รอยัล เอนฟิลด์ จัดทริปขี่มอเตอร์ไซค์ที่พยายามไปให้ถึงขั้วโลกใต้ให้ได้เป็นครั้งแรก!

รอยัล เอนฟิลด์ แบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่ดำเนินการผลิตอย่างต่อเนื่องมานานที่สุดในโลกตั้งแต่ปีค.ศ. 1901 นับถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 120 ปีแล้วที่รอยัล เอนฟิลด์ยังคงรักษามรดกของการสร้างรถจักรยานยนต์ดีไซน์คลาสสิกที่เรียบง่าย มีเสน่ห์ ขับขี่เพลิดเพลิน และเข้าถึงได้เอาไว้ รอยัล เอนฟิลด์ผ่านบททดสอบความทนทานของทั้งคน และเครื่องจักรในแต่ละช่วงเวลามาแล้วมากมาย เพื่อเป็นการจุดประกาย พร้อมสนับสนุนให้ผู้คนพยายามหาโอกาสออกไปสำรวจโลก รอยัล เอนฟิลด์ จึงจัดทริปขี่รถจักรยานยนต์ขึ้นในหลายที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นการขี่บนเส้นทางที่สุดในโลก การขี่ไปถึงเบสแคมป์ (Base Camp) ของเขาเอเวอเรสต์ในทิเบต การขี่ผ่านเส้นทางภูเขาที่เข้าถึงได้ยากที่สุดที่ดอรัต เบก โอลดี (Daulat Beg Oldi), เทือกเขาคาราโครัม (Karakoram) และการขี่ข้ามทะเลทรายที่กูตจ์ (Kutch)

ในการก้าวต่อไปข้างหน้า พร้อมรำลึกถึง 120 ปีของการสร้างวัฒนธรรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่แท้จริง รอยัล เอนฟิลด์จะเฉลิมฉลองปีค.ศ. 2021 ด้วยการพยายามผลักดันขีดจำกัดของความเป็นไปได้ต่าง ๆ ในการขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างทะเยอทะยาน โดยจะจัดทริปขี่รอยัล เอนฟิลด์ Himalayan ซึ่งจะพยายามไปให้ถึงขั้วโลกใต้จากหิ้งน้ำแข็งรอสส์ ผ่านธารน้ำแข็งเลเวอเรตต์ (Leverett Glacier) 90 องศาใต้ – ผจญภัยเส้นทางสู่ขั้วโลก (90° SOUTH – Quest for the Pole) คือกิจกรรมที่ถูกคิดขึ้นเพื่อให้เป็นการเฉลิมฉลองความยึดมั่นต่อการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่แท้จริงของแบรนด์ รวมถึงผู้ขับขี่ และนักสำรวจที่กล้าหาญอดทนจำนวนนับไม่ถ้วนที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยทริปขี่รถจักรยานยนต์ของพวกเขา

คุณสิทธัตถะ ลาล, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ไอเชอร์ มอเตอร์ส กล่าวถึงการครบครบ 120 ปีของรอยัล เอนฟิลด์ และความพยายามในการเดินทางครั้งนี้ว่า “120 ปีนั้นถือเป็นมรดกของรอยัล เอนฟิลด์ที่มีระยะเวลานานมาก พวกเรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำให้ตลอด 120 ปีที่ผ่านมาทั้งมีคุณค่าและความหมาย นอกจากนี้พวกเรายังสร้าง พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมการขับขี่ และการออกไปสำรวจโลกที่เติบโตอยู่เรื่อย ๆ 90 องศาใต้ คือส่วนสำคัญของ DNA ของเรา รวมถึงเป็นอีกหนึ่งการเดินทางในโปรแกรมการขับขี่รถจักรยานยนต์ครั้งยิ่งใหญ่สุดพิเศษของเรา ในอดีตกิจกรรมขับขี่อย่าง หิมาลายัน โอดิสซีย์ (Himalayan Odyssey) ได้ปูทางให้การขับขี่รถจักรยานยนต์ผจญภัยในเทือกเขาหิมาลัยต่าง ๆ การเดินทางครั้งยิ่งใหญ่ไปยังขั้วโลกใต้เช่นนี้ ซึ่งเป็นการพยายามเดินทาง 770 กิโลเมตรไปยังขั้วโลกใต้ด้วยรถจักรยานยนต์ครั้งแรก รวมถึงเป็นการทดสอบความมานะอดทนของทั้งคนและเครื่องจักร จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกผจญภัยสำรวจอีกครั้ง”

90 องศาใต้ถูกจัดขึ้นเพื่อให้เป็นเกียรติแก่ 120 ปีของการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่แท้จริง และรำลึกถึงเหล่าผู้ขับขี่รอยัล เอนฟิลด์ทุกคนที่กล้าออกไปสำรวจโลก เหนือกว่าปกติ ทริปนี้คือการพยายามอย่างทะเยอทะยานที่จะขับขี่รถจักรยานยนต์ไปยังที่ที่ไม่เคยมีรถจักรยายนยนต์คันไหนได้ไปมาก่อน โดยเริ่มต้นที่เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) ประเทศแอฟริกาใต้ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 การเดินทางนี้จะมีผู้ขับขี่รอยัล เอนฟิลด์ 2 คน ได้แก่คุณ Santhosh Vijay Kumar, หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมขับขี่ และกลุ่มผู้ขับขี่, รอยัล เอนฟิลด์ และ Dean Coxson, วิศวกรอาวุโสฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์, รอยัล เอนฟิลด์ พยายามไปให้ถึงขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์ จากหิ้งน้ำแข็งรอสส์ ผ่านธารน้ำแข็งเลเวอเรตต์ ไปจนถึงสถานีวิจัยขั้วโลกใต้อามุนด์เซน-สก็อตต์ (Amundsen-Scott South Pole Station)

คุณวิมัล ซุมบ์ลี, หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก, รอยัล เอนฟิลด์ กล่าวถึงจุดประสงค์ของการเดินทาง และอวยพรให้ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นว่า “รอยัล เอนฟิลด์ถือเป็นมรดกที่สืบทอดมายาวนานกว่า 120 ปี ซึ่งเติมพลังให้การสำรวจ พร้อมผลักดันขีดจำกัดของคน และเป็นคู่หูที่ดีให้กับนักสำรวจหลายคน การเดินทางและการผจญภัยของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้เราลองทำการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์แบบนี้เป็นครั้งแรก ความพยายามอย่างกล้าหาญและทะเยอทะยานในการขี่ไปยังจุดสิ้นสุดของโลกแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณของความทนทานของคน และเราหวังว่าการเดินทางจะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีในฐานะการรำลึกถึงผู้ขับขี่รอยัล เอนฟิลด์ทุกคน และการเดินทางที่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนอีกมากมายของพวกเขา”

เพื่อดำเนินการร่วมกับ Arctic Trucks รอยัล เอนฟิลด์ Himalayan 2 คันที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะจะถูกนำไปใช้สำหรับทริปนี้ Arctic Trucks เป็นสมาชิกของ International Association of Antarctica Tour Operators ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านความเชี่ยวชาญอย่างมากในด้านนี้ รวมถึงสำรวจพื้นที่มาแล้วกว่า 350,000 กิโลเมตรบนที่ราบสูงแอนตาร์กติก พวกเขาได้สนับสนุนและให้บริการการสำรวจ และกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์หลายครั้ง รวมถึงการสำรวจเชิงพาณิชย์ และองค์กรที่ไม่ใช่ของรัฐ (NGO) ในอดีตเปิดตัวเมื่อปีค.ศ. 2016

รอยัล เอนฟิลด์ Himalayan แฝงไปด้วยความเรียบง่ายแต่มีความทนทานขั้นสูง ทั้งยังเอื้อต่อการใช้เดินทางไปในทุกที่ โดยการออกแบบได้รับแรงบันดาลมาจากประสบการณ์การขับขี่กว่าหลายสิบปีบนเทือกเขาหิมาลัย ที่ประกอบไปด้วยพื้นผิวที่มีความท้าทายกว่าหลายพันกิโลเมตรในการขับขี่ ดังนั้นรถจักรยานยนต์รุ่นนี้จึงสร้างมาเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะบนท้องถนนหรือพื้นผิวลูกรังที่ขรุขระ อีกทั้งเป็นคู่หูที่ตอบโจทย์การเดินทางทั่วโลกสำหรับผู้ขับขี่สายผจญภัย

และด้วยเหตุนี้เองรอยัล เอนฟิลด์ Himalayan ทั้ง 2 คันจึงได้ถูกนำมาแต่งใหม่เพื่ออัพเกรดการใช้งานให้สามารถขับขี่ท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง ทั้งยังต้องสามารถอยู่รอดในสภาพอากาศทรหดที่แอนตาร์กติก้าได้อีกด้วย โดยรถจักรยานยนต์ได้ผ่านการทดสอบสำหรับใช้เดินทางแบบทรหด และยากลำบากที่ธารน้ำแข็งลางโจกุล (Langjokull glacier) ในประเทศไอซ์แลนด์ เพื่อจำลองสภาพอากาศของแอนตาร์กติก้า ซึ่งได้ทดสอบขั้นที่ 1 เมื่อเดือนกันยายนปีค.ศ. 2020 และขั้นที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม ปีค.ศ. 2021 ที่ผ่านมา

อย่างที่รู้กันดีว่ารอยัล เอนฟิลด์ Himalayan เป็นรถจักรยานยนต์ที่ครบเครื่องและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว ดังนั้นการอัพเกรดเพิ่มเติมมีเพียงไม่กี่จุดเท่านั้น เพื่อช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพของเครื่องให้สามารถทนทานต่อสภาพภูมิอากาศของแอนตาร์กติก้าให้อยู่หมัด ซึ่งการอัพเกรดประกอบไปด้วย การเปลี่ยนสเตอร์จาก 15 ฟันเป็น 13 ฟัน แทนเพื่อแรงบิดล้อหลังที่มากขึ้น และติดตั้งล้อแบบไม่มียางในพร้อมยางแบบหมุด เพื่อช่วยให้ยางรถสามารถวิ่งด้วยลมยางต่ำมากๆได้ และเพิ่มการทรงตัวบนหิมะแบบนุ่ม โดยยังสามารถให้การยึดเกาะที่เพียงพอบนพื้นผิวน้ำแข็งอีกด้วย นอกจากนี้ทีมงานยังได้ติดตั้งไดชาร์จที่มีกระแสไฟแรงมากขึ้นโดยอาศัยแม่เหล็กจากแร่แรร์เอิร์ธ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังไฟ และยังสามารถนำกระแสไฟไปอุ่นอุปกรณ์ขับขี่ได้อีก

รถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คันจะถูกขับขี่บนพื้นผิวหิมะที่อัดแน่นหิ้งน้ำแข็งรอสส์ ตลอดไปถึงขั้วโลกใต้ เพื่อลดแรงเสียดทาน และเป็นการจำกัดการปลอ่ยไอเสียออกมาให้น้อยที่สุด เพื่อให้การสำรวจในครั้งนี้ เป็นการสำรวจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆไว้ ยกเว้นแต่รอยยาง ที่จะสลายไปหลังจากการปกคลุมของละอองหิมะ

เพื่อให้เกิดความสอดคล้องกับความคิดริเริ่ม #LeaveEveryPlaceBetter ของเรา ทีมงานต้องมั่นใจได้ว่าของเสียทั้งหมด รวมถึงขยะจากมนุษย์จะถูกนำกลับมากำจัดอย่างเหมาะสมในภายหลัง


ASTON MARTIN ‘VANTAGE ROADSTER’ ยนตรกรรมสปอร์ตนักล่า!

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ดุดันและน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น ผสานเส้นสายบึกบึนแบบเดียวกับรุ่นคูเป้อันเป็นเอกลักษณ์ ดุดันแบบนักล่า โอเวอร์แฮงค์หน้า-หลังสั้นและโป่งล้อกว้าง แสดงถึงความคล่องตัวและการตอบสนองอย่างมีประสิทธิภาพ ไฟหน้าแบบใหม่ พร้อมไฟท้ายบางเฉียบ กว้างเต็มพื้นที่ของฝาท้ายที่เชิดขึ้น สะท้อนคาแรคเตอร์ของนักล่ามือฉกาจ ควบคู่สมรรถนะเหนือชั้น

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน วี8 สูบ 4.0 ลิตร เทอร์โบคู่ 503 แรงม้า (BHP) ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิด 685 นิวตันเมตร ที่ 2,000-5,000 รอบ/นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะของ ZF ผสานเพลาขับวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ติดตั้งในปลอกอะลูมิเนียม (alloy torque tube) อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 3.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 306 กม./ชม. โดยเครื่องยนต์ถูกติดตั้งให้ชิดกับตัวถังมากสุด เพื่อการกระจายน้ำหนักที่สมดุล 50:50% ภายใต้พิกัด 1,745 กก. (1,628 กก. เมื่อติดตั้ง lightweight options)

แฮนด์ลิงคมกริบเป็นผลจากช่วงล่างหน้า ดับเบิลวิชโบน หลัง มัลติ-ลิงค์ พร้อมโช้กอัพปรับความหนืดอัตโนมัติ และเฟืองท้ายอิเล็กทรอนิกส์ (E-Diff) กระจายกำลังสู่ล้อคู่หลังอย่างเหมาะสม ห้องโดยสารเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ระบบความบันเทิงภายในรถ ควบคุมผ่านจอแอลซีดีอเนกประสงค์ 8 นิ้ว พร้อมชุดเครื่องเสียงของแอสตัน มาร์ติน บลูทูธ รองรับการเชื่อมต่อกับไอพอด ไอโฟน ช่องเสียบยูเอสบี และระบบนำทางผ่านดาวเทียม โดยเมื่อเปิดหลังคา ผู้โดยสารก็จะได้รับความบันเทิงเต็มพิกัดกระตุ้นโสตประสาทด้วยเสียงคำรามกึกก้องจากเครื่องยนต์และท่อไอเสีย เติมเต็มความสปอร์ตสุดเร้าใจ ได้อย่างไร้ที่ติ

แอสตัน มาร์ติน ก่อตั้งช่วงปี 1913 และนับเป็นแบรนด์ที่มีจิตวิญญาณของรถแข่งอยู่ในสายเลือด บันทึกประวัติศาสตร์ช่วงปี 1922 ในการแข่ง French Grand Prix ด้วยรถ Bamford & Martin Special กับสถิติโลกความเร็วสูงสุดบนสนามแข่ง Brooklands ในขณะนั้น และในฤดูกาลแข่ง ฟอร์มูลาวัน ปีนี้ แอสตัน มาร์ติน ก็หวนคืนสู่สังเวียนอีกครั้ง นำทีมโดยนักแข่งชาวเยอรมัน ‘เซบาสเตียน เฟตเทล’ แชมป์โลกฟอร์มูลาวัน 4 สมัย

แอสตัน มาร์ติน แบงคอก ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ แอสตัน มาร์ติน อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้กลุ่มธุรกิจมิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) หรือ เอ็มจีซี-เอเชีย เปิดตัวยนตรกรรมรุ่นใหม่ Vantage Roadster ภายใต้คอนเซ็ปต์ A Born Predator ท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย ณ นายเลิศปาร์ค เฮอริเทจ โฮม (Nailert Park Heritage Home)

ฉัตรชัย แก้วผ่องศรี, ผู้จัดการทั่วไป แอสตัน มาร์ติน แบงคอก กล่าวว่า “แอสตัน มาร์ติน แวนเทจ โรดสเตอร์ เป็นรถสปอร์ตที่งดงาม ผสานความดุดันแบบนักล่า ผ่านการพัฒนามาพร้อมกับรุ่นคูเป้ และเมื่อผู้ขับเปิดหลังคา ก็พร้อมสัมผัสโลกใบใหม่ ที่เร้าใจเป็นทวีคูณ” เป็นโอกาสพิเศษ สำหรับผู้ที่ชื่นชอบยนตรกรรมสปอร์ตเมืองผู้ดี เพราะ ‘Aston Martin Q Financial Program’ เปิดโอกาสให้ออกรถ ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ ได้ง่ายยิ่งขึ้น พร้อมหยิบยื่นหลากหลายสิทธิ์ประโยชน์สุดคุ้มค่า

  • ชำระงวดแรก 235,000 บาท ก็ออกรถได้ทันที*
  • ประกันภัยชั้น 1 ตลอดอายุสัญญา*
  • Warranty ตลอดอายุสัญญา ไม่จำกัดระยะทาง*
  • บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอดอายุสัญญา*
  • ฟรี ค่าจดทะเบียน*
  • ฟรี ภาษีรถยนต์ประจำปี และ พรบ. ตลอดอายุสัญญา*
  • อิสระกับทางเลือก 4R เมื่อสัญญาสิ้นสุด: Return, Renew, Retain หรือ Refinance* 

แอสตัน มาร์ติน ‘แวนเทจ โรดสเตอร์’ ราคาเริ่มต้น 15.9 ล้านบาทมาพร้อมการรับประกันคุณภาพ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด


ALL NEW MG5 คว้ารางวัลการออกแบบ ‘Good Design Award 2021’ แดนอาทิตย์อุทัย!

บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ – ซีพี จำกัด และ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถยนต์เอ็มจีในประเทศไทย เผยความแรงอย่างต่อเนื่องของ ALL NEW MG5 
ที่นอกจากยอดขายขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของกลุ่ม B-segment ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน หลังบุกตลาด อย่างเป็นทางการ ด้วยการสร้างจุดขายดึงดูดคนรุ่นใหม่ ล่าสุด ALL NEW MG5 รถยนต์สปอร์ตคูเป้ซีดานน้องใหม่ของเอ็มจี ได้รับอีกหนึ่งรางวัลที่การันตีความโดดเด่นด้านงานดีไซน์ที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะตัวของรถยนต์รุ่นนี้ ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถคว้าสุดยอดรางวัล Good Design Award 2021 ในสาขา “Compact Sport Cars” ซึ่งเป็นรางวัลที่รู้จักในวงกว้างกับสัญลักษณ์ “G-Mark” เพราะเป็น 1 ใน 4 รางวัลด้านการออกแบบอุตสาหกรรม ชั้นนำที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก โดยสถาบันส่งเสริมการออกแบบแห่งประเทศญี่ปุ่น (Japan Institute of Design Promotion – JDP) ที่ไม่ได้วัดผลแค่ในกรอบของงานดีไซน์ แต่ลงลึกในด้านการใช้งาน และนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ต่างๆ อีกด้วย

เอ็มจี แนะนำ ALL NEW MG5 สู่ตลาดเมืองไทยด้วยแนวคิด “BEYOND” เพราะต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าที่เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งชื่นชอบรถยนต์นั่งสไตล์สปอร์ตที่โดดเด่นและแตกต่างสะดุดตาเป็นการสร้างความเหนือชั้นกว่าให้กับรถยนต์ในกลุ่ม B-segment รวมไปถึงกลุ่ม Eco-Car ของไทยให้ก้าวข้ามกรอบเดิมๆ โดยมาพร้อมการออกแบบที่โฉบเฉี่ยวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สมรรถนะที่รองรับการใช้งาน สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งฟังก์ชั่นและเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย รวมถึงระบบความปลอดภัยที่คิดมาเพื่อความห่วงใยต่อผู้ขับขี่และผู้โดยสารอย่างแท้จริง

นายพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า 
“ALL NEW MG5 ถือเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากรุ่นหนึ่งของเอ็มจี โดยหลังจากการเปิดตัวเพียง 
3 เดือน เรามียอดจองจากโชว์รูมของเอ็มจีกว่า 7,300 คัน ซึ่งในจำนวนนี้ ได้ส่งมอบถึงมือลูกค้าไปแล้วกว่า 3,400 คัน ซึ่งทำให้ ALL NEW MG5 ขึ้นเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มรถยนต์ขนาดเล็ก หรือ B-segment ภายในเวลาเพียงแค่ 2 เดือนหลังจากการเปิดตัว และในตอนนี้ทางบริษัทกำลังเร่งการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าโดยเร็วที่สุด

สำหรับรางวัล Good Design Award 2021 จากประเทศญี่ปุ่น ถือเป็นสุดยอดรางวัล ที่ได้รับการยอมรับในวงกว้างในวงการการออกแบบอุตสาหกรรมของโลก ที่ดูภาพรวมทั้งเรื่องการออกแบบ การใช้งาน และนวัตกรรมต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จ และภาพที่ชัดเจนจากแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บนเวทีระดับโลกที่เอ็มจียึดมั่นเสมอมา ภายใต้ 3 แกนหลัก ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) ความทันสมัย (Fashion) และความคุ้มค่า (Value) ที่ถ่ายทอดเจตนารมณ์การออกแบบรถที่สามารถเทียบชั้นกับรถยนต์ในระดับโลก สู่การเป็นสุดยอดยนตรกรรมที่พร้อมตอบโจทย์ให้กับผู้บริโภคชาวไทยได้เป็นอย่างดี ”

ทั้งนี้นอกเหนือจาก ALL NEW MG5 ที่ได้รับรางวัลการออกแบบดีเด่น Good Design Award 2021 แล้ว ผลิตภัณฑ์ภายใต้บริษัท เอสเอไอซี มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SAIC Motor) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของเอ็มจี ในประเทศจีน ยังเคยคว้ารางวัลนี้มาก่อน จากแบรนด์รถยนต์ชั้นนำในเครือ ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์รถยนต์ที่ล้ำสมัยอย่าง Roewe ที่นอกจากจะได้รับรางวัลดังกล่าว ยังได้รับรางวัลการออกแบบระดับโลกที่ทัดเทียมกับ Good Design Award อย่างรางวัล IF Design Award จากประเทศเยอรมนี ในรุ่น Roewe Marvel X ในปี ค.ศ. 2019 และ Roewe RX5 / Roewe eRX5 SUV ในปี ค.ศ. 2017


G-Charge Supercharging Station สถานีนำร่อง Fast Charge จาก GWM

เกรท วอลล์ มอเตอร์ เดินหน้ายกระดับ EV Ecosystem ในไทย เปิดตัว G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบ Fast Charge แห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในประเทศไทย ณ สยามสแควร์ ซอย 7 ให้บริการชาร์จเร็วด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบ DC จำนวน 
3 เครื่องชาร์จ หัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย รวม 6 หัวจ่าย กำลังสูงสุดขนาด 160kW รองรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด โดดเด่นด้วยระบบ Smart Parking ชูประสบการณ์ O2O ควบคุมการจอง จ่าย และใช้งานผ่าน GWM Application พร้อมผนึกความร่วมมือกับบริษัท พีอีเอ 
เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ผสานพลังงานสะอาดจากระบบโซลาร์เซลล์ G-Charge Supercharging Station จึงนับเป็นหนึ่งในสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะ DC Fast Charge สำหรับรถยนต์นั่งพลังงานไฟฟ้า 100% พร้อมระบบโซลาร์เซลล์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย พร้อมเปิดให้บริการแก่เจ้าของรถ ORA Good Cat โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของการให้บริการ และจะเปิดให้บริการแก่รถยนต์ไฟฟ้า
ไม่จำกัดยี่ห้ออย่างเต็มรูปแบบภายในเดือนธันวาคมนี้

มร.สตีเว่น หวัง รองประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวว่า “ปัจจัยสำคัญในการสร้าง EV Ecosystem ในประเทศไทยให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม คือการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มจำนวนมากขึ้นในแต่ละปี ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต่างเร่งเดินหน้าเพิ่มเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างครอบคลุมทั่วประเทศอย่างไม่หยุดยั้ง 
เกรท วอลล์ มอเตอร์ ในฐานะ xEV Leader จึงขอเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้เติบโตยิ่งขึ้น เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับ EV Ecosystem ไทย สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าทุกคันโดยไม่จำกัดค่าย การเปิด G-Charge Supercharging Station ในวันนี้ จึงนับเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เรายังพร้อมที่จะส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้วยการเปิดตัวรถยนต์ xEV 9 รุ่นในไทย
ภายใน 3 ปี ตามกลยุทธ์ Mission 9 in 3 รวมถึงการเตรียมขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมทั่วประเทศ 
เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าอย่างยั่งยืน”

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า “การเปลี่ยนผ่านไปสู่อนาคตแห่งยนตรกรรมไฟฟ้าในประเทศไทย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค โดยนอกจากการวางหมุดหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของภูมิภาคแล้ว เรายังมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับการวางโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดยานยนต์ไฟฟ้าตามแนวทางของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ซึ่งได้กำหนดเป้าหมายการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะแบบ Fast Charge ทั้งหมด 12,000 หัวจ่ายทั่วประเทศภายในปี 2573 ดังนั้น การเปิดสถานีอัดประจุไฟฟ้าของเกรท วอลล์ มอเตอร์ในวันนี้ เป็นโอกาสที่น่ายินดีเป็นอย่างมาก ที่เราได้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้ผลิตยานยนต์ที่จะมาเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการนำพาประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำในอนาคตตามที่รัฐบาลได้วางแผนไว้”

G-Charge Supercharging Station สถานีอัดประจุไฟฟ้า DC Fast Charge แห่งแรกของเกรท วอลล์ มอเตอร์ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์ที่สำคัญของประเทศอย่างสยามสแควร์ โดยสามารถรองรับการชาร์จแบบ 
DC Fast Charge ได้พร้อมกันถึง 6 ช่องจอด ด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้าแบบกระแสตรง DC กำลังสูงสุดขนาด 160kW จำนวน 3 เครื่องชาร์จ โดยมีหัวชาร์จแบบ CCS Type 2 เครื่องละ 2 หัวจ่าย รวมทั้งหมด 6 หัวจ่าย นอกจากนี้ 
เกรท วอลล์ มอเตอร์ยังได้ร่วมมือกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) บริษัทในเครือแห่งแรกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในการติดตั้งระบบโซลาร์บนสถานีชาร์จ พร้อมยกระดับประสบการณ์ใช้งานของผู้บริโภคด้วยการพัฒนาฟีเจอร์ใน GWM Application ให้สามารถค้นหาสถานีชาร์จ จองเวลาในการชาร์จ ชำระค่าใช้จ่ายในการชาร์จ รวมถึงควบคุมหัวจ่ายและระบบ Smart Parking ซึ่งเป็นระบบควบคุมลานจอดรถอัจฉริยะสุดชาญฉลาด ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับผู้ใช้บริการสถานีชาร์จและป้องกันการใช้ช่องจอดโดยรถยนต์ประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้า โดย GWM Application จะรองรับการใช้งานกับ G-Charge Supercharging Station อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมรองรับการบริการแก่รถยนต์แบรนด์อื่น ๆ ในเดือนธันวาคมเป็นต้นไป และสำหรับในช่วงแรกของการเปิดบริการ ลูกค้า ORA Good Cat จะสามารถใช้บริการ G-Charge Supercharging Station ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

มร. ไมเคิล ฉง ผู้ช่วยประธาน เกรท วอลล์ มอเตอร์ ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถานีอัดประจุไฟฟ้าของเราจะมาสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่วงการยานยนต์ไฟฟ้า โดยเราได้เตรียมขยายเครือข่ายจุดบริการอัดประจุไฟฟ้ากว่า 100 แห่งภายในปี 2566 ภายใต้แบรนด์ G-Charge โดยจะแบ่งออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ 
สถานี G-Charge Supercharging Station สำหรับบริการชาร์จไวด้วยกำลังสูงสุด 160kW สามารถชาร์จ ORA Good Cat รุ่น 400 TECH และ 400 PRO จาก 30%-80% ได้ภายใน 32 นาที และภายใน 40 นาที สำหรับรุ่น 500 ULTRA และเรายังเตรียมขยายจุดบริการ DC Fast Charge ไปทุก GWM Partner Store ในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการเปิดจุดชาร์จแบบ AC Normal Charge หรือที่เราเรียกว่า Destination Charge ไปยังโรงแรม ห้างสรรพสินค้า และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการขับขี่ยนตรกรรมพลังงานไฟฟ้า”

นอกจากนี้ เกรท วอลล์ มอเตอร์ ยังตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าให้แก่นักศึกษาและคนรุ่นใหม่ เชิญชวนนักศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยชั้นปี 1-4 หรืออายุไม่เกิน 24 ปี เข้าร่วมการประกวดเขียนเรียงความภายใต้หัวข้อ “รถยนต์ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตและอนาคตของเราได้อย่างไร?” 
ความยาว 800 คำ ผู้ที่สนใจสามารถส่งเรียงความเข้าประกวดได้ทั้งในภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ตั้งแต่วันที่ 15-30 พฤศจิกายน 2564 โดยโพสต์ลง Facebook พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ ติดแฮชแท็ก #EVChangeYourLifeContest และแท็กมาที่ Facebook Page GWM Thailand โดยจะประกาศผลในวันที่ 
17 ธันวาคม 2564 ผู้ชนะเลิศสามอันดับแรกที่สร้างสรรค์ผลงานได้ถูกต้องตามหลักการเขียนเรียงความ ตรงหัวข้อที่กำหนด และสร้างความประทับใจให้แก่กรรมการได้มากที่สุด จะได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท, 10,000 บาท และ 5,000 บาท ตามลำดับ พร้อม GWM Point และประกาศนียบัตรจากเกรท วอลล์ มอเตอร์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook Page GWM Thailand


“Pure & Crafted Space Bangkok” จุดรวมพลของคนมีสไตล์แห่งใหม่! ย่านเจริญกรุง

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย สานต่อความสำเร็จของ Pure & Crafted Festival ในกรุงเบอร์ลิน พร้อมเนรมิตพื้นที่แห่งความสนุกให้คนไทยได้สัมผัสใน “Pure & Crafted Space Bangkok” เอาใจทั้งสายนักบิด สายคาเฟ่ และผู้ที่ต้องการประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบไม่ซ้ำใครพร้อมเอาใจคนรักมอเตอร์ไซค์สาย Heritage ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 – 31 มกราคม 2565 ณ Warehouse 30 ซอยเจริญกรุง 30

ตลอดระยะเวลาสามเดือน บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ได้เตรียมกิจกรรมพิเศษไว้มากมายโดยในเดือนพฤศจิกายนนี้มาในคอนเซ็ปต์ American Tourer ทั้งเวิร์กช้อป อาหารสไตล์อเมริกัน พร้อมไฮไลต์กับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B ให้ทุกคนได้สัมผัสเป็นที่แรกหลังจากเปิดตัวไปเมื่อเร็ว ๆ นี้

สำหรับเดือนธันวาคมจะมาในแนว Custom Bike โดยมีรถคัสตอมจากคลับต่าง ๆ มาร่วมแสดง พร้อมไฮไลต์มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 ที่ได้รับการแต่งเป็นพิเศษโดย Smiths Vintage Club นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมคัสตอมสนุก ๆ และตลาดนัดแนวคราฟต์อีกด้วย ปิดท้ายในเดือนมกราคม 2565 ด้วยคอนเซ็ปต์ FLASHBACK 90’s กับการย้อนเวลากลับไปในยุค 90’s ที่ต้องคอยติดตามว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไรมาให้ได้สนุกกัน

ภายในงาน “Pure & Crafted Space Bangkok” ยังมีพาร์ทเนอร์มาร่วมสร้างสีสันในสไตล์ของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั้ง Marshalls ที่จะมาร่วมมอบเสียงดนตรีในโซนดนตรี พร้อมมุมดนตรีและร้านแผ่นเสียงหายาก Pronto กับแฟชั่นสุดชิค Smiths Vintage Club ที่จัดเต็มทั้งความเก๋าในด้านสินค้าคัสตอม รถรุ่นหายากมาให้ได้ชมอย่างใกล้ชิด รวมถึงหมวกกันน็อคสุดเก๋จาก Ruby Helmets และสินค้าไลฟ์สไตล์อีกมากมาย

ผู้ที่สนใจสามารถมาเยี่ยมชม “Pure & Crafted Space Bangkok” ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 – 31 มกราคม 2565 เปิดทุกวันอังคาร-อาทิตย์ (วันอังคารและวันพุธ เวลา 11.00-19.00 น. วันพฤหัสบดี – วันอาทิตย์ เวลา 11.00-20.00 น.) ณ Warehouse 30 ซอยเจริญกรุง 30 และสามารถติดตามกิจกรรมต่างๆ ได้ทาง Facebook fanpage BMW Motorrad Thailand


HONDA HR-V e:HEV เอสยูวีกับขุมพลังฟูลไฮบริด!

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่” เป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ครั้งแรกกับระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ทั้งไลน์อัป ยกระดับความสปอร์ตอีกขั้นกับรุ่น RS ที่เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศไทย มาพร้อมดีไซน์เอกซ์คลูซีฟรอบคัน ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร และประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25.6 กม./ลิตร มาพร้อมสวิตช์ที่เลือกโหมดการขับขี่ได้ถึง 3 โหมด ตอบโจทย์ทุกการใช้งานกับเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์ที่ปรับพับได้หลากหลายรูปแบบครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม อาทิ ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-free Power Tailgate with Walk Away Close) อีกทั้งเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยและเทคโนโลยีเพื่อการขับขี่อันล้ำสมัย อาทิ ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบเบรกมือไฟฟ้าและระบบ Auto Brake Hold  มั่นใจในทุกเส้นทางด้วยการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** ด้วยราคาประมาณการเริ่มต้นต่ำกว่า 990,000 บาท

พร้อมเปิดให้ลูกค้าลงทะเบียนจองสิทธิ์ได้ที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19.00 น.** พร้อมรับฟรี ชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Utility Package โดยจะประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมดีไซน์สปอร์ตพรีเมียมที่สะท้อนตัวตนสไตล์เอสยูวีได้อย่างชัดเจน โดดเด่นด้วยตัวถังที่ปราดเปรียวในสไตล์สปอร์ตคูเป้ ดึงดูดทุกสายตาด้วยกระจังหน้าดีไซน์ใหม่สีเดียวกับตัวรถ (รุ่น e:HEV EL) และกระจังหน้าสีดำเงา (รุ่น e:HEV E) ที่เชื่อมต่อกับไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED (รุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS) กันชนหน้าและหลังดีไซน์ใหม่ พร้อมด้วยไฟท้ายแบบ LED Light Strip ที่เชื่อมต่อกับไฟเบรกเป็นเส้นแนวยาว อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น อีกทั้งสปอยเลอร์หลังแบบสปอร์ต เสาอากาศครีบฉลาม และล้ออัลลอยดีไซน์ใหม่ ขนาด 17 นิ้ว (รุ่น e:HEV E และรุ่น e:HEV EL) สะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นยนตรกรรมไฮบริดด้วยโลโก้ H Mark ตกแต่งกรอบสีฟ้า และสัญลักษณ์ e:HEV ที่ด้านท้าย

ครั้งแรกในโลกกับการเปิดตัวรุ่น RS ที่ประเทศไทย ยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมไปอีกขั้น ด้วยดีไซน์สปอร์ตเอกซ์คลูซีฟ ตกแต่งพิเศษรอบคัน โดดเด่นด้วยกระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต พร้อมสัญลักษณ์ RS สัญลักษณ์ AMP UP บนกันชนหน้าด้านล่าง กันชนหน้า-หลัง พร้อมชายกันกระแทกด้านข้างสีดำแบบสปอร์ตตกแต่งด้วยโครเมียม ไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential ไฟท้ายแบบ LED Light Strip สี Smoke ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว เผยมุมมองใหม่ด้วยหลังคากระจกแบบพาโนรามา (Panoramic Glass Roof) พิเศษยิ่งขึ้นกับสีภายนอกสีแดงอิกไนต์ ที่มาพร้อมหลังคาสีดำสไตล์ทูโทน สะท้อนความสปอร์ตไปอีกขั้น ภายในห้องโดยสารมาพร้อมเบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดงแบบสปอร์ต แป้นเบรกและแป้นคันเร่งสไตล์สปอร์ต พวงมาลัยสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง และแผ่นกั้นห้องสัมภาระท้าย

ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง มอบความสะดวกสบายในทุกที่นั่งและทัศนวิสัยที่ดีในการขับขี่ ครบครันด้วยฟังก์ชันการใช้งานระดับพรีเมียม* คงอรรถประโยชน์สไตล์เอสยูวีไว้ได้อย่างดีเยี่ยม โดดเด่นด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ (Automatic Air Conditioning) ที่มาพร้อมระบบ Air Diffusion System โดยช่องปรับอากาศดีไซน์ใหม่ สามารถมอบทิศทางลมที่หมุนเวียนอย่างมีประสิทธิภาพ กระจายลมได้อย่างเหมาะสมทั่วถึงทั้งห้องโดยสาร พร้อมด้วยช่องปรับอากาศตอนหลัง (รุ่น e:HEV EL และรุ่น e:HEV RS) โดยทุกรุ่นมาพร้อมเบาะหนังดีไซน์ใหม่สีดำ และเบาะนั่งด้านหลังแบบอเนกประสงค์แยกพับแบบ 60:40 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ พร้อมห้องสัมภาระท้ายขนาดใหญ่ ได้แก่

  • Utility Mode: เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้านปรับพับเรียบ เพิ่มพื้นที่เก็บของด้านหลัง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของฮอนด้า ที่เบาะผู้โดยสารด้านหลังสามารถพับลงแนวราบได้เรียบ ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย
  • Long Mode: เบาะด้านหน้าและด้านหลังปรับพับ เพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว
  • Tall Mode: เอกลักษณ์ความอเนกประสงค์ที่โดดเด่นของ ฮอนด้า ที่สามารถพับเบาะด้านหลังขึ้น เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวสูง ซึ่งมีเพียง ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ รุ่นเดียวในเซกเมนต์ที่สามารถพับเบาะในโหมดนี้ได้

เทคโนโลยีอำนวยความสะดวกล้ำสมัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน* อาทิ ฝากระโปรงท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-free Power Tailgate with Walk Away Close) ระบบเครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว แบบ Advanced Touch รองรับ Apple CarPlayและ Android Auto และรองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto

มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 7 นิ้ว อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ลำโพงสูงสุดจำนวน 8 ตำแหน่ง ไฟอ่านหนังสือด้านหลังแบบ LED เปิด-ปิดแบบสัมผัส เบาะนั่งด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง ช่องเชื่อมต่อ USB จำนวน 4 ช่อง  พวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชัน พร้อมปุ่มควบคุมระบบเครื่องเสียง ปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์ และปุ่มควบคุมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING และ ฮอนด้า คอนเนค (Honda CONNECT) เทคโนโลยีเชื่อมต่อรถยนต์ที่ทำงานผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟน

ฮอนด้า เอชอาร์วี อี:เอชอีวี ใหม่ ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV ที่ผสานการทำงานอันทรงพลังร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) และมอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และชุดหน่วยควบคุมอัจฉริยะ (Intelligent Power Unit – IPU) ที่มาพร้อมแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ซึ่งมีน้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัด สามารถเก็บประจุไฟและช่วยให้การชาร์จไฟเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งสามารถชาร์จไฟเข้าสู่แบตเตอรี่โดยอัตโนมัติในขณะขับขี่ โดยมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว มอบกำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 131 แรงม้า ตอบสนองทันใจด้วยแรงบิดสูงสุด 253 นิวตัน-เมตร ที่ 0-3,500 รอบ/นาที ให้อัตราการประหยัดน้ำมันดีเยี่ยมถึง 25.6 กิโลเมตร/ลิตร และมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 94 กรัม/กิโลเมตร

ระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างชาญฉลาด เหมาะสมกับการขับขี่ในทุกสถานการณ์ โดยมีทั้งหมด 3 โหมด ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode)

นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อยยังมาพร้อมกับสวิตช์ฟังก์ชัน Drive Mode ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกโหมดการขับขี่ได้อย่างง่ายดายตามความต้องการ ซึ่งมีให้เลือก 3 โหมด ได้แก่

  • ECON Mode: โหมดการขับขี่แบบประหยัด พร้อมปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กับการขับขี่เพื่ออัตราการประหยัดเชื้อเพลิงมากขึ้น ตามรูปแบบการขับขี่
  • Normal Mode: โหมดการขับขี่แบบปกติ สำหรับการขับขี่ใช้งานโดยทั่วไป
  • Sport Mode: โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต ที่ช่วยปรับการทำงานของเครื่องยนต์ให้พร้อมตอบสนองการเร่งได้ดียิ่งขึ้น เพื่อการขับขี่ที่สนุกเร้าใจ

ทุกรุ่นย่อยมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ที่ทำงานผ่านกล้องมุมมองกว้างด้านหน้า ช่วยตรวจจับรถยนต์และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลักๆ ดังนี้

  • ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)
  • ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning: RDM with LDW)
  • ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)
  • ระบบเตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

พร้อมด้วยเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัยอันล้ำสมัยและเทคโนโลยีด้านการขับขี่ที่ครบครัน* อาทิ ครั้งแรกของรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทยกับระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ระบบช่วยชะลอความเร็วรถที่พวงมาลัย (Deceleration Paddle Selectors) ระบบเบรกมือไฟฟ้า (Electric Parking Brake) ระบบ Auto Brake Hold ระบบแสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ระบบล็อกรถอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Walk Away Auto Lock) ระบบเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยผู้โดยสารด้านหน้า พร้อมเตือนผู้โดยสารด้านหลัง (Front and Rear Passenger Seat Belt Reminder) ไฟเตือนเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Reminder) เป็นต้น

ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 3 รุ่นย่อย ได้แก่

  • รุ่น e:HEV RS ราคาประมาณการต่ำกว่า 1,200,000 บาท
  • รุ่น e:HEV EL ราคาประมาณการต่ำกว่า 1,100,000 บาท
  • รุ่น e:HEV E ราคาประมาณการต่ำกว่า 990,000 บาท

สีภายนอก มีให้เลือกทั้งหมด 5 สี ได้แก่ สีแดงอิกไนต์ (เมทัลลิก) ที่มาพร้อมหลังคาสีดำสไตล์ทูโทน (เฉพาะรุ่น e:HEV RS) พร้อมด้วย สีใหม่ สีขาวพรีเมียมซันไลท์ (มุก) และสีเทาเมทิเออรอยด์ (เมทัลลิก) รวมทั้งสีขาวแพลทินัม (มุก) และสีดำคริสตัล (มุก) ในทุกรุ่นย่อย

เสริมความมั่นใจในการขับขี่ยนตรกรรมระดับพรีเมียม โดย ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ มาพร้อมการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่ไฮบริดถึง 10 ปี และรับประกันระบบไฮบริดทั้งระบบ 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง** พร้อมบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานจากโชว์รูมและศูนย์บริการฮอนด้า 229 แห่งทั่วประเทศ

พิเศษ ลูกค้าสามารถลงทะเบียนจองสิทธิ์ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ระหว่างวันที่ 5 พฤศจิกายน 2564 ตั้งแต่เวลา 11.00 น. – วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 เวลา 19.00 น. จากนั้นทำการจองและรับรถตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 – 31 ธันวาคม 2564** รับฟรีชุดอุปกรณ์ตกแต่ง Utility Package ประกอบด้วยกระบะใส่ของท้ายรถ มูลค่า 1,100 บาท และแผ่นกันรอยเบาะพนักพิงหลัง มูลค่า 1,700 บาท รวมมูลค่า 2,800 บาท

**********

นายโนริยุกิ ทาคาคุระ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ฮอนด้า เอชอาร์-วี ถือเป็นรถยนต์รุ่นสำคัญที่ได้รับการตอบรับที่ดีเยี่ยมจากลูกค้าทั่วโลก เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อปี 2557 ซึ่งถือเป็นการสร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญให้กับตลาดรถยนต์ในประเทศไทย โดยเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่เข้ามาเปิดเซกเมนต์เอสยูวีขนาดกลาง และเติมเต็มความต้องการของลูกค้าในกลุ่มรถเอสยูวีให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ฮอนด้า เอชอาร์-วี เป็นหนึ่งในผู้นำตลาดเอสยูวีที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเซกเมนต์นี้ ด้วยยอดขายสะสมรวมกว่า 100,000 คัน”

“จากความสำเร็จดังกล่าว ประเทศไทยจึงเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนียที่จะได้เปิดตัว ฮอนด้า เอชอาร์-วี เจเนอเรชันที่ 2 ภายใต้ชื่อ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ และยังเป็นประเทศแรกในโลกที่ได้เปิดตัวรุ่น RS ที่มาพร้อมดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟ โดยนับเป็นก้าวสำคัญที่ ฮอนด้า เอชอาร์-วี ใหม่ จะมาสร้างปรากฏการณ์ใหม่ขึ้นอีกครั้ง ด้วยการผสานทั้งระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง ในทุกรุ่นย่อย พร้อมเป็นยนตรกรรมเอสยูวีสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง”

เตรียมพบกับการประกาศราคาและเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 นี้ ผ่านทาง LIVE ถ่ายทอดสดออนไลน์ทาง Facebook Fanpage และ YouTube Channel: Honda Thailand ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป พร้อมทั้งเตรียมสัมผัสกับ ฮอนด้า เอชอาร์-วี อี:เอชอีวี ใหม่ ได้ที่บูทฮอนด้า (A14) ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021) ตั้งแต่วันที่ 2 – 12 ธันวาคม 2564 ณ อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือแชทกับที่ปรึกษาการขายทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.honda.co.th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลฮอนด้า 24 ชั่วโมง โทร 0 2341 7777 หรืออ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.honda.co.th/hrvehev

หมายเหตุ
*อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
**เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาการขายโชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ


NBA X FORMULA 1 ฉลองครบรอบ 75 ปีเอ็นบีเอและการแข่งรถกรังด์ปรีซ์ในสหรัฐอเมริกา

สมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติ (NBA) และฟอร์มูล่าวัน ® (F1) ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรกันเป็นครั้งแรกทางด้านเนื้อหาและการส่งเสริมการขาย  เพื่อรวบรวมฐานแฟนๆ ทั่วโลกของ NBA และ F1 ในโอกาสเฉลิมฉลองฤดูกาลครบรอบ 75 ปีของเอ็นบีเอ และต้อนรับการกลับมา ของ F1 “2021 FORMULA 1 UNITED STATES GRAND  PRIX™” ในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคมนี้ ณ เมืองออสติน รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา


ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม 2564 อีเอสพีเอ็นจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันชู้ตจุดโทษ โดยมีนักแข่งจากทีม F1 เข้าแข็งขันนอกสนามแข่งรถ ประลองความแม่นชู้ตจุดโทษแบบครึ่งสนามบาสเก็ตบอล ในธีมครบรอบ 75 ปีของเอ็นบีเอ ณ สนามแข่งม้าอเมริกัน แพดด๊อก ในงานนี้ตำนานผู้เล่นของเอ็นบีเอตบเท้าเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เพื่อพบปะกับนักแข่งและให้คำแนะนำในการชู้ตจุดโทษ โดยผู้ที่ชู้ตลงมากที่สุดจากการชู้ต 10 ครั้ง จะได้รับเงินรางวัล 20,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปบริจาคให้กับองค์กรการกุศลที่ผู้ชนะเลือก

และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองยูเอส กรังด์ปรีซ์ และฤดูกาลครบรอบ 75 ปีของเอ็นบีเอ ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมรถยนต์ F1® ในชุดแต่งคัสตอมแบบพิเศษที่เป็นตัวแทนของทีม NBA ทั้ง 30 ทีม บนช่องทางโซเชียลมีเดียของเอ็นบีเอและ F1 ทั่วโลก โดยรถยนต์ 10 คันแรกจะจัดแสดงที่เซ็นทรัลและแปซิฟิกดิวิชั่นที่จะเปิดตัวในวันนี้

“FORMULA 1 UNITED STATES GRAND PRIX™” ประจำปี 2564 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-24 ตุลาคม ที่สนาม Circuit of the Americas ในเมืองออสติน รัฐเท็กซัส เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้การแข่งขันหยุดไปเป็นเวลา 2  ปี และจะกลับสู่สนามแข่งอีกครั้งในปีนี้ ในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม ถ่ายทอดสดเริ่มเวลา 01.30 น. ตามเวลาประเทศไทย

NBA ได้สร้างชื่อเสียงในระดับสากลด้วยเกมที่มีอยู่ใน 215 ประเทศและ 50 ภาษา และมีสินค้าลิขสิทธิ์จำหน่ายในร้านค้ามากกว่า 100,000 แห่ง ใน 100ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีปทั่วโลก โดยรายชื่อผู้เล่น NBA เมื่อเริ่มต้นฤดูกาล 2021-2022 มีผู้เล่นต่างชาติทั้งหมด 121 คนจาก 40 ประเทศ

**********

ฤดูกาลครบรอบ 75 ปีของ NBA สิ้นสุดลงในวันอังคารที่ 19 ตุลาคม และดำเนินต่อไปในคืนนี้ด้วยเกมดับเบิ้ล เฮดเดอร์ของ Kia NBA Tip-Off ใน ESPN เนื่องจากนิวยอร์ก นิกส์ เป็นเจ้าภาพบอสตัน เซลติกส์ (19:30 น. ET) และทีมเดนเวอร์นักเก็ตเยี่ยมชมฟีนิกซ์ ซันส์ (10:30 น. ET). TNT จะมี doubleheader ในวันพฤหัสบดีที่ 21 ต.ค. (Dallas Mavericks ที่ Atlanta Hawks, 19:30 น. ET; Los Angeles Clippers ที่ Golden State Warriors, 22.00 น. ET) และ ESPN จะมี doubleheader ในวันศุกร์ที่ 22 ต.ค. ( Nets ที่ Philadelphia 76ers, 19:30 น. ET; Suns at Los Angeles Lakers, 22.00 น. ET) *เวลาท้องถิ่นประเทศสหรัฐอเมริกา*


BMW R 18 Transcontinental และ BMW R 18 B คู่หูทัวเรอร์รุ่นใหญ่จาก บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย เผยโฉมมอเตอร์ไซค์ครูสเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่พร้อมออกโลดแล่นบนท้องถนน กับการเปิดตัว BMW R 18 Transcontinental และ BMW R 18 B “Bagger” ที่ผสมผสานความหรูหรา ความมีสไตล์ และสมรรถนะเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับพลังเต็มเปี่ยมจากเครื่องยนต์ “บิ๊กบ็อกเซอร์” ที่ใจกลางแชสซีสุดคลาสสิก ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดมอเตอร์ไซค์ BMW R 18 Transcontinental ได้รับการออกแบบและวางโครงสร้างทางวิศวกรรมเพื่อรองรับการขับขี่ทางไกล เพียบพร้อมด้วยความสบาย ปราดเปรียว และลุคที่โดดเด่นที่จะยกระดับทุกการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเพียงลำพัง หรือพร้อมผู้โดยสารซ้อนท้ายและกระเป๋าสัมภาระก็ตาม ส่วน BMW R 18 B ได้รับการออกแบบให้เป็นมอเตอร์ไซค์สำหรับผู้รักการขับขี่ มอบประสบการณ์ความพึงพอใจที่เหนือกว่าสำหรับแฟนมอเตอร์ไซค์พันธุ์แท้ เติมเต็มที่สุดแห่งการขับขี่บนท้องถนน

  • BMW R 18 Transcontinental “First Edition” ใหม่ ราคา 1,640,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
  • BMW R 18 B “First Edition” ใหม่ ราคา 1,500,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

มอเตอร์ไซค์ BMW R 18 Transcontinental ใหม่ โดดเด่นด้วยความเป็นมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งหรูหรา ขณะที่ BMW R 18 B ใหม่ มาพร้อมความเป็นมอเตอร์ไซค์สไตล์แบกเกอร์เต็มตัวด้วยรูปลักษณ์ที่ดูทั้งเรียบง่ายและปราดเปรียว พร้อมด้วยกระเป๋าสัมภาระข้างรถที่เข้ากันได้เป็นอย่างดีกับฝาครอบไฟหน้ารถ และสำหรับรุ่น R 18 Transcontinental จะมีกล่องสัมภาระท้ายรถ (top case) อีกด้วย  ส่วนประกอบเพื่อการใช้งานและดีไซน์ต่างๆ อาทิเช่น โครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น ถังน้ำมันทรงหยดน้ำขนาด 24 ลิตร เพลาแบบเปิดเปลือย พร้อมลูกเล่นการทำสีแบบลายเส้นคู่ ล้วนสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมอเตอร์ไซค์แบบทัวริ่งและครูสเซอร์ยอดนิยม และด้วยระบบสวิงอาร์มคู่ขนาบข้างและคานรับน้ำหนักแบบยื่น โครงสร้างตัวรถอันแข็งแกร่งจากมอเตอร์ไซค์ระดับตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 จึงถูกถ่ายทอดสู่ยุคปัจจุบันได้อย่างดีเยี่ยม

หัวใจหลักของมอเตอร์ไซค์ BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ คือเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ 2 สูบที่เรียกว่า “บิ๊กบ็อกเซอร์” ซึ่งนับเป็นเครื่องยนต์แบบ 2 สูบวางเรียงที่มีสมรรถนะสูงสุดในรถมอเตอร์ไซค์ที่ผลิตออกจำหน่ายในตลาดทั่วไป ด้วยความจุ 1,802 ซีซี ส่งพละกำลังสูงสุด 67 กิโลวัตต์ (91 แรงม้า) ที่ 4,750 รอบต่อนาที ส่งแรงบิดมากกว่า 150 นิวตันเมตรตลอดในช่วง 2,000 ถึง 4,000 รอบต่อนาที พร้อมพลังขับเคลื่อนและเสียงเครื่องยนต์กระหึ่มเร้าใจ

ด้านแชสซีของ BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ เป็นโครงสร้างเหล็กกล้าสองชั้น พร้อมแกนหลักชิ้นส่วนขึ้นรูปจากแผ่นเหล็ก ทั้งยังโดดเด่นด้วยมาตรฐานการผลิตคุณภาพสูงและความประณีตในรายละเอียดต่างๆ เช่น การเชื่อมข้อต่อระหว่างโครงสร้างเหล็กและการขึ้นรูปชิ้นส่วนเหล็กหล่อต่างๆ  นอกจากนี้ สวิงอาร์มหลังยังยึดต่อกับเพลาหลังด้วยข้อต่อสลักเกลียวแบบดั้งเดิม

ระบบช่วงล่างของ BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ ใช้ช่วงล่างแบบเทเลสโคปิก และระบบสวิงอาร์มที่ติดตั้งโดยตรงบนคานรับน้ำหนักแบบยื่นที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ เพื่อให้ควบคุมล้อที่หล่อด้วยวัสดุอัลลอยน้ำหนักเบาชั้นเลิศได้อย่างแม่นยำ พร้อมมอบการขับขี่ที่นุ่มสบาย คานรับน้ำหนักด้านหลังสามารถปรับตั้งค่าความหนืดได้และมีระบบชดเชยโหลดอัตโนมัติเพื่อตอบสนองการขับขี่ที่เหนือระดับ  และเช่นเดียวกับรถรุ่นตำนานอย่างบีเอ็มดับเบิลยู R 5 แกนโช้คหน้าแบบเทเลสโคปิกของ R 18 ทั้งสองรุ่นก็มาพร้อมกับปลอกหุ้มโช้ค นอกจากนี้ ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับระบบดิสก์เบรกคู่ที่ล้อหน้า และดิสก์เบรกเดี่ยวที่ล้อหลัง ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์เบรกแบบตายตัว 4 ลูกสูบ และระบบเบรกเอบีเอสของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด

BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ติดตั้งอุปกรณ์มาตรฐานอย่างครบครัน เช่น ระบบควบคุมการขับขี่แบบอิเล็กทรอนิกส์ DCC (Dynamic Cruise Control) และระบบควบคุมการขับขี่แบบ Active Cruise Control (ACC) ทั้งนี้ ระบบ DCC จะเป็นการควบคุมระดับความเร็วในการขับขี่อัตโนมัติที่ผู้ขับขี่สามารถตั้งค่าได้ด้วยตัวเอง ส่วนระบบ ACC จะช่วยให้สามารถขับขี่ได้อย่างสะดวกสบายด้วยระบบควบคุมระยะห่างจากคันหน้า โดยระบบตรวจจับด้วยเรดาร์ที่ติดตั้งบนฝาครอบไฟหน้ารถจะช่วยกำหนดให้มอเตอร์ไซค์เร่งความเร็วเพื่อปรับระดับความเร็วได้โดยอัตโนมัติ หรือเปิดใช้งานระบบเบรกมาตรฐานใหม่เพื่อลดความเร็ว  นอกจากนี้ ระบบ ACC ยังช่วยเสริมความปลอดภัยในการเข้าโค้ง และในยามจำเป็น ระบบควบคุมการเข้าโค้งจะชะลอความเร็ว เพื่อให้ผู้ขับขี่ใช้ความเร็วที่เหมาะสมกับมุมเอียงของถนนเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่และเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจ

มอเตอร์ไซค์ BMW R 18 Transcontinental ติดตั้งเบาะที่นั่งที่นุ่มสบายพร้อมระบบอุ่นเบาะที่นั่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพื่อความสบายในการขับขี่ทางไกลแม้มีคนนั่งซ้อนท้าย  ส่วนเบาะที่นั่งในรุ่น R 18 B เป็นเบาะที่นั่งสำหรับสองคนที่มีขนาดเล็กลง BMW R 18 Transcontinental ใหม่ มาพร้อมบันไดข้างเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ส่วนรุ่น R 18 B ใหม่ มากับที่พักเท้าที่กว้างขึ้นและสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่า R 18 รุ่นก่อนหน้า

ส่วนขับขี่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษทั้งสองรุ่น มาพร้อมกับมาตรวัดแบบอนาล็อก หน้าปัดทรงกลม 4 ช่อง และจอสีแสดงผลแบบ TFT ขนาด 10.25 นิ้ว พิมพ์ตัวอักษร “BERLIN BUILT” เสริมความคลาสสิกให้ BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ จอสีแสดงผลแบบ TFT ยังสามารถอ่านได้ง่าย และสามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน BMW Connected App เสริมความสะดวกในการใช้งานและแสดงข้อมูลการขับขี่อย่างเต็มที่

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าแต่ละราย มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับโหมดการขับขี่มาตรฐาน 3 โหมด ได้แก่ “Rain”, “Roll” และ “Rock”  อุปกรณ์มาตรฐานอื่นๆ ได้แก่ ระบบไฟหน้าปรับตามทิศทางการขับขี่ ระบบควบคุมการทรงตัวแบบอัตโนมัติ (ASC) และระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ ส่วนระบบเกียร์ถอยหลังจะช่วยให้การกลับรถเป็นเรื่องง่าย ทั้งยังมีระบบช่วยออกตัวในทางลาดชัน (Hill Start Control) ที่จะช่วยให้การออกตัวขึ้นเขาเป็นไปได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับระบบป้องกันการโจรกรรมและระบบเซ็นทรัลล็อคมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ มาพร้อมกับประสบการณ์เครื่องเสียงคุณภาพ โดยพัฒนาร่วมกับผู้ผลิตเครื่องเสียงสัญชาติอังกฤษอย่าง Marshall และลำโพงแบบ two-way (แยกซับวูฟเฟอร์) ที่ติดตั้งบนหน้าปัดของฝาครอบไฟหน้ารถ พร้อมด้วยหน้ากากลำโพงสีดำที่แต่งด้วยตัวอักษร Marshall สีขาว เสริมลุคคลาสสิกให้กับมอเตอร์ไซค์  โดยบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B มาพร้อมกับระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 1 ซึ่งประกอบด้วยลำโพง 2 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ในขณะที่ BMW R 18 Transcontinental ติดตั้งระบบเครื่องเสียง Marshall Gold Series Stage 2 มาพร้อมลำโพง 4 ตัว และซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว ด้วยกำลัง 280 วัตต์

ในการเปิดตัวครั้งนี้ มอเตอร์ไซค์ BMW R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่จะวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ในรุ่น “First Edition” ที่ผสมผสานลุคมาตรฐานของบีเอ็มดับเบิลยู R 18 เข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการเลือกใช้สีดำคลาสสิกตัดกับลายเส้นคู่สีขาว โดดเด่นด้วยพื้นผิวที่ออกแบบเป็นพิเศษ (สีโครเมียม) เบาะที่นั่งปักลวดลายด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมอักษร “First Edition” นอกจากนี้ ลูกค้าที่ซื้อมอเตอร์ไซค์ BMW R 18 Transcontinental “First Edition” หรือ BMW R 18 B “First Edition” ยังจะได้รับ Welcome Box สุดพิเศษ ที่มาพร้อมกับไอเท็มสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อต้อนรับการมาถึงของมอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นสู่ประเทศไทยอีกด้วย

**********

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B นับว่าเป็นดาวดวงใหม่ในในครอบครัวมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งของเรา ด้วยการดีไซน์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการขับขี่อย่างเพลิดเพลินทั้งทางใกล้และทางไกล บีเอ็มดับเบิลยู R 18 ทั้งสองรุ่นใหม่นี้ จึงสะท้อนจิตวิญญาณเสรีของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ได้เป็นอย่างดี ด้านการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากระบบสรีรศาสตร์ ช่วยให้มอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นเหมาะแก่การขับขี่แบบครูสซิ่งและทัวริ่งอย่างสะดวกสบายได้ในทุกสภาพอากาศ  และเช่นเดียวกับมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู R 18 รุ่นก่อนหน้านี้ บีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และบีเอ็มดับเบิลยู R 18 B ยังคงมาพร้อมกับสมรรถนะที่โดดเด่น ด้วยขุมกำลังเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ของบีเอ็มดับเบิลยูขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาส่งพลังสู่สองล้อ และด้วยทรวดทรงของตัวรถที่มาในมาดเข้มดุดัน ผมจึงมั่นใจว่ามอเตอร์ไซค์ทั้งสองรุ่นนี้จะสามารถสะกดทุกสายตาบนท้องถนนทั้งการขับขี่ในตัวเมืองและต่างจังหวัดได้อย่างแน่นอน”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบีเอ็มดับเบิลยู R 18 Transcontinental และ R 18 B ใหม่ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ   


Mercedes-Benz Limitless Offersโปรแรงส่งท้ายปี 2564

เมอร์เซเดสเบนซ์ ส่งโปรแรงกระตุ้นยอดขายต่อเนื่องในไตรมาสที่ 4 กับแคมเปญ “Mercedes-Benz Limitless Offers” มอบข้อเสนอที่พลาดไม่ได้สำหรับรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์หลากหลายรุ่น พร้อมสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็น

  • สำหรับรถยนต์คอมแพ็คทุกรุ่น ได้แก่ รุ่น A-Class, GLA และ GLB รวมทั้งรุ่น CLS 220 d และ Mercedes-AMG GLC 43 Coupé รับฟรี ประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 3 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*
  • สำหรับรถยนต์รุ่น C-Class, C-Coupe และ GLC-SUV ทุกรุ่น รวมถึง E 220 d เลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ฟรี “MBSP” แพ็กเกจ Advance โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพของรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ จากเมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง หรือเลือกรับส่วนลดเงินดาวน์สูงสุด 5% เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อ* หรือ ฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*
  • สำหรับรถยนต์รุ่น GLC 220 d Coupé และ GLC 300 e Coupé เลือกรับอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่าง ฟรี “MBSP” แพ็กเกจ Advance โปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพของรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ จากเมอร์เซเดสเบนซ์ ประเทศไทย เป็นเวลา 5 ปี ไม่จำกัดระยะทาง  หรือเลือกรับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*
  • สำหรับรถยนต์รุ่น E 300 e และ Mercedes-AMG CLS 53 4MATIC+ รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 4 ปี เมื่อทำสัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*
  • สำหรับรถยนต์รุ่น GLE 350 de และ GLS 350 d รับฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง Mercedes-Benz Protection นาน 1 ปี

เพิ่มเติมพิเศษ รับบัตรน้ำมันมูลค่า 5,000 บาทฟรี เมื่อทำสัญญาเช่าซื้อ, สัญญามายสตาร์ หรือสัญญาเช่าทางการเงิน*

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ โดยแคมเปญพิเศษนี้เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2564 เท่านั้น

*สิทธิพิเศษนี้เฉพาะลูกค้าที่ยื่นขอสินเชื่อ รับมอบรถยนต์ และเริ่มต้นสัญญาทางการเงินกับบริษัท เมอร์เซเดสเบนซ์ ลีสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 256431 ธันวาคม 2564 เท่านั้น ที่ผู้จำหน่ายเมอร์เซเดสเบนซ์อย่างเป็นทางการทั่วประเทศ


RIDING TO THE MOON (Buri) เที่ยวเมืองจันท์หน้าฝน!

หน้าฝนใครเค้าขี่มอเตอร์ไซค์เที่ยวกันหลายคนคงคิดอย่างงั้น แต่ไม่ใช่กับนักเที่ยวสายลุยแน่ๆ ไม่ว่าฤดูไหนก็พร้อมลุย ล่าสุด BMW Motorrad ก็ได้จัดทริปวัดใจชวนเหล่า GS Rider ออกลุยเมืองจันท์ในทริป ‘BMW Motorrad Discoveride Adventure จันทบุรี’ ซึ่งเส้นทางที่จะไปลุยกันเรียกได้ว่าลบภาพการเที่ยวจันทบุรีแบบเดิมๆไปได้เลย

ทริปนี้พิเศษสำหรับคนชอบลุยนักบิดที่มาจอยในคาราวานครั้งนี้ก็จะเป็นคนขี่ BMW Motorrad ตระกูล GS เป็นหลักซึ่งแน่นอนเส้นทางที่จะไปต้องไม่ธรรมดาจะมาขี่ชมวิวดูทะเลก็เกรงว่าจะไม่สมศักดิ์ศรี GS ราชาสายลุย King of Adventure ความมันส์จึงบังเกิด!

เส้นทางครั้งนี้ลุยหนักมากทั้งบุกป่าฝ่าดงทางดีๆ วิ่งเรียบๆ ไม่มีให้ได้เจอ ทุกคนต้องช่วยกันผ่านอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกันแม้ทางจะโหดจะเละขนาดไหนแต่เสียงที่ได้ยินกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะซะมากกว่า จะมีบ่นบางก็คงจะเป็นเรื่องเดียวคือ…หิว!

BMW Motorrad Discoveride Adventure สิ่งหนึ่งที่ขึ้นชื่อนอกจากเรื่องเส้นทางสุดอันซีนในเรื่องอาหารการกินก็จัดเต็มไม่แพ้กัน มีตั้งแต่ พิซซ่าเตาถ่านยันอาหารทะเลสดๆ ที่เรียกว่ากินอิ่มลืมเหนื่อยกันเลย


ขึ้นชื่อว่าเป็นโปรแกรมของบีเอ็มดับเบิลยูใครๆ ก็ตั้งตารอ เพราะมีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง อย่างโปรแกรมทริป BMW Motorrad Tour Experience จัดมาเต็มทั้งรถเซอร์วิสและมาร์แชล ที่ได้รับการรับรองจาก BMW Motorrad International Tour Guide Academy

ที่สำคัญงานนี้คุ้มสุดๆ เพราะทาง บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เจ้าของรถมอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยูไม่ต้องจ่ายเต็มจำนวน เช่นในกิจกรรมเทรนนิ่งจะได้รับส่วนลดถึง 50% ทั้งการเข้าร่วมกิจกรรมและค่าเช่ารถ

ทริปนี้เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรม BMW Motorrad Experience Program ซึ่งมีกิจกรรมขับขี่มอเตอร์ไซค์หลากหลายประเภท ทั้งการอบรมการขับขี่ Rider Training และ Tour Experience ที่ออกเดินทางกันเป็นกลุ่มทั้งระยะไกลระยะใกล้

ติดตามเรื่องราวน่าสนใจสายมอเตอร์ไซค์และความเคลื่อนไหวของโปรแกรม BMW Motorrad Experience Program ได้ทาง facebook/BMWMotorradTH และ BMW-Motorrad.co.th รวมถึง youtube/BMWMotorradThailand


Privacy Preference Center