‘ฮัสกวานา’ มอเตอร์ไซค์สัญชาติสวีเดนเปิดราคา 3 รุ่นเริ่มต้น 139,800 บาท!

ฮัสกวานา มอเตอร์ไซค์ ไทยแลนด์ ( Husqvarna Motorcycles Thailand ) เปิดราคารถบิ๊กไบค์ขนาดกลางในสไตล์ Lightweight Naked Motorcycle โดยเปิดตลาด 3 รุ่นในสไตล์ Café Racer Style และ Scrambler Style ผสมผสานระหว่างความ ยูนีคและไลฟ์สไตล์ นำมาประยุกต์ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ ขับเคลื่อนควบคู่กันไปอย่างลงตัวโดยตัวรถทั้ง 3 รุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ชื่นชอบในศิลปะหลงใหลในแฟชั่นร่วมสมัยที่ไม่เหมือนใคร

ฮัสกวานา วิทพิลเลน และ สวาร์ทพิลเลน มาพร้อมกับโครงสร้างเฟรมถัก Steel Trellis ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งแฮนด์บาร์และที่พักเท้าคือส่วนสำคัญ ที่ถูกออกแบบมาให้เหมาะสมกับหลักสรีระศาสตร์ โดย ‘วิทพิลเลน’ ตัวรถมาในโทนสีขาว แฮนด์แบบจับกับช็อคอัพ ออกแบบมาให้เหมาะกับการขับขี่ในเมือง ให้อารมณ์การขับขี่ในรูปแบบ Sport Racing มีความเท่แบบเรียบง่ายสวยสะดุดทุกสายตา

ส่วน ‘สวาร์ทพิลเลน’ ตัวรถมาในโทนสีดำ แฮนด์ถูกยกสูงขึ้นออกแบบมาเหมาะสำหรับการขับขี่ท่องเที่ยวเดินทางไกล ให้อารมณ์การขับขี่แบบ Tracker ที่สามารถไปได้ในทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นทาง On Road หรือ Off Road ก็สามารถควบคุมรถได้อย่างง่ายดาย และสนุกกับการขับขี่ตลอดเส้นทาง

ที่ผ่านมา ‘ฮัสกวานา’ ที่แฟนๆ ตั้งชื่อเล่นว่า ‘ฮัสกี้’ เป็นแบรนด์เก่าแก่ระดับตำนานอายุกว่า 117 ปีจากประเทศสวีเดนมีชื่อเสียงทางด้านการผลิตรถจักรยานยนต์และประสบความสำเร็จในรายการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลกหลายรายการ

บริษัท วรูม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ‘ฮัสกวานา’ อย่างเป็นทางการในประเทศไทยเปิดราคาทั้ง 3 รุ่นมาให้แฟนๆ ชาวไทยเข้าสู่ประสบการณ์ใหม่แห่งการขับขี่ Husqvarna ได้อย่างสบายโดย Vitpillen 401(วิทพิลเลน) ราคา 239,800 บาท Svartpilen 401 (สวาร์ทพิลเลน) ราคา 239,800 บาท และ Svartpilen 200 (สวาร์ทพิลเลน) ราคา 139,800 บาท ถือว่าเป็นการเปิดราคาที่เย้ายวนเอามากๆ เลยทีเดียว


มอริส ลาครัวซ์ ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ แรงบันดาลใจแห่งสถาปัตยกรรมและทัศนียภาพของเมืองอันทันสมัย!

มอริส ลาครัวซ์ (Maurice Lacroix) เผยโฉม ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ (AIKON Urban Tribe) ที่จัดทำขึ้นเพียง 500 เรือน ตัวเรือนและสายนาฬิกาที่ถูกแกะสลักเลเซอร์ ด้วยลวดลายอันหลากหลายที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมที่มีชื่อเสียงของเมืองต่างๆ ทั่วโลก นำมาถ่ายทอดผ่านเส้นสายและส่วนโค้งมากมายที่ตกแต่งลงบนพื้นผิวสตีลของนาฬิกา โดยลวดลายแกะสลักเหล่านี้ยังดูคล้ายกับรอยสักซึ่งเป็นอีกหนึ่งวิถีแห่งศิลปะยอดนิยมของการแสดงออกถึงตัวตนของผู้สวมใส่ มอริส ลาครัวซ์ สร้าง ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ ให้เป็นนาฬิกาที่จะอยู่บนข้อมือสัมผัสกับผิวแล้วรู้สึกได้ว่าเสมือนเป็นหนึ่งเดียวกัน กับผู้เป็นเจ้าของ

นับเป็นความเชื่อมโยงอีกครั้งกับความรู้สึกและสัมผัสของผู้สวมใส่ที่แตกต่างออกไปสำหรับ ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ จากนาฬิกาอื่นๆ และเป็นบางสิ่งที่สะท้อนถึงจิตวิญญาณของ ซิมง โนกิเอร่า (Simon Noguiera) ผู้ชำนาญในกีฬาเออร์เบินสปอร์ตอย่าง ปาร์กัวร์ (Parkour) และเป็นพันธมิตรของ มอริส ลาครัวซ์ (ML Crew) บุรุษผู้ซึ่งให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อความรู้สึกและสัมผัส รวมถึงสิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเขาทรงตัวอยู่บนขอบผนังของตึกรามอาคาร เหนือขึ้นไปจากวิวทิวทัศน์บนท้องถนนด้านล่าง เขาได้ยกระดับซึ่งอารมณ์ความรู้สึกไปสู่เสียง กลิ่นและสัมผัสในมิติใหม่ และแต่ละสัมผัสรวมถึงความรู้สึกนั้น ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นผู้อารักขาและปกป้องเขาจากภยันตราย โดยซีมงยังได้แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมที่แวดล้อมตัวเขา และเลือกตึกรามอาคารเหล่านั้นเพื่อการออกสำรวจด้วยวิถีอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเขาเอง ภายใต้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 42 มม. ของตัวเรือนสตีลแกะสลัก ได้ยกระดับซึ่งชื่อเสียงแห่งงานออกแบบตามหลักแห่งสรีรศาสตร์ของนาฬิกา ไอคอน พร้อมทั้งส่งมอบซึ่งระดับอันน่าประทับใจให้กับความสะดวกสบายของผู้สวมใส่ โดยหน้าปัดลวดลาย กลู เดอ ปารีส์ (Clous de Paris) และตกแต่งแบบซันบรัช (sun-brushed) นั้นยังติดตั้งพร้อมด้วยเข็มชี้ชั่วโมงและนาทีเรืองแสง รวมถึงเข็มวินาทีกลาง และการแสดงวันที่ ที่ข้อมูลเวลาทั้งหมดได้ถ่ายทอดไว้อย่างชัดเจน ทว่า เหนือยิ่งกว่าคุณสมบัติทางฟังก์ชั่นของเรือนเวลานี้ นั่นคือความโดดเด่นของสัมผัสแห่งสไตล์อันเหนือล้ำที่เป็นคุณลักษณะเฉพาะอันคุ้นเคยสำหรับบรรดาเจ้าของแห่ง ไอคอน ทุกคน

ขณะที่ด้านหลังของนาฬิกา ประกอบด้วยบานกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่มอบซึ่งโอกาสแห่งการได้ชื่นชมการทำงานของกลไกจักรกลไขลานอัตโนมัติ เอ็มแอล115 คาลิเบอร์ (ML115 calibre) โดยกลไกนี้ยังประดับตกแต่งด้วยลวดลายเกรนวงกลม พร้อมทั้งลายก้นหอย และโคตส เดอ เฌแนฟ (Côtes de Genève) อันประณีตวิจิตร รวมถึงโรเตอร์ซึ่งแกะสลักด้วยลวดลายเดียวกันกับการตกแต่งบนตัวเรือนและสายสร้อยข้อมือของนาฬิกา มอบเป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะอันแตกต่างที่ทำให้เรือนเวลารุ่นนี้ต่างไปจากผลงานอื่นๆ ทั้งหมด 

และไม่ว่า ปาร์กัวร์จะจุดประกายจิตวิญญาณของคุณ หรือ คุณเพียงปรารถนาที่จะสนุกสนานไปกับชีวิตแห่งเมืองอันทันสมัย ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ ก็ล้วนรังสรรค์ขึ้นสำหรับทุกๆ ปัจเจกบุคคล ผู้ซึ่งหลงใหลชื่นชมในสถาปัตยกรรม ด้วยวิถีชีวิตอันแอคทีฟ และกล้าแสดงออกถึงตัวตน รวมถึงมีความมุ่งมั่นพยายามที่จะมุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จ สำหรับ ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ ผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 500 เรือนทั่วโลก และมีในไทยเพียงแค่ 20 เรือนเท่านั้น เชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในชนเผ่าของเรา เพราะนี่คือ ช่วงเวลาของคุณ

ใครที่สนใจสามารถไปสัมผัสความลิมิเต็ด อิดิชั่น ทั้งดีไซน์และราคาของ ไอคอน เออร์เบิน ไทรบ เพียง 89,000 บาทไ ด้ที่ มอริซ ลาครัวซ์ เคาน์เตอร์ ทุกสาขาเปิดให้บริการตามปกติ พร้อมชมนาฬิการุ่นใหม่ และสอบถามรายละเอียดและโปรโมชั่นพิเศษได้ทั้ง 11 สาขา สยามพารากอน, เอ็มโพเรียม, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัลชิดลม, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัลปิ่นเกล้า, เซ็นทรัลเฟสติวัล อีสต์วิลล์, เซ็นทรัล พลาซ่า บางนา, เซ็นทรัลเฟสติวัล พัทยาบีช, เซ็นทรัลเฟสติวัล ภูเก็ต, เซ็นทรัลพระราม 2 หรือติดต่อสอบถามและสั่งซื้อ มอริซ ลาครัวซ์ ผ่านทาง LINE Official Account @MauriceLacroixTH 


จับตายานยนต์แดนมังกร ‘ฉางอัน ออโตโมบิล’ ค่ายรถอีกค่ายที่จะมาเขย่าวงการยานยนต์ไทย!

ฉางอัน ออโตโมบิล เปิดตัวรถยนต์สองรุ่น อย่างเป็นทางการ ได้แก่ AVATAR E11 รถ SUV ขนาดกลางที่ใช้ระบบไฟฟ้าในการขับเคลื่อนทั้งหมด โดยเป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างฉางอัน ออโตโมบิล หัวเว่ย และ CATL อีกรุ่นคือ Changan C385 ซึ่งเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเช่นเดียวกันและถูกพัฒนาขึ้นจากแพลตฟอร์มเครื่องยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่ Changan Auto Tech Ecosystem Conference 2021

ฉางอัน ออโตโมบิล หนึ่งในสี่ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีน ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ด้วยประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์มากกว่า 37 ปี และรั้งตำแหน่งบริษัทที่มีความสามารถในการวิจัยและพัฒนาเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมนำหน้าแบรนด์ต่างๆ ในจีนทั้งหมด ถึง 5 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบัน ฉางอัน ออโตโมบิล มีฐานการผลิตกว่า 14 แห่งทั่วโลก รวมถึงเครือข่ายการขายและการบริการมากกว่า 8,700 สาขา ช่างเทคนิคด้านวิศวกรรมผู้ชำนาญการมากกว่า 10,000 คนใน 27 ประเทศ และบุคลากรมืออาชีพด้านบริการอีกกว่า 120,000 คนทั่วโลก นอกจากนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล ยังจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาซึ่งมีความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นแตกต่างกัน ครอบคลุม 6 ประเทศใน 9 ภูมิภาค ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี

หลังจากการพัฒนาเพียงครึ่งศตวรรษ อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนได้กลายเป็นตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก รองลงมาคืออเมริกาเหนือ อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เพราะอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนกำลังมุ่งไปสู่การสร้างความทันสมัยผ่าน 4 เสาหลักหรือ “New Four Modernizations” ซึ่งประกอบไปด้วย ความอัจฉริยะ (Intelligence) การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (Electrification) การสร้างเครือข่าย (Networking) และการแบ่งปันใช้งาน (Sharing) อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน จึงกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งความสามารถในการแข่งขันก็กำลังทิ้งระยะห่างจากการขับเคลื่อนรถยนต์แบบเดิม โดยกำลังมุ่งไปสู่โลกยุคใหม่ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ดังนั้น ผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำของจีนจึงเร่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่น่าตื่นตาและแปลกใหม่ให้กับลูกค้า ด้วยแนวโน้มที่เป็นปัจจัยเชิงบวกเหล่านี้ ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำของจีนอย่าง ฉางอัน ออโตโมบิลจึงตั้งใจที่จะต่อยอดการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วยการส่งมอบสินค้าที่น่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมนวัตกรรมที่ล้ำสมัย และมีราคาจับต้องได้ ให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก

AVATAR E11 รถ SUV ขนาดกลางสุดล้ำรุ่นใหม่ระดับไฮเอนด์ ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด ซึ่งเกิดจากการพัฒนาร่วมกันระหว่างฉางอัน ออโตโมบิล หัวเว่ย และ CATL โดยรถยนต์รุ่นนี้จะใช้ Huawei HI (Huawei Inside) หรือระบบปฏิบัติการยานยนต์อัจฉริยะเต็มรูปแบบ และเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดจาก CATL เป็นหลัก ในปัจจุบัน AVATAR E11 อยู่ในระหว่างการดำเนินการเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ รอบคันและจะเปิดตัวภายในสิ้นปีนี้

Changan C385 เป็นโมเดลเชิงกลยุทธ์รุ่นแรกของ ฉางอัน ออโตโมบิล ที่สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด โดยรถยนต์รุ่นนี้จะใช้ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติไร้คนขับ (Automated Valet Parking System) APA7.0 ซึ่งรถยนต์จะสามารถเข้าแถว ขับเคลื่อน และหาที่จอดเองโดยที่ไม่ต้องมีเจ้าของรถยนต์คอยติดตาม รูปลักษณ์ภายนอกของรถยนต์รุ่นนี้ได้รับการดัดแปลงมาจากสไตล์รถแฮทช์แบ็ค ผสมผสานกับเทคโนโลยีล้ำสมัยและรูปทรงที่ดูสปอร์ต จึงเป็นที่นิยมอย่างยิ่งในกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่

ฉางอัน ออโตโมบิล แถลงเพิ่มเติมถึงแผนการลงทุน โดยจะเพิ่มอีก 25 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 825 พันล้านบาท) ในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุตสาหกรรมภายในห้าปี โดยอยู่ภายใต้กลยุทธ์ “ยานยนต์ใหม่ + ระบบนิเวศใหม่ (New Auto + New Ecosystem)” การลงทุนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยี (Technology Ecosystem) และเร่งการพัฒนาซอฟต์แวร์ตลอดจนเพิ่มขีดจำกัดระดับความสามารถของเทคโนโลยีอัจฉริยะในด้านต่างๆ ภายในปี 2568 ซึ่งจะส่งผลให้สัดส่วนของนักพัฒนาซอฟต์แวร์อัจฉริยะจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 50% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด และในขณะเดียวกันจะมีการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญต่างๆ เพื่อพัฒนาและสร้างคอมมูนิตี้ที่เต็มไปด้วยทักษะและองค์ความรู้ทางด้านเทคนิค ทั้งนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล แถลงเพิ่มเติมว่า ภายในปี 2568 นี้ ตั้งเป้าจะสร้างยอดขายต่อปีทะยานสู่ 3 ล้านคัน โดยมีสัดส่วนของ xEV อยู่ที่ 35% และภายในปี 2573 ฉางอัน ออโตโมบิล จะขึ้นแท่นแบรนด์รถยนต์ชั้นนำด้วยยอดขายมากกว่า 4.5 ล้านคัน ด้วย xEV โดยจะรวมถึงสัดส่วนยอดขายจากตลาดต่างประเทศจะอยู่ที่ 60% และ 30% ตามลำดับ

ฉางอัน ออโตโมบิล มีชื่อเสียงในด้านเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและนวัตกรรมชั้นสูง โดยนับตั้งแต่ปี 2560 บริษัทฯ ได้บรรลุและส่งมอบนวัตกรรมใหม่มากมาย ทั้งในแง่ของกลไลอัจฉริยะตลอดจนยานยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายใต้กลยุทธ์พื้นฐาน “ยานยนต์ใหม่ + ระบบนิเวศใหม่ (New Auto + New Ecosystem)” ในส่วนของผลงานทางด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ฉางอันยึดมั่นหลัก Dubhe Intelligence Plan และ Shangri-La Plan โดยได้ลงทุนกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ (หรือประมาณ 49.5 พันล้านบาท) เพื่อให้ได้ครอบครองเทคโนโลยีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อัจฉริยะในระดับต่ำกว่า 500 ชิ้น ซึ่งในจำนวนนี้ มี 48 เทคโนโลยีที่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในประเทศจีน นอกจากนี้เทคโนโลยี APA 6.0 ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติไร้คนขับระบบแรก ที่ไม่จำเป็นต้องมีผู้ใช้งานคอยกำกับในระยะประชิด และสามารถขับเคลื่อนผ่านสมาร์ทโฟนแทน นอกจากนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล ยังได้สร้างระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบบูรณาการ (Ultra-Integrated Electric Drive System) ที่สามารถลดการใช้น้ำหนักได้ 10% เพิ่มอัตราการจ่ายพลังงานได้ถึง 37% และยังเพิ่มประสิทธิภาพได้อีก 5% ปัจจุบัน ฉางอัน ออโตโมบิล ได้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ที่มีระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะมากกว่า 1.45 ล้านคัน จึงนับได้ว่าเป็นผู้ผลิตแถวหน้าในอุตสาหกรรมยานยนต์จีนโดยนับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ ยอดขายรถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ของฉางอัน ออโตโมบิล มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดอยู่ที่ 495% หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ในแง่ของผลิตภัณฑ์ การเปิดตัวรถยนต์รุ่น PLUS และ UNI ซีรีส์ของฉางอันถือได้ว่า ประสบความสำเร็จอย่างมาก นับว่าเป็นรุ่นยอดนิยมโดย 43% ของยอดขายรุ่น UNI เกิดจากการที่ผู้บริโภคเลือกซื้อรถยนต์จากฉางอัน ออโตโมบิลมากกว่าแบรนด์สากลชั้นนำ โดยในสามปีที่ผ่านมา คุณค่าของแบรนด์ (Brand Value) ของฉางอัน ออโตโมบิล เพิ่มขึ้นถึง 34% ซึ่งมีการพัฒนาคุณภาพของสินค้าอย่างต่อเนื่องจนยกระดับความสามารถในการแข่งขันเทียบชั้นแบรนด์ระดับสากล ปัจจุบัน ฉางอัน ออโตโมลบิล มีภาพลักษณ์ของผู้ผลิตและผู้ส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสูงอย่างชัดเจน ล่าสุดตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนกรกฎาคมปีนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล ได้ขายรถยนต์ไปมากกว่า 1 ล้านคัน และด้วยความมุ่งมั่นที่จะขึ้นเป็นผู้ผลิตชั้นนำในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เพียบพร้อมด้วยระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่สมบูรณ์ ฉางอัน ออโตโมบิล จะไม่หยุดพัฒนารถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ เพื่อให้ส่งมอบรถยนต์ที่ มีคุณภาพ และมีฟีเจอร์การใช้งานที่ตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค

**********

ฉางอัน ออโตโมบิล หนึ่งในสี่ผู้นำกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของประเทศจีน ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ ด้วยประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์มากกว่า 37 ปี และรั้งตำแหน่งบริษัทที่มีความสามารถในการวิจัยและพัฒนาเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรมนำหน้าแบรนด์ต่างๆ ในจีนทั้งหมด ถึง 5 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ปัจจุบัน ฉางอัน ออโตโมบิล มีฐานการผลิตกว่า 14 แห่งทั่วโลก รวมถึงเครือข่ายการขายและการบริการมากกว่า 8,700 สาขา ช่างเทคนิคด้านวิศวกรรมผู้ชำนาญการมากกว่า 10,000 คนใน 27 ประเทศ และบุคลากรมืออาชีพด้านบริการอีกกว่า 120,000 คนทั่วโลก นอกจากนี้ ฉางอัน ออโตโมบิล ยังจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาซึ่งมีความเชี่ยวชาญที่โดดเด่นแตกต่างกัน ครอบคลุม 6 ประเทศใน 9 ภูมิภาค ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิตาลี


BMW ชวนศิลปินค่าย Spicy Disc ยกขบวนส่งยาถึงหน้าบ้านผู้ป่วยโควิด!

งานนี้เอาจริง เมื่อศิลปินดังค่าย Spicy Disc ยกขบวนบวกกันถึงหน้าบ้าน แต่ไม่ต้องตกใจไป บวกในที่นี้คือคิดบวก เพราะเค้าชวนกันออกมาเป็น BMW จิตอาสา ทำกิจกรรมขับรถส่งยาและสิ่งจำเป็นมอบให้ผู้ป่วย COVID-19 ที่เข้าระบบการแยกกักรักษาตัวที่บ้านหรือ HomeIsolation งานนี้นำทีมพร้อมไฟว์โควิดด้วย กานต์ The Parkinson, บี๊บ/โก้ วศิน Rooftop, MVL (เป้ mild) และ พี่บอย ตรัย

ภารกิจ “BMW จิตอาสา” ครั้งนี้เกิดขึ้นโดย BMW Thailand ชวนศิลปินค่าย Spicy Disc มาร่วมเป็นอาสาขับรถร่วมภารกิจช่วยเหลือสังคมร่วมกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในการนำส่งยาและสิ่งจำเป็นมอบให้ผู้ป่วย COVID-19 ที่เข้าระบบการแยกกักรักษาตัวที่บ้านหรือ Home Isolation ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยรถ BMW โดยไปส่งให้ถึงหน้าบ้านผู้ป่วย แต่มั่นใจได้ในความปลอดภัยเพราะทุกคนที่มาร่วมเป็นอาสาได้รับการตรวจก่อนเริ่มงานทุกคน และมีอุปกรณ์และคำแนะนำในการปฏิบัติงานอย่างเคร่งครัด

กิจกรรมนี้ช่วยให้การส่งกล่องยาให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าระบบการแยกกักรักษาตัวที่บ้านเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น เป็นการช่วยบรรเทาและแบ่งเบาจำนวนผู้ป่วยระหว่างที่กรมการแพทย์ประสานงานกับหน่วยงานและโรงพยาบาลต่างๆ ในการหาเตียง

นอกจากศิลปินที่มาร่วมเป็นอาสาแล้ว ยังได้รับการตอบรับที่ดียิ่งจากจิตอาสาจากหลากหลายท่านที่เข้าร่วมกิจกรรมในหลายวันต่อเนื่องกันแม้กระทั่งในวันสุดสัปดาห์ ถึงแม้ว่าบางเส้นทางไม่สามารถขับรถไปได้ถึงบ้านของผู้ป่วย แต่จิตอาสาก็เดินเท้าหรือแม้กระทั่งพายเรือต่อไปจนมอบกล่องยาให้ถึงบ้านได้ก็มี เต็มที่กันมากๆ

การจัดส่งกล่องยาประกอบด้วย ยาฟาวิพิราเวียร์ อุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพหน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ ถุงขยะสำหรับขยะติดเชื้อ งานนี้นอกจากจะเป็นการส่งสิ่งของจำเป็นสำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องกักตัวอยู่ที่บ้านแล้ว ยังเป็นการส่งมอบกำลังใจให้ทุกคนฟันฝ่าวิกฤตครั้งนี้และเราจะผ่านพ้นไปด้วยกัน


ฟอร์ดเผยภาพร่างแรก Ranger ใหม่อย่างเป็นทางการ!

ฟอร์ดเผยภาพแรกอย่างเป็นทางการของฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ หรือ #NextGenRanger ที่พร้อมเผยโฉมเป็นครั้งแรกพร้อมกันทั่วโลกในปลายปีนี้ ก่อนเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2565

เตรียมตัวตะลุยไปบนเส้นทางแบบแบบออฟโรดอย่างเหนือชั้น พร้อมสัมผัสประสบการณ์การขับขี่อันทรงพลังจากดีเอ็นเอความแกร่งที่เป็นเอกลักษณ์ของฟอร์ด ในรถกระบะที่แกร่งที่สุด สมบุกสมบันที่สุด และมีระบบเชื่อมต่อที่ดีเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฟอร์ดเคยพัฒนา

ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ จะเป็นสุดยอดรถกระบะคู่ใจที่พร้อมตอบโจทย์ทั้งสำหรับการทำงาน การเป็นรถครอบครัว และเป็นเพื่อนเดินทางในวันพักผ่อน 

นอกจากจะเป็นรถกระบะที่ ‘เกิดมาแกร่ง’ ฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ยังเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและตอบโจทย์การใช้งานแบบอเนกประสงค์ที่สุดในตระกูลฟอร์ด เรนเจอร์

อร์ดภูมิใจนำเสนอรถฟอร์ด เรนเจอร์ เจเนอเรชั่นใหม่ ในบรรยากาศที่สะท้อนถึงตัวตนที่แท้จริงของรถคันนี้ อย่าพลาดติดตามข้อมูลข่าวสารล่าสุดจากฟอร์ด และเตรียมตัวให้พร้อมที่จะได้พบกับไอคอนใหม่ล่าสุดแห่งวงการรถกระบะ เร็วๆ นี้


BMW Motorrad เผยโฉม BMW R nineT ใหม่! ลุควินเทจผสานเทคโนโลยีในราคาเริ่มต้น 739,000 บาท

บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ประเทศไทย นำจิตวิญญาณแห่งความคลาสสิกที่ข้ามผ่านกาลเวลานับทศทวรรษมาให้ไบค์เกอร์ชาวไทยได้สัมผัสกันอีกครั้ง กับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ถึงสี่รุ่น โดยหลังจากการเปิดตัวรุ่นแรกไปเมื่อปี 2556 บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ก็กลายเป็นมอเตอร์ไซค์ที่เป็นตัวแทนของเอกลักษณ์อันคลาสสิก สอดประสานเทคโนโลยีทันสมัยและการออกแบบที่ละเอียดประณีต แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ไบค์เกอร์สร้างความเฉพาะตัวด้วยการแต่งอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ

ซึ่งมอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ล้วนสื่อถึงจิตวิญญาณแห่งการขับขี่ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ที่เผยโฉมในปี 2523 สานต่อตำนานเอ็นดูโร่จาก R 80 G/S บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ที่มาพร้อมแก่นแท้แห่งความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิก และบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ในดีไซน์แบบเปลือย

สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT รุ่นใหม่ ได้รับการยกระดับอย่างรอบด้าน ทั้งสมรรถนะ อุปกรณ์มาตรฐาน และตัวเลือกอุปกรณ์เสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจากรุ่นก่อนหน้า โดดเด่นด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศ/น้ำมันที่ได้มาตรฐาน EU5 สร้างแรงบิดได้ทรงพลังกว่าที่เคย แต่ลดการปล่อยมลพิษยิ่งกว่ามาพร้อมโหมดการขับขี่แบบ Pro ระบบเบรก ABS Pro ระบบ Dynamic Brake Control ระบบ Dynamic Traction Control ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) ระบบกันสะเทือนใหม่แบบ WAD ที่ทั้งคล่องตัวและนุ่มนวลยิ่งกว่าขณะขับขี่ และไฟ LED ครบชุด

มร. มิเกล ญาเบรส-โปห์ล ผู้อำนวยการ บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และผู้นำเข้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “บีเอ็มดับเบิลยู R nineT กลายเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ที่โดดเด่นที่สุดบนท้องถนนประเทศไทย มีจุดกำเนิดที่สืบทอดมาจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิกของบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีฐานลูกค้าในเซกเมนต์นี้มากที่สุดในโลก

นอกจากนี้เอกลักษณ์ที่ทำให้บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ครองใจแฟน ๆ ชาวไทยไม่เสื่อมคลาย คือดีไซน์ที่เปิดกว้างสำหรับการเสริมอุปกรณ์แต่งเฉพาะตัวซึ่งเป็นปรัชญาการออกแบบของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT นับตั้งแต่การเปิดตัวครั้งแรก และในไทยยังมี R nineT ที่ได้รับการสร้างสรรค์จากนักสะสมบิ๊กไบค์จนโด่งดังในระดับโลกมากมาย

ความพิเศษของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ยังอยู่ที่การผสานกลิ่นอายความคลาสสิกเข้ากับความทันสมัยของเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว เพื่อมอบสมรรถนะที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงความสะดวกสบายและความปลอดภัยเหนือกว่าที่เคย”

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure ใหม่ ราคา 739,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ใหม่ ราคา 799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ใหม่ ราคา 799,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ ราคา 859,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Option 719 Night Black matt/ Aluminum mat หรือ Mineral White metallic/ Aurum ใหม่ ราคา 919,000 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) 

มอเตอร์ไซค์ในตระกูล R nineT ใหม่ มาใน 4 รุ่น ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู R nineT, R nineT Pure, R nineT Scrambler, R nineT Urban G/S ซึ่งทั้ง 4 รุ่นขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์บ็อกเซอร์ระบายความร้อนด้วยอากาศและน้ำมัน ที่ได้รับการพัฒนาให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องตามมาตรฐานมลพิษ EU-5 ส่งพละกำลังสูงสุด 80 กิโลวัตต์ (109 แรงม้า) ที่ 7,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 116 นิวตันเมตรที่ 6,000 รอบต่อนาที หัวฉีดแบบใหม่ทำงานเข้าจังหวะกับระบบระบายความร้อนยิ่งขึ้น วาล์วปีกผีเสื้อและฝาครอบหัวฉีดได้รับการออกแบบใหม่ ส่งผลให้มอเตอร์ไซค์ R nineT ใหม่ทั้ง 4 รุ่นลดการปล่อยมลพิษได้มากกว่ารุ่นก่อนหน้าขณะที่ยังส่งพลังแรงบิดได้มากกว่าที่ความเร็วรอบปานกลาง (ที่ 4,000-6,000 รอบต่อนาที) จึงตอบสนองได้อย่างฉับไวระหว่างขับขี่

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ทั้ง 4 รุ่นยังมาพร้อมระบบเบรก ABS Pro และระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC ที่เสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้น แม้ขณะเบรกในสภาวะการขับขี่ที่ยากลำบาก และยังมาพร้อมระบบกันสะเทือนใหม่ที่สามารถปรับตั้งค่าความหนืดและการยุบตัวของสปริงได้ (WAD) ช่วยให้ทรงตัวได้มั่นคงและเพิ่มความสบายในการขับขี่ ปรับการตั้งค่าสปริงได้อย่างง่ายดายด้วยปุ่มหมุนที่เพิ่มเข้ามา

โหมดการขับขี่แบบ Pro ยังติดตั้งมาเป็นมาตรฐานในทั้ง 4 รุ่น ประกอบด้วยโหมดการขับขี่มาตรฐาน ได้แก่ Rain และ Road เพิ่มเติมด้วยโหมด Dyna สำหรับ R nineT และ R nineT Pure ส่วน R nineT Scrambler และ R nineT Urban G/S จะมาพร้อมโหมด Dirt โดยขณะขับขี่ด้วยโหมด Dyna หรือ Dirt ผู้ขับขี่จะได้สัมผัสความสปอร์ตยิ่งขึ้น จากการตั้งค่าเครื่องยนต์ให้ตอบสนองความเร็วได้ฉับไวเต็มพิกัด ส่วนระบบ Dynamic Brake Control หรือ DBC และ ABS Pro จะทำงานขณะขับขี่บนถนนที่มีแรงเสียดทานสูง เสริมความปลอดภัยยิ่งขึ้นเมื่อเร่งความเร็ว ในขณะที่ระบบป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง (MSR) จากการชะลอตัวหรือลดเกียร์ ช่วยให้ควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำยิ่งขึ้น

แบบฉบับความคลาสสิกของบีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ เติมเต็มด้วยดีไซน์ที่ผสานความล้ำสมัยของยุคปัจจุบัน อย่างมาตรวัดความเร็วแบบอนาล็อกทรงกลมในโคมโลหะคุณภาพสูง ฝังเอกลักษณ์โลโก้บีเอ็มดับเบิลยู ไฟเลี้ยวที่ออกแบบกลมกลืนไปกับตัวรถ ก่อนจะเด่นชัดขึ้นมาเฉพาะเวลาเปิดไฟเท่านั้น ไฟหน้า LED มาพร้อมไฟส่องสว่างตอนกลางวันและไฟเลี้ยวสีขาว เสริมความทันสมัยด้วยช่องเสียบสายชาร์จ USB

บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ ทุกรุ่น ยังมีความโดดเด่นเฉพาะตัวด้วยรูปโฉมที่ออกแบบมาเพื่อบ่งบอกถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ขับขี่แต่ละคน ได้แก่

  • บีเอ็มดับเบิลยู R nineT ใหม่ เป็นการสานต่อตำนานของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด มาพร้อมกับสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมการขับขี่ที่คล่องแคล่วและเสียงคำรามลึกในสไตล์เครื่องยนต์บ็อกเซอร์
  • บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Pure ใหม่ ดีไซน์ทรงเสน่ห์ไม่ซ้ำใคร มาในสีใหม่ Teal Blue metallic matt พร้อมถังน้ำมันในสี Mineral grey metallic
  • สำหรับการขับขี่ในเมือง บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Scrambler ใหม่ สะกดทุกสายตาด้วย
    สี Kalamata metallic matt finish สอดรับกับล้อซี่ลวดสีทองและยางล้อออฟโรด
  • จิตวิญญาณความสปอร์ตหวนกลับคืนมาอีกครั้งกับบีเอ็มดับเบิลยู R nineT Urban G/S ใหม่ ในสีขาวตัดลวดลายสีน้ำเงิน สื่อถึงอัตลักษณ์ดีไซน์มอเตอร์สปอร์ต เติมเต็มความโฉบเฉี่ยวด้วยล้อซี่ลวดสีทองและยางออฟโรด
  • บีเอ็มดับเบิลยู R nineT Option 719ใหม่ ถือเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นท็อปในตระกูล R nineT ที่เผยตัวตนของผู้ขับขี่ด้วยชุดแต่ง Option 719 ผสานตัวถังในสีสุดพิเศษ Option 719 Night Black matt/Aluminium matt และ Option 719 Mineral White metallic/Aurum พร้อมอุปกรณ์แต่งในแบบฉบับ Option 719 ได้แก่ ถังน้ำมันอะลูมิเนียมแบบเปลือย ในดีไซน์แบบพ่นสี/ขัดเงา

ผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.bmw-motorrad.co.th หรือติดต่อผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ทั่วประเทศ


adidas X JAMES BOND คอลเลคชันพิเศษต้อนรับ 007 ภาคใหม่ “NO TIME TO DIE”

อาดิดาส เปิดตัวคอลลาบอเรชัน คอลเลคชัน “adidas X JAMES BOND” เพื่อฉลองภาคที่ 25 ของภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ (James Bond) ที่จะมาพร้อมกับภาพยนตร์ภาคใหม่ล่าสุด NO TIME TO DIE “007 พยัคฆ์ร้ายฝ่าเวลามรณะ” ในเดือนกันยายนนี้

การร่วมมือในการออกแบบคอลเลคชันนี้จะเป็นการนำเสนอสัญลักษณ์ต่างๆ จากยอดภาพยตร์แห่งยุคปัจจุบันมาผสมผสานกับรองเท้าที่ได้ชื่อว่าเป็นผลงานศิลปะร่วมสมัย นั่นก็คือรองเท้าวิ่งอัลตราบูสท์ (ULTRABOOST) ซึ่งการออกแบบจะมีการใช้แรงบันดาลใจจากเนื้อเรื่องในภาพยนตร์ 007 โดยมีจุดประสงค์เพื่อฉลองภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ ตอนที่ 25 อีกด้วย

สำหรับรองเท้าคู่แรกที่จะมีการวางจำหน่ายก็คือ UltraBOOST DNA White Tuxedo ซึ่งเป็นรองเท้ารุ่นพิเศษที่แสดงถึงสไตล์อันโดดเด่นของเจมส์ บอนด์ โดยการใช้สีขาวเป็นหลักและตกแต่งด้วยสัญลักษณ์ของเจมส์ บอนด์ ที่บริเวณลิ้นรองเท้า ให้ความรู้สึกที่เรียบง่ายและหรูหราตามแบบฉบับของยอดสายลับระดับโลก

นอกจากนี้ ภายในคอลเลคชันยังมีรองเท้ารุ่นอื่นๆ ประกอบด้วย

ADIDAS ULTRABOOST20 BLACK TUXEDO – ออกแบบตามชุดทักซีโดสีดำของเจมส์ บอนด์ ที่เผยให้เห็นในฉากอันน่าตื่นเต้นภายในภาพยนตร์ NO TIME TO DIE รวมถึงพื้นรองด้านในก็มีนำฉากในคิวบามาตกแต่ง นอกจากนี้ รองเท้าวิ่งรุ่นนี้ยังมีการรองรับแรงกระแทกและการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย

ADIDAS ULTRABOOST 20 Q BRANCH – ออกแบบตามตัวละครหัวหน้าแผนกคิว (Q Branch) ผู้คิดค้นอุปกรณ์พกพาสุดล้ำ ซึ่งมีการออกแบบชิ้นส่วนเคจให้มีช่องลับที่รองเท้า

ADIDAS ULTRABOOST 20 NO TIME TO DIE VILLIAN – ออกแบบตามตัวละครวายร้ายตัวใหม่ล่าสุดของที่มีชื่อว่า ซาฟิน (Safin) มีการออกแบบชิ้นส่วนเคจตามหน้ากากสีขาวของซาฟิน พร้อมกับตกแต่งพื้นรองด้านในตามหลุมหลบภัยของเขาภายในภาพยนตร์เรื่องนี้

นอกเหนือจากการออกแบบที่มีสไตล์ของคอลเลคชันนี้แล้ว รองเท้าวิ่งอัลตราบูสท์ยังเป็นรองเท้าที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อการใช้งานอย่างแท้จริง โดยมีทั้งพื้นรองเท้าบูสท์ (BOOST) ที่มีคุณสมบัติการคืนพลังงานในระดับสูงสุดในทุกย่างก้าว และยังมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในด้านการรองรับแรงกระแทกและความทนทานต่อทุกสภาพอากาศอีกด้วย

พิเศษ! รองเท้าวิ่ง UltraBOOST DNA White Tuxedo ในคอลเลคชันพิเศษ adidas X JAMES BOND จะเริ่มวางจำหน่ายแบบ Pre-Launch ที่ อาดิดาส แอปพลิเคชัน และ อาดิดาส ออนไลน์ สโตร์ www.adidas.co.th ในราคา 6,800 บาท ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 17 กันยายน 2564 เป็นต้นไป


BMW GROUP ประเทศไทยจับมือกรมการแพทย์ชวนจิตอาสาส่งยาผู้ป่วยโควิด-19 ถึงหน้าบ้าน!

ตั้งแต่ร่วมกิจกรรมจิตอาสามา ครั้งนี้ถือได้ว่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุด หลังจากที่ได้รับการชวนจากพี่ๆ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ให้มาร่วมส่งยากับกรมการแพทย์ ตอนแรกก็คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรแต่พอได้มาทำแค่ครั้งเดียวต้องยอมรับในพลังใจของจิตอาสาทุกท่านเพราะมันไม่ใช่แค่การไปส่งยาและสิ่งของจำเป็นแต่มันคือการไปส่งความหวังและกำลังใจให้กับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ต้องกักตัวอยู่บ้าน Home Isolationในระหว่างที่รอเตียง…เวลาเราเอากล่องยาไปให้เราจะเห็นแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความหวังจากผู้ได้รับจริงๆ  แพทย์หญิงปิยะธิดา หาญสมบูรณ์ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ เล่าให้พวกเราฟังว่า “กรมการแพทย์มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย และบรรดาจิตอาสา ทำให้การส่งกล่องยาให้แก่ผู้ป่วยที่เข้าระบบการแยกกักรักษาตัวที่บ้านเป็นไปได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น นับเป็นการบรรเทาและแบ่งเบาจำนวนผู้ป่วยระหว่างที่กรมการแพทย์ประสานงานกับหน่วยงานและโรงพยาบาลต่าง ๆ ในการหาเตียง พร้อมการดูแลและติดตามโดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ของกรมการแพทย์”

ที่สำคัญ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ได้ทำกิจกรรมเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือในช่วงวิกฤติโควิด-19 ในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ทีมปฏิบัติการจากชมรมแพทย์ชนบทในการปฏิบัติการตรวจรักษาผู้ป่วย ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ด้วยการจัดรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู X1 xDrive20d และรถยนต์มินิ คูเปอร์ เอส คันทรีแมน คันโต

ไม่ใช่แค่เรื่องรถรับส่งแต่ยังมีพนักงานจิตอาสาที่มาบริการขับรถรับ-ส่ง อำนวยความสะดวกบุคลากรทางการแพทย์ การรวมพลังจิตอาสาเพื่อร่วมส่งกล่องยาให้แก่ผู้ป่วยโควิด-19 Home Isolation ในครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากศิลปินนักร้องหลายท่านที่ผนึกน้ำใจเข้าร่วมกิจกรรมนี้ ซึ่งสร้างกำลังใจอย่างดียิ่งให้แก่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่ได้รับกล่องยาอีกด้วยเรียกว่าเซอร์ไพรส์กันไปตามๆ กัน

คุณประภัสรา อร่ามวงศ์สมุทร ผู้อำนวยการ มินิ ประเทศไทย เล่าว่า “มินิ ประเทศไทย ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบรรเทาการแพร่ระบาดของโควิด-19 และส่งมอบความช่วยเหลือให้แก่บุคลากรทางแพทย์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข จัดกิจกรรม MINI United to fight against COVID-19 ขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดียิ่งจากจิตอาสาที่เข้าร่วมกิจกรรมหลายวันต่อเนื่องกันแม้กระทั่งในวันสุดสัปดาห์ ถึงแม้ว่าบางเส้นทางไม่สามารถขับรถไปได้ถึงบ้านของผู้ป่วย แต่จิดอาสาก็เดินเท้าหรือแม้กระทั่งพายเรือต่อไปจนมอบกล่องยาให้ถึงบ้านได้”

“กรมการแพทย์มุ่งเน้นให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาซึ่งได้รับการประเมินอาการ ดูแล และติดตามโดยทีมแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ผ่านช่องทางไลน์ หลังจากที่ติดต่อเข้ามาทางสายด่วน 1668 ทั้งนี้ การจัดส่งกล่องยาดังกล่าว นอกจากยาฟาวิพิราเวียร์ ยังมีอุปกรณ์ที่จำเป็น อาทิ ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้ว อุปกรณ์วัดสัญญาณชีพ หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ ถุงขยะสำหรับขยะติดเชื้อ การส่งกล่องยาจะดำเนินการจนถึงช่วงที่ผู้ป่วยสามารถหาเตียงได้

ก่อนหน้าที่ทางบีเอ็มดับเบิลยู และมินิ จะร่วมให้ความช่วยเหลือดังกล่าว การส่งกล่องยาดำเนินการโดยมอเตอร์ไซค์ซึ่งมีข้อจำกัดในเรื่องปริมาณที่สามารถจัดส่งได้ในแต่ละวัน ปัจจุบัน จำนวนการส่งยาตามบ้านเริ่มลดจำนวนลง แสดงถึงจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากความช่วยเหลือของจิตอาสาจากกิจกรรมดังกล่าวที่สามารถส่งกล่องยาให้แก่ผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว สิ่งสำคัญคือการที่ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจและรับยาภายในวันเดียวกันหลังจากที่แจ้งเข้ามายังกรมการแพทย์ ช่วยให้อาการลดลงได้อย่างรวดเร็ว” แพทย์หญิงปิยะธิดา หาญสมบูรณ์ กล่าว

ก่อนแยกย้ายไปส่งยา คุณกฤษฎา อุตตโมทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารกิจการองค์กร บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย สรุปกิจกรรมครั้งนี้ให้เราฟังว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมมือกับผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ ลูกค้า พาร์ทเนอร์ สื่อมวลชน และพนักงานของเรา ในการให้ความช่วยเหลือคนไทยและสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันการแพร่ระบาดสำหรับพนักงานและลูกค้าอย่างเคร่งครัด กิจกรรมครั้งนี้ เรายังได้รับความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจากศิลปินไทยแขนงต่าง ๆ ที่มาร่วมส่งกล่องยาให้แก่ผู้ป่วย ซึ่งช่วยสร้างกำลังใจให้แก่ผู้ป่วยอีกทางหนึ่ง และเราจะยังคงดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถช่วยให้ประเทศไทยฟื้นฟูได้เร็วยิ่งขึ้น”

…ไปครับไปส่งยากัน และหวังว่าพวกเราจะผ่านพ้นเหตุการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน!


บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผลิตยนตรกรรมครบ 200,000 คัน!

บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ผลิตยนตรกรรมรวมทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ครบ 200,000 คัน หลังจากเปิดไลน์การผลิตมายาวนานกว่า 21 ปี นับเป็นยอดการผลิตที่ก้าวกระโดดขึ้นมาอย่างน่าประทับใจ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการผลิตยนตรกรรรมครบ 100,000 คัน ในปี 2561 หรือภายในเวลาเพียงสามปีที่ผ่านมาเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการอย่างต่อเนื่องที่เพิ่มขึ้นทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูในจังหวัดระยองยังยกระดับมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อสูงสุดทั้งสำหรับพนักงานและการดำเนินการภายในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของพนักงาน และสามารถดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

มร. เอริค รูเก้ กรรมการผู้จัดการ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้ในปีที่ผ่านมาจะมีความท้าทายหลายประการ แต่เราได้เรียนรู้ที่จะปรับวิธีการทำงานในช่วงเวลาที่ห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างเช่นนี้ ด้วยการจัดการด้านการผลิตที่มีประสิทธิภาพและมีความยืดหยุ่น พร้อมมาตรการอันรัดกุมเพื่อปกป้องพนักงานและพาร์ทเนอร์ของเรา หมุดหมายการผลิตครบ 200,000 คันนี้ คือสัญลักษณ์ของความเข้มแข็งและความมุ่งมั่นของเรา ที่จะส่งมอบยนตรกรรมที่ดีที่สุดสู่ตลาดไทยและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค”

จากจำนวนการผลิตรถยนต์รวมทั้งหมดของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย กว่า 62.7% เป็นรถยนต์ที่ผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศ ส่วนที่เหลือเป็นรถยนต์ที่ผลิตเพื่อส่งออกสู่ภูมิภาค สำหรับรุ่นรถยนต์ที่ถูกผลิตมากที่สุดเพื่อรองรับตลาดประเทศไทย ประกอบด้วย บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 และบีเอ็มดับเบิลยู X1

นับตั้งแต่เริ่มสายการประกอบ ณ โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูที่ระยอง มอเตอร์ไซค์บีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราดคิดเป็น 15.4% ของจำนวนการประกอบยนตรกรรมสะสมทั้งหมด ในขณะที่อีก 84.6% ของการผลิตเป็นรถยนต์ภายใต้บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ทั้งนี้ กว่า 70.8% ของจำนวนมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดที่ผลิตโดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ ในขณะที่รุ่นมอเตอร์ไซค์ที่ถูกผลิตมากที่สุดเพื่อรองรับตลาดในประเทศคือ มอเตอร์ไซค์ในรุ่นแอดเวนเจอร์และสปอร์ต

แม้ว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย จะยังคงเดินหน้าเติบโตขึ้นอีกขั้น สุขภาพของพนักงานในสายการผลิตก็เป็นสิ่งที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยู จังหวัดระยอง ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยสูงสุดสำหรับพนักงานและให้การผลิตดำเนินได้อย่างต่อเนื่อง บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ได้จัดทำมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยสำหรับพนักงานในโรงงานระยองอย่างเคร่งครัดในทุก ๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงการตรวจคัดกรองอย่างเข้มงวดที่ทางเข้าโรงงานก่อนเข้าพื้นที่โดยสามารถตรวจหาเชื้อด้วยชุด Antigen Test Kit (ATK) ได้เมื่อถูกร้องขอ การจัดหาหน้ากากอนามัย และต้องสวมหน้ากากในทุกพื้นที่ตลอดเวลา โดยต้องเปลี่ยนหน้ากากใหม่ทุกเที่ยงวัน

ส่วนบริเวณรับประทานอาหารมีการขยายพื้นที่เพิ่มเติมเพื่อรองรับการเว้นระยะห่างทางสังคม ในขณะที่อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารเป็นประเภทใช้ครั้งเดียวที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อ นอกจากนี้ ยังได้มีการเตรียมพร้อมด้านโรงพยาบาลพาร์ทเนอร์ ในกรณีที่ต้องมีการตรวจเชื้อแบบ RT-PCR หรือจำเป็นต้องมีการรักษาอาการในลำดับถัดไป ทั้งนี้ พนักงานและพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจที่ปฏิบัติงานในพื้นที่โรงงาน ยังได้รับการฉีดวัคซีนจำนวนสองเข็มตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อปกป้องสุขภาพของพวกเขา โดยบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย มุ่งมั่นดูแลสวัสดิภาพของพนักงาน และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในที่ทำงานเป็นอย่างยิ่ง


“UVC Disinfection Service” สุดยอดนวัตกรรมเพื่อการดูแลความสะอาดจาก N Health

เอ็นเฮลท์ (N Health) ผู้นำการให้บริการทางการแพทย์และการสนับสนุนธุรกิจโรงพยาบาลชั้นนำทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แนะนำบริการใหม่ล่าสุด UVC Disinfection Service” บริการฆ่าเชื้อภายในพื้นที่ปิดเพื่อการดูแลความสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพโดดเด่นด้วยความสามารถในการฆ่าเชื้อไวรัสแบคทีเรียด้วยแสง UVC สูงสุดถึง 99.99% โดยเป็นการนำความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านงานปราศจากเชื้อครบวงจร (Comprehensive Sterile Processing) ภายในโรงพยาบาลกว่า 20 ปีจาก N Health มาสู่การบริการให้กับบ้านพักอาศัย หน่วยงานราชการ และสถานประกอบการทุกประเภท อาทิ ร้านอาหาร โรงแรม สถานเสริมความงาม คลินิกเวชกรรม ออฟฟิศสำนักงาน สถาบันการศึกษา ร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า คลังสินค้า รวมถึงโรงงาน และสายการผลิตในพื้นที่ปิด เป็นต้น

บริการ UVC Disinfection Service” ช่วยสร้างเกราะปกป้องต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ให้กับสมาชิกในครอบครัว พนักงาน และลูกค้าของคุณได้อย่างมั่นใจ โดยเป็นกระบวนการฆ่าเชื้อโรคเพื่อสร้างความสะอาดขั้นสุดด้วยการฉายแสงอัลตร้าไวโอเล็ตซี หรือ UVC ซึ่งเป็นคลื่นพลังงานที่มีความเข้มข้นแสงในระดับสูง ให้อานุภาพกำจัดเชื้อโรคที่เกาะอยู่ตามพื้นผิวได้ลึกถึงระดับ DNA และ RNA ทำให้เชื้อตายสนิทและไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้* อีกทั้งยังปลอดภัยกับคนและสัตว์เลี้ยง ปราศจากสารเคมีตกค้าง สามารถเข้าใช้พื้นที่ได้ทันทีหลังเสร็จสิ้นการบริการ ทั้งนี้ ลำแสง UVC ได้รับการยอมรับทั่วไปทางการแพทย์ว่าสามารถฆ่าเชื้อไวรัสและแบคทีเรียได้จริงภายในเวลาไม่กี่นาที นอกจากนี้ N Health ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในด้านคุณภาพการบริการอย่างเต็มที่ ด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพที่มากประสบการณ์ ผ่านการฝึกอบรมทักษะอย่างเป็นเลิศ และปฏิบัติตามมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อลดการระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

สร้างสิ่งแวดล้อมที่สะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพให้กับพื้นที่ในบ้านและสถานประกอบการอย่างแท้จริงได้แล้ววันนี้ สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการฆ่าเชื้อสูงสุดถึง 99.99% UVC Disinfection Service” และนัดหมายเพื่อประเมินพื้นที่กับทีมงาน N Health ได้ที่:

โทรศัพท์: 02-762-4099 (เวลาทำการ 7.00 – 19.00 น.)
แอดไลน์ : @csbiomedical
อีเมล์ : [email protected]
เว็บไซต์ : www.nhealth-asia.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ N Health Thailand

*ข้อมูลจากการทดสอบทางจุลวิทยาด้วยวิธีการเพาะเชื้อ โดยการนับจำนวนปริมาณเชื้อที่หลงเหลืออยู่จนถึงขั้นประเมินโอกาสในการฟักตัวของเชื้อ (Swab Culture)


Privacy Preference Center