เปอโยต์ 3008 SUV ใหม่ โฉบเฉี่ยวเร้าใจภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘FACE THE NEW FACE’

เปอโยต์ สานต่อประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 211 ปี ปัจจุบันเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์กลุ่มคอมแพ็กต์เอสยูวีในทวีปยุโรป ด้วยยนตรกรรมอเนกประสงค์รุ่น 3008 เอสยูวี และ 5008 เอสยูวี 7 ที่นั่งโดยได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี จากผู้ใช้รถทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทย ที่รถยนต์ เปอโยต์ ได้กลับมาทำตลาดอย่างมั่นคงอีกครั้ง ภายใต้ เปอโยต์ ประเทศไทย ในช่วงปี 2562 และวันนี้ เปอโยต์ 3008 เอสยูวี ใหม่ ยนตรกรรมอเนกประสงค์ยอดนิยมได้รับการปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยวและดูทันสมัยยิ่งขึ้น ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘FACE THE NEW FACE’

รูปลักษณ์ที่โดดเด่นของ เปอโยต์ 3008 เอสยูวี ถูกปรับให้ดูชัดเจนและทันสมัยยิ่งขึ้น สะดุดตากับกระจังหน้าแบบไร้กรอบ (frameless grille) สวยงามล้ำสมัยและให้ความรู้สึกใหลลื่น เพิ่มความชัดเป็นเส้นครีบทอดยาวใต้ไฟหน้าแบบฟูลแอลอีดี ที่สามารถทำงานเป็นไฟตัดหมอกได้ในตัว (Foggy Mode) โดยเมื่อผู้ขับเปิดไฟตัดหมอกหลัง ไฟหน้าจะติดอัตโนมัติด้วยระดับความเข้มของแสงที่ต่ำกว่าปกติ ขนาบข้างด้วยเดย์ไทม์รันนิงไลท์แนวตั้งคล้ายเขี้ยวสิงโต เพิ่มความสปอร์ตด้วยช่องดักลมสีดำบนกันชนหน้า

ขณะที่ปลายฝาประโปรงหน้า ติดตั้งตัวนูน ‘3008’ ระบุรุ่นชัดเจน พร้อมราวหลังคาดีไซน์ใหม่ ให้ดูสปอร์ตยิ่งขึ้นส่วนด้านท้ายก็ไม่น้อยหน้า ด้วยไฟท้ายแบบฟูลแอลอีดี (รวมไฟถอยหลัง) สะท้อนกรงเล็บสิงโต (lion claws) ได้อย่างทรงพลัง พร้อมไฟเลี้ยวแบบไล่ระดับ ครอบแผงไฟท้ายทั้งหมดด้วยกระจกรมดำ ยาวจรดตัวถัง 2 ฝั่ง ช่วยให้รถดูกว้างขึ้นเมื่อมองจากด้านหลัง

ห้องโดยสารของ 3008 เอสยูวี นับเป็นอีกไฮไลท์สำคัญ ต้อนรับผู้โดยสารอย่างอบอุ่นด้วยเบาะหนัง ตัดกันกับสีด้ายที่ใช้เย็บตะเข็บอย่างลงตัว ตกแต่งตามจุดต่างๆ ด้วยวัสดุผ้าคุณภาพสูง ให้สัมผัสนุ่มนวลและดูหรูหรา มาตรวัดดิจิทัลอเนกประสงค์ขนาด 12.3 นิ้ว ด้านหน้าผู้ขับ สามารถปรับการแสดงผลได้อิสระ พร้อมเพิ่มความละเอียดและความเข้มของจอ เพื่อความคมชัดสูงสุด ติดตั้งทัชสกรีนอเนกประสงค์ขนาด 10 นิ้ว บริเวณกลางแดชบอร์ด จอภาพความละเอียดสูง รองรับการสั่งงานด้วยเสียง ทั้งระบบนำทาง, โทรศัพท์, เครื่องปรับอากาศ และคลื่นวิทยุ มาพร้อม 7 สวิตช์แบบก้านเปียโน (Piano Key Toggle Switches) ที่ดูหรูหรา และช่วยให้สามารถปรับการทำงานของระบบต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็ว พร้อมรองรับการชาร์จสมาร์ทโฟนแบบไร้สาย (wireless charging)

ขับเคลื่อนอย่างมั่นใจด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 1.6 ลิตร ทวินสกรอลล์เทอร์โบ 167 แรงม้า แรงบิด 245 นิวตันเมตร ที่ 1,400-4,000 รอบ/นาที สูงสุดในรถยนต์กลุ่มเดียวกัน ช่วยให้มีอัตราเร่งดีและใช้เชื้อเพลิงคุ้มค่า ส่งกำลังอย่างนุ่มนวลและฉับไว ผ่านเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะ แบบ Electric Impulse พร้อม Advanced Grip Control กับ 5 โหมดการขับ (Normal-Snow-Mud-Sand-ESP Off) ผสานหลายระบบช่วยเหลือผู้ขับ อาทิ เปิดไฟสูงอัตโนมัติ, ควบคุมความเร็วขณะลงทางชันอัตโนมัติ (Hill Descent Control), ฝาท้ายไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี, เบรกมือไฟฟ้า, ระบบเตือนเมื่อรถวิ่งออกนอกเลน, ระบบเตือนรถในมุมอับสายตา, เซ็นเซอร์ถอยจอด และอื่นๆ

เปอโยต์ ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับคุณภาพด้านบริการหลังการขาย ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘PEUGEOT CARE’ ด้วยศักยภาพที่สามารถรองรับรถ เปอโยต์ ได้ทั้งรุ่นเก่าและรุ่นปัจจุบัน มั่นใจได้กับอุปกรณ์อันทันสมัยรวมถึงทีมช่างมืออาชีพพร้อมเพิ่มอิสระในการเลือกซื้อให้ลูกค้า ด้วย 2 ทางเลือกเซอร์วิสแพ็กเกจ VALUE CARE บำรุงรักษา ครอบคลุมตั้งแต่ 10,000 กิโลเมตร ถึงสูงสุด 100,000 กิโลเมตร กับการเช็กระยะ 2 ครั้ง พร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 10% หรือการเช็กระยะ 4 ครั้งพร้อมส่วนลดค่าอะไหล่ 15% โดยมาพร้อม การรับประกันคุณภาพ 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร และบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ทั่วประเทศ 3 ปีเต็ม

The New PEUGEOT 3008 SUV ราคาจำหน่ายแนะนำ 1.689 ล้านบาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ปัจจุบัน เปอโยต์ มีโชว์รูมพร้อมศูนย์บริการครบวงจร 5 สาขาในกรุงเทพฯ และ 3 สาขาต่างจังหวัด คือ สุขุมวิท, เยาวราช, เกษตร-นวมินทร์, เปอโยต์ สตูดิโอ บริเวณชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน เปอโยต์ สตูดิโอ สาขาวงเวียนพระราม 5-ราชพฤกษ์, สาขาอุบลราชธานี, สาขาภูเก็ต และสาขาหาดใหญ่ พร้อมให้บริการลูกค้าแล้ววันนี้

สุนทรพันธ์ เดชะเทศ, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปอโยต์ ประเทศไทย เผยว่า “ในนามของผู้แทน เปอโยต์ ประเทศไทย ขอขอบคุณลูกค้า เปอโยต์ ทุกท่าน ที่ได้ให้การต้อนรับการกลับมาทำตลาดในประเทศไทยของรถยนต์ เปอโยต์ อย่างอบอุ่น พร้อมมอบความไว้วางใจในยนตรกรรมและบริการหลังการขายที่ได้มาตรฐานระดับสากล วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญ ที่ทุกท่านจะได้ยลโฉม เปอโยต์ 3008 เอสยูวี ใหม่ ที่ผ่านการปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยวทันสมัยขึ้น สอดคล้องกับอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์อย่างลงตัว”

**********

เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว เปอโยต์ ประเทศไทย เปิดรับนักลงทุนที่สนใจเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ เปอโยต์ ทั่วประเทศ ผู้สนใจสามารถติดต่อคุณกุลชาติ ชุติเชาว์กุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายพัฒนาธุรกิจ โทร. 065-956-5333


BMW X4 M x Joshua Vides

สายอาร์ต สายแฟชั่น บีมเมอร์นี่ยิ่งห้ามพลาดมามุงกันเร๊วววว…วันนี้จะพาไปดู BMW X4 M x Joshua Vides ผลงานการคอลแลบบอเรชันครั้งแรกระหว่างสุดยอดยนตกรรมสุดเท่ BMW X4 M กับศิลปินสตรีทอาร์ตสายขาวดำสุดป๊อป โจชัว วิเดส

โจชัว วิเดส ศิลปินป๊อบอาร์ตชาวกัวเตมาลา ที่โดดเด่นด้วยการเพ้นท์สไตล์คอมมิก 2 มิติขาว-ดำบนวัตถุสิ่งของต่างๆ ซึ่ง โจชัว วิเดส มีผลงานคอลแลบบอเรชันกับแบลน์ดังต่างๆ มากมายอย่าง Adidas, Nike, Reebok, Rolex และอีกมากมายเรียกว่าอยากให้อะไรป๊อปๆ 2 มิติ โจชัว วิเดส จัดให้ได้หมด

พูดไปอาจจะนึกภาพกันไม่ออกก็สามารถกดติดตามไอจีของ โจชัว วิเดส  ได้ที่ด้านล่างนี้ แล้วคุณจะรู้ว่าถ้าเก๋าจริง ป๊อปจริง แค่สีขาว-ดำ กับลายเส้นง่ายๆ ก็เท่ได้


กว่าจะมาถึงจุดนี้บอกเลยว่าไม่ธรรมดา โจชัว วิเดส เคยผ่านงานมาหลากหลายอย่าง บาริสตา, พนักงานดับเพลิง, คนเลี้ยงสัตว์ในฟาร์ม, พนักงานส่งของ จนก้าวขึ้นมาเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ให้แบรนด์สตรีทแวร์ชื่อดังอย่างทุกวันนี้

โปรเจค BMW X4 M Competition x Joshua Vides นี้ทำให้ โจชัว วิเดส กรี๊ดสุดๆ เพราะเค้าได้ชื่อว่าเป็นบีมเมอร์ตัวยงนอกจากจะมี  BMW M3 E46 สีขาว และ BMW M3 E30 สีดําแบล็กไดมอนด์แล้วเค้ายังสักโลโก้ BMW ไว้บนแขนอีกด้วยโคตรสุด

ส่วนใครอยากเต็มอิ่มกับ BMW X4 M Competition x Joshua Vides เรียนเชิญคลิปวิดีโอชิ้นนี้เลยเท่สุดๆ https://bit.ly/3AOXrX3

ภาพจาก: instagram.com/joshuavides


รอยัล เอนฟิลด์ Classic 500 Tribute Black Limited Edition 30 คันในไทย

รอยัล เอนฟิลด์ ผู้นำระดับโลกในกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลาง ประกาศเปิดตัว พร้อมวางจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซีรีส์พิเศษ Classic 500 Tribute Black Limited Edition ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทุกคันคือหนึ่งในรถจักรยานยนต์ที่มีเครื่องยนต์ UCE 500cc หนึ่งสูบแบบช่วงชักยาวรุ่นสุดท้าย ซึ่งถูกผลิตแบบตามสั่งอย่างเดียวในจำนวนจำกัด โดยมีป้ายแสดงหมายเลขซีเรียลที่บ่งบอกถึงลำดับการถูกผลิตอยู่บนตัวรถเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ในประเทศไทยมีวางจำหน่ายทั้งหมด 30 คัน

เมื่อปีค.ศ. 2008 รอยัล เอนฟิลด์เปิดตัวรถจักรยานยนต์รุ่น Classic 500 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500cc หนึ่งสูบอันโดดเด่นของแบรนด์ก็สะท้อนให้เห็นถึงธรรมเนียมการเลือกใช้เครื่องยนต์แบบช่วงชักยาวที่ทำให้เกิดเสียงดังก้องกังวานไปทั่วหัวใจของผู้ขับขี่ รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500cc ถือเป็นส่วนสำคัญต่อความสำเร็จทั่วโลกของรอยัล เอนฟิลด์

ถึงแม้รอยัล เอนฟิลด์ประกาศยุติการขายปลีกรถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500cc รุ่นปัจจุบันในประเทศอินเดียไปเมื่อวันที่ 31 มีนาคม ค.ศ. 2020 แต่รถจักรยานยนต์เหล่านี้ก็ยังคงมีวางจำหน่ายอยู่ในต่างประเทศClassic 500 Tribute Black Limited Edition มีลายแถบที่โดดเด่นเหมือนกับรถจักรยานยนต์รุ่น Classic 500 ที่ออกมาจากโรงงานรอยัล เอนฟิลด์ที่เขตฐิรูโวตติยูร์ ในปีค.ศ. 2009 ครั้งนี้คือครั้งแรกที่รถจักรยานยนต์รอยัล เอนฟิลด์มีสีแบบทูโทนบนถังน้ำมันที่มีบังโคลนสีดำเงาและสีดำด้าน เฉดสีดำล้วนและเฉดสีคู่อันเป็นเอกลักษณ์นี้ช่วยเพิ่มสัมผัสที่ไม่เหมือนใครให้กับความสวยงามเหนือกาลเวลาของตัวรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ตรา End of Builds Special Edition ยังเสริมให้ตัวรถจักรยานยนต์ดูเหมาะสำหรับนักสะสมมากยิ่งขึ้น

รอยัล เอนฟิลด์ Classic 500 Tribute Black ซึมซับมรดกแห่งความสามารถในการปรับตัว ความน่าดึงดูด ความเหนือกาลเวลา และโครงสร้างที่โดดเด่น ทั้งหมดนี้มีอยู่ในรถจักรยานยนต์สุดคลาสสิกจำนวนไม่กี่คันสุดท้ายที่มีจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งมีวางจำหน่ายแล้วในประเทศไทยทั้งหมด 30 คัน ราคาคันละ 205,000 บาท

“ตั้งแต่ปีค.ศ. 2009 เป็นต้นมา รถจักรยานยนต์เครื่องยนต์ UCE 500cc ของรอยัล เอนฟิลด์ได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับกลุ่มรถจักรยานยนต์ขนาดกลางในประเทศอินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถจักรยานยนต์รุ่น Classic 500 ที่ช่วยให้รอยัล เอนฟิลด์ประสบความสำเร็จในต่างประเทศ ด้วยการออกแบบที่มีสไตล์ย้อนยุค และความเพลินเพลินในการขับขี่ ตั้งแต่เราเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยเมื่อปีค.ศ. 2016 เราก็ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ทุกวัย ในประเทศไทยมีเจ้าของรอยัล เอนฟิลด์ Classic อยู่เกือบ 3,000 ราย และเจ้าของรอยัล เอนฟิลด์ Twins มากกว่า 10,000 ราย รวมถึงยังมีจำนวนผู้ขับขี่รอยัล เอนฟิลด์เข้าร่วมสัมผัสการขับขี่ที่แท้จริงมากขึ้นเรื่อย ๆ Classic 500 Tribute Black คือโอกาสที่น่าสนใจมากสำหรับผู้ที่หลงใหลในรอยัล เอนฟิลด์ และประวัติศาสตร์การขับขี่รถจักรยานยนต์” คุณวิมัล ซุมบ์ลี, หัวหน้าฝ่ายธุรกิจประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก, รอยัล เอนฟิลด์ กล่าว


BMW 320Li Luxury ใหม่รุ่นฐานล้อยาวลุคสปอร์ตเพิ่มเติมความโอ่อ่า!

บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย เสริมทัพรถยนต์สปอร์ตซีดานตระกูล ซีรีส์ 3 เผยโฉมบีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ รุ่นฐานล้อยาวเป็นอีกหนึ่งทางเลือก มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับอย่างรอบด้าน พร้อมต้อนรับลูกค้ากลับสู่โชว์รูมของผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ สร้างความมั่นใจให้ลูกค้ายิ่งขึ้นด้วยมาตรการความปลอดภัยและปกป้องสุขภาพขั้นสูงสุด

รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ พร้อมให้สัมผัสแล้วที่โชว์รูมของผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ซึ่งลูกค้าอุ่นใจได้ว่าจะได้รับบริการระดับพรีเมียมควบคู่ไปกับมาตรการความปลอดภัยและปกป้องสุขภาพที่เข้มงวด นอกจากนี้ พนักงานของเราที่ปฏิบัติงานในโชว์รูมต่างก็ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วทุกคน”

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ราคาจำหน่าย: 2,469,000 บาท (พร้อมโปรแกรมบำรุงรักษา BSI Standard)

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังคงลุคสปอร์ตโฉบเฉี่ยวและสมรรถนะที่เฉียบคมไว้เช่นเคย แต่เสริมความโอ่อ่าสะดวกสบายยิ่งขึ้นสำหรับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ด้วยมิติรถที่กว้างขวางเช่นเดียวกับบีเอ็มดับเบิลยู 330Li M Sport ที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ ด้วยมิติความยาวรวม 4,819 มิลลิเมตร ความกว้างที่ 1,827 มิลลิเมตร และความสูงที่ 1,441 มิลลิเมตร ประตูหลังที่กว้างขึ้นกว่าบีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ 3 รุ่นเดิม 110 มิลลิเมตร ช่วยให้ผู้โดยสารเบาะหลังเข้า-ออกจากรถได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น ทั้งยังสบายกว่าในขณะเดินทางด้วยพื้นที่ห้องโดยสารแถวหลังที่ยาวขึ้นอีก 43 มิลลิเมตร

ดีไซน์ภายนอกของบีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังคงสื่อถึงความเป็นที่สุดแห่งยนตรกรรม หรือ “Ultimate Driving Machine” ด้วยเอกลักษณ์ดีไซน์ที่ทันสมัย สมรรถนะปราดเปรียว ประสิทธิภาพการขับขี่เหนือระดับ รวมถึงเทคโนโลยีการเชื่อมต่อที่ล้ำยุค ซึ่งรวมเป็นเอกลักษณ์แก่นแท้ของบีเอ็มดับเบิลยู และยังมาพร้อมองค์ประกอบเฉพาะตัวที่โดดเด่นยิ่งขึ้น ด้วยกระจังหน้าทรงไตคู่ที่มาพร้อมกับแผ่นบานเกล็ดแนวตั้งวัสดุโครเมี่ยม และแกนทแยงสีดำเงาที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ รับกับไฟหน้า LED ทรงเรียวยาวด้านข้างของตัวรถ ส่วนกรอบหน้าต่างดีไซน์แบบ Hofmeister Kink อันเป็นเอกลักษณ์ของบีเอ็มดับเบิลยู ก็ได้รับการออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับเสา C-pillar มอบมิติไร้ขอบที่ดูหรูหรายิ่งขึ้น พร้อมด้วยกรอบไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่เพรียวบางกว่าเดิม กับไฟ LED ทรงตัว L และท่อไอเสียแบบคู่ ล้วนเสริมให้ท้ายรถดูกว้างและสปอร์ต

บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร 4 สูบ BMW TwinPower Turbo ส่งกำลังสูงสุด 135 กิโลวัตต์ / 184 แรงม้าที่ 5,000 – 6,500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 300 นิวตันเมตรที่ 1,350 – 4,400 รอบต่อนาที เร่งความเร็วจากหยุดนิ่งถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายใน 8.1 วินาที และมีความเร็วสูงสุด 235 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำงานควบคู่กับเกียร์อัตโนมัติ Steptronic 8 จังหวะ และรองรับระบบ Driving Experience Control ที่มีรูปแบบการขับขี่ให้เลือกทั้งในโหมด COMFORT, SPORT และ ECO PRO

นอกจากนี้ บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังมาพร้อมกับล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว ลาย Multi-spoke แบบสลับสี และยางรันแฟลต การตกแต่งภายนอกแบบ Luxury Line โดดเด่นยิ่งขึ้นด้วยกันชนหน้า กระจกข้าง ขอบหน้าต่าง และกันชนท้ายในสีโครเมี่ยมเงา หลังคากระจกแบบ Panorama มอบวิวท้องฟ้าเด่นชัดให้กับทั้งผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ส่วนระบบเครื่องเสียง HiFi ยังให้เสียงใสในทุกรายละเอียด เติมเต็มประสบการณ์การเดินทางในรถยนต์ซีดานหรูนี้ได้อย่างดีเยี่ยม การตกแต่งภายในสะท้อนความประณีตด้วยคอนโซลด้านบนบุด้วยหนัง Sensatec ผิวไม้ลาย Oak Grain Open-Pored ตัดกับโครเมี่ยมมุกอย่างลงตัว

เพื่อสร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ขับขี่ บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังมาพร้อมระบบความปลอดภัยและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบช่วยนำเข้าที่จอดอัตโนมัติ (Parking Assistant) เซนเซอร์ควบคุมระยะการจอดด้านหน้าและหลัง พร้อมระบบการเชื่อมต่อเต็มรูปแบบผ่านระบบปฏิบัติการ BMW Operating System 7.0 ซึ่งเสริมประสิทธิภาพให้แก่ระบบ BMW Intelligent Personal Assistant และ Live Cockpit Professional รถยนต์รุ่นฐานล้อยาวนี้ยังมอบทางเลือกมากมายในการเชื่อมต่อและควบคุมระบบในตัวรถ รวมถึงการใช้ BMW Gesture Control ระบบสั่งงานด้วยเสียง ปุ่ม iDrive และจอแสดงผล Control Display ขนาด 10.25 นิ้ว อีกด้วย

ลูกค้าที่สนใจเป็นเจ้าของรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ สามารถยกระดับแพ็คเกจ BMW Service Inclusive เสริมจาก BSI Standard เพื่อสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยมีรายละเอียดดังนี้มร. กัลดริค ดอนเนอซาน ผู้อำนวยการฝ่ายขายและพัฒนาธุรกิจ บีเอ็มดับเบิลยู ประเทศไทย กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ยังคงรักษาไว้ทั้งสมรรถนะอันทรงพลัง และสไตล์การออกแบบที่โดดเด่นในแบบของซีรีส์ 3 อย่างเต็มเปี่ยม แต่ยังแตกต่างด้วยพื้นที่ที่เพิ่มขึ้นภายในห้องโดยสาร พร้อมมอบความสะดวกสบายที่เหนือกว่าบนทุกเส้นทาง แม้จะยังคงปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวไม่แพ้ซีรีส์ 3 รุ่นอื่น ๆ พร้อมด้วยอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันที่ยอดเยี่ยม และที่สุดแห่งความเพลิดเพลินในการขับขี่

เพื่อต้อนรับลูกค้ากลับสู่ประสบการณ์และการให้บริการของบีเอ็มดับเบิลยู ณ สถานที่จริง โชว์รูมของผู้จำหน่ายบีเอ็มดับเบิลยูอย่างเป็นทางการทั่วประเทศพร้อมมอบบริการควบคู่มาตรการความปลอดภัยและปกป้องสุขภาพขั้นสูงสุด เช่น การทำความสะอาดบริเวณต้อนรับลูกค้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อเป็นประจำ พนักงานขาย เจ้าหน้าที่บริการหลังการขาย และทีมผู้เชี่ยวชาญ BMW Product Genius ซึ่งปฏิบัติงานภายในโชว์รูมได้รับการฉีดวัคซีนครบทุกคน และยังได้รับการตรวจหาเชื้อเป็นประจำด้วยชุดตรวจ Antigen Test-Kit (ATK) อีกด้วยเพื่อปกป้องสุขภาพของลูกค้า นอกจากนี้ ลูกค้าที่ทดลองขับรถยนต์รุ่นใดก็ได้กับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู ระหว่างวันที่ 25 – 26 กันยายน 2564 ยังจะได้รับของที่ระลึกเพื่อเป็นการต้อนรับลูกค้ากลับสู่โชว์รูมอีกครั้ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู 320Li Luxury ใหม่ ลูกค้าสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู หรือติดต่อศูนย์ BMW Contact Center ได้ที่เบอร์ 1397 หรือติดต่อบัญชี LINE อย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยูได้ที่ @bmwthailand หรืออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.bmw.co.th/


นิสสัน พร้อมจำหน่าย GT-R T-spec ในประเทศไทย!

นิสสัน ประเทศไทย พร้อมจำหน่าย นิสสัน จีที-อาร์ ที-สเปค (GT-R T-spec) ในประเทศไทย โดยเปิดให้จองแล้ววันนี้ที่นิสสัน กรุงไทย ผู้จำหน่าย จีที-อาร์ อย่างเป็นทางการแห่งเดียวในประเทศไทย ตามมาตรฐานศูนย์บริการรถยนต์สมรรถนะสูงของนิสสัน หรือ Nissan High-Performance Center (NHPC) โดย จีที-อาร์ ที-สเปค คันแรก พร้อมส่งมอบให้กับลูกค้าชาวไทยภายในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 โดยลูกค้าสามารถพบนิสสัน จีที-อาร์ ที-สเปค ในงานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 38 (Motor Expo 2021)

จีที-อาร์ ที-สเปค เป็นรุ่นพิเศษที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในญี่ปุ่นเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา มีการปรับปรุงสมรรถนะและดีไซน์ ด้วยเบรกคาร์บอนเซรามิก สปอยเลอร์หลังแบบคาร์บอนไฟเบอร์ ฝาครอบเครื่องยนต์พิเศษสำหรับรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น และตราสัญลักษณ์รุ่น ที-สเปค ลิมิเต็ด อิดิชั่น ที่ด้านหน้าและด้านหลัง ล้ออัลลอยฟอร์จจาก RAYS สีบรอนซ์ขนาด 20 นิ้ว และสีตัวถังใหม่ 2 สี ได้แก่ สีม่วง Midnight Purple และสีเขียว Millennium Jade ควบคู่ไปกับสีหลักอื่น ๆ อีก 4 สี ภายในตกแต่งเฉพาะด้วยสีเขียว Mori Green และมีเบาะนั่งหุ้มด้วยหนังกลับ ภายในหลังคาใช้วัสดุอัลคันทาร่า และสัญลักษณ์ T-spec บริเวณคอนโซล

สำหรับชื่อรุ่น T-spec มาจากปรัชญาของจีที-อาร์ ในการเป็นผู้นำ และผู้กำหนดเวลา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “trend” และ “traction” ที่หมายถึงการยึดเกาะถนน ในฐานะผู้กำหนดเทรนด์ จีที-อาร์ ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ล้ำหน้าอยู่เสมอ และมีสมรรถนะของรถในการขับขี่ด้วยการยึดเกาะที่ยอดเยี่ยม โดยทีมวิศวกรได้มุ่งมั่นทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด ดังนั้นรถรุ่นนี้จึงโดดเด่นด้านการยึดเกาะถนนอย่างแท้จริง

สมรรถนะของจีที-อาร์ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แบบ V6 24 วาล์ว ขนาด 3.8 ลิตร ทวินเทอร์โบชาร์จ เครื่องยนต์ทุกเครื่องประกอบด้วยมือจากช่างเทคนิคระดับสูงสุดของจีที-อาร์ หรือ ‘ทาคูมิ’ มอบความประณีตและสมรรถนะอันทรงพลัง ให้พละกำลังสูงสุด 555 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 632 นิวตันเมตร กำลังของเครื่องยนต์ถูกส่งไปยังล้อทั้งสี่ล้อผ่านชุดเพลาส่งกำลังขับเคลื่อนในระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ

“เรารับทราบถึงความต้องการอย่างชัดเจนจากแฟน ๆ ของจีที-อาร์ ในประเทศไทยว่าพวกเขาต้องการรถในตำนานคันนี้ ดังนั้นผมจึงรู้สึกตื่นเต้นที่นิสสัน ประเทศไทย พร้อมส่งมอบ จีที-อาร์ รุ่น ที-สเปค ให้กับลูกค้าของเรา” อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว “สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความพิเศษอย่างมีสไตล์อันโดดเด่น จีที-อาร์ ทุกคันจากผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ นอกจากมาพร้อมสมรรถนะการขับขี่ ยังมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย เพื่อให้ความเพลิดเพลินในการขับขี่สูงสุด จีที-อาร์ เป็นยานยนต์ที่สวยงามและน่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง”

นอกจากรุ่น ที-สเปค ใหม่แล้ว นิสสัน จีที-อาร์ ยังมีรุ่น Premium Luxury ซึ่งมาพร้อมสีภายนอก 6 สี ได้แก่ สีฟ้า Bayside Blue สีแดง Variant Red สีเงิน Super Silver สีขาว Storm White สีเทา Gun Metallic และสีดำ Pearl Black ขณะที่การตกแต่งภายในของรุ่น Premium Luxury มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเทา Urban Grey สีแดง Amber Red และ สีดำ Samurai Black

จีที-อาร์ ใหม่ รุ่น ที-สเปค ราคา 12.2 ล้านบาท มาพร้อมกับการรับประกันของนิสสัน ซึ่งครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร พร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยช่างเทคนิคที่ได้รับการฝึกอบรมจากประเทศญี่ปุ่น ศูนย์บริการรถยนต์สมรรถนะสูงของนิสสัน มอบการบริการลูกค้าที่ดีที่สุด ด้วยอะไหล่แท้ของนิสสัน จีที-อาร์ นอกจากนี้ นิสสัน จีที-อาร์ รุ่น Premium Luxury ราคา 10.7 ล้านบาท“ทีมงาน และ บุคลาการที่มีประสบการณ์ของนิสสัน กรุงไทย ได้รับการฝึกฝนความชำนาญเพื่อดูแลลูกค้าจีที-อาร์ ชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้ทุก ๆ ท่านได้รับบริการที่สมบูรณ์แบบที่สุดสำหรับรถยนต์ที่เป็นไอคอนคันนี้ และในฐานะที่เป็นศูนย์บริการรถสมรรถนะสูงของนิสสัน แห่งเดียวในประเทศไทย มาตรฐานบริการหลังการขายของเราได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อดูแลจีที-อาร์ อย่างดีที่สุด เราตื่นเต้นและพร้อมส่งมอบ จีที-อาร์ ใหม่ รุ่น ที-สเปค ให้กับลูกค้าของเรา” พิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิสสันกรุงไทย จำกัด กล่าว

ลูกค้าจีที-อาร์ ทุกคัน จะได้รับความอุ่นใจจากบริการหลังการขายแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ของนิสสัน โดยนิสสัน กรุงไทย (สำนักงานใหญ่) รามอินทรา กม.4 ผู้จำหน่ายและให้บริการสำหรับรถยนต์นิสสัน จีที-อาร์ อย่างเป็นทางการของประเทศไทย โดยผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 0-2510-5555 หรือติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากนิสสัน กรุงไทย ได้ที่ facebook.com/gtr.krungthai หรือเว็บไซต์ นิสสัน ประเทศไทย


‘ฉางอัน ออโตโมบิล’ เติบโตสวนกระแสความซบเซาของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก!

การระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 และการขาดแคลนชิ้นส่วนได้ทำให้อุตสาหกรรมและตลาดยานยนต์ทั่วโลกตกอยู่ในขาลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงยอดขายที่กำลังดิ่งลงเช่นเดียวกัน ผลกระทบใหญ่ที่ตามมาคือธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกเริ่มเติบโตช้าหรือหดตัว อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่สำหรับธุรกิจยานยนต์ กลับเติบโตสวนกระแสโลก ซึ่งอันที่จริงแล้ว แบรนด์รถยนต์สัญชาติจีนนับว่ามีบทบาทสำคัญอย่างมากในธุรกิจนี้ เพราะยอดขายและส่วนแบ่งทางการตลาดได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจของแบรนด์ ในการเป็นผู้นำวิวัฒนาการยานยนต์และสร้างผลที่ดีสู่มนุษย์ ตลอดจนวิสัยทัศน์ในการสร้างธุรกิจยานยนต์ระดับโลก ฉางอัน ออโตโมบิล ได้เผยแพร่ผลการดำเนินงานระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคมปีนี้อย่างเป็นทางการ โดยมียอดขายสะสมกว่า 1.2 ล้านคัน หรือเพิ่มขึ้น 38.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในสัดส่วนนี้ รถยนต์โดยสารส่วนบุคคลที่มีการแข่งขันสูง มียอดขายสะสมตลอดแปดเดือนกว่า 800,000 คัน หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 49.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน

ผลการดำเนินงานอันยอดเยี่ยมนี้ เป็นผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานอย่างแข็งขันในกลุ่มรถยนต์หลักหลายตระกูล ซึ่งถูกคิดค้นและพัฒนาจากหลักคุณค่าของแบรนด์ทั้งสี่ประการได้แก่ 1) ยึดถือลูกค้าเป็นหัวใจหลัก และมุ่งส่งมอบประสบการณ์และบริการระดับแนวหน้า 2) ให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ มุ่งเป็นผู้นำทางเทคโนโลยีและผลิตรถยนต์คลาสสิก 3) เน้นคุณค่า ก้าวไปข้างหน้าด้วยข้อมูล ประสิทธิภาพ และอุตสาหกรรม 4) ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเพื่อสะท้อนถึงพลัง เน้นความเป็นเลิศ ในเดือนสิงหาคม สัดส่วนยอดขายรถยนต์แฟลกชิปของฉางอัน SUV CS75 มีจำนวน 15,530 คัน โดยในส่วนนี้รวมรุ่น CS75 PLUS ที่เพิ่งประกาศเปิดตัวได้ไม่ถึงสองปีที่ผ่านมาด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้มียอดขายสะสมอยู่กว่า 400,000 คัน ในด้านรถยนต์โดยสารส่วนบุคคล ยอดขายของรถยนต์รุ่น EADO ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 12,876 คัน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งติดต่อกันถึง 14 เดือน นอกจากนี้ ยอดขายของรถยนต์ตระกูล UNI ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก อยู่ที่ 8,803 คันในเดือนสิงหาคมเช่นเดียวกัน

ฉางอัน ออโตโมบิล ถือเป็นหนึ่งในสี่ธุรกิจยานยนต์ชั้นนำของประเทศจีน ที่มีประวัติยาวนานกว่า 159 ปี และมีประสบการณ์ในการผลิตยานพาหนะมากว่า 37 ปี บริษัทฯมีฐานการผลิตทั้งหมด 14 แห่ง และมี 33 แห่งทั่วโลกที่ใช้สำหรับผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วน ในปี 2014 ยอดขายสะสมรถยนต์ของ ฉางอัน ออโตโมบิล สูงถึง 10 ล้านคัน และในปี 2021 ยอดขายสะสมนี้ได้ทะลุกว่า 20 ล้านคันแล้ว

ฉางอัน ออโตโมบิล มีบุคคลากรด้านการวิจัยและพัฒนากว่า 10,000 คนจาก 27 ประเทศทั่วโลก พร้อมปฏิบัติการอยู่ที่แนวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้สร้างเครือค่ายการวิจัยและพัฒนาทั่วโลกโดยเน้นความสำคัญในหลายด้าน เพื่อเชื่อมศูนย์วิจัยจากฉงชิ่ง ปักกิ่ง มณฑลเหอเป่ย และมณฑลอานฮุยในจีนเข้าด้วยกัน รวมถึงเมืองตูรินในอิตาลี เมืองโยโกฮาม่าในญี่ปุ่น เมืองนอตทิงแฮมในสหราชอาณาจักร เมืองดีทรอยต์ในสหรัฐอเมริกา และ เมืองมิวนิคในเยอรมนี เพื่อให้มั่นใจได้ว่ารถยนต์ทุกคันที่ผลิตจะตอบสนองต่อความต้องการและความปรารถนาของผู้บริโภคที่จะได้ครอบครองรถยนต์ที่วิ่งได้กว่า 260,000 กิโลเมตร และมีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี เพราะเหตุนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล จึงได้สร้างระบบการพัฒนาผลิตภัณฑ์และระบบตรวจสอบการทดสอบขึ้นอีกด้วย

ในปี 2017 ฉางอัน ออโตโมบิล ได้เปิดตัวโครงการพัฒนานวัตกรรมและการร่วมทุนทางธุรกิจครั้งที่สาม (Third Breakthrough-Innovation and Business Venture Program) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและขยายศักยภาพด้านซอฟต์แวร์ ที่จะช่วยเสริมขีดความสามารถหลักทางการแข่งขัน และปรับเปลี่ยนบริษัทฯ ให้เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีการเดินทางอัจฉริยะแบบคาร์บอนต่ำ

นอกจากนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล ยังเปิดตัวรถยนต์รุ่นขายดี ซึ่งรวมถึงรุ่น CS รุ่น EADO รุ่น UNI-T และอีกมากมาย ในส่วนของเทคโนโลยีอัจฉริยะ ฉางอัน ออโตโมบิล ได้เปิดตัวกลยุทธ์อัจฉริยะ “Dubhe Intelligence Plan” เพื่อส่งมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สายแบบอัจฉริยะ ปลอดภัย น่าพึงพอใจ มีความใกล้ชิด และการได้รับความสบายใจตลอดการเดินทางอันรื่นรมย์ให้แก่ผู้ใช้งาน ด้วยการดำเนินงานภายใต้แผน “4+1” บริษัทฯ จะประชาสัมพันธ์ถึงคุณสมบัติความอัจฉริยะต่างๆ ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์และแบรนด์ การปรับแผนงานต่างๆ ตลอดจนการอัพเกรดผลิตภัณฑ์ ในด้านของยานยนต์พลังงานใหม่ฉางอัน ออโตโมบิล ได้นำเสนอแผนการเชิงกลยุทธ์ “Shangri-La Plan” เพราะบริษัทฯ ได้ให้คำมั่นว่าจะยุติการขายรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบดั้งเดิม และเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุมกลุ่มสินค้าทั้งหมดภายในปี 2025

สุดท้ายนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล มีความมุ่งมั่นที่จะขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยานยนต์ มีระบบนิเวศน์รองรับในทุกด้าน และจะไม่หยุดยั้งการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพชั้นสูง ตลอดจนมีคุณสมบัติการใช้งานที่ครบถ้วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของผู้บริโภค


มอเตอร์ไซค์คัสตอม Moto Guzzi V9 Bobber และ Moto Guzzi V7 III Racer สองสิงค์สไตล์สปอร์ตสัญชาติอิตาลี

ทุกวินาทีนี้ต่อไปนี้ ทุกสายตาจะต้องจับจ้องความสปอร์ต ดุดัน ทรงพลัง ที่แฝงความคลาสสิกระดับตำนาน เมื่อแบรนด์ Moto Guzzi (โมโต กุซซี่) รถมอเตอร์ไซค์คัสตอมสไตล์สปอร์ตสัญชาติอิตาลี 
เผยดีไซน์ใหม่ล่าสุดให้เหล่าไบค์เกอร์ได้ยลโฉม กับ 2 รุ่น Moto Guzzi V9 Bobber (โมโต กุซซี่ V9 
บ๊อบเบอร์) และ Moto Guzzi V7 III Racer (โมโต กุซซี่ V7 III เรเซอร์)

รุ่นแรกที่จะพูดถึง คือ Moto Guzzi V9 Bobber (โมโต กุซซี่ V9 บ๊อบเบอร์) รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ แนวบ๊อบเบอร์โมเดิร์นสัญชาติอิตาลี ผสานความคลาสสิกกับเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและคงไว้ด้วยเอกลักษณ์เครื่องยนต์วีแบบวางขวาง เอกสิทธิ์เฉพาะโมโต กุซซี่ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่
อย่างที่ไม่เคยสัมผัสที่ไหนมาก่อน โดย V9 Bobber ได้ปลุกแนวคิดการออกแบบมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์
ครั้งใหม่ ด้วยการเลือกใช้เส้นสายบนดีไซน์ที่เน้นความสปอร์ตคลาสสิก ตามแบบฉบับรถมอเตอร์ไซค์
คัสตอมสไตล์สปอร์ตของโมโต กุซซี่ โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ความดุดันด้วยสีดำด้านทั้งคัน อาทิ 
ดีไซน์ด้านข้างถังน้ำมัน ชุดท่อไอเสีย กระจกมองข้าง และบังโคลนโลหะทั้งหน้าและหลังถูกพ่นสี “ดำด้าน” เบาะหนังแบบ 2 ตอน สามารถปรับแต่งถอดออกได้ ตอบโจทย์ทั้งการขับขี่แบบคนเดียวหรือมีคนซ้อน ช่วยเสริมภาพลักษณ์แบบคัสตอมบ๊อบเบอร์ให้แก่ Moto Guzzi V9 Bobber คันนี้อีกด้วย

  • เครื่องยนต์แบบ V-twin 90 องศา 2 วาล์ว/กระบอกสูบ
  • ความจุ 853 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 55 แรงม้าที่ 6,250 รอบ และแรงบิดสูงสุด 62 นม./3,000 รอบ 
มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด
  • ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Brake System)
  • ระบบป้องกันการลื่นไถล MGCT (Moto Guzzi Traction Control)
  • เรือนไมล์อนาล็อกดิจิตอลแสดงผลผ่านจอเดี่ยวทรงกลม
  • ระบบมัลติมีเดียนวัตกรรมใหม่ MG-MP แพลตฟอร์มมัลติมีเดียที่เป็นออปชั่นเสริมสำหรับผู้ขับขี่
โมโต กุซซี่ เชื่อมต่อรถมอเตอร์ไซค์เข้ากับสมาร์ทโฟน ที่สามารถรองรับได้ทั้ง App Store และ Google Play

โดย Moto Guzzi V9 Bobber (โมโต กุซซี่ V9 บ๊อบเบอร์) มีให้เลือกด้วยกันใน 2 เฉดสี ได้แก่ 
สีดำ Nero Notte และ สีเทา Grigio Tempesta ราคา 449,000 บาท

และอีกหนึ่งรุ่นกับ Moto Guzzi V7 III Racer (โมโต กุซซี่ V7 III เรเซอร์) จากตระกูล V7 ที่ได้รับเสียง
ชื่นชมและเป็นที่รู้จักมากที่สุด นับตั้งแต่ปี 1967 ซึ่งเป็นปีเริ่มต้นจำหน่ายในประเทศอิตาลี 
V7 เป็นการสร้างมาตรฐานของรถมอเตอร์ไซค์อิตาเลียน ด้วยความโดดเด่นด้านคุณสมบัติและ
การออกแบบ ทำให้ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง สำหรับ Moto Guzzi V7 III Racer ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรถมอเตอร์ไซค์ 1971 V7 Sport ต้นตระกูล V7 ฉายา “เฟรมแดง” อีกหนึ่งโมเดลยอดนิยมของบรรดาไบค์เกอร์ โดยปรับดีไซน์ใหม่ตั้งแต่ด้านหน้าและชิลด์ให้ลุควินเทจผสมผสานความสปอร์ต ปรับปรุงลวดลายกราฟิกสีแดงเอกลักษณ์แห่งความสปอร์ต ตัวถังได้รับการออกแบบด้วยสีโครเมี่ยม มาพร้อมสายหนังคาดถังน้ำมัน ดีไซน์เรือนไมล์และแผงหน้าปัดใหม่ รวมไปถึงการเลือกใช้สีดำด้านที่บริเวณฝาครอบด้านข้าง ท่อไอเสีย และดุมล้อ ทำให้ Moto Guzzi V7 III Racer คันนี้ตอบโจทย์ความเป็น Café Racer มากยิ่งขึ้น และอีกหนึ่งความพิเศษกับการระบุหมายเลขลำดับการผลิตบนแผ่นโลหะ
ที่บริเวณแผงคอแฮนด์จับ

  • เครื่องยนต์แบบ V-twin 90 องศา 2 วาล์ว/กระบอกสูบ
  • ความจุ 744 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 52 แรงม้าที่ 6,200 รอบ และแรงบิดสูงสุด 60 นม./4,900 รอบ 
มาพร้อมเกียร์ 6 สปีด
  • โช๊คอัพหลังคู่จาก Ohlins ปรับแต่งได้เต็มระบบ
  • ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Brake System)
  • ระบบป้องกันการลื่นไถล MGCT (Moto Guzzi Traction Control)
  • เรือนไมล์อนาล็อกดิจิตอล แสดงผลผ่านจอคู่ทรงกลม แสดงการวัดรอบเครื่องยนต์และ
ความเร็ว Km/H
  • ระบบมัลติมีเดียนวัตกรรมใหม่ MG-MP แพลตฟอร์มมัลติมีเดียที่เป็นออปชั่นเสริมสำหรับผู้ขับขี่
โมโต กุซซี่ เชื่อมต่อรถมอเตอร์ไซค์เข้ากับสมาร์ทโฟน ที่สามารถรองรับได้ทั้ง App Store และ 
Google Play

สำหรับ Moto Guzzi V7 III Racer (โมโต กุซซี่ V7 III เรเซอร์) มาพร้อมกับสีเทา Rosso Corsa ราคา 599,000 บาท

และนอกจากนี้ Moto Guzzi V9 Bobber และ Moto Guzzi V7 III Racer ยังมาพร้อมกับข้อเสนอสุดเร้าใจที่เหล่าไบค์เกอร์ห้ามพลาด ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2564

********************

Moto Guzzi V9 Bobber ดาวน์เริ่มต้นเพียง 5% หรือ
ผ่อนเริ่มต้นที่ 6,153 บาท / เดือน

  • Free!!
  • ส่วนลดเงินสดมูลค่า 50,000 บาท
  • ประกันภัยชั้น 1 (1 ปี วิริยะ) มูลค่า 28,750 บาท
  • จดทะเบียน และ พ.ร.บ. มูลค่า 2,500 บาท
  • Roadside Assistance 1 ปี มูลค่า 2,000 บาท
  • Alpinestars Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลรถจักรยานยนต์ IPONE
  • จำนวน 1 SET มูลค่า 790 บาท

Moto Guzzi V7 III Racer ดาวน์เริ่มต้นเพียง 5% หรือผ่อนเริ่มต้นที่ 8,208 บาท / เดือน

  • Free!!
  • ส่วนลดเงินสดมูลค่า 50,000 บาท
  • ประกันภัยชั้น 1 (1 ปี วิริยะ) มูลค่า 28,750 บาท
  • จดทะเบียน และ พ.ร.บ. มูลค่า 2,500 บาท
  • Roadside Assistance 1 ปี มูลค่า 2,000 บาท
  • Alpinestars Gift Voucher มูลค่า 10,000 บาท
  • ผลิตภัณฑ์ดูแลรถจักรยานยนต์ IPONE
  • จำนวน 1 SET มูลค่า 790 บาท

*เงื่อนไขและข้อตกลงเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด


‘นิสสัน’ ลุยมอบสิ่งของจำเป็นให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดสุโขทัย, ชัยภูมิ และลพบุรี

นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ร่วมกับสื่อมวลชน และตัวแทนลูกค้านิสสัน รวม 4 ครอบครัว ร่วมเดินทางในคาราวาน Nissan Care For You เพื่อส่งมอบน้ำดื่ม 9,000 ขวด หน้ากากอนามัย 5,000 ชิ้น อาหารแห้ง และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดสุโขทัย ชัยภูมิ และลพบุรี

นายอิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร ตัวแทนสื่อมวลชนและตัวแทนลูกค้านิสสัน ร่วมมอบสิ่งของจำเป็นให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยมี นางสาวพัชรอร วงศ์กำแหง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เป็นผู้รับมอบ ณ ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาว่าการจังหวัดสุโขทัย

“ประเทศไทยกำลังเผชิญกับอุทกภัยในหลายพื้นที่ซึ่งกระทบต่อการดำเนินชีวิต นิสสัน พร้อมกับ เพื่อน สื่อมวลชน และลูกค้าของเราได้พร้อมใจกันนำสิ่งของจำเป็นมาช่วยเหลือพร้อมส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยแทนความห่วงใยภายใต้โครงการ Nissan Care For You ซึ่งเราสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน ถึงแม้ในบางพื้นที่ ระดับน้ำจะลดลงแล้ว แต่การเยียวยาช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยยังจำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประสบภัยกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างเร็วที่สุด

นอกจากนี้นิสสันยังให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้าที่รถยนต์ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในครั้งนี้ ด้วยบริการรถลาก/รถยก จากบริเวณน้ำท่วมไปยังศูนย์บริการนิสสันที่ใกล้ที่สุดฟรี พร้อมมอบส่วนลด 30 % สำหรับค่าอะไหล่แท้, เคมีภัณฑ์, น้ำมันหล่อลื่น, ยาง และอุปกรณ์ตกแต่ง ให้แก่ลูกค้านิสสันที่ประสบภัยทุกคน ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 31 ธันวาคม 2564”

อิซาโอะ เซคิกุจิ ประธาน นิสสัน ประเทศไทย กล่าว“นิสสัน กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 แห่งการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทฯและผู้จำหน่ายกว่า 178 แห่งทั่วประเทศมีความผูกพันกับคนไทย เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้”


กว่าจะเป็น ‘Squid Game’ ซีรีส์มาแรงระดับโลก!

สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) กลายเป็นกระแสฮิตติดลมบนไปทั่วโลกด้วยเรื่องราวสุดตื่นเต้นระทึกขวัญของกลุ่มคนที่สิ้นหวังในชีวิตและเข้าร่วมแข่งเกมเด็กเล่นสุดลึกลับ ด้วยความหวังที่จะคว้าเงินรางวัลมหาศาล ซึ่งแม้ว่าตัวซีรีส์ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในทันทีทันใด แต่ความจริงแล้วเส้นทางการสร้างสรรค์นั้นทั้งใช้เวลานานและเป็นเรื่องยากสำหรับผู้สร้างและผู้กำกับฮวังดงฮยอกเลยทีเดียว ตามไปชมเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นซีรีส์ สควิดเกม เล่นลุ้นตาย กันได้เลย

ผู้กำกับฮวังดงฮยอกได้ไอเดียครั้งแรกและเริ่มเขียนบทเมื่อปี 2008 เขาเล่าว่าจริงๆ แล้วปี 2008 คือทันทีหลังจากที่ผมมีผลงานเดบิวต์ ตอนนั้นผมไปร้านหนังสือการ์ตูนบ่อยมาก พอผมอ่านการ์ตูนมากเข้าก็เริ่มคิดถึงการสร้างอะไรที่คล้ายๆ เรื่องในหนังสือการ์ตูนในเกาหลี แล้วผมก็เขียนบทเสร็จในปี 2009” ในฐานะผู้กำกับภาพยนตร์ เดิมฮวังดงฮยอกจึงตั้งใจจะทำ สควิดเกม
เล่นลุ้นตาย ออกมาในรูปแบบภาพยนตร์แม้ว่างานเขียนบทเบื้องต้นของ สควิดเกม เล่นลุ้นตาย จะเสร็จตั้งแต่ปี 2009 แต่ฮวังดงฮยอกจำต้องพักไอเดียของเขาไว้แล้วไปลุยงานภาพยนตร์อย่าง Silenced (2011), Miss Granny (2014) และ The Fortress (2017) ก่อนจะได้มาเริ่มสร้างซีรีส์นี้ ผู้กำกับเผยว่าตอนนั้นเรื่องแบบนี้ไม่เป็นที่คุ้นเคยและค่อนข้างรุนแรง มีคนมองว่ามันซับซ้อนเกินไปและขายไม่ค่อยได้ ผมหาทุนได้ไม่มากพอและการแคสติ้งก็ไม่ง่ายเลย ผมลองคลุกคลีอยู่กับมันประมาณปีนึง แต่สุดท้ายก็ต้องพักไว้

ประมาณ 10 ปีหลังจากเกิดไอเดียเรื่อง สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ในที่สุดฮวังดงฮยอกก็ได้เริ่มลงมือสร้างผลงานชิ้นนี้ให้เกิดขึ้นจริง เขาบอกว่าต้องขอบคุณ Netflix ที่ให้อิสระเต็มที่ ผมจึงได้อิสระที่จะสร้างสรรค์ผลงานตามที่ผมต้องการด้วยโอกาสนี้เอง ผู้กำกับจึงได้ขยายเรื่องราวออกมาเป็นซีรีส์ที่ครองใจผู้ชมทั่วโลกอยู่ขณะนี้ หนึ่งในแง่มุมที่โดดเด่นที่สุดของซีรีส์เรื่องนี้คืองานภาพที่มีสีสันสดใสอย่างเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทำให้แตกต่างจากซีรีส์แนวเซอร์ไววัลเรื่องอื่นๆ ผู้กำกับศิลป์แชคยองซอนเล่าว่าเราสร้างสถานที่และจัดวางสิ่งต่างๆ โดยพยายามให้ผู้ชมคิดถึงเจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง สควิดเกม เล่นลุ้นตาย ไปพร้อมกับเราฉากถ่ายทำขนาดใหญ่และสีสันสดใสได้พาผู้ชมเข้าไปสู่โลกที่ทั้งสมจริงและทั้งแฟนตาซีในเวลาเดียวกัน

ผู้กำกับฮวังดงฮยอกคิดคำนึงอย่างรอบคอบในการเลือกเกมเด็กเล่นที่เข้าใจง่ายและทำให้คนดูรู้สึกเชื่อมโยงกับตัวเองได้แต่รายละเอียดเบื้องหลังก็แสดงให้เห็นว่าแต่ละเกมต้องผ่านการคิดวางแผนมากมายเพียงใด ยกตัวอย่างเช่นเกมแรก เออีไอโอยู หยุด ซึ่งเป็นเกมที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยกันดี หุ่นยนต์ในเกมนั้นนำมาจากเด็กผู้หญิงในตำราเรียนเด็ก ซึ่งทำให้ฉากออกมาดูสะเทือนขวัญยิ่งขึ้นเมื่อความสนุกในวัยเด็กกลายมาเป็นการต่อสู้ดิ้นรนสุดชีวิตเพื่อให้รอดตาย

ฉากถ่ายทำขนาดมหึมามีส่วนช่วยให้นักแสดงถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้สมจริงขึ้น ผู้กำกับฮวังดงฮยอกกล่าวว่าผมพยายามกระตุ้นให้เกิดบรรยากาศของสนามเด็กเล่นจริงๆ เพื่อให้นักแสดงได้สามารถรู้สึกและสัมผัสได้ว่ากำลังทำบางอย่างตรงนั้น ผมคิดว่าฉากถ่ายทำแบบนี้ทำให้การแสดงของนักแสดงสมจริงมากขึ้นการนำเกมที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เอาชีวิตรอดมาอยู่คู่กับสนามเด็กเล่นที่ใสซื่อไร้เดียงสานับว่าโดดเด่นและสร้างแรงกระตุ้นทางอารมณ์ได้ดีทีเดียว หนึ่งในฉากที่ใช้เวลาสร้างนานที่สุดคือการจำลองตรอกซอกซอยละแวกบ้านสไตล์เกาหลีในยุค 70-80 นักแสดงพัคแฮซู ระบุว่าสนามเด็กเล่นนั้นเหมือนจริงมาก เหมือนตรอกแถวบ้านในอดีต เหมือนกำลังอยู่หน้าบ้านสมัยก่อนจริงๆ ทำให้นึกถึงความหลังและรู้สึกถึงความตึงเครียดที่ไม่ธรรมดาเลยครับด้านนักแสดงฮอซองแทยังกล่าวชื่นชมทีมอาร์ตสำหรับความใส่ใจในรายละเอียดกับการโรยดินไว้ตามจุดต่างๆ ในตรอกเหล่านั้นด้วย

แง่มุมต่างๆ ที่กล่าวมานี้ได้รวมกันเป็นเรื่องราวที่มีความเป็นสากล แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเกาหลีด้วย เกมเด็กเล่นส่วนใหญ่เป็นเกมที่รู้จักกันแพร่หลาย แต่บางเกมก็มีแค่ในเกาหลีเท่านั้น อารมณ์ของมนุษย์และอุปสรรคที่ตัวละครเผชิญจะเข้าถึงอารมณ์ของใครหลายๆ คนไม่ว่าจะเป็นคนที่ไหนก็ตาม ผู้กำกับฮวังดงฮยอกมองว่าในฐานะเกมเซอร์ไววัล มันเป็นทั้งความบันเทิงและเป็นความดราม่าของมนุษย์

ซีรีส์เรื่องนี้พาไปสำรวจธรรมชาติของมนุษย์และการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กไปสู่วัยผู้ใหญ่ ผ่านการนำผู้ใหญ่กลับมาเล่นเกมในวัยเด็กอีกครั้ง ผู้กำกับฮวังดงฮยอกระบุว่าผมอยากเขียนเรื่องที่เป็นสัญลักษณ์ภาพหรือนิทานเปรียบเทียบสังคมทุนนิยมในปัจจุบัน อะไรที่จะทำให้เห็นภาพการแข่งขันสุดโต่ง อะไรที่คล้ายกับการแข่งขันอันรุนแรงของชีวิตคนแต่มันก็ไม่ได้สิ้นหวังไปเสียทั้งหมด ดังที่เราได้เห็นหลายตัวละครยังไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์และมีความหวังไปพร้อมกัน ซึ่งการวิพากษ์ธรรมชาติมนุษย์และสังคมนั้นกระตุ้นความคิดของคนได้อย่างแน่นอน



It’s so bright and confusing นิทรรศการภาพถ่าย ‘ตั้ง ตะวันวาด’

It’s so bright and confusing.

นิทรรศการโดย ตั้ง ตะวันวาด

ช่วงเวลาจัดแสดง 7 ตุลาคม – 28 พฤศจิกายน .. 2564

งานเปิดนิทรรศการวันที่ 7 ตุลาคม 2564
เปิดทำการทุกวัน

ตั้งแต่เวลา 11.00 . – 19.00 .

ภัณฑารักษ์ สิริมา ไชยปรีชาวิทย์

WHOOP! ชั้น 3 โซน MUNx2 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์

Google map : bit.ly/3Fl4v0Q

แสง คลื่นพลังงานรูปแบบหนึ่งที่สามารถพามนุษย์เดินทางข้ามผ่านสำนึกของกรอบเวลาและพื้นที่ มนุษย์สร้างแหล่งกำเนิดและพยายามควบคุม รวมถึงใช้งานแสงเพื่อให้เกิดเป็นอิทธิพลต่อความรู้สึกในรูปแบบต่างๆ 

ผ่านการคลุกคลีอยู่กับการทำงานของแสงด้วยสื่อกลางอย่างกล้องถ่ายภาพ ศิลปินเลือกใช้แฟลชเป็นแหล่งกำเนิดแสงหลัก ในการทดลองสร้างพื้นที่และมิติใหม่ที่กว้างขึ้นให้กับผลงานภาพถ่าย ผลงานภาพถ่ายชุดนี้ จึงเป็นงานทดลองที่ยังอยู่ในระหว่างการเดินทางของความคิดและความเข้าใจที่มีต่อ แสง ในรูปแบบเฉพาะตัวของศิลปิน โดยมุ่งหวังที่จะสร้างสรรค์มุมมองใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัดในพื้นที่ของภาพถ่าย

presented by

HOP – Hub of Photography

Special Thanks

Seacon Square Srinakarin


Privacy Preference Center