เมอร์เซเดส-เบนซ์ เผยยอดขายโตขึ้น 13% ในปี 64 พร้อมจัดหนักในปี 65
สำหรับในประเทศไทย ยอดขายโดยรวมของเมอร์เซเดส-เบนซ์ในปี 2564 เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยเห็นได้ชัดว่าดีมานด์ของลูกค้าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรุ่นปลั๊กอินไฮบริดซึ่งมียอดขายเพิ่มขึ้น 14% ในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เมอร์เซเดส-เบนซ์มองว่าปี 2565 จะเป็นปีที่ดียิ่งขึ้นอีกสำหรับตลาดรถยนต์หรู โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ พร้อมเปิดตัว “The new EQS” อย่างเป็นทางการในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันแรกจาก Mercedes-EQ ที่จะได้รับการผลิตและจำหน่ายภายในประเทศไทย โดยเมอร์เซเดส-เบนซ์ยังเตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จากแบรนด์ Mercedes-Benz, Mercedes-EQ, Mercedes-Maybach และ Mercedes-AMG พร้อมแคมเปญการตลาดที่จะมีออกมาตลอดทั้งปี
มร. โรลันด์ โฟล์เกอร์ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2564 แม้จะมีความท้าทายหลายประการจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ผลการดำเนินงานทั่วโลกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงแข็งแกร่งด้วยยอดขายที่มากกว่า 2 ล้านคัน โดยรถยนต์ระดับไฮเอนด์ ไม่ว่าจะเป็น Mercedes-Maybach, Mercedes-AMG และ G-Class ได้สร้างสถิติใหม่ในเรื่องยอดขาย ส่วนรุ่นยนต์รุ่น EQS ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่วิ่งได้ระยะทางไกลที่สุดในตลาดปัจจุบันก็ทำยอดขายได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งดีมานด์จากผู้บริโภคทั่วโลกทำให้เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมที่จะก้าวสู่ยุคใหม่ของการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าได้อย่างแข็งแกร่ง เห็นได้จากยอดขายของรถยนต์รุ่น S-Class ที่เพิ่มขึ้น 40% เป็น 87,064 คัน โดยยอดขายในประเทศจีนคิดเป็น 35.5% ของความต้องการรถยนต์รุ่นนี้จากทั่วโลก ในขณะที่ยอดขาย G-Class ก็เพิ่มขึ้นแบบสร้างสถิติใหม่ที่ 41,174 คัน ส่วนยอดขาย Mercedes-AMG ทำได้ 145,979 คัน เพิ่มขึ้น 16.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับยอดขาย Mercedes-Maybach อยู่ที่ 15,730 คัน หรือเพิ่มขึ้น 50.7% ด้วยแรงหนุนจากประเทศจีนซึ่งรถยนต์ Mercedes-Maybach สามารถทำยอดขายได้ในอัตราที่มากกว่า 900 คันในแต่ละเดือน”
“ในประเทศไทย ความต้องการในตลาดรถยนต์ระดับลักชัวรีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะมีความท้าทายจากสถานการณ์โควิด ส่วนหนึ่งเป็นผลลัพธ์มาจากการที่เราให้ความสำคัญกับลูกค้าและนำเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการได้อย่างตรงใจ ตลอดปี 2564 เมอร์เซเดส-เบนซ์และพนักงานทุกคนมุ่งมั่นที่จะนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดเสมอให้กับลูกค้า นอกจากแคมเปญการตลาดที่น่าตื่นเต้นมากมายที่เรานำเสนอออกมาตลอดทั้งปี เรายังได้เปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์รุ่น GLS และรุ่น S-Class ใหม่ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี และในช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา เรายังได้ประกาศเปิดตัว The new EQS ซึ่งจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกที่เมอร์เซเดส-เบนซ์จะผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปีนี้ ถือว่าเป็นการเริ่มต้นยุคใหม่อย่างเป็นทางการของการนำเสนอยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ในประเทศไทย นอกจากนี้ อีกหนึ่งความพิเศษของปี 2564 คือการที่เราได้รับรางวัล “บริษัทที่น่าทำงานมากที่สุดในเอเชียปี 2021” จาก HR Asia สะท้อนถึงการทำงานด้วยความมุ่งมั่นของพวกเราทุกคนที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าชาวไทยอย่างดีที่สุด” มร. โฟลเกอร์ กล่าวเพิ่มเติม
มร. บีเยิร์น กุซเทรา รองประธานบริหารฝ่ายขายและการตลาด บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2564 เป็นปีที่ยอดเยี่ยมสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เรามองเห็นอย่างชัดเจนว่าความต้องการของผู้บริโภคนั้นเพิ่มสูงขึ้นตลอดทั้งปี ในช่วงครึ่งปีแรก ยอดขายรถยนต์คอมแพ็คของเราเพิ่มขึ้น 58% หลังการเปิดตัวรถยนต์รุ่น A-Class ใหม่และรุ่น GLA ใหม่ ในขณะที่ในกลุ่มรถยนต์ Luxury และกลุ่ม SUV มียอดขายเพิ่มขึ้น 27% และ 29% ตามลำดับ ในกลุ่มรถยนต์คอมแพ็คนั้น หากรวมกับยอดขายในช่วงครึ่งปีหลัง ยอดขายของรถยนต์กลุ่มนี้นับว่าเติบโตขึ้นถึง 113% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่ารถยนต์รุ่นนี้เป็นที่นิยมสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ส่วนภาพรวมของไตรมาสที่ 4 ยอดขายของเมอร์เซเดส-เบนซ์เพิ่มขึ้น 28.1%
นอกจากนี้ ยอดขายของรถยนต์รุ่นปลั๊กอินไฮบริดยังมีการเติบโตขึ้นถึง 14% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่า เมอร์เซเดส-เบนซ์เลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายที่สุดในตลาด PHEV ระดับลักชัวรี และในขณะเดียวกัน เรายังสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ลูกค้าต้องปรับตัวในสถานการณ์โควิดต่อเนื่องเป็นปีที่สอง เมอร์เซเดส-เบนซ์ปิดปี 2564 ด้วยยอดขายรวมที่เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าตลาดรถยนต์ลักชัวรี โดยรวมในปี 2564 จะหดตัวลง 9% ก็ตาม สำหรับปีนี้ นอกจากแคมเปญการตลาดที่เมอร์เซเดส-เบนซ์พร้อมนำมาสร้างความตื่นเต้นให้กับตลาดแล้ว เรายังได้เตรียมรถยนต์รุ่นใหม่ทั้งจากแบรนด์ Mercedes-Benz, Mercedes-EQ, Mercedes-Maybach และ Mercedes-AMG โดยมี “The new EQS” เป็นไฮไลต์ในฐานะรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกที่จะผลิตและวางจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งในตอนนี้ มีลูกค้าแสดงความสนใจผ่านช่องทางดิจิทัลมามากกว่า 500 รายทั้งที่งานมหกรรมยานยนต์และการจัดงานเปิดตัวพิเศษที่เซ็นทรัลเวิลด์และเอ็มโพเรียมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา”
นายพุทธิ ตุลยธัญ รองประธานบริหาร ฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปี 2564 เป็นปีที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ให้ความสำคัญต่อการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทุกกิจกรรมที่เรานำเสนอออกมา เป็นไปเพื่อมอบประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าของเรา ไม่ว่าจะเป็น ข้อเสนอส่วนลดพิเศษผ่านแคมเปญ Back in Shape แคมเปญส่วนลดค่าแรง 50% รวมถึงแคมเปญส่วนลดน้ำท่วมและอุบัติเหตุ ตลอดจนการรีแบรนด์โปรแกรม “MBSP” เพื่อนำเสนอแพ็กเกจที่เข้าถึงง่ายขึ้นและแผนนำเสนอสิทธิพิเศษที่ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน เรายังยกระดับบริการด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของการมอบข้อเสนอแบบเฉพาะบุคคลให้ลูกค้าได้รับข้อเสนอที่เหมาะสมในเวลาที่เหมาะสม โดยลูกค้าจะได้รับการแจ้งเตือนบริการและข้อเสนอผ่านทางไดเรกเมลหรือข้อความที่ประสานเข้ากับการจองนัดหมายออนไลน์ได้ทุกที่ทุกเวลาเพื่อให้แน่ใจว่า ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายสูงสุด
ที่สำคัญเรายังพร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดเสมอ ทั้งในส่วนของการนำเสนออะไหล่ Star Parts และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอะไหล่ REMAN น้ำมันเครื่อง MB Oil ยางรถยนต์ MB Tyres รวมถึงผลิตภัณฑ์ในส่วนของ Accessories และ Collections สำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ทุกรุ่นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงใจ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังพร้อมนำเสนอบริการที่ดีที่สุดจากพนักงานของเรา ผ่านการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาบุคลากรและทีมปฏิบัติการด้านลอจิสติกส์ที่พร้อมให้บริการด้วยการวัดผลเชิงป้องกันสูงสุด พร้อมขยายระยะเวลาการรับประกันให้กับลูกค้าที่ไม่สะดวกเข้ามารับบริการในสถานการณ์โควิด-19 ทั้งนี้ ในปี 2565 เราจะยังคงโฟกัสไปที่ภารกิจในการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ทั้งในเรื่องผลิตภัณฑ์และบริการผ่านช่องทางดิจิทัล ด้วยข้อเสนอแบบเฉพาะบุคคล ความช่วยเหลือส่วนบุคคล และการติดต่อลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเรายังนำเสนอ Mercedes me Store เพื่อมอบแพ็คเกจเสริมดิจิทัลที่อัปเดตทั้งหมดเพื่อประโยชน์สูงสุดของลูกค้า พร้อมทั้งพัฒนาข้อเสนอสุดพิเศษของ MBSP อย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์จะได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นตลอดทั้งปี”
นายศุภวุฒิ จีรมนัสนาคร กรรมการผู้จัดการบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านธุรกิจสินเชื่อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด มุ่งมั่นที่จะมอบการให้บริการที่ดีที่สุด รวมถึงสิทธิประโยชน์ และข้อเสนอที่หลากหลายไปยังผู้จำหน่ายและลูกค้ารายย่อย ถึงแม้ว่าในปี 2564 ที่ผ่านมา จะเป็นปีที่ ท้าทายของบริษัท แต่ยอดสินเชื่อใหม่ยังคงมีอัตราการเติบโตที่ 12% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 14,000 ล้านบาท ซึ่งหากประเมินจากอัตราการทำสินเชื่อใหม่ในไตรมาสที่ 4 จะเห็นได้ว่ามีอัตราการเติบโตมากขึ้นถึง 41% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2563 ส่งผลให้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีสซิ่ง ประเทศไทย มียอดธุรกิจรวมมูลค่ากว่า 42,000 ล้านบาท โดยเราต้องขอขอบคุณในความไว้วางใจของลูกค้าที่ทำให้เรายังคงเป็นทางเลือกแรกของลูกค้าในการทำสินเชื่อรถยนต์ (First choice provider) โดยทุกๆ 1 ใน 2 ของลูกค้าที่ซื้อรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ จะเข้ามาทำสินเชื่อกับเรา ซึ่งในปี 2565 เรามีกลยุทธ์ที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของเรา โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเพื่อการครอบครองรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้ง่ายขึ้น รวมไปถึง
ข้อเสนอสุดพิเศษที่ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับลูกค้าปัจจุบัน หรือลูกค้ากลุ่มที่เคยทำสัญญากับเรา โดยอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของเราอย่างธุรกิจประกันภัย Mercedes-Benz Protection ซึ่งครองอันดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องในด้านธุรกิจประกันภัยของลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดถึง 60% โดยในปีนี้เราได้ผลักดันและขยายช่องทางการเข้าถึง เพื่อให้ลูกค้าซื้อประกันภัยได้สะดวกและง่ายยิ่งขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งนี้เราก็ยังไม่หยุดนิ่งในการพัฒนาบริการด้านอื่นๆ ของบริษัท โดยเรามุ่งมั่นที่จะเพิ่มช่องทางการให้บริการแบบออนไลน์ เพื่อให้เรามั่นใจว่าลูกค้าของเราจะได้รับประสบการณ์ในการใช้งานที่ดีที่สุด”
ขณะเดียวกัน เมอร์เซเดส-เบนซ์ยังคงสานต่องานด้านซีเอสอาร์อย่างต่อเนื่องในปี 2564 ที่ผ่านมา และยังคงมุ่งมั่นที่จะให้การสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างที่เคยเป็นมาเช่นเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การสนับสนุนโรงเรียน เยาววิทย์ในจังหวัดพังงาอย่างต่อเนื่อง และภายใต้สถานการณ์โควิด-19 ที่ยังคงดำเนินต่อไป ความปลอดภัยสำหรับลูกค้าและพนักงานคือสิ่งสำคัญอันดับแรกสำหรับเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งที่โชว์รูมและศูนย์บริการทุกแห่ง ตลอดทั้งปีที่ผ่านมาและในปีนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์ได้เตรียมมาตรการด้านความปลอดภัยไว้เป็นอย่างดีในทุกจุดสัมผัส เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยด้านสุขภาพในทุกครั้งที่นำรถมาเข้ารับบริการ
“ท้ายที่สุดนี้ ผมขอขอบคุณสื่อมวลชนทุกท่านที่ให้ความสนใจในแบรนด์และผลิตภัณฑ์เมอร์เซเดส-เบนซ์ และให้การสนับสนุนเราเสมอมา ในปีที่ผ่านมา แม้จะมีความท้าทายหลายประการ แต่เรื่องราวของเมอร์เซเดส-เบนซ์ได้รับการแชร์ผ่านช่องทางของสื่อมวลชนทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์รวมมูลค่าแล้วนับเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มรถยนต์หรู หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกคน เมอร์เซเดส-เบนซ์คงไม่สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาดรถยนต์ระดับหรูหราในประเทศไทยได้จนถึงวันนี้” มร. โฟลเกอร์ กล่าวสรุป
Bajaj Dominar Rides #12 ชม ชิม ชิล ฟาร์มแกะราชรี!
กิจกรรมเริ่มต้นกันที่โชว์รูม บาจาจ อ้อมใหญ่ กับการต้อนรับแบบอบอุ่นจากทีมงาน การบรีฟเส้นทางในการขับขี่ ไปจนถึงพื้นฐานความปลอดภัยในการขับขี่แบบรูปขบวน หลังจากนั้นก็เริ่มออกเดินทางสู่ จังหวัดราชบุรี
ซึ่งจุดแรกที่เราแวะพักก็คือ ร้านครัวม่อนไข่ เพื่อแวะรับประทานอาหารกลางวัน และจุดหมายต่อไปคือ เดอะซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม ให้ลูกค้าได้พักผ่อนกับบรรยากาศธรรมชาติ ในฟาร์มแกะ พร้อมด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ ป้อนหญ้าแกะ, โชว์ความสามารถสุนัขต้อนแกะ ก่อนที่จะมุ่งหน้าเดินทางกลับไปยังโชว์รูม ผ่านการจราจรที่หนาแน่นในช่วงเย็นวันอาทิตย์ ให้ได้ทดสอบความคล่องตัวของ Dominar 400 ปิดท้ายทริปกันอีกด้วย

#Bajaj #DominarRides #Dominar400
ส่งมอบแล้วรถพลังไฟฟ้า 100% BMW iX xDrive50 Sport คันแรกในไทย!
มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ด้วยวิสัยทัศน์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่มุ่งส่งเสริมการวางรากฐาน e-mobility ของบีเอ็มดับเบิลยูในประเทศไทย การส่งมอบบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport คันแรก ให้แก่คุณสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผู้นำด้านธุรกิจพลังงานทางเลือกด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นความภาคภูมิใจของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ที่ได้รับความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในยนตรกรรมไฟฟ้าจากลูกค้าของเรา ซึ่งมีพันธกิจในการร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืนเช่นกัน”
คุณสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “จุดประสงค์ที่สำคัญของยานยนต์ไฟฟ้าและการนำพลังงานหมุนเวียนที่มีเสถียรภาพเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวัน มุ่งหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันเป็นสิ่งที่ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเองต่างก็ตั้งเป้าหมายไว้ในทุกภาคส่วน การร่วมกันใช้ยานยนต์ไฟฟ้าทั้งในภาคธุรกิจและภาคเอกชน นอกเหนือจากจะเป็นการช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือเพื่อช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนสำคัญต่างๆ ในอาเซียนได้เช่นเดียวกัน”
บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport มาพร้อมเทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย รวมถึงเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลัง ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 385 กิโลวัตต์/523 แรงม้
ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 630 กิโลเมตร สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 765 นิวตันเมตร ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ได้รับการติดตั้งควบคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นครั้งแรก ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อและเพิ่มความเสถียรภาพในการควบคุมรถยิ่งขึ้นอีกระดับ จึงโลดแล่นด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.6 วินาที

- (จากซ้าย) คุณโอภาส นพพรพิทักษ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย (โรงงานระยอง)
- คุณศรัณย์ อรรถเวทยวรวุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย บริษัท มิลเลนเนียม ออโต้ กรุ๊ป จำกัด
- คุณมนัสนันท์ อยู่ญาติวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายขายลูกค้าองค์กรและลูกค้าธุรกิจโรงแรม บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
- คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
- คุณสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
- มร.อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย
- คุณเจิดนภางค์ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน กลุ่มธุรกิจ มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย)
- มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย
ตอนรับเปิดเทอมสไตล์ K-Zombie เมื่อ สมใจ x นันยาง x Netflix
มัธยมซอมบี้ (All of Us Are Dead) เป็นซีรีส์โดย Netflix ที่สร้างจากเว็บตูนเรื่องดังของจูดงกึน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นนิยายภาพซอมบี้สไตล์เกาหลี ที่ใส่จินตนาการลงไปแบบสุดทาง โครงเรื่องน่าติดตาม บวกกับรายละเอียดที่พิถีพิถัน ได้เล่าถึงเรื่องราวสุดสยองขวัญ เมื่อจู่ๆ โรงเรียนมัธยมธรรมดาแห่งหนึ่งเกิดเหตุไวรัสซอมบี้แพร่ระบาด บรรดานักเรียนต่างติดเชื้อและลุกลามไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงนักเรียนส่วนน้อยที่ถูกทิ้งไว้อย่างโดดเดี่ยว และต้องรวมกลุ่มกันเพื่อเอาชีวิตรอด Netflix จึงได้หยิบเอาโมเมนต์สุดระทึกเมื่อสถานที่ที่ควรเป็นเซฟโซนอย่างโรงเรียนโดนฝูงซอมบี้บุกโดยไม่มีเวลาให้ใครได้ทันตั้งตัว มาจำลองสถานการณ์ให้ชวนจินตนาการตามว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นในโรงเรียนของคุณ หรือในเมืองที่คุณอาศัยอยู่จริงๆ ล่ะจะทำอย่างไร!
เพื่อส่งมอบประสบการณ์สุดระทึกจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงเรียนมัธยมฮโยซาน ซึ่งเป็นสถานที่หลักในซีรีส์ มัธยมซอมบี้ (All of Us Are Dead) ให้แฟนๆ ชาวไทยได้อินไปด้วยยิ่งกว่าเคย Netflix เตรียมกิจกรรมสุดตื่นเต้นเอาไว้มากมาย เริ่มจากการ wrap รถบัสทั้งคันให้เหมือนหลุดออกมาจากซีรีส์ พร้อมภาพตัวละครและองค์ประกอบชวนขนลุกต่างๆที่ทำให้รู้สึกราวกับการผ่านสมรภูมิเอาชีวิตรอดอันดุเดือด โดยรถบัสจะตระเวนไปตามจุดต่างๆ กลางกรุงเทพมหานครเพื่อให้แฟนๆ ซีรีส์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดเซอร์ไพรส์นี้ด้วยตนเอง ไม่ว่าจะเป็นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, แยกอโศก, แยกสาทร, ถนนหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลพระราม 9, สยามสแควร์ และสามย่านมิตรทาวน์ ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2565
เพื่อเพิ่มดีกรีความอินเข้าไปอีกระดับ Netflix ยังร่วมกับแบรนด์เครื่องเขียนระดับตำนานอย่าง “สมใจ” พลิกโฉมหน้าร้านทั้ง 5 สาขา ได้แก่ สามย่านมิตรทาวน์, อาคารสยามกิตติ์, เซ็นทรัลพระราม 9, เซ็นทรัล สีลม คอมเพล็กซ์ และมาบุญครอง ให้กลายเป็นห้องเรียนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่เชื้อไวรัสซอมบี้แพร่ระบาด พร้อมกิจกรรมสุดเซอร์ไพรส์ที่หน้าร้านให้ได้ร่วมสนุกเพื่อลุ้นรับชุดเครื่องเขียน “เปิดตำรา วิชาเอาตัวรอด” พร้อมคู่มือแนะนำวิธีใช้เครื่องเขียนเหล่านี้เป็นอุปกรณ์ต่อกรกับซอมบี้ ทั้งสมุด ดินสอกด ไม้บรรทัด ยางลบ กระดาษโน้ต และแฟ้มพลาสติก ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ ร้านสมใจ ได้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้เป็นต้นไป
ยังไม่หมดเท่านี้! Netflix ยังเสริมจินตนาการในการเอาชีวิตรอดจากซอมบี้ให้อะดรีนาลีนพลุ่งพล่านขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการจับมือกับแบรนด์รองเท้าที่นักเรียนไทยคุ้นเคยอย่าง “นันยาง” นำรองเท้าผ้าใบนักเรียนรุ่นคลาสสิกมาจัดทำดีไซน์พิเศษที่ชวนให้จินตนาการถึงสถานการณ์ที่โดนฝูงซอมบี้ไล่ล่าจนรองเท้าเต็มไปด้วยคราบเลือด ซึ่งต้องขอบอกเลยว่าเลือดทุกหยดบนรองเท้านั้นเกิดการจากเพนต์มืออย่างตั้งใจ ไม่ซ้ำใครแน่นอน! ติดตามร่วมสนุกกับกิจกรรมเพื่อลุ้นรับรองเท้าผ้าใบรุ่นพิเศษนี้ได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ นันยาง ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป
เตรียมใจและเตรียมอาวุธให้พร้อมแล้วไปลุ้นระทึกกับซีรีส์ มัธยมซอมบี้ (All of Us Are Dead) พร้อมให้ชมได้แล้ววันนี้ที่ Netflix เท่านั้น!
เกมเมอร์สายหวานห้ามพลาดคอลเลกชั่น HELLO KITTY พิเศษจาก RAZER
สินค้าในคอลเลกชั่นชุดนี้ประกอบไปด้วย
- Razer Kraken BT Kitty – รุ่น Hello Kitty และผองเพื่อน
ให้ผู้เล่นสามารถพูดจากใจจริงและสัมผัสประสบการณ์ฟังที่มีมิติด้วย Razer Kraken BT – Hello Kitty และผองเพื่อน ที่มาพร้อมกับโบว์สีชมพู ชุดหูฟังไร้สายขับเคลื่อนโดย Razer Chroma™ RGB ซึ่งช่วยให้เกิดแสงสะท้อนสตรีมที่เปล่งประกายความน่ารักไปทั่ว - Razer Iskur X – รุ่น Hello Kitty และผองเพื่อน
สัมผัสการสนับสนุนการเล่นเกมที่ดีที่สุดที่คุณสามารถไว้วางใจได้ด้วยเก้าอี้เล่นเกมจาก Razer Iskur X – Hello Kitty และผองเพื่อน รับมือกับความท้าทายในรูปแบบเกมชั้นนำที่มี Hello Kitty และผองเพื่อนอยู่เคียงข้างคุณ - Razer Lumbar Cushion – รุ่น Hello Kitty และผองเพื่อน
เบาะรองนั่ง Razer Lumbar – รุ่น Hello Kitty และผองเพื่อน มาพร้อมเมมโมรี่โฟมที่นุ่มสบายและผ้าที่เนื้อหนานุ่มพิเศษ รองรับความสบายที่สมบูรณ์แบบสำหรับเกมเมอร์หรือคนรัก Hello Kitty ตลอดวัน - Razer DeathAdder Essential + Razer Goliathus Medium Bundle – Hello Kitty และผองเพื่อน
แรงบันดาลใจจากสายสัมพันธ์ที่หลอมรวมโดย Hello Kitty และผองเพื่อน ความสะดวกสบายและความน่าเชื่อถือของ Razer DeathAdder Essential ประกอบกับความเร็วอันน่าทึ่งของ Razer Goliathus Medium คือคู่หูที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเล่นเกมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง
Razer x Hello Kitty จะวางจำหน่ายในเดือนมีนาคมในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ Razer.com และตัวแทนจำหน่ายที่ได้รับอนุญาต ราคาจะอยู่ที่
- Razer Kraken BT Kitty – Hello Kitty and Friends Edition: USD $199.99 MSRP
- Razer Iskur X – Hello Kitty and Friends Edition: USD $499.00 MSRP
- Razer Lumbar Cushion – Hello Kitty and Friends Edition: USD $59.99 MSRP
- Razer DeathAdder Essential + Goliathus Medium Bundle – Hello Kitty and Friends Edition: USD $64.99 MSRP
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต อีกหนึ่งรถอเนกประสงค์ที่คุณไม่ควรพลาด!
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือ หนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่มีการติดตั้งระบบเทคโนโลยีต่างๆ มากที่สุดในเซกเมนต์ พร้อมด้วยสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นที่สามารถลุยผ่านทุกอุปสรรค มีดีไซน์ที่โดดเด่นที่ผสานกับความหรูหราและความสะดวกสบายแบบรถซีดาน ครบครันด้วยอรรถประโยชน์ในด้านการใช้งาน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ถูกเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อปี 2551 จนถึงปัจจุบัน มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มียอดจำหน่ายสะสมทั่วโลกมากกว่า 700,000 คัน ทั้งนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังถือเป็นหนึ่งในรถยนต์รุ่นสำคัญเชิงกลยุทธ์ระดับโลกของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น พร้อมการยอมรับจากลูกค้าทั่วโลกทั้งในด้านความปลอดภัย ความสะดวกสบาย ความทนทาน และความมั่นใจในขณะขับขี่ โดยเหตุผลสำคัญที่ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สามารถครองใจลูกค้าและคงความนิยมมาอย่างต่อเนื่อง มีดังต่อไปนี้
เริ่มด้วย ‘นิยามแห่งความสำเร็จ’ ที่ถูกถ่ายทอดมาอย่างต่อเนื่อง มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มาพร้อมกับจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันด้วยการคว้าชัยชนะมากถึง 12 ครั้งจากสนามแข่งแรลลี่สุดหฤโหดระดับโลกอย่าง ดาการ์ แรลลี่ นับตั้งแต่ปี 2528 โดย มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ได้มีการปรับเทคโนโลยีระบบการขับเคลื่อนที่ใช้ในการแข่งขันระดับโลกดังกล่าวให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เพื่อมอบให้แก่ลูกค้าในปัจจุบันให้ได้สัมผัส อาทิ ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เป็นเอกลักษณ์ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส หรือที่เรียกว่า Super Select 4WD II
ด้วยระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II ที่ช่วยให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต สามารถขับผ่านได้บนทุกสภาพถนน ครบครันด้วยสมรรถนะที่โดดเด่น อาทิ โหมด 2H (2WD High-Range) ขับเคลื่อน 2 ล้อ, โหมด 4H (4WD High-Range) ขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full-Time All Wheel Control, โหมด 4HLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วสูง (4WD High-Range with Locked Transfer) และ โหมด 4LLc ระบบขับเคลื่อนสี่ล้ออัตราทดความเร็วต่ำ (4WD Low-Range with Locked Transfer) พร้อมกันนี้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมาพร้อมกับโหมดออฟโรด ได้แก่ Gravel, Mud/Snow, Sand และ Rock รวมทั้งระบบล็อกเฟืองท้ายเพื่อมอบสมรรถนะสูงสุดบนเส้นทางออฟโรด ถือเป็นหนึ่งในระบบขับเคลื่อน 4 ล้อที่ล้ำสมัยที่สุดในเวลานี้
อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้รับความนิยม ได้แก่ การเป็นรถอเนกประสงค์ที่ ‘มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากที่สุด’ โดยได้รับการพัฒนาและผลิตขึ้นด้วยสมรรถนะอันแข็งแกร่ง ครบครันด้วยระบบความปลอดภัยที่มากที่สุดในเซกเมนต์ ภายใต้แนวคิดกลยุทธ์แบรนด์ระดับโลกของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ‘Drive your Ambition’ ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อร่วมสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ขับขี่ในการค้นหาความสำเร็จใหม่ๆ โดยระบบความปลอดภัยที่สำคัญ ประกอบด้วย ระบบเบรกมือควบคุมด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (Auto Parking Brake) และระบบช่วยเบรก (Brake Auto Hold) กล้องมองภาพรอบคัน (Multi-Around Monitor) ระบบสัญญาณเตือนจุดอับสายตา พร้อมระบบสัญญาณเตือนขณะเปลี่ยนเลน (Blind Spot Warning with Lane Change Assist)
ระบบสัญญาณเตือนด้านหลังขณะถอยออกจากช่องจอด (Rear Cross Traffic Alert) ระบบเตือนกันชนด้านหน้าตรง พร้อมระบบช่วยชะลอความเร็ว (Forward Collision Mitigation System) ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างรุนแรงและรวดเร็ว (Ultrasonic Misacceleration Mitigation System) ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว พร้อมระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล (Active Stability and Traction Control) ระบบช่วยออกตัวบนทางลาดชัน (Hill Start Assist System) ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control) ระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยอัจฉริยะ (Electronic Time and Alarm Control System) และระบบล็อกความเร็วแบบแปรผันอัตโนมัติ (Adaptive Cruise Control)
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต คือ ‘รถอเนกประสงค์อัจฉริยะ’ อีกหนึ่งจุดเด่นที่สำคัญ ได้แก่ ระบบเปิด-ปิดประตูท้ายด้วยไฟฟ้า พร้อมการสั่งงานด้วยระบบแฮนด์ฟรี ทำงานร่วมกับระบบมิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานเปิด-ปิดประตูท้ายผ่านสมาร์ทโฟน โดยสามารถตั้งค่าให้เปิดหรือปิดอัตโนมัติเมื่อผู้ขับขี่เดินเข้ามาใกล้หรือเดินออกห่างจากตัวรถ นอกจากนี้ เมื่อเชื่อมต่อผ่านสัญญาณบลูทูธ ระบบ มิตซูบิชิ รีโมท คอนโทรล ยังสามารถแสดงข้อมูลเกี่ยวกับสถานะตัวรถ ข้อมูลการใช้งาน การแจ้งเตือนระบบ และการสั่งงานอื่นๆ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของผู้ขับขี่ผ่านสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์แวเรเบิล ผู้ขับขี่ยังสามารถจองล่วงหน้าเพื่อเข้าใช้บริการที่ศูนย์บริการของมิตซูบิชิ ได้ตามต้องการจากทุกที่ทุกเวลา
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ‘มีเอกลักษณ์การดีไซน์ที่โดดเด่น’ สะกดทุกสายตาโดดเด่นทุกมุมมองด้วยกระจังหน้าแบบ ‘Advanced Dynamic Shield’ เส้นสายการออกแบบมีความทันสมัยจากภายนอกจรดภายใน ห้องโดยสารกว้างขวางและมีความหรูหรา ตกแต่งด้วยวัสดุบุนุ่มที่ช่วยเพิ่มระดับความพรีเมียม สะดวกสบายยิ่งขึ้นในทุกการเดินทางด้วยช่องจ่ายไฟฟ้าขนาด 220V พร้อมที่ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือแบบไร้สาย มีระบบฟอกอากาศ และระบบปรับอากาศสำหรับเบาะนั่งแถวที่ 2 และ 3 ผู้โดยสารตอนหลังยังสามารถเพลิดเพลินกับระบบความบันเทิงตลอดการเดินทางด้วยจอภาพขนาด 12.1 นิ้ว ติดตั้งบนเพดานรถ พร้อมรีโมทคอนโทรล รองรับการเชื่อมต่อผ่าน USB และสมาร์ทโฟนผ่าน HDMI
มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังมาพร้อมกับ ‘ความสบายใจด้านบริการหลังการขาย’ ภายใต้สโลแกน ‘เราดูแล คุณแค่ขับ’ ที่ช่วยให้ลูกค้าทุกคนสามารถมั่นใจได้ว่ารถยนต์ มิตซูบิชิ ทุกคันจะพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ด้วยค่าบำรุงรักษาที่ไม่แพง การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยมประจำปี 2564 หรือ TAQA ด้วย ‘รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขายประเภทรถยนต์นั่งส่วนบุคคล’ และ ‘รางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม ด้านบริการหลังการขายประเภทรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน’ ทั้งนี้ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ยังสามารถคว้ารางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันแล้ว
เพื่อตอกย้ำความนิยมในประเทศไทย พร้อมการยอมรับให้เป็นหนึ่งในรถเอนกประสงค์ที่ดีที่สุดในโลก บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จึงขอแนะนำ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต เพื่อสานต่อความสำเร็จในการเป็นหนึ่งในรถอเนกประสงค์ที่ดีที่สุด โดย มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีการติดตั้งระบบความปลอดภัยเพิ่มเติม เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำรถอเนกประสงค์แบบพรีเมียมที่มีความครบครันมากที่สุดในเซกเมนท์ มั่นใจยิ่งขึ้นด้วยการติดตั้งถุงนิรภัยเพิ่มเป็นแบบ 7 ตำแหน่งในรุ่น GT-PREMIUM 2WD และติดตั้งระบบกล้องมองภาพรอบคันรุ่นปรับปรุงใหม่ (MAM) ทั้งในรุ่น GT-PREMIUM 2WD และ 4WD นอกจากอุปกรณ์ที่ติดตั้งเพิ่มให้แล้ว มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ยังคงความพรีเมียมและความเหนือระดับทั้งในด้านอรรถประโยชน์และการดีไซน์ที่โดดเด่น พร้อมเอกลักษณ์ความเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ที่ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ทั้งในด้านสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย
พบกับ มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต ได้แล้ววันนี้ที่โชว์รูม มิตซูบิชิ ทั่วประเทศ หรือ ท่านสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมและขอทดลองขับได้ที่ www.mitsubishi-motors.co.th หรือ มิตซูบิชิ คอลเซ็นเตอร์ หมายเลขโทรศัพท์ 02-079-9500 ที่เปิดให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง
เอ็มจี ประกาศผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่เทียบชั้นยานยนต์โลก
บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ตั้งเป้าผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก้าวสู่ยุคใหม่เทียบชั้นอุตสาหกรรมโลก รุกตลาด “อีวี” ชู ระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ของประเทศจะแข็งแกร่งต้องมี ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สถานีชาร์จครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ การพัฒนาและการจัดการแบตเตอรี่ที่ดี และการสร้างความรู้พื้นฐานและความเข้าใจไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อให้อีวีในไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืน เผยตัวเลขยอดขายรวมปีที่ผ่านมา 31,005 คัน หรือมีอัตราการเติบโตที่ 9.5% พร้อมเตรียมส่งผลิตภัณฑ์ลงตลาดที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้าหลากหลายกลุ่มมากยิ่งขึ้นในปีนี้
มร. จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ทิศทางและแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีการติดตั้งเทคโนโลยีเพื่อช่วยในการขับขี่ (Autonomous) การเชื่อมต่อระหว่างคนและรถ (Connectivity) มากยิ่งขึ้น การใช้งานรถร่วมกัน (Sharing Economy) ได้รับการพูดถึงมากขึ้น รวมถึงการที่โลกกำลังเดินหน้าไปสู่เศรษฐกิจพลังงานสะอาด (Green Economy) และให้ความสำคัญกับ Emission Standard จากการตั้งเป้าหมายของแต่ละประเทศเพื่อทำให้เกิด Zero Emission จึงทำให้อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) เติบโตอย่างก้าวกระโดด”
ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ จากนโยบายและจุดยืนที่ชัดเจนของภาครัฐ รวมถึงมาตรการและแนวทางสนับสนุนที่มีอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตทัดเทียมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก เอ็มจีเชื่อว่าการให้ความสำคัญกับ “เทคโนโลยี” จะช่วยสร้างจุดเปลี่ยนและยกระดับประเทศไทยได้ โดยเราได้มีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ๆ มาโดยตลอด ทำให้คนไทยได้ใช้รถที่มีระบบการเชื่อมต่ออัจฉริยะและระบบการขับขี่อัตโนมัติที่ให้ความสะดวกสบายและความปลอดภัยกับผู้ขับขี่เพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ธุรกิจ Car Sharing กำลังเป็นที่จับตา รวมถึงรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยก็เป็นที่ยอมรับและมียอดจำหน่ายที่เพิ่มสูงขึ้น ถือได้ว่าในวันนี้ประเทศไทยก้าวมาไกลทัดเทียมกับประชาคมโลกอย่างที่เอ็มจีตั้งใจไว้
นิยามอีวีของเอ็มจี ไม่ใช่แค่ตัวรถแต่คือการลงมือทำทั้งระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าให้แข็งแกร่งที่ครอบคลุมทั้ง
- การพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลาย เพื่อให้สอดรับกับรูปแบบการใช้งานความต้องการและไลฟ์สไตล์ของแต่ละกลุ่มลูกค้า โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทุกรุ่นที่จะเปิดตัวนับจากนี้ จะมี เทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ V2L ที่รถยนต์สามารถจ่ายไฟฟ้าไปยังเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นได้
- การพัฒนาและการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เราได้รับการอนุมัติจาก BOI ในการตั้งโรงงานผลิตแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงอยู่ในระหว่างการศึกษาและวิจัยในเรื่องของวิธีการจัดการแบตเตอรี่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ไม่ได้ใช้งานแล้วอีกด้วย
- การสร้างและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกพร้อมเสริมความมั่นใจในการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า รองรับการใช้งานอย่างแพร่หลาย รวมถึงยังเป็นการปลดล็อกความกังวลเรื่องระยะทางการใช้งานต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ด้วยจำนวนสถานีชาร์จนอกบ้านที่มีให้บริการตลอดเส้นทาง โดยทุกๆ 150 กิโลเมตรจะต้องมีเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างน้อย 1 แห่ง
- การเร่งสร้างความรู้พื้นฐานและความเข้าใจเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมีแผนที่จะเข้าไปสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และเตรียมความพร้อมให้คนรุ่นใหม่เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในไทยให้เกิดขึ้นได้ไวมากยิ่งขึ้น รวมถึงเป็น ผู้ร่วมกำหนดมาตรฐานใหม่ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในอนาคต
เอ็มจีตั้งเป้าที่จะผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่ อันจะนำมาซึ่งการยกระดับขีดความสามารถของประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว (New Growth) โดยจะมุ่งนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ด้วยการผสมผสานความลงตัวของ เทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และ คุณค่า (Value) เพื่อทลายกรอบความคิดเดิมๆ และพิสูจน์ให้เห็นว่ารถที่ดีต้องมอบประโยชน์สูงสุดให้กับผู้บริโภค และทำให้คนไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงรถยนต์ที่มาพร้อมนวัตกรรมในราคาที่เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น
ในปี 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนที่คนไทยให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในแบรนด์เอ็มจีมากยิ่งขึ้น จากการรุกตลาดสร้างสีสันให้กับวงการยานยนต์ไทยตามแผนงานที่วางไว้ตลอดทั้งปี ทำให้เอ็มจีสามารถสร้างยอดขายรวมที่ 31,005 คัน หรือมีอัตราการเติบโตที่ 9.5% ถือเป็นแบรนด์รถยนต์เพียงไม่กี่แบรนด์ที่มีตัวเลขอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น โดยมีสถิติและตัวเลขที่น่าสนใจ อาทิ ALL NEW MG5 สามารถขึ้นเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ B-segment ภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนหลังจากการเปิดตัว ในส่วนของกลุ่ม SUV ที่เป็นโมเดลทำตลาดหลักของ เอ็มจี ในปี 2564 สามารถรั้งตำแหน่งในกลุ่มผู้นำต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้นจากกลุ่มลูกค้าทั่วไปและลูกค้าองค์กร โดยครองการเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดสูงถึงกว่า 90% อีกทั้งยังสามารถดำเนินการติดตั้งสถานีชาร์จแบบเร็ว MG Super Charge ได้แล้วทั่วประเทศจำนวน 120 แห่ง เป็นต้น
ทั้งนี้ ในปี 2565 เอ็มจีคาดว่า ตลาดรถยนต์ในประเทศจะเติบโตขึ้นโดยมียอดขายรวมอยู่ที่ 800,000 – 850,000 คัน โดยในส่วนของเอ็มจีจะเน้นพัฒนาและนำเสนอผลิตภัณฑ์ให้ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาปและรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้รถของคนไทย มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในผลิตภัณฑ์และ การบริการควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม
เอ็มจี มุ่งมั่นที่จะส่งมอบประสบการณ์การใช้รถที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนไทย เรากล้าที่จะคิดและลงมือทำในสิ่งที่ต่างทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้สามารถเป็นไปได้ ด้วยการสร้างสรรค์และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ยุคใหม่ทัดเทียมอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย รักษาแชมป์ผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดรถยนต์ พรีเมียมไทย 2 ปีซ้อน!
ด้วยจำนวนโมเดลรถยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยูที่มีหลากหลายถึง 9 รุ่น ส่งผลให้ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งในแบบ PHEV และ BEV ของบีเอ็มดับเบิลยูและมินิในปี 2564 มีจำนวนสูงถึง 2,784 คัน ทำให้รถยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ขึ้นครองแชมป์ในตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียมด้วยส่วนแบ่งทางการตลาด 32.9%
การประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี ซึ่งรวมถึงตัววัดผลด้านความพึงพอใจของลูกค้า หรือ NPS Score ที่เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยบีเอ็มดับเบิลยูยังคงยึดหลักการให้ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง พร้อมนำเสนอยนตรกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการผสานนวัตกรรมทางดิจิทัลในการให้บริการ เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและหลากหลายให้แก่ลูกค้า ที่สำคัญ ยังคงมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อสังคม
มร. อเล็กซานเดอร์ บารากา ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายซึ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จอันเกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในตลาดรถยนต์พรีเมียมไทยอย่างต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน นอกจากนี้ มินิ ประเทศไทยยังประสบความสำเร็จต่อเนื่องอีกปีเช่นกัน ด้วยยอดจดทะเบียน 1,050 คัน ในขณะที่บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด สร้างสถิติครองส่วนแบ่งทางการตลาดในกลุ่มเครื่องยนต์ขนาด 500 ซีซีขึ้นไป สูงถึง 7.6% นอกจากนี้ อีกก้าวที่สำคัญอันเป็นประวัติศาสตร์ของเรา คือ การขับเคลื่อนไปสู่อนาคตแห่งยานยนต์ไฟฟ้า (e-mobility) ซึ่งในปีที่แล้ว บีเอ็มดับเบิลยูและมินิครองอันดับหนึ่งในตลาดยานยนต์ไฟฟ้ากลุ่มพรีเมียม PHEV และ BEV ด้วยสัดส่วนทางการตลาด 32.9% ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์อย่างชัดเจนที่บ่งชี้ว่าลูกค้ามีความไว้วางใจในยานยนต์ไฟฟ้าของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป”
“การเป็นผู้นำในตลาดพรีเมียมนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการปรับตัวต่อสถานการณ์ใหม่ ๆ รวมถึงการประยุกต์ผลิตภัณฑ์ของเราเพื่อสร้างความพึงพอใจและสามารถสนองความต้องการของลูกค้า แม้ว่าสถานการณ์ของปี 2565 ยังคงไม่แน่นอน แต่บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงมุ่งหมายที่จะนำเสนอยานยนต์ เทคโนโลยี และการบริการที่ดีที่สุด เพื่อมอบประสบการณ์อันเป็นเลิศให้แก่ผู้ขับขี่ทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้งานเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ยานยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) และยานยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่ (BEV) โดยเฉพาะ”
“จากการประสบความสำเร็จอันงดงามในปี 2564 ผมขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบความไว้วางใจให้กับแบรนด์ของเรา ลูกค้าทุกท่านคือ แรงผลักดันสำคัญให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเราจะยังคงพันธกิจในการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยสูงสุด พร้อมคุณภาพในการให้บริการที่เป็นเลิศ และที่สุดของประสบการณ์การขับขี่เหนือระดับ นอกจากนี้ ผมขอขอบคุณผู้จำหน่ายและพนักงานทุกท่านสำหรับความมุ่งมั่นและความร่วมมือกันทำงานอย่างสุดความสามารถ เพื่อให้เราผ่านช่วงความท้าทายนี้ไปด้วยกัน และพร้อมเดินเคียงข้างกันตลอดไป”
สำหรับในระดับโลก บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ปยังคงเติบโตในปี 2564 โดยได้ส่งมอบรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และโรลส์รอยซ์ทั่วโลกรวม 2,521,525 คัน ซึ่งอัตราการเติบโตที่แข็งแกร่งนี้เป็นผลสะท้อนมาจากความต้องการรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ด้วยยอดส่งมอบรวม 328,316 คัน ในขณะที่ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดมียอดส่งมอบรวมสูงสุดแห่งปีสูงถึง 194,261 คันทั่วโลก
ทั้งนี้ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ยังคงตั้งเป้าที่จะสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ผ่านการนำเสนอประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าตลอดปี 2565 ทั้งในรูปแบบอีเวนต์บนสถานที่จริงและบนช่องทางดิจิทัล โดยบีเอ็มดับเบิลยูได้ยกระดับในด้านโซลูชันทางดิจิทัล เพื่อตอบรับพฤติกรรมของผู้บริโภคผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งด้านการขายและการบริการด้วยความปลอดภัยสูงสุด ในฐานะที่เป็นบริษัทยานยนต์ระดับพรีเมียม อีกหนึ่งในปณิธานที่สำคัญคือ เรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในปี 2565 การรับผิดชอบต่อสังคมและความท้าทายในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมจะเป็นกลยุทธ์สำคัญทั้งในระดับโลกและระดับท้องถิ่น
นอกจากทางเลือกและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายครอบคลุมทั้งความต้องการด้านยนตรกรรมและไลฟ์สไตล์ให้แก่ผู้ใช้งานในไทยแล้ว บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทยยังร่วมมือกับเครือข่ายผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการในการให้บริการที่รวดเร็ว สะดวกสบาย และได้มาตรฐานระดับโลกทั่วประเทศ จึงเป็นเครื่องการันตีถึงตำแหน่งผู้นำของบีเอ็มดับเบิลยูในตลาดยนตรกรรมพรีเมียมไทยสองปีซ้อน
บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ทุมงบ 560 ล้าน เพื่อรองรับการประกอบมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด
มร. คนุท โบลกแคร์ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “การวาง
ศิลาฤกษ์ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และเป็นการก้าวสู่อีกขั้นของกลยุทธ์เพื่อรองรับการผลิตชิ้นส่วนสำหรับการประกอบมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ในอนาคต นอกจากนี้ ยังถือเป็นก้าวสำคัญของทั้งบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป และบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย โดยโรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนสำหรับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด แห่งแรกนอกประเทศเยอรมนี ซึ่งจะเสริมความแข็งแกร่งให้กับบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย และเครือข่ายการผลิตของบีเอ็มดับเบิลยู ทั้งยังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขยายพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในอนาคต รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในภูมิภาคอาเซียน นอกจากจะช่วยเสริมความยืดหยุ่นให้กับเครือข่ายการผลิตในภาพรวมและยุทธศาสตร์อื่น ๆ ในอนาคตของเรา โรงงานแห่งใหม่นี้ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยได้อย่างชัดเจนอีกด้วย”
บีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับโรงงานบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป
แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จังหวัดระยอง และจะมีพื้นที่รวมโดยประมาณกว่า 11,000 ตารางเมตร ด้วยศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนหรืออะไหล่ที่ได้มาตรฐานมากกว่า 50,000 ชิ้นต่อปี และคาดว่าจะมีการขยายการจ้างงานราว 200 ตำแหน่งโดยมีเม็ดเงินการลงทุนจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป กว่า 2,350 ล้านบาท พิธีวางศิลาฤกษ์ของบีเอ็มดับเบิลยู พาร์ทส์ แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ที่มีต่อประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ โดยระยะเวลาในการก่อสร้างอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2564 – 2565 และคาดว่าจะสามารถเริ่มการผลิตได้ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566
“ขยะติดเกาะ” ปัญหาสุดท้าทาย จัดการได้ด้วยพลังชุมชน
ปัญหาขยะติดเกาะ ยังคงเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญลำดับต้น ๆ ของประเทศที่ท้าทายและต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ของเกาะที่ล้อมรอบด้วยน้ำ และอุปสรรคด้านการขนส่ง ส่งผลให้ขยะที่อยู่บนเกาะต้องได้รับการจัดการที่แตกต่างออกไป ภายใต้ความท้าทายนี้ ยังมีเรื่องราวแห่งความร่วมมือที่เป็นความหวังกับ “เกาะยาวใหญ่ จังหวัดพังงา” หนึ่งในเกาะที่สามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการร่วมแรงร่วมใจกันของสมาชิกในชุมชน
ในอดีต ย้อนกลับไปเมื่อปี 2561 เกาะยาวใหญ่เคยเป็นเกาะที่มีปริมาณขยะเฉลี่ยสูงถึง 3,000 กิโลกรัมต่อวัน เนื่องจากการกำจัดขยะบนเกาะด้วยการเผาในที่โล่งแจ้งและฝังกลบในพื้นที่ส่วนบุคคลและพื้นที่สาธารณะก่อให้เกิดมลพิษทางกลิ่น และสารพิษตกค้างจากการเผาขยะ แต่หลังจากที่องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิโคคา–โคล่า ภายใต้โครงการ การจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย: ปฏิบัติการภาคประชาชนสู่การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย ดำเนินโครงการในพื้นที่ร่วมกับความต้องการและพลังของชุมชน ปัจจุบันผลกระทบจากปัญหาขยะติดเกาะที่เกาะยาวใหญ่ลดลง อันเป็นผลมาจากส่งเสริมการจัดการขยะเชิงบูรณาการที่เน้นการจัดการตั้งแต่ต้นทางของชุมชน ด้วยการสร้างความเข้าใจ ทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติ จนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมระดับบุคคลในเรื่องการคัดแยกขยะ อีกทั้งมีการออกเทศบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการขยะ ซึ่งเป็นนโยบายการจัดการขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เน้นการจัดการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางเช่นเดียวกัน จากความสำเร็จในการดำเนินโครงการในพื้นที่ตำบลเกาะยาวใหญ่ ได้ขยายผลการดำเนินงานไปยังพื้นที่ตำบลพรุใน และตำบลเกาะยาวน้อยเพื่อขยายความร่วมมือให้เกิดการจัดการขยะแบบบูรณาการร่วมกันทั้งอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา
นางซาเดีย แมดส์เบิร์ก ประธานกรรมการ มูลนิธิโคคา–โคล่า กล่าวว่า “มูลนิธิโคคา–โคล่า องค์กรสาธารณกุศลภายใต้ เดอะ โคคา–โคล่า คัมปะนี ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้สนับสนุนโครงการด้านความยั่งยืนในชุมชนในการดูแลและร่วมแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่ชุมชนต่าง ๆ ทั่วโลก ปัญหา ‘ขยะติดเกาะ’ ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกที่หลุดลอดออกสู่ธรรมชาติและมหาสมุทร”
นายนันทิวัต ธรรมหทัย เลขานุการมูลนิธิโคคา–โคล่า ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “ด้วยเหตุนี้ มูลนิธิโคคา–โคล่า จึงร่วมมือกับ IUCN เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงบนเกาะยาวใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม โดยจากการร่วมมือกันของทุกคนในชุมชน ปัจจุบันพื้นที่เกาะยาวใหญ่ได้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบของการจัดการขยะในชุมชนบนเกาะได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินงานในปีที่ 3 นี้จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกยิ่งขึ้นไปให้แก่ชุมชนและสังคมรอบข้าง ก่อให้เกิดเป็นรูปแบบการจัดการขยะบนเกาะเพื่อชุมชนโดยชุมชน ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเกาะอื่น ๆ เพื่อลดปริมาณขยะติดเกาะได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ”
จากการเก็บรวบรวมข้อมูลปริมาณวัสดุรีไซเคิลตั้งแต่เริ่มดำเนินงานในปี 2561 สมาชิกในชุมชนสามารถเก็บวัสดุรีไซเคิลคืนสู่ฝั่ง ด้วยการคัดแยกขยะได้จำนวนมากถึงเกือบ 600 ตัน ซึ่งเงินที่ได้จากการขายวัสดุรีไซเคิลเหล่านั้นก็กลับเข้าสู่ชุมชน อาทิ นำไปมอบให้กับมัสยิดเพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการสาธารณะ การจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์มอบให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมถึงตั้งเป็นกองทุนเพื่อดูแลผู้ป่วยภายในตำบลอีกด้วย
นางสาวสุปราณี กำปงซัน หัวหน้าสำนักงาน แผนงานประเทศไทย ตัวแทนจาก IUCN กล่าวว่า “ภายใต้ความร่วมมือกับมูลนิธิโคคา–โคล่า รวมถึงสมาชิกในชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง IUCN ได้ดำเนินการเสริมสร้างศักยภาพ ความรู้ความเข้าใจของชุมชนด้านการจัดการขยะ การพัฒนากรอบนโยบายการจัดการขยะในระดับตำบล ร่วมพัฒนาเทศบัญญัติ และประกาศเทศบาลด้านนโยบายการจัดการขยะในชุมชนได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากปรับเปลี่ยนทัศนคติ ให้ความรู้กับชุมชนให้พวกเขาตระหนักว่าปัญหาขยะเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกัน กระตุ้นให้เปลี่ยนพฤติกรรมระดับบุคคลเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง โดยเริ่มจากปัญหาที่มีอยู่จริงในพื้นที่ และปรับแผนงานตามความเหมาะสมของแต่ละชุมชน ให้พวกเขามองเห็นเป้าหมายเดียวกัน เกิดเป็นแผนการจัดการขยะทั้งในระดับชุมชนและระดับตำบลอย่างเป็นรูปธรรม ที่สามารถดำเนินงานได้ด้วยตัวชุมชนเองในที่สุด นับเป็นผลลัพธ์ของโครงการฯ ที่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาและต่อยอดเพื่อความสำเร็จของชุมชนอย่างแท้จริง”
หลังจากนี้ มูลนิธิโคคา–โคล่า และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ (IUCN) จะยังคงเดินหน้าโครงการ การจัดการขยะพลาสติกในประเทศไทย: ปฏิบัติการภาคประชาชนสู่การปรับเปลี่ยนเชิงนโยบาย ร่วมกับชุมชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความตระหนักรู้ด้านการจัดการขยะเชิงบูรณาการ สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรม ลดปริมาณขยะพลาสติก และขยะอื่น ๆ ให้หลุดลอดลงสู่ทะเลให้น้อยลง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดของโครงการฯ ที่ทุกคนในชุมชนร่วมมือกันบริหารจัดการ ขยะติดเกาะ ได้ด้วยตัวชุมชนเองอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ และเป็นโมเดลความสำเร็จที่จะกลายเป็นต้นแบบ การจัดการ ขยะติดเกาะ ให้พื้นที่เกาะอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป
