พร้อมแล้ว! MG Super Charge ณ สถานีบริการน้ำมันบางจากกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย ในฐานะผู้นำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าตัวจริง (EV Leader) จับมือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ร่วมสร้างความแข็งแกร่ง ให้ระบบนิเวศรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Ecosystem) ในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ให้เป็นจริง เปิดให้บริการ MG Super Charge ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากแล้วตั้งแต่วันนี้ ตั้งเป้าติดตั้งครบ 50 แห่งภายในปีนี้

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลายประเทศมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมให้พลเมืองหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังเพื่อช่วยลดปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นรูปธรรม สำหรับประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าและชิ้นส่วนที่สำคัญของโลก โดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติได้ออกแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตามนโยบาย 30/30 คือการตั้งเป้าผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2030 เพื่อผลักดันประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) โดยล่าสุดยังได้เตรียมมาตรการจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น

นาย จาง ไห่โป กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และบริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “เอ็มจี มุ่งมั่นผลักดันสังคมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างต่อเนื่องมากว่า 3 ปี ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมาเอ็มจีไม่ได้เพียงแค่เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังเดินหน้าสร้างโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมในทุกมิติควบคู่กันไป วันนี้เราภูมิใจที่ได้เห็นการเติบโตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจนกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยม อีกทั้งยังเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ผู้ผลิตรถยนต์หลากหลายแบรนด์ เริ่มแนะนำรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจัง รวมไปถึงภาครัฐที่ออกมาตรการเพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์ พลังงานไฟฟ้าอย่างชัดเจน”

“ทั้งนี้ เอ็มจีในฐานะผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศ ตระหนักดีว่านอกเหนือจากมาตรการภาครัฐ การมีผลิตภัณฑ์ยานยนต์ไฟฟ้าที่หลากหลายแล้ว การมีเครือข่ายสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่แข็งแกร่งและครอบคลุม จะเป็นตัวส่งเสริมให้ความนิยมของรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีมากขึ้น ดังนั้น เอ็มจี จึงได้ลงทุนติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบเร็ว (DC Charger) ภายใต้ชื่อ “MG Super Charge” ซึ่งปัจจุบันสามารถเปิดให้บริการแล้วกว่า 120 แห่ง ทั่วประเทศ และมีเป้าหมายอย่างชัดเจนในการติดตั้งเพิ่มเติมอีกกว่า 500 แห่ง ด้วยการประสานความร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง การร่วมมือกับบางจากฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของเรา และมีทิศทางเดียวกันในการสนับสนุนการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้า สะท้อนแนวทางการดำเนินงานของทั้งเอ็มจีและบางจากฯ ในฐานะผู้ผลักดันและขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคม EV ไปอีกระดับและสร้าง การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับคนไทย”

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บางจากฯ เป็นกลุ่มธุรกิจผู้นำการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ให้ความสำคัญกับการแก้ไขวิกฤตโลกร้อน เดินหน้าวางแผนเพิ่มสัดส่วนธุรกิจสีเขียวอย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutral ในปี ค.ศ. 2030 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ในปี ค.ศ. 2050 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว หนึ่งในแผนงานของบางจากฯ คือการติดตั้งสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) ภายในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่จะนำประเทศไทยสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยจับมือกับพันธมิตรขยายจำนวนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นใจและความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การจับมือกับ เอ็มจี ในฐานะผู้บุกเบิกรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศเปิด MG Super Charge ครั้งนี้ จะทำให้สถานีบริการน้ำมันบางจากมีจำนวนสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบเร็ว (EV Quick Charging Station) ที่ได้มาตรฐานมากที่สุดในประเทศไทยซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของการเป็น Greenovative Destination ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากเป็นจุดหมายที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้สำหรับทุกคน”

การร่วมมือกับ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อส่งเสริม การใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าร่วมกันด้วยการติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “MG Super Charge” ในสถานีบริการน้ำมันบางจากจะสร้างความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนไทยมีความคุ้นชินกับสถานีบริการน้ำมันซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงสถานที่สำหรับเติมน้ำมันเท่านั้น แต่ยังได้รับการยกระดับด้วยฟังก์ชั่นไลฟ์สไตล์ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการได้ในระหว่างรอการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าได้เช่นกัน

ทั้งนี้ เอ็มจีและบางจากฯ ตั้งเป้าหมายติดตั้งสถานีชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า “MG Super Charge” ในสถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีศักยภาพสูง รวมทั้งสิ้น 50 แห่ง รองรับผู้ใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งปัจจุบันสามารถเปิดให้บริการแล้ว 13 แห่ง โดยในจำนวนนี้ มี 5 แห่งที่สามารถทดลองใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง และจะเดินหน้าเปิดให้บริการให้ครบตามเป้าหมายที่วางไว้ในเร็วๆ นี้

นอกจากนี้ เอ็มจี ยังได้มอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าด้วยแคมเปญ “ยิ่งชาร์จ ยิ่งได้” โดยผู้ใช้จ่ายสูงสุด 50 อันดับแรก จะได้รับเงินคืน 50% ซึ่งแคมเปญนี้จะเริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึง 15 มกราคม 2022 รวมทั้งยังได้สิทธิพิเศษจากทาง บางจากด้วยเช่นกัน

#MGxBangchak #MGSuperCharge #EVLeader #MGThailand


GWM X BENZILLA ชวนวาดภาพสิงโตกับ HAVAL JOLION พร้อมลุ้นเงินรางวัลรวม 100,000 บาท!

เกรท วอลล์ มอเตอร์ จัดกิจกรรมล่าสิงโต กับ HAVAL JOLION” ชวนคนไทยที่มีใจรักงานศิลปะร่วมวาดภาพสิงโตอย่างสร้างสรรค์ภายใต้คอนเซ็ปต์ JOY+LION ให้สะท้อนถึงความสนุก สมาร์ท และทันสมัยรวมถึงออกแบบตัวอักษร ‘HAVAL JOLION’ ด้วยเทคนิคใดก็ได้ในรูปแบบดิจิทัล พร้อมโชว์ผลงานในโซเชี่ยลมีเดียของตนและภายใต้โพสของกิจกรรมนี้ที่เพจ HAVAL Thailand  เพื่อลุ้นรับเงินรางวัลมูลค่ารวม 100,000 บาท โดยกิจกรรมนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ได้ร่วมมือกับ BENZILLA สตรีทอาร์ททิสชื่อดัง ที่มาร่วมวาดภาพสิงโตที่มีความอิสระ สนุก เต็มไปด้วยสีสันและมีแววตาที่แอคทีฟเปรียบเสมือนตัวแทนความสนุกของคนรุ่นใหม่ เพื่อช่วยเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกคนออกมาปลดปล่อยจินตนาการผ่านภาพวาดสิงโตสุดครีเอทีฟกับกิจกรรมนี้ไปด้วยกัน

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV เป็นรถยนต์ในเซกเมนท์เอสยูวีบี ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร และอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะมากมาย ช่วยให้ทุกการขับขี่เป็นไปอย่างสนุกสนานและมั่นใจในความปลอดภัย พร้อมตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ในทุกๆ ด้านได้อย่างลงตัว

ผู้ที่สนใจ สามารถร่วมสนุกกับกิจกรรมล่าสิงโต กับ HAVAL JOLION” ได้ง่ายๆ ผ่านขั้นตอน ดังนี้

  1. สร้างสรรค์ภาพวาดสิงโต และตัวอักษร HAVAL JOLION ในรูปแบบของตนเองภายใต้คอนเซ็ปต์ JOY+LION ด้วยเทคนิคใดก็ได้ในรูปแบบดิจิทัล
  2. โพสภาพผลงานในโซเชี่ยลมีเดียของตน (Facebook, Instagram หรือ Twitter) โดยตั้งค่าการโพสเป็นแบบสาธารณะพร้อมติด Hashtag #GWMLIONHUNT และเขียนคำบรรยายสั้นๆ ถึงแรงบันดาลใจและไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงาน
  3. แปะลิงค์ผลงานที่โพสในโซเชี่ยลมีเดียของตนที่โพสของกิจกรรมนี้ที่โพสกิจกรรมล่าสิงโตกับ HAVAL JOLION” บนเพจ HAVAL Thailand

โดยผลงานที่โดนใจคณะกรรมการมากที่สุดจะได้รับคัดเลือกเพื่อรับเงินรางวัลรวมมูลค่า 100,000 บาท ได้แก่

  • รางวัลที่ 1 มูลค่า 50,000 บาท
  • รางวัลที่ 2 มูลค่า 30,000 บาท
  • รางวัลที่ 3 มูลค่า 20,000 บาท

ร่วมสนุกกับกิจกรรมล่าสิงโต กับ HAVAL JOLION” ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 19 ธันวาคมนี้ เวลา 23.59 . โดยจะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัล ในวันที่ 27 ธันวาคม ..2564 ที่เพจ HAVAL Thailand และสามารถติดตามข่าวสารและอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมนี้เพิ่มเติมได้ที่เพจ HAVAL Thailand


ADISTAR รองเท้าที่เกิดมาสำหรับนักวิ่งระยะไกล!

รองเท้าวิ่ง Adistar ได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวคิดในการเคลื่อนที่ตลอดเวลาและผ่านการทดสอบกว่า 4,500 กิโลเมตร จนได้ออกมาเป็นรองเท้าที่มีคุณสมบัติการซัพพอร์ตและการปกป้อง เมื่อประกอบกับจังหวะการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอ     จะทำให้เกิดจังหวะการเคลื่อนที่จากก้าวหนึ่งสู่อีกก้าวหนึ่งอย่างต่อเนื่อง รองเท้าวิ่ง Adistar ถูกออกแบบมาสำหรับย่างก้าวที่นุ่มนวลและการผลักตัวไปข้างหน้าตั้งแต่ก้าวแรกจนถึงก้าวสุดท้าย Adistar มีการบุเสริมที่บริเวณรอบข้อเท้าและลิ้นรองเท้าโดยการใช้วัสดุผ้าตาข่ายที่มีส่วนประกอบของ Parley Ocean Plastic

นอกจากนี้ รองเท้าวิ่ง Adistar ยังมี REPETITOR พื้นรองเท้าชั้นกลางที่มีความนุ่มและคุณสมบัติการตอบสนองได้ดี และมี REPETITOR+ โฟม EVA ที่มีความแน่นและผลิตด้วยวัสดุรีไซเคิล 15% ตรงบริเวณส้นเท้า ยิ่งไปกว่านั้น พื้นรองเท้าชั้นกลางยังมีการวางโครงสร้างแบบ “Rocker” และความต่างของความสูงของส้นเท้าและปลายเท้าอยู่ที่ 6 มิลลิเมตร รองเท้าวิ่ง Adistar ประกอบด้วย

  • Dual Density Midsoleพื้นรองเท้าชั้นกลางที่มี REPETITOR โฟมที่มีคุณสมบัตินุ่มสบายเท้า และ REPETITOR+ โฟมชิ้นที่สองที่มีความหนาแน่นและผลิตจากวัสดุรีไซเคิล 15% ทำให้ทุกย่างก้าวให้ความรู้สึกนุ่มนวลและมั่นคง
  • Support Cage Fit Systemโครงสร้างภายในที่มีการซัพพอร์ตและประคองเท้าได้อย่างมั่นคง และเมื่อผูกเชือกรองเท้าก็จะช่วยให้เกิดความกระชับและการซัพพอร์ตที่เพิ่มมากขึ้น
  • Forefoot Rocker รูปทรงของรองเท้าที่มีความโค้งจรดปลายเท้าจะทำให้เกิดการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ ทำให้นักวิ่งสามารถไปต่อได้เรื่อยๆ ในทุกกิโลเมตร
  • Tailored Lastชิ้นส่วนบริเวณส้นเท้าที่ได้รับข้อมูลเชิงลึกจากนักวิ่งทั้งชายและหญิง เพื่อปรับรูปแบบให้เข้ากับความแตกต่างด้านกายวิภาคของรูปเท้าทั้งชายและหญิง

ไซมอน ลอคเก็ตต์ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ กล่าวว่าในซีซันฤดูใบไม้ผลิฤดูร้อนปี 2022 เราต้องการเน้นการสนับสนุนนักวิ่งทุกคนในด้านการวิ่งระยะไกล เราจึงได้พัฒนารองเท้าวิ่ง Adistar ที่ออกแบบมาเพื่อมอบความมั่นใจให้กับ นักวิ่งทุกคนในการวิ่งระยะไกลโดยการผสมผสานที่สมบูรณ์แบบของการรองรับแรงกระแทก การปกป้อง และการซัพพอร์ต สำหรับพื้นรองเท้าแบบใหม่ที่มีชื่อว่า REPETITOR นั้นมีรูปทรงแบบ Rocker ที่จะทำให้การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างราบรื่นและนำพานักวิ่งก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องอีกด้วย นอกจากนี้ รองเท้าวิ่ง Adistar ยังมีการออกแบบบริเวณส้นเท้าให้สามารถปรับเข้ากับความแตกต่างทางกายวิภาคของเท้าผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งจะทำให้นักวิ่งทุกคนจะได้รับการซัพพอร์ตที่ยอดเยี่ยมในระหว่างการวิ่งระยะไกลนั่นเอง

รองเท้าวิ่ง Adistar วางจำหน่ายแล้ววันนี้ในราคา 4,500 บาท ที่ อาริ รันนิง และ www.arirunningstore.com และตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2565 เป็นต้นไป ที่ อาดิดาส แบรนด์ เซ็นเตอร์, อาดิดาส สปอร์ต เพอร์ฟอร์แมนซ์, อาดิดาส แอปพลิเคชัน, อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th และ LINE: @adidasthailand


ใครพร้อมลุย! มาเจอกัน GS Trophy Thailand 2022 รอบคัดเลือกตัวแทนประเทศไทยสู่แอลบาเนีย!

กลับมาอีกครั้งกับการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับตำนาน GS Trophy Thailand 2022 ซึ่งบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เตรียมจัดขึ้นในวันที่ 5-6 มีนาคม 2565 ณ คีรีมายา รีสอร์ท เขาใหญ่ เพื่อคัดเลือกสามนักบิดเป็นตัวแทนประเทศไปพิชิต International GS Trophy 2020 ที่ประเทศแอลบาเนีย ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 พร้อมนักแข่งสตรี 2 ท่านที่ผ่านการทดสอบทักษะการขับขี่และสมรรถภาพร่างกายเช่นเดียวกับประเภทชาย เพื่อเข้าสู่กิจกรรม Follow the Trails BMW International GS Trophy 2022 ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนกันยายน พ.ศ. 2565 ที่ประเทศแอลบาเนียเช่นกัน

สำหรับ GS Trophy Thailand 2022 รอบคัดตัวแทนประเทศไทยที่ผู้เข้าแข่งขันต้องประชันไหวพริบและความสามารถในการทำงานเป็นทีม ฝ่าโจทย์ที่ท้าทายเพื่อทดสอบทักษะของสิงห์มอเตอร์ไซค์ในเส้นทางที่กำหนด รวมถึงตัดสินกันที่ความสามัคคีของทีม และกลยุทธ์การวางแผนเพื่อบรรลุภารกิจที่ได้รับมอบหมาย กิจกรรมทั้งหมดสร้างสรรค์และควบคุมโดยทีมเอ็นดูโร พาร์ค ประเทศไทย ที่มีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรม GS Trophy Thailand รอบคัดเลือกตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา

พร้อมด้วยคณะกรรมการตัดสินผู้ทรงคุณวุฒิและคร่ำหวอดในวงการการแข่งขันเอ็นดูโร่ในระดับโลกมายาวนาน ทั้ง มร. ทอม วูล์ฟ ผู้ที่ได้รับฉายาว่า Mr. GS Trophy และผู้เชี่ยวชาญจากทีมเอ็นดูโร พาร์ค ประเทศไทย เช่น คุณปฏิมา กองเพชร มาร์แชลคนไทยที่มีประสบการณ์ทำงานให้กับBMW Motorrad International GS Trophy 2016 – 2019 โดย มร. ทอม วูล์ฟ เป็นอีกบุคคลสำคัญที่วางรากฐานการพัฒนาทักษะการขับขี่การออกแบบกิจกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของบิ๊กไบค์สไตล์แอดเวนเจอร์ให้กับบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด จนถึงปัจจุบัน

นักบิดมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ในตระกูล GS ที่สนใจเข้าร่วมทดสอบศักยภาพของตัวเองกับหนึ่งในการแข่งขันตำนานระดับโลกสามารถสมัครทางเว็บไซต์ http://www.BMW-Motorrad.co.th ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2564 – 9 กุมภาพันธ์ 2565 และท่านที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวและกิจกรรมต่างๆ ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ดังกล่าวและ Facebook fanpage BMWMotorradTH

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “นับตั้งแต่ที่มีการแข่งขัน GS Trophy ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 สำหรับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ในตระกูล GS ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด และกลายเป็นหนึ่งในการแข่งขันระดับโลกที่บรรดานักบิดต่างเฝ้ารอ สำหรับ GS Trophy Thailand 2022 ครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษหลังจากที่การแข่งขันในระดับประเทศได้จัดขึ้นเมื่อสองปีที่ผ่านมา โดยจะคัดเลือกสามนักบิดจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด 120 คน ในการเป็นตัวแทนทีมประเทศไทยสู่การชิงชัยในสนามการแข่งขันมอเตอร์ไซค์เอ็นดูโร่ระดับโลกอย่าง International GS Trophy ที่ประเทศแอลบาเนีย เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีส่วนร่วมในการสรรหานักบิดของไทยที่มีความสามารถ เข้าร่วมในรายการที่ยิ่งใหญ่ระดับสากลเช่นนี้ และยังตอกย้ำความแข็งแกร่งของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดในตลาดบิ๊กไบค์ทั้งในไทยและทั่วโลก”


ปลุกความสนุกในตัวด้วยผลงานชุด CLEAN JELLYBEAN โดยท็อดด์ เจมส์

โอเวอร์ ดิ อินฟลูเอ็นซ์ กรุงเทพฯ (Over the Influence) เปิดตัวแกลเลอรีสาขาที่ 3 ซึ่งสองสาขาก่อนหน้าตั้งอยู่ที่ฮ่องกงและลอสแองเจลิส การเปิดตัวสาขากรุงเทพฯ ประเดิมด้วยนิทรรศการชุด CLEAN JELLYBEAN โดยท็อดด์ เจมส์ ศิลปินชาวอเมริกัน ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2564 ถึง วันที่ 10 มกราคม 2565

ภาพวาดชุดใหม่นี้ได้รับการสร้างสรรค์ภายในสตูดิโอของศิลปิน ณ กรุงนิวยอร์กในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ภายใต้ภาษาภาพอันเป็นเอกลักษณ์ของเจมส์นำมาซึ่งองค์ประกอบศิลป์ในรูปแบบใหม่ อาทิ พื้นผิวที่เรียบสะอาด การจัดองค์ประกอบภาพที่สะดุดตา และการใช้สีที่สดใส การเลือกไม่ใส่เส้นขอบและละอองน้ำก่อให้เกิดรูปแบบสีกราฟิกอันพิเศษ ทั้งยังขับให้วัตถุและลวดลายแบบเก่าดูสดใสมากยิ่งขึ้น สำหรับศิลปินแล้วการระบายสีสันที่สดใสและเคลือบพื้นผิวด้วยสีลูกกวาดบนผืนผ้าใบช่วยกระตุ้นให้เกิดความกระชุ่มกระชวยและความหวังในช่วงเวลาที่แสนมืดมน

การจัดแสดงผลงานชุด CLEAN JELLYBEAN ครอบคลุมพื้นที่ทุกชั้นของหอศิลป์ ทั้งยังสอดคล้องไปกับสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน โดยในแต่ละชั้นได้นำเสนอธีมหลักต่างๆ ที่ถ่ายทอดผ่านการใช้ชุดสีที่จัดจ้าน อาทิ การตกแต่งภายในแบบเหนือจริง ฉากภูมิรัฐศาสตร์ และภาพทีเผลอหรือภาพแคนดิดของผู้หญิง ภาพวาดชุด CLEAN JELLYBEAN สะท้อนแนวคิดของสงครามที่ไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยการผสมผสานกันขององค์ประกอบต่างๆ อย่างทรงพลัง ได้แก่ รถถังการ์ตูน พลซุ่มยิง และรูปร่างเงาดำของคน โดยภายในภาพจะเห็นวัตถุ พื้นดิน และพื้นที่ที่ได้หลอมรวมกัน แต่ทว่ายังคงโดดเด่น  คมชัด และมีชีวิตชีวา

ท็อดด์ เจมส์ เริ่มต้นอาชีพในด้านศิลปะที่รถไฟใต้ดินในนครนิวยอร์กเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 1980 (ประมาณปี พ.ศ. 2523) โดยสร้างสรรค์งานกราฟฟิตี้ในช่วงที่เขายังเป็นวัยรุ่น ซึ่งทำให้เขาได้พัฒนาทักษะด้านการออกแบบที่ดีตั้งแต่อายุยังน้อย เจมส์เป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์งาน Street Market ซึ่งเป็นผลงานสำคัญชิ้นหนึ่งของการเคลื่อนไหวยุคหลังกราฟฟิตี้ (post-graffiti) ที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมงานเวนิส เบียนนาเล่ ปี 2544 โดยในปี 2554 เขาได้สร้างสรรค์งานนี้ขึ้นใหม่ในรูปแบบศิลปะจัดวางที่จัดแสดงในงานนิทรรศการ Art in the Streets ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยลอสแองเจลิส ภาพวาดและศิลปะจัดวางของเขาได้รับการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์และหอศิลป์ทั่วโลก นอกจากนี้เขายังได้ร่วมงานกับศิลปินชื่อดังมากมาย อาทิ Iggy Pop, The Beastie Boys, U2, Eminem และ Pharrell Williams ปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในนครนิวยอร์ก

โอเวอร์ ดิ อินฟลูเอ็นซ์ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ในย่านตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์อันเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ที่เต็มไปด้วยวัดวาอาราม พิพิธภัณฑ์ ร้านค้าช่างฝีมือและร้านอาหาร แกลเลอรีตั้งอยู่ในย่านสำคัญของกรุงเทพฯ ซึ่งสร้างขึ้นเป็น ‘เกตเวย์’ หรือประตูสู่สถาปัตยกรรมจีนที่สื่อให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างชุมชนชาวจีนและชาวไทยในเขตสัมพันธวงศ์ นอกจากนี้ยังตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยาในระยะที่เดินถึงกันได้อย่างสะดวก

แกลเลอรีแห่งนี้นับเป็นสาขาที่ 3 ในโลก ทั้งยังเป็นการตอกย้ำเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อพัฒนาทรัพยากรระดับมืออาชีพและขยายชุมชนศิลปะร่วมสมัยให้เติบโตยิ่งขึ้น การเปิดสาขาในกรุงเทพฯ ของโอเวอร์ ดิ อินฟลูเอ็นซ์ ยังเป็นการกำหนดทิศทางใหม่เกี่ยวกับบทบาทของหอศิลป์ร่วมสมัยผ่านการสร้างความตระหนักเกี่ยวกับเอกลักษณ์ทางศิลปะที่หลากหลายของประเทศไทยและวัฒนธรรมร่วมสมัยในระดับสากล

โอเวอร์ ดิ อินฟลูเอ็นซ์ กรุงเทพฯ 81 ถนนไตรมิตร ตลาดน้อย เขตสัมพันธ์วงศ์ กรุงเทพมหานคร
เปิดอังคาร – อาทิตย์ 11:00 – 19:00 น.


iX xDrive50 Sport รถยนต์ไฟฟ้าใหม่ล่าสุดจาก BMW

บีเอ็มดับเบิลยู iX เทคโนโลยีระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าใหม่ล่าสุด พร้อมความล้ำยุคด้านเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติและการเชื่อมต่ออีกมากมาย เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยิ่งขึ้น มาพร้อมเทคโนโลยี BMW eDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้าซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสมรรถนะการขับขี่ในระยะยาวไกลยิ่งขึ้นและอัตราเร่งที่ทรงพลัง บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ส่งพละกำลังรวมสูงสุด 385 กิโลวัตต์/523 แรงม้า ระบบ BMW eDrive เจเนอเรชั่นที่ห้านี้ยังทำงานพร้อมเทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ล่าสุด มอบระยะทางขับเคลื่อนตามมาตรฐาน WLTP สูงสุดถึง 630 กิโลเมตร สร้างแรงบิดรวมได้สูงสุดถึง 765 นิวตันเมตร ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อ (Near-actuator wheel slip limitation) ได้รับการติดตั้งควบคู่กับระบบขับเคลื่อนสี่ล้อเป็นครั้งแรก ช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อและเพิ่มความเสถียรภาพในการควบคุมรถยิ่งขึ้นอีกระดับ จึงโลดแล่นด้วยความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 4.6 วินาที

แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport มีความจุพลังงานสุทธิ 105.2 กิโลวัตต์ชั่วโมง และความจุพลังงานรวม 111.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง หัวชาร์จแบบ Combined Charging Unit (CCU) ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบการชาร์จที่ยืดหยุ่น รองรับการชาร์จแบบ DC ได้สูงสุด 200 กิโลวัตต์ จึงสามารถชาร์จจาก 0% ถึง 80% ได้ในเวลาเพียง 39 นาที อีกทั้งยังเพิ่มระยะขับขี่ได้สูงสุดถึง 100 กิโลเมตร หลังชาร์จแบตเตอรี่ด้วยการชาร์จแบบ DC 50 กิโลวัตต์ เพียง 21 นาที

ระบบการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่แบบแปรผัน (Adaptive recuperation) ช่วยเสริมประสิทธิภาพและระยะการขับขี่ของบีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ด้วยการดึงพลังงานจากระบบเบรกกลับมาใช้ใหม่ให้เหมาะสมกับสภาวะการขับขี่ โดยใช้ข้อมูลจากระบบนำทางและเซนเซอร์จากระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ เช่น เมื่อรถเข้าใกล้ทางแยก ระดับการดึงพลังงานกลับมาใช้ใหม่จะเพิ่มสูงขึ้น เพื่อเติมพลังงานไฟฟ้ากลับเข้าสู่แบตเตอรี่แรงดันสูง ขณะเดียวกันก็จะทำให้ความเร็วในการขับขี่ลดลง และจะทำงานสลับกับฟังก์ชั่น Coasting ขณะขับขี่บนท้องถนน ซึ่งช่วยให้รถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานเมื่อผู้ขับขี่ยกเท้าออกจากแป้นคันเร่ง ผู้ขับขี่สามารถเลือกระดับการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ได้ตามต้องการ ระหว่างระดับสูง ปานกลาง และต่ำ โดยเมื่อเลือกขับขี่ด้วยเกียร์ B ระบบ Recuperation จะทำงานที่ระดับสูงสุดโดยอัตโนมัติเพื่อสร้างประสบการณ์ในการขับขี่แบบ one-pedal feeling

โครงสร้างตัวถัง ปรัชญาการดีไซน์ และการออกแบบแชสซีของบีเอ็มดับเบิลยู iX ได้รับการพัฒนาเพื่อหลอมรวมความสะดวกสบายเหนือระดับในการขับขี่และการควบคุมที่โฉบเฉี่ยวสไตล์สปอร์ต โครงสร้างของบีเอ็มดับเบิลยู iX มาในวัสดุอลูมิเนียมแบบ spaceframe ส่วนหลังคามาในโครงสร้าง Carbon Cage ซึ่งประกอบ ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์บริเวณด้านข้างและด้านหลัง ผสานการใช้วัสดุสองประเภทเข้าไว้ด้วยกันเพื่อเสริมทั้งความแข็งแกร่งและลดน้ำหนักให้เบาลงได้อย่างชาญฉลาด ส่วนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Drag Coefficient) ที่ต่ำเพียง 0.25 จากองค์ประกอบด้านอากาศพลศาสตร์ต่าง ๆ ยังช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์และระยะการขับขี่ด้วยเช่นกัน แบตเตอรี่แรงดันสูงในบีเอ็มดับเบิลยู iX ที่ติดตั้งอยู่ใต้ท้องรถ ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงให้ต่ำลง เมื่อประสานเข้ากับการกระจายน้ำหนักอย่างสมดุลจึงทำให้ตอบสนองต่อการควบคุมได้ฉับไวยิ่งขึ้น นอกจากนี้ รูปแบบการขับขี่ที่มีความสมดุลของบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังช่วยเพิ่มความมั่นคงและความสบายขณะขับขี่ ขณะที่ยังคงความคล่องตัวไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

เทคโนโลยีแชสซีที่ใช้ในการพัฒนาบีเอ็มดับเบิลยู iX ประกอบด้วย เพลาหน้าแบบปีกนกคู่ เพลาหลังแบบ five-link ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ และระบบพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับน้ำหนักตามความเร็วรถขณะขับขี่ (Servotronic) แปรผันตามการหมุนและความเร็ว มาพร้อมระบบช่วงล่างแบบถุงลมที่ควบคุมด้วยไฟฟ้า ระบบปรับองศาของล้อหลังเพื่อการเข้าโค้งหรือเลี้ยว (Integral Active Steering) และเบรกแบบสปอร์ต ล้อ aerodynamic ขนาด 22 นิ้ว แบบสลับสี ขัดเงาสามมิติ เสริมด้วยยางล้อลดเสียงรบกวนที่มีชั้นโฟมบริเวณพื้นผิวด้านในเพื่อลดการเกิดเสียงได้รับการติดตั้งมาเป็นมาตรฐาน

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ราคาจำหน่าย: 5,999,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม แพ็คเกจบำรุงรักษา BSI Standard นาน 4 ปี ไม่จำกัดระยะทาง)

อีกหนึ่งเอกลักษณ์ใหม่ที่ไม่ซ้ำใครของบีเอ็มดับเบิลยู iX คือดีไซน์ภายนอกที่มีเส้นสายในการออกแบบชัดเจนทรงพลัง แต่ยังมีความเรียบง่าย และคงความบึกบึนสไตล์ SAV รายละเอียดขององค์ประกอบต่าง ๆ สื่อถึงความประณีตและความหรูหราล้ำยุค โดดเด่นสะดุดตาด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่เกือบปิดทึบ สะท้อนถึงนวัตกรรมการผลิตที่ล้ำสมัย ส่วนกล้องและเรดาร์เซนเซอร์ฝังอยู่ภายใต้พื้นผิวของกระจังหน้า โดดเด่นด้วยไฟหน้าและไฟท้ายที่เรียวยาวที่สุดของบีเอ็มดับเบิลยู มือจับประตูที่เปิดด้วยการกดปุ่ม หน้าต่างไร้ขอบ และประตูท้ายสอดประสานกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวตั้งแต่หน้ารถจรดท้ายรถโดยไม่มีช่องว่าง

การออกแบบภายในห้องโดยสารมุ่งนำเสนอแนวคิดของการใช้ชีวิตที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ พื้นที่กว้างขวางและเบาะที่นั่งแบบใหม่พร้อมพนักพิงศีรษะเสริมความหรูหรายิ่งขึ้น พื้นที่วางขามากขึ้นเนื่องจากไม่ต้องมีท่อส่งน้ำมันกลางตัวรถ ช่วยเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระ คอนโซลกลางมาในดีไซน์เฉียบ ปุ่มควบคุมระบบสัมผัสและระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ rocker switch เติมเต็มความทันสมัยยิ่งขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมเน้นย้ำถึงการออกแบบห้องโดยสารเพื่อผู้ขับขี่ด้วยจอ BMW Curved Display พวงมาลัยทรงหกเหลี่ยมและจอ Head-Up Display

ระบบปรับอากาศอัตโนมัติมาพร้อมฟิลเตอร์นาโนไฟเบอร์ที่สามารถกรองอากาศบริสุทธิ์ ควบคุมผ่านจอระบบสัมผัสแบบใหม่ ซึ่งใช้ควบคุมการหมุนเวียนของอากาศภายในห้องโดยสาร รวมถึงระบบทำความร้อนที่เบาะนั่งและพวงมาลัย มาพร้อมตัวเลือกอุปกรณ์เสริมคุณภาพเสียงทรงพลังยิ่งขึ้น อย่างระบบเสียงรอบทิศทางคุณภาพสูง Bowers & Wilkins Diamond Surround Sound System ที่ฝังอยู่ในพนักพิงศีรษะ และระบบเสียงแบบ 4D ที่มีฟังก์ชั่นสั่นตามเสียงเบสในเบาะหน้า

บีเอ็มดับเบิลยู iX ยังมาพร้อมเสียงประกอบการขับขี่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ เติมเต็มความเร้าใจในการขับขี่ทุกครั้งที่เร่งความเร็ว นอกจากนี้ ฟังก์ชั่น BMW IconicSounds Electric ซึ่งสามารถซื้อได้ผ่าน BMW Shop ยังมาพร้อมตัวเลือกเสียงใหม่ล่าสุดจากนักแต่งเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Hans Zimmer

บีเอ็มดับเบิลยู iX xDrive50 Sport ยังมาพร้อมหน้าจอแสดงผลและระบบทำงาน iDrive เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในบีเอ็มดับเบิลยู iX ต่อยอดการสื่อสารระหว่างผู้ขับขี่และรถยนต์ให้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 8 ที่ออกแบบสำหรับทำงานร่วมกับจอระบบสัมผัสแบบโค้ง BMW Curved Display รองรับการโต้ตอบด้วยเสียงกับ BMW Intelligent Personal Assistant ซึ่งได้รับการอัปเกรดจากรุ่นก่อนหน้า โดยจอ BMW Curved Display เป็นกลุ่มจอแสดงผลดิจิทัลประกอบด้วย จอ Information Display ขนาด 12.3 นิ้วและจอ Control Display ขนาด 14.9 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันภายใต้แผงกระจกชิ้นเดียวที่หันหน้าเข้าหาผู้ขับขี่ ส่วนระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ดิจิทัลมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และแสดงกราฟฟิกดีไซน์ใหม่ขณะสื่อสารกับผู้ใช้งาน ระบบ My Modes ใหม่ ขยายการตั้งค่าต่าง ๆ ของรถยนต์ให้ครอบคลุมประสบการณ์ขับขี่ทุกรูปแบบ

บีเอ็มดับเบิลยู iX ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และนวัตกรรมหลากหลายที่สุด เหนือกว่ารถยนต์ทุกรุ่นจากบีเอ็มดับเบิลยู พร้อมเซนเซอร์เจเนอเรชั่นใหม่ ซอฟต์แวร์ใหม่ และแพลตฟอร์มในการประมวลผลที่ทรงพลัง ใช้กล้อง 5 ตัว เรดาร์เซนเซอร์อีก 5 ตัว และอัลตร้าโซนิกเซนเซอร์ 12 ตัวในการตรวจจับสภาพแวดล้อมรอบคัน ระบบเตือนขณะเปลี่ยนเลน ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติพร้อมฟังก์ชั่น Stop & Go รวมถึงสองระบบใหม่ล่าสุด – ระบบเตือนขณะเปิดประตูรถ ในกรณีที่มีจักรยานหรือคนเดินเท้าอยู่ใกล้ประตูรถ (Exit warning function) และระบบ Remote Theft Recorder เสริมการทำงานของระบบที่ติดตั้งมาเป็นมาตรฐานอย่างระบบช่วยนำรถเข้าที่จอดอัตโนมัติ รุ่น Plus ประกอบด้วยกล้องแสดงภาพรอบทิศทาง แสดงภาพพื้นที่โดยรอบของรถให้เห็นแบบสามมิติผ่านระบบ Remote 3D

กระบวนการผลิตบีเอ็มดับเบิลยู iX ยังครอบคลุมถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้อลูมิเนียมที่ผ่านกระบวนการหล่อและนำกลับมาใช้ใหม่ รวมถึงการนำพลาสติกกลับมาใช้ใหม่ในปริมาณมาก ภายในห้องโดยสารประกอบด้วยวัสดุไม้ที่รับรองจาก FSC หนังฟอกด้วยสารสกัดจากใบมะกอก และยังมีส่วนประกอบจากธรรมชาติอื่น ๆ อีกมากมาย และยังใช้แหจับปลาที่ผ่านการรีไซเคิลเป็นหนึ่งในวัสดุสำหรับผลิตพรมปูพื้นรถอีกด้วย

ลูกค้าสามารถเลือกสีตัวถังได้ถึง 6 สไตล์ตามความต้องการ ได้แก่ สีแดง Aventurin Red, สีดำ Black Sapphire, สีขาว Mineral White, สีน้ำเงิน Phytonic Blue, สีเทา Sophisto Grey และสีเทา Storm Bay


Next-Gen Ranger กระบะพันธุ์แกร่งใหม่ที่ออกแบบผ่านเสียงแฟนตัวจริงฟอร์ดเรนเจอร์!

ลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารถของเรามาโดยตลอดแม็กซ์ ทราน หัวหน้าทีมออกแบบเรนเจอร์ เล่าให้เราฟังว่า “พวกเราออกแบบเรนเจอร์จากความเข้าใจและการตีโจทย์ความต้องการของลูกค้าจากการใช้งานจริงและจากสิ่งที่พวกเขาคาดหวังจากรถกระบะคู่ใจ เราเริ่มรับฟังความเห็นจากลูกค้าตั้งแต่ก่อนที่เราจะลงมือสเกตช์ภาพแรกด้วยซ้ำแม็กซ์ กล่าวเราไม่ต้องการออกแบบรถกระบะที่ดีเท่านั้น แต่เราต้องการสร้างรถกระบะที่พิเศษสุด เป็นรถที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับเจ้าของทุกครั้งที่ได้เห็นทีมออกแบบใช้เวลาหลายร้อยชั่วโมงในการพูดคุยกับลูกค้าฟอร์ดทั่วทุกมุมโลก ทั้งในประเทศไทย ออสเตรเลีย ทวีปอเมริกาใต้ ยุโรป จีน ซาอุดิอาระเบีย และทวีปอเมริกาเหนือ เพื่อศึกษาการใช้งานรถกระบะในชีวิตประจำวัน ฟอร์ดยังได้สัมภาษณ์ลูกค้าอีกกว่า 5,000 ครั้ง จดบันทึกยาวกว่า 1,800 หน้า เพื่อให้ทีมวิศวกรและนักออกแบบนำมาพัฒนารถกระบะที่อัดแน่นด้วยฟีเจอร์และสมรรถนะที่ลูกค้าต้องการ

การได้เห็นการใช้งานจริงของลูกค้า ไม่ว่าจะการใช้ทำงาน เป็นรถสำหรับครอบครัว และการเดินทางท่องเที่ยวพักผ่อน ทำให้เราเกิดไอเดียดีๆ ในการออกแบบและพัฒนาเรนเจอร์ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย จากเวิร์กช็อป เราสังเกตว่า ลูกค้าหลายคนประสบปัญหาในการเอื้อมหยิบของหรือปีนขึ้นท้ายกระบะ บางคนต้องขึ้นไปเหยียบบนล้อหลังหรือกันชนด้วย เราจึงเกิดไอเดียในการทำขั้นบันไดเหยียบข้างกระบะท้าย โดยทำแบบจำลองขั้นบันไดเพื่อทดสอบกับลูกค้า และได้รับผลตอบรับเชิงบวกอย่างมาก ลูกค้าบางคนถึงกับบอกว่า แค่มีบันไดนี้ก็เป็นเหตุผลที่เพียงพอแล้วที่จะตัดสินใจซื้อฟอร์ด เรนเจอร์

การออกแบบภายนอกของเรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ อยู่ภายใต้หลักการสำคัญ 2 ข้อ คือ การมองไปยังอนาคตข้างหน้า และการทำให้รถคันนี้เกิดมาแกร่งลูกค้ารู้ดีว่าพวกเขาชอบอะไรและจะใช้เรนเจอร์ทำอะไรบ้างในชีวิตประจำวัน ทีมออกแบบจึงต้องผสานฟีเจอร์ที่ลูกค้าต้องการและให้ความสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าเรนเจอร์จะเป็นรถกระบะดึงดูดผู้ใช้งาน มีความร่วมสมัย และตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยกตัวอย่างเช่น บันไดเหยียบข้างกระบะท้าย ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการนำข้อมูลและความคิดเห็นของลูกค้ามาพัฒนาการออกแบบ เพื่อให้ผู้ขับขี่เข้าถึงพื้นที่ท้ายกระบะได้สะดวกขึ้น และลูกค้ายังต้องการพื้นที่บรรทุกสัมภาระที่กว้างขึ้นด้วย

ความเป็นปราดเปรียวของตัวรถเป็นสิ่งหนึ่งที่ฟอร์ดตั้งใจรังสรรค์ ด้วยการออกแบบผิวสัมผัสที่สื่อถึงความแข็งแรง เป็นมัดกล้าม กระจังหน้าดุดัน ไฟหน้าใหม่รูปตัว C ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวัน กระจังหน้าแนวนอนแถวบนที่สะดุดตา ไปจนถึงซุ่มล้อที่โดดเด่น ลายเส้นด้านข้างที่สื่อถึงความแข็งแกร่ง และโลโก้ตัวประทับ RANGER ขนาดใหญ่บริเวณฝาท้าย ทั้งหมดล้วนเป็นส่วนประกอบด้านการออกแบบที่สื่อถึงความมั่นใจและสมรรถนะของรถ ด้านหลังมาพร้อมไฟท้ายที่มีการออกแบบสอดรับกับไฟหน้าที่เป็นรูปตัว C ระยะล้อที่กว้างขึ้น 50 มิลลิเมตร และฐานล้อที่ยาวขึ้น 50 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับเรนเจอร์รุ่นก่อนหน้า ทำให้ทีมออกแบบวางล้อหน้าเข้ามุมได้มากขึ้น เพื่อช่วยเสริมความมั่นคงของตัวรถ

ภายในของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ โดดเด่นด้วยห้องโดยสารทันสมัย อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่สะดวกต่อการใช้งาน มีพื้นที่ที่กว้างขวาง หรูหรา และตอบโจทย์การใช้งานได้หลายรูปแบบ โดยนักออกแบบได้เน้นดีไซน์ภายในที่กลมกลืน เพื่อเสริมรูปลักษณ์ภายนอกที่สะท้อนความทนทานและดุดัน วัสดุที่นุ่มต่อการสัมผัสและการตกแต่งอย่างปราณีตช่วยยกระดับบรรยากาศภายในห้องโดยสาร ในขณะที่แผงหน้าปัดแบบใหม่ได้รับการออกแบบทอดตัวยาวจากฝั่งซ้ายถึงฝั่งขวาขยายพื้นที่ให้ดูกว้างขวางยิ่งขึ้น การออกแบบภายในบางส่วนยังสอดรับกับการออกแบบภายนอก อย่างช่องแอร์ที่มีการออกแบบคล้ายกับกระจังหน้า และพื้นผิวภายนอกบางส่วนที่นำมาปรับใช้กับพื้นที่ภายใน

หน้าจอแบบสัมผัสความคมชัดสูงขนาด 10.1 นิ้ว และ 12 นิ้ว ติดตั้งตรงกลางสอดรับกับแผงหน้าปัดดิจิทัล ลูกค้าชอบหน้าจอแนวตั้งมากกว่าแนวนอนเพราะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับระบบนำทางด้านบนและเมนูอื่นๆ อย่างเช่น ระบบควบคุมอุณหภูมิ หรือระบบความบันเทิงภายในรถ ให้อยู่ด้านล่างจอ อีกหนึ่งชิ้นส่วนที่เกิดจากความเห็นของลูกค้าคือเกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter สำหรับเรนเจอร์รุ่นเกียร์อัตโนมัติ ซึ่งก่อนหน้านี้ ฟอร์ดได้พัฒนาระบบเลือกเกียร์แบบแป้นหมุน แต่ลูกค้าชอบเกียร์อัตโนมัติแบบ Electronic Shifter ที่มีหัวเกียร์สั้นมากกว่า เพราะช่วยเสริมภาพลักษณ์ความเป็นรถกระบะเทคโนโลยีสูง

นอกจากนี้ ทีมออกแบบยังปรับดีไซน์ขององค์ประกอบสำคัญภายห้องโดยสาร เช่น การออกแบบมือจับประตูให้สอดรับกับแผงคอนโซลที่ทอดตัวยาวจากฝั่งซ้ายจรดฝั่งขวา เพื่อให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอแนะจากลูกค้าให้เราปรับให้มือจับประตูให้ต่ำลง เพื่อให้ระยะระหว่างมือจับประตูกับสวิตช์เปิดปิดหน้าต่างและที่วางแขนเป็นเส้นตรงมากขึ้นและใช้งานง่ายขึ้น  อุปกรณ์ภายในห้องโดยสารอีกหลายส่วนยังใช้วัสดุที่นุ่มนวลยิ่งขึ้น มอบความรู้สึกหรูหราไปอีกขั้น เบาะที่นั่งใหม่มาพร้อมกับหมอนรองโฟมแบบใหม่เสริมความมีสไตล์ น่านั่ง และให้ความสะดวกสบาย เบาะนั่งแถวที่ 2 ปรับพับราบได้ มีที่เก็บของใต้เบาะที่นั่ง และช่องแอร์ด้านหลังคอนโซลกลาง และยังมีพื้นที่เก็บของบริเวณประตูเพิ่มเติมสำหรับที่นั่งด้านหน้าและด้านหลังอีกด้วย

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ พร้อมสร้างนิยามใหม่ให้กับวงการรถกระบะ ในการเป็นสุดยอดรถกระบะคู่ใจที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งสำหรับการทำงาน การเป็นรถครอบครัว และเป็นเพื่อนเดินทางในวันพักผ่อนมร.แกรี โบส์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารกิจการกลุ่มผลิตภัณฑ์ ประเภทรถกระบะระดับโลก กล่าวข้อมูลเชิงลึกจากลูกค้าทำให้เราพัฒนาฟอร์ด เรนเจอร์ ที่เราเชื่อว่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ลูกค้าในการทำสิ่งที่ตัวเองรักได้มากกว่าเดิม ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ ที่จะเป็นเพื่อนลุยไปกับคุณในทุกเส้นทาง

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชันใหม่ จะผลิตที่โรงงานฟอร์ดในประเทศไทยและแอฟริกาใต้ โดยจะเริ่มผลิตในปี .. 2565 ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และการเปิดตัวของแต่ละประเทศจะมีการแจ้งในโอกาสต่อไปi


SWATCH X PEANUTS คอลเลคชั่นที่จะพา Snoopy และผองเพื่อนสู่ข้อมือคุณ!

เพลิดเพลินไปกับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ SWATCH X PEANUTS นาฬิกาที่มาพร้อมกับตัวการ์ตูน Snoopy, Charlie Brown, Woodstock และผองเพื่อนจาก Peanuts แบบครบแก๊ง แฟนๆ เตรียมพร้อมรับความน่ารักสีสันสดใสไปกับการร่วมมือกับการ์ตูนขวัญใจผู้คนทั่วโลก ที่มาพร้อมกับเหล่าคาร์แรกเตอร์สุดไอคอนิกของ Charles M. Schulz (ชาร์ลส์ เอ็ม ชูลซ์) ที่ทำให้คอลเลคชั่นนี้เต็มไปด้วยจินตนาการและโมเม้นต์อันแสนพิเศษจากการ์ตูน Peanuts ที่พร้อมปลดปล่อยความเป็นเด็กและส่งมอบความสนุกสนานให้กับข้อมือของทุกคน

สำหรับคอลเลคชั่นสุดพิเศษ Swatch X Peanuts มาพร้อมกับดีไซน์สุดน่ารักทั้ง 6 แบบ ที่พร้อมเฉลิมฉลองให้กับคาแรกเตอร์ที่แตกต่างกันไปของแก๊ง Peanuts โดยนาฬิกามากับสีสันสดใสแสดงถึงความเป็น Swatch ได้อย่างชัดเจน รวมถึงยังมีดีเทลที่น่าสนใจทำให้การร่วมมือกันกับการ์ตูนชื่อดังเรื่องนี้พิเศษยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคือการนำเรื่องราวรายละเอียดจากในการ์ตูนมาดีไซน์ลงบนนาฬิกา

Swatch X Peanuts มาในโมเดล Gent และ New Gent ที่ตัวเรือนทำจากวัสดุจากแหล่งชีวภาพ (Biosourced Materials) และสายนาฬิกาทำจากซิลิโคน โดยมีดีเทลโลโก้ Peanuts บนลูป ซึ่งแต่ละสไตล์มาพร้อมกับแพ็คเกจจิ้งดีไซน์สุดพิเศษ เริ่มกันที่โมเดล Gent หน้าปัดขนาด 34 มม.ที่มากันทั้งหมด 2 เรือน

เรือนแรกมีชื่อว่า Grande Bracchetto เป็นนาฬิกาสีขาวดำพิมพ์ลายสนูปี้สุดน่ารักในท่าทางต่างๆ โดดเด่นด้วยเจ้าสนูปี้ที่ชอบฝันถึงการได้ออกเดินทางผจญภัยแต่ก็ไม่เคยได้ไปไหนไกลกว่าบ้านสนูปี้สีสันสดใสนี้ และยังมีเจ้าวู้ดสต็อกบนหลังคาอยู่บนหน้าปัด เพิ่มกิมมิคความสวิสเมดด้วยธงชาติสวิสที่ปักอยู่ข้างบ้านสนูปี้ ถือเป็นหนึ่งในคอลเลคชั่น Peanuts ที่แฟนสนูปี้ไม่ควรพลาด

เรือนถัดไปคือ Klunk! เป็นลายสดใสน่ารัก ชวนอมยิ้มไปกับคาแรกเตอร์ลูซี่ สาวน้อยสุดแสบเพื่อนของชาร์ลี บราวน์ตัวการ์ตูนลายพิมพ์สีขาวดำ ตัดกับสายนาฬิกาซิลิโคนสีแดงแมตต์ ลูซี่ เป็นหนึ่งในสมาชิกแก๊ง Peanuts บุคลิกมั่นใจ และขี้บ่นที่หนึ่ง เธอกำลังสนุกกับการนั่งแกว่งชิงช้าบนหน้าปัดนาฬิกาจนไม่ทันสังเกตว่าได้ปัดตัวเลขหายไปแล้ว

และสำหรับโมเดล New Gent หน้าปัดขนาด 41 มม. มากันทั้งหมด 4 เรือน ไม่ว่าจะเป็นลาย Hee Hee Hee เป็นลายที่พร้อมสร้างรอยยิ้มและเรียกเสียงหัวเราะ ด้วยหน้าปัดลายสนูปี้สุดน่ารักบนหน้าปัดและสายนาฬิกาสีน้ำเงินสด ถ่ายทอดความขี้เล่น มีชีวิตชีวา ที่ทำให้หลายคนหลงรักและประทับใจเจ้าตัวการ์ตูนสุนัขบีเกิ้ลสีขาวตัวนี้ พร้อมคู่หูอย่างวู้ดสต็อกที่ปรากฎตัวอยู่ด้านบนของสายนาฬิกา ความน่ารักที่จะทำให้การดูเวลาทุกครั้งมีความสุข

ถัดมาจะเป็น Smak! ที่สะท้อนความเรโทร แบบยุค 1960s-70s ดีไซน์สุดพิเศษ เรือนเดียวในคอลเลคชั่นที่นำต้นฉบับการ์ตูนช่อง ชุด Peanuts มาตีพิมพ์ลงบนนาฬิกาข้อมือ กระตุ้นความทรงจำในโลกไร้ซึ่งความกังวล ยิ้มและหัวเราะไปกับมุขตลกของตัวการ์ตูนที่คุณชื่นชอบ สนุกไปกับการอ่านการ์ตูนบนนาฬิกาเรือนโปรด เติมความสดใสด้วยสีสันของภาพวาดการ์ตูน นาฬิกาที่มาพร้อมความสุข

ในส่วนของลาย Pow Wow ที่พร้อมให้คุณเป็นเจ้าของความน่ารักของตัวการ์ตูนสุดฮิต ชาร์ลี บราวน์ ด้วยนาฬิกาสีเหลืองสดใส พิมพ์ลายชาร์ลี บราวน์เล่นสเกตบอร์ดบนหน้าปัด และยังมีลายตัวการ์ตูนชาร์ลี บราวน์ในท่าทางต่างๆ บนสายนาฬิกา ปลุกความทรงจำวัยเด็กให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

เรือนสุดท้าย First Base ที่ชวนคุณมาสนุกไปกับแก๊ง Peanuts สุดแฮปปี้ ทีมเบสบอลที่แสนจะสดใสร่าเริง รวบรวมคาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนมากมาย ทั้งสนูปี้ ชาร์ลี บราวน์ ลูซี่ และผองเพื่อน พร้อมลูกเล่นของเข็มชั่วโมงและนาที ที่มีดีไซน์ของถุงมือเบสบอลและลูกเบสบอล ซึ่งมีลูกเบสบอลบนหน้าปัดที่ขยับตำแหน่งไปเรื่อยๆราวกับว่าเรากำลังดูเหล่าแก๊ง Peanuts เล่นสนุกกันอยู่ตลอดเวลา ตัวเรือนสีน้ำเงินเข้ม ตัดกับพื้นหน้าปัดและสายสีขาว พิมพ์ลายตัวการ์ตูนสีสดใส

และคอลเลคชั่น PEANUTS จะสมบูรณ์แบบไม่ได้เลย ถ้าขาด SWATCH X YOU CANVAS ( สวอท์ช บาย ยู แคนวาส ) ที่ออกแบบมาให้คุณเลือกเก็บความน่ารักและความประทับใจของตัวการ์ตูนพีนัทส์ที่คุณชื่นชอบเอาไว้บนนาฬิกาข้อมือ โดยสามารถเลือกดีไซน์แต่ละคาแรกเตอร์ให้ตรงใจคุณ เพิ่มความพิเศษด้วยการพิมพ์ชื่อหรือข้อความหลังตัวเรือน ให้เป็นนาฬิกา SWATCH X PEANUTS หนึ่งเดียวในโลกที่ไม่ซ้ำใครดีไซน์ได้ด้วยตัวเอง ในราคา 4,150 บาท ตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายนเป็นต้นไป!

เพิ่มความสดใสและสนุกสนานให้กับข้อมือของคุณกับคอลเลคชั่น Swatch x Peanuts ทั้ง 6 สไตล์น่าสะสม ได้แล้ววันนี้ สำหรับโมเดล Gent หน้าปัดขนาด 34 มม.มาในราคา 2,800 บาท และโมเดล New Gent หน้าปัดขนาด 41 มม. ในราคา 3,300 บาท พร้อมบริการเปลี่ยนถ่านฟรีตลอดอายุการใช้งาน ที่ร้าน Swatch  ทุกสาขา และ Official Online Store“swatch.com”


ทดลองขับ All New HAVAL JOLION Hybrid SUV ไม่แรงอย่างที่คิดแต่ปราดเปรียวเกินคาด!

ไปลองมาแล้วกับ All New HAVAL JOLION รถยนต์คันที่ 3 จากค่าย เกรท วอลล์ มอเตอร์ ซึ่งเจ้า HAVAL JOLION เป็นรถยนต์เครื่อง Hybrid เหมือนรุ่นพี่อย่าง HAVAL H6 ข้อดีของ Hybrid คือเราจะได้ความแรงคู่กับความประหยัด พูดไปก็เท่านั้นของแบบนี้มันต้องลอง เส้นทางที่เราจะไปก็วิ่งกันยาวๆ กรุงเทพฯ-เขาใหญ่ ไปกลับระยะทางประมาณ 300 กว่ากิโลเมตร

HAVAL JOLION จริงๆ แล้วในระดับสากลก็ไม่ได้เป็นรถแปลกประหลาดอะไรเพราะเค้ามีใช้กันมานานละ แต่การมาเมืองไทยครั้งนี้ถือว่าสมศักดิ์ศรีเพราะเป็นการเผยโฉมระดับ World Premiere ที่ไทยเป็นที่แรกด้วยหน้าตาใหม่ที่ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น HAVAL JOLION เป็นรถขนาด B SUV คือไม่ใหญ่จนเทอะทะแต่ก็ไม่เล็กน่ารักเกินไป เป็นไซส์ยอดนิยมในบ้านเราที่คนนิยมใช้กัน และที่สำคัญราคาก็น่ารักแบบจับต้องได้ด้วยราคาตัวท็อปสุดไม่ถึง 1 ล้านบาท

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวและดูทันสมัยล้ำอนาคตโดดเด่นด้วยกระจังหน้า Star Matrix ดีไซน์ล้ำสมัยสีดำ-เทา โดดเด่นด้วยโลโก้ HAVAL ตรงกลาง ไฟหน้า LED เต็มรูปแบบ พร้อม Daytime Running Light รูปทรงโดดเด่นแปลกตา ไฟท้าย LED พร้อมไฟเบรกดวงที่สามแบบ LEDและไฟตัดหมอกหลัง HAVAL JOLION มาพร้อมสปอยเลอร์ท้าย เสาอากาศแบบ shark fin ล้อเป็นแบบอัลลอยดีไซน์สปอร์ต ขนาด 18 นิ้ว

เมื่อเปิดเข้ามาในรถก็จะรู้สึกถึงความหรูหราด้วยการคุมโทนสีแบบ Two Tone ตัดด้วยลายเส้นสี Rose Gold, Silver, Piano Blackและ Chrome ที่การออกแบบผสานไหลไปทั้งคันแบบ 360 องศา ภายใต้แนวคิด “Future Intelligent Cockpit” หลังคาเป็นซันรูฟแบบพาโนรามิคให้ความรู้สึกโปรงโล่งสบาย

หน้าจอกลางยังคงเป็นแบบ Touch Screen Audio Display ความละเอียดสูง ขนาด 12.3 นิ้ว รองรับ Apple carplay, MP3, Joox และNavigator บอกตำแหน่ง Point of Interest ทั้งร้านอาหาร ปั๊ม และ ห้างสรรพสินค้า ในตำแหน่งคนขับจะมีจอขนาด 7 นิ้วในการแสดงผล  Multi Information Display ที่ชอบมาคือการแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า Head-up Display

ชุดเกียร์ไฟฟ้าแบบหมุนที่หลายคนอาจจะรู้สึกไม่คุ้นเคยแต่เท่าที่ลองใช้ก็ไม่ได้รู้สึกว่าต้องปรับตัวกับการใช้งานที่สำคัญคือดีไซน์หรูหรามากไม่ต่างกับรถยุโรปเลยทีเดียว เบาะหนังสังเคราะห์ดีไซน์สปอร์ตที่เบาะด้านคนขับสามารถปรับไฟฟ้าได้ 6 ทิศทาง พร้อมระบบระบายความร้อน เบาะนั่งโดยสารด้านหลังสามารถพับลงได้เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหลัง และยังมีที่เท้าแขนกลางที่สำคัญมีช่องปรับอากาศด้านหลังให้อีกด้วย

All new HAVAL JOLION Hybrid SUV ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1.5L ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลังรวมสูงสุด 190 แรงม้า ให้แรงบิดรวมสูงสุด 375 นิวตันเมตร ระบบเกียร์แบบ DHT ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับระบบการทำงานของรถยนต์ไฮบริด อัตราการประหยัดน้ำมันเฉลี่ย 23.8 กิโลเมตรต่อลิตรตามมาตรฐาน UN R101 ในห้องปฏิบัติการ ถึงแม้ว่าจะมีแรงถึง 190 แรงม้า แต่คุณอย่าไปคาดหวังความแรงพุ่งทะยานเพราะสิ่งที่ HAVAL JOLION มอบให้คุณคือความแรงแบบสุภาพมากๆ ถ้าญาติผู้ใหญ่นั่งมากับคุณท่านจะชื่นชมความสุภาพในการขับรถของคุณแน่นอน แม้จะไม่ได้แรงจนหลังติดเบาะตามที่คาดหวังไว้แต่ก็ไม่ได้อึดอัดขัดใจจนรับไม่ได้

ความโดดเด่นที่รู้สึกได้คือความเฉียบคมของพวงมาลัยที่เมื่อทำงานกับช่วงล่างด้านหน้าแบบอิสระ MacPherson Strut พร้อมเหล็กกันโคลงและช่วงล่างด้านหลังแบบ Torsion Beam พร้อมเหล็กกันโคลง ทำให้การขับขี่มีความคล่องตัวทั้งในเมืองและต่างจังหวัด แถมยังมีระบบขับขี่ทั้งหมด 4 โหมดอย่าง มาตรฐาน / Sport / ECO / สภาพถนนลื่น ที่ชอบสุดคือโหมด Sport เมื่อเทียบกับโหมดมาตรฐานก็พอจะมอบความสนุกในการขับขี่ขึ้นได้มากเลยทีเดียว อีกอย่างที่ชอบคือคันเร่งอัจฉริยะ (Intelligent Single Pedal) ที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเพราะสามารถเร่งหรือชะลอความเร็วได้เพียงคันเร่งเดียว โดยเมื่อตำแหน่งเกียร์อยู่ที่เกียร์ D ให้เหยียบคันเร่ง หรือยกเท้าออกจากแป้นคันเร่งเท่านั้น จะทำให้รถยนต์เพิ่มความเร็ว หรือลดความเร็ว ทำให้จังหวะก่อนเข้าทางโค้งเพียงเรายกเท้าออกจากคันเร่งรถก็จะดึงความเร็วลงทำให้เราเข้าโค้งได้อย่างเนียนๆ โดยที่ไม่ต้องแตะเบรคเลย

HAVAL JOLION มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะทำให้ลดความเครียดในการขับรถไกลๆ ในการทดลองขับครั้งนี้ยังได้ลองระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) มาพร้อมกล้องติดรถยนต์ ADAS ที่ประสานกับชิปควบคุมการขับเคลื่อนอัตโนมัติ EYEQ4 ของโมบายอาย ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่วงความเร็วที่กำหนดไว้โดยจะปรับลดความเร็วเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างรถคันหน้าเพื่อความปลอดภัย รวมถึงการหยุดและรีสตาร์ทกลับไปยังความเร็วที่ตั้งไว้ก่อนหน้า พอได้ลองแล้วบอกได้เลยว่าชิลมากๆ แต่อย่าให้ถึงขั้นปล่อยมือขับเลยแม้ว่ารถจะสามารถเข้าโค้งได้แบบอัตโนมัติเพราะสุดท้ายอยากให้ท่องไว้ว่า “ชีวิตอยู่ในมือคุณอย่าปล่อยให้ระบบคุม”

ความเจ๋งที่สืบทอดมาจากรุ่นพี่อย่าง HAVAL H6 อย่างระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติที่สามารถจอดได้ 3 รูปแบบโดยใช้เซนเซอร์และกล้องในการตรวจสอบเพื่อตรวจจับวัตถุและเครื่องหมายบริเวณช่องจอดหรือจุดจอดรถและช่วยทำงานเต็มรูปแบบเพื่อเข้าจอด ทั้งแนวตรง แนวเฉียง และจอดเทียบข้าง กล้องแสดงภาพรอบทิศทาง 360 องศา ประกอบไปด้วยกล้อง 4 ตัว ที่มีความละเอียดคมชัด 4 Megapixel โดยระบบจะรวมเอามุมมองภาพทั้ง 4 กล้องมาสร้างภาพที่มีมุมมอง 360 องศาจากมุมบน เพื่อช่วยให้การขับขี่เป็นเรื่องง่าย

สรุปคือ All new HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น ULTRA ที่ได้ลองขับในครั้งนี้ถือว่าเป็นตัวท็อปสุดของรุ่นถือว่าสมราคา 999,000 บาทจัดเต็มทั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ และระบบต่างๆ เมื่อบวกลบคูณหารกับสมรรถนะการขับขี่ก็ถือได้ว่าเป็นอีกตัวเลือกในกลุ่ม B SUV ที่น่าสนใจ และน่าจะมาเขย่าเจ้าตลาดได้อยู่พอสมควรสุดท้ายคือต้องไปลองขับเท่านั้นถึงจะตอบได้ว่ารถคันนี้เป็นเนื้อคู่คุณรึเปล่า

All New HAVAL JOLION Hybrid SUV มีด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่

  • All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น TECH
    สีรถภายใน : สีดำ (เบาะผ้า)
  • All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น PRO
    สีรถภายใน : สีดำ (เบาะหนังสังเคราะห์)
  • All New HAVAL JOLION Hybrid SUV รุ่น ULTRA
    สีรถภายใน : สีดำ / เทา (เบาะหนังสังเคราะห์ )

สีรถภายนอกของรถทั้ง 3 รุ่น มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดง (Burgundy Red) สีน้ำเงิน (Swarovski Blue) สีเทา (Ayers Gray) สีดำ (Sun Black) และสีขาว (Hamilton White)


ASICS ‘ENGINEERED FOR EVERY DAY’ สนีกเกอร์ไฮบริดลุคเรียบเท่แต่ฟังก์ชั่นจัดเต็ม!

ASICS SPORTSTYLE ส่งคอลเลคชั่น “ENGINEERED FOR EVERY DAY” สนีกเกอร์แบบไฮบริด สวมง่าย ใส่สบาย “EASY ON, EASY OFF” สำหรับคอลเลคชั่นนี้นั้นประกอบด้วยสนีกเกอร์หลากหลายโมเดล ได้แก่  TARTHER™ BLAST RE, GEL-QUANTUM 360™ 6 RE, GEL-QUANTUM 180™ 6 RE และ GEL-LYTE™ III RE ยิ่งไปกว่านั้น ASICS SPORTSTYLE ได้คิดค้นและพัฒนาต่อยอดให้สนีกเกอร์เหล่านี้โดดเด่นทั้งประสิทธิภาพในการใช้งานและตอบโจทย์การสวมใส่ในหลากหลายโอกาส ไม่ว่าจะเป็นระบบ Speed-Lacing เทคนิคการใช้ผ้า Mesh ที่ช่วยให้ระบายอากาศได้ดี และมี MONO-SOCK™ ในส่วนของอัปเปอร์

ดีไซน์สนีกเกอร์ในคอลเลคชั่นนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ความสะดวกในการใช้งานและความง่ายในการสวมใส่เป็นหลัก โดยใช้เทคนิคการดีไซน์แบบไฮบริดที่ได้มีการหยิบยืมมาจากการดีไซน์รองเท้าวิ่ง เพื่อให้สวมใส่สบายมากยิ่งขึ้นในทุกวัน โดยแต่ละโมเดลจากคอลเลคชั่น ENGINEERED FOR EVERY DAY มาพร้อมสีสันแบบคุมโทนสไตล์โมโนโครม

ASICS Sportstyle GEL-QUANTUM 360™ 6 RE

GEL-QUANTUM 360™ 6 RE ที่มาพร้อมกับโครงสร้าง MONO-SOCK™ จากรองเท้าในซีรี่ส์ GEL-NOOSA TRI™ ในส่วนของอัปเปอร์ที่ทำจากผ้าถัก ได้ถูกจัดวางและผสมผสานเข้ากับพื้นรองเท้าฉบับโมเดล GEL-QUANTUM 360™ โดยเทคโนโลยี GEL ที่อยู่รอบรองเท้าที่พร้อมรองรับแรงกระแทกและส่งมอบความสบายในทุกครั้งที่สวมใส่

ASICS Sportstyle GEL-QUANTUM 180™ 6 RE

GEL-QUANTUM 180™ 6 RE ได้รับแรงบัลดาลใจมาจากสนีกเกอร์ GEL-MAI™ ซึ่งเป็นสนีกเกอร์ยุค 90’s มาพร้อมกับเชือกรองเท้าแบบ Toggled Speed จาก GEL-MAI™ และพื้นรองเท้าจากโมเดล GEL-QUANTUM 180™ 6 ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้งานให้สามารถสวมใส่ได้ในทุกวัน

ASICS Sportstyle TARTHER™ BLAST RE

และสำหรับสนีกเกอร์ TARTHER™ BLAST RE นั้นได้รับแรงบันดาลใจมาจากรองเท้าวิ่ง TARTHER™ SD มี MONO-SOCK™ ในส่วนของอัปเปอร์ และแถบโลโก้ ASICS เข้าคู่กันกับ FLYTEFOAM™ Blast เทคโนโลยีสำคัญในรองเท้าวิ่งยุคใหม่จาก ASICS ที่พร้อมซัพพอร์ตและรองรับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี

ASICS Sportstyle GEL-LYTE™ III RE

จุดเด่นของสนีกเกอร์ GEL-LYTE™ III RE คู่นี้ คือการดีไซน์แบบไฮบริดที่ผสมผสานระหว่างแรงบันดาลใจที่ได้รับมาจากสนีกเกอร์ GEL-LYTE III™ OG และรองเท้าเทรนนิ่งอย่าง GEL-SIGHT™ อีกทั้งลิ้นรองเท้าคงเอกลักษณ์สำคัญอย่าง Split Tongue เอาไว้ตามฉบับโมเดลต้นแบบ รวมถึงมีเทคโนโลยี GEL ให้รู้สึกสบายได้ในทุกครั้งที่สวมใส่

คอลเลคชั่น ENGINEERED FOR EVERY DAY จาก ASICS Sportstyle วางจำหน่ายแล้ววันนี้ กับโมเดล GEL-QUANTUM 360™ 6 RE ในราคา 5,900 บาท GEL-QUANTUM 180™ ในราคา 4,700 บาท TARTHER™ BLAST RE ในราคา 4,500 บาท และ GEL-LYTE™ III RE ในราคา 4,500 บาท ที่ ASICS Store และทางออนไลน์ที่ ASICS.com


Privacy Preference Center