของเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่ความเร็วสูงต่อไปอีกถึง 3 วินาที หลังจากผู้ขับขี่ปล่อยคันเร่ง รถจึงคืนความเร็วได้ทันใจขณะเร่งออกจากทางโค้ง หรือระหว่างการเปลี่ยนเกียร์

เครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่จะทำงานคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด ซึ่งเกียร์แต่ละสปีดได้รับการตั้งค่าเฉพาะตัวแตกต่างกัน ทำให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมเอาชนะทุกเส้นทางหฤโหด ไม่ว่าจะเป็นกรวด ดินลูกรัง โคลน หรือทราย และด้วยระบบท่อไอเสียควบคุมไฟฟ้าพร้อมโหมดปรับเสียงให้เลือกได้ถึง 4 โหมด (โหมดเงียบ โหมดปกติ โหมดสปอร์ต และโหมดบาฮาii) ผู้ขับขี่จึงปรับระดับความดังเสียงท่อไอเสียของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ให้มีความนุ่มนวลไปจนถึงเสียงกระหึ่มเร้าอารมณ์ได้ตามต้องการ

ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับความดังของท่อไอเสียได้เพียงกดปุ่มบนพวงมาลัย หรือเลือกโหมดการขับขี่ดังต่อไปนี้

  • โหมดเงียบ – ออกแบบมาเพื่อตั้งค่าให้ท่อไอเสียเงียบมากกว่าการอวดสมรรถนะ เหมาะสำหรับการสตาร์ทรถตอนเช้าตรู่ เพื่อลดเสียงรบกวนเพื่อนบ้านหรือผู้คนในชุมชน
  • โหมดปกติ – สำหรับใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ด้วยเสียงเครื่องยนต์ที่ไม่ดังเกินไปสำหรับการขับบนท้องถนน โดยจะเป็นค่าเริ่มต้นกับการขับขี่โหมดปกติ โหมดถนนลื่น โหมดโคลน และโหมดหิน
  • โหมดสปอร์ต – มอบเสียงดังกระหึ่มขึ้น เมื่อต้องการเพิ่มความตื่นเต้นเร้าใจยิ่งขึ้น
  • โหมดบาฮา – โหมดเสียงที่อวดความแรงสูงสุดทั้งความดังและความทุ้ม เสมือนระบบต่อตรงออกแบบมาสำหรับการขับขี่ออฟโรดเท่านั้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ใช้แชสซีอันเป็นเอกลักษณ์แตกต่างจาก ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดยเพิ่มการประกอบและอุปกรณ์เสริมมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสาซี กระบะท้าย ล้ออะไหล่ ไปจนถึงโครงรถแบบพิเศษที่พร้อมรองรับแรงกระแทกจากกันชน ขายึดโช้ค และฐานยึดโช้คหลัง ทั้งหมดนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมตะลุยเส้นทางออฟโรดสุดแสนหฤโหด

รถออฟโรดสมรรถนะสูงอย่าง ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ต้องใช้ช่วงล่างที่แกร่งเพียงพอ ช่วงล่างของรุ่นนี้จึงได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมด ด้วยปีกนกบนและล่างใหม่ที่ทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรง แต่มีน้ำหนักเบา รวมถึงระบบกันสั่นสะเทือนที่มีระยะยืดยุบสูง พร้อมวัตต์ลิงก์ด้านหลังที่พัฒนามาเพื่อให้เจ้าของรถขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนถนนขรุขระได้อย่างมั่นใจ

ระบบช่วงล่างใหม่ของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ใช้โช้คแบบ Live Valve ของ FOX ระบบช่วงล่างของรถปรับได้แบบเรียลไทม์เพื่อประสบการณ์การขับขี่ทางเรียบที่เหนือระดับ ในขณะที่ยังสามารถซับแรงกระแทกจากพื้นผิวขรุขระและทางลูกรังในการขับขี่แบบออฟโรดได้อย่างง่ายดาย ช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น

องค์ประกอบสำคัญของรถที่ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกจากลูกกระโดดและหลุมบ่อ คือระบบกันสะเทือน FOX แบบไลฟ์ วาล์ว Internal Bypass ขนาด 2.5 นิ้ว ที่ควบคุมด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยช่วยลดการสะเทือนตามการเคลื่อนไหวของรถ นับว่าได้ว่าระบบกันสะเทือนนี้ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยใช้ในฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ นอกจากนี้ ฟอร์ดยังเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นผสม Teflon™ ที่ลดการเสียดสีลงได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ รุ่นก่อนหน้านี้

ขณะที่ส่วนฮาร์ดแวร์ผลิตโดย FOX แต่ทีมฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ คือผู้รับหน้าที่ปรับจูนและพัฒนาโช้คอัพรุ่นนี้โดยผสมผสานการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในงานด้านวิศวกรรม (Computer-Aided Engineering หรือ CAE) และการทดสอบรถในสถานการณ์จริง ตั้งแต่การปรับการทำงานของสปริงไปจนถึงการกำหนดความสูง การปรับแต่งวาล์ว และการออกแบบระดับการยืด-หดของโช้ค เพื่อสร้างความสมดุลที่สมบูรณ์แบบที่สุด มอบทั้งความสะดวกสบาย การควบคุมรถ ความมั่นคง และการยึดเกาะถนนทั้งบนทางเรียบและเส้นทางออฟโรด

ระบบช่วงล่างแบบ ไลฟ์ วาล์ว Internal Bypass ยังได้รับการปรับแต่งให้มอบความสบายบนทางเรียบ และประสิทธิภาพการขับขี่ออฟโรดทั้งแบบความเร็วสูงและความเร็วต่ำได้ โดยทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่ใหม่iii ที่ผู้ขับขี่เลือกได้เอง นอกจากการทำงานร่วมกับโหมดการขับขี่ต่างๆ แล้ว ระบบดังกล่าวยังเตรียมความพร้อมให้ตัวรถในการตะลุยพื้นที่ได้หลากหลาย โดยเมื่อโช้คได้รับแรงกด ระบบบายพาสจะทำงานเพื่อตอบสนองและช่วยซับแรงได้อย่างพอเหมาะ และผลักแรงกลับไปเมื่อโช้คมีการคืนตัวเต็มที่

ระบบป้องกันการหดตัวค้าง (Bottom-Out Control) ของ FOX ที่ได้รับการพิสูจน์จากสนามแข่งช่วยสร้างแรงหน่วงสูงสุดในระยะ 25 เปอร์เซ็นต์สุดท้ายของการหดตัว เพื่อป้องกันไม่ให้โช้คค้าง ในทำนองเดียวกัน ระบบดังกล่าวยังช่วยชะลอการหดตัวของโช้คหลัง เพื่อไม่ให้รถกระแทกแรงเกินไปขณะเร่งความเร็ว เพิ่มความมั่นคงในการขับขี่มากขึ้น เมื่อระบบกันสะเทือนสร้างแรงหน่วงในปริมาณที่พอเหมาะในทุกการเคลื่อนไหวของรถ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จึงยึดเกาะพื้นผิวได้ดีทั้งบนถนน และเส้นทางสมบุกสมบัน

สมรรถนะในการฟันฝ่าเส้นทางที่ท้าทายของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาจากการติดตั้งแผ่นกันกระแทกใต้ท้องรถที่มีขนาดใหญ่เกือบ 2 เท่าของขนาดปกติที่ใช้กับฟอร์ด เรนเจอร์ อีกทั้งยังทำขึ้นจากเหล็กเหล็กที่มีความแข็งแรงหนา 2.3 มิลลิเมตร เมื่อประกอบเข้ากับแผ่นปิดใต้เครื่องยนต์และชุดเกียร์จึงช่วยปกป้องชิ้นส่วนสำคัญ อาทิ หม้อน้ำ ระบบบังคับเลี้ยว คานด้านหน้า อ่างน้ำมันเครื่อง และชุดเฟืองได้ดีเยี่ยม

ตะขอลากจูงคู่หน้าและหลังทำให้รถพร้อมลุยในเส้นทางออฟโรดทุกสถานการณ์ ให้ผู้ขับขี่เลือกใช้ตะขอใดตะขอหนึ่งเป็นจุดยึดสายลากจูงได้ ในกรณีที่ตะขออีกด้านเข้าถึงได้ยาก ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสมดุลด้วยการใช้สายลากจูงสองเส้นเพื่อดึงรถขึ้นจากหลุมทรายลึกหรือหล่มโคลนได้

นับเป็นครั้งแรกที่ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาพร้อมระบบการขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะแบบตลอดเวลา โดยใช้ระบบเกียร์ไฟฟ้าใหม่ที่ปรับได้ 2 ระดับ และยังมาพร้อมระบบควบคุมเฟืองท้ายคู่หน้าและหลัง แบบ locking differentials ครั้งแรก นับเป็นคุณสมบัติที่ตอบโจทย์คอออฟโรดตัวจริง

สิ่งที่ช่วยให้ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมลุยทุกสภาพพื้นผิว ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ เส้นทางโคลนหรือทางลูกรัง คือโหมดการขับขี่เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย รวมไปถึงโหมดขับขี่ความเร็วสูงบนทางออฟโรดอย่าง ‘โหมดบาฮาii’ ซึ่งระบบไฟฟ้าทั้งหมดปรับให้มีประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด

โหมดบาฮาถือเป็นหัวใจสำคัญโหมดการขับขี่แต่ละโหมดii จะควบคุมการตั้งค่าการทำงานส่วนต่างๆ ของรถโดยละเอียด ตั้งแต่เครื่องยนต์ เกียร์ ความไวในการใช้ระบบเบรกอัตโนมัติ (ABS) การประมวลผล การยึดเกาะถนน ความมั่นคง ระบบท่อไอเสีย พวงมาลัย การตอบสนองต่อการเร่งเครื่อง ไปจนถึงการแสดงผลบนแผงหน้าปัดรถยนต์ และจอทัชสกรีน นอกจากนั้น สีของแผงหน้าปัดยังปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการขับขี่แต่ละโหมดอีกด้วย

โหมดการขับขี่ทางเรียบ

  • โหมดปกติ – ออกแบบมาเพื่อความสบาย ประหยัดเชื้อเพลิง และขับขี่สะดวก
  • โหมดสปอร์ต – ออกแบบมาให้ตอบสนองไวขึ้นสำหรับการขับขี่บนถนนอย่างสนุกสนาน
  • โหมดทางลื่น – ออกแบบมาให้ผู้ขับมีความมั่นใจในการขับขี่บนถนนลื่นหรือพื้นถนนที่ไม่สม่ำเสมอ

โหมดการขับขี่ออฟโรด

  • โหมดหิน – มอบการยึดเกาะและการทรงตัวที่เหนือชั้นบนพื้นผิวที่ลื่นไถลได้ง่าย
  • โหมดทราย – สำหรับใช้ขับบนพื้นทรายหรือหิมะ เพิ่มประสิทธิภาพการส่งกำลังและการเปลี่ยนเกียร์
  • โหมดโคลน – เพิ่มศักยภาพในการยึดเกาะขณะออกตัว และรักษาการทรงตัวของรถ
  • โหมดบาฮา – เปลี่ยนเข้าสู่การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเต็มสมรรถนะ โดยปรับทุกระบบให้พร้อมสำหรับการลุย

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังมาพร้อมระบบควบคุมความเร็วสำหรับการขับขี่ออฟโรด (Trail Control™) ทำหน้าที่เสมือนระบบรักษาระยะห่างอัตโนมัติสำหรับการขับขี่ออฟโรด ผู้ขับขี่สามารถเลือกความเร็ว (ไม่เกิน 32 กิโลเมตร/ชั่วโมง) รถจะควบคุมการเร่งความเร็วและการเบรก ผู้ขับขี่เพียงจดจ่อกับการบังคับควบคุมพวงมาลัยเพื่อฝ่าเส้นทางสุดท้าทายได้ง่ายขึ้น

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ได้รับการออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกดุดัน สมกับสมรรถนะที่ได้รับการยกระดับไปอีกขั้น ทั้งซุ้มล้อที่ใหญ่ขึ้นเพิ่มความกว้างของรถ ไฟหน้าใหม่รูปตัว C อันเป็นดีเอ็นเอของรถกระบะฟอร์ด ตัวอักษร F-O-R-D ขนาดใหญ่บนกระจังหน้า และกันชนที่เป็นอิสระจากกระจังหน้า

ไฟหน้าแบบเมทริกซ์ แอลอีดี พร้อมไฟส่องสว่างเวลากลางวัน (Day-time running lights) แบบแอลอีดีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการส่องสว่างขึ้นอีกระดับ โดดเด่นด้วยไฟเลี้ยวแบบไดนามิก ไฟสูงแบบตัดแสงและการปรับระดับแสงแบบอัตโนมัติเพื่อให้แสงสว่างที่ปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ รวมถึงผู้สัญจรที่ขับสวนทาง

ล้ออัลลอยใหม่ขนาด 17 นิ้ว มาพร้อมยางออลเทอร์เรน BFGoodrich® KO2® ให้ความเท่และดุดันภายใต้ซุ้มล้อที่สะดุดตา ช่องลมข้างบังโคลนนอกจากความสวยงามและยังมีประโยชน์ด้านอากาศพลศาสตร์เช่นเดียวกับการออกแบบพื้นผิวทั้งหมด บันไดข้างดีไซน์ใหม่ทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรง ช่วยเสริมรูปลักษณ์และฟังก์ชันการใช้งานให้กับรถ ส่วนด้านหลังใช้ไฟท้ายแบบแอลอีดีกลมกลืนกับไฟหน้า กันชนหลังสีเทาเข้มมีบันไดเหยียบเพื่อขึ้นกระบะท้าย และชุดลากในตัวที่ติดตั้งในตำแหน่งสูงเพื่อเพิ่มมุมจาก โดยรายละเอียดของอุปกรณ์แตกต่างกันไปในแต่ละตลาด

การออกแบบภายในยังคงสื่อถึงพลังและความดุดันของการเป็นออฟโรดสมรรถนะสูงเช่นเดียวกับการออกแบบตัวถังภายนอก ห้องโดยสารได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดโดยใช้เบาะที่นั่งแบบสปอร์ต ทั้งเบาะหน้าและหลัง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องบินรบ มอบทั้งความสบายและกระชับแม้รถวิ่งด้วยความเร็วบนทางโค้ง

การตกแต่งรายละเอียดด้วยสีส้ม ‘โค้ด ออเรนจ์’ บนแผงหน้าปัด การตัดขอบชิ้นส่วนหลักๆ ในห้องโดยสาร รวมถึงบนเบาะที่นั่งแบบสปอร์ต ดูโดดเด่นยิ่งขึ้นอีกเมื่อเปิดไฟส่องสว่างสีอำพันอบอุ่นภายในห้องโดยสาร เสริมความหรูหราอีกขั้นด้วยพวงมาลัยหนังเกรดพรีเมียมจับกระชับมือพร้อมแถบบอกตำแหน่งองศาพวงมาลัยหรือ On- centre mark และแป้นแพดเดิลชิฟต์เคลือบแมกนีเซียม

ห้องโดยสารของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ทำงานด้วยระบบดิจิทัลทั้งหมด ด้วยแผงหน้าปัดความชัดเจนสูงขนาด 12.4 นิ้ว และหน้าจอแบบสัมผัสตรงกลางขนาด 12 นิ้ว แสดงผลการเชื่อมต่อและระบบความบันเทิงผ่านระบบสั่งงานด้วยเสียง SYNC 4A®  รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ระบบเสียง Bang & Olufsen®iiii 8 ตำแหน่ง มอบประสบการณ์เสียงเหนือระดับระหว่างการผจญภัยครั้งใหม่

ต้นกำเนิดของชื่อฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ มาจากทวีปอเมริกาเหนือ โดยวิศวกรฟอร์ดใช้กับรถกระบะสมรรถนะสูงหลายรุ่น เริ่มจากฟอร์ด F-150 SVT แร็พเตอร์ ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งได้รับการยกระดับให้มีสมรรถนะในการขับขี่ออฟโรดความเร็วสูง ฟอร์ดให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางด้านวิศวกรรมของระบบช่วงล่าง ยางออลเทอร์เรน และระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ

ใน พ.ศ. 2561 สมาชิกใหม่ของตระกูลฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เปิดตัวสู่สาธารณชน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ทำให้แบรนด์ฟอร์ด เพอร์ฟอร์แมนซ์ เป็นที่รู้จักในลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เป็นเจ้าของรถกระบะออฟโรดตัวจริงทั่วโลก ด้วยการนำชื่อของฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ออกสู่ตลาดในประเทศต่างๆ ครั้งแรก

ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ ยังสืบทอดดีเอ็นเอของการเป็นยานพาหนะที่รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ด้วยสมรรถนะเหนือชั้นที่ไม่เคยมีในตลาดรถกระบะขนาดกลางมาก่อน ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะเป็นรถกระบะที่ขับสนุกเร้าใจแน่นอน

**********

หมายเหตุ

i รายละเอียดของรถอาจแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ รายละเอียดเฉพาะสำหรับแต่ละประเทศจะมีการแจ้งให้ทราบก่อนการเปิดตัว

ii โหมดบาฮาใช้สำหรับการขับขี่ออฟโรดเท่านั้น

iii ล้อบีดล็อกเป็นชุดแต่งเพิ่มเติม และมีจำหน่ายเฉพาะในประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

iv เทคโนโลยีช่วยขับขี่อัจฉริยะเป็นเพียงเทคโนโลยีเสริมช่วยผู้ขับขี่เท่านั้น และไม่สามารถทดแทนสมาธิ การตัดสินใจ และการควบคุมรถของผู้ขับขี่ได้ โปรดศึกษารายละเอียดและข้อจำกัดต่างๆ จากคู่มือผู้ใช้รถ

v การใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ บนระบบ SYNC® 4A อาจไม่รองรับการทำงานบนโทรศัพท์บางรุ่น 

vi BANG & OLUFSEN© 2022 และ B&O© 2022 โดย BANG & OLUFSEN™ และ B&O™ จดทะเบียนภายใต้เครื่องหมายการค้าของ Bang & Olufsen Group สงวนลิขสิทธิ์โดย Harman Becker Automotive Systems Manufacturing Kft


‘มินิ ประเทศไทย’ จับมือ ‘ฮ้อปคาร์’ ยกระดับการเดินทางแบบคาร์ แชร์ริ่ง ด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%

มินิ ประเทศไทย ร่วมกระตุ้นการตอบรับบริการคาร์ แชร์ริ่งของรถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกยอดนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ด้วยการส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้ามินิ คูเปอร์ เอสอี เพิ่มเติมแก่ฮ้อปคาร์ ผู้ให้บริการคาร์ แชร์ริ่งผ่านแอปพลิเคชั่นฮ้อป (HAUP) ที่จะมาตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์รูปแบบใหม่ของคนเมือง นอกจากนั้น ยังเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการเป็นพันธมิตรธุรกิจร่วมกันระหว่างมินิ ประเทศไทย และฮ้อปคาร์ ในการขับเคลื่อนยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อเป้าหมายด้านความยั่งยืน และส่งเสริมแนวคิดการเดินทางและขนส่งอัจฉริยะ (Smart Mobility) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย แฟน ๆ มินิในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถจองใช้งาน มินิ คูเปอร์ เอสอี ได้ที่แอปพลิเคชั่น HAUP ที่พร้อมให้บริการรับ-ส่ง ณ จุดรับบริการต่าง ๆ ในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็น Ari Hills พหลโยธิน, ธนภูมิ ทาวเวอร์ และโอ๊ควูด สวีท กรุงเทพ

“นับเป็นอีกก้าวย่างที่สำคัญของมินิ ประเทศไทย ที่เราจะได้มีส่วนร่วมผลักดันแนวคิดการเดินทางภายในเมืองแห่งอนาคตที่สะอาดและปลอดมลพิษ ซึ่งมาพร้อมกับนวัตกรรมด้านยนตรกรรมอันยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกับมินิ คูเปอร์ เอสอี มินิพลังงานไฟฟ้า 100% เราพร้อมที่จะส่งมอบทางเลือกในการเดินทางที่สะดวกสบายเหนือระดับ และเปี่ยมด้วยสมรรถนะแห่งการขับขี่กับบริการรถเช่าระยะสั้นผ่านแอปพลิเคชั่น HAUP ที่ใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย ตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเป็นการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้ากลุ่มคนเมืองรุ่นใหม่ที่มองหาทางเลือกของการเดินทางที่แตกต่าง สะดวก สะอาด และปลอดภัยในระยะทางใกล้ ๆ” คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย กล่าว

“เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ มินิ ประเทศไทย สร้างสังคมที่สะอาดและยั่งยืนด้วยการนำเสนอบริการที่ตอบรับกับการเดินทางในแบบวิถีชีวิตใหม่ จากการเก็บข้อมูลลูกค้าผู้ใช้บริการคาร์ แชร์ริ่งในช่วงที่ผ่านมา พบว่ายอดการจองรถยนต์ไฟฟ้าในปี 2564 เพิ่มขึ้นถึง 300% สะท้อนให้เห็นเทรนด์การใช้งานที่พัฒนาขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบรับทางเลือกการเดินทางในเมืองที่หลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้ เราเชื่อมั่นว่าการส่งมอบรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอสอี จะช่วยผลักดันการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศให้มากยิ่งขึ้น ปูทางไปสู่การพัฒนาเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้ในอนาคต สอดคล้องกับเศรษฐกิจรูปแบบใหม่จากการประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสนับสนุนความเป็นอยู่ที่ดีของผู้คน” คุณกฤษฏิ์ วิชัยวัฒนาพาณิชย์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ก่อตั้ง บริษัท ฮ้อปคาร์ จำกัด กล่าว

มินิ คูเปอร์ เอสอี เป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% จากมินิรุ่นแรก มอเตอร์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ล่าสุดที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปพัฒนาขึ้น ส่งพละกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร ความเร็ว 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภายใน 7.3 วินาที มินิ คูเปอร์ เอสอี ทำความเร็วสูงสุดได้ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนในการวิ่งได้ระยะทางสูงสุดราว 203 – 234 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน WLTP) ระบบส่งกำลังและวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่ควบคุมการจ่ายพลังงานไฟฟ้าไปยังระบบต่าง ๆ ของมินิ คูเปอร์ เอสอี จะติดตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของรถในโครงสร้างรูปทรงท่อ ส่วนแบตเตอรี่แรงดันสูงที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาสำหรับมินิ คูเปอร์ เอสอีโดยเฉพาะ ประกอบด้วยเซลล์แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจำนวน 12 โมดูล ติดตั้งในรูปทรงตัว T บริเวณใต้รถ จุพลังงานไฟฟ้ารวม 32.6 กิโลวัตต์ชั่วโมง

ผู้สนใจสัมผัสประสบการณ์การขับรถยนต์ไฟฟ้าแบบพรีเมียมไปกับมินิ คูเปอร์ เอสอี สามารถจองและตรวจสอบรายละเอียดการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น HAUP ตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทางเลือกการใช้งานที่สะดวกสบายแบบรายชั่วโมง รายเดือนแบบสมัครสมาชิก ด้วยอัตราค่าเช่าเริ่มต้นเพียง 799 บาทต่อชั่วโมง หรือ 6,390 บาทต่อวันเท่านั้น* และสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น HAUP ได้ที่ haupkey.page.link/HAUPDownload หรือติดต่อ LINE @haupcar สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการ

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด


ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ฉลองครบรอบ 15 ปี

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 มีนักกอล์ฟที่จะเข้าร่วมทั้งสิ้น 70 คน โดยเป็นนักกอล์ฟจำนวน 56 คนในรายชื่อ LPGA Priority List อาทิ ลิเดีย โค จากนิวซีแลนด์ ผู้ชนะการแข่งขันแอลพีจีเอ 17 รายการ บรู๊ค เฮนเดอร์สัน จากแคนาดา แชมป์รายการ Hugel-Air Premia LA Open 2021 แดเนียล คัง จากสหรัฐฯ แชมป์รายการ Hilton Grand Vacations Tournament of Champions 2022 พร้อมด้วยแชมป์รายการเมเจอร์ ได้แก่ นักกอล์ฟสาวดาวรุ่งชาวไทยอย่าง โปรแพตตี้ปภังกร ธวัชธนกิจ เจ้าของแชมป์รายการ Chevron Championship 2021 ยูกะ ซาโซ่ จากฟิลิปปินส์ แชมป์รายการ US Women’s Open 2021 และ มินจี ลี จากออสเตรเลีย ผู้ชนะจากรายการ The Amundi Evian Championship 2021 รวมถึงกลุ่มผู้ชนะในรายการจากปีก่อน ทั้ง เอมี่ หยาง แชมป์แอลพีจีเอ  4 สมัยโปรเมเอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟไทยคนแรกที่คว้าแชมป์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ปี 2021 ซึ่งจะมาป้องกันแชมป์ในปีนี้  และ จิน ยัง โค จากเกาหลีใต้ เจ้าของตำแหน่ง LPGA Tour Player of the Year และมือวางอันดับ 1 ของโลกในขณะนี้ พร้อมด้วยนักกอล์ฟอีกมากมายที่จะมาร่วมเกมการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ในปีนี้

นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานคณะกรรมการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าพวกเรารอคอยที่จะได้ชมหนึ่งในทัวร์นาเมนต์ที่น่าตื่นเต้นที่สุดอีกครั้ง ในปีนี้ การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ครบรอบ 15 ปี โดยจัดภายใต้แนวคิด Beyond Greatness ตลอดวลาที่ผ่านมา ทัวร์นาเมนต์นี้ได้กลายเป็นเวทีที่สำคัญที่เป็นสนามแข่งที่ได้รับการยอมรับในระดับโลกจากโปรกอล์ฟชั้นนำ และยังเป็นเวทีเปิดตัวนักกอล์ฟเยาวชนดาวรุ่งชาวไทย ให้มีโอกาสแสดงความสามารถให้เป็นที่ประจักษ์แก่วงการกอล์ฟโลก สำหรับปีนี้ เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยจะได้ต้อนรับโปรกอล์ฟสาวดีกรีแชมป์จากทั่วโลก ที่จะมาร่วมโชว์ฝีมืออันยอดเยี่ยม  และที่พิเศษคือ แฟนกอล์ฟชาวไทยจะได้ร่วมเชียร์ทัพนักกอล์ฟสาวไทยที่ตบเท้าเข้าร่วมแข่งขันถึง 12 คน ซึ่งถือว่ามีจำนวนมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ เพื่อร่วมชิงเงินรางวัล อีกทั้ง รางวัลพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟ รถยนต์ฮอนด้า เอชอาร์วี อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่น e:HEV RS ยนตรกรรมสปอร์ตพรีเมียมเอสยูวี มูลค่า 1,179,000 บาท สำหรับผู้ทำโฮลอินวัน พาร์ 3 หลุมที่ 16 ได้เป็นคนแรก ฮอนด้าเชื่อว่าการแข่งขันในปีนี้ จะสามารถสร้างความประทับใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมถึงแฟนกอล์ฟ และเป็นทัวร์นาเมนต์ที่น่าจดจำอีกครั้ง

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ  ไทยแลนด์ ในโอกาสครบรอบ 15 ปี ยังคงมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานวงการกอล์ฟไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายในการส่งเสริมให้ทุกคนสามารถคว้าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ทั้งในและนอกสนามบนแนวทางของตนเอง นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมต่างๆ มากมายเพื่อพัฒนากีฬากอล์ฟ อาทิ การแข่งขันรอบคัดเลือก National Qualifiers ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 18-20 ..ที่ผ่านมา และกิจกรรม Junior Golf Clinic ที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ รวมถึงกิจกรรมช่วยเหลือสังคมที่ได้สานต่ออย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ จะนำรายได้จากการประมูลของที่ระลึกจากนักกีฬา ในกิจกรรม Charity Night บริจาคให้แก่ ศิริราชมูลนิธิ และระดมทุนค่าสมัครจากการแข่งขัน National Qualifiers เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ อาทิ รถเข็น เครื่องผลิตออกซิเจน มอบให้แก่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ตำบลโป่ง จังหวัดชลบุรี

การจัดการแข่งขันในปีนี้ จะดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาและกรมควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัย โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าชมการแข่งขันในสนาม และไม่มีการจำหน่ายบัตรเข้าชมการแข่งขันแก่บุคคลทั่วไป 

นอกจากโปรกอล์ฟชาวต่างชาติ แฟนกอล์ฟชาวไทยยังสามารถติดตามเชียร์และส่งกำลังใจให้โปรกอล์ฟดาวรุ่งสาวไทยอย่างโปรจีนอาฒยา ฐิติกุล, “โปรโมโมรียา จุฑานุกาล และ โปรพราวชเนตตี วรรณแสน ผู้ชนะการแข่งขัน National Qualifiers ต่อเนื่อง 2 ปี รวมถึงนักกอล์ฟไทยที่ได้รับเชิญจากผู้สนับสนุนหลักเพื่อเข้าแข่งขัน ได้แก่ โปรแหวน พรอนงค์ เพชรล้ำโปรว่านจารวี บุญจันทร์ และรีน่า ทาเทมัตสึ (นักกอล์ฟสมัครเล่น) รวมถึงนักกอล์ฟรับเชิญจากต่างประเทศ อาทิ เอมิลี่ พีเดอร์เซน ลูซี ลี ฮินาโกะ ชิบูโนะ และเคทลิน แพพ 

การคว้าแชมป์ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 ปีที่แล้ว ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่เมภูมิใจมากค่ะ เพราะเป็นการแข่งขันในบ้านเกิดของตัวเอง และรู้สึกขอบคุณฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่เป็นเวทีสำคัญสำหรับนักกอล์ฟทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้มาร่วมแข่งขันกัน เพื่อสร้างช่วงเวลาแห่งชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในทุกๆ ด้าน เมตั้งตาคอยที่จะได้ทำเต็มที่อีกครั้งสำหรับการแข่งขันในปีนี้ และรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้ลงแข่งในสนามแบบพร้อมหน้าพร้อมตากับเพื่อนๆ นักกีฬาชาวไทย และยังคงอยากส่งต่อแรงบันดาลใจแก่นักกอล์ฟรุ่นต่อไป เช่นเดียวกับที่เมเคยได้รับมา” “โปรเมเอรียาจุฑานุกาล แชมป์รายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 กล่าว

ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาถือเป็นเวลาแห่งการปรับตัวและการเติบโต สำหรับตัวเองในฐานะนักกอล์ฟก็เติบโตขึ้นมากและจะยังคงพยายามเล่นให้ดีที่สุดต่อไปในทุกทัวร์นาเมนต์ และรู้สึกดีใจมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 อดใจรอไม่ไหวที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ในการแข่งขันครั้งนี้ลิเดีย โค แชมป์แอลพีจีเอ 17 สมัย กล่าว

โปรแพตตี้ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์รายการ Chevron Championship 2021 และอันดับ 3 ร่วม รายการ  ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2021 กล่าวว่าฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ถือเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นมากค่ะ เพราะเราได้ลงแข่งขันในทัวร์นาเมนต์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล รู้สึกตื่นเต้นมากที่จะได้เล่นอีกครั้งและจะพยายามทำให้ดีที่สุดค่ะ ขอขอบคุณทางฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ที่สร้างหนึ่งในรายการแข่งขันกอล์ฟอันทรงเกียรติ และแสดงให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพด้านกีฬากอล์ฟบนเวทีระดับนี้

นางนิตยา เกิดจันทึก ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬาอาชีพ การกีฬาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การกีฬาแห่งประเทศไทย ภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในความสำเร็จปีที่ผ่านมาของทัวร์นาเมนต์ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ และรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากกับการแข่งขันปีนี้ เพราะทัวร์นาเมนต์นี้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาวงการกอล์ฟของเมืองไทย รวมถึงการสร้างมาตรฐานความเป็นเลิศของการจัดแข่งขันกีฬาบนมาตรฐานระดับสากล เราจึงรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมมือกับฮอนด้าและไอเอ็มจีอีกครั้งในการจัดกิจรรมต่างๆ เพื่อมอบโอกาสให้แก่เยาวชนและผู้ที่สนใจซึ่งต้องการมุ่งหน้าไปบนเส้นทางสายกอล์ฟ อาทิ กิจกรรม Junior Golf Clinic ในเดือนกุมภาพันธ์ และ National Qualifiers ที่ให้สิทธิ์ผู้ชนะ 1 คน ร่วมแข่งขันในรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 เราหวังว่าโอกาสเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนนักกีฬาที่มีศักยภาพให้มุ่งหน้าไปบนเส้นทางสายกีฬาต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งคณะทำงานเพื่อสนับสนุนฟื้นฟูการจัดอีเวนต์กีฬาทั้งในระดับประเทศและระดับสากล ซึ่งรายการฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ถือเป็นทัวร์นาเมนต์หนึ่งที่ช่วยปูทางสู่การจัดอีเวนต์กีฬาในประเทศไทย  พร้อมช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกของภาคการท่องเที่ยวเชิงกีฬากอล์ฟ โดยการจัดงานจะดำเนินการตามแนวทางมาตรการด้านสาธารณสุขและความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

มิสวินนี่ เฮง รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการ ไอเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่าทัวร์นาเมนต์ในปีนี้จะจัดในรูปแบบจำกัดจำนวนผู้ชม และไม่มีการจำหน่ายบัตร และในโอกาสครบรอบปีที่ 15 นี้ ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ได้นำเสนอแนวคิดการจัดงานใหม่ ภายใต้ธีมBeyond Greatness” ซึ่งมีเป้าหมายในการยกระดับมาตราฐานกีฬากอล์ฟในประเทศไทยและสร้างแรงบันดาลใจแก่นักกอล์ฟรุ่นใหม่ในอนาคต และเช่นเคย เรายินดีที่ได้ร่วมมือกับฮอนด้าและการกีฬาแห่งประเทศไทย ในการรักษามาตรฐานการจัดแข่งขันฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ให้เป็นทัวร์นาเมนต์มาตรฐานระดับโลกซึ่งมีความเป็นเลิศในทุกด้าน และยังสอดคล้องตามมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัย และเนื่องจากการแพร่ระบาดยังคงเกิดขึ้น เราจึงสามารถเปิดรับผู้เข้าชมงานได้ในจำนวนจำกัดเพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ขณะเดียวกัน เรายังคงมุ่งมั่นยกระดับประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำด้านกีฬาผ่านการจัดทัวร์นาเมนต์ที่เชื่อมั่นว่าจะประสบความสำเร็จอีกครั้งในปีนี้ เรายินดีกับความมุ่งมั่นอย่างจริงจังของฮอนด้าในทัวร์นาเมนต์นี้และรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่งที่ฮอนด้ายืนยันประกาศเป็นผู้สนับสนุนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027 และตั้งตารอที่จะได้ชมฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมของเหล่าโปรกอล์ฟ หวังว่านักกอล์ฟชั้นนำชาวไทยจะสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่นอีกครั้ง” 

ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2022 ปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Beyond Greatness”  โดยมุ่งสร้างแรงบันดาลใจเพื่อให้ผู้คนได้ก้าวข้ามขีดจำกัดและมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศบนแนวทางของตนเอง ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นตลอด 15 ปีที่ผ่านมาของการแข่งขัน โดยมีนักกอล์ฟดาวรุ่งรวมถึงโปรกอล์ฟชื่อดังที่เข้าร่วมการแข่งขันอย่างต่อเเนื่องเพื่อคว้าชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในทัวร์นาเมนต์นี้ และเพื่อเป็นการสานต่อแนวคิดความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศ ฮอนด้าในฐานะผู้สนับสนุนกีฬากอล์ฟระดับโลก ได้ประกาศให้การสนับสนุนฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ ต่อเนื่องอีก 5 ปี ตั้งแต่ปี 2023 ถึง 2027 ซึ่งในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันหลักอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2006 ฮอนด้าภูมิใจที่มีบทบาทสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาวงการกีฬากอล์ฟในประเทศ ซึ่งนอกเหนือจากจัดการแข่งขันแล้ว ยังได้ริเริ่มโครงการพัฒนานักกอล์ฟเยาวชนและการสร้างประโยชน์สู่สังคมในวงกว้างอีกด้วย 

แฟนกอล์ฟสามารถติดตามการถ่ายทอดสดผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์ PPTV HD ช่อง 36 ตั้งแต่เวลา 12.00 เป็นต้นไป หรือเว็บไซต์ www.pptvhd36.com  แอปพลิเคชั่น PPTVHD36 รวมทั้งเฟซบุ๊กและยูทูปของสถานีฯ ได้ตลอด 4 วันของการแข่งขัน


นิสสัน ส่ง ‘ลีฟ’ 40 คัน ให้กับ’อีวี มี พลัส’
สนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในไทย

นิสสัน ประเทศไทย ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า นิสสัน ลีฟ จำนวน 40 คัน ให้กับอีวี มี พลัส แพลตฟอร์มให้บริการด้านการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบในไทยการส่งมอบครั้งนี้ถือเป็นการส่งมอบรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% จำนวนมากที่สุดในประเทศไทยของนิสสัน 

นิสสัน ลีฟ ได้รับเลือกจาก EVme ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้าไร้มลพิษสมรรถนะสูงซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก โดยจำหน่ายใน 59 ประเทศทั่วโลก และมียอดขายมากกว่า 500,000 คันทั่วโลกในปี 2564* EVme มุ่งนำเสนอไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่กับรถยนต์ไฟฟ้าผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ

นอกจากสมรรถนะในการขับขี่แล้ว คุณสมบัติพิเศษอีกด้านของลีฟ คือ เทคโนโลยีการชาร์จแบบรถยนต์สู่ กริด (V2G) และแบตเตอรี่ความจุสูงสำหรับจัดเก็บพลังงานแบบเคลื่อนที่เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับที่อยู่อาศัยและชุมชนจากการเป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อรองรับความต้องการในการใช้ไฟฟ้าที่ผันผวนด้วยการใช้ประโยชน์จากคุณสมบัติเฉพาะของนิสสัน ลีฟที่เป็นได้มากกว่ายานพาหนะ

นิสสัน ลีฟ เป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจให้บริการไลฟ์สไตล์ยานยนต์ไฟฟ้าของ EVme เราภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและปรับปรุงระบบนิเวศน์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่จะช่วยให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์รถยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย ง่าย เพียงปลายนิ้ว สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน EVme ได้แล้ววันนี้ ผ่านทาง Apple App Store หรือ Google Play เพื่อเลือกจองรถรุ่นที่สนใจ และสัมผัสการใช้ชีวิตกับยานยนต์ไฟฟ้าได้ในวันถัดไปสุวิชชา สุดใจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท อีวี มี พลัส จำกัด กล่าว

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า นิสสัน ประเทศไทย ภูมิใจที่ได้ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้านิสสันจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย นับเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ให้เห็นถึงเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านยานยนต์ไฟฟ้าของนิสสัน ลีฟ เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับ EVme ซึ่งมีวิสัยทัศน์ในการมอบประสบการณ์การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าแก่คนไทยที่จะช่วยให้การเป็นเจ้าของยานยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น นิสสันในประเทศไทยยังคงมีบทบาทสำคัญในโซลูชั่นการขับเคลื่อนที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ เพื่อช่วยให้ประเทศไทยขับเคลื่อนไปสู่อนาคตที่ยั่งยืน

นิสสัน ลีฟ 40 คันนี้ สามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 184 เมตริกตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 8,360 ต้น** รถยนต์ไฟฟ้าเหล่านี้ยังช่วยลดมลพิษทางเสียงจากการจราจร ซึ่งช่วยเพิ่มจำนวนกิจกรรมต่าง จากผู้ที่ใช้สัญจรไปมารวมถึงการปฏิสัมพันธ์ของสังคมที่เพิ่มมากขึ้น*** สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ารถยนต์เป็นทางเลือกที่ยั่งยืนในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศและมลพิษทางเสียงได้

นิสสัน ลีฟ มีระยะการขับขี่มากกว่า 300 กม. ตามมาตรฐาน NEDC (New European Driving Cycle) และเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่ารุ่นก่อนถึง 60 เปอร์เซ็นต์ต่อการชาร์จ ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้น ลูกค้าจะได้รับความอุ่นใจด้วยประกันภัยชั้นหนึ่ง Nissan Premium Protection 1 ปี การรับประกันระบบไฟฟ้า 5 ปี หรือ 100,000 กม. และการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.****

ที่สยามนิสสันเซลส์ เรามุ่งมั่นที่จะให้บริการลูกค้าทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์ในเชิงพาณิชย์ ด้วยบริการที่ดีที่สุด ควบคู่ไปกับการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ลูกค้า การได้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งมอบนิสสัน ลีฟ จำนวน 40 คันให้แก่ EVme ถือเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ผู้จำหน่ายลีฟอย่างเป็นทางการพร้อมเสมอที่จะช่วยเหลือลูกค้าพร้อมด้วยช่างผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการฝึกอบรวมด้านรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ รวมถึง เครื่องมือ และอะไหล่ชาตรี ชุดบุญธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามนิสสันเซลส์ จำกัด กล่าว

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนิสสัน ลีฟ สามารถเยี่ยมชมผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของนิสสันทั่วประเทศ ติดต่อศูนย์บริการนิสสัน โทร. 02 401 9600 หรือเยี่ยมชม www.nissan.co.th


ดูคาติ จับมือ เลอโนโว ยกระดับประสิทธิภาพแห่งการขับขี่ที่เหนือกว่า

Ducati Lenovo Team คว้าชัยชนะสองปีซ้อนจากงาน MotoGP Constructors’ World Title เป็นการบอกลาส่งท้ายปี 2564 ได้อย่างสวยงาม ก่อนเตรียมมุ่งหน้าคว้าชัยชนะในฤดูกาลใหม่ พร้อมตอกย้ำบทบาทสำคัญของเทคโนโลยีบนโลกแห่งการขับขี่

ดูคาติและเลอโนโวได้เป็นพันธมิตรทางเทคโนโลยีตั้งแต่ปี 2561 เพื่อคิดค้นและพัฒนาประสิทธิภาพในการขับขี่บนท้องสนามให้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาศัยนวัตกรรม ความเร็ว และความปลอดภัยเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาประสิทธิภาพ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลของเลอโนโว รวมถึงปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Smart Collaborative เพื่อส่งต่อสมาร์ทโซลูชั่นที่ครอบคลุมในหลากหลายด้านมาปลดล็อคประสิทธิภาพแห่งการขับขี่ขั้นสูงสุด ผ่านการวิเคราะห์และจำลองข้อมูลรูปแบบ real-time

ในปีนี้การเดินหน้าทำโครงการ Remote Garage ให้เสร็จสมบูรณ์ ถือเป็นเป้าหมายหลักของทีม เพื่อช่วยให้กลุ่มวิศวกรสามารถรับรู้ข้อมูลในรูปแบบ real-time และทำงานร่วมกับศูนย์ซ่อมเครื่องยนต์ได้แม้ต้องทํางานรูปแบบ remote ก็ตาม นอกจากนี้ ดูคาติและเลอโนโวยังมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการประชุมทางวิดีโอออนไลน์ทั้งในสํานักงานใหญ่และในศูนย์ซ่อมเครื่องยนต์อีกด้วย เพื่อส่งมอบการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นระหว่างทีมงานให้สามารถทํางานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะอยู่กันคนละที่ก็ตาม

“เลอโนโวรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับดูคาติ ซึ่งมี Value หรือค่านิยมที่เหมือนกันกับเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความเร็ว ความทุ่มเท ความสามัคคีของทีม และการมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เต็มที่ ซึ่งทั้งหมดนี้ สอดคล้องไปกับจุดมุ่งหมายของเลอโนโวในการช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ชาญฉลาด โดยทางเราจะยังคงทุ่มเทและสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องกับดูคาติ เพื่อร่วมบรรลุเป้าหมายภายในอุตสาหกรรมมอเตอร์สปอร์ตต่อไป” คุณลูก้า รอซซี่, ประธานฝ่าย Intelligent Devices Group, เลอโนโว กล่าว

“ในการที่จะสามารถแข่งขันและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะทั้งในหรือนอกสนาม มันจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมองเห็นถึงความสำคัญของบทบาทนวัตกรรมดิจิทัล ซึ่งการพึ่งพาการสนับสนุนจากพันธมิตรของเราอย่างเลอโนโว ทำให้เราสามารถบรรลุเป้าหมายสําคัญดังกล่าวนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ในการช่วยเร่งกระบวนการตัดสินใจของเรา” คุณคลอดิโอ โดเมนิกาลิ, ซีอีโอ, ดูคาติ กล่าว

เลอโนโวได้ช่วยเหลือทีมวิศวกรและนักออกแบบของดูคาติในด้านนวัตกรรมสำหรับการขับแข่งรถและรถจักรยานยนต์ท้องถนนมาตั้งแต่ปี 2561 โดยช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในระดับที่เหนือกว่าในปัจจุบัน ดูคาติได้นําเซิร์ฟเวอร์ ThinkSystem SE350 มาใช้ในการยกระดับการเชื่อมต่อและการวิเคราะห์รูปแบบ real-time แม้ต้องทำงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ท้าทาย โดยเซิร์ฟเวอร์ของเลอโนโว มีพลังการประมวลผลที่สูงสำหรับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่พกพาง่าย จึงทำให้สะดวกต่อการนำเอาความสามารถในการประมวลผลและคุณสมบัติ AI ไปใช้ได้ทุกที่ที่ต้องการ

ดูคาติได้ปรับใช้โครงสร้าง virtual desktop infrastructure ที่สร้างขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับเลอโนโว โดยมีการใช้ 2D และ 3D virtual desktops มากกว่า 250 เครื่องทั่วทั้งองค์กร ตั้งแต่แผนกวิจัยและพัฒนาไปจนถึงศูนย์ซ่อมรถ ทุกคนในทีมดูคาติ ตั้งแต่ผู้จัดการ วิศวกร และผู้ขับขี่ ต่างใช้ แท็บเล็ต พีซี และเวิร์คสเตชั่นของเลอโนโว เพื่อต่อยอดการทํางานร่วมกันให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและว่องไวที่สุด นอกจากนี้ ดูคาติและเลอโนโวยังมีแผนการใหญ่มากมายสําหรับอนาคต ซึ่งทั้งสองบริษัทกําลังศึกษาการควบคุม AI และการเรียนรู้ของเครื่อง รวมไปถึง AR เพื่อนำมาขับเคลื่อนนวัตกรรมในระดับที่สูงขึ้นใน MotoGP ในอนาคต


‘Immortal Love’ ความรักเหนือกาลเวลา!

Mercedes-Benz แบรนด์รถยนต์ระดับโลก ส่งหนังรักฉลองเทศกาลวาเลนไทน์ปีนี้ ด้วยเรื่องราวความรักระหว่างมนุษย์และแวมไพร์ กับรถยนต์ G-Class รถ SUV รุ่นอมตะตลอดกาลของ Mercedes-Benz

สำหรับภาพยนตร์โฆษณาเรื่อง “Immortal Love” ที่เล่าถึงความรักที่เป็นนิรันดร์ของหนุ่มสาวซึ่งความเป็นแวมไพร์ถูกเปรียบกับกับความอมตะเหนือกาลเวลาของ Mercedes-Benz G-Class รถที่จะนำพาความรักของผู้ขับขี่ฝ่าฟันอุปสรรคและให้พวกเขาเหล่านั้นใช้ชีวิตอย่างเป็นนิรันดร์ จนมากลายเป็นคอนเซ็ปต์ของแคมเปญที่ว่า “A car that lasts forever deserves a driver that lives forever” โดยหนังเรื่องนี้จะถูกฉายพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ในส่วนของตัวรถ G-Class มาพร้อมความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปเพียงใด ดีไซน์ความคลาสสิคและสมรรถนะความแข็งแกร่งของ G-Class ก็จะยังเป็นที่ชื่นชอบและนิยมตลอดกาล มาหลายยุคสมัย แบบที่เรียกได้ว่าแข็งแกร่งเหนือกาลเวลาซึ่งในปัจจุบัน G-Class ยังคงเป็นรถรุ่นที่สร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนอยู่เสมอ โดยมีตัวเลขของผู้เข้าชม G-Class บนเว็บไซต์ของ Mercedes-Benz ได้รับความนิยมสูงจากคนทั่วโลก ซึ่งผู้ที่เข้าชม G-Class นั้นยังเป็นกลุ่มผู้ที่เข้าชมรถยนต์ในกลุ่ม Family Car เช่น GLC, GLE, GLS และ กลุ่มรถ Compact Car เช่น A-Class, C-Class รวมไปถึง E-Class ด้วยเช่นกัน (ข้อมูลจาก Mercedes-Benz OneDNA Model Exploration Dashboard)

ความรักของมนุษย์กับแวมไพร์จะดำเนินไปเช่นไรจะเป็นนิรันดร์ตามที่หวังไว้หรือไม่…มาลุ้นไปด้วยกัน


เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 1 ปีในประเทศไทย ตั้งเป้าผู้นำยานยนต์ไฟฟ้าไทย!

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ฉลองครบรอบ 1 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เผยความสำเร็จในการปลุกกระแสยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (xEV) ให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ด้วยยอดขายเกือบกว่า 4,000 คัน ช่องทางการจัดจำหน่าย 30 แห่ง และจำนวนผู้ดาวน์โหลดและใช้งาน GWM แอปพลิเคชันกว่า 50,000 ราย ในช่วง 6 เดือนในปีที่ผ่านมา ประกาศเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจ พร้อมตอบโจทย์ความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภคชาวไทย และเติมเต็มระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าของไทยด้วยกลยุทธ์ 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผลิตภัณฑ์ 2) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย 3) ด้านสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า และ 4) ด้านประสบการณ์ลูกค้า พร้อมปรับโฉมโลโก้ใหม่ ดีไซน์ล้ำสมัย สะท้อนภาพลักษณ์บริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะระดับโลกที่มีความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคและคนรุ่นใหม่มากขึ้น ตอกย้ำการก้าวขึ้นสู่ความเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้าของประเทศไทย

ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้เข้ามามีส่วนร่วมสร้างประสบการณ์และความทรงจำดีๆ มากมายร่วมกับผู้บริโภคชาวไทย ด้วยวิสัยทัศน์เพื่อส่งมอบประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การเดินทางของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงเน้นให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงของผู้บริโภคอย่างจริงจัง นำมาสู่การเปิดตัวรถยนต์ 3 รุ่น ซึ่งล้วนได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากแฟนๆ ชาวไทย ประเดิมด้วย HAVAL H6 Hybrid SUV ที่ครองยอดขายอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์คอมแพคเอสยูวีถึง 3 เดือนซ้อนและยังคงครองความเป็นผู้นำอันดับต้นๆ ในเซ็กเมนต์นี้ ตามด้วยเจ้าเหมียวไฟฟ้า ORA Good Cat ที่มียอดจองล้นหลามทะลุ 10,000 คันภายใน 7 วันหลังเปิดจองสิทธิ์ลงทะเบียนเพื่อซื้อและยังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า 100% ของไทยทันทีที่มีการส่งมอบ รวมไปถึง All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ที่เข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับรถยนต์เอสยูวี บี และยังคงได้รับยอดสั่งจองเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดหนึ่งปีมานี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ส่งมอบรถยนต์ทั้ง 3 รุ่นให้กับผู้บริโภคชาวไทยไปแล้วรวมทั้งสิ้นเกือบกว่า 4,000 คัน

คุณเอลเลียต จาง ประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ตลอดหนึ่งปีมานี้ เราได้มีโอกาสต้อนรับสมาชิกชาวไทยเกือบกว่า 4,000 ครอบครัว เข้าสู่ครอบครัว เกรท วอลล์ มอเตอร์ มีผู้ดาวน์โหลดและใช้งาน GWM แอปพลิเคชัน กว่า 50,214 ราย มีเครือข่ายช่องทางจำหน่ายที่ขยายครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ รวมกว่า 30 แห่ง ซึ่งมีผู้บริโภคเข้าเยี่ยมชมรวมกันมากกว่า 75,000 ราย ผมต้องขอขอบคุณลูกค้าชาวไทยทุกท่านสำหรับความไว้วางใจและความสนับสนุนที่มอบให้เกรท วอลล์ มอเตอร์ มาโดยตลอด และขอขอบคุณพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ และทีมงานทุกคน สำหรับความเชื่อมั่นและความทุ่มเทอย่างเต็มที่เสมอมา จนทำให้เราสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งจนถึงวันนี้”

“นอกจากยานยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะแล้ว การสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญอยู่เสมอ โดยเราได้เปิดตัวกลยุทธ์ “Four-dimensional One” ในประเทศไทย ซึ่งเป็นเครือข่ายการบริการที่ผสานการบริการลูกค้าทั้ง 4 รูปแบบ ทั้ง GWM Experience Center, GWM Direct Store, Partner Store และการเชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าและการสื่อสารระหว่างแบรนด์ของเรากับผู้ใช้ในรูปแบบ Online-to-Offline (O2O) ผ่านทางโทรศัพท์มือถือและ GWM แอปพลิเคชัน เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด หรือ Satisfaction + 1 ให้แก่ลูกค้า และในปี 2565 นี้ เรายังคงเดินหน้าขยายการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์ 4+4 เพื่อรุกตลาดในภูมิภาคอาเซียน โดยประเทศไทยจะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคอาเซียนของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ พร้อมขับเคลื่อนให้ประเทศไทยและโรงงานที่จังหวัดระยองเป็นศูนย์กลางของยานยนต์ไฟฟ้าและฐานการผลิตของภูมิภาคอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบ โดยในปัจจุบัน เกรท วอลล์ มอเตอร์ เข้าไปดำเนินงานอย่างเป็นทางการใน 4 ประเทศ คือ ไทย ลาว กัมพูชา และบรูไน เรามีแผนที่จะเปิดตัวแบรนด์ในอีก 4 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ เพื่อขยายตลาดในอาเซียนให้ครอบคลุมมากขึ้น โดย เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยังคงเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เป็นครั้งแรกของโลกอย่างต่อเนื่องในตลาดประเทศไทย ดั่งเช่นในปี 2564 ที่ผ่านมา”

คุณเอลเลียต ยังเสริมว่า “ความสำเร็จของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังสะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในด้านยานยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความยั่งยืนต่อสังคม ซึ่งเกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่สัญชาติจีนที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก การันตีด้วยยอดขายทั่วโลกมากกว่า 1.28 ล้านคันในปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อนหน้า และสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยยอดขายมากกว่า 1 ล้านคันเป็นเวลา 6 ปีติดต่อกัน โดยเป็นยอดขายยานยนต์พลังงานใหม่ถึง 137,000 คัน พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตรถยนต์กว่า 30 ปี และประสบการณ์ด้านการวิจัยและพัฒนาด้านพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอัจฉริยะอีกกว่า 10 ปี มาใช้เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพ พร้อมยกระดับประสบการณ์การขับขี่ที่เหนือชั้นยิ่งกว่าให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งพลังในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน”

คุณณรงค์ สีตลายน กรรมการผู้จัดการ เกรท วอลล์ มอเตอร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในก้าวย่างสู่ปีที่ 2 เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะไม่หยุดยั้งในการพัฒนาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภคชาวไทย เพื่อก้าวขึ้นไปสู่การเป็นผู้นำด้านรถยนต์พลังงานไฟฟ้า พร้อมทั้งสร้างสังคมยานยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย ดังนั้น แนวทางการดำเนินธุรกิจของ เกรท วอลล์ มอเตอร์ สำหรับปี 2565 นี้ เราจะมุ่งเน้นให้ความสำคัญใน 4 ด้านเป็นพิเศษ ได้แก่ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย ด้านสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า และด้านประสบการณ์ลูกค้า”

  1. ด้านผลิตภัณฑ์: ภายใต้ภารกิจ Mission 9 in 3 ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ประกาศจะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 9 รุ่นมาให้ผู้บริโภคชาวไทยได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดภายใน 3 ปี สำหรับในปี 2565 นี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะยกทัพรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอีก 5 รุ่น จาก 3 แบรนด์ โดยหนึ่งในนั้นได้แก่ All New HAVAL H6 Plug-in Hybrid SUV จากแบรนด์ HAVAL ที่เคยเผยโฉมครั้งแรกของโลกในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา และรถยนต์อีก 2 รุ่นที่เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% จากแบรนด์ ORA ที่จะเข้ามาสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ชาวไทย รวมถึงเป็นการตอบรับกับนโยบายการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าจากทางภาครัฐอีกด้วย ส่วนอีก 2 รุ่นจะมีการเปิดเผยรายละเอียดให้ทราบต่อไป ซึ่งรถทั้งหมดที่จะทำการเปิดตัวในปีนี้ จะเป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น
  2. ด้านช่องทางจำหน่าย: เกรท วอลล์ มอเตอร์ จะขยาย GWM Store ทั้งที่เป็น Direct Store และ Partner Store เพิ่มขึ้นอีก 50 แห่ง รวมเป็น 80 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญๆ ของประเทศ เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายและรองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
    .
  3. ด้านสถานีชาร์จประจุไฟฟ้า: เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จฯ ให้ได้ 55 แห่ง ภายในปี 2565 โดยแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่
    .
    3.1 G-Charge Supercharging Station สถานีชาร์จขนาดใหญ่ที่ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ดำเนินการเอง โดยล่าสุดได้เปิดที่สยามสแควร์เป็นที่แรกซึ่งถือได้ว่าเป็นสถานีชาร์จ DC ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ให้บริการชาร์จเร็วด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC จำนวน 3 เครื่องชาร์จ หัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย รวม 6 หัวจ่าย กำลังสูงสุดขนาด 160kW รองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด
    .
    3.2 Partner DC Charging Station เราจะร่วมมือกับ Partner Store ของเราในการติดตั้งจุดชาร์จแบบชาร์จเร็ว (DC Charge) ในกรุงเทพและจังหวัดสำคัญต่างๆ โดยลูกค้าสามารถใช้บริการได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น
    .
    3.3 Destination Charging Station โดยจับมือกับพันธมิตรในการขยายจุดชาร์จตามโรงแรม ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าตามสถานที่ไลฟ์สไตล์ต่างๆ
    .
    “ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังในการสร้างระบบนิเวศของรถยนต์ไฟฟ้าให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทยโดยเร็วที่สุด ดังนั้น สถานีชาร์จของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ทุกแห่งยินดีให้บริการกับรถยนต์ไฟฟ้าทุกประเภทและทุกแบรนด์ พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ผ่าน GWM Application ไม่เพียงเท่านี้ เรายังมีแผนที่จะสร้าง (Emergency Mobile EV Charging Unit) หรือรถบริการเคลื่อนที่ในการชาร์จไฟฉุกเฉินให้กับลูกค้า ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยกับบริการนี้ เพื่อลดความกังวลในการใช้งานของผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าด้วย” นายณรงค์ อธิบายเพิ่มเติม
    .
  4. ด้านประสบการณ์ลูกค้า: ภายใต้แนวทางดำเนินงานโดยเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (User-Centric) เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งเป้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าในหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เช่น การจัดกิจกรรมกับลูกค้าที่ GWM Experience Center อย่างน้อย 200 กิจกรรมตลอดทั้งปี การทำโรดโชว์ตามที่ต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้อย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น การอัปเกรดเว็บไซต์โดยนำเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในการเลือกซื้อรถและค้นหาข้อมูลต่างๆ การพัฒนา GWM แอปพลิเคชันเพื่อเพิ่มความสะดวกในด้านบริการหลังการขาย ซึ่งรวมถึงการนำข้อมูลของสถานีชาร์จประจุไฟฟ้าของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้านครหลวง (MEA) และผู้ประกอบการเอกชนด้านสถานีชาร์จอื่นๆ ให้ครอบคลุมถึง 80% ของสถานีชาร์จสาธารณะที่มีอยู่ในขณะนี้มาไว้ในแอปฯ ตลอดจนการจับมือกับหลากหลายแบรนด์ชั้นนำเพื่อผสานความแข็งแกร่งในการส่งมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์ เกรท วอลล์ มอเตอร์

ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อตอกย้ำความตั้งใจที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งเคียงข้างร่วมไปกับผู้บริโภค เกรท วอลล์ มอเตอร์ จึงได้ปรับโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ พร้อมเปิดตัวโลโก้ใหม่ที่มีความโดดเด่น เป็นสากล และสื่อถึงความเป็นกันเองกับผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยดีไซน์ “G” สไตล์โมเดิร์นสองตัวประกบเข้าหากันอย่างสมมาตร แสดงถึงความสัมพันธ์ที่สมดุลเท่าเทียมกันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงความรับผิดชอบ การเปิดกว้างอย่างไร้พรมแดน และการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของเกรท วอลล์ มอเตอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

คุณสตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “เกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งใจรับฟังเสียงความต้องการของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมายกระดับการทำงานและการให้บริการของเราในทุกมิติ ปัจจุบัน เรามีแฟนๆ ชาวไทยเกือบ 500,000 คนที่ติดตามเราอย่างเหนียวแน่นผ่านทางโซเชียลมีเดียของเรา ทั้ง Facebook TikTok และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ รวมถึงใน GWM แอปพลิเคชันของเรา เรียกได้ว่าผู้บริโภครวมถึงเจ้าของรถเกรท วอลล์ มอเตอร์ คือคนพิเศษที่เป็นเสมือนพลังที่ทำให้เราเติบโตต่อไปได้ การปรับโฉมอัตลักษณ์แบรนด์ในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำวิจัยและสำรวจผู้บริโภคในเชิงลึก และทำให้เราได้เห็นโอกาสในการที่จะสื่อสารพันธสัญญาที่เรามีต่อผู้บริโภคและเป้าหมายที่จะบรรลุร่วมกันในอนาคตได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเกรท วอลล์ มอเตอร์ จะเริ่มนำโลโก้ใหม่นี้ไปใช้ใน GWM Store รวมถึงตามกิจกรรมสื่อสารการตลาดต่างๆ ของแบรนด์ เพื่อสื่อถึงความเป็นเพื่อนคู่ใจที่พร้อมมอบประสบการณ์การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้คนไทยตลอดเส้นทาง”

เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ “บริษัทที่ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก”​ (Global Intelligent Technology Company) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดยจะยังคงมุ่งมั่นรับฟังเสียงผู้บริโภค และพร้อมร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์การขับขี่ที่ยอดเยี่ยมตอบโจทย์ทุกความต้องการ และเคียงข้างเติบโตไปด้วยกันกับลูกค้า พันธมิตรทางธุรกิจ และสังคม เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเศรษฐกิจไทยให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน


McLaren Elva ไฮเปอร์คาร์ค่าตัว 200 ล้านบาท 2 คันในไทย!

McLaren Elva (แมคลาเรน เอลวา) ไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูงในตระกูล Ultimate Series เดินทางจากสหราชอาณาจักร มาเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทย โดย “นิชคาร์ กรุ๊ป” เปิดรับจองในราคา 200 ล้านบาท
หลังจากการเผยโฉม McLaren Elva สู่สายตาชาวโลกครั้งแรก ช่วงปลายปี 2562 และสร้างความตื่นตาตื่นใจด้วยการเป็นไฮเปอร์คาร์ 2 ที่นั่ง ไร้หลังคาและกระจกบังลมหน้า โครงสร้างแชสซีและตัวถังขึ้นรูปด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา พร้อมสมรรถนะจากขุมพลัง V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 815 แรงม้า โดยเปิดรับจองในจำนวนจำกัดเพียง 149 คัน

“นิชคาร์ กรุ๊ป” ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แมคลาเรนอย่างเป็นทางการ เพียงรายเดียวในประเทศไทย ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ McLaren Automotive ประเทศอังกฤษ จัดงานเปิดตัว McLaren Elva ครั้งแรกในเมืองไทย พร้อมให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสัมผัสน้องใหม่ในตระกูล Ultimate Series อย่างใกล้ชิด

นายวิทวัส ชินบารมี กรรมการผู้จัดการ McLaren Bangkok เปิดเผยว่า ระยะเวลา 6 ปี ที่นิชคาร์ กรุ๊ป ได้สิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์แมคลาเรน อย่างเป็นทางการในประเทศไทยถึงวันนี้สามารถสร้างการรับรู้ของ แบรนด์ McLaren และขยายฐานลูกค้าได้อย่างแข็งแกร่ง พร้อมด้วยการเปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการสร้างชุมชนคนรักแมคลาเรน McLaren’s club Thailand

การเปิดตัว McLaren Elva สุดยอดไฮเปอร์คาร์ระดับโลกรุ่นใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย เผยโฉมพร้อมเปิดให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสัมผัสได้อย่างใกล้ชิดกับไฮเปอร์คาร์สมรรถนะสูงในตระกูล Ultimate Series ตั้งแต่ต้นเดือน กุมภาพันธ์ นี้ เป็นต้นไป โดย McLaren Bangkok ได้รับโควต้า จำนวน 2 คัน และมียอดจองแล้ว 1 คัน เห็นได้ชัดว่าตลาดคนไทยหันมาสนใจรถซูเปอร์คาร์ และไฮเปอร์คาร์ เพื่อสะสมเป็นคอลเลคชันมากขึ้น โดย McLaren Elva มีการผลิตเพียง 149 คันทั่วโลกเท่านั้นMcLaren Elva รถรุ่นล่าสุดในตระกูล Ultimate Series ต่อจากรุ่น F1 Road Car, P1, Senna และ Speedtail กับไฮเปอร์คาร์เครื่องยนต์วางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลังอันทรงสมรรถนะ พร้อมโครงสร้างตัวถังน้ำหนักเบาที่ถูกถ่ายทอดเทคโนโลยียานยนต์มาจากสนามแข่งฟอร์มูล่า วัน McLaren Elva ยังถือเป็นการฉลองสุดยอดผลงานการออกแบบของ “บรูซ แมคลาเรน” กับ McLaren M1A ที่ทำไว้ในปี ค.ศ. 1960 และรถแข่งในซีรีส์ “Group 7 McLaren” ที่โดดเด่นด้วยสมรรถนะ และนวัตกรรมซึ่งถูกนำมาปรับให้อยู่ในรูปแบบของยนตรกรรมเพื่อ “ผู้ขับขี่” ผสานหลักการออกแบบและวิศวกรรมยุคใหม่ของแมคลาเรน พัฒนาเป็นยนตรกรรมสำหรับท้องถนน (Road Car) ในปัจจุบัน

นายไมค์ ฟลูวิตต์ ประธานกรรมการบริหาร McLaren Automotive กล่าวว่า McLaren Elva เป็นรถ Open-Cockpit สองที่นั่ง พร้อมแชสซีและตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์สั่งทำพิเศษ ให้ความอิสระเพราะปราศจากหลังคา กระจกหน้าและหน้าต่างด้านข้าง สามารถกระตุ้นการรับรู้ของผู้ขับขี่ได้อย่างเต็มที่

McLaren Elva เป็นยนตรกรรมสำหรับท้องถนน (Road Car) น้ำหนักเบาที่สุด ที่แมคลาเรนเคยผลิตมาพร้อมด้วยสมรรถนะอันน่าทึ่งในทุกๆ ด้าน ทั้งการเร่งความเร็ว ความคล่องตัว และการตอบสนองต่อผู้ขับขี่ในระดับที่ไม่ธรรมดา ทั้งหมดนี้เป็นไปได้ด้วยเครื่องยนต์แมคลาเรน V8 ขนาด 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ ซึ่งเป็นขุมพลังตระกูลเดียวกับ McLaren Senna และ McLaren Senna GTR

นอกจากนี้ ยังติดตั้งระบบ Active Air Management System (AAMS) เป็นครั้งแรกของโลกโดยระบบจะลำเลียงอากาศผ่านจมูกของตัวรถแล้วผันออกทางฝาครอบด้านหน้าด้วยความเร็วสูงก่อนที่จะเหินขึ้นเหนือห้องผู้โดยสาร เพื่อสร้างบับเบิลที่เป็นเสมือนเกราะกำบังให้กับผู้โดยสาร โดยระบบ AAMS ประกอบด้วยช่องรับลมตรงกลางขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือสปลิตเตอร์ ช่องระบายอากาศของฝาครอบและตัวเบี่ยงลมคาร์บอนไฟเบอร์ที่สามารถยกขึ้นและลดระดับได้ในแนวตั้ง เมื่อ AAMS ทำงานอยู่ ตัวเบี่ยงลมบริเวณขอบของช่องระบายอากาศที่ฝาครอบด้านหน้าจะถูกยกขึ้น 150 มม. เพื่อสร้างพื้นที่แรงดันต่ำที่ช่องระบายอากาศ ซึ่งอากาศที่ถูกระบายออกมาจะถูกผันออกในรัศมี 130 องศาผ่านโครงข่ายของใบพัดตามขวางที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ ที่ติดตั้งอยู่ตลอดความยาวของฝาด้านหน้าคอยทำหน้าที่กระจายกระแสลมทั้งด้านหน้าและด้านข้างของห้องโดยสารและช่วยในการจัดการอากาศในห้องโดยสารด้วย

สำหรับการขับขี่ในเมืองระบบ AASM จะปิดใช้งาน เนื่องจากระดับความเร็วของรถและการไหวของอากาศเข้าสู่ห้องโดยสารไม่ได้สูงมากแต่เมื่อความเร็วของรถเพิ่มขึ้น ระบบ AAMS จะทำงานโดยอัตโนมัติจนกว่าความเร็วจะลดลงส่งสัญญาณให้ตัวเบี่ยงลมหดกลับ แต่ผู้ขับก็สามารถกดปุ่มปิดระบบเองได้ด้วย

นอกเหนือจากระบบ AAMS แล้ว ขอบท้ายของ McLaren Elva ยังติดตั้งแอร์เบรกแบบแอ็คทีฟแบบเต็มความกว้างของรถ โดยความสูงและมุมของแอร์เบรกได้รับการปรับแต่งเพื่อให้เกิดสมดุลอากาศที่เหมาะสมที่สุด

ด้านเบาะนั่งของ McLaren Elva ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ ด้านกรอบคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา รองรับศีรษะ ไหล่ และหลังของผู้โดยสาร ช่วยเปิดรับประสบการณ์การขับขี่อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เบาะนั่งจะสั้นกว่าเบาะนั่งของรถแมคลาเรนทั่วไปเล็กน้อย เพื่อทำให้มีพื้นที่พักเท้าเพียงพอสำหรับการยืนหรือช่วยอำนวยความสะดวกระหว่างการเข้า-ออกจากรถ ขณะเดียวกันลูกค้าสามารถเลือกสี และวัสดุของเบาะนั่งได้ทั้งด้านบนและด้านล่าง เพื่อสร้างความแตกต่างระหว่างส่วนบนที่เปิดโล่ง และส่วนล่างที่โอบล้อมปกป้องผู้โดยสารรวมถึงออพชั่นสายรัดนิรภัยแบบ 6 จุด หากต้องการนำไฮเปอร์คาร์คันนี้ไปใช้ในสนามแข่ง

ทั้งนี้ เพื่อลดน้ำหนักของรถให้มากที่สุด ระบบเครื่องเสียงจึงไม่ถูกจัดอยู่ในชุดอุปกรณ์พื้นฐานของ McLaren Elva แต่ลูกค้าสามารถสั่งทำพิเศษได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมส่วนตัวเลือกอื่นๆ ที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ได้แก่ ระบบยกตัวรถ รวมถึงล้ออัลลอยฟอร์จ น้ำหนักเบาพิเศษ ลาย 5 ก้าน (เปลี่ยนได้จากล้อมาตรฐาน ลาย 10 ก้าน) รวมถึงเปลี่ยนยาง Pirelli P Zero™ เป็นยาง Pirelli P Zero™ Corsa สำหรับสนามแข่งได้

ตั้งแต่ปี 1981 แมคลาเรนให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้ขับขี่เป็นอันดับหนึ่ง ในการสร้างรถทุกรุ่น รวมถึงรถแข่งทุกคันของแมคลาเรน โดย McLaren Elva เป็นรถเปิดประทุนโดยตัวถังแบบโมโนค็อกที่ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีความแข็งแรง สามารถสร้างความมั่นใจให้กับผู้ขับขี่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในส่วนเครื่องยนต์แมคลาเรน V8 ขนาด 4.0 ลิตร ทวินเทอร์โบ ตัวเครื่องมีเพลาข้อเหวี่ยงแบบระนาบแบนระบบหล่อลื่นแบบบ่อพักแห้ง เพลาลูกเบี้ยว ก้านสูบ และลูกสูบที่น้ำหนักเบาช่วยลดมวลในระบบส่งกำลังพร้อมเกียรต์ดูอัลคลัตซ์ 7 สปีด ทำหน้าที่ส่งกำลังไปยังล้อหลัง อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. น้อยกว่า 3 วินาที และอัตราเร่ง 0-200 กม./ชม. ยังทำได้เร็วกว่า McLaren Senna ด้วยเวลาเพียง 6.7 วินาที

มากไปกว่านั้น ผู้ขับขี่ยังสามารถใช้ฟังก์ชั่น Adaptive Dynamics Controls เพื่อเปลี่ยนโหมดการควบคุมรถและระบบส่งกำลังได้ 3 รูปแบบ คือ Comfort, Sport และ Track เพื่อปรับลักษณะการขับขี่ให้เข้ากับอารมณ์ หรือสภาพแวดล้อมในขณะนั้น รวมถึงการปรับโหมด Electronic Stability Control (ESC) ที่เลือกได้ 3 ระดับ และระบบ Variable Drift Control (VDC) ที่จะช่วยล็อกอิสรภาพในการขับขี่ให้แก่ลูกค้าแมคลาเรน

“เรามีความยินดีที่ได้รับสิทธิ์ในการใช้ Elva สำหรับรถเปิดประทุนคันล่าสุด ซึ่งจะเข้ามาเปิดมิติใหม่ให้กับ Ultimate Series ของแมคลาเรน และสานต่อประวัติศาสตร์ของรถสปอร์ต อันเป็นรากฐานความสำเร็จของแมคลาเรน ที่ไม่เพียงแต่กำหนดมาตรฐานใหม่ให้สนามแข่ง แต่ยังเป็นผู้วางหลักการออกแบบและวิศวกรรมที่ยังคงเป็นหัวใจของแบรนด์ ดังนั้น คงไม่มีวิธีการเฉลิมฉลองใดที่ดีไปกว่าการนำชื่อ Elva กลับมาอีกครั้ง” นายไมค์ ฟลูวิตต์ กล่าว


Privacy Preference Center